ี่คดีสังหาร แคล้ว ธนิกุล

 

  

                         มีคดีดังที่น่าสนใจอีก 1 คดี เกิดประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา คือคดีลอบสังหาร ถล่ม เจ้าพ่อแคล้ว ธนิกุล ตายคารถ ที่สนใจกันมากขณะนั้น คือนายแคล้ว ธนิกุล มีพระเครื่องสมเด็จฯ ของแท้ ราคาแพงมาก คล้องคอประจำ แต่ก็ไม่อาจรอดคมกระสุนปืนห่าใหญ่ได้ ซึ่งมีหลายทัศนะ เกี่ยวกับพระเครื่องดังกล่าว บ้างก็ว่า มีการทำคาถาอาคมกับกระสุนปืนก่อนยิง บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของความดีด้วย ฯลฯ ผมก็จะพยายามค้นหาข้อมูลมาบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลัง ๆ ได้ศึกษากัน และขอบขอบคุณเจ้าของบทความ ข้อเขียน ที่ผมไปคัดลอกมาด้วยนะครับ

 

แคล้ว ธนิกุล อดีตผู้กว้างขวางในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และอดีตโปรโมเตอร์และผู้จัดการในวงการมวยไทยและมวยสากลและมวยสากลสมัครเล่นในประเทศไทย

 

แคล้ว ธนิกุล เกิดที่ตำบลดอนมะโนรา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม  ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ที่ได้ชื่อว่าแคล้ว เพราะตอนที่เกิดมีคู่แฝดด้วย แต่ว่าคู่แฝดได้เสียชีวิตไปหลังจากคลอดไม่นาน จึงได้ชื่อว่า "แคล้ว" ซึ่งหมายถึง การแคล้วคลาดจากอันตราย

แคล้ว ธนิกุล ได้เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯครั้งแรกด้วยการตามพี่สาวมาอยู่ที่ย่านสวนมะลิ ต่อมาไปดูการซ้อมมวยเลยรู้จักนักมวยรุ่นพี่ ชื่อ หมึก ตรอกทวาย และก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่นั้นมา

จากนั้น แคล้ว ธนิกุล ก็สร้างชื่อด้วยการเป็นผู้กว้างขวางในย่านสวนมะลิ ในชื่อ "เหลา สวนมะลิ" หรือ "เฮียเหลา" มีผู้กว้างขวางเป็นเพื่อนสนิทสนมกันมากมายและมีลูกน้องอีกจำนวนมากด้วยเช่นกัน จนได้รับฉายาว่า "เจ้าพ่อนครบาล" หรือ "เจ้าพ่อเบอร์ 1"

ในแวดวงมวย แคล้ว ธนิกุล เป็นเจ้าของค่ายมวยของตัวเองที่มีชื่อว่า "ส.ธนิกุล" มีนักมวยที่มีชื่อเสียง อาทิ สมบัติ ส.ธนิกุล เป็นต้น และยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมมวยสากลสมัครแห่งประเทศไทยด้วย

ชีวิตครอบครัว แคล้ว ธนิกุล มีภรรยา 2 คน กับคนแรกมีบุตรชายและบุตรสาวด้วยกันทั้งหมด 2 คน และภรรยาคนที่ 2 คือ นางเขมพร ต่างใจเย็น มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 3 หญิง 1 (ปัจจุบันนางเขมพรเป็นภรรยาของนายประชา โพธิพิพิธ อดีต ส.ส.จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์)

แคล้ว ธนิกุล เสียชีวิตในเวลาหัวค่ำของวันที่ 5 เมษายน 2534 ที่ถนนสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี  ในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จากการถูกลอบสังหารด้วยอาวุธสงคราม อาทิ ปืนเอ็ม 16  ปืนอาก้า เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 อย่างอุกอาจ ขณะที่โดยสารไปในรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสสันสีดำขณะกำลังเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วยลูกน้องคู่ใจ คือ นายสกุลยุทธ ทองสายพาน หรือฉายา "ตี๋ ดำเนิน" หรือ "มือปืนร้อยศพ" สภาพรถทั้งคันพรุนไปด้วยรูกระสุน และศพของทั้งคู่ก็ถูกยิงเลือดโชก โดยเฉพาะนายแคล้วที่นั่งอยู่เบาะหลัง ที่ภายในปากยังอมพระเครื่องอยู่ ด้วยหวังว่าจะช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย ซึ่งสาเหตุการลอบสังหารครั้งนี้ จนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ซึ่งก่อนหน้านั้นแคล้วเคยถูกลอบสังหารด้วยกระสุนและระเบิดมาแล้วถึง 2 ครั้ง จนกลายเป็นคำร่ำลือกันต่าง ๆ นานา ด้วยในขณะนั้น ทางคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งได้กระทำการรัฐประหารไปก่อนหน้านั้นไม่นาน มีนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ ซึ่งเชื่อกันว่า แคล้ว ธนิกุล เองก็เป็นหนึ่งในรายชื่อเหล่านั้น

 รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 บางครั้งเรียกว่า เหตุการณ์ รสช. เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ในเวลาบ่าย โดย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. (National Peace Keeping Council - NPKC) ยึดอำนาจจากรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

 

ปิดฉากบัลลังก์เจ้าพ่อเมืองกรุงสยอง

ยุทธจักรผู้กว้างขวาง เมืองหลวง ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ “แคล้ว ธนิกุล” ผู้สามารถกุมกลไกได้ แทบครบวงจรสมบูรณ์แบบ ตามฉบับแห่ง “ก็อดฟาเธอร์” อย่างแท้จริง เพราะเขาคือ...เจ้าพ่อเมืองกรุงหมายเลข 1 ตัวจริงเสียงจริงในสมัยเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา..แต่ในที่สุดต้องมาจบชีวิตตามวิถีเส้นทางโคจรของผู้กว้างขวางเหมือน อดีตบรรดาเจ้าพ่อรายอื่น ๆ

รายการปิดฉากเจ้าพ่อเมืองหลวง “แคล้ว ธนิกุล” อุบัติขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 5 เม.ย. 2534 เมื่อตำรวจ สภ.อ.สามพราน จ.นครปฐม รับแจ้งมีเหตุยิงกันตาย 2 ศพบริเวณหลัก กม.ที่ 54-55 ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี หมู่ 1 ต.ทรงคะนอง อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยผู้บังคับบัญชาสมัยนั้นมี พ.ต.อ.สุรัตน์ ยุทธโยธินผกก.ภ.นครปฐม พ.ต.ท.มาโนช จรดล สวญ. พ.ต.ท.มนต์ชัย ตั้งมั่น สวป.รีบออกไปสอบสวน

ที่เกิดเหตุพบรถปิกอัพอีซูซุสีดำ ทะเบียน 1ณ-5228 กรุงเทพมหานคร ข้างรถเขียนว่า “สมาคมมวยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย” ด้วยแรงอานุภาพของกระสุนอาวุธสงครามทั้ง เอ็ม 16, อาก้า และเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ทำให้รถพรุนเป็นรูโหว่ไป ทั้งคัน ภายในที่นั่งคนขับพบศพนายสกุลยุทธ ทองสายพาน หรือ “ตี๋ ดำเนิน” ฉายาในวงการรับจ้างฆ่าคน “มือปืนร้อยศพ” นอนตายในสภาพหัวพิงพวงมาลัยถูกกระสุนปืนกะโหลกเปิดมันสมองไหลนอง มือขวากำปืนขนาด 11 มม. กระสุนเต็มแมกกาซีน

ส่วนที่นั่งเบาะหลังพบศพ นายแคล้ว ธนิกุล หรือ “เฮียเหลา” นายกสมาคมมวยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ผู้เป็น “เสาหลัก” ของวงการหมัดมวยถูกกระสุนปืนพรุนไปทั้งร่าง นอนเสียชีวิตซุกอยู่กับเบาะเลือดโชกไปทั่วตัว จากการตรวจสอบภายในรถของเหยื่อกระสุนปืนบริเวณท้ายรถพบกองเลือดนองพื้น น่าเชื่อว่ามีผู้บาดเจ็บอีก 1 คน แต่หายตัวไปอย่างปมปริศนามีพิรุธ ซึ่งตำรวจเชื่อว่า น่าจะเป็น กุญแจไข ไปสู่คดี

ทันทีที่เจ้าพ่อคนดังถูกปลิดชีพ ทาง พล.ต.อ. สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อ.ตร.ในสมัยนั้น ส่งมือสอบสวน พล.ต.ท.สนั่น ตู้จินดา ผู้ช่วย อ.ตร.พร้อมทีมสีกากีฝีมือดีลงพื้นที่สอบพยานแวดล้อม-พยานปากในที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามแกะรอยหาเบาะแสของทีมนักฆ่าทมิฬ ที่ปฏิบัติการโจมตีเหยื่อเหมือนกับการถูกฝึกฝนมาจากหน่วยรบบางหน่วย ด้วยการติดตามไล่ล่าเป้าหมาย เมื่อถึงพื้นที่ที่ลงมือสังหาร ก็จะจัดการเก็บเหยื่อทันควันหรือภาษาทหาร “คิลลิ่งโซน”

ตามแนวทางการสอบสวนของตำรวจ พบว่าก่อน “เฮียเหลา” จะมาพบจุดจบอย่างสยองขวัญ ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นชิงถ้วยพระราชทานคิงสคัพ อาคารกีฬาเวสน์ สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง หลังเสร็จสิ้น นายแคล้วเดินออกจากสนามขึ้นนั่งรถมุ่ง หน้าไป จ.สมุทรสงคราม

พยานปากเอกให้การกับทีมคลี่คลายคดี ว่ารถของทีมนักฆ่าที่ไล่ล่าชีวิตปลิดชีพ “เฮียเหลา” เป็นรถปิกอัพสีดำ 2 คัน ไล่ติดตามรถปิกอัพของเหยื่อทันที ที่รถวิ่งเข้าประกบ มือปืนที่นั่งอยู่ในกระบะหลังเป็นชายวัยฉกรรจ์ มีผ้าคลุมหน้า “สีแดงคล้ายไอ้โม่ง” คว้าปืนสงครามออกสาดกระสุนถล่มใส่เป้าหมายจนตายด่าวดิ้นดังกล่าว

อย่างไรก็ตามช่วงที่นายแคล้วถูกล่าสังหาร เป็นช่วงตรงกับที่ สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) กุมอำนาจรัฐอยู่ โดยมี พล.อ.สุนทร

คงสมพงษ์ ผบ.ทหารสูงสุด นั่งเป็นประธาน รสช. มีนโยบายให้กรมตำรวจ “สยบ เจ้าพ่อ” จัดการกับพวกมาเฟียอิทธิพลและบรรดานายบ่อนมีคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน จัดทำรายงานสถานภาพทางการเงินของผู้มีอิทธิพลใน ขั้นต้นจำนวน 7 คน ซึ่ง 1 ใน 7 คน มี นายแคล้ว ติดร่างแห อยู่ใน “บัญชีดำ” ด้วย

 

เค้า ร่ำลือกันว่า ไอ้คนที่รอดตาย หน่ะ เป็นสายให้กะ รสช. เองด้วย
เอ้อ... ลืม คุยไป วันนั้น เฮียแคล้ว ก่อนจะออกจาก นิมิบุตร เพราะมีมวยคิงส์คัพ แกยังเดินมายืนเยี่ยว ในห้องน้ำ ข้างๆ กระพ้ม เลยครับ
ก่อนแก จะออกเดินทางไปต่อไป สมุทรสงคราม ซึ่งมีโปรแกรม เขาทราย จะขึ้นชกหน่ะ
ระหว่าง ทางมาถึงจุดเกิดเหตุ ก็เข้าโซนสังหาร หรือ ที่ภาษาทหาร เค้าเรียก "คิลลิ่ง โซน" นั่นแหละ
การ ทำงาน แบบ มืออาชีพ ก็ฝึกมาอย่างดี เพราะใช้หน่วยคอมมานโด นี่ครับ รสช. สั่งมา ให้ปิดบัญชีดำ ซะ เนื่องจาก เฮียแคล้ว กะลังจะล้างมือ จากวงการนักเลง เพื่อโจนเข้าเล่นการเมือง
ปืนกลนับสิบ รัวกระสุนนับร้อย เอ็ม-79 ซัดก่อนตูมแรก เข้าหน้ารถ ถูกคนขับคู่ใจ หัวหายไปแถบนึง ที่เหลือรถเข้ากระกบ มือสังหารคนหนึ่งโดดขึ้นหลังคา เพื่อยิงกราดลงมาจากด้านบน เพราะข่าวว่า
เฮียแคล้ว แกหนังเหนียว โดนระเบิดที่ลุมพินี มาแล้ว ยังรอดเลย
เฮียแคล้ว ก็นักเลงพอตัว กัดฟันอดพระสมเด็จฯ ใส่ปาก
แต่ คนถึงคราว คราวจะถึงฆาต และพระท่าน ก็ไม่ช่วย นักเลงมือเปื้อนเลือด ตลอดไป
ในที่สุด เฮียฯ ก่อนจะสิ้นใจ ก็บอกลูกน้องว่า "กู... ไม่ ... ไหว แล้ว"
จากนั้น ก็สิ้นลม อยู่ในรถนั่นแหละ
เหตุการณ์นั้น มีเพียงลูกน้องคนสนิทอีกคน นั่นแหละ ที่นั่งท้ายรถ โดดหนีเข้าป่าหญ้า รอดตายไปได้ราวปาฏิหาริย์
จริงๆ ก็ไม่น่าเป็น ปาร์ฏิหาริย์ อะไรหรอก ถ้าไม่เป็นสาย.. ให้ เจ้าหน้าที่ หน่ะ

 

แคล้วเคยโดนเต็งโก้ ขอนแก่น ลอบยิง และวางระเบิด ที่สนามมวย 2 ครั้ง ซึ่งครั้งนึงคนที่ถูกลูกหลงเสียชีวิต คือ คนนามสกุล โลหะชาละ เป็นที่ฮือฮาในหมู่นักเลงสมัยนั้นอย่างมาก เพราะเป็นการกระทำที่อุกอาจ มีรัฐมนตรี และ นายตำรวจหลายท่านอยู่ในเหตุการณ์ แต่เต็งโก้ก็ยังกล้าลงมือ แต่แคล้วรอดมาได้ทุกครั้ง สุดท้ายกลับเป็นไอเต็งโก้ ที่โดนแคล้วเอาคืนถึงตายที่ขอนแก่นบ้านเกิด

ส่วนเรื่องพระที่แคล้วห้อย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ถ้าใครเห็นศพของตี๋ดำเนิน กับศพเฮียเหลา จะเห็นได้ชัดว่าต่างกันราวฟ้ากะเหว ตี๋ดำเนิน หัวสมองแบะเป็น 2 ซีก เหมือนลูกแตงโม สมองเละกระจาย แต่แคล้วมีแค่เลือดท่วมตัว

ก่อนตายมีลูกน้องอีกคนที่ไม่โดนยิง (ว่ากันว่าเป็นสาย) บอกให้แคล้วหนีไป แต่เฮียเหลาหนีไม่ไหว เอาพระมาอมในปาก บอกว่ากูไม่ไหวแล้ว (คุณ)ไปเหอะ 
 

อาชญากรรมจากมือปืนรับจ้าง เป็นอาชญากรรมที่มีความรุนแรง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำลายความสงบสุข ทำให้สังคมขาดความมั่นคงในด้านชีวิต ทรัพย์สินของบุคคล ส่วนรวม ตลอดจนประเทศชาติ มือปืนรับจ้างส่วนใหญ่ มักมีผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง โดยให้การช่วยเหลือในเรื่องการ หลบซ่อน ให้ความคุ้มครองในการหลบหนี เพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหลบหนีคู่อริ รวมทั้งญาติพี่น้องของเหยื่อที่ติดตามล้างแค้น (พงษ์ศักดิ์ ขำเพชร, 2540:150) นับว่าปัญหาจากอาชญากรรมมือปืนรับจ้างเป็นปัญหาหนึ่งที่ยากที่จะกำจัดให้หมดสิ้นไป เนื่องจากมีการโยงใยไปถึงผู้มีอิทธิพลในวงการต่าง ๆ ทั้งวงการธุรกิจ วงการการเมือง รวมทั้งวงการหมัดมวย ดังเช่น กรณีนายแคล้ว ธนิกุล หรือ “เฮียเหลา” ซึ่งเกิดจากฝีมือของมือปืนรับจ้าง เมื่อค่ำวันที่ 5 เมษายน 2534 เกิดเหตุยิงกันตาย 2 ศพ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 54-55 ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี หมู่ 1 ตำบลทรงคะนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่เกิดเหตุ พบศพ 2 ศพ ในรถปิกอัพอีซูซุ สีดำ ทะเบียน 1 ณ-5228 กรุงเทพมหานคร หนึ่งในจำนวน 2 ศพนั้นคือ นายแคล้ว ธนิกุล หรือ “เฮียเหลา”

          นายกสมาคมมวยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ผู้เป็น “เสาหลัก” ของวงการหมัดมวย ซึ่งเมื่อพลิกแฟ้มประวัติของ “แคล้ว ธนิกุล” แล้ว จะพบว่า เขาถูกปองร้ายหมายชีวิตจากคู่อริ ถึง 2 ครั้ง 2 ครา คือ ในปี 2524 และปี 2525 (เดลินิวส์ : 12 มิ.ย. 2547)

เพิ่มเติม

ค่ำวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๔ นายแคล้ว  ธนิกุล  เจ้าพ่อผู้มากด้วยบารมี  และอิทธิพล  ในวงการนักเลงเมืองกรุง  และ

วงการมวย  โดยมีฐานะเป็นนายกสมาคมมวยสมัครเล่น  แห่งประเทศไทย  พร้อมกับสมุนมือขวา  สกุลยุทธ  ทองสายพาน

 หรือ “ตี๋  ดำเนิน”  นักรับจ้างฆ่าคนมือฉกาจ  ผู้มีสมญานามสมกับพฤติกรรมชั่วโฉดว่า “มือปืนร้อยศพ” ได้ขับรถปิกอัพ อีซูซุ สีดำ

  หมายเลขทะเบียน ๑ ณ –๕๒๒๘ กรุงเทพมหานคร  ออกจากกรุงเทพมหานคร  ไปตามเส้นทางถนนปิ่นเกล้า - นครชัยศรี  

โดยมีจุดหมายปลายทาง  อยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม   ซึ่งเป็นภูมิลำเนาถิ่นกำเนิด

 

        ในเส้นทางที่รถปิกอัพ อีซูซุสีดำ  แล่นผ่านไปได้ไม่นาน  ถนนสายนั้นก็กลายเป็นถนนสายมรณะโดยฉับพลัน... คำสั่งจากอเวจีไล่ล่า      เหมือนคำสั่งจากนรกอเวจี เมื่อรถของเจ้าพ่อแคล้วและสมุนมือปืนคู่ใจ แล่นไปถึง กม.ที่ ๕๔–๕๕ ถนนปิ่นเกล้า นครชัยศรี๑ ตำบลทรงคะนอง  อำเภอสามพราน  จังหวัดนครปฐม  มีรถปิกอัพสีดำ ๒ คัน ซึ่งบรรทุกทีมนักฆ่ามหากาฬ  วิ่งไล่หลังมา   โดยที่เจ้าพ่อวงการมวย  มิได้เฉลียวใจ

 

        ทันทีทันใดนั้น รถของคนร้าย ก็วิ่งปราดเข้าประกบข้าง แบบกระชับพื้นที่ นักฆ่ามหากาฬซึ่งเป็นมือปืน ที่นั่งอยู่กระบะหลัง

มีผ้าคลุมหน้าเป็นไอ้โม่งแดง ปิดบังอำพรางโฉมหน้าที่แท้จริง สาดกระสุนปืนสงคราม ใส่รถของเจ้าพ่อแคล้วดังสนั่นหวั่นไหว

เป็นชุด  ประหนึ่งตกอยู่ในภาวะสงคราม  จนรถที่วิ่งผ่านไปมา  ต้องหลบภัยอย่างจ้าละหวั่น  ด้วยเกรงว่าจะเจอลูกหลง

 

        เสร็จสิ้นการฆ่าแบบอำมหิตแล้ว  รถที่บรรทุกทีมนักฆ่ามหากาฬ  ก็พุ่งหลบหนีไปด้วยความเร็วสูง

 

        เหตุระทึกเขย่าขวัญ ชวนสยดสยองอย่างอุกอาจผ่านไปไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ ได้รับแจ้งเหตุ จึงได้รายงานให้

ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ทราบ

 

        ต่อมา  พ.ต.อ. สุรัตน์  ยุทธโยธิน  ผกก.ตำรวจภูธร  จ.นครปฐม  ในยุคนั้น  พ.ต.ท. มาโนช  จรดล  สารวัตรใหญ่  และ

พ.ต.ท. มนต์ชัย  ตั้งมั่น  สารวัตรปราบปราม  จึงไปสอบสวน ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ยิงถล่มด้วยอาวุธสงคราม

 

        สถานที่พบคือ  รถปิกอัพ อีซูซุ สีดำ  หมายเลขทะเบียน ๑ณ – ๕๒๒๘  กรุงเทพมหานคร  ที่ด้านข้างรถพ่นข้อความ

“สมาคมมวยสมัครเล่น แห่งประเทศไทย” เจอกับอานุภาพของกระสุน  จากอาวุธสงคราม เอ็ม ๑๖ อาก้า  และ เครื่องยิง

ลูกระเบิดเอ็ม ๗๙ เจาะทะลุทะลวงพรุนแทบทั้งคัน

 

        เจ้าหน้าที่ตำรวจ   ตรวจสภาพภายในรถเหยื่อมรณะ  พบศพของนายสกุลยุทธ ทองสายพาน  หรือ  “ตี๋  ดำเนิน”  สมุนคู่กาย

คู่ใจ ของเจ้าพ่อแคล้ว ธนิกุล  นอนตายอยู่ตรงที่นั่งคนขับ ในสภาพหัวพิงพวงมาลัย   มือขวากำปืน ๑๑ ม.ม.บรรจุกระสุนเต็มแม็กกาซีน แต่ไม่มีโอกาสที่จะยิงสู้หรือป้องกันตัว

 

        พบร่องรอย กระสุนปืนสงคราม เจาะกะโหลกจนเปิดมันสมองและเลือด  ไหลทะลักออกมา แดงฉานอาบเบาะที่นั่งและพื้นรถ

 

        การตรวจสภาพรถที่เบาะหลัง พบศพของนายแคล้ว ธนิกุล หรือ “เฮียเหลา” นายกสมาคมมวยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย  ถูก

กระสุนปืน  แทบจะพรุนไปทั้งร่าง  นอนตายซุกอยู่กับเบาะ  เลือดไหลอาบเบาะและพื้นรถ

 

              จากการที่มือปืนอำมหิต  เด็ดชีพเจ้าพ่อเมืองกรุง  ด้วยการยิงอาวุธสงครามถล่ม  พล.ต.อ. สวัสดิ์  อมรวิวัฒน์  อ.ตร.

ในสมัยนั้น  ได้ส่งทีมพนักงานสอบสวน ฝีมือดีออกไปสืบสวนสอบสวน  เก็บหลักฐาน  และสอบปากคำพยานที่ประสบเหตุ  

เพื่อประกอบคดี  และแกะรอยนักฆ่าอำมหิตกลุ่มนั้น

 

              แต่ก็เป็นเรื่องหนักใจ  เพราะการปฏิบัติการของทีมนักฆ่า  มีวิธีการประหนึ่งกับการได้รับการอบรมฝึกฝนยุทธวิธี  มาจาก

หน่วยรบบางหน่วย  โดยมีเป้าหมายวิธีการไล่ล่า  พออยู่ในพื้นที่ ที่เหมาะสม และสภาพทั่วไปอำนวยให้ ก็จะลงมือจัดการโดยฉับพลัน

 ตามแผนที่ได้วางไว้อย่างแยบยล

 

ในฐานะนายกสมาคมมวยสมัคเล่นแห่งประเทศไทย  เจ้าพ่อเมืองกรุง  แคล้ว ธนิกุล  หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “เฮียเหลา”  หรือ

เหลาสวนมะลิ  ได้ปฏิบัติภารกิจ  ในด้านการเปิดแข่งขัน  มวยสากลสมัครเล่น  ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ  เป็นภารกิจสุดท้าย

ก่อนจะเดินทางไปตกเป็นเหยื่อมัจจุราช  โดยเปิดการแข่งขัน ณ อาคารกีฬาเวสน์ สนามกีฬาไทย – ญี่ปุ่นดินแดง  เสร็จสิ้นภารกิจ

แล้ว จึงขึ้นรถพร้อมกับลูกน้องมือปืน เดินทางไปทำธุรกิจส่วนตัว ที่จังหวัดสมุทรสงคราม จนกระทั่งถูกมือปืนทมิฬ ตามล่าเด็ดชีพ

ในที่สุด

 

              ช่วงที่นายแคล้ว ธนิกุล เจ้าพ่อเมืองกรุงถูกสังหาร เป็นช่วงที่สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)กุมอำนาจรัฐอยู่

และมุ่งหวังที่จะจัดระเบียบทางสังคม ขจัดเหล่าเจ้าพ่อมาเฟีย ที่สร้างปัญหาโดยละเมิดกฎหมาย รวมทั้งพฤติการณ์หารายได้นอกระบบ   ด้วยวิธีการฟอกเงิน

 

ประธาน รสช.สั่งล้างอิทธิพล ในช่วงเวลาดังกล่าว มี พล.อ.สุนทร  คงสมพงษ์ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน รสช. และมีตำแหน่ง เป็น ผบ.ทหารสูงสุดประธาน รสช. ได้มอบนโยบาย  ให้กรมตำรวจ  สยบบรรดาเจ้าพ่อมาเฟียอิทธิพล  และบรรดานายบ่อน  ที่ตั้งบ่อนการพนัน  เพื่อการฟอกเงิน

 

              นโยบายดังกล่าว  ประธาน รสช.  ได้สั่งให้ธนาคารพาณิชย์  และสถาบันการเงิน  ทำรายงานสถานภาพทางการเงินของ

เหล่ามาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ที่บริหารกิจการทางการเงินนอกระบบ ประเภทฟอกเงิน โดยเบื้องต้น มีผู้อยู่ในบัญชี ๗ คน ซึ่ง ๑ ใน ๗ ที่อยู่

ในบัญชีดำ มีนายแคล้ว ธนิกุล  รวมอยู่ด้วย  สุดท้ายเขาก็ถูกเด็ดหัว โดยกลุ่มมือปืนคลุมหน้า เป็นไอ้โม่งแดง ติดตามล่าสังหารบนเส้น ทางสายมรณะดังกล่าว เป็นที่น่าสังเกตว่า  สัญญาณมรณะ  ที่สื่อสารถึงเจ้าพ่อนครบาล “แคล้ว ธนิกุล” นั้น เขาถูกหมายปองเอาชีวิตด้วยปืน  และ ระเบิด มาแล้ว ๒ ครั้งก่อนหน้านั้น  แต่รอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์

 

        สัญญาณอันตราย  ที่เกิดขึ้น ๒ ครั้ง ๒ ครา ทำให้เขาระมัดระวังตัวมากขึ้น  แต่เมื่อดวงถึงฆาต  ก็ถูกตามล่าสังหารจนตาย ทั้งๆ ที่ขณะถูกมือปืนยิงถล่มตายคารถ  เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ไปสืบสวนสอบสวน และชันสูติศพพบว่า เจ้าพ่อนครบาล อมพระเครื่องราคา แพงอยู่ในปาก เพื่อให้บารมีพระเครื่องคุ้มครอง  ขณะที่ยังมีสติอยู่  แต่สุดท้าย พระก็ไม่คุ้มครองคนไม่ดี  ที่ผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ บนเส้น ทางเถื่อน บนเส้นทางสู่บัลลังก์เจ้าพ่อ            บนถนนแห่งชีวิต ก่อนที่จะก้าวมาสู่ความเป็นเจ้าพ่อนครบาล  “แคล้ว ธนิกุล ” เกิดที่ตำบลดอน มโหรา อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม  ในครอบครัวของคนไทย  เชื้อสายจีน

 

               พอเริ่มเติบโตเป็นหนุ่ม เขาก็เดินทางเข้ากรุงเทพ เหมือนนักแสวงโชค ที่ไขว่คว้าหาความหวัง  ในชีวิตตามประสาคนหนุ่ม

โดยไปอาศัยอยู่กับพี่สาวที่สวนมะลิ ซึ่งเมื่ออยู่ที่บ้านพี่สาว เขาคบกับวัยรุ่น รุ่นราวคราวเดียวกัน จนมีเพื่อนสนิทหลายคน และเมื่อไปดู การซ้อมมวย  ของนักมวยที่ค่ายสวนมะลิ  ก็มีโอกาสได้รู้จักกับนักมวย หลายคน จนเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกัน ในเวลาต่อมา

 

             การเป็นผู้กว้างขวาง ในย่านสวนมะลิ  ของแคล้ว ธนิกุล  ส่อแววการเป็นหัวโจก  เมื่อชีวิตของเขา  แวดล้อมด้วยเพื่อนฝูง

 และลูกน้องหลายรูปแบบ  มีทั้งนักมวย  นักเลงใจถึงในพื้นที่

 

               จนกระทั่งต่อมา  เขาได้รับฉายาว่า “เหลา สวนมะลิ”  โดยบางครั้ง  หรือทั่วๆ ไป มักจะเรียกชื่อเล่นของเขาว่า“เฮียเหลา”

  หรือเหลา สวนมะลิที่โด่งดัง

 

               ขณะที่เขาเริ่มฉายรังสีเจิดจ้า  แวดล้อมด้วยสมุน และบริวารจำนวนมาก  แคล้ว  ธนิกุล  ซึ่งปกติเป็นคนใจถึง  ใจกว้าง

และรักพวกพ้อง  เมื่อขาดเงินอันเป็นปัจจัย  เสริมบารมี  จึงมองแนวทางหาเงิน  ด้วยการเปิดบ่อนการพนัน  อันเป็นวิธีการที่เรียกกัน

ในยุคต่อมาว่า  เป็นการ “ฟอกเงิน” เหมือนนำเงินจากใต้ดินขึ้นมา  เพื่อการใช้จ่าย  ดูเหมือนว่ากิจการดังกล่าว  เป็นการท้าทายต่อ

กฎหมายบ้านเมือง

 

               ชื่อเสียงของแคล้ว ธนิกุล หรือ “เหลา สวนมะลิ”  จึงผงาดขึ้นมาในระดับแนวหน้า  ของสังคมเมืองหลวง  และ

ทอรัศมีเจิดจ้าขึ้นไป  อย่างไม่มีอะไรจะหยุดยั้งได้

 

               ความเป็นแคล้ว ธนิกุล เฮียเหลา หรือเหลา สวนมะลิ แผ่รัศมีเจิดจ้าร้อนแรงขึ้นต่อไป  เมื่อเขาเข้าไปคลุกคลีในวงการมวย

มีค่ายมวย “ส.ธนิกุล” เป็นของตนเอง  และสร้างนักมวยแม่เหล็กขึ้นมาหลายคน

 

               ความน่าเชื่อถือ  ในวงสังคมทั่วไป  และวงการกีฬามวย  ในตัวของเขาเพิ่มสูงขึ้น  เมื่อได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมมวย

สมัครเล่นแห่งประเทศไทย อันเป็นเสาหลักในวงการมวย ประกอบกับ แคล้ว ธนิกุล เป็นคนใจถึง ใจกว้าง ทุ่มเทและเสียสละ ทำให้

วงการมวยสมัครเล่นของไทย  ประสบกับความรุ่งโรจน์อย่างสูง  เพราะบารมีของนายกสมาคมฯ

 

พญาอินทรีสยายปีก 

                ไม่เพียงแต่เท่านั้น  บารมีของแคล้ว ธนิกุล  ยังแผ่ขยาย  เหมือนอินทรีสยายปีกไปยังวงการธุรกิจบันเทิงอันเป็นแหล่งผล

ประโยชน์  ถึงขนาดว่าธุรกิจบันเทิงใด  ที่ขัดแย้งและเป็นปรปักษ์ต่อกัน  ส่อว่าจะเกิดความรุนแรง  ในลักษณะหักล้างด้วยการใช้งานมือ ปืน เพื่อทำลายล้าง ก็มีบ่อยครั้ง  ที่แคล้ว ธนิกุล เจ้าพ่อเมืองกรุงที่สูงส่งด้วยบารมี จะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระงับศึกเลือดไม่ให้ปะทุขึ้น ซึ่งก็ได้ผลและนับเป็นผลดี  แก่คนในวงการธุรกิจบันเทิง

 

                แล้วสุดท้ายของเส้นทางชีวิต ที่โลดแล่นอย่างกว้างขวาง แวดล้อมด้วยคนจงรักภักดี  แม้แต่ลูกน้องที่เป็นมือปืนประจำตัว

 ที่พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อลูกพี่  ก็ต้องพบจุดจบพร้อมกับอวสาน  ปิดฉากชีวิตลง  ของเจ้าพ่อเมืองกรุง  นามว่า “แคล้ว ธนิกุล” โดยถูกยิง ถล่มด้วยอาวุธสงคราม  ซึ่งไม่สามารถ  เอาตัวผู้กระทำความผิด  กลุ่มมือปืนไอ้โม่งแดง มาลงโทษได้

 

               ทุกอย่างจึงเหลือไว้เพียงตำนานชีวิต  ของอดีตเจ้าพ่อเมืองกรุงหมายเลข ๑  “แคล้ว ธนิกุล”  ให้เป็นอุทาหรณ์  สำหรับคนรุ่นหลัง   ที่คิดจะใช้ชีวิตโลดแล่น บนเส้นทางสู่ความเป็นเจ้าพ่อผู้กว้างขวาง และมือปืน ซึ่งที่ผ่านมา จุดจบของชีวิตผู้โลดแล่นอยู่บนเส้นทาง ดังกล่าว  ล้วนจบลงในลักษณะที่ไม่แตกต่างกันนัก

 

หลายชนวนเหตุถูกฆ่า

               ในวงจรอุบาทก์  ของวงการเจ้าพ่อ  นักเลงและมือปืนรับจ้าง  แม้จะยิ่งใหญ่ด้วยอำนาจที่อยู่นอกระบบของกฎหมายบ้าน เมือง  แต่ทุกย่างก้าวของชีวิต  ที่เคลื่อนไหวนั้น            ล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ระหว่างความตายกับการประคองให้ชีวิตอยู่รอด โดยไม่ทราบว่าเมื่อไหร่กฎแห่งกรรม  ตามหลัก ของศาสนา  จะย้อนรอยสนองตอบ

 

               ชีวิตที่โลดแล่น  อยู่ในอาณาจักรเจ้าพ่อ  มาเฟียเมืองกรุงที่มากด้วยบารมี  ของ แคล้ว ธนิกุล ก็ย่อมขึ้นอยู่กับการเสี่ยงเป็น

เสี่ยงตาย อยู่ตลอดเวลา และประเด็นการถูกเด็ดหัว ก็มาจากปมประเด็นหลายด้าน ที่ล้วนแล้วแต่น่าเชื่อว่า เป็นชนวนเลือด ที่เนื่องด้วย พฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากล  การหักล้างกัน  ในยุทธจักรนักเลงและมือปืน

 

               ตัวอย่างที่เกิดขึ้น ที่เช่นกรณีความผยองฮึกเหิมของสมุน ที่เคยสังกัดในกลุ่ม อันธพาลครองเมือง ชุดจ๊อด เฮาดี้, ปุ๊ ระเบิดขวด   เหลิงในอำนาจบนเส้นทางเถื่อนของเจ้านาย  แสดงความฮึกเหิม   ทำร้ายร่างกายบุตรชายนักการเมืองใหญ่รายหนึ่ง  จนในที่สุดต้องระเห็จ   หนีภัยไปอยู่ต่างประเทศ

 

               ชนวนเลือดล้างเลือด  ประการต่อมา  น่าจะมีเหตุจากการเบี้ยวการพนัน  หนี้สินทางการพนันหลายสิบล้านที่ไม่ยอมจ่าย

โดยหวังว่า  คนที่คิดจะทวง  ย่อมเกรงใจในบารมีอันเหลือล้นของเจ้าพ่อ  อาจจะเป็นที่มาของการทวงหนี้ด้วยชีวิต  ด้วยการลอบวาง

ระเบิดในสนามมวยลุมพินี  ทั้งการช่วงชิงความเป็นใหญ่ ในวงการเจ้าพ่อนักเลง จากคนกลุ่มอื่น ที่ลงขันกันเพื่อกำจัด ให้พ้นเส้นทาง

ของพวกเขา

 

               ส่วนหนึ่ง  มาจากต้องการเลื่อนอันดับตนเอง  ของนักเลงรุ่นใหม่  ที่ต้องการผงาดขึ้นมาจึงแข็งเมือง ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติ

ของเจ้าพ่อรุ่นใหญ่ ในที่สุด ก็ถูกเด็ดหัวตามธรรมเนียม ซึ่งมีการสันนิษฐานว่า การตายของเขา เกิดจากประกาศิตของเจ้าพ่อ จึงนำมาสู่การล้างแค้น

 

               เมื่อประมวลจากกรณีแวดล้อม หลายด้านจึงมีน้ำหนักไม่น้อย  ที่ล้วนเป็นสาเหตุ  ให้เจ้าพ่อเมืองหลวง  คือ แคล้ว ธนิกุล

 พร้อมกับลูกน้องคนสนิท  ด้วยฝีมือของกลุ่มมือปืน  ที่ช่ำชองในการใช้อาวุธสงคราม.

 

« Back