ี่คดีฆ่าดาบยิ้ม

 

คดีฆาตกรรมดัง อีกเรื่องหนึ่งที่น่าศึกษา คือคดีฆ่า ดาบยิ้ม

ที่ผู้ตายเป็นข้าราชการตำรวจ ที่สังคมรับรู้เพียงว่า คนร้ายที่ยังจับกุมไม่ได้ คือ "ไอ้ปื๊ด" บัดนี้ คดีดังกล่าวยุติ เงียบหายไปแล้ว แต่ก็เป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้ที่ชอบเรื่องอาชญากรรม กับ กระบวนการยุติธรรม
ของไทยเรา ๆ

 

29 ตุลาคม 2544 เกิดเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างกลุ่มของว่าที่ ร.ต.ดวงเฉลิม อยู่บำรุงกับกลุ่มตำรวจกองปราบฯ ซึ่งไปเที่ยวที่ทเวนตี้ผับ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดา จนเป็นเหตุให้ ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุติ (ดาบยิ้ม) หนึ่งในชุดคลี่คลายคดี แก๊งคนร้ายชาวจีนจับเหยื่อเรียกค่าไถ่ถูกจ่อยิงเสียชีวิตเมื่อเวลา 01.30 น. จากนั้นร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้ออกมาปฎิเสธว่าบุตรชายของตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยอ้างว่า "ไอ้ปื๊ด" ลูกน้องคนสนิทของบุตรชายติดต่อมาว่าเป็นคนยิงดาบยิ้มและขอเข้ามอบตัว แต่ก็จะให้ว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิม เข้ามอบตัวสู้คดีใน 30 ต.ค.

30 พ.ย. 2544 ว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิม ไม่ได้เข้ามอบตัว โดยนายทหารพระธรรมนูญซึ่งเป็นต้นสังกัดแจ้งว่าว่าที่ ร.ต.ดวงเฉลิมขอเลื่อนการมอบตัวไปเป็นวันที่ 5 พ.ย. ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม ออกมายืนยันอีกครั้งว่า จะนำบุตรชายมามอบตัววันที่ 5 พ.ย. พร้อมยื่นหนังสือลาออกจากรองหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบถึงพรรควันเดียวกันเวลา 11.00 น. ตำรวจได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักของ ร.ต.อ.เฉลิม ย่านบางบอนเพื่อควานหาตัวดวงเฉลิม แต่ไร้ร่อง
รอยโดยร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ดวงเฉลิมทำงานอยู่ที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) ไม่สามารถติดต่อได้

31 พ.ย. 2544 ตำรวจนำหมายศาลเข้าค้นบ้าน ร.ต.อ.เฉลิมเป็นครั้งที่ 2 แต่ยังไม่เจอตัว ดวงเฉลิมเหมือนเดิม

2 พ.ย. 2544
ตำรวจหน่วยคอมมานโดราว 100 นาย ได้เข้าตรวจค้นได้เข้าตรวจค้นบ้าน เลขที่ 116 หมู่ 11 ต.วัดแก้ว อ.บางแพ จ.ราชบุรี เป็นบ้านพักของสจ. ราชบุรี หลังจากทีมตำรวจสืบทราบว่า ดวงเฉลิมมาซ้อมยิงปืนที่นี่เป็นประจำ แต่ก็ไม่พบ เจอเพียงปลอกกระสุนขนาดเดียวกับที่ ดาบยิ้มถูกยิงเท่านั้น ขณะที่ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ว่า บุตรชายหนีไปหลบอยู่ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากตกใจกับข่าวที่ออกไปและเกรงว่าลูกชายจะถูกจับตาย ขณะเดียวกันก็มีข่าวอีกว่าดวงเฉลิมไปเก็บตัวอยู่ในเขตกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี

3 พ.ย. 2544 ตำรวจออกหมายจับนายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ หรือ "บิน" และส.ต.สุพจน์ แสงอนันต์ หรือผู้กอง "แม็ค"

5 พ.ย. 2544 ดวงเฉลิม ยังไม่เข้ามอบตัวที่ สน.สุทธิสาร ตามที่บิดาบอกไว้ก่อนหน้านี้

6 พ.ย. 2544 ตำรวจเข้าค้นบ้าน ร.ต.อ.เฉลิม เป็นรอบที่ 3 โดย ร.ต.อ.เฉลิมโชว์จดหมายใต้หมอนที่ว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิม เขียนไว้ ทำนองว่า สื่อและสังคมกล่าวหาว่าเป็นโจร ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้ทำจึงต้องหลบหนี

9 พ.ย. 2544 มีกระแสข่าวว่า ว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิม หนีไปมาเลเซีย

10 พ.ย. 2544 พ.ต.ท.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ หรือสารวัตรเหยิน ซึ่งถูกพนักงานสอบสวนออกมหายเรียกเนื่องจากมีพยานระบุว่าในวันเกิดเหตุเขาอยู่ในกลุ่มของว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิม ให้ปากคำ

11 พ.ย. 2544 สารวัตรเหยิน เข้ามอบตัว เนื่องจากทราบว่าจะถูกออกหมายจับ

12 พ.ย. 2544 ร.ต.ต.อาจหาญและร.ต.ต.วันเฉลิมอยู่บำรุง พี่ชายของนายดวงเฉลิม ให้ปากคำที่ สน.สุทธิสารและพยานชี้ตัว ว่าลงมือทำร้ายร่างกายร.ต.อ.วิวัฒน์ บุญไชยศรี รอง สว.ผ.5 จริงเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสั่งขังทั้ง 2 คน

13 พ.ย. 2544 ศาลพิจารณาให้ประกันตัว ร.ต.ต.วันเฉลิมและสารวัตรเหยิน

15 พ.ย. 2544 ผบ.สส. ลงนามปลดและถอดยศ ว่าที่ร้อยตรีดวงเฉลิม

18 พ.ย. 2544 มีข่าวว่านายดวงเฉลิม หนีไปหลบซ่อนอยู่ที่บ้านพักของนายทหารยศพลตรี ใน จ.บุรีรัมย์ จึงได้เข้าตรวจค้นแต่ยังไม่พบตัว นอกจากนี้ยังสืบทราบว่า ดวงเฉลิมอาจหลบไปอยู่กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย จ.เชียงราย ส่วนอีกทางหนึ่งก็มีข่าวว่า ดวงเฉลิม เข้ามาพักที่บ้านนักการเมืองดังย่านฝั่งธนฯ และบ้านพักของลูก สาวนักการเมืองบางคนแถบพุทธมณฑล และนายทหารผู้หนึ่ง

25 ธ.ค. 2544
อัยการสรุปสำนวนสั่งฟ้องนายดวงเฉลิม จ่าแม็ค และนายบิน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พร้อมพิจารณาสั่งฟ้อง ร.ต.ต.วันเฉลิม และสารวัตรเหยิน ในข้อหาร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและช่วยเหลือผู้กระทำผิดมิให้ต้องถูกจับกุม

12 ม.ค. 2545 เกิดเหตุระเบิดโรงแรมปริ๊นเซส ประเทศกัมพูชา "ครอบครัวอยู่บำรุง"อยู่ด้วย พร้อมข่าวที่ระบุว่าไปเยี่ยม ดวงเฉลิมตำรวจยังสืบพบว่ามีแม่บ้านคนหนึ่งเห็น ดวงเฉลิม ในโรงแรมนั้นจริง แต่ไม่สามารถมีข้อมูลมายืนยันได้ ขณะเดียวกันร.ต.อ.เฉลิมอ้างว่าการที่เขาไปบ่อนพนัน กัมพูชา 1-2 ครั้ง ก็เพราะต้องการไปเอาข้อมูลมาทำวิทยานิพนธ์ประกอบปริญญาเอก การหลบหนีไปกัมพูชาถูกตั้งข้อสังเกตว่า ดวงเฉลิมได้รับการโอบอุ้มจาก พล.อ.เตีย บัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา และมีความสนิทแนบแน่นกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ นะสิกาขแมร์ ตีพิมพ์ข่าวว่า ดวงเฉลิมหลบซ่อนอยู่ในคฤหาสน์ของรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลคนหนึ่ง จนทำให้พล.อ.เตีย บัน ต้องออกมาปฎิเสธ พร้อมยืนยันว่าถ้าพบตัวจะส่งกลับประเทศไทยทันที จากนั้นก็มีข่าวว่า ดวงเฉลิมหลบหนีไปยังเกาะเกาลูน ประเทศฮ่องกง

17 ม.ค.2545 มีข่าวว่า ตำรวจนายหนึ่งของ สภ.อ.หลังสวน จ.ชุมพร ยืนยันว่า เห็นชายหนุ่มขับเบนซ์แหกด่านที่ จ.ชุมพร แต่กลายเป้ว่าชายคนดังกล่าวไม่ใช่ แต่เป็นนายวรรธ์ยศ เพ็ชร์สุวรรณ ที่มีใบหน้าคล้าย ดวงเฉลิม

10 เมษายน 2545 ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาเปิดประเด็นอีกว่า จะนำนายดวงเฉลิมเข้ามอบตัวภายในเดือน เมษายนนี้

30 เมษายน 2545 ร.ต.อ.เฉลิมนำตัวนายเฉลิมชนม์ บุริสมัย หรือ "ปื๊ด" ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เป็นลั่นไกสังหารดาบยิ้ม แต่รอง ผบ.ตร. ไม่สนคำให้การเนื่องจากคำให้การของนายปื๊ดขัดแย้งกับคำให้การของพยานที่อยู่ในสำนวนการสอบสวนตั้งแต่ต้น จึงถือว่าไม่มีน้ำหนัก

2 พฤษภาคม 2545 ร.ต.อ.เฉลิม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปยังสนามบินเพื่อรอรับตัวนายดวงเฉลิม เมื่อเวลา 21.00 น. หลังจากนายดวงเฉลิม เข้ามอบตัวที่สถานทูตไทย ประจำกรุงกัว-ลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

 

 


คำพิพากษาคดี "ดวงเฉลิม"

คดีหมายเลขดำที่ 1381/2545

คดีนี้โจทก์ฟ้องนายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ หรือบิน หรือเอ จำเลยที่ 1 นายสุพจน์ แสงอนันต์ หรือแม็ค จำเลยที่ 2 ร.ต.ต.วันเฉลิม อยู่บำรุง หรือหนุ่ม จำเลยที่ 3 พ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ หรือเหยิน จำเลยที่ 4 ว่าที่ ร.ต.ดวงเฉลิม หรือนายดวงเฉลิม อยู่บำรุง จำเลยที่ 5 โดยมีนางสุพัตรา รอดวิมุต เป็นโจทก์ร่วมที่ 1 ด.ช.กิติศักดิ์ รอดวิมุต เป็นโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำร้ายร่างกาย ร.ต.อ.วิวัฒน์ ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฐานร่วมกันฆ่า ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต นอกจากนี้ จำเลยที่ 5 ยังถูกฟ้องฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองและพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งห้าแล้ว สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานพกพาอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการทเวนตี้คลับ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ฟ้องว่ามีการพกพาอาวุธปืนจำนวน 2 กระบอก คือ อาวุธปืนขนาด 9 มิลลิเมตร หมายเลขทะเบียน กท. 3602288 และหมายเลขทะเบียน สท 04/3900028 สำหรับอาวุธปืนหมายเลขทะเบียน สท 04/3900028 เป็นอาวุธปืนที่ ร.ต.อ.วิวัฒน์กอดปล้ำกับชายคนหนึ่งแล้วยึดมาได้ นำไปมอบกับพนักงานสอบสวน ไม่ได้ยึดมาจากจำเลยที่ 3 ส่วนอาวุธปืนหมายเลขทะเบียน กท. 3602288 เป็นอาวุธปืนที่ พ.ต.ท.สุทิน อ้างว่าเห็นจำเลยที่ 3 ชักออกมา ขณะที่ทะเลาะกับ ร.ต.อ.วิวัฒน์ แต่ปรากฏว่า ร.ต.อ.วิวัฒน์ ซึ่งเป็นคู่กรณีกับจำเลยที่ 3 กลับไม่เห็นจำเลยที่ 3 ชักอาวุธปืน พยานทั้งสองปากเบิกความแตกต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ชักอาวุธปืนออกมาขณะทะเลาะกับ ร.ต.อ.วิวัฒน์ และพ.ต.ท.สุทินก็ไม่ยืนยันว่าปืนที่อ้างว่าเห็นจำเลยที่ 3 ชักออกมาเป็นปืนหมายเลขทะเบียน กท.3602288 หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 พกพาอาวุธ โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุสมควร

สำหรับความผิดที่ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 5 ทำร้ายร่างกาย ร.ต.อ.วิวัฒน์ เห็นว่า พยานที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ทำร้ายร่างกาย ร.ต.อ.วิวัฒน์ มีเพียง ร.ต.อ.วิวัฒน์ ผู้เสียหาย จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เหตุที่จำเลยที่ 3 กับ ร.ต.อ.วิวัฒน์โต้เถียงกันเนื่องมาจากจำเลยที่ 3 เดินเหยียบเท้าของ ร.ต.อ.วิวัฒน์ มีการผลักอก และพูดจาตอบโต้กัน มีระยะเวลาพอที่จะทำให้ ร.ต.อ.วิวัฒน์จดจำจำเลยที่ 3 ได้ โดย ร.ต.อ.วิวัฒน์ถูกชกที่ศีรษะด้านซ้าย แต่ปรากฏว่าขณะที่ชกจำเลยที่ 3 จะต้องชกข้ามไหล่ชาย 3-4 คน ที่จับ ร.ต.อ.วิวัฒน์ไว้ จึงไม่น่าจะทำให้ ร.ต.อ.วิวัฒน์ได้รับอันตรายแก่กายได้ เพราะอยู่ในระยะห่าง ซึ่งปรากฏตามรายงานการชันสูตรบาดแผลของ ร.ต.อ.วิวัฒน์ว่า ศีรษะแถบซ้ายไม่มีบาดแผล การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ สำหรับจำเลยที่ 5 นั้น พ.ต.ท.สุทิน ซึ่งอยู่ใกล้กับ ร.ต.อ.วิวัฒน์เบิกความว่า ไม่เห็นจำเลยที่ 5 ชกผู้เสียหาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำร้ายร่างกาย ร.ต.อ.วิวัฒน์

สำหรับความผิดโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันประทุษร้ายร่างกายผู้ตาย และร่วมกันฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่ามีพยานแต่ละปากซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ร.ต.อ.วิวัฒน์ พ.ต.ท.สุทิน และพนักงานของสถานบริการทเวนตี้คลับ เบิกความแตกต่างกันในสาระสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ขณะที่ผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง พยานบางปากเห็นผู้ตายถูกผลักล้มลงแล้วจำเลยที่ 5 ใช้อาวุธปืนยิง บางปากเห็นขณะที่จำเลยที่ 5 กำลังลดแขนที่ยื่นไปด้านหน้าระดับอกลงมาข้างลำตัว ส่วนพยานบางปากเบิกความมีข้อพิรุธสงสัยว่าจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์จริง เพราะเมื่อรู้เหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุ แต่มิได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบอันเป็นการผิดวิสัยของบุคคลทั่วไป

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีประจักษ์พยานปากใด เห็นจำเลยที่ 5 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่เห็นจำเลยที่ 5 ยืนประจันหน้ากับผู้ตาย หลังจากเสียงปืนดังขึ้นแล้วจึงหันไปมอง และเมื่อนำคำเบิกความของพยานแต่ละปากมาเปรียบเทียบถึงลักษณะบาดแผลที่พบที่ศพผู้ตาย ซึ่งแพทย์ได้ทำการตรวจชันสูตรศพผู้ตายไว้ในวันเกิดเหตุ โดยบาดแผลกระสุนปืนเป็นบาดแผลรูปกดาวสี่แฉกซึ่งเกิดจากการถูกกดยิงในระยะประชิด ผู้ตายจะต้องใช้อาวุธปืนกดแรงและแน่น บาดแผลดังกล่าวเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้ สามารถอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดบาดแผลลักษณะดาวสี่แฉกได้ตามหลักวิชาการ

เมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะการยิงที่พยานโจทก์แต่ละปากอ้างว่าเห็นจำเลยที่ 5 เล็งปืนไปที่ผู้ตาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า การยิงในลักษณะเช่นนั้น ไม่อาจทำให้เกิดบาดแผลดาวสี่แฉกที่เกิดขึ้นที่ศพผู้ตายได้ เนื่องจากขัดกับหลักของการเกิดบาดแผลตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นบริเวณที่ผู้ตายถูกยิงยังมีชายอื่นอีก 3-4 คนยืนอยู่ที่ด้านขวา ด้านซ้าย และด้านหลังของผู้ตาย เมื่อสิ้นเสียงปืนชายกลุ่มดังกล่าววิ่งออกไป จึงอาจเป็นไปได้ว่าอาจเป็นชายกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้ยิงผู้ตายก็เป็นได้ นอกจากนี้ เจ้าพนักงานตำรวจไม่อาจตรวจยึดอาวุธปืน ที่คนร้ายใช้ยิงผู้ตายมาประกอบสำนวนได้ และเมื่อพนักงานสอบสวนไป ถึงที่เกิดเหตุได้สอบถามบุคคลในบริเวณนั้น แต่ไม่มีใครทราบว่าใครเป็นผู้ยิงผู้ตาย เพียงแต่ระบุว่าเป็น กลุ่มของบุตร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งในกลุ่มนั้นมีประมาณสิบกว่าคน อันจะเห็นได้จาก เอกสารที่เจ้าพนักงานตำรวจ ทำขึ้นในตอนเช้าของวันเกิดเหตุไม่มีการระบุชื่อว่า จำเลยที่ 5 เป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เช่น ใบบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ บันทึกรายงานเหตุอุกฉกรรจ์ถึงผู้บังคับการกองปราบปราม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี บันทึกเรื่องการส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์

นอกจากนี้ ในการที่เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่บ้านของ ร.ต.อ.เฉลิม ได้เก็บเขม่าดินปืนที่มือของจำเลยที่ 3 และ ร.ต.ต.อาจหาญ มาตรวจพิสูจน์ว่ามีเขม่าดินปืนหรือไม่ ซึ่งถ้าในคืนนั้นทราบแล้วว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายคงไม่จำเป็นต้องมาตรวจเขม่าดินปืน ที่มือของจำเลยที่ 3 และ ร.ต.ต.อาจหาญอีก สำหรับภาพถ่ายจำลองเหตุการณ์ต่างๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ในแต่ละช่วงตอนนั้น พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นมาเอง ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งห้าก็ใช้บุคคลอื่นแสดงแทน โดยจำเลยทั้งห้าไม่ได้รู้เห็นในการจัดทำและไม่มีโอกาสที่จะคัดค้าน และพยานบางปากเบิกความว่าภาพถ่ายไม่ถูกต้อง จึงมีน้ำหนักในการรับฟังน้อย

ส่วนการที่จำเลยที่ 5 หลบหนีไปเป็นเวลานาน และเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนในวันที่ 2 พ.ค. 2545 นั้น ศาลเห็นว่าการหลบหนีดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า หากมิได้กระทำผิด เหตุใดจึงต้องหลบหนี ซึ่งจำเลยที่ 5 อ้างว่า หลังเกิดเหตุมีข่าวทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 5 เป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และมีข่าวว่าตำรวจจัดหน่วยคอมมานโดออกไล่ล่า ทำให้จำเลยที่ 5 เกิดความกลัว จึงต้องหลบหนี เพราะเกรงว่าจะถูกวิสามัญฆาตกรรมนั้น เป็นข้ออ้างของจำเลยที่ 5 แต่ฝ่ายเดียว แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างจำเลยที่ 5 เข้ามอบตัวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ ตนเองทั้งๆ ที่ยังสามารถหลบหนีต่อไปได้ โดยเข้ามอบตัวที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศมาเลเซีย แล้วจึงเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งเป็นการมอบตัวที่มีการเตรียมการไว้เป็นอย่างดีโดย ร.ต.อ.เฉลิม

จากเหตุการณ์มอบตัวดังกล่าว ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 5 อาจเกิดความกลัวดังกล่าวอ้างก็เป็นได้ จึงไม่ยอมเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจเหมือนบุคคลทั่วไป ถึงอย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 5 หลบหนีไปเป็นระยะเวลานานนับว่าเป็นข้อพิรุธสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุผลในส่วนที่วินิจฉัยถึงบาดแผลที่ศพผู้ตาย ซึ่งเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยศาลเชื่อว่า จำเลยที่ 5 มิใช่ผู้ยิงผู้ตาย เหตุผลในส่วนนี้ย่อมมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่า การที่ศาลจะลงโทษบุคคลใดนั้น โจทก์จะต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังลงโทษจำเลยได้โดยปราศจากข้อสงสัย พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นได้ และเมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 5 มิใช่ผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยที่ 5 จึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองและ พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

สำหรับความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย และขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ช่วยผู้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษเพื่อไม่ให้ถูกจับกุมนั้น เห็นว่า พ.ต.ท.สุทินอ้างว่า หลังเกิดเหตุยิงกัน ติดตามกลุ่มของจำเลยที่ 5 ออกมาบริเวณลานจอดรถหน้าสถานบริการทเวนตี้คลับ แล้วเข้าไปยืนขวางรถตู้ไว้เพื่อไม่ให้รถแล่นออกไป แต่กลับปรากฏว่า พ.ต.ท.สุทิน เคยให้สัมภาษณ์ต่อนายกนก รัตนวงศ์สกุล พิธีกรสถานีโทรทัศน์ยูบีซี ช่อง 8 ว่า กลุ่มคนร้ายวิ่งออกมาด้านหน้าแล้วก็ขึ้นรถขับออกไป พ.ต.ท.สุทินตามไม่ทัน และไม่มีอาวุธด้วย ซึ่งการสัมภาษณ์ดังกล่าวมีการแพร่ภาพไปสู่สาธาณชนทั่วไป ทั้งเป็นการให้สัมภาษณ์ก่อนที่ พ.ต.ท.สุทินจะไปให้การต่อพนักงานสอบสวน จึงเป็นการให้สัมภาษณ์โดยไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า น่าเชื่อว่าให้สัมภาษณ์ตามความเป็นจริง

นอกจากนี้ยังมีข้อพิรุธสงสัยอีกประการหนึ่งคือ ในคืนนั้นหาก พ.ต.ท.สุทินยืนขวางรถตู้ของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ไว้ และพบว่าเป็นรถตู้สีดำรุ่นแกรนเวีย หมายเลขทะเบียน ภย-4747 กรุงเทพมหานคร เหตุใดในคืนนั้น พ.ต.ท.สุทินจึงไม่มีการแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสกัดจับคนร้าย เพราะรู้ถึงลักษณะรถ สีรถ ทะเบียนรถ ตลอดจนบุคคลซึ่งอยู่ภายในรถ ทั้งที่มีการโทรศัพท์แจ้ง 191 และแจ้งผู้บังคับบัญชาทราบ ซึ่งหากมีการสกัดจับในคืนนั้นก็สามารถสกัดจับได้โดยง่าย เพราะขณะนั้นเป็นเวลา 2 นาฬิกา รถยนต์ในท้องถนนมีน้อย แต่กลับไม่มีการดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานตำรวจทั่วไปต้องรู้อยู่แล้วว่า หากรีบดำเนินการสกัดจับทันทีมีโอกาสที่จะได้ตัวคนร้ายสูง เหตุที่ไม่มีการสกัดจับรถคนร้าย จึงอาจเป็นเพราะว่า พ.ต.ท.สุทินไม่ได้ออกไปยืนขวางรถตู้ จึงไม่ทราบลักษณะรถ สีรถ และเลขทะเบียนรถ ดังที่ให้สัมภาษณ์ต่อพิธีกรสถานีโทรทัศน์ยูบีซี ช่อง 8 ว่า ออกมาไม่ทันกลุ่มคนร้าย

จากเหตุผลดังกล่าว จึงไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์ที่ลานจอดรถจะเกิดขึ้นจริง จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานนี้ได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยต่อไป

พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 3 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยที่ 3 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด รายงานตัวครั้งแรกนับแต่วันมีคำพิพากษา และเห็นควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 โดยห้ามเข้าไปในสถานบริการตามความหมายในพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 ทุกแห่งทั่วราชอาณาจักรเป็นเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29,30 ส่วนข้อหาอื่นให้ยก สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ให้ยกฟ้องทุกข้อหา คำขอเกี่ยวกับการห้ามเข้าเขตกำหนดตลอดจนคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้ยก เนื่องจากศาลมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ปลอกกระสุนปืนจำนวน 1 ปลอก และหัวกระสุนปืน 1 หัว ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ

สภาฯเดือด ปชป. จับโกหก เฉลิม คืนยศให้ลูก แฉมีขบวนการวิ่งเต้นเมียดาบยิ้มถอนยื่นอุทรณ์กลางคัน ระบุมีการทำลายหลักฐานถอดยศ ด้าน เหลิม ควันออกหู ร่อนเอกสารแจง ท้าแน่จริงยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ



 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณากระทู้ถามสด โดย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องการคืนยศทหารให้นายดวง อยู่บำรุง ถามนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าตั้งแต่รมว.กลาโหมได้บริหารแผ่นดินได้กล่าวอย่างทรนงองอาจว่ามีเลือดสีน้ำเงิน ซึ่งตนพอใจที่นายกฯได้พูดตอนรับตำแหน่งนายกฯว่าจะไม่รีบแก้รธน. แต่ 2 สิ่งที่ประกาศกลับไม่ได้ปฏิบัติหรือทำเลย ตนอยากเห็นเลือดสีน้ำเงินของท่าน

ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชนได้ลุกขึ้นประท้วง กล่าวว่า ตนไม่อยากให้บรรทัดฐานของสภาฯแปรเปลี่ยน เพราะที่เรื่องถามไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการคืนยศให้นายดวง อยู่บำรุง มาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญมันไม่ได้เกี่ยวกัน วันนี้นายกฯไม่อยู่มันคนละเรื่องไม่พูดก็จะเสียหายเพราะนายกฯไม่อยู่ หากส.ส.พัทลุงฟิตหรือพร้อมก็ขอให้ถามในอาทิตย์หน้าแต่วันนี้ขอให้พูดแต่เรื่องของนายดวง

จากนั้น นายนิพิฏฐ์ ได้ถามต่อว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องสงบสติอารมณ์ให้มากกว่านี้ การที่เรียนว่าตนเสียดายที่นายกฯซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมบอกมีเลือดสีน้ำเงินเป็นผู้บัญชาการทหาร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทหารของราชาและพระราชินี แต่ 3-4 เดือนที่ผ่านมาท่านไม่ได้ทำให้ประจักษ์ว่ามีเลือดสีน้ำเงินแต่มีเลือดสีม่วงมากกว่า ซึ่งตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ลงนามในคำสั่งคืนยศให้นายดวง ทำให้เรื่องดังกล่าวถูกวิพากษ์วจารณ์อย่างกว้างขวางว่ากระทรวงกลาโหมขาดแคลนกำลังคนหรือว่าต้องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์

ซึ่งเรื่องดังกล่าวกระทบภาพลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง ถามว่าธรรมเนียมของกองทัพไม่เคยมีมาก่อนที่การเมืองใช้กองทัพเป็นเครืองมือ และกองทัพก็ยอมตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองซึ่งทำให้กองทัพเสียหาย ซึ่งการปฏิบัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คิดว่าการกระทำอย่างนี้ทำให้ผู้คนมีความไม่เชื่อมั่นต่อกองทัพซึ่งเป็นความเสียหายต่อประเทศ จึงอยากถามว่า ร.ต.ดวงเฉลิม ถูกถอดด้วยข้อหาใด และการกลับเข้าสู่ตำแหน่งเป็นเพราะกองทัพต้องการคนลักษณะพิเศษ หรือว่า ร.ต.ดวงเฉลิมเป็นคนขอเข้ากองทัพเอง

ร.ต.อ.เฉลิม ในฐานะรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายชี้แจงแทนว่า ตนไม่ได้มาตอบในฐานะที่เป็นพ่อของลูก แต่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ซึ่งข้าราชการทุกหมู่เหล่ามีเกียรติยศเกียรติศักดิ์ ไม่ใช่แต่ทหารที่เป็นข้าราชการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดหรือทึกทักเอาเอง ตนรับข้าราชการตำรวจก็ได้รับพระราชทานยศมาตลอด เรียนว่าเวลาถามกระทู้สดต้องเตรียมการไม่ใช่อ่านหนังสือพิมพ์ 2-3 ฉบับแล้วมาถาม นายดวง เป็นว่าที่ร.ต.คำว่าว่าที่แตกต่างสิ้นเชิงกับคำว่าไม่มีว่าที ดังนั้นอย่าถามผิด ๆ แบบนี้เสียเหลี่ยม

ขอเรียนว่า นายดวงเฉลิม เข้ารับราชการครั้งแรกเป็นว่าที่ ร.ต.เมื่อปี 2544 วันที่ 10 เม.ย.ด้วยคุณวุฒินิติศาสตร์บัณฑิต และเมื่อ 29 ต.ค. 2544 ณ ผับทเวนตี้ รัชดา ได้เกิดเรื่องขึ้นซึ่งขณะนั้นว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิม ได้ถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา กระทรวงกลาโหมในขณะนั้นพล.อ.สัมพันธ์ บุญยานันท์ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้ออกหนังสือเลขที่ 834/2544 ลงวันที่ 2 พ.ย.2544 พักราชการ หมายความว่าเธอไม่ต้องมาทำงานแล้วจะไปไหนก็ไป นอกจากราชการจะเรียกมาสอบข้อเท็จจริง ซึ่งว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิมก็พักราชการ ที่ศรภ. เขาจะไม่มีการลงโทษทางวินัยก่อนแต่ฟังผลคดีอาญาว่าเป็นอย่างไร หากมีการพิจารณาคดีผิดก็เอาสำนวนคดีอาญามาดำเนินการผิดทางวินัย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า แต่เรื่องนี้กระทรวงกลาโหมไม่เคยบอกให้พักราชการเพราะคดียังไม่เสร็จ ว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิมไม่ได้หนีทหารแต่เขาหนีตำรวจ เพราะทหารให้พักราชการแล้ว หลังจากพักราชการแล้วกระทรวงกลาโหมออกคำสั่งซ้ำเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2544 ได้มีคำสั่ง 881/2544 ได้มีคำสั่งปลดให้ออกจากราชการโดยไม่มีการสอบสวนแต่อย่างใด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกมาก ซึ่งหลังจากปลดเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2544 พล.อ ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหมในช่วงนั้นได้ออกคำสั่งให้ถอดยศว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิม จึงเรียนว่าที่ออกเพราะถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตาย ซึ่งไม่ได้หนีทหารแต่หนีตำรวจเพื่อมาต่อสู้คดี ขณะที่ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ ถูกพิพากษาประหารชีวิตแต่ไม่ถูกถอดยศ

นายนิพิษฎ์ ถามต่อว่า หาก รมว.มหาดไทยตอบเป็นเรื่องจริง พล.อ.ท. วีรวิทย์ คงศักดิ์ เจ้ากรมกำลังพลทหารก็ทำรายงานเท็จ ถ้าของเจ้ากรมกำลังทหารเป็นเรื่องจริง รมว.มหาดไทยก็กำลังกล่าวเท็จในสภาฯ เพื่อช่วยเหลือลูกชาย หลังเกิดเหตุว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิมได้หนีไป ซึ่งตามระเบียบของกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยผู้ซึ่งไม่ควรอยู่ในยศทหารตามพ.ศ. 2507 ซึ่งลูกชายของท่านต้องหาคดีอาญาและหนีหายไป ซึ่งตามระเบียบ 2.7 ผู้ไม่ควรดำรงอยู่ในยศทหารคือต้องหาคดีอาญาแล้วหนีไป 2.8 หนีราชการทหารอันนี้ก็ถูก 2.9 ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันนี้ก็ตรง เขาถึงถอนยศ เพราะเขาหนีราชการทหารเกิน 15 วันขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา

วันนี้เขาลือว่า หลักฐานการปลดการถอดยศของว่าที่ ร.ต.ดวงเฉลิม ถูกเก็บไปและอาจถูกทำลายหลักฐานไปแล้ว วันนี้กระทรวงกลาโหมทำอะไรอยู่ ทำแบบนี้ปกปิด เป็นคดีอาญาทำหลักฐานเท็จ แบบนี้ติดคุก จึงขอถามว่า ตั้งแต่ปี 2544-2550 มีทหาร ตำรวจที่ปฎิบัติที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เสียชีวิตอย่างมากเนื่องจากปกป้องประเทศชาติ ซึ่งบรรดาทหารที่ปกป้องอธิปไตยชาติมีญาติขอยื่นคำขอให้ญาติเข้ามายื่นขอกลับเข้ารับราชการมีหรือไม่กี่นาย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวชี้แจงว่า เรื่องที่ท่านถามตนไม่ได้เตรียม เพราะท่านถามเรื่องการติดยศว่าที่ ร.ต.ดวงเฉลิม และเรื่องนี้ตนไม่มีความจำเป็นเอาความเท็จมาตอบ ไม่มีความจำเป็นเอาหลักฐานเท็จมาตอบในสภา เขารู้ว่าพรรคการเมืองไหนเอาหลักฐานเท็จมาอภิปรายในสภา ประชาชนเขารู้ดีว่าพรรคการเมืองพรรคไหนมีพฤติกรรม พฤติการณ์มาอภิปรายในสภา หากไม่รู้ให้ไปถามนายบรรหาร ศิลปอาชา ว่าเป็นพรรคไหน และไม่ต้องกลัวว่าจะเอาเอกสารไปทำลาย ตนจะเอาไปแจกสื่อมวลชน วันนี้ตนไม่ได้ตอบในฐานะเป็นพ่อของลูก แต่ตอบในฐานะได้รับมอบหมาย ส่วน พล.อ.ท.อะไรที่สอบผมไม่รู้ ที่บอกให้ตนไปอ่านเอกสารจะได้เพิ่มพูนความรู้ไม่จำเป็น ตนจบ ดร. ด้านกฎหมายตนอ่านรู้เรื่อง ตนไม่ฟังนายนิพิษฏ์ แต่ประชาชนบอกตนฟัง

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนขอย้ำว่าเอกสารในมือตนเป็นเอกสารที่กระทรวงกลาโหมออก และเมื่อพักราชการก็หนีไป ตนไม่รู้จริง ๆ ว่าหนีไปที่ไหนเขารู้นิติภาวะถูกกล่าวหาฆ่าคนตายให้ถอดยศคนมันก็กลัว เขาหนีไป พอหนีไปเห็นว่าพล.อ.ท.ที่ท่านเอ่ยถึงจะมีหรือไม่ก็ไม่ทราบ ตนไม่รู้ เขาหนีทหารไปตนก็ไม่รู้ เขาหลบหนีออกราชอาณาจักรกลับมาก็เปรียบเทียบค่าปรับไปแล้ว และเมื่อมาต่อสู้คดีความศาลยกฟ้อง บอกว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด อัยการต้องอุทรณ์ ก็ไม่อุทรณ์ ภรรยาก็ไม่อุทรณ์คดีจึงจบในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งกลับมาก็ได้ถูกจำคุก ตีตรวน เข้าห้องขังก็ดำเนินตามคดี ไม่ได้รับอภิสิทธิ์อะไร เมื่อไม่ผิดเขาอยากกลับมารับราชการตนก็บอกให้ชะลอไว้ก่อน ซึ่งเขาเป็นคนไทยคนหนึ่งมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

นายนิพิษฏ์ ถามต่อว่า คำสั่งการบรรจุผู้เข้ารับราชการหลังจากถูกปลดออกจากราชการนั้นต้องไม่มีมลทินให้มัวหมอง หรือผิดศีลธรรมอันดี ซึ่งถ้าสิ่งที่นายทหารคนหนึ่งหลบหนีคดี แบบนี้ถือเป็นการบกพร่องทางศีลธรรมรวมถึงคนที่แต่งตั้งด้วย ซึ่งก็แปลกที่บ้านเมืองนี้หย่อนศีลธรรมอันดี ส่วนที่ท่านพูดว่าโจทก์ร่วมไม่อุทรณ์นั้นไม่จึง เพราะภรรยาดาบยิ้มอุทรณ์ แต่วันหนึ่งภรรยาดาบยิ้มก็ถอนคำอุทรณ์ แบบนี้ตนขอพูดว่ารมว.หมาดไทยโกหกในสภาแห่งนี้ ตนไม่อยากพูดว่าหน้าด้าน แต่พูดว่าท่านโกหก ท่านยอมรับหรือไม่ ขอให้บันทึกไว้ว่าตนจับโกหกในสภาได้ เพราะภรรยาดาบยิ้มถอนคำอุทรณ์ซึ่งมันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังมีคนไปทำให้เขาถอนคำอุทรณ์ ตนเห็นใจเขา เบื้องหลังถอนคำอุทรณ์ท่านรู้ดีอยู่แก่ใจ เป็นตนโกหกแบบนี้ตนฆ่าตัวตายไปแล้ว ท่านไม่มีข้อมูลเรื่องที่ตนถามไม่เป็นไร เพราะท่านมีแต่ข้อมูลคนในครอบครัวของท่านแบบนี้บ้านเมืองอยู่ได้อย่างไร แบบนี้ถ้ามีลูกหลานตำรวจที่เสียชีวิตใน 3 จังหวัดภาคใต้ขอเข้ารับราชการจะให้ความเป็นธรรมแค่ไหน

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวชี้แจงว่าไม่คาดคิดว่าคนที่เรียนจบกฎหมายและคนเป็นทนายความจะกล้าแสดงความเห็นแบบนี้ในสภา เมื่อศาลยกฟ้อง ไม่มีการอุทรณ์หรือมีการอุทรณ์แล้วถอน มันไม่ได้เกี่ยวกับตน จำเลยก็มีหน้าที่ของจำเลย โจทก์ก็มีหน้าที่ของโจทก์แล้วตนมีหน้าที่ต้องรู้หรือไม่ ถ้ามีการอุทรณ์คือต้องมีการพิจารรณาคดีในศาลอุทรณ์ ตนไม่ได้เป็นเทวดาจึงไม่รู้ว่าจะมีการอุทรณ์หรือไม่มีการอุทรณ์

ที่บอกว่ามีศีลธรรมหรือไม่มีศีลธรรมนั้นไม่มีหรอก เขาเข้ารับราชการเมืองมีกฎหมายล้างมลทินเมื่อปี 2550 แล้วกรณีว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิมไม่มีความผิด คดีจบไม่มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น การเข้ากลับรับราชการเข้ามาคนเซ็น พวกท่านไม่มีวันเห็นรัฐบาลดีตนเข้าใจ แต่ท่านต้องมีหิริโอตัปปะ อย่ามาพูดคาบลูกคาบดอก ศรภ.บอกว่าจบแล้วเขาถามกรมพระธรรมนูญว่ากรณีแบบนี้กลับเข้ารับราชการได้หรือไม่ เขาก็บอกกลับได้เพราะคดีที่ถูกกล่าวว่ายุติที่ศาลไม่ได้หนีคดีความ แต่อันนี้เขาไปแล้วกลับมามามอบตัวเข้าสู่คดียุติธรรม เมื่อว่าที่ร.ต.ดวงเฉลิมเขาเข้าตามตรอกออกตามประตู ที่พูดแบบนี้ต้องอยู่บนเหตุผลหลักการที่ชอบธรรม ประเทศมีกฎกติกา ถ้าศาลตัดสินแล้วไม่เชื่อถือก็ทะเลาะกันไม่มีจุดไม่สิ้นสุด กรุณาหน่อยสภาจะปิดแล้วช่วยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหน่อยว่าประพฤติไม่ชอบ ช่วยเหลือลูก ขอเชิญเลยอย่ามาพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้ไม่ชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการตั้งกระทู้ถามสดเรื่องการคืนยศให้นายดวง บรรยากาศในที่ประชุมได้มีการประท้วงอยู่ตลอด โดยเฉพาะ ส.ส.จากซีกพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งขอให้ประธานในที่ประชุมได้ยุติการอภิปราย โดยเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จนทำให้ ส.ส.ในซีกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โห่อยู่ตลอดเมื่อมีการลุกขึ้นประท้วง นอกจากนี้ในการอภิปรายของของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังมีการพูดจาเสียดสีพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ตลอดเวลาว่าเชื่อไม่ได้ ทำให้บรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ต่างลุกขึ้นประท้วงเช่นเดียวกัน

พลิกปูม "คดีดวงเฉลิม" ก่อนถูกปลด-ถอดยศ ได้เวลาใช้อำนาจคืนกองทัพ

หลายคนคงตกใจกับข่าวลือ “นายสมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เซ็นคำสั่งอนุมัติให้ “นายดวง อยู่บำรุง” บุตรชายคนเล็กของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับเข้ารับราชการในสังกัดสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมกับคืนยศ (ร.ต.) ให้กับ นายดวง ตามที่นายดวง อดีตจำเลยคดีฆ่า ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต หรือดาบยิ้ม ได้เสนอเรื่องไป

 จากข่าวลือ สำหรับคนชื่อ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้นี้ หลายคนคงเชื่อว่า ข่าวลือชิ้นนี้ต้องเป็นจริง ประกอบกับเป็นความหวังสูงสุดของผู้เป็นพ่อ อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ต้องการทำทุกอย่างเพื่อลูก
       
       ส่วนข่าวลือ จะเป็นข่าวจริงหรือไม่ นายดวง หรือนายดวงเฉลิม เขาเป็นใคร? มาจากไหน? ทำไม จึงกลับเข้าสู่ราชการทหารได้อีกครั้ง คดีความที่เป็นข่าวใหญ่ และจบลงเพียงแค่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เหตุผลอะไร จึงทำให้เขาพ้นผิด และเขาได้รับอิสระภาพ ก่อนกลับมายิ่งใหญ่ในรัฐบาล “สมัคร-เฉลิม”
       
       เราลองย้อนไปเตือนความทรงจำกันอีกสักครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ ทีมข่าวอาชญากรรมได้ไปตามดูคดีดังมาแล้วครั้งหนึ่ง และพบว่าประชาชนผู้รักความยุติธรรมจำนวนมากยังให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวคดีความของคนตระกูลอยู่บำรุง
       
       29 ต.ค.2550 ถือเป็นวันครบรอบวันตาย ครบ 6 ปี ของ ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต หรือ “ดาบยิ้ม” ตำรวจกองปราบปราม ที่ถูกยิงด้วยอาวุธปืน 6.35 มม.เสียชีวิตภายในคลับทเวนตี้ ผับ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถ.รัชดาภิเษก เมื่อกลางดึกของวันที่ 29 ต.ค.2544
       
       “คดีฆ่าดาบยิ้ม” ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ถูกสังคมจับจ้องมากที่สุดในขณะนั้น เพราะผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ และตกเป็นผู้ต้องหาลั่นไกฆ่า คือ “ดวงเฉลิม อยู่บำรุง” ลูกชายคนเล็กของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” นักการเมืองคนดังย่านฝั่งธน หลังเกิดเหตุ “ดวงเฉลิม” หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ตำรวจจะระดมกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านบางบอน และบ้านนักการเมืองท้องถิ่น ที่คาดว่า “ดวงเฉลิม” จะไปหลบกบดานอยู่หลายรอบแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พบแม้แต่เงา
       
       แต่ด้วยพฤติการณ์หลบหนี และภาพลักษณ์ของ “ครอบครัวอยู่บำรุง” ในขณะนั้น ทำให้ “ดวงเฉลิม” ตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ขณะเดียวกัน คะแนนความสงสารถูกเทไปให้กับ นางสุพัตรา และ ด.ช.กิติศักดิ์ รอดวิมุต ภรรยาหม้าย และลูกชายดาบยิ้ม ซึ่งต้องขาดเสาหลักของครอบครัว
       
       ฝ่าย “ยอดคุณพ่อ” อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม ก็ออกหน้าปกป้องลูกชายแบบเต็มตัว ทั้งยืนยันนั่งยันและนอนยันทุกวันว่า “ดวงเฉลิม” ไม่ได้หนีไปไหนแค่หลบไปตั้งตัวเพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย ส่วนคนที่ยิงดาบยิ้มตาย คือ “ไอ้ปื๊ด” คนสนิทผู้ติดตามลูกชาย แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ได้ให้ความสนใจนำมาเป็นสาระสำคัญของคดี
       

 “ดวงเฉลิม” หายตัวไปกว่าครึ่งปีก่อนจะไปโผล่เข้ามอบตัวที่สถานทูตไทยในมาเลเซีย เมื่อเช้าวันที่ 2 พ.ค.2545 ก่อนถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดี ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ไม่มีการตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงาน” ทำให้พนักงานสอบสวนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนในวงการตำรวจด้วยกันมากพอสมควร หลังจากนั้น พนักงานอัยการก็ส่งฟ้อง “ดวงเฉลิม” กับพวกอีก 2 คน ประกอบด้วยนายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ และนายสุพจน์ แสงอนันต์ เป็นจำเลยต่อศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนนายวันเฉลิม อยู่บำรุง พี่ชายคนกลาง และพ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ อดีตสารวัตร 191 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และช่วยเหลือให้ผู้กระทำผิดมิให้ถูกจับกุม
       
       ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่ยอมละความพยายามง่ายๆ นำตัว “ไอ้ปื๊ด” หรือนายเฉลิมชนม์ บุริสมัย เข้ามอบตัวอีกรอบ แต่ก็ถูกเมินอีกตามเคย เนื่องจากในทางการสืบสวนของตำรวจขณะนั้น เห็นว่า “ไอ้ปื๊ด” ไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับคดี

ต่อมาคดี “ฆ่าดาบยิ้ม” ก็เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล โดยเริ่มสืบพยานโจทก์นัดแรกเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2545 โดยพนักงานอัยการนำนางสุพัตรา ขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ปากแรก ต่อด้วยพยานสำคัญอีกหลายปากไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผกก.1 ป. ,ร.ต.อ.วิวัฒน์ บุญชัยศรี รอง สว.ผ.5 กก.2 ป., ส.ต.ต.ทศพล อ่อนพันธุ์ ตำรวจประจำกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191), น.ส.นฤมล วงศ์เสือ, นายสมภพ สุภิษะ, น.ส.ทิฐินันท์ ฤทธิวัฒนะพงศ์ ซึ่งล้วนแต่อยู่ในคลับทเวนตี้ ผับ ขณะเกิดเหตุ ทำให้ผู้สันทัดกรณีในวงการกฎหมายหลายคนเชื่อกันว่างานนี้ “ดวงเฉลิม” รอดยาก
       
       ส่วนแนวทางการการต่อสู้คดีของทีมทนายความจำเลย ที่นำโดยทนายมือดี “สมหมาย กู้ทรัพย์” มุ่งนำสืบพยานพุ่งเป้าไปที่ประเด็นแสงไฟในคลับทเวนตี้ คืนเกิดเหตุ เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าพยานโจทก์ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า “ดวงเฉลิม” เป็นผู้ลั่นไกยิงดาบยิ้ม นอกจากนี้ยังมีพยานปากสำคัญอย่าง พล.ต.ต.วิชิต สมาธิวัฒน์ ผบก.นต.แพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ เบิกความหักล้างพยานโจทก์ในประเด็นวิถีกระสุน เนื่องจากบาดแผลจากหน้าผากด้านขวา ลงไปทะลุท้ายทอยด้านซ้าย เป็นไปได้ยากที่ “ดวงเฉลิม” จะยืนประจันหน้ากับ “ดาบยิ้ม” ขณะลั่นไกสังหารตามคำให้การของพยานโจทก์
       

สุดท้าย “ศาลอาญา” พิจารณาพยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วมีคำพิพากษายกฟ้อง!?! นายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ นายสุพจน์ แสงอนันต์ และนายดวงเฉลิม อยู่บำรุง เนื่องจากพยานโจทก์ขัดแย้งกันในสาระสำคัญอย่างสิ้นเชิงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่าจำเลยทั้ง 3 คน ร่วมกันฆ่า ด.ต.สุวิชัย อีกทั้งผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ก็ไม่สามารถทำให้ศาลเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยได้ว่าจำเลยที่ 5 คือ นายดวงเฉลิม อยู่บำรุง เป็นคนยิงผู้ตายจนเสียชีวิต จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
       
       คำพิพากษา “ยกฟ้องดวงเฉลิม” ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย เพราะสังคมได้พิพากษาไปแล้วว่า “ดวงเฉลิม” คือ “ฆาตกร” มิหนำซ้ำต่อมาพนักงานอัยการมีความเห็นไม่สมควรยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้ง 5 โดยให้เหตุผลว่า ที่ศาลชั้นต้นอ้างไว้ในคำพิพากษามีความสมเหตุสมผลแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องวิถีกระสุนและระยะห่างระหว่าง ผู้ตายกับผู้ยิงที่จะต้องเป็นลักษณะการกดปากกระบอกปืนประชิด ซึ่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้ เช่นเดียวกับนางสุพัตรา ภรรยาหม้ายของดาบยิ้มที่ยอมถอยไม่ยื่นอุทธรณ์เช่นกันทำให้คดีถูกปิดลงแค่ในศาลชั้นต้นเท่านั้น

ย้อนกลับมาดูชีวิตของครอบครัวเหยื่อสังหาร หลังเวลาผ่านไป 6 ปี “สุพัตรา รอดวิมุต” เผยว่าเธอและลูกชาย ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านพักย่านแหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เมื่อขาดเสาหลักของครอบครัวไป เธอกับลูกชายก็ต้องเหนื่อยกันมากขึ้น โดยเธอได้รวบรวมเงินช่วยเหลือและเงินบริจาคตอนจัดงานศพ “ดาบยิ้ม” และเงินเก็บส่วนตัวได้ก้อนหนึ่ง นำไปซื้อรถบรรทุก 10 ล้อได้ 1 คัน เอาไปฝากวิ่งขนส่งร่วมกับบริษัท ดาริกาทรานสปอร์ท ของเพื่อนสนิทเก็บรายได้จากค่าเช่ามาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เมื่อรวมกับเงินบำนาญของดาบยิ้มอีกจำนวนหนึ่งก็พอจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก ส่วนลูกชายตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาจักษุแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี ชีวิตครอบครัวขณะนี้ถือว่ามีความสุขตามอัตภาพ และไม่คิดจะกลับไปทวงถามหาความเป็นธรรมจากใครอีก
       
       
คดี “ฆ่าดาบยิ้ม” ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่มีการฆ่ากันจริงๆ ตายกันจริงๆ แต่กลับไม่ได้ “ฆาตกรตัวจริง” มาลงโทษ ถึงวันนี้เวลาผ่านมากว่า 6 ปีแล้ว “ไอ้ปื๊ด” ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อ้างว่าเป็นมือปืนตัวจริงตอนนี้อยู่ที่ไหน?! มีใครสนใจจะนำตัวมาดำเนินคดีหรือไม่ ?! หรือเป็นแค่ตัวละครที่ ร.ต.อ.เฉลิม อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อแก้ข้อกล่าวหาให้ลูกชาย และสุดท้าย การตาย(ฟรี) ของ “ดาบยิ้ม” ก็เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า บางครั้ง “กระบวนการยุติธรรม” ก็ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกๆ คนได้...
       
       มิหนำซ้ำ วันนี้เกิดข่าวลือ “ลุงหมัก” เซ็นรับ “หลานดวง” อดีตจำเลยคนสำคัญกลับเข้ารับราชการทหารอีกครั้ง... นี่หรือประเทศไทย????

 หมายเหตุ-ข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์

 

« Back