ี่คดีหมอวิสุทธิ์ฆ่าเมีย

 

 คดีหมอวิสุทธิ์ ฆ่าเมีย

อภิณ์รัตน์

เป็นคดีที่น่าศึกษา แม้ว่าจะมีการวางแผนฆาตกรรม มาเป็นอย่างดี ไม่พบศพ ไม่มีประจักษ์พยาน ฯลฯ มีแต่พยานวัตถุ พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณี และการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ผู้ต้องหาเป็นนายแพทย์ มีความรู้ ให้การปฎิเสธ แต่ก็ไม่พ้นกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์

แต่ก่อน มักจะมีคำพูดเสมอว่า "สู้ความกับผี" ไม่เหมือนสู้ความกับคน สู้ความกับผีไม่มีทางติดคุก เพราะผี แม้จะเป็นประจักษ์พยานโดยตรง ก็ไม่สามารถมาให้การ หรือเบิกความได้ แต่ปัจจุบัน คำกล่าวนี้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของโลกเราที่ยอมรับและศาลเชื่อและรับฟัง

คดีนี้ถือว่าสั่นสะเทือนวงการ กระบวนการยุติธรรมของไทยเรา ทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้น มีความเห็นทางคดีเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา เสนอสำนวนไปยังพนักงานอัยการ ปรากฎว่า พนักงานอัยการมีความเห็นทางคดี สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา แต่ ป.วิอาญา ม.34 คำสั่งไม่ฟ้องคดี หาตัดสิทธิผู้เสียหายฟ้องคดีโดยตนเองไม่ ณ จุดนี้เอง ทำให้คดีดังกล่างขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาชั้นศาล ถึง 3 ศาล แม้ว่า ม.227 ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษ จนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำผิดนั้น ฯลฯ ที่สุด จำเลยถูกศาลตัดสินลงโทษ ประหารชีวิต

เรามาเริ่มอ่าน ศึกษากัน

 

วันที่ 20 ก.พ. 44 น.พ.วิสุทธิ์ได้วางแผนลวงให้ พ.ญ.ผัสพร ไปพบที่ร้านอาหารโออิชิ สยามดิสคัฟเวอรี่ โดยนัดหมายว่า จะเจรจาเรื่องการซ่อมแซมบ้าน ก่อนที่ทั้ง 2 จะพบกัน น.พ.วิสุทธิ์ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ โทร.เข้าเพจเจอร์ของตัวเองระบุข้อความว่า "ผมติดธุระอยู่ที่หัวหมากอาจจะไปช้า" ลงชื่อ "สุธี" เพื่อไว้ยืนยันกับ พ.ญ.ผัสพร ว่า นายสุธีช่างรับเหมา ที่อ้างนั้นติดธุระ

              เมื่อถึงเวลา พ.ญ.ผัสพรมาถึงร้านดังกล่าว มีภาพกล้องโทรทัศน์วงจรปิดบันทึกภาพว่า ทั้งคู่เดินห่างกันเข้า

ไปในร้าน 

             หลังรับประทานอาหารเสร็จ พยานที่เป็นพนักงานในร้านเห็นท่าทีของ พ.ญ.ผัสพร ดูเหม่อลอย แต่เมื่อสอบถาม น.พ.วิสุทธิ์กลับตอบแทนว่า "ภรรยาเมาน้ำพันช์"

                ทั้งๆ ที่น้ำพันช์ของร้านปราศจากส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ระหว่างที่เดินออกจากร้าน กล้องโทรทัศน์ วงจรปิดยังสามารถบันทึกภาพขณะ น.พ.วิสุทธิ์เดินประคอง พ.ญ.ผัสพรที่เดินซวนเซ เหมือนไม่มีเรี่ยวแรง โดยก่อนหน้านั้น ตอนช่วงสายวันเดียวกัน น.พ.วิสุทธิ์ ได้ไปเปิดห้องพักเลขที่ 318 อาคารวิทยนิเวศน์ ตั้งอยู่ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

               หลังจากนั้นเวลาประมาณ 16.00 น. วันเดียวกัน น.พ.วิสุทธิ์เดินทางไปรับลูกสาวที่เรียนอยู่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ กลับไปส่งบ้านพักย่านลาดพร้าว ก่อนจะไปซื้อถุงขยะขนาดใหญ่จำนวน 3 ห่อ พร้อมก้อนดับกลิ่น และกระดาษชำระที่ห้างโรบินสัน สาขาสีลม

               จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น น.พ.วิสุทธิ์ได้ไปเปิดห้องพักเลขที่ 1631 โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว พร้อมกับว่าจ้างให้พยานที่รับพิมพ์เอกสารอยู่ข้างจุฬาฯ พิมพ์จดหมายขึ้น 2 ฉบับ

               ฉบับแรก  ส่งถึง น.พ.สุรังษี จงวิวัฒน์สุนทร ผอ.รพ.บุรฉัตรไชยากร

                     ฉบับที่ 2 ส่งถึงนายชัชวาล และ น.ส.กิ่งกาญจน์ บุญเกษมสันติ ลูกของทั้ง 2 คน มีเนื้อหาใจความว่า "ขอไปปฏิบัติธรรมต่างจังหวัด 3 วัน" พร้อมลงลายมือชื่อ พ.ญ.ผัสพร เป็นจดหมายที่ถูกส่งมาจากจังหวัดจันทบุรี

               แต่ภายหลังข่าวการหายตัวของ พ.ญ.ผัสพรถูกเปิดเผยขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการสืบสวน จนนำไปสู่การเข้าตรวจค้นในห้องพักที่ 318 อาคารวิทยนิเวศน์ พบคราบเลือดภายในท่อน้ำทิ้งและผ้าพลาสติกกันน้ำ จากการดูดสิ่งปฏิกูลในบ่อเกรอะ พบชิ้นเนื้อมนุษย์รวมน้ำหนัก 3,330 กรัม

                เช่นเดียวกับการตรวจบ่อเก็บสิ่งปฏิกูลที่ 25-26 ของโรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว พบชิ้นเนื้อและกระดูกบางส่วนที่ถูกบริษัทเอกชนสูบไปทิ้งในที่กำจัดขยะ ภายในซอยอ่อนนุช 65 จากการตรวจสอบของสถาบันนิติเวชฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ดีเอ็นเอ ตรงกับ พ.ญ.ผัสพร

                การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสร็จสิ้น ได้ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ทำให้นายโชติ วัฒนเชษฐ์ พ่อของ พ.ญ.ผัสพร ทำการฟ้องรเองต่อศาลเอง ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องทั้งหมด

                นายโชติ เคยเบิกความในศาลว่า ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยมีเรื่องราวฟ้องร้องทั้งเรื่องการหย่าร้างและแบ่งทรัพย์สินกันมาแล้ว โดยที่ พ.ญ.ผัสพร ทราบว่า น.พ.วิสุทธิ์ไปคบหากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นคนไข้ โดน พ.ญ.ผัสพรข่มขู่ว่าจะนำเรื่องร้องเรียนแพทยสภา จน น.พ.วิสุทธิ์ยินยอมทำบันทึกตกลงว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นอีก

                    ต่อมาราวปี 42 ทั้งคู่ทะเลาะกัน จนถึงขั้นที่ น.พ.วิสุทธิ์ทำร้าย พ.ญ.ผัสพรด้วยการบีบคอ ก่อนที่ทั้ง 2 คนจะตกลงแบ่งเงินกัน ฝ่าย น.พ.วิสุทธิ์ได้ไปทั้งสิ้น 13 ล้านบาท ส่วน พ.ญ.ผัสพรได้ไปจำนวน 11 ล้านบาท

               หลังจากนั้นทั้งคู่ยังมีเรื่องทะเลาะกันอีกหลายครั้ง จากเรื่องราวดังกล่าวนำไปสู่สาเหตุที่ทำให้ น.พ.วิสุทธิ์ นำตัว พ.ญ.ผัสพรไปกักขังที่อาคารวิทยนิเวศน์ ทำให้ปราศจากเสรีภาพ แม้คดีนี้จะไม่พบศพ แต่จากการตรวจชิ้นเนื้อที่พบโดยขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ระบุได้ว่าเป็น พ.ญ.ผัสพร และเสียชีวิตแล้วด้วยวิธีแล่ชิ้นเนื้อเพื่ออำพรางการตาย

                ทำให้ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ประหารชีวิต เช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ก็เช่นกัน การตรวจคราบเลือดในห้องพักอาคารวิทยนิเวศน์ไม่โปร่งใสนั้น ศาลเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจที่เกิดเหตุ เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไม่ได้กระทำไปตามการชี้นำของสื่อมวลชน คราบเลือดที่พบในท่อน้ำทิ้งนั้น อาจจะไม่โดนน้ำยาฆ่าเชื้อทำลาย แม้ว่าระยะเวลาที่ตรวจพบจะห่างจากวันที่ น.พ.วิสุทธิ์เข้าพักนานถึง 32 วันก็ตาม  แต่ผลการตรวจดีเอ็นเอสามารถระบุได้ตรงกันว่าหลักฐานที่พบเป็นของ พ.ญ.ผัสพร

                 น.พ.วิสุทธิ์ อุทธรณ์ว่า การแล่ชิ้นเนื้อมนุษย์ต้องใช้เวลานานประมาณ 5 ชั่วโมงนั้น พยานโจทก์ที่เป็นแพทย์นิติเวชเบิกความว่า หากผู้ชำแหละมีความชำนาญ สามารถแล่เนื้อมนุษย์ได้ภายในเวลา 3 ชั่วโมง น.พ.วิสุทธิ์เป็นแพทย์ที่ผ่านการผ่าทำคลอดมาแล้วมากมาย จึงมีความรู้ดี ชิ้นเนื้อที่ตรวจพบถูกหั่นให้มีลักษณะเป็นรูปกรวย เพื่อสะดวกในการไหลผ่านท่อน้ำทิ้ง การที่จำเลยอุทธรณ์นั้นฟังไม่ขึ้น

                จากพฤติการณ์ของ น.พ.วิสุทธิ์ ประกอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประมวลเหตุได้ว่า หลังขับรถไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนในตอนเช้า น.พ.วิสุทธิ์ได้นัดให้ พ.ญ.ผัสพรไปพบที่ร้านโออิชิ จากนั้นได้นำยาโดมิคุ่มซึ่งขอเบิกจากทาง รพ.ไว้ก่อนหน้านี้ แอบใส่ลงไปในน้ำให้ พ.ญ.ผัสพรดื่ม จนทำให้มีอาการเหม่อลอย

                 สอดคล้องกับหลักฐานที่พบ ระหว่างเวลา 13.00-16.00 น. ของวันเดียวกัน น.พ.วิสุทธิ์มีช่วงเวลาที่อยู่ในห้องพักอาคารวิทยนิเวศน์ ซึ่งเปิดเอาไว้ก่อนน้านี้

                  หลังจากนั้นตอนเย็นจึงขับรถไปรับลูกสาวกลับบ้าน ต่อจากนั้นจึงไปซื้อกระดาษชำระ ถุงขยะ ที่ห้างโรบินสัน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหลักฐานการซื้อสินค้าในห้างแห่งนี้อย่างชัดเจน

                 จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น.กลับเข้าที่พักที่อาคารวิทยนิเวศน์อีกครั้ง

                  เวลา 20.06 น. ได้ใช้โทรศัพท์ในห้องพักแห่งนี้ โทร.ออกไปหาคนไข้ 1 ครั้ง

                   มาถึงเวลา 21.38 น. ปรากฏหลักฐานว่า น.พ.วิสุทธิ์ ขับรถขึ้นทางด่วนบริเวณบ่อนไก่  พร้อมกันนี้ยังพบหลักฐาน การเปิดห้องพักที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล ลาดพร้าว เพื่อทิ้งชิ้นเนื้อและกระดูกบางส่วน ก่อนจะปลอมจดหมาย และลายมือชื่อขึ้นมาสองฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่า พ.ญ.ผัสพรไปปฏิบัติธรรมที่ต่างจังหวัด

                 จนกระทั่งวันที่ 22 ก.พ.44 จึงไปแจ้งความว่า พ.ญ.ผัสพรหายตัวไป

                 จากเหตุการณ์ทั้งหมดชี้ชัดได้ว่า น.พ.วิสุทธิ์ฆ่า พ.ญ.ผัสพรโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซ่อนเร้นทำลายศพ ปิดบังการตาย การอุทธรณ์ของจำเลยทุกประเด็นฟังไม่ขึ้น

               จากพยานหลักฐานทั้งหมดรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืนให้ประหารชีวิต น.พ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ สถานเดียว

                ทนายความของ น.พ.วิสุทธิ์ ได้ฎีกา ซึ่งศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 ก.ค.2550 นี้ หลังจากต่อสู้คดีมานานกว่า 6 ปี

 

บทสัมภาษณ์ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีหมอวิสุทธิ์ พยานหลักฐานใดที่นำมาสู่คำตัดสินประหารชีวิตหมอคนดังผู้นี้ ในข้อหาฆ่าหั่นศพภรรยาตัวเอง

 สิ้นสุดไปแล้วสำหรับคดี นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ พ.ญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ ภรรยาตัวเอง เมื่อทั้งสามศาลมีคำตัดสินประหารชีวิตหมอคนดัง อะไรคือพยานหลักฐานสำคัญที่นำมาสู่คำพิพากษาเช่นนี้ "เทพชัย หย่อง" บรรณาธิการเครือเนชั่น สัมภาษณ์ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนในรายการสยามเช้านี้ ทาง ททบ.5

 ถาม : จุดไหนหรือหลักฐานไหนที่ทำให้ตำรวจมั่นใจว่าหมอวิสุทธิ์คือผู้ต้องหาที่แท้จริง

 พล.ต.ท.จงรัก : ขอเรียนว่าคดีนี้ยุ่งยาก ตรงที่เบื้องแรกหมอวิสุทธิ์มาร้องทุกข์ว่าาภรรยาหายไป เป็นที่หนักใจมาก เพราะการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต้องลบภาพความเป็นผู้เสียหายเป็นผู้ต้องหา ไม่เหมือนคดีทั่วไป การสอบสวนยุ่งยากมาก เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ตำรวจไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะตรวจค้นบ้านหมอวิสุทธิ์เลย เพราะเขาเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย

 ถาม : ตรงไหนที่ทำให้ตำรวจเริ่มสงสัยและคิดว่าหมอวิสุทธิ์น่าจะรู้เรื่องการหายตัวของภรรยา

 พล.ต.ท.จงรัก : การสอบสวนเบื้องแรกยังปักใจเชื่อว่าภรรยาหายไป นานเข้าระหว่างสอบสวนก็จับพิรุธบางสิ่งบางอย่าง จนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อ พล.ต.ต.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง อดีต ผกก.สส.น.1 และตำรวจฝ่ายสืบสวนช่วยกันแสวงหาหลักฐาน จนมาพบภาพที่ร้านอาหารโออิชิ ในภาพที่ประคอง พญ.ผัสพร ออกมา อันนั้นเป็นจุดเริ่มแรก

 ถาม : ทำไมถึงคิดว่าต้องโออิชิเท่านั้น ถึงจะได้ภาพนี้มา

 พล.ต.ท.จงรัก : เป็นเทคนิคการสอบสวน หมอวิสุทธิ์อยู่ตรงไหน อยู่จุฬาฯ บริเวณใกล้เคียงมีร้านอาหารมากมาย อาจจะมีร้านหนึ่งร้านใดที่มีกล้องวงจรปิด ตำรวจใช้ความพยายามอย่างยิ่ง ไปขอเทปมาและขอดู จนกระทั่งมาพบที่นี่ พอเห็นภาพต้องมาวิเคราะห์ เรารู้ภูมิหลังว่าหมอวิสุทธิ์และ พญ.ผัสพร มีปัญหาหย่าร้างกัน ไม่ถูกกัน ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน หมอวิสุทธิ์เรียกมาหลายครั้ง พญ.ผัสพร จะไม่มาในลักษณะสองต่อสอง เพราะจะถูกทำร้าย แต่ภาพประคองนี่มันผิดสังเกต ผิดวิสัยคนไม่ถูกกัน คนมีปัญหาหย่าร้างกัน ก็ต้องเอาจุดนี้เป็นจุดเริ่มแรก  หลังจากพบภาพนี้แล้ว ก็สืบสวนว่า ทำไมถึงประคองอย่างนั้น ไปถามพยานในร้าน พนักงานร้านก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไม พญ.ผัสพร นั่งซึมๆ ก็ไปถามหมอวิสุทธิ์ว่าภรรยาเป็นอะไร หมอวิสุทธิ์บอกว่าเมาพันช์ ก็ย้อนถามพนักงานว่า ร้านนี้ขายแอลกอฮอล์ไหม ก็บอกไม่มี มีแต่น้ำผลไม้ นี่ข้อสงสัยประการแรก  จากนั้นมาไม่มีใครเห็นหมอผัสพรอีกเลย เป็นจุดสุดท้ายที่พบทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ก็ถามว่า การกระทำอย่างนี้จะเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีได้ไหม เผอิญผมไปพบคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับหนึ่งทำนองนี้เหมือนกัน สามีไม่ถูกกับภรรยา มีคนเห็นสุดท้ายอยู่ด้วยกันและภรรยาหายไป ศาลลงโทษข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว เพราะถูกพาไปแน่ เพราะหายไปเลย แต่ลงโทษฆ่าผู้อื่นไม่ได้เพราะศพไม่มี เอาจุดนี้เป็นจุดเริ่มดำเนินคดี ผมสั่งให้โอนคดีจาก สน.พญาไท ที่หมอวิสุทธิ์แจ้งเมียหาย ไปที่ สน.ปทุมวัน ซึ่งมีภาพสุดท้ายที่เห็นประคองกันออกไป ตั้งข้อหาแรกคือหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นจุดที่ทำให้เรามีอำนาจ พอเป็นผู้ต้องหาปั๊บก็มีอำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่จะตรวจค้นแสวงหาพยานหลักฐานได้

 ถาม : ทั้งสองคนทะเลาะกันมาตลอด อะไรที่เป็นแรงกระตุ้นสุดท้ายที่ให้หมอต้องทำอย่างนั้น

 พล.ต.ท.จงรัก : มีหลายสาเหตุเหลือเกินที่ตรวจสอบมา บางสิ่งบางอย่างบอกตรงๆ ว่าระหว่างสอบสวนได้รับการขอร้องเหมือนกันว่า ไม่ให้เปิดเผยในสิ่งที่ให้การเสื่อมเสียถึงบุคคลภายนอก มีปัจจัยหลายอย่างที่เห็นว่าหมอวิสุทธิ์มีแรงจูงใจเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องการฟ้องหย่า หรืออะไรก็ตาม ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานว่า หมอผัสพรตายใครได้ประโยชน์ ผมก็ดูหมด หมอวิสุทธิ์ได้ประโยชน์ นี่เป็นหลักการในคดีอาชญากรรมทั่วไปเลย ถ้าเผื่อหมอผัสพรหายสาบสูญเกิน 3 ปี ถือเป็นคนสาบสูญทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมอวิสุทธิ์จะเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน จัดการทุกอย่าง และมีสิทธิไปแต่งงานกับหญิงอื่นได้ด้วย อันนี้เราต้องพุ่งเป้าไปที่หมอวิสุทธิ์ด้วยว่ามีพฤติกรรมพิรุธอะไรบ้าง

 ถาม : ที่ยากที่สุดในคดีนี้ คือ อาวุธในการฆาตกรรมก็ไม่มีเป็นหลักฐานและศพก็ไม่พบ ตอนนั้นคนก็สงสัยว่าไม่มีหลักฐานสองชิ้นจะทำให้คดีนี้เดินหน้าได้อย่างไร

 พล.ต.ท.จงรัก : ช่วงนั้นเป็นแรงกดดันเยอะ หมอวิสุทธิ์เป็นคนมีชื่อเสียง มีแรงต้านเยอะจากบรรดาหมอทั่วไป หมอวิสุทธิ์เป็นคนดี แต่ต้องทำตามหน้าที่ ก็แสวงหาพยานหลักฐาน คนจะฆ่ากันไม่มีใครมาฆ่าให้ใครเห็นหรอก ต้องไปหาที่เร้นลับ ไม่มีใครเห็น เพื่อกระทำความผิด เมื่อประจักษ์พยานไม่มี เราก็จำเป็นต้องหาพยานแวดล้อม ผมศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาและเคยมีบางครั้งศาลพิพากษาลงโทษแม้ไม่มีประจักษ์พยานก็ตาม แต่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นว่า พฤติกรรมแวดล้อมกรณีเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดศาลก็ลงโทษ เราก็เริ่มต้นหาพยานหลักฐานตลอดมา

 ถาม : ศพที่ทำลายเท่าที่ตำรวจสืบสวนข้อมูลใช้เวลาชำแหละนานเท่าไร  พล.ต.ท.จงรัก : อันนี้ผมสอบถามแพทย์ผู้ชำนาญบอกว่า คนที่ชำนาญในเรื่องการเป็นหมอแล่เนื้อใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง สามารถทำได้หมด  ถาม : ที่เป็นข่าวมา มีสองจุดที่มีการทำลาย คือ อาคารที่พักที่จุฬาฯ และอีกที่หนึ่ง โรงแรมโซฟิเทล ข้อมูลที่ได้มาที่เดียวไม่พอทำลายศพ  พล.ต.ท.จงรัก : คือมีจำนวนมาก ชิ้นส่วนบางอย่างมีมาก 3,300 กรัม แบ่งส่วนหนึ่งจนกระทั่งล้นแล้ว แต่ส่วนที่โซฟิเทลไม่สำคัญเท่าที่จุฬาฯ  ถาม : หมอปฏิเสธตลอด ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย  พล.ต.ท.จงรัก : ผมสอบสวนหมอจนสนิทสนมกัน ปฏิเสธตลอด แต่ไม่มีเหตุผลในข้อปฏิเสธ คือคดีนี้หมอไม่ยอมให้การใดๆ ในชั้นสอบสวน แต่เวลาคุยกันคุยได้หมด แต่ว่าจะสอบปากคำไม่ขอให้การ  ถาม : สอบปากคำหมอวิสุทธิ์จนเป็นเพื่อนกันแล้ว การพูดจาหรือบุคลิกคุณหมอต่อหน้าตำรวจเป็นอย่างไร

 พล.ต.ท.จงรัก : หมอเป็นคนเฉยๆ สุภาพจริงๆ พูดถึงความผูกพันมีอยู่ เป็นเรื่องที่แปลกประหลาด 3 เดือนก่อนถูกจับ ไปงานแต่งงานร่วมโต๊ะเดียวกัน มีท่านเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มีหมอวิสุทธิ์ เขาเสิร์ฟปลาจะละเม็ดบนโต๊ะ หมอวิสุทธิ์เป็นคนแล่ปลาแจก ท่านเจิมศักดิ์บอกว่ายังเสียว สอบมานานจนเป็นเรื่องผูกพัน ล่าสุดเมื่อวานนี้ผมบอกหมอ ผมทำตามหน้าที่ ผมก็เห็นใจครับ ยกมือไหว้ผม สุภาพมาก

 ถาม : ยิ่งคุยกับหมอมาก ท่านในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนมั่นใจ

 พล.ต.ท.จงรัก : มั่นใจครับ หลักฐานที่ปรากฏทีละอย่าง โดยเฉพาะคืนที่เขาไปพักวิทยนิเวศน์ ที่เราพิสูจน์ได้ว่าเข้าไปแล่หั่นศพในนั้น ที่ไปตรวจคราบเลือดได้มา ผมสอบย้อนหลังไปที่ห้องข้างเคียงซึ่งปรากฏว่าตามตัวไม่ได้ แต่สอบจนกระทั่งได้ทราบว่านอนอยู่ข้างๆ ทำไมห้องหมอวิสุทธิ์กดชักโครกทั้งคืน เมื่อหั่นชิ้นศพก็ต้องกดทั้งคืน และไปดูอีกว่าซื้อกระดาษชำระหลายม้วนเป็นโหลๆ คนท้องเสียอย่างไรก็ใช้ไม่เกิน 2 ม้วนหรอก แต่พยานไปต่างประเทศไม่งั้นมีมากกว่านี้

 ถาม : แง่ของการสืบสวนสอบสวน บทเรียนจากคดีนี้คืออะไร

 พล.ต.ท.จงรัก : บทเรียนจากคดีนี้ในเรื่องการหย่ากัน และอีกเรื่องเราสามารถสร้างบรรทัดฐาน เน้นหนักให้เห็นว่าคดีบางคดีแม้ไม่มีประจักษ์พยาน พยานแวดล้อมที่ชี้ชัดสามารถทำให้ศาลลงโทษได้ อันนี้เป็นการข่มขู่อาชญากรในอนาคตด้วย ทุกวันนี้ข่มขืนแล้วฆ่า ปิดปากพยาน ทั้งนี้ ฝากเตือนด้วยว่า เมื่อคิดว่าทำอย่างนั้นแล้วอย่าคิดว่าจะรอด คดีนี้ใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มากมายหลายชิ้นเป็นเครื่องพิสูจน์ทำให้ศาลเชื่อ เพราะมันตรงไปตรงมา เพราะมันถูกจ้างให้โกงไม่ได้


 


คดีที่ น.พ.วิสุทธ์ บุญเกษมสันติ หัวหน้าภาควิชาสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งในอดีตถูกเรียนขานนามว่า “อาจารย์หมอ” ฆ่าชำแหละศพ พ.ญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ หัวหน้ากองสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร หรือโรงพยาบาลรถไฟ (มักกะสัน)  ซึ่ง  น.พ.วิสุทธิ์ จำเลยในคดีนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการแพทย์ไทย เพราะได้ใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญในการทางแพทย์มาจัดการฆ่าและชำแหละภรรยาตัวเองอย่างแยบยล จนแทบจะไม่เหลือชิ้นส่วนไว้ให้เป็นหลักฐาน

              พ.ญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ หายตัวไปอย่างไร้รอย เมื่อวันที่ 20-22 ก.พ.2544 โดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. หมอวิสุทธิ์ได้วางแผนลวงแพทย์หญิงผัสพรไปรับประทานอาหารที่ห้องอาหารโออิชิ ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ สองต่อสอง โดยหมอวิสุทธิ์ได้ใช้ยานอนหลับผสมในอาหารและเครื่องดื่มให้ผู้ตายกินจนเกิดอาการง่วงนอน มึนงง แล้วประคอง พ.ญ.ผัสพรออกจากห้องอาหารท่ามกลางสาธารณชน

              หมอวิสุทธิ์ได้หน่วงเหนี่ยวกักขัง พญ.ผัสพรไว้ที่ห้องพักเลขที่ 318 อาคารวิทยนิเวศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนที่จะใช้ของแข็งมีคมเป็นอาวุธทำการประทุษร้ายร่างกาย พ.ญ.ผัสพรจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และใช้มีดผ่าตัดแล่ชิ้นเนื้อและอวัยวะต่างๆ จากศพ ก่อนนำไปทำลายศพหรือส่วนของศพ ขณะเดียวกันได้เปิดห้องพักเลขที่ 1631 โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัลพลาซา แล้วได้ยักย้ายซ่อนเร้นศพ นำชิ้นเนื้อ เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของศพไปลอบฝัง ลอบทิ้งในสถานที่ต่างๆ อันเป็นการซ่อนเร้นทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายและเหตุแห่งการตาย

             21 ก.พ. หมอวิสุทธิ์ได้ปลอมหนังสือขอลางานของ พ.ญ.ผัสพร เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเอกสารปลอมดังกล่าว พ.ญ.ผัสพรได้ทำขึ้นจริง และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของบุคคลที่ใกล้ชิด พญ.ผัสพรให้หลงเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่ที่ไม่ได้พบเห็นเพราะผู้ตายไปประกอบศาสนกิจปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ฝึกจิตใจ ภายหลังจากที่หมอวิสุทธิ์ได้ทำเอกสารปลอม ได้ใช้และอ้างเอกสารหนังสือที่จำเลยได้ทำปลอมขึ้นยื่นต่อ นายสุรังษี จงวิวัฒน์สุนทร หัวหน้างานผู้ตาย

              และได้ปลอมจดหมายถึงนายชัชวาล และนางสาวกิ่งกาญจน์ บุญเกษมสันติ บุญชายและบุตรสาว เพื่อให้บุตรทั้งสองและผู้อื่นหลงเชื่อว่าเอกสารปลอมดังกล่าว พ.ญ.ผัสพรได้ทำขึ้นจริง และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของบุตรทั้งสอง และบุคคลที่ใกล้ชิดด้วย

             22 มี.ค. 2544 พนักงานสอบสวนเข้าตรวจสอบที่ห้องพักเลขที่ 318 อาคารวิทยนิเวศน์ พบคราบโลหิตที่ผ้าม่านและพบชิ้นเนื้อในบ่อพักสิ่งปฏิกูลหนัก 330 กรัม และสืบทราบว่าจำเลยได้เปิดห้องที่โรงแรมโซฟิเทลฯ ก่อนเข้าตรวจค้นพบชิ้นเนื้อมนุษย์ในบ่อพักสิ่งปฏิกูล จากการชันสูตรชิ้นเนื้อของเจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวชที่อาคารวิทยนิเวศน์ พบว่าเป็นชิ้นเนื้อบริเวณลำตัว เป็นเศษของกระบังลม ผนังลำไส้ พังผืดไขมัน และยังพบชิ้นส่วนบริเวณต้นขาและแขน หนักประมาณ 3,330 กรัม ซึ่งชิ้นเนื้อดังกล่าวถูกแล่ด้วยของมีคมลักษณะประณีต เสียชีวิตมาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ผู้ตายหายตัวไป จึงเชื่อว่าเป็นเนื้อจากศพผู้ตาย ที่เกิดจากการฆาตกรรมอำพราง

              และจากหลักฐานซึ่งเป็นวิดีโอวงจรปิดภายในร้านโออิชิ ประกอบกับหมายเลขโทรศัพท์ของหมอวิสุทธิ์ซึ่งได้ติดต่อกับ พ.ญ.ผัสพรก่อนจะหายตัวไปครั้งสุดท้าย อีกทั้งพนักงานในร้านโออิชิระบุว่าเห็นหมอวิสุทธิ์นั่งอยู่ที่ร้านกับ พ.ญ.ผัสพร ก่อนที่จะเดินคล้องแขนกับ พ.ญ.ผัสพรออกไปในลักษณะพยุง และพบพิรุธในจดหมายลางาน เนื่องจาก พ.ญ.ผัสพรไม่ชอบพิมพ์ดีดหรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และได้รับคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่รับพิมพ์งานในย่านดังกล่าวระบุว่าหมอวิสุทธิ์ได้ว่าจ้างให้พิมพ์จดหมายและจ่าหน้าซองจดหมายรวม 2 ฉบับ ฉบับแรกส่งให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร อีกฉบับส่งให้บุตร โดยลงชื่อว่า พ.ญ.ผัสพร อีกทั้งบุคคลทั้งสองมีเรื่องทะเลาวิวาทกันอย่างรุนแรงมาก่อนหน้านี้

              จากพยานหลักฐานบุคคล-พยานแวดล้อม รวมทั้งผลการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงมีน้ำหนักเพียงพอที่ทำให้ศาลชั้นต้นเชื่อว่า น.พ.วิสุทธิ์เป็นผู้ลงมือฆ่าหั่นศพภรรยาตัวเองจริง

 

             7 ต.ค.46 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต น.พ.วิสุทธิ์ โดยให้เหตุผลว่า “จำเลยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถสูงย่อมจะใช้สติยั้งคิดในการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้วิธีดังกล่าว และเมื่อจำเลยถูกจับกุมก็ยังไม่สำนึกผิด ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องปรานี เห็นควรลงโทษสถานหนัก พิพากษาประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว”

   4 กค.48 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ซึ่งหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยพร้อมใส่โซ่ตรวจนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวางในทันที

 

            สำหรับคดีนี้เกือบจะถูกปิดฉากไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. 2544  หลังพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง น.พ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ รวม 4 ข้อหาหนัก ให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4   แต่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของฝ่ายผู้เสียหาย 1 เดือนต่อมา (5 มิย.44) นายโชติ วัฒนเชษฐ์ บิดาของแพทย์หญิงผัสพร ได้ตัดสินใจยื่นฟ้องนายแพทย์วิสุทธิ์ด้วยตนเอง ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซ่อนเร้นทำลายศพ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมต่อสิ่งใด และปลอมแปลงเอกสารใบลางานของแพทย์หญิงผัสพรเพื่ออำพรางคดีอีกฐานหนึ่ง จนกระทั่งหมอวิสุทธิ์ถูกศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ประหารชีวิต

 

          วานนี้ (24 มิย.50) ที่ จ.เชียงใหม่ บรรยากาศที่ร้านโชติกุล เลขที่ 65 ถ.ข่วงเมรุ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายเครื่องนอน อยู่ในตรอกเล่าโจ๊ว ใกล้ตลาดวโรรส ตัวเมืองเชียงใหม่ และเป็นบ้านเกิดของ พ.ญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ   ก่อนที่ศาลฎีกาจะพิพากษาคดีในวันนี้ ( 25 ก.ค.) เป็นไปอย่างเงียบเหงา  มีเพียงนายธนพงศ์ วัฒนเชษฐ์ อายุ 44 ปีน้องชายของหมอผัสพรอาศัยอยู่กับภรรยาที่ จ.เชียงใหม่ด้วยกันเพียงสองคน

  

           นายธนพงศ์ วัฒนเชษฐ์ น้องชายของ พ.ญ.ผัสพร  กล่าวว่า  หลังเหตุการณ์ฆาตรกรรมผ่านไปนานกว่า 6 ปี 5เดือน   ในวันที่ 25  ก.ค.นี้ เป็นวันที่ทางญาติรอคอยก็มาถึง เพราะจะเป็นวันที่ศาลฎีกาพิพากษาตัดสินคดีถึงที่สุด  ซึ่งขณะนี้ทางญาติทุกคนเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีสภาพจิตใจต่างพร้อมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น   และทุกคนเชื่อว่าเรื่องราวทั้งหมดจะจบสิ้นลง

 

          “ โดยเฉพาะคุณพ่อที่ขณะนี้บินกลับมาจากประเทศจีนถึงเมืองไทยได้ 2-3 วันแล้ว หลังจากที่เดินทางไปอยู่ที่ประเทศจีนนานกว่า 8 เดือน  และจะเดินทางเข้ารับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาด้วยตัวเอง พร้อมกับน้องสาวของหมอผัสพร ซึ่งตอนนี้ทั้งหมดเดินทางไปรออยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อจะเข้ารับฟังการตัดสินที่ศาลอาญาใต้แล้ว  ส่วนตนเองและภรรยาจะรอรับฟังข่าวที่เชียงใหม่” นายธนพงศ์กล่าวและว่า

           สำหรับความคาดหวังในการตัดสินคดีของศาลฎีกาที่จะมีขึ้นนั้น  ตนมั่นใจว่าศาลน่าจะยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาตัดสินประหารชีวิตหมอวิสุทธ์  ซึ่งทางญาติมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของศาลและกรมตำรวจซึ่งที่ผ่านมามองว่าได้ดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว

 

            “อย่างไรก็ตามแม้ว่าศาลจะตัดสินประหารชีวิตหมอวิสุทธ์จริง  ทางหมอวิสุทธ์ก็ยังเหลือทางเลือกสุดท้ายคือการยื่นถวายฎีกาทูลเกล้าเพื่อขอลดหย่อนโทษ ซึ่งคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามสิทธิที่หมอพิสุทธ์จะทำได้  แต่ทางญาติทุกคนตอนนี้พร้อมรับกับทุกเรื่องที่จะเกิดขึ้นและสภาพจิตใจของทุกคนก็ดีขึ้นมากเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปหลายปี” น้องชายหมอผัสพรกล่าว                  

            ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญากรุงเทพใต้ สนามหลวง ว่า ศาลฎีกาเขียนคำพิพากษาเสร็จเรียบร้อยแล้วและได้ส่งคำพิพากษาให้กับเจ้าหน้าที่งานอุทธรณ์-ฎีกา ของศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยเจ้าหน้าที่ศาลได้ลงบันทึก และนัดวันฟังคำพิพากษาพร้อมกับส่งหมายไปยังเรือนจำบางขวาง เพื่อเบิกตัวนพ.วิสุทธิ์ ซึ่งถูกคุมขัง มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

            สำหรับประเด็นที่จำเลยต่อสู้ในชั้นฎีกานั้นมีถึง 13 ประเด็นคือ 1.ผู้ตายกับจำเลยไม่มีความขัดแย้งกันในเรื่องทรัพย์สิน และไม่ได้หย่าขาดกัน 2.จำเลยไม่เคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคนไข้หญิง เพราะคนไข้เป็นบุคคลมีชื่อเสียง และมีสามีอยู่แล้ว 3.การตายของพญ.ผัสพรน่าจะคลาดเคลื่อนต่อความจริง 4.จำเลยไม่ใช่บุคคลสุดท้ายที่อยู่กับผู้ตาย แต่น่าจะเป็น รปภ. รพ.บุรฉัตรไชยากร ที่ผู้ตายนำรถไปจอด 5.การตายของพญ.ผัสพรมีเงื่อนงำว่าใครเป็นคนฆ่า เนื่องจากมีเอกสารและเงื่อนงำเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการตาย 6.จำเลยไม่เคยหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตาย 7.การใช้ยา”โดมิกุม” จำเลยนำมารักษามารดาตัวเอง มิได้นำมาใช้กับผู้ตาย

 

          และ 8.จำเลยเปิดห้องพักที่ รร.เซ็นทรัลโซฟิเทล ลาดพร้าว เสมอ ไม่เคยใช้ทำร้ายผู้ตาย 9.ใครเป็นผู้ว่าจ้าง น.ส.อังคนา พึ่งยา พิมพ์จดหมายลางานปลอมของผู้ตาย 10.จำเลยไม่ได้ปลอมลายเซ็นผู้ตายในจดหมายลางาน 11.จำเลยเป็นผู้แจ้งความว่าภรรยาหายตัวไป ถ้าตนฆ่าจริงจะแจ้งความทำไม 12.จำเลยไม่เคยเรียกวิทยุติดตามตัวเพื่อกลบเกลื่อนการพบผู้ตาย และ 13.เรื่องชิ้นเนื้ออวัยวะส่วนสำคัญของผู้ตายจำเลยได้ลำดับเหตุการณ์ถึงข้อพิรุธต่างๆ เพื่อลบล้างพยานหลักฐานโจทก์ว่าเป็นชิ้นเนื้อผู้ตายหรือไม่

           กว่า 6 ปีเต็มกับการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อหาความเป็นธรรมให้กับตระกูล “วัฒนเชษฐ์” และในวันนี้ ( 25 กค.50) เวลา 9.00 น. คงจะถือว่าเป็นวันสำคัญที่จะพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง โดยขณะนี้เหลือเพียง 3 ทางออกในชั้นฏีกาสำหรับ นพ.วิสุทธิ์ คือพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์  กลับคำพิพากษาหรือยกฟ้อง  แต่เชื่อแน่ว่า  การลุกขึ้นต่อสู้ของบิดา พ.ญ.ผัสพร เพื่อเรียกหาความเป็นธรรมให้กับบุตรสาวได้พิสูจน์แล้วถึงหัวอกของผู้เป็นพ่อ แม้ที่ผ่านมาจะปรากฏรอยยิ้มที่แปดเปื้อนอยู่บนคราบน้ำตาหลังทราบคำตัดสินของศาล แต่คงไม่สามารถลบล้างความอาลัยต่อการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของแพทย์หญิงผัสพร บุญเกษมสันติได้

------------------------------

คืบหน้าล่าสุด  /// 25 กค.50

 

ศาลฎีกาตัดสินชี้ชะตาชีวิตหมอวิสุทธิ์ให้ประหารชีวิตสถานเดียว ราชทัณฑ์คุมเข้ม-เพิ่มงาน “นพ.วิสุทธิ์” หวั่นฆ่าตัวตาย … //

                         ศาลฎีกาพิพากษายืน สั่งประหารชีวิตนายแพทย์วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ สถานเดียว ชี้พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมีพยานแวดล้อม ลำดับขั้นตอน วางยา ฆ่า และหั่นศพแพทย์หญิงผัสพร ภรรยา อย่างชัดเจน โดยข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น  ด้านราชทัณฑ์ชี้ “นพ.วิสุทธิ์” หรือญาติมีสิทธิยื่นขอถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษใน 60 วัน จะยื่นหรือไม่ก็ได้ แต่ยังไม่เคยมีนักโทษคนใดไม่ใช้สิทธิ เผยเปลี่ยนสถานะจากผู้ต้องขังชายเป็นนักโทษชาย ย้ายสู่แดนนักโทษประหาร สั่งคุมเข้ม เตรียมนักจิตวิทยาดูแล พร้อมเพิ่มงานบำเพ็ญประโยชน์ป้องกันนักโทษฟุ้งซ่านฆ่าตัวตาย  ปัจจุบันมีนักโทษประหารชีวิต 858  คน คดีสิ้นสุดรอการประหารชีวิต 114 คน    ขณะที่ญาติ พญ.ผัสพร พอใจคำตัดสิน เตรียมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับ พญ.ผัสพร

                        ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ และนายโชติ วัฒนเชษฐ์ ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง นายแพทย์วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ อดีตสูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าแพทย์หญิงผัสพร บุญเกษมสันติ อดีตสูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยยากร หรือ โรงพยาบาลรถไฟ ภรรยาตนเอง โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซ่อนเร้น ทำลายศพ กักขังหน่วงเหนี่ยว และปลอมเอกสาร  

                        ศาลฎีกาพิเคราะห์ประเด็นต่อสู้ของฝ่ายจำเลย และการนำสืบของโจทก์ทั้ง 2 แล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลย ไม่อาจรับฟัง เพื่อนำมาหักล้างน้ำหนักพยานของโจทก์ได้ ข้อโต้แย้งของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น และแม้พยานของฝ่ายโจทก์จะเป็นพยานแวดล้อม ไม่พบศพผู้เสียชีวิต แต่มีข้อเท็จจริงยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยตามลำดับ เริ่มจากวางยา นำศพไปชำแหละ และนำไปทิ้ง ซึ่งพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยถือว่าโหดเหี้ยม ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษาประหารชีวิตสถานเดียว

                        สำหรับนายแพทย์วิสุทธิ์ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางบางขวาง ควบคุมตัวมาฟังคำพิพากษาคดีในวันนี้ ยังคงมีสีหน้านิ่งเฉย แต่ร่างกายดูซูบผอม และชราลงไปกว่าเดิม

                          ส่วนครอบครัวของแพทย์หญิงผัสพรมีนายโชติ บิดา และแพทย์หญิงเพียงใจ วัชระศิลป์ น้องสาว เดินทางมารับฟังคำพิพากษาคดีที่ศาล หลังคำพิพากษาออกมาทนายความฝ่ายโจทก์ ได้เป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณศาล ที่ให้ความยุติธรรมกับแพทย์หญิงผัสพร

                        คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 เมื่อนายแพทย์วิสุทธิ์ ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ว่า แพทย์หญิงผัสพร ภรรยาตัวเอง หายตัวไป ตำรวจสืบสวนพบว่านายแพทย์วิสุทธิ์ เป็นคนสุดท้ายที่พบผู้ตาย โดยนัดไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารในศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง จากนั้น ก็ไม่มีใครพบแพทย์หญิงผัสพรอีกเลย ต่อมา ตำรวจไปพบชิ้นส่วนร่างกายของแพทย์หญิงผัสพร ที่อาคารวิทยบริการ ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่โรงแรมย่านลาดพร้าว การสอบสวนพบต่อไปว่านายแพทย์วิสุทธิ์ มีความขัดแย้งกับผู้ตายเรื่องทรัพย์สิน และเรื่องชู้สาว จึงมีการจับกุม ซึ่งนายแพทย์วิสุทธิ์ ได้ให้การปฏิเสธ โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาประหารชีวิตสถานเดียว

 

                        ทางด้าน นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ภายหลังที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาประหารชีวิต นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ อดีตสูตินารีแพทย์ รพ.จุฬาลงกรณ์ ในความผิดฐานฆ่า พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ อดีตแพทย์ รพ.รถไฟ ภรรยาตัวเอง โดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และปิดบังซ่อนเร้น ทำลายศพ เพื่อปกปิดสาเหตุการตาย แล้วนั้น นพ.วิสุทธิ์หรือญาติ มีสิทธิยื่นคำร้องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษภายใน 60 วัน ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ต้องหาจะยื่นหรือไม่ก็ได้ โดยตามขั้นตอนจะต้องยื่นต่อพัศดีของเรือนจำ จากนั้นกรมราชทัณฑ์จะส่งขึ้นไปที่กระทรวงยุติธรรมเพื่อดำเนินการตามระเบียบต่อไป หากไม่ยื่นคำร้องฯ ทางกรมราชทัณฑ์ก็จะต้องดำเนินการตามคำพิพากษาศาลต่อไป อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีนักโทษประหารชีวิตรายใดที่ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายนี้

 

                        นายนัทธี กล่าวว่า สำหรับการควบคุมตัว นพ.วิสุทธิ์ นั้น ขณะนี้ได้เปลี่ยนสถานะของ นพ.วิสุทธิ์ จากผู้ต้องขังชาย เป็นนักโทษชาย และต้องไปอยู่ในแดนนักโทษประหารชีวิต โดยช่วงนี้ผู้คุมจะดูแลอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีอาการซึมเศร้าจะให้นักจิตวิทยาเข้าไปดูแลทันที โดยปกติแล้ว นักโทษประหารชีวิตที่พึ่งได้รับฟังคำตัดสินใหม่ ๆ เรือนจำจะมอบกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ให้ทำมากขึ้น เพื่อจะไม่ว่างจนคิดฟุ้งซ่าน และจะดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้นักโทษฆ่าตัวตาย

 

                        สำหรับจำนวนนักโทษประหารในปัจจุบัน ประกอบด้วย นักโทษคดียาเสพติด 483 คน และนักโทษคดีทั่วไป 375 คน รวม 858 คน ซึ่งเป็นนักโทษหญิง 93 คน โดยในจำนวนนี้เป็นนักโทษเด็ดขาดที่คดีสิ้นสุดรอการประหารชีวิตแล้ว 114 คน แบ่งเป็นคดียาเสพติด 95 คน คดีทั่วไป 19 คน  ซึ่งตั้งแต่ปี 2546 ประเทศไทยยังไม่มีการประหารชีวิตนักโทษเลย

                        นายธนพงษ์ วัฒนเชษฐ์ น้องชายของ พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ ซึ่งเฝ้าติดตามข่าวการตัดสินคดีฆ่า พญ.ผัสพร ของศาลฎีกา อยู่ที่บ้านที่ จ.เชียงใหม่ กล่าวหลังทราบคำตัดสินให้ประหารชีวิต นพ.วิสุทธิ์ ว่า พึงพอใจในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับดีใจ เพียงแต่รู้สึกว่าผลควรจะเป็นไปเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม รู้สึกแปลกใจที่ทราบข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2546 ประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตนักโทษเลย

                        ขณะที่นางนฤพร วัฒนเชษฐ์ ภรรยานายธนพงษ์ กล่าวว่า มีผู้ถามว่ารู้สึกดีใจไหมกับคำพิพากษาที่ออกมา ซึ่งอยากจะบอกว่าไม่ได้รู้สึกดีใจ เพราะทั้งสองครอบครัวต่างเป็นญาติที่สูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่รู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมจากคำตัดสินของศาล ทั้งนี้ ทางครอบครัวจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับ พญ.ผัสพร หลังคดีนี้สิ้นสุด โดยอาจจะทำบุญใหญ่ในวันครบรอบการเสียชีวิตของ พญ.ผัสพร ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า  

 

Dormicum ยานอนหลับอันตราย ....จากคดีหมอวิสุทธิ์ หมอผัสพร

วันนี้คดีนายแพทย์วิสุทธิ์ ฆาตกรรมภรรยาตัวเองก็ถึงจุดสิ้นสุด ศาลฎีกาตัดสินสินยืนยันตามศาลชั้นต้นและศาลอุธรณ์ ประหารชีวิต คนกระทำผิดได้ถูกลงโทษตามกฎหมายแล้ว  แต่วันนี้คนดูข่าวอย่างเราๆ คงได้รู้จักกับยาตัวหนึ่งที่มีฤทธิ์อย่างแรง เป็นทั้งยาที่ช่วยรักษาคน และ ยาที่ทำให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นได้ถ้าอยู่ในมือของคนไม่ดี

" จากการนำสืบของโจทก์ยังระบุด้วยว่าจำเลยเคยสั่งซื้อยาดอมิคุมซึ่งเป็นยานอนหลับ 30 เม็ดก่อนผู้ตายจะหายตัวไปประมาณ 2 เดือนเศษ โดยอ้างว่าให้นางเตียง แซ่แต้ มารดาของจำเลยทั้งที่ไม่เคยมีประวัติการใช้ยาตัวนี้มาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของแพทย์ที่รักษานางเตียงว่าคนไข้รายนี้มีอาการเป็นหลอดลมอักเสบ ซึ่งไม่ต้องใช้ยาดังกล่าวรักษา ดังนั้นจึงเป็นข้อพิรุธของจำเลย ซึ่งบ่งชี้ว่าจำเลยไม่ได้นำยาไปใช้กับมารดาจริง แต่มีเหตุน่าเชื่อว่านำไปใช้กับผู้ตาย "

คนดูข่าวอย่างผมจึงขอเก็บเอาข้อมูลเกี่ยวกับยาตัวนี้มาฝาก

โดมิคุม (Dormicum) เป็นชื่อทางการค้า มีชื่อทางเคมีว่า มิดาโซแลม (Midazolam) เป็นยานอนหลับในกลุ่ม Benzodiazepine ถูกดูดซึมได้ดีที่สุดจากทางเดินอาหารเมื่อเทียบกับยานอนหลับตัวอื่นๆ โดยให้รับประทานก่อนนอน มีประสิทธิผลในการรักษาอาการนอนไม่หลับ แต่ควรใช้ยาเพียงระยะเวลาสั้นๆ เนื่องจากการใช้ยาติดต่อกันนานๆ จะทำให้เกิดภาวะพึ่งยาได้ เหมาะที่จะใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาหลับยาก แต่เมื่อหลับแล้วจะหลับได้ปกติจนถึงเช้า

ชนิดรับประทานมีรูปแบบเป็นเม็ดรีสีฟ้า ด้านหนึ่งมีตัวอักษรคำว่า ROCHE 15 ส่วนอีกด้านหนึ่งจะมีขีดแบ่งครึ่งเม็ด มีทั้งอยู่ในรูปแบบเม็ดขนาด 15 มก. และในรูปยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อ ขนาดความแรง 5 มก./มล./แอมพูล และขนาด 15 มก./3มล./แอมพูล


ผู้ใหญ่ : รับประทานในขนาด 7.5-15 มก. ก่อนนอน

คุณสมบัติเด่นคือ ฤทธิ์สงบประสาท ทำให้นอนหลับ และฤทธิ์ทำให้สูญเสียความทรงจำชั่วขณะ (Anterograde amnesia) ทำให้นิยมใช้ในการนำสลบโดยฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ

การให้ยาโดยการรับประทานจะเริ่มปรากฏฤทธิ์ที่ทำให้ง่วงที่เวลาประมาณ 15 นาที ขณะที่การฉีดเข้าหลอดเลือดดำจะออกฤทธิ์ภายในเวลา 1-5 นาที
อาการที่พบบ่อยได้แก่ ง่วงซึม เดินเซ

หากได้รับยาติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะพึ่งยาทั้งทางร่างกายและจิตใจได้ และเมื่อหยุดยากะทันหันก็อาจก่อให้เกิดอาการถอนยาคือ อาการนอนไม่หลับ (rebound insomnia) การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอาจกดการหายใจ และทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ

อาการอื่นๆที่พบบ้างได้แก่ พฤติกรรมบกพร่อง ความจำด้อยลง ปวดศรีษะ มึนงง สับสน วิตกกังวล ไม่อยู่นิ่ง เปลี้ย เวียนศรีษะ เพ้อ กระสับกระส่าย เดินเซ ฝันร้าย พูดไม่ชัด คลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง ท้องผูก การได้รับโดมิคุม  เกินขนาด จะทำให้เกิดอาการซึมมาก หลับนานผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน การตอบสนอง (reflex) ลดลง สับสน ไม่รู้สึกตัว และโคม่า

ปัจจุบันในต่างประเทศมีการแพร่ระบาดของ Phencyclidine ในหมู่ผู้ติดยาเสพติดทั้งในรูปแบบของยาฉีด (Injection) ผสมบุหรี่สูบ (smoke) และการสูดดม (snort) สำหรับ Ketamine พบว่ามีการแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นของสหรัฐอเมริกาโดยวิธีการฉีดเข้าเส้นเลือด เมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถทำให้เกิดการหลอนประสาท ฝันร้าย มึนงง พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เกิดโรคจิต (Psychosis) และหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้ความตึงของกล้ามเนื้อเสื่อมไป

ในประเทศไทยมีผู้พบว่าได้มีการนำเอายา Ketamine ชนิดฉีดมาทำให้แห้งเหลือแต่ตะกอนสีขาวของตัวยา Ketamine แล้วนำมาสูดดม กระทรวงสาธารณสุขควบคุมสารตัวนี้เป็นยาควบคุมพิเศษ การซื้อขายต้องมีใบสั่งแพทย์ การเสพ Ketamine เพื่อบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจยังไม่มีความผิดทางกฏหมาย แต่สำหรับผู้ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่มีใบสั่งแพทย์มีความผิดต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000-5,000 บาท


 

ความผิด

บทกำหนดโทษ

มาตรา

ผลิต,ขาย,นำเข้า,ส่งออก ระวางโทษจำคุก 5 ปี- 20 ปี
ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท-400,000 บาท
มาตรา 89
ครอบครอง ระวางโทษจำคุก 5 ปี- 20 ปี
ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท– 400,000 บาท
มาตรา 106 ทวิ
เสพ ระวางโทษจำคุก 1 ปี- 5 ปี
ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท- 100,000 บาท
มาตรา 106 ตรี
จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม
ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ
ระวางโทษจำคุก 2 ปี- 10 ปี
ปรับตั้งแต่ 40,000 บาท- 200,000 บาท
มาตรา 106 จัตวา วรรค 1
จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม
ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ โดยเป็นการกระทำต่อหญิง หรือต่อบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ระวางโทษจำคุก 3 ปี- ตลอดชีวิต
ปรับตั้งแต่ 60,000 บาท- 500,000 บาท
มาตรา 106 จัตวา วรรค 2

เมื่อยาตัวนี้มีฤทธิ์รุนแรง เหล่ามิจฉาชีพจึงนำไปใช้ในการมอมเมาเหยื่อเป้าหมายที่เป็นหญิงสาวตามศูนย์อาหาร หรือฟาสต์ฟู้ด ถึงแม้ว่ายาตัวนี้จะจัดเป็นยาควบคุมที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น และไม่มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป แต่ยังพบว่ามีการลักลอบซื้อขายกันอยู่ จึงทำให้เกิดช่องทางการนำยามาใช้ในทางที่ผิด ทั้งตัวผู้ป่วยที่ใช้ยานี้อยู่มักจะหาซื้อยามาทานต่อเอง และเหล่ามิจฉาชีพที่นำยานี้ไปใช้ในการมอมเมาเหยื่อ เราจึงควรรู้จักยาตัวนี้ไว้สักนิด เพื่อความปลอดภัยของคุณและคนที่คุณรัก

บรรณานุกรม :
1. มานิตย์ อรุณากูร, ภก. วัตถุออกฤทธิ์ : พัฒนาการเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ , กองควบคุมวัตถุเสพติด , มกราคม 2541
2. เสถียร วิชัยลักษณ์ (รวบรวม), พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 พร้อมด้วยกฎกระทรวง ประกาศกระทรวงและคำสั่งกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัตินี้, กรุงเทพมหานคร, โรงพิมพ์นิติเวชช์ : 2535

 

« Back