ี่คดีฆ่านายห้างทอง

เขาฆ่าตัวตาย หรือมีใครฆ่าเขา?

อภิณ์รัตน์

เงินทองไม่นับเป็นน้องเป็นพี่ (ไม่ใช่ มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่)

เป็นคำกล่าวมาแต่โบราณ จนถึงปัจจุบัน มีคดีความขึ้นสู่ชั้นโรงพัก ชั้นศาลมากมาย พี่ฟ้องน้อง น้องฟ้องพี่ ถึงตบตีฆ่ากันตายก็มีมากมาย ดูจะเอาเป็นเอาตายมากกว่าเป็นคนอื่นเสียอีก เพราะต่างรู้ไส้รู้พุงกัน ใครแค่ไหน อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก ทำไมจะไม่รู้ ใครงก ใครชอบโกง ใครใจร้าย เป็นต้น

ก็เพราะเป็นสังคมไทยแบบเก่า ๆ ที่พ่อแม่อบรมสั่งสอนกันมา เป็นครอบครัวไทย ๆ แบบ ที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า extended family คืออยู่บ้านเดียวกัน พ่อแม่ลูก(หลายคน) ใช้น้ำใช้ไฟร่วมกัน แบ่งอาณาเขตบริเวณของตน กินข้าวหม้อเดียวกัน เป็นลักษณะกงสี ฯลฯ สมัยโบราณถึงบอกไงละว่า เป็นลูกโทนหรือ? ดีจัง ไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องสมบัติ และจะไปโทษใครดีละ ไม่รู้จักให้ความรู้แก่ลูก ๆ ที่จะสร้างตนเอง คำว่า มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน ก็เป็นคติสอนใจอยู่แล้ว พ่อแม่ มัวแต่ทำงาน สร้างฐานะ สะสมสมบัติไว้ให้ลูกหลาน ถือเป็นเจ้ามรดก เหมือนพวกที่ร่ำรวยกันสมัยนี้ รู้ก็รู้อยู่ว่าตายแล้วก็เอาไปด้วยไม่ได้ ยังสร้างสมแสนล้านหมืนล้าน สร้างภาระให้ลูกหลานแย่งชิง ฆ่ากันตาย ถึงบอกว่า ใครเป็นลูกคนเดียวก็สบายใจไป ผมเองก็เป็นลูกคนเดียว แต่ไม่มีสมบัติ หรือมรดกหรอกคับ?

พ่อแม่ตายไปก็นอนตายตาไม่หลับ ขณะตายเรื่องยังไม่เกิด นอนตาหลับ ต่อมาก็ลืมตา ตาค้างได้????

คนร่ำรวยอาจไม่มีความสุขเสมอไป บางคนสุข แต่ไม่สบาย บางคนสบายแต่ไม่สุข หายากครับที่ได้ได้ครบ จริงหรือไม่จริง?

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

 มีคดีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมรวบรวมมาจากบทความต่าง ๆ เนื่องจากเห็นว่า เป็นการต่อสู้คดีกันโดยต่างฝ่ายต่างนำวิชาการด้านนิติวิทยาศาสตร์ forensic science เข้ามาเป็นหลักฐานสู้กันในชั้นศาล และก็เป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับคดีที่ฝ่ายหนึ่งว่าเป็นการฆ่าตัวตาย อีกฝ่ายว่าเป็นฆาตกรรมอำพราง มีการผ่าศพแล้วฝ่าศพอีกถึง 3 ครั้ง เหมือนเกทับกัน หรือการซักถาม ถามค้าน ถามติงกันในชั้นศาล จนเป็นที่ยุติ หากคนตายทราบว่า จะยุ่งยากลำบากถึงเพียงนี้ คงจะทำอะไรสักอย่างให้รูปคดีคลี่คลายขึ้น

เป็นคดีที่บันทึกไว้ มีความลึกลับซับซ้อน ในแง่พยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ไม่ต้องพูดถึง ไม่มี มีแต่พยานแวดล้อมทั่วไป ที่สำคัญคือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์(กฎหมาย+วิทยาศาสตร์) ที่ได้จากวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ รวมทั้งสภาพศพอันเป็นวัตถุพยานอย่างหนึ่ง จึงน่าศึกษาประดับความรู้ไว้อย่างยิ่ง และคนที่น่าจะรู้เรื่องดีที่สุด ที่ไม่สามารถให้คำตอบได้ คือ "ผู้ตาย" นั่นเอง

เนื้อเรื่องอาจจะยาวสักหน่อย

 

 

 

(ข่าวเมื่อปี 2546) 

 

การสอบสวนในคดี นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส.พรรคประชากรไทย เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พล.ต.ต.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้น เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน สอบสวนภายหลังนายห้างทองเสียชีวิตในบ้านธรรมวัฒนะ เลขที่ 299/9 หมู่ 7 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542

ชุดสอบของ พล.ต.ต.จงรัก ค้นหาความจริงจากพยานบุคคลหลายฝ่าย รวมจำนวน 67 ปาก ประกอบด้วย


1.
กลุ่มพยานที่ทราบและรู้เห็นพฤติการณ์ของนายห้างทอง ก่อนเสียชีวิต(ช่วงเวลา 06.00-18.00 น. ของวันที่ 5 กันยายน
2542)

2.
กลุ่มพยานที่ทราบและรู้เห็นพฤติการณ์ของนายห้างทอง ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2542 จนกระทั่งเสียชีวิต (วันที่ 6 กันยายน เวลาประมาณ 03.30 น.)


3.
กลุ่มพยานที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน พบในที่เกิดเหตุ

4.
กลุ่มพยานผู้ชำนาญกองพิสูจน์หลักฐาน สถาบันนิติเวชวิทยา และแพทย์ผู้ชำนาญการด้านนิติจิตเวช

สำหรับกลุ่มพยานสำคัญในคดีนายห้างทอง ที่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริง

อาทิ นายนพดล ธรรมวัฒนะ น้องชาย นายห้างทอง นายปริญญา ธรรมวัฒนะ น้องชายนายห้างทอง นางมัลลิการ์ หลีระพันธ์ น้องสาวนายห้างทอง นางนฤมล มังกรพาณิชย์ น้องสาวนายห้างทอง น.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ น้องสาวนายห้างทอง

 

 

 

นายประมวล สาระจันทร์ พ่อบ้านของบ้านเลขที่ 299/9 ที่เกิดเหตุ นายทรงศักดิ์ อึ๊งภากรณ์ ทนายความของตระกูลธรรมวัฒนะ น.ส.กีฮ้วย แซ่อึ้ง หลานสาวนางสุวพีร์ฯ ผู้จัดการมรดก นายณรงค์ วีระศิริ ที่ปรึกษากฎหมายของตระกูลธรรมวัฒนะ

นายส่งชัย หรือ สมชาย ตั้งแสงสว่าง เจ้าของปืนมรณะ นายสุทิศ หรือ เปี๊ยก รักถิ่น พยานผู้ร่วมนำปืนไปจำนำนายห้างทอง นายประทุม หวังไมตรี พยานผู้รู้เห็นเรื่องการจำนำปืน นางเตือนใจ แสงมณี ภริยาของนายสุทิศ รู้เห็นเรื่องการจำนำปืน ส.อ.สามารถ กังวาลเลิศ ผู้นำเข้าปืนมรณะ

นายพยัพ ล้อประโคน คนขับรถคนสนิทของนายห้างทอง นายบุญเยี่ยม พรมจันทร์ พยานเป็นยามของบ้านที่เกิดเหตุ นายวิชาญน้อย ฝังแก้ว พยานเป็นยามของบ้านที่เกิดเหตุ นายสมาน สอนทะโชติ พยานเป็นยามของบ้านที่เกิดเหตุ นายมานิตย์ แต้เจีย พยานเป็นยามของบ้านที่เกิดเหตุ นายถนอม คำพระไมล์ ยามบ้านนายห้างทอง ขณะเวลาเกิดเหตุ

นายอำนวย ยอดสิงห์ ผู้ติดตามนายห้างทอง นางสาคร คำพระไมล์ แม่บ้านของนายห้างทอง นางยุวดี นนทรี เลขาฯของนายห้างทอง นางคินค้า แซ่เจียะ แม่บ้านของบ้านที่เกิดเหตุ นายชั้ว ฝังแก้ว คนสวนของบ้านที่เกิดเหตุ

น.พ.สมชาย ผลเอี่ยมเอก แพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราช พ.ต.ท.พรชัย สุธีระคุณ แพทย์นิติเวช สำนักงานแพทย์ใหญ่ น.ส.เมทินี หลิมศิริวงศ์ พยานผู้ตรวจยา จากกระทรวงสาธารณสุข และ น.ส.กรรณิการ์ หรือ นุ้ย เพ็งพูลโภค เพื่อนสาวคนสนิทของนายห้างทอง เป็นต้น

พยานบุคคลสำคัญเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เชื่อว่านายห้างทองฆ่าตัวตาย จากการแถลงสรุปผลการสืบสวนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2542

 

ผลการสืบสวนสอบสวน 19 ตุลาคม 2542
ผลการสอบสวนคดีนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้แถลงไว้เมื่อ 19 ตุลาคม 2542 ดังนี้

จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งจากพยานบุคคล จำนวน 67 ปาก การตรวจพิสูจน์ทางวิทยาการ รวมทั้งความเห็นของผู้ชำนาญ มาจนถึงขณะนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าการเสียชีวิตของนายห้างทองเป็นการฆาตกรรม แต่มีพยานหลักฐานรองรับที่พอฟังได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย มีดังนี้

 

สถานที่เกิดเหตุ เป็นห้องพักส่วนตัวของนายนพดล ธรรมวัฒนะ ซึ่งอยู่บนชั้นที่ 4 ของบ้านที่เกิดเหตุ(บ้านธรรมวัฒนะ) จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนและผู้ชำนาญปรากฏดังนี้

(1)
ตรวจสอบพนักงานรักษาความปลอดภัยแล้วไม่พบการเข้า-ออกสถานที่เกิดเหตุของบุคคลอื่น นอกจากนายนพดล และนายห้างทองผู้ตาย

(2)
จากการตรวจสอบหาร่องรอย หลักฐานทางวิทยาการจากผู้ชำนาญไม่พบร่องรอยของบุคคลอื่นนอกเหนือไปจากนายนพดล กับนายห้างทอง และรอยลายนิ้วมือแฝงที่พบจากกระป๋องบรรจุเครื่องดื่มยี่ห้อโค้ก ขวดน้ำดื่มตราสิงห์ และอื่นๆ เป็นของนายนพดล กับผู้ตายเท่านั้น ไม่มีบุคคลอื่น

(3)
ไม่ปรากฏร่องรอยการต่อสู้ หรือความไม่เรียบร้อยที่ส่อไปในลักษณะผิดปกติของที่เกิดเหตุ

(4)
ไม่ปรากฏร่องรอยการเคลื่อนย้ายศพ หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะท่าทางของศพผู้ตาย

 

ลักษณะท่าทางของศพและร่องรอยโลหิตที่ปรากฏบนศพ รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง พบว่าสภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่บนเก้าอี้นั่งแบบมีพนักพิง และเท้าแขนศีรษะพาดห้อยอยู่กับขอบพนักพิงด้านหลัง เท้าทั้งสองข้างเหยียดไปด้านหน้า มีบาดแผลถูกกระสุนปืนบริเวณขมับขวาจำนวน 1 แห่ง โดยปรากฏว่ามีรอยโลหิตไหลเปรอะเปื้อนอยู่บริเวณศีรษะ ใบหน้าด้านซ้าย ลำตัวด้านซ้าย แขนและมือข้างซ้าย(หลังมือ) ก็มีโลหิตเปื้อนอยู่จำนวนมาก โดยที่มือขวายังคงแตะกุมด้ามปืนที่เชื่อว่าใช้ยิงเอาไว้และพาดอยู่บริเวณกลางลำตัวของผู้ตายค่อนมาทางด้านซ้าย หลังมือขวาปรากฏรอยโลหิตกระเซ็นเปื้อนอยู่จำนวนมาก รวมทั้งอาวุธปืนก็ปรากฏมีรอยเปื้อนของโลหิตจำนวนมากลักษณะไหลจากบนลงล่าง

นอกจากนี้พบกองเลือดขนาดใหญ่บริเวณพื้น ด้านล่างตรงกับบริเวณศีรษะของผู้ตายที่ห้อยพาดอยู่นั้น กรณีนี้ผู้ชำนาญทั้งจากกองพิสูจน์หลักฐานและสถาบันนิติเวชวิทยา มีความเห็นว่าสภาพศพที่พบมีความเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับท่าทางขณะยิงและกระสุนปืนที่ใช้ยิง ประกอบกับประสิทธิภาพของกระสุนลูกปรายที่ทะลุกะโหลกศีรษะเข้าไปบานกระจายทำลายเนื้อสมองทำให้เกิดแรงดัน เป็นเหตุให้เลือด และเศษสมองบางส่วนไหลทะลักออกมาทางช่องปาก จมูก และรูหูทั้งสองข้าง และจากกองเลือดที่ปรากฏบนพื้นด้านล่างแสดงว่าผู้ตายถึงแก่ความตายบนเก้าอี้ตัวดังกล่าว


ผลการตรวจคราบเขม่าดินปืนของกองพิสูจน์หลักฐาน ระบุว่าตรวจพบธาตุแอนติโมนี่และธาตุแบเรียมที่มือทั้งสองข้างผู้ตาย ในปริมาณที่เชื่อได้ว่าผู้ตายได้ยิงอาวุธปืนมาใหม่ๆ โดยพบที่มือขวามากกว่ามือซ้าย ซึ่งผู้ชำนาญมีความเห็นว่าขณะยิงผู้ตายยิงโดยใช้มือขวาถือปืน และมีมือซ้ายช่วยประคองไว้

อาวุธปืนที่พบจากศพผู้ตาย

1.
อาวุธปืนดังกล่าว เป็นอาวุธปืนพกแบบรีวอลเวอร์ สีดำ ขนาด .38 ลำกล้อง 4 นิ้วยี่ห้อสมิทแอนเวสสัน จากการสอบสวนทราบว่า นายสมชาย ตั้งแสงสว่าง ได้นำมาจำนำไว้กับนายห้างทอง ต่อมานายห้างทองก็รับซื้อไว้ โดยที่นายสมชายเซ็นสลักหลังใบ ป.4 มอบให้นายห้างทองไว้

2.
ผู้ชำนาญ กองพิสูจน์หลักฐาน มีความเห็นน่าเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายจริง

3.
มูลเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด ซึ่งอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย จากการสอบสวนพบว่ามีอยู่หลายประการ บางเรื่องกระทบต่อพฤติกรรมของผู้ตาย บางเรื่องกระทบต่อบุคคลที่สาม หากเปิดเผยอาจก่อให้เกิดความเสียหายและผิดกฎหมายได

พฤติกรรมที่แสดงว่านายห้างทองมีอาการเครียดก่อนที่จะเสียชีวิต

1.
ในวันที่ 5 กันยายน 2542 ขณะที่มีการประชุมร่วมกับ นายนพดล นางมัลลิการ์ หลีระพันธุ์ (น้องสาวนายห้างทอง) และที่ปรึกษากฎหมาย และทนายความของนายนพดล นายห้างทองมีอาการซึม พูดน้อย ลุกเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง และขณะที่ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงที่นางมัลลิการ์นำมาให้ รวมทั้งขณะเขียนจดหมายก็มีอาการมือสั่น และใช้เวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมง ทั้งๆ ที่เขียนจดหมายที่มีข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด

2.
หลังจากนายห้างทองเลิกประชุมและกลับถึงที่พัก เมื่อลงจากรถและเดินเข้าไปในลิฟต์เพื่อจะขึ้นที่พักชั้นที่ 4 แต่เมื่อเข้าไปในลิฟต์แล้ว ไม่ได้กดลิฟต์อยู่เป็นเวลานานเกือบ 10 นาที จนพนักงานขับรถต้องกดลิฟต์เปิดประตูสอบถาม นายห้างทองจึงกดลิฟต์กลับขึ้นไปห้องพัก

3.
นายห้างทองสั่งให้คนรับใช้นำอาหาร(ข้าวผัด) ไปให้รับประทาน เมื่อคนรับใช้ไปเก็บจานอาหาร พบว่ามีการรับประทานอาหารไปเพียงเล็กน้อย ขณะนั้นนายห้างทองนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน โดยแต่งกายชุดซาฟารี ซึ่งเป็นชุดเดียวกันกับที่สวมใส่ขณะที่ตาย ซึ่งแสดงว่ามีความเครียด กินอาหารไม่ลง

4.
วันที่ 5 กันยายน 2542 เวลาประมาณ 22.00 น.เศษ ก่อนที่นายห้างทองจะไปบ้านนายนพดล ได้ออกจากห้องพัก แต่งกายชุดซาฟารีชุดเดิมแต่ไม่ใส่เข็มขัด มายังลานจอดรถเดินวนเวียนไปมาเหมือนคนใช้ความคิด แล้วขึ้นลิฟต์กลับเข้าไปในห้องพัก อีก 2-3 นาทีจึงกลับออกมาอีกครั้ง พร้อมเดินวนที่ลานจอดรถสักครู่ จึงได้ขับรถออกจากที่พักไป โดยไม่ได้มีการปิดแอร์ ปิดไฟ ปิดประตูห้อง ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของนายห้างทอง

5.
ขณะที่นายห้างทองเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านส่วนรวม(กงสี) ที่เคยไปมาเสมอๆ นายห้างทองใช้มือเปิดประตูอยู่เป็นเวลานานแต่ก็เปิดไม่ออก ทั้งๆ ที่เป็นแค่ลูกบิดกดตามปกติ จนนายนพดลต้องเปิดให้ แสดงว่าเกิดความสับสนทางด้านจิตใจ

พฤติกรรมที่แสดงออกดังกล่าวข้างต้น แพทย์ผู้ชำนาญทางด้านนิติจิตเวช ให้ความเห็นว่าเป็นอาการของคนที่จิตใจมีความวิตกกังวล เครียดมากพยายามที่จะหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ และเมื่อไม่สามารถหาทางออกได้ จุดสุดท้ายก็อาจจะตัดสินใจกระทำตัวเอง เพื่อให้พ้นจากปัญหาทั้งปวง

การสืบสวนคลี่คลายค้นหาพยานหลักฐานในประเด็นต่างๆ ที่สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสงสัย เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจนมีดังนี้

1.
กรณีสงสัยว่านายห้างทองถูกลวงหรือวางแผนเรียกตัวไปฆ่า จากการตรวจสอบการติดต่อทางโทรศัพท์ของผู้ตายย้อนหลัง 24 ชั่วโมง พบว่าเป็นการติดต่อสื่อสารกับบุคคลคุ้นเคย และคุยกันในเรื่องธุรกิจกับเรื่องส่วนตัว มิได้ปรากฏว่ามีการนัดหมายให้พบกับนายนพดลหรือกับบุคคลใดในวันเกิดเหตุแต่อย่างใด

2.
กรณีนายห้างทองถูกทำให้หลับโดยไม่รู้ตัวหรือหมดสติด้วยการวางยาจนหมดสติ แล้วมีคนร้ายนำอาวุธปืนของกลางใส่มือข้างขวาให้ยิงตัวเองประเด็นนี้ แพทย์สถาบันนิติเวชยืนยันว่าไม่พบสารพิษใดๆ ในร่างกายหรือเลือดของผู้ตาย เพียงแต่พบสารซึ่งเป็นส่วนประกอบยากล่อมประสาทโดยตรวจพบในปัสสาวะของผู้ตายซึ่งเป็นยาที่ผู้ตายรับประทานตามปกติและพบในห้องนอน แต่มีปริมาณเล็กน้อย ไม่อาจทำให้ร่างกายเกิดสภาวะง่วงซึมหรือสะลึมสะลือได้

3.
กรณีนายห้างทองถูกคนร้ายใช้กำลังบังคับจับมือให้ถืออาวุธปืนยิงตัวเองจะเป็นไปได้หรือไม่ เพียงใด กรณีนี้ผู้ชำนาญเห็นว่าจะต้องมีการใช้กำลังและมีผู้ลงมือมากกว่าหนึ่งคน การกระทำดังกล่าวจะต้องปรากฏร่องรอยการต่อสู้ขัดขืนและร่องรอยของคนอื่นๆ ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้รอยของโลหิตที่ปรากฏบนหลังมือก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการบังคับจับมือยิงตัวเอง

4.
กรณีคนร้ายได้ฆ่านายห้างทองโดยใช้อาวุธปืนยิงจากที่อื่น แล้วนำศพพร้อมอาวุธปืนมาจัดวางในลักษณะที่พบเห็น ผู้ชำนาญยืนยันว่าในที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยหรือหลักฐานการเคลื่อนย้ายศพผู้ตายจากที่อื่นมายังที่เกิดเหตุ รอยหยดเลือดและกองเลือดที่อยู่บนพื้นด้านล่างบริเวณศีรษะของผู้ตายแสดงให้เห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายบนเก้าอี้ ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น

5.
กรณีนายห้างทองถูกลอบยิงด้วยอาวุธปืนขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ผู้ชำนาญยืนยันว่าลักษณะของบาดแผลปรากฏคราบเขม่าที่บริเวณขอบทางเข้ากะโหลกศีรษะ แสดงว่าการยิงต้องมีลักษณะกดปากกระบอกอาวุธชนิดติดผิวหนัง กรณีนี้หากมีคนร้ายเข้ามายิงนายห้างทอง นายห้างทองย่อมต้องรู้ตัว ต้องมีการปัดป้อง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นสภาพศพและลักษณะของบาดแผลจะไม่เป็นไปตามที่ปรากฏ

6.
กรณีนายห้างทองถูกยิงขณะหลับบนเก้าอี้ ผู้ชำนาญยืนยันว่าสภาพศพและรอยเปื้อนของโลหิตจะไม่เป็นไปตามที่ปรากฏ และจะไม่พบเขม่าดินปืนที่มือนายห้างทองทั้งสองข้าง แต่จากการตรวจที่มือของนายห้างทองปรากฏว่าพบเขม่าดินปืนที่มือทั้งสองข้าง

7.
กรณีนายห้างทองรับประทานอาหารก่อนเสียชีวิต เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ผลไม้ น้ำอัดลม แต่จากการตรวจศพไม่พบส่วนของบะหมี่สำเร็จรูป คงพบแต่เศษผลไม้นั้น แพทย์ผู้ชำนาญยืนยันว่าอาหารจำพวกบะหมี่สำเร็จรูปเป็นอาหารประเภทแป้ง สามารถย่อยสลายได้ง่าย ระยะเวลาที่นายห้างทองรับประทานจนกระทั่งเสียชีวิตนานพอที่จะทำให้การย่อยสลายสมบูรณ

 

สรุปผลการดำเนินการ

จากคดีที่เกิดขึ้นผู้ตายมีฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบคุณประโยชน์ต่อสังคมไว้มาก ดังนั้น ในการสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้ความสำคัญโดยได้ตั้งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองพิสูจน์หลักฐาน และสถาบันนิติเวชเข้าควบคุมและเข้าร่วมสอบสวนในรูปของคณะกรรมการ มีการใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเทคนิคเข้ามาใช้ในกระบวนการสอบสวน ทั้งการสอบสวนเป็นไปด้วยความละเอียด รอบคอบ และสอบสวนได้ครบทุกประเด็นที่สื่อมวลชนหรือประชาชนสงสัย ซึ่งผลการสอบสวนในขณะนี้มีพยานหลักฐานฟังได้เพียงว่า การตายของนายห้างทองเกิดจากการฆ่าตัวตาย

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในการรวบรวมพยานหลักฐานในขณะนี้ จะฟังได้ว่าการตายของนายห้างทองเกิดจากการฆ่าตัวตายก็ตาม แต่หากมีพยานหลักฐานปรากฏในภายหน้านอกเหนือจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในขณะนี้ว่า การตายของนายห้างทองเกิดจากการฆาตกรรม พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจที่จะรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาสอบสวนดำเนินคดีได้อีก ภายในกำหนดอายุความ 20 ปี

ประมวลคดีฟ้องร้องกันในตระกูล "ธรรมวัฒนะ"
คดีในชั้นศาลของพี่น้องตระกูล "ธรรมวัฒนะ" ฟ้องร้องกันเองมีอยู่ด้วยกัน 35 คดี เป็นคดีแพ่ง 26 เรื่อง คดีอาญา 4 เรื่อง และคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงรวม 5 เรื่อง

คดีที่ 1 นายนพดล ธรรมวัฒนะ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 42 ขอให้มีคำสั่งถอดถอนนายสมัคร สุนทรเวช และนายประมวล จันทโรวาส จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ มารดา เนื่องจากทั้งสองปล่อยให้บุคคลภายนอกและทายาทบางคนนำผลประโยชน์จากกองมรดกไปใช้ส่วนตัว

คดีที่ 2 นางมัลลิการ์ หลีระพันธ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เป็นจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 36 สืบเนื่องจากนายห้างทองนำที่ดินย่านบางเขนขายให้นางมัลลิการ์กับพวก แต่เมื่อชำระเงินแล้วจึงมารู้ในภายหลังว่าที่ดินดังกล่าวยังติดจำนองกับธนาคาร

คดีที่ 3 นายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายห้างทองกับนายปริญญา ธรรมวัฒนะ น้องชาย และ น.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ กับนางนฤมล มังกรพาณิชย์ น้องสาว เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 42 ให้ชดใช้เงินจำนวน 804,392 บาท ที่นายนพดลสำรองจ่ายไปเป็นค่าเฟอรนิเจอร์ที่พวกจำเลยสั่งซื้อจากบริษัทอาตาเลีย จำกัด

คดีที่ 4 นางมัลลิการ์ หลีระพันธ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปริญญา ธรรมวัฒนะ เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 42 ในความผิดฐานลักทรัพย์ กรณีที่นายปริญญาได้เบิกเงินจากบริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด ที่ดูแลผลประโยชน์ของตลาดยิ่งเจริญ จำนวน 21 ครั้ง รวม 316,200 บาท


คดีที่ 5 นายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางนฤมล มังกรพาณิชย์ เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 42 ในความผิดฐานลักทรัพย์ในลักษณะเดียวกัน รวมเป็นเงินจำนวน 419,900 บาท

คดีที่ 6 นางมัลลิการ์ หลีระพันธ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 42 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งบอกล้างโมฆียกรรม เรียกเงินจำนวน 3,192,037 บาท กรณีที่นายห้างทองเคยนำที่ดินติดจำนองธนาคารมาบอกขาย

คดีที่ 7 นายนพดล ธรรมวัฒนะ ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายปริญญา ธรรมวัฒนะ น้องชาย และ น.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนธรรม กับนางนฤมล มังกรพาณิชย์ น้องสาว เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 42 เรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวน 201,250 บาท สืบเนื่องจากจำเลยทั้งสามบีบบังคับให้พนักงานบริษัทออกจากงานทั้งที่ไม่มีความผิด แล้วทั้งสามร่วมกันสั่งจ่ายเช็คในนามของบริษัทเพื่อไม่ให้พนักงานเรียกร้องสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมาย

คดีที่ 8 นายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปริญญา ธรรมวัฒนะ และ น.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ กับ นางนฤมล มังกรพาณิชย์ เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 42 ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์จำนวน 29 ครั้ง รวม 2,046,131 บาท

คดีที่ 9 นายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นโจทก์ยืนฟ้องนายปริญญา ธรรมวัฒนะ และ น.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ กับนางนฤมล มังกรพาณิชย์ เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 42 เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2,047,447 บาท สืบเนื่องที่พวกจำเลยร่วมกันเอาเงินสดและสั่งจ่ายจากธนาคารซึ่งเป็นผลประโยชน์ของบริษัทสุวพีร์ฯ มาเป็นประโยชน์ส่วนตัว

คดีที่ 10 นายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางนฤมล มังกรพาณิชย์ เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 43 ในความผิดฐานสัญญากู้ เรียกค่าเสียหาย 4,351,115 บาท

คดีที่ 11 นายนพดล ธรรมวัฒนะ และนางมัลลิการ์ หลีระพันธ์ ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท สุวพีร์ฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายปริญญา ธรรมวัฒนะ และ น.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ กับนางนฤมล มังกรพาณิชย์ เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 43 ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ เอาเงินบริษัทไปรวม 48 ครั้ง จำนวน 1,417,127.35 บาท


คดีที่ 12 ด.ญ.แพรพรรณ และ ด.ช.พงศธร ธรรมวัฒนะ บุตรชายนายเทอดศักดิ์ ธรรมวัฒนะ หรือผู้ใหญ่แดง (เสียชีวิตไปแล้ว) กับนายนพดล ธรรมวัฒนะ นางมัลลิการ์ หลีระพันธ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปริญญา ธรรมวัฒนะ และ น.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ กับนางนฤมล มังกรพาณิชย์ เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 43 เพื่อเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์สินที่เป็นที่ดินตลาดยิ่งเจริญจำนวน 875,000,000 บาท จากมูลค่า 2,800 ล้านบาท

สำหรับคดีพี่น้องตระกูลธรรมวัฒนะฝ่ายนายนพดล ยื่นฟ้องนายห้างทองนั้น ภายหลังเมื่อนายห้างทองเสียชีวิตลง จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการกระบวนการพิจารณาได้ ดังนั้น ศาลจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ส่วนคดีอื่นๆ ที่ฝ่ายนายนพดลและฝ่ายนายปริญญา ยื่นฟ้องต่อกันไว้นั้นทั้งสองฝ่ายได้ยินยอมตกลงจะถอนฟ้องคดีกันทั้งหมด ภายหลังจากที่ศาลแพ่งได้เจรจาไกล่เกลี่ยคดีแบ่งทรัพย์สินที่ดินตลาดเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 46

ไกล่เกลี่ยคดี"ธรรมวัฒนะ"

สำหรับการไกล่เกลี่ยยอมความมรดกธรรมวัฒนะ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 ที่ศาลแพ่งคดีที่ ด.ญ.แพรพรรณ และ ด.ช.พงศธร ธรรมวัฒนะ บุตรชายของนายเทอดศักดิ์ ธรรมวัฒนะ หรือผู้ใหญ่แดง (เสียชีวิตแล้ว) นายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นโจทก์ที่ 1-3 และนางมัลลิการ์ ธรรมวัฒนะ โจทก์ร่วมกับนายปริญญา ธรรมวัฒนะ นางนฤมล มังกรพาณิชย์ และ น.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ เป็นจำเลยที่ 1-3 เพื่อเรียกสินไหมทดแทนเกี่ยวกับตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน มูลค่า 875 ล้านบาท โดยสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ สัญญาระบุว่าโจทก์สัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อมกับตลาดยิ่งเจริญ ไม่ประกอบกิจการค้าใดๆ อันมีสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับตลาดยิ่งเจริญโดยใช้ชื่อ "ตลาดยิ่งเจริญ" ภายในเวลา 20 ปี คู่ความตกลงถอนฟ้องคดีทั้งหมดคู่ความถอนการอายัดเงินทุกธนาคาร และร่วมกันถอนเงินจำนวน 175 ล้านบาท เพื่อชำระค่าหุ้น 875 ล้านบาท คงเหลือค่าหุ้นอีก 700 ล้านบาท โดยจำเลยยอมโอนที่ดิน ต.คลองถนน อ.บางเขน 12 แปลง พร้อมบ้านธรรมวัฒนะและที่ดินนอกโรงเจตีราคาชำระหนี้ให้โจทก์ 200 ล้านบาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้กับโจทก์ที่ 3 ภายใน 30 วัน ส่วนค่าหุ้น 500 ล้านบาท จำเลยผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยนาน 12 ปี 8 เดือน แบ่งชำระรายเดือน เดือนละ 4,158,333 บาท ให้ชำระงวดแรก 18 มีนาคม 2546 ผ่านบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง ของนายนพดล นางมัลลิการ์และ น.ส.จินตนสา โดยจำเลยตกลงจดทะเบียนจำนองที่ดินย่าน จ.ปทุมธานี เพื่อเป็นหลักประกัน

หากจำเลยผิดนัด 3 งวดติดต่อกันหรือผิดนัดรวม 6 งวดในหนึ่งปี หรือผิดนัดรวม 15 งวด ให้จำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับยอดเงินที่ค้างชำระทั้งหมด และหากบังคับจำนองแล้วไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยยอมให้โจทก์บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นจนครบ

สำหรับคดีดังกล่าวยื่นฟ้องกันเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ใช้เวลาไกล่เกลี่ยยอมความกันนานประมาณ 2 ปี โดยคู่ความขอให้ศาลช่วยแบ่งมรดกที่เหลือของทั้งสองฝ่ายให้ด้วย

ย้อนคดีเลือด13ปีฆาตกรรมปริศนา?? "นัยนา ตามประกอบ"โยงปมตาย"ห้างทอง"
คดีฆาตกรรมนางนัยนา (ธรรมวัฒนะ) ตามประกอบ บุตรีคนที่ 8 ของ"นางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ" ผู้สร้างตำนานอาณาจักรพันล้าน"ตลาดยิ่งเจริญ" ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้งในช่วงนี้ โดยนายนพดล ธรรมวัฒนะ ที่ต้องการให้รื้อคดีนี้ขึ้นมา โดยบอกเป็นนัยๆว่าอาจจะเชื่อมโยงกับคดี"นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ"พี่ชาย!??

ทำไมถึงเกี่ยวโยงกันหลายคนอาจจะสงสัย หรือเลือนๆไปแล้วว่าเหตุไฉนนายนพดล ถึงขุดเรื่องนี้ขึ้นมาเอ่ยถึงอีก ทั้งๆที่เป็นคดีเมื่อปี 2533 หรือเมื่อ 13 ปีก่อน


อย่าได้แปลกใจเนื่องจากการตายของนางนัยนาในครานั้นตำรวจที่ทำคดีตั้งประเด็นมรดกเลือด และพินัยกรรมปลอมของตระกูลธรรมวัฒนะ เป็นหนึ่งในปมสังหารด้วย!!!

"
พินัยกรรมปลอม"ที่นายนพดล อีกเช่นกันเอ่ยถึงแทบทุกครั้งในการยืนยันว่าเป็นหนึ่งในชนวนเครียด นอกเหนือไปจากปัญหาเงินกงสีที่หยิบยืมไปใช้จ่าย หรือแม้กระทั่งให้คนอื่น ทำให้พี่ห้างทองใช้ปืนยิงตัวตายเอง

ทั้งพินัยกรรมปลอม และการตายของนางนัยนา จึงแยกกันไม่ออกด้วยประการฉะนี้

นายนพดล ย้ำนักย้ำหนาว่าหากรื้อคดีนางนัยนาขึ้นมาทำอีกครั้ง ก็จะสาวไปถึงปมพินัยกรรมปลอม และจะย้อนกลับมาสู่เหตุว่าทำไมพี่ชายถึงเครียดจนต้องยิงตัวตาย!??

นางนัยนา ตามประกอบ ทายาทลำดับที่ 8 ของธรรมวัฒนะ ไม่ใช่ศพแรกที่เสียชีวิตในตระกูลอาถรรพ์ แต่ทว่าเป็นการตายที่ครึกโครมที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับตระกูลนี้


หลังการตายยังพบปมที่ยอกย้อนและซัดทอดกันไปมาระหว่างสามีนางนัยนา กับพี่ๆน้องๆธรรมวัฒนะ ที่กล่าวหาว่าอีกฝ่ายพัวพัน

ไม่เพียงเท่านั้นจากคดีนี้ตำรวจเชื่อว่า เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้พี่ใหญ่ของตระกูลธรรมวัฒนะ คือ"ผู้ใหญ่แดง"นายเทอดชัย ธรรมวัฒนะ ถูกอุ้มไปสังหารพร้อมคนติดตามด้วย!!!

พลิกแฟ้มกลับไปเมื่อปลายปี 2531 หรือก่อนเกิดเหตุฆาตกรรมนางนัยนาเพียงปีเศษๆ นางนัยนา หรือ"ยู" นับได้ว่าเป็นบุตรสาวคนโปรดที่สุดของนางสุวพีร์

แต่นางนัยนาก็ทำให้แม่ต้องช้ำใจที่สุดเมื่อประกาศจะแต่งงานกับพ.ต.ต.สมาน ตามประกอบ สว.สส.สน.ดอนเมือง(ปัจจุบันครองยศพ.ต.ท. และเปลี่ยนชื่อเป็น"ภาสกร เกตุอำนวยผล") ในช่วงต้นปี 2532

เรื่องของเรื่องน่าจะมาจากนางสุวพีร์ ไม่ชอบตำรวจเป็นทุนเดิม ประกอบกับพ.ต.ต.สมาน เป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบ เพราะนางนัยนาไม่เคยพามาพบ แต่จู่ๆกลับประกาศจะแต่งงานกันทันที


และตามประสาคนมีฐานะร่ำรวยจึงหวาดระแวงว่าอาจจะหวังเพียงสมบัติ ที่นางนัยนามีอยู่ ซึ่งหากรวมถึงสิทธิ์ในกองมรดกธรรมวัฒนะแล้ว มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท!!!

ประกอบกับห้วงนั้นนางสุวพีร์ เริ่มป่วยออดๆแอดๆ จึงขอให้เลื่อนการแต่งงานไปก่อน แต่นางนัยนาไม่ยอม อ้างว่าแฟนหนุ่มทำเรื่องขอสมรสพระราชทานไปแล้ว

มีรายงานว่านางสุวพีร์ ขอให้ลูกสาวส่งหนังสือขอเลื่อนพิธีออกไปอีก 6 เดือน และหากยืนยันจะแต่งงานก็จะไม่ห้ามปราม แต่บุตรสาวและว่าที่บุตรเขยไม่ยอมและพากันหายออกจากบ้านไปนานนับเดือน

วันที่ 9 มกราคม 2532 ทั้งคู่ก็แต่งงานกันโดยไร้เงาญาติฝ่ายเจ้าสาว และมีการเปิดเผยภายหลังจากคนในตระกูลธรรมวัฒนะว่า แม้แต่ญาติเจ้าบ่าวก็ไม่มีเช่นกัน!??

การแต่งงานของพ.ต.ต.สมาน และนางนัยนา เป็นข่าวครึกโครมทุกสื่อ เพราะนางนัยนา เป็นทายาทพันล้านตลาดยิ่งเจริญ และห้วงนั้นถือว่าเป็นคนดังเพราะมีทรัพย์สินที่ครอบครองอยู่ในรูปหุ้น-ที่ดินราคาหลายสิบล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกองมรดกด้วยซ้ำที่นางนัยนามีทรัพย์สินมากมายเนื่องจากเป็นลูกคนโปรดของนางสุวพีร์ จึงได้แบ่งสมบัติอยู่เนืองๆ


ห้วงนั้นมีข่าวว่านางสุวพีร์ โกรธถึงขั้นประกาศตัดแม่ตัดลูก และตัดออกจากทายาทกองมรดก!??

นางนัยนา ที่จดทะเบียนเปลี่ยนนามสกุลเป็น"ตามประกอบ" ก็ใจเด็ดไม่น้อย เพราะแทบจะตัดขาดจากญาติพี่น้องก็ว่าได้

จนอีก 1 ปีให้หลัง นางสุวพีร์เจ็บหนักเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ถึงปรากฏเงาร่างนางนัยนากลับมาเยี่ยมมารดาอีกครั้งจากการติดต่อของญาติพี่น้อง เพราะทุกคนก็รู้ดีว่านางนัยนาคือลูกสาวคนโปรด จึงอยากให้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในวาระสุดท้ายของแม่

ถึงกระนั้นพ.ต.ท.สมาน ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากคนในตระกูลธรรมวัฒนะ

วันที่ 22 เมษายน 2533 นางสุวพีร์ ก็ถึงแก่กรรมอย่างสงบในห้องไอซียู โรงพยาบาลวิภาวดี

วันที่ 30 เมษายน 2533 หลังเสร็จสิ้นงานศพ ทายาททั้งหมดมารวมตัวกันเพื่ออ่านพินัยกรรม ซึ่งนางสุวพีร์ทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2531 ซึ่งขณะนั้นเริ่มมีอาการเจ็บป่วยและต้องผ่าตัด จึงตัดสินใจทำพินัยกรรมเผื่อเอาไว้

มีรายงานว่าพินัยกรรมดังกล่าวยกทรัพย์สินต่างๆให้ลูกทุกคน ยกเว้นผลประโยชน์ของตลาดยิ่งเจริญ ที่ให้อยู่ในรูปกงสี ตั้งบริษัทขึ้นมาดูแล ลูกทั้ง 9 คน ถือหุ้นในสัดส่วนเท่าๆกัน

กับพินัยกรรมอีกฉบับหนึ่งซึ่งนางสุวพีร์ทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2532 หลังจากนางนัยนา ตัดสินใจแต่งงานเพียง 4 วัน ให้ตัดบุตรสาวคนโปรดออกจากกองมรดก!!!

วันนี้เองมีทายาทบางคนนำพินัยกรรมอีกหลายฉบับมาเปิดเผย โดยเนื้อหาของพินัยกรรมบางฉบับให้ตัดน.ส.คนึงนิตย์ และน.ส.นงนุช ออกจากทายาท เนื่องจากปัญหาที่แม่ไม่พอใจเพราะไปคบเพื่อนชายที่แม่ไม่ชอบ

และอีกฉบับให้แต่งตั้งทายาท 2 คนเป็นผู้จัดการมรดก!??

ในที่ประชุมเกิดการถกเถียงอย่างรุนแรงและมีการจับได้ว่าพินัยกรรมบางฉบับเป็นของปลอม อย่างไรก็ตาม พี่น้องทั้งหมดจับเข่าคุยกันว่าให้ยึดพินัยกรรมฉบับแรกสุด ส่วนฉบับอื่นๆต่อมาให้ยกเลิกและเผาทิ้งไปเสีย


ทว่านายนพดล เก็บพินัยกรรมดังกล่าวเอาไว้

มีการเปิดเผยภายหลังว่าการประชุมดังกล่าวที่ตกลงให้เก็บเรื่องทั้งหมดเป็นความลับนั้น นางนัยนาแอบอัดเทปเอาไว้นำออกไปภายนอก

และอีกเพียง 1 สัปดาห์ถัดมาหลังนางนัยนา ได้สิทธิ์ในกองมรดกที่พี่ๆ น้องๆ ตกลงคืนให้ เธอก็ถูกฆาตกรรม!!!


มีคนพบศพนางนัยนา ถูกฆ่าหมกในรถเก๋งทิ้งบ่อลูกรัง ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2533 โดยก่อนหน้านั้น 1 วัน นางนัยนาเพิ่งเดินทางไปเยี่ยมแม่นมที่โรงพยาบาล ก่อนที่จะหายตัวไปพร้อมเอกสารทรัพย์สินกองมรดก ที่นางนัยนา รับอาสานำไปลงบันทึกในคอมพิวเตอร์

สภาพศพนางนัยนา ถูกทุบตีน่วมทั้งตัวบาดแผลที่ทำให้เสียชีวิตเพราะถูกของแข็งฟาดอย่างแรง และที่น่าสนใจข้อมือ-ข้อเท้า ถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือตำรวจสีเงินวาววับ!!!

เมื่อมารวมกับพี่ๆน้องๆจับได้ว่านางนัยนา แอบอัดเทปวันเปิดพินัยกรรม ที่ตกลงให้ทายาททุกคนมีสิทธิ์ในกองมรดกแทนที่จะตัดนางนัยนาออกไป ทำให้ทั้งหมดปักใจว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องนี้

ฝ่ายธรรมวัฒนะ มองว่าการตายของนางนัยนา ผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือพ.ต.ต.สมาน ในฐานะสามีจดทะเบียน เพราะทรัพย์สมบัติ

ทั้งหมดจะตกไปอยู่กับพ.ต.ต.สมาน ในฐานะทายาทเพียงคนเดียวของนางนัยนา

ฝ่ายพี่น้องนางนัยนา แฉอีกว่าหลังน้องสาวตายไม่นานพ.ต.ต.สมาน ทำเรื่องขอรับสินไหมเงินประกันชีวิตหลายล้านบาท และนำทรัพย์สินบางส่วนของนางนัยนาไปแล้วด้วย!??

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายพ.ต.ต.สมาน ก็กล่าวหากลับไปว่าเมียถูกฆ่าเพราะมรดกที่พี่ๆน้องๆ ต้องการนำไปแบ่งปันกันเอง


ห้วงนั้นการฆาตกรรมนางนัยนา ได้รับความสนใจไปทั่ว ถึงขนาดที่กรมตำรวจ แต่งตั้งรองอ.ตร.และจัดทีมนายตำรวจเข้ามาดูแล

พร้อมๆกับคำสั่งเด้งพ.ต.ต.สมาน ออกจากพื้นที่ไปช่วยราชการต่างจังหวัด เพื่อความสะดวกในการทำงานของทีมสืบสวน

อย่างไรก็ตาม คดีนางนัยนา กลายเป็นปมปริศนาที่ขบไม่แตก ตำรวจที่ระดมมาทำงานไม่สามารถคลี่คลายคดีนี้ได้ แม้จะมุ่งเพียงประเด็นเดียวคือเรื่องมรดกพันล้าน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถจับคนร้ายได้

และยังเกิดการปีนเกลียวระหว่างตำรวจนครบาล และกองปราบปรามด้วย

โดยห้วงแรกที่นครบาลเข้ามาทำคดีมีรายงานว่าพุ่งเป้าไปยังทายาทบางคนของธรรมวัฒนะ ซึ่งไม่พอใจที่ให้สิทธิ์นางนัยนาในกองมรดกเช่นเดิม ทั้งๆที่แม่ก็ทำพินัยกรรมตัดออกไปแล้ว ทำให้ฝ่ายธรรมวัฒนะร้องเรียนผู้ใหญ่ทำนองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมขอให้กองปราบฯเข้ามาทำคดีแทน

ชุดกองปราบฯสอบสวนแล้ววางน้ำหนักไปที่พ.ต.ต.สมาน

แต่ท้ายที่สุดทั้งชุดนครบาลและกองปราบฯก็ไม่มีหลักฐานสาวไปถึงฆาตกรตัวจริง มีเพียงการคาดเดาไปต่างๆนานา ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการตายของนางนัยนา!??


อีก 1 ปีให้หลัง"ผู้ใหญ่แดง"นายเทอดชัย พี่ชายคนโตก็ถูกคนร้ายดักอุ้มไปจากสนามบินดอนเมืองพร้อมกับลูกน้องคนสนิท ตำรวจเชื่อว่าสาเหตุมาจากปมมรดก และการตามจิกคดีน้องสาวถูกฆ่าโดยไม่วางมือ


ต่อมาตำรวจสืบพบว่าเป็นฝีมือของตำรวจชั้นประทวน 3 นายจากสน.ดอนเมือง, สน.ดุสิต และสน.ทุ่งมหาเมฆ ซึ่งมีการเปิดเผยว่าทั้งหมดล้วนเป็นลูกน้องเก่าพ.ต.ต.สมาน ทั้งสิ้น!??

ตำรวจ 2 นายหายตัวไปอย่างลึกลับ จนเชื่อว่าอาจจะโดนป่นไปแล้ว


อีกคนถูกจับแต่ได้รับการประกันตัว จากนั้นไม่นานถูกรถชนตาย ส่วนรถคู่กรณีหลบหนีและคดีก็เงียบหายไป

ในส่วนของคดีนางนัยนา ยังไม่จบแค่นั้นเพราะเกิดเหตุตามมาอีก โดยพ.ต.ต.สมาน ทำเรื่องฟ้องศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกของภรรยา

แต่ฝ่ายพี่น้องไม่ยอมต่อสู้กันนานหลายปี ศาลตัดสินให้พ.ต.ต.สมาน แพ้ความเมื่อปี
2538

ถัดจากนั้น 2 วันพ.ต.ต.สมาน ซึ่งขณะนั้นครองยศพ.ต.ท.และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น"ภาสกร เกตุอำนวยผล" ตำแหน่งสวป.สภ.อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ถูกคนร้ายลอบวางระเบิดรถเบนซ์พังยับ โดยพ.ต.ท.สมาน หรือภาสกร รอดตายมาได้เนื่องจากไม่ได้อยู่ในรถ!
??

ชนวนเหตุที่ตั้งเอาไว้ก็มาจากเรื่องคดีนางนัยนานั่นเอง และเช่นกันไม่สามารถปิดคดีลงได้


นับจากการตายของนางนัยนา เมื่อปี 2533 ที่ผ่านมา มีการพูดถึงอีกหลายครั้งไม่ว่าจะกรณีอุ้มผู้ใหญ่แดง หรือวางระเบิดรถเบนซ์พ.ต.ท.สมาน

รวมทั้งสมัยที่นายห้างทอง เสียชีวิตใหม่ๆ ก็มีการเอ่ยถึงอยู่บ้าง แต่ในลักษณะเป็นหนึ่งในอาถรรพ์ของตระกูลธรรมวัฒนะ

เพิ่งจะมามีคราวล่าสุดนี้ที่มีการเรียกร้องรื้อคดีฆาตกรรมนางนัยนา ขึ้นมาทำใหม่ แต่ดูเหมือนจะไม่มีเสียงตอบรับมากนัก

ดูแล้วคดี"นัยนา ตามประกอบ" คงต้องเป็นปริศนาตลอดไป!??

รายงาน"ลับ"ในมือนายกฯ "ห้างทอง"ถูกฆาตกรรมอำพราง

มติชนรายวัน วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9370

รายงาน


หมายเหตุ : เป็นรายงานบันทึกข้อความของหน่วยพฤติกรรมศาสตร์ กองปราบปราม มี พ.ต.อ.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม(ผกก.2ป.) เป็นหัวหน้าหน่วย ได้สืบสวน และวิเคราะห์พฤติกรรมการเสียชีวิตของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ในทางลับ ตามคำสั่งของ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ซึ่งบันทึกรายงานข้อความนี้เป็นบันทึกส่วนหนึ่งที่ พล.ต.อ.สันต์เสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบ ประกอบรายงานผลสรุปของคณะกรรมการสอบสวนพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ก่อนจะมีการขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในคดี



ตามคำสั่งที่ให้หน่วยพฤติกรรมศาสตร์ สืบสวนและวิเคราะห์พฤติกรรมการเสียชีวิตของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ที่บ้านเลขที่ 299/9 หมู่ 7 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ เมื่อ 6 ก.ย. 2542 เวลาประมาณ 03.30 น.นั้น กระผมขอสรุปรายงานผลการปฏิบัติพร้อมทั้งความเห็น มายังท่านเพื่อโปรดพิจารณาดังต่อไปนี้

1.ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2542 เวลาประมาณ 03.35 น. พลฯ วิชาญ บุญธรรม จนท.กก.ศร.บก.สปพ. ได้รับแจ้งจากทางโทรศัพท์ จากนางมัลลิการ์ และนายบุญชัย หลีระพันธ์ ด้วยความไม่แน่ใจว่า มีเหตุนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ฆ่าตัวตาย ที่บ้านที่เกิดเหตุ เมื่อ พ.ต.ท.ฉลอง สุขจันทร์ สวป.ฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.บางเขน เดินทางไปยังที่เกิดเหตุในเวลา 03.48 น. พบนายนพดลฯ ยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าห้องที่เกิดเหตุ และนางมัลลิการ์ฯ นั่งร้องไห้อยู่บริเวณเดียวกัน จึงได้ทำการรักษาสถานที่เกิดเหตุไว้ และในเวลา 05.20 น. ของวันเดียวกัน จนท.กองพิสูจน์หลักฐานเดินทางมาถึง และทำการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพประกอบ สำหรับการคลี่คลายคดีนี้ ตร.จึงมีคำสั่งคณะทำงานสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานในคดี และสรุปผลการสอบสวนได้ว่าการเสียชีวิตของนายห้างทองฯ เป็นการฆ่าตัวตาย ส่งสำนวนการชันสูตรพลิกศพในกรณีที่ความตายมิได้เป็นผลแห่งการกระทำผิดอาญาไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตาม ป.วิ อาญา มาตรา 156 ต่อมา พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผกก.2ป. ตรวจสอบและค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายห้างทองฯ ซึ่งในวันที่ 1 ส.ค.2545 พ.ต.อ.พงศ์พัฒน์ฯ จึงสั่งการให้หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ เข้าทำการตรวจสอบ และรายงานผลการปฏิบัติให้ทราบ
2.การดำเนินการ

จนท.หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ ได้นำความรู้ เทคนิควิธีการสมัยใหม่ ตั้งแต่แนวความคิดในการตรวจสอบคดี การใช้ความรู้ด้านอาชญาวิทยา (Criminology), การศึกษาพฤติกรรมอาชญากรด้านจิตศาสตร์ (Behavioral Psychology), ความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์ (Forenisc Sciences) โดยเน้นไปที่การใช้หลักฐานทางด้านกายภาพ (Physical Evidence) รวมถึงการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยต่างๆ

ผลการดำเนินการเบื้องต้น จากการสืบสวน พบว่า นายห้างทองฯ ก่อนเสียชีวิต ในวันที่ 5 ก.ย.2542 เวลาประมาณ 09.00 น. ไปตัดผมที่ร้านประจำในหมู่บ้านอัมรินทร์ ข้าง สน.บางเขน ระหว่างนั้นนายณรงค์ วีระศิริ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของนายนพดลฯ โทรศัพท์มาพูดคุยด้วยประมาณ 30 นาที หลังจากตัดผมเสร็จ จึงเดินทางแวะไปยังบ้านที่เกิดเหตุ พร้อมกับคนขับรถ เมื่อเข้าไปภายในบริเวณบ้าน นายห้างทองฯ ถือซองสีน้ำตาล ภายในมีปืนกระบอกเล็ก (คิงส์-คอบรา)ไปด้วย โดยบอกให้คนขับรถนำกระเป๋าเจมส์บอนด์เล็กซึ่งภายในมีปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 ม.ม. ยี่ห้อบาเร็ตต้า ของตนไปด้วย และกำชับให้คนขับรถเฝ้ารออยู่ข้างล่างภายในบ้านจากนั้นได้ขึ้นไปที่ชั้น 3 ของบ้าน จนกระทั่งเวลาประมาณ 18.00น. นายห้างทองฯ จึงกลับลงมา พร้อมกับมีท่าทีที่วิตกกังวล พร้อมถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ ดังกล่าว และซองสีน้ำตาลกลับมาด้วย

ต่อมาเวลาประมาณ 18.15 น. ของวันเดียวกัน นายห้างทองฯ ได้กลับไปที่บริษัท เกท ออโต เซอร์วิส ซึ่งเป็นที่พักของนายห้างทอง และนำกระเป๋าเจมส์บอนด์เล็ก, ซองสีน้ำตาล, เอกสารต่างๆ ถือติดตัวขึ้นลิฟต์ไปยังห้องพักที่อยู่ชั้น 5 ของบริษัท ก่อนที่จะเข้าห้องพัก มีแม่บ้านช่วยถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ รวมทั้งเอกสารต่างๆ เข้าไปวางไว้บนโต๊ะทำงาน ภายในห้องนอน จากนั้นนำน้ำเปล่า 1 แก้ว, นมเปรี้ยว 1 กล่อง และผลไม้ 1 จาน ซึ่งมีมะละกอ ส้มโอ มาให้รับประทาน

จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. นายห้างทองฯได้ใช้ให้แม่บ้านออกไปซื้อข้าวผัด จากร้านค้าข้างบ้านมาให้ และรับประทาน เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. โดยขณะนั้นนายห้างทองฯ ได้รับประทานผลไม้ และนมเปรี้ยวที่นำมาให้ในตอนแรกหมดไปแล้ว ต่อมาเวลาประมาณ 21.00 น. นายห้างทองฯ เรียกให้แม่บ้านเข้าไปเก็บจานข้าว ซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 2 ใน 3 ส่วน เนื่องจากพฤติกรรมการกินของนายห้างทองฯ นั้นเป็นคนกินน้อย รักษารูปร่าง รักษาสุขภาพของตนอยู่เสมอ ในเวลาประมาณ 22.30 น. นายห้างทองฯ ลงลิฟต์มา และเดินสำรวจตรวจดูบริเวณภายในที่จอดรถที่มีอยู่หลายคันประมาณ 10 นาที ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติจากนั้นขับรถยนต์ของตนออกจากบ้านไปโดยลำพัง แล้วไม่ได้กลับมาที่ที่พักอีก จนกระทั่งมีผู้แจ้งว่านายห้างทองฯ เสียชีวิตในบ้านที่เกิดเหตุ ตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้น

จากการสืบสวนตรวจสอบ พบว่าสถานที่เกิดเหตุในคดีนี้มีลักษณะถูกจัด (Organized) และมีการวางแผนไว้เป็นอย่างดี สถานที่เกิดเหตุอยู่ในห้องพักของผู้ต้องสงสัย ซึ่งสามารถที่จะควบคุมให้เป็นไปตามต้องการได้เวลาที่เกิดเหตุเป็นเวลาดึกสงัด ตรวจสอบแล้วไม่พบว่านายห้างทองฯ มีโรคประจำตัวร้ายแรงแต่อย่างใด ในการแจ้งเหตุครั้งนี้ ผู้ต้องสงสัยไม่ได้เป็นผู้แจ้งด้วยตนเอง ซึ่งตรงกับการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการจากต่างประเทศที่พบว่า คดีฆาตกรรมอำพรางในครอบครัวจะเกิดขึ้นในบ้านพัก หรือที่พักของผู้ต้องสงสัย หรือเหยื่อ เนื่องจากผู้ต้องสงสัยหรือผู้กระทำผิด จะสามารถควบคุมและจัดการกับที่เกิดเหตุได้ และลักษณะที่เกิดเหตุจะเป็นลักษณะที่เกิดเหตุแบบจัด (Organized) ซึ่งชี้ถึงการวางแผนเป็นอย่างดี ผู้ต้องสงสัยจะไม่ไปไหน แต่จะพยายามผลักเรื่องราว หรือสถานการณ์ช่วงสำคัญออกจากตัว โดยนายนพดลฯ อ้างว่าขณะที่นายห้างทอง ใช้อาวุธปืนยิงตัวตายนั้น ตนกำลังชงเครื่องดื่มเนสวิต้าอยู่ในห้องครัว นอกห้องที่เกิดเหตุ ในการวิเคราะห์ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ โดยใช้หลักการกระเซ็นของเลือด (Bloodstan patterns) ประกอบ มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้


1.
พบเลือดบริเวณใบหน้าด้านซ้าย ทิศทางการไหลออกจากจมูกย้อนไปทางแก้ม และหน้าผาก, จากปากมีทิศทางการไหลลงเป็นเส้นๆ ไปที่ลำคอด้านหน้าซ้าย, พบเลือดจำนวนมากอยู่บริเวณไหล่ และลำตัวด้านซ้าย, ที่พื้นด้านล่างของเก้าอี้ตัวที่นายห้างทองฯ นั่งเสียชีวิต ยังมีกองเลือด (Pool) ในปริมาณมาก พบบาดแผลรอยกระสุนเข้าที่บริเวณขมับขวา ไม่มีบาดแผลรอยกระสุนทะลุออก ชี้ให้เห็นศีรษะของนายห้างทองฯ ขณะที่ถูกกระสุนปืนเสียชีวิต ควรอยู่ในลักษณะเอียงคอไปทางซ้ายโดยปาก และจมูกอยู่ชิดหัวไหล่ซ้ายค้างอยู่ในระยะเวลาพอสมควร และกองเลือดที่พบบนพื้นหลังเก้าอี้ฯ แสดงว่ามีการเสียเลือดในปริมาณมากในช่วงที่ศีรษะของนายห้างทองฯ อยู่ในตำแหน่งแหงนกลับไปทางด้านหลัง สรุปว่าขณะที่ถูกยิงจะต้องมีการเคลื่อนไหวที่ศีรษะถึง 2 จังหวะ

2.
ที่บริเวณหน้าผากเหนือคิ้วซ้าย ซึ่งมีร่องรอยการไหลของเลือดไปทางด้านหลังศีรษะ มีลักษณะเหมือนถูกกด หรือ สัมผัส โดยอธิบายได้จากจุดเล็กๆ ของเลือดบางส่วนที่เหลือจากการกด หรือสัมผัส

3.
หยดเลือดที่พบบนกล่องกระดาษทิสชู มีรูปร่างค่อนข้างกลม และเห็นได้ชัด แสดงถึงการหยดในระยะใกล้ ทำมุมเกือบตั้งฉากกับพื้น ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งการกระเซ็นของเลือดจากศพนายห้างทองฯ

4.
หยดเลือดลักษณะค่อนข้างกลม บนโต๊ะกระจกใกล้กล่องกระดาษทิสชูแสดงถึงการหยดในระยะใกล้ ทำมุมเกือบตั้งฉากกับพื้น ไม่สามารถกระเซ็นจากศพนายห้างทองฯได้ เนื่องจากตำแหน่งของหยดเลือดดังกล่าวได้ถูกบังโดยกล่องกระดาษทิสชู

5.
การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่บริเวณห้องเกิดเหตุ โดยปกติเก้าอี้สีเขียวแบบเดียวกันอีก 1 ตัว จะวางอยู่ตรงกันกับตำแหน่งที่นายห้างทองฯ นั่งเสียชีวิตแต่ปรากฏว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบเก้าอี้ดังกล่าวตั้งอยู่ด้านหลังทางซ้ายมือของศพ ชิดผนังห้อง

6.
บนโต๊ะกระจกในที่เกิดเหตุ ตรวจพบที่เขี่ยบุหรี่ ซึ่งมีก้นบุหรี่สีเขียว ยี่ห้อมาร์โบโร่ จำนวนหนึ่งและข้างๆ ที่เขี่ยบุหรี่มีกระป๋องน้ำอัดลม ซึ่งภายในก็มีก้นบุหรี่ซึ่งถูกเขี่ยทิ้งลงไปอีก 13 มวน, จากตำแหน่งการวางของน้ำอัดลม กระป๋องน้ำอัดลม ที่เขี่ยบุหรี่, รอยยุบของโซฟา และหมอนสีขาว ที่วางอยู่บนโซฟาในที่เกิดเหตุ พบถ้วยกาแฟ 3 ถ้วย วางบนชั้นวางของ ข้างเก้าอี้ไม้สีน้ำตาล หน้าห้องที่เกิดเหตุ โดยถ้วยกาแฟ 2 ถ้วย วางอยู่บนจานรอง ส่วนอีก 1 ถ้วย ไม่ได้วางอยู่บนจานรอง ซึ่งอยู่ด้านหลังถ้วยกาแฟ 2 ถ้วยแรก เชื่อว่าน่าจะมีบุคคลอย่างน้อย 3 คนอยู่ภายในห้อง ก่อนที่จะเกิดเหตุ

ข้อมูลที่ได้จากพยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่นๆ ได้นำหลักวิชาตรรกวิทยาแบบนิรนัยอธิบายได้ว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.15 น. ของวันที่ 5 ก.ย.2542 นายห้างทองฯ ได้นำกระเป๋าเจมส์บอนด์ ภายในมีปืนพกสั้น บาเร็ตต้า ขนาด 9 ม.ม. ออโตเมติก ใส่ในซองผ้ารูปหัวใจ มีซิปรูด ขึ้นไปเก็บไว้บนห้องพักของตน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบกระเป๋าเจมส์บอนด์ใบดังกล่าวที่อยู่ในห้อง ไม่พบอาวุธปืน พบเพียงซองรูปหัวใจฯ ประกอบกับไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นนายห้างทองฯ มีอาวุธปืนรีวอลเวอร์ที่ใช้ก่อเหตุมาก่อน และจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนออโตเมติก ของนายห้างทองฯ วางอยู่ในช่องเก็บของข้างประตูด้านหน้าขวาของรถยนต์คันที่นายห้างทองฯ ขับออกจากบ้านพักก่อนที่จะเกิดเหตุ ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่านายห้างทอง ได้นำอาวุธปืนออโตเมติกฯติดตัวออกจากบ้านพัก

-
นายห้างทองฯ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำอาวุธปืนรีวอลเวอร์อีกกระบอกติดตัวมาด้วย

-
การแต่งกายของนายห้างทองฯ ซึ่งไม่คาดเข็มขัด ก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการพกอาวุธปืนถึง 2 กระบอกไว้เอว

-
อาวุธปืนรีวอลเวอร์ฯ และอาวุธปืนออโตเมติกฯ มีน้ำหนักประมาณกระบอกละ 1 ก.ก.

-
หากนายห้างทองฯ ใช้อาวุธปืนรีวอลเวอร์ ยิงตัวตาย นายห้างทองฯ จะต้องพกอาวุธปืนถึง 2 กระบอกที่เอวขณะที่ออกจากบ้านพักไป

ทางวิชาการ ในแง่อาชญาวิทยา คนที่จะตัดสินใจฆ่าตัวตายได้แบ่งออกเป็น 3 กรณีคือ

-
พวกที่มีความรู้สึกผูกพันกับส่วนรวม (Altruisttic) คือพวกที่รู้ว่าตนเอง สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น จึงตัดสินใจฆ่าตัวเองตาย เพื่อให้ส่วนที่เหลือมีชีวิตรอด

-
พวกที่มีบุคลิกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว (Egotistic) พวกนี้แยกตัวเองออกจากกลุ่มฯ ไม่ผูกพันกับใคร จะลงโทษตัวเองเมื่อเกิดอาการเครียด ซึ่งนายห้างทองฯไม่ใช้วิธีนี้แน่นอน เนื่องจากมีสิ่งบอกเหตุ เช่น กำลังจะแต่งงาน, เป็น ส.ส. มีผู้คนนับหน้าถือตา มีหน้าที่ และความรับผิดชอบ

-
เกิดการเปลี่ยนแปลงฉับพลันทันที (Anomic suicide) คนที่ฆ่าตัวตาย จากสาเหตุนี้น่าจะมาจากมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น ล้มละลาย ไม่ทราบว่าจะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร โดยจะต้องมีสัญญาณบ่งชี้ด้วย กรณีของนายห้างทองฯ ไม่มีเหตุบ่งชี้ใดๆ ทั้งเรื่องปัญหามรดกที่เกิดขึ้นภายในตระกูล ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ส่วนกรณีประเด็นปลอมเอกสารนายห้างทองฯ ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับอธิบดีผู้พิพากษาคนหนึ่ง ซึ่งมีทางออกให้แล้ว เป็นพฤติกรรมของคนพร้อมจะสู้กับปัญหาไม่ได้หนีปัญหา

จากพยานหลักฐาน และการดำเนินการตามหลักการข้างต้น ไม่มีความสอดคล้องระหว่างเรื่องราว และเหตุการณ์ต่างๆ ไม่มีเหตุทำให้นายห้างทองฯ ฆ่าตัวตาย ผู้สืบสวนจึงสรุปว่า การเสียชีวิตของนายห้างทองฯ จึงเป็นผลมาจากการฆาตกรรม

4.
ข้อสังเกต

4.1
การสอบปากคำ และซักถามพยาน ไม่ได้กระทำภายใต้หลักการที่ถูกต้อง ทำให้ข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน เช่น การสอบปากคำนางสาคร คำพระไม พยานซึ่งเป็นแม่บ้านของนายห้างทองฯ พยานเกิดความกลัว และกังวล บางประเด็น มีลักษณะการถามนำ ก็ไม่กล้าที่จะโต้แย้ง และปล่อยเลยตามเลยไป จึงทำให้ไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง

4.2
การสรุปด้านตรรกวิทยา เป็นลักษณะการสรุปโดยไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดและเพียงพอ

4.3
การตรวจที่เกิดเหตุ เทคนิคที่นำมาใช้เป็นเทคนิคเดิมซึ่งไม่สามารถตรวจพิสูจน์ให้ลึกซึ้งได้เท่ากับการบูรณาการที่เกิดเหตุ (Crime Reconstruction) ซึ่งเป็นเทคนิคสมัยใหม่

4.4
ความไม่สอดคล้องและตรวจไม่พบข้อบ่งชี้ที่แน่ชัด

4.5
อาวุธปืนที่อ้างว่านายห้างทองฯ ใช้ยิงตัวตายเป็นลักษณะการอ้างข้อพิสูจน์ที่ต้องพิสูจน์ เช่น การตรวจสอบถึงแหล่งที่มาไม่ชัดเจนซึ่งไม่สามารถชี้ได้ว่าเป็นของนายห้างทองฯ จริง
5.ข้อเสนอในการดำเนินคดี

5.1
จัดให้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษตามระเบียบ กฎหมาย

5.2
ดำเนินการสอบสวนในเรื่องอาวุธปืน ทั้งด้านข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย

5.3
นำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น การกระเซ็นของเลือด ความรู้ด้านจิตวิทยามาอธิบาย ซึ่งในข้อเท็จจริง ในการดำเนินคดีประเภทนี้โดยทั่วไปพบว่ามีการใช้หลักฐานทางกายภาพ (Physical Evidences) เพียง 5-25 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นการอธิบายทางพฤติกรรม, ทางจิตวิทยา ตรรกวิทยา ซึ่งถ้าอธิบายด้วย เหตุหลักการและด้วยผลที่ชัดเจน ก็สามารถพิสูจน์ได้ เพราะมีหลักวิชาการซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์รองรับและทั้งอัยการ ศาลก็รับฟัง ตัวอย่างเช่นคดี พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ ซึ่งมีการนำเอาหลักพฤติศาสตร์มาอธิบายหรือคดีนางณัฐกานต์ อนะมาน ซึ่งศาลประทับรับฟ้อง และคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ และพิจารณาตามลำดับ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

เปิดบันทึก"ลับ" ผลการชันสูตรศพ"ห้างทอง" คลี่ปมขัดแย้ง"ทีมผ่าชุดเก่า-ใหม่"

คอลัมน์ เครื่องเคียง

ยังเป็นที่กังขังว่าผลการชันสูตรศพของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ครั้งใหม่ที่มีคณะของ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม นั้นแตกต่างจากคณะกรรมการชันสูตรศพนายห้างทองครั้งเก่า ซึ่งมี พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ชัยประเสริฐ เป็นประธานคณะกรรมการ หรือไม่อย่างไรนั้น

จึงขอนำผลชันสูตรศพนายห้างทองของคณะกรรมการชุด พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ที่ทำการชันสูตรและรายงานผลให้คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทราบ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2542 มานำเสนอซึ่งมีผลรายละเอียดดังนี้

-
สภาพศพภายนอก

ศพชาย วัยกลางคน ผิวขาว รูปร่างสันทัด สวมเสื้อซาฟารีแขนสั้นสีดำ กางเกงขายาวสีดำ ไม่ผ่านการรักษา สภาพศพแข็งตัวบางส่วน

-
บาดแผลภายนอก

1.
บาดแผลผิวหนังทะลุบริเวณขมับขวา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.9 ซ.ม.ระดับขอบบนใบหูหน้าต่อใบหู 2.5 ซ.ม.

2.
บาดแผลฟกช้ำบริเวณต้นขาซ้ายด้านหน้าขนาด 2.5 คูณ 2 ซ.ม.

-
การตรวจภายใน

ศีรษะ- พบรอยช้ำใต้หนังศีรษะบริเวณใต้บาดแผลและท้ายทอยขวา

กะโหลกศีรษะด้านขวาแตกเป็นเสี่ยง ฐานกะโหลกศีรษะแตก

บาดแผลที่ 1 ทะลุกกะโหลกศีรษะด้านขวา พบเขม่าใต้หนังศีรษะและติดขอบกะโหลกศีรษะ ทะลุสมองน้อย ,สมองใหญ่ด้านขวา ก้านสมองฉีกขาดพบพลาสติกใส, เศษพลาสติกสีน้ำเงิน, เศษตะกั่วเล็กๆ จำนวนมากในเนื้อสมอง ทิศทางจากขวาไปซ้าย,แนวระดับ,แนวข้างลำตัว

คอ - ลิ้นปกติ กระดูกสันหลังคอปกติ กล่องเสียงปกติ กระดูกกล่องเสียงปกติ หลอดลมปกติ

อก - ไม่พบเลือดในช่องเหยื่อหุ้มปอด ไม่พบเลือดในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ กระดูกซี่โครงทั้งสองด้านปกติ ปอดทั้งสองข้างปกติ หัวใจปกติ เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจปกติ

ท้อง - ไม่พบเลือดในช่องท้อง ตับ ม้าน ไตสองข้างปกติ ในกระเพาะอาหารพบกากส้มปริมาณเล็กน้อย

ผลการตรวจหาแอลกอฮอล์ - ตรวจไม่พบแอลกอฮอล์ ชนิด Ethyl alcohol จากตัวอย่างเลือด

ผลการตรวจหาสารเสพติด - ตรวจไม่พบยาเสพติด

ผลการตรวจหาสารพิษ - ตรวจพบกลุ่ม Benzodiazepines จากตัวอย่างปัสาวะ ปริมาณ 0.61 Ug/ml as Oxzepam equivalent by EMIT ตรวจไม่พบยากลุ่ม Benzodiazepines จากตัวอย่างอาหารในกระเพาะ, ตรวจไม่พบสารระเหย,Ethanol ,Ether ,Chloroform และยากลุ่ม Halothane จากตัวอย่างเลือด, ตรวจไม่พบยาและเมตาโบไลต์จากเครื่อง Remedi HS จากตัวอย่างปัสสาวะ

ผลการตรวจเลือด - หมู่ โอ

ความเห็นเพิ่มเติม - ถูกยิง 1 นัด ระยะประชิด

เหตุตาย - บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง


ลงชื่อ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ชัยประเสริฐ ประธานกรรมการ พ.ต.อ.เลี้ยง หุยประเสริฐ กรรมการ พ.ต.ท.พรชัย สุธีรคุณ กรรมการ/เลขานุการ

รายงาน"ทีมเก่า" สรุปผลสืบสวนสอบสวน "ห้างทอง"ฆ่าตัวตาย!
รายงาน

หมายเหตุ - เป็นเอกสารประกอบการบรรยายสรุป ผลการสืบสวนสอบสวน กรณีนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชากรไทย เสียชีวิต ของพนักงานสอบสวนชุดที่มี พล.ต.ต.จงรัก จุฑานนท์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นหัวหน้า



จากแนวทางที่กำหนดไว้ในการสืบสวนสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของนายห้างทอง จำนวน 2 แนวทางคือ การถูกฆาตกรรมและการฆ่าตัวตาย นั้น จนถึงในขณะนี้จากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ได้จากการสืบสวนสอบสวน และจากการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาการ รวมทั้งความเห็นของผู้ชำนาญต่างยืนยันว่า ยังไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะยืนยันได้ว่า การเสียชีวิตของนายห้างทอง เป็นการฆาตกรรม โดยทั้งนี้มีเหตุผลกล่าวคือ

(1) สถานที่เกิดเหตุเป็นห้องพักส่วนตัวของนายนพดล ซึ่งอยู่บนชั้นที่ 4 ของบ้านที่เกิดเหตุ(บ้านธรรมวัฒนะ) ห้องดังกล่าวมีทางเข้า-ออก เพียงทางเดียวคือประตูที่อยู่หน้าลิฟต์ และในการตรวจหาร่องรอยหลักฐานทางวิทยาการจากผู้ชำนาญยืนยันว่าไม่พบร่องรอยของบุคคลอื่นนอกเหนือไปจาก นายนพดลกับนายห้างทอง ผู้ตาย รอยลายนิ้วมือแฝงที่พบจากกระป๋องบรรจุเครื่องดื่มยี่ห้อโค้ก ขวดน้ำดื่มตราสิงห์และอื่นๆ เป็นของนายนพดลกับผู้ตาย ไม่มีร่องรอยของบุคคลอื่น ทั้งบ้านที่เกิดเหตุก็มีการกวดขันตรวจตราในการเข้า-ออกอย่างเคร่งครัด มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยระวังตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการยากที่คนร้ายจะเข้าไปกระทำการ และหรือหลบหนีออกมาได้โดยไม่มีการถูกพบเห็น

(2)
ลักษณะท่าทางของศพและร่องรอยของโลหิตที่ปรากฏบนศพรวมทั้งบริเวณใกล้เคียง จากสภาพของศพที่นอนเสียชีวิตอยู่บนเก้าอี้นั่งแบบมีพนักพิงและเท้าแขน ศีรษะพาดห้อยอยู่กับขอบพนักพิงด้านหลัง เท้าทั้งสองข้างเหยียดไปด้านหน้า มีบาดแผลถูกกระสุนปืนบริเวณขมับขวาจำนวน 1 แห่ง โดยปรากฏว่ามีรอยโลหิตไหลเปรอะเปื้อนอยู่บริเวณศีรษะ ใบหน้าด้านซ้าย ลำตัวด้านซ้าย แขนและมือข้างซ้าย(หลังมือ)ก็มีโลหิตเปื้อนอยู่จำนวนมาก โดยที่มือขวายังคงถืออาวุธปืนที่เชื่อได้ว่าใช้ยิงเอาไว้และพาดอยู่บริเวณกลางลำตัวของผู้ตายค่อนมาทางด้านซ้าย หลังมือขวาปรากฏรอยโลหิตกระเซ็นเปื้อนอยู่จำนวนมาก รวมทั้งอาวุธปืนก็ปรากฏมีรอยเปื้อนของโลหิตจำนวนมากลักษณะไหลจากบนลงล่าง นอกจากพบกองเลือดขนาดใหญ่ บริเวณพื้นด้านล่างตรงกับบริเวณศีรษะของผู้ตายที่ห้อยพาดอยู่นั้น

กรณีนี้มีผู้ชำนาญทั้งจากกองพิสูจน์หลักฐานและสถาบันนิติเวชวิทยา มีความเห็นว่ามีความเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับท่าทางขณะยิง
และกระสุนปืนที่ใช้ยิงประกอบกับประสิทธิภาพของกระสุนลูกปรายที่ทะลุกะโหลกศีรษะเข้าไปบานกระจายทำลายเนื้อสมองทำให้เกิด
แรงดันเป็นเหตุให้เลือดและเศษสมองบางส่วนไหลทะลักออกมาทางช่องออกจมูกและรูหูทั้งสองข้าง

และจากกองเลือดที่ปรากฏที่บนพื้นด้านล่างแสดงว่าผู้ตายถึงแก่ความตายบนเก้าอี้ตัวดังกล่าว

(3) ผลจากการตรวจคราบเขม่าดินปืนของกองพิสูจน์หลักฐาน ระบุว่าตรวจพบธาตุแอนติโมนี่ และธาตุแบเรียม ที่มือทั้งมองข้างของผู้ตาย ในปริมาณที่เชื่อได้ว่าผู้ตายได้ยิงอาวุธปืนมาใหม่ๆ โดยพบที่มือขวาในปริมาณที่มากกว่ามือซ้าย ซึ่งผู้ชำนาญมีความเห็นว่าขณะยิงผู้ตายได้ใช้มือขวาปืนโดยมีมือซ้ายช่วยประคองไว

(4) คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้พยายามดำเนินการหาข้อเท็จจริงในทุกเรื่องแม้แต่ประเด็นที่ประชาชน
หรือสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตก็ได้ตรวจสอบจนหมด เช่น

4.1 นายห้างทอง ถูกลวงหรือมีการวางแผนเรียกตัวไปฆ่า จากการตรวจสอบการติดต่อของผู้ตายทางโทรศัพท์ก่อนถึงแก่ความตายย้อนหลัง 24 ชั่วโมงพบว่าเป็นการติดต่อสื่อสารกับบุคคลซึ่งรู้จักมักคุ้นและพูดคุยกันในเรื่องของธุรกิจกับเรื่องส่วนตัว มิได้ปรากฏว่ามีการนัดหมายให้พบกับนายนพดล หรือกับบุคคลใดในวันเกิดเหตุ

4.2 นายห้างทอง ถูกทำให้หลับไม่รู้ตัวหรือหมดสติโดยการวางยาในอาหารหรือเครื่องดื่มหรือการใช้ยาสลบโป๊ะ จนหมดสติจากนั้นนำอาวุธปืนที่เห็นใส่มือข้างขวาจับให้ยิงตัวเองขณะอยู่บนเก้าอี้ดังกล่าว ในประเด็นนี้แพทย์จากสถาบันนิติเวชวิทยายืนยันว่าตรวจไม่พบสารพิษใดๆ หรือยาสลบในร่างกายหรือเลือดของผู้ตายเพียงแต่พบสารซึ่งเป็นส่วนประกอบของยากล่อมประสาทโดยตรวจพบในปัสสาวะของผู้ตาย แต่มีปริมาณเล็กน้อย ไม่อาจทำให้ร่างกายเกิดสภาวะ ง่วงซึม หรือสะลึมสะลือได้ นอกจากนี้ผู้ชำนาญจากกองพิสูจน์หลักฐานยืนยันว่าจากการตรวจหาสารพิษในวัตถุพยานต่างๆ ที่พบในที่เกิดเหตุแล้ว ไม่พบว่ามีสารพิษใดๆ อยู่ในวัตถุพยานเหล่านั้น ดังนั้น นายห้างทอง จึงไม่ได้ถูกวางยาให้หลับหรือหมดสติและรอยโลหิตที่ปรากฏบนหลังมือขวาย่อมจะไม่เป็นไปตามที่เห็นหากเป็นการจับมือให้ยิงตัวเอง

4.3 นายห้างทอง ถูกคนร้ายใช้กำลังบังคับจับมือให้ถืออาวุธปืนยิงตัวเองประเด็นนี้จะเป็นไปได้ก็จะต้องมีการใช้กำลังและผู้ลงมือต้องมีมากกว่าหนึ่งคน ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะต้องปรากฏร่องรอยของการต่อสู้ขัดขืน และร่องรอยของคนอื่นๆ ในที่เกิดเหตุ นอกจากนายนพดลกับผู้ตาย แต่ผู้ชำนาญยืนยันว่าไม่ปรากฏร่องรอยดังกล่าว และรอยของโลหิตที่ปรากฏบนหลังมือก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการบังคับจับมือยิงตัวเอง

4.4 คนร้ายได้ฆ่านายห้างทอง โดยใช้อาวุธปืนยิงจากที่อื่นแล้วนำศพพร้อมอาวุธปืนมาจัดวางไว้ในลักษณะที่พบเห็นในประเด็นนี้เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญจากกอง
พิสูจน์หลักฐานมีความเห็นยืนยันว่าในที่เกิดเหตุไม่มีรองรอยหรือหลักฐานของการเคลื่อนย้ายศพผู้ตายจากที่อื่นมายังที่เกิดเหตุ
และไม่ปรากฏพบร่องรอยหยดเลือดจากที่อื่นนอกเหนือจากที่เกิดเหตุเท่านั้น รวมทั้งจากกองเลือดที่อยู่บนพื้นด้านล่างบริเวณศีรษะ
ของผู้ตายแสดงให้เห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายบนเก้าอี้ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น

4.5
นายห้างทอง ถูกลอบยิงด้วยอาวุธปืนในขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำให้ถึงแก่ความตายในทันที ในประเด็นนี้ผู้ชำนาญมีความเห็นยืนยัน
ว่าหากเหตุการณ์เป็นเช่นที่กล่าวข้างต้น สภาพศพและร่องรอยบาดแผลจะไม่เป็นไปตามที่ปรากฏ
เพราะลักษณะของบาดแผลที่พบเป็นรูกลมทะลุกะโหลกศีรษะโดยปรากฏคราบเขม่าที่บริเวณขอบทางเข้ากะโหลกศีรษะแสดงว่าการ
ยิงต้องมีลักษณะกดปากกระบอกอาวุธปืนชิดติดผิวหนัง ซึ่งกรณีนี้นายห้างทองย่อมจะต้องรู้ตัวและปัดป้องสภาพศพและลักษณะ
ของบาดแผลจะไม่เป็นไปตามที่ปรากฏให้เห็นแต่อย่างใด

4.6 นายห้างทอง ถูกยิงขณะหลับอยู่บนเก้าอี้ในประเด็นนี้ผู้ชำนาญมีความเห็นยืนยันว่าสภาพศพรอยกระเซ็นเปื้อนของโลหิตที่เกิด
ขึ้นจะไม่เป็นไปตามที่ปรากฏให้เห็น

4.7 ประเด็นเรื่องอาหารที่นายห้างทองรับประทานก่อนเสียชีวิต อาทิ บะหมี่สำเร็จรูป ผลไม้ น้ำอัดลม น้ำดื่ม แต่จากการตรวจศพไม่พบ
ส่วนของบะหมี่สำเร็จรูปนอกจากชิ้นส่วนของกากส้มเช้งจำนวนหนึ่ง ในกรณีนี้แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรมีความเห็นยืนยันว่า
อาหารจำพวกบะหมี่สำเร็จรูปจะทำขึ้นจากแป้งสามารถที่จะย่อยสลายได้ง่ายและระยะเวลาที่นายห้างทองรับประทานจนกระทั่งเสียชีวิต
นานพอที่จะทำให้การย่อยสลายนั้นสมบูรณ์หรือย่อยสลายหมดเว้นแต่ส้มเช้งที่มีกากและเส้นใยย่อยสลายได้ยากกว่าจึงคงเหลือปรากฏ
อยู่ในกระเพาะของผู้ตาย

4.8 อาวุธปืนที่พบไปอยู่กับนายห้างทองได้อย่างไร ทั้งที่นายห้างทองก็มีอาวุธปืนที่ใช้ประจำอยู่แล้ว ในประเด็นนี้จากการตรวจสอบที่มาของอาวุธปืนและสอบสวนพยานบุคคลที่ตรวจสอบแล้ว คำให้การมีความน่าเชื่อถือยืนยันว่า
ผู้ตายได้รับจำนำเอาไว้และขอซื้อเอาไว้เมื่อไปไถ่คืนและอาวุธปืนกระบอกผู้ตายได้รับจำนำเอาไว้และขอซื้อเอาไว้เมื่อไปไถ่คืนและ
อาวุธปืนกระบอก
นี้ผู้ชำนาญลงความเห็นว่า น่าเชื่อว่าเป็นกระบอกเดียวกับที่ใช้ยิงผู้ตาย

(5) พฤติกรรมก่อนเสียชีวิต นายห้างทองต้องประสบกับปัญหาความขัดแย้งในหมู่พี่น้อง ซึ่งเป็นทายาทของกองมรดกอยู่ตลอดเวลา จนถึงกับมีการฟ้องร้องเป็นคดีความต่อศาลหลายคดี แม้ตัวนายห้างทองเอง ก็ยังถูกฟ้องจำนวนหลายคดี ในฐานะที่นายห้างทองเป็นพี่คนโต แต่ไม่สามารถที่ควบคุมและทำความเข้าใจให้น้องทุกคนมีความสามัคคีปรองดองกันได้ ทำให้เกิดความเครียดจนถึงกับต้องใช้ยาคลายเครียดมาบำบัด ซึ่งพนักงานสอบสวนตรวจพบแผงยาที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้ในห้องส่วนตัวของนายห้างทองเป็นจำนวนมาก และผู้ชำนาญยืนยันว่าเป็นตัวยาชนิดเดียวกับที่ตรวจพบในปัสสาวะของนายห้างทอง หลังจากเสียชีวิต และจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับทายาทและตัวเองรวมทั้งผู้จัดการมรดก(นายสมัคร สุนทรเวช)ซึ่งถูกฟ้องให้ถอดถอน ซึ่งในกรณีนี้จะทำให้พฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องในอดีตที่ผ่านมาถูกเปิดเผย เป็นเหตุให้นายห้างทองมีความเครียดสะสมมากจนทำให้เกิดอาการที่แสดงออกทางกายภาพหลายประการ เช่น ขณะประชุมมีการลุกเดินเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง พูดน้อย มีอาการมือสั่นขณะเขียนหนังสือและลงลายมือชื่อ มีการแสดงอาการท้อแท้เบื่อหน่ายต่อสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่รวมทั้งฝากฝังสั่งเสียเรื่องที่ตนเองเป็นห่วงต่อผู้อื่น
พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกและชี้แสดงให้เห็นได้ว่านายห้างทอง มีความเครียดอย่างมากกับการหาทางออกเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ยุติ แต่ไม่สามารถหาทางออกได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจกระทำตัวเองเพื่อให้พ้นจากปัญหาและสภาวะแวดล้อมที่ทำให้เกิดความเครียดและกดดันเป็นอย่างมาก
ตารางเวลาความเคลื่อนไหวของนายห้างทอง

ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2542 เวลา 08.00 น.

จนกระทั่งถึงแก่ความตาย

วันที่ 5 กันยายน 2542

08.00
น. ตื่นนอนพบนางสาคร คำพระไมล์ แม่บ้าน จัดอาหารประกอบด้วย โจ๊ก ผลไม้ นมเปรี้ยว และน้ำดื่มให้รับประทาน


08.30
น. ได้พบและพูดคุยกับนายเสริมศักดิ์ ประมุข คนรู้จักคุ้นเคยกัน ซึ่งเดินทางมาพบกับนายห้างทอง ที่สำนักงานตามที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกิจ

09.30
น. ออกจากบ้านเลขที่ 77/27 หมู่ 7 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ โดยรถเบนซ์ เอส 500 หมายเลขทะเบียน 5ฬ-9119 มีนายพยัพ ล้อประโคน เป็นผู้ขับ และนางสาคร เป็นผู้หิ้วกระเป๋าที่ใช้อยู่ประจำไปส่งที่รถ

09.40
น. ถึงบ้านเลขที่ 299/9 หมู่ 7 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ พบและพูดคุยกับนายนพดล และนางมัลลิการ์

11.00
น. ประชุมร่วมกับนายนพดล ธรรมวัฒนะ นางมัลลิการ์ ธรรมวัฒนะ, นายณรงค์, นายอภินย์ ปุษปาคม โดยมี นางคินค้า แซ่เจีย เป็นผู้ดูแลและให้บริการ

12.00
น. ทานอาหารร่วมกับ นายนพดล, นางมัลลิการ์, นายณรงค์ และนายอภินย์

15.00
น. นายทรงศักดิ์ อึ้งภากรณ์(ทนายความของนายนพดล) เข้าไปร่วมประชุมกับนายห้างทอง, นายนพดล, นางมัลลิการ์, นายณรงค์ และนายอภินย์

17.00
น. ออกจาก 299/9 มาที่ 77/27 โดยรถยนต์คันเดิม คนขับคนเดิม

18.00
น. ถึงบ้าน 77/27 พบนางสาคร และนายพยัพ เดินไปส่งที่ลิฟต์ ขึ้นห้องพัก ซึ่งอยู่ชั้น 5

20.00
น. นางสาครซื้อข้าวผัดไปส่งให้นายห้างทองที่ห้องพัก


21.00
น. นางสาครไปเก็บจานมาทำความสะอาด ขณะนั้นนายห้างทองนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานแต่งกายด้วยชุดซาฟารีสีเข้ม(ดำ)

22.30
น. นายถนอม คำพระไมล์ รปภ.เห็นนายห้างทองออกมาเดินวนไปรอบๆ ลานจอดรถประมาณ 2-3 นาที แล้วกลับเข้าไปในบ้าน

22.35
น. นายถนอมเห็นนายห้างทองออกมาเดินวนไปที่ลานจอดรถอีกครั้ง จำนวน 2 รอบ ลักษณะเหมือนคนใช้ความคิด จากนั้นได้ขึ้นรถเบนซ์ 5ฬ-9119 กทม. ขับออกไปจากบ้าน โดยนายถนอมเป็นผู้เปิดประตู ขณะพบนายห้างทองออกมาทั้ง 2 ครั้ง ไม่พบว่ามีกระเป๋าหรืออาวุธปืนหรือสิ่งอื่นใดถืออยู่ในมือ


22.50
น. ถึงบ้าน 299/9 นายบุญเยี่ยม พลจันทร์ รปภ.เป็นผู้เห็นนายห้างทองขับรถเข้ามาคนเดียว และมีนายนพดล ให้การว่าได้พบและทักทาย แล้วแยกขึ้นห้องพักของตน โดยนายห้างทองเข้าห้องน้ำที่ชั้นล่าง

22.55
น. นายห้างทองไปพบนายนพดลที่ห้องเกิดเหตุ

23.00
น. นายประมวลนำบะหมี่สำเร็จรูปใส่น้ำร้อนไปให้ นายห้างทองรับประทานที่ห้องเกิดเหตุ โดยขณะนั้นนายนพดลก็อยู่ภายในห้องด้วย

วันที่ 6 กันยายน
2542

03.30
น.เศษ นายนพดลไปปลุกนายประมวล และนางมัลลิการ์ บอกว่านายห้างทองยิงตัวตายในห้องที่เกิดเหตุ


03.50
น. เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงห้องที่เกิดเหตุ พบนายห้างทองนอนเสียชีวิตอยู่บนเก้าอี้ในห้องที่เกิดเหตุ มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนที่ขมับขวาจำนวน 1 นัด

มติชน 06/11/46

พยานปากสำคัญคดีห้างทองโผล่ให้การ ผบก.ป.รุดสอบยอมรับมีผลทำให้สำนวนแน่นหนามากขึ้น ขณะที่ "ชาญชิต" เรียกอดีตพนักงานสอบสวน-นิติเวช ชี้แจง เผยผลสอบเทียบสำนวนเก่า-ใหม่คืบหน้าไปแล้ว 75 เปอร์เซ็นต์ เตรียมสรุปผลเสนอ ผบ.ตร.ศุกร์นี้ ด้าน "พงศ์เทพ" ค้านแนวคิดสันต์ยื้อสถาบันนิติเวชสังกัด สตช.

การสรุปสำนวนคดีฆาตกรรมนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชากรไทย เพื่อส่งให้พนักงานอัยการใกล้เข้ามาทุกขณะ เมื่อ พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ออกมาระบุว่า ขณะนี้เหลือการสอบปากคำพยานเพียงไม่กี่ปาก และยังปรากฏพยานบุคคลใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นพยานปากสำคัญ เนื่องจากสอบสวนแล้วพบว่ามีประโยชน์ต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก พยานสำคัญ 3 ปากโพล่ให้การ ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีว่า คงจะต้องรออีกระยะหนึ่งจึงจะสามารถสรุปคดีนี้ได้ ซึ่งระหว่างที่พนักงานสอบสวนเตรียมที่จะสรุปสำนวนนั้น ปรากฏว่ามีพยานบุคคลประมาณ 2-3 ราย ซึ่งถือว่าเป็นพยานใหม่ ได้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามา โดยร้องขอว่าไม่อยากเปิดเผยตัว เบื้องต้นตนได้ออกไปสอบปากคำพยานดังกล่าวนอกสถานที่ "ผมได้ออกไปพบพยานด้วยตัวเอง จากการสอบสวนปรากฏว่า พยานทั้งหมดถือได้ว่าเป็นพยานที่สำคัญมาก ทำให้พยานหลักฐานแน่นหนามากยิ่งขึ้น และทำให้ทราบว่าในช่วงเวลานั้นพยานเหล่านี้รู้เห็นอะไรมาบ้าง ส่วนจะเป็นพยานภายในบ้านหรือนอกบ้านนั้น คงไม่สามารถเปิดเผยได้ บอกได้เพียงว่าเป็นพยานปากสำคัญเท่านั้น ส่วนที่มองว่าทำไมพยานเพิ่งติดต่อเข้ามานั้น ผมไม่ทราบ และไม่อยากทราบ เมื่อเขาไม่ต้องการเปิดเผย ทางเราก็จะไม่รุกเร้า" พล.ต.ต.โกสินทร์ กล่าว เมื่อถามว่าพยานส่วนนี้จะสามารถขยายผลไปยังผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่นๆ ได้หรือไม่ ผบก.ป.กล่าวว่า รวมหลายๆอย่าง ทำให้เป็นประโยชน์สองทาง คือ ทำให้พยานหลักฐานแน่นหนามากขึ้น และจะทราบถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน “ตอนนี้ที่สำคัญคือ รวบรวมหลักฐานให้เพียงพอลงโทษผู้ต้องหาให้ได้ก่อน ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในคดีนั้น ผมเห็นว่ายังไม่สำคัญ เพราะยังมีเวลาสืบสวนจับกุมอีกตั้ง 16 ปี” พล.ต.ต.โกสินทร์ กล่าว "ชาญชิต" เรียกประชุมชุดสอบสำนวนเก่า-ใหม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับความเคลื่อนไหวคณะทำงานพิจารณาสำนวนการสอบสวนเดิมเปรียบเทียบกับการทำงานของพนักงานสอบสวนชุดใหม่ ซึ่งมี พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานนั้น ได้เรียกประชุมคณะกรรมการ อาทิ พล.ต.อ.สุพจน์ จีระพันธ์ รักษาการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ปรึกษาคณะทำงาน พล.ต.อ.ดรุณ โสตถิพันธุ์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ปรึกษาคณะทำงาน พล.ต.ต.ประพัฒน์ คนตรง ผู้บังคับการกองวิทยาการภาค 1 คณะทำงาน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้เชิญ พล.ต.ต.จักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีห้างทองชุดเดิม และ พ.ต.อ.น.พ.เลี้ยง หุยประเสริฐ รองผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา อดีตคณะแพทย์ผ่าชันสูตรพลิกศพนายห้างทอง เข้าชี้แจง

พล.ต.อ.ชาญชิต กล่าวว่า ขณะนี้การตรวจสอบคืบหน้าไปแล้วกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่ พล.ต.อ.ดรุณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการสอบสวน และยังเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.สุพาสน์ ที่เป็นกรรมการกฤษฎีกาคณะกฎหมายอาญา ซึ่งถือว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก นอกเหนือจาก รศ.น.พ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์ หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.วีระพงศ์ บุญโญภาส อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาช่วยคณะทำงานพิจารณาในครั้งนี้

สรุปผลส่ง "สันต์" ศุกร์นี้ "วันนี้ได้เชิญ รองหัวหน้าพนักงานสอบสวนชุดเดิมซึ่งได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวน ให้มาชี้แจงการปฏิบัติหน้าที่ให้คณะทำงานทราบ ซึ่งได้สอบถามเพิ่มเติมในบางประเด็นที่ยังสงสัยอยู่ และได้เชิญ พ.ต.อ.น.พ.เลี้ยง มาชี้แจงเพิ่มเติม ขณะนี้มั่นใจว่าน่าจะสามารถสรุปผลรายงาน พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร.ได้ทันภายในสัปดาห์นี้ ถ้าหากพบข้อบกพร่องคงจะไม่มีการช่วยเหลือ เพราะมีบุคคลภายนอกมาร่วมตรวจสอบด้วยอย่างใกล้ชิด" รอง ผบ.ตร. กล่าว ให้ศาลพิจารณาจะเชื่อสำนวนชุดไหน ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดเปลี่ยนจุดหักเหจากการสรุปสาเหตุการเสียชีวิตของนายห้างทองจากเดิมที่เป็นการฆ่าตัวตาย กลายมาเป็นการฆาตกรรมเกิดตรงจุดใด พล.ต.อ.ชาญชิต กล่าวว่า ได้สอบถาม น.พ.วิสุทธิ ฟองศิริไพบูลย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติเวชวิทยาจากแพทยสภา ได้รับคำตอบว่าโดยทางวิชาการแล้วสามารถเปลี่ยนความคิดเห็นได้ ซึ่งคณะทำงานต้องพิจารณาว่าเหตุใดจึงทำให้ผลสรุปออกมา จึงมีความเห็นที่แตกต่างกัน เรื่องนี้ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ข้อยุติจะอยู่ที่ชั้นศาลว่าจะเชื่อถือผลสรุปของชุดใดมากกว่า ต่อข้อถามว่า เมื่อนำข้อมูลทั้งสองชุดมาเปรียบเทียบแล้วผลประโยชน์จะไปตกอยู่กับจำเลยหรือไม่ พล.ต.อ.ชาญชิต กล่าวว่า พนักงานสอบสวนของชุดกองปราบปราม ก็มีความเชื่อมั่นในพยานหลักฐาน ซึ่งตนคงไม่ได้ก้าวล่วงเพราะเกรงว่าจะทำให้เสียความเป็นธรรม ขณะที่ พล.ต.อ.สุพาสน์ ระบุว่า เมื่อผลสรุปออกมาแตกต่างกัน ถือว่าเป็นสิ่งที่คณะทำงานต้องพิสูจน์ว่าเกิดจากเหตุใด ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอาจจะกระทบต่อสำนวนคดี "จงรัก" ยัน พนง.สอบสวนชุดเดิมไม่บกพร่อง ด้าน พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ในฐานะอดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการเสียชีวิตของนายห้างทอง เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวถือว่าจบไปแล้ว หลังชุดรื้อฟื้นคดีสรุปว่าเป็นการฆาตกรรม และไม่ใช่ความบกพร่องของพนักงานสอบสวนชุดเดิม เพราะเป็นการสรุปตามที่สถาบันนิติเวชได้สรุปมาว่า เป็นการฆ่าตัวตาย "เรื่องนี้จึงเป็นข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงานนิติเวชวิทยา กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พนักงานสอบสวนไม่มีส่วนรู้เห็น แต่มีผู้เชื่อมโยงให้เป็นเรื่องเดียวกัน ที่ผ่านมาคดีนี้ไม่ได้รับการติดต่อจากใคร รวมทั้งคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร และชุดเปรียบเทียบสำนวนของ พล.ต.อ.ชาญชิต เพื่อเข้าให้ข้อมูลในเรื่องนี้ แต่ผมกลับถูกมองว่าเบี้ยวนัดมาตลอด" ผบช.ภ.2 กล่าว "คดีการเสียชีวิตของนายห้างทอง มีคนพยายามเชื่อมโยงให้ผมเข้าไปเกี่ยวข้องให้ได้ คดีนี้ถือว่าจบไปแล้ว ผมไม่อยากจะพูดอะไรมากนัก" พล.ต.ท.จงรัก กล่าว

"พงศ์เทพ" ชี้ศาลรับฟังหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์

ขณะที่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการของกองพิสูจน์หลักฐาน และสถาบันนิติเวชวิทยาที่จะนำคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดี น.พ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ มาใช้ดำเนินการในคดีการเสียชีวิตของนายห้างทองว่า คดีของ น.พ.วิสุทธิ์ เป็นคดีที่ไม่มีประจักษ์พยานเห็นในขณะที่มีการฆ่ากัน ซึ่งคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นคดีแรกที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษโดยไม่มีพยาน เพราะยังมีคดีอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีฆาตกรรม หรือคดีปล้นทรัพย์ ซึ่งไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดแต่ศาลก็สามารถพิพากษาลงโทษไปแล้วหลายคดี "การพิสูจน์หลักฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์มีหลายอย่าง ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับที่มีความซับซ้อน ซึ่งคดีที่มีความซับซ้อนมากก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีทางนิติวิทยาศาสตร์ระดับสูงเข้ามาใช้ตรวจสอบ เพราะหากไม่นำวิธีดังกล่าวไปใช้ก็ไม่สามารถที่จะเอาความผิดได้ เนื่องจากลำพังพยานบุคคล พยานพื้นฐานทั่วไปไม่สามารถเอาอยู่" นายพงศ์เทพ กล่าว เขากล่าวอีกว่า ปัจจุบันเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบได้ ในอดีตแม้ว่าจะพบชิ้นส่วนของคนร้ายในที่เกิดเหตุ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นชิ้นส่วนของคนร้ายหรือไม่ แต่ปัจจุบันมีการนำเครื่องมือสมัยใหม่เข้ามาใช้ ถือว่ามีความจำเป็นและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ "การใช้พยานบุคคลเมื่อเข้าสู่ชั้นศาลแล้ว พยานโจทก์จะพูดอีกอย่างหนึ่ง พยานจำเลยจะพูดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะขัดกันแน่นอน ดังนั้นการพิสูจน์ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์จะสามารถช่วยได้ เนื่องจากจะทำให้ศาลมั่นใจว่าเมื่อพยานหลักฐานมาถึงศาลแล้วจะฟังตรงไหน" รมว.ยุติธรรม กล่าว ค้าน "สันต์" ยื้อ พฐ.-นิติเวชสังกัด สตช. ส่วนกรณีที่ ผบ.ตร.แสดงความมั่นใจว่า การที่มีกองพิสูจน์หลักฐานและสถาบันนิติเวชอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยไม่ต้องยุบรวมกับหน่วยงานอื่น ก็สามารถทำงานด้านอาชญากรรมให้มีประสิทธิภาพได้นั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจจะมองว่าทำให้เกิดความสะดวก แต่ต้องพิจารณาว่ามีปัญหาในการทำงานหรือไม่

"นิติวิทยาศาสตร์ต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา สั่งไม่ได้ เพราะถ้าสั่งให้ตรวจว่าตรงนี้เป็นดีเอ็นเอของใครก็หายนะเลย เพราะความยุติธรรมจะไม่เกิด แต่จะเกิดความอยุติธรรมแทน แต่ทุกหน่วยงานต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ว่าเขาทำถูกต้องตามหลักวิชาและมาตรฐาน ไม่มีใครสามารถไปสั่งเขาได้" นายพงศ์เทพ กล่าว

 

เอเดรียน  แมททิว

..............................................................................

แล้วเมื่อ 4 ปี ที่แล้วว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่เอเดรียน แมททิว วินิจฉัยว่าไม่ใช่การฆ่าตัวตายโดยเขาวินิจฉัยจากภาพถ่ายการเสียชีวิตของ
นายห้างทองโดยพิจารณาจากการกระจายตัวของคราบเลือดที่ปรากฏจากกระสุนปืน
ผลการวินิจฉัยของ เอเดรียน แมททิวซึ่งขัดกับผลสรุปของตำรวจ จนมีผู้คนอยากรู้ เอเดรียน เป็นใคร ขนาดพล.ต.ต.จักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยารองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลออกมาถามว่า "นายคนนี้เป็นใคร?
มีความน่าเชื่อถือได้
แค่ไหน?" จึงกล้าออกมารื้อฟื้นเรื่องน

.............................................................................

มาดูว่า เอเดรียน แมททิว เป็นใคร ตามประวัติในมหาวิทยาลัยสแตรธ-ไคลด์ "เอเดรียน แมททิว ธอร์นตัน ลินาเคอร์" เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์อาวุโส ประจำมหาวิทยาลัยสแตรธไคลต์ สอนที่ภาควิชา Pure and Applied Chemisty คณะ Forensic science และผู้บรรยายอาวุโสประจำหน่วยนิติวิทยาศาสตร์(เอฟเอสยู)แห่งมหาวิทยาลัยสแตรธไคล์ ประเทศอังกฤษ มีความเชี่ยวชาญในการใช้การวิเคราะห์"ดีเอ็นเอ"
(DNA)เพื่อตรวจสอบทางนิติเวชฯ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับการค้ายาเสพติดขณะนี้เขาเป็น 1 ใน 5 ของผู้เชี่ยวชาญเรื่องดีเอ็นเอของประเทศอังกฤษ และยังเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของการหาร่องรอยที่เกิดขึ้นในที่เกิดเหตุ

เอเดรียนยังเป็นผู้ที่บุกเบิกในการใช้ต้นหญ้าเป็นหลักฐานวัตถุพยานสำหรับสืบคดีจากผลงานวิจัยของเขาได้กลายเป็นหลักสูตรฝึก
อบรมวิเคราะห์ดีเอ็นเอในหน่วยเอฟเอสยูด้วย และผลงานการศึกษาของเขาได้ตีพิมพ์ลงในวารสารชั้นนำของโลกถึง 25 เรื่อง
และออกเป็นหนังสือมาแล้วถึง 7 เล่ม

เอเดรียนยังได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาการและเหรัญญิกของโครงการ Competence Assurance Project แห่ง ENFSI ภายใต้การสนับสนุนของโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายหลายแห่งในสหภาพยุโรป(อียู) และยังได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของสมาคมแพทย์นิติเวชฯ(ซีอาร์เอฟพี) เอเดรียนนอกจากบรรยายในประเทศแล้วยังเดินทางไปสอนหนังสือในประเทศต่างๆเกือบทั่วโลก ราวเดือน พฤศจิกายน 2546 ก็จะมาเป็นอาจารย์สอนพิเศษแก่นักศึกษาปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.เฮนรี่ ลี ขึ้นเบิกความยัน “ห้างทอง” ไม่ถูกฆาตกรรม ฉายวีซีดีกลางศาล ถึงสภาพท่าทางการเสียชีวิต คราบเลือดที่กระเซ็นบนเสื้อผ้า มือ แขน และบนพรม ระบุที่เกิดเหตุไม่มีการจัดฉาก ไร้ร่องรอยการต่อสู้ แถมยังชูเกียรติคุณการันตีเชี่ยวชาญพิสูจน์คราบเลือดนานกว่า 45 ปี ติด 1 ใน 10 บุคคลดีเด่นนิติวิทยาศาสตร์

ที่ห้องพิจารณาคดี 809 ศาลอาญา ถนนรัชดาฯเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ศาลนัดสืบพยานจำเลย ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่า นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส.กทม.  พี่ชายตนเองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยก่อนการสืบพยานศาลได้กำชับห้ามสื่อมวลชนจดบันทึกคำเบิกความของพยานเพื่อนำไปเผยแพร่ เนื่องจากเกรงว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะนำไปอ้างประโยชน์ แต่อนุญาตให้สื่อมวลชนร่วมฟังการสืบพยานได้

จากนั้น ทนายจำเลยนำตัว ดร.เฮนรี่ ซี.ลี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ จากสหรัฐฯขึ้นเบิกความ ดร.เฮนรี่ ลี ได้กล่าวถึงเกียรติคุณตัวเองว่าเชี่ยวชาญพิสูจน์คราบเลือดนานกว่า 45 ปี ติด 1 ใน 10 บุคคลดีเด่นนิติวิทยาศาสตร์ จากนั้นจึงลำดับเหตุการณ์ที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการตรวจวิเคราะห์ภาพถ่าย สภาพศพผู้ตาย คราบเลือด ตลอดจนวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ ว่า ครั้งแรกพยานได้พบกับ พ.ญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่กรุงวอชิงตันดีซี เมื่อเดือน ก.พ.ปี 2000  โดย พ.ญ.คุณหญิง พรทิพย์ เข้าฟังการบรรยายของพยานเรื่องการสอบสวนเหตุการณ์ในคดีฆาตกรรม และได้ขอความเห็นการวิเคราะห์คราบเลือดในคดีของนายห้างทอง

แต่ขณะนั้นยังไม่มีรายงานการชันสูตรพลิกศพ มีแต่เพียงภาพถ่ายที่เกิดเหตุ พยานจึงขอให้  พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ รวบรวมเอกสารการชันสูตรพลิกศพส่งมาให้เพื่อตรวจวิเคราะห์ แต่สุดท้ายพยานก็ไม่ได้รับเอกสารเพิ่มเติม จนกระทั่งนางมัลลิการ์ หลีละพันธุ์ น้องสาวของนายห้างทองได้ส่งรายงานการชันสูตรพลิกศพของสถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และของพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ รวมทั้งความเห็นของ ดร.เอเดรียน แมทธิว ทอนตัน ลินาเคอร์ ผู้เชี่ยวชาญคราบเลือดชาวอังกฤษ  จากนั้นตนจึงได้วิเคราะห์รายละเอียดจากสถานที่เกิดเหตุ และคราบเลือดที่ปรากฏในภาพถ่าย และเอกสารรายงานการชันสูตรพลิกศพแล้วทำรายงานความเห็นเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2003 ว่ากรณีการเสียชีวิตของนายห้างทอง ไม่ได้เกิดจากการฆาตกรรม          

นอกจากนี้นายเฮนรี  ยังได้นำภาพถ่ายที่เกิดเหตุซึ่งบันทึกไว้ในแผ่นวีซีดี ที่เป็นภาพชุดเดียวกับที่ใช้วิเคราะห์มาฉายให้ศาลดู เพื่ออธิบายให้เห็นการวางท่าทางของศพนายห้างทอง ว่าสอดคล้องกับคราบเลือดที่ตกอยู่บนเก้าอี้และรอยเลือดที่กระเซ็นอยู่บนเสื้อผ้า มือ แขนขา และพรมในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นห้องนั่งเล่น โดยพยานได้ตั้งข้อสังเกตถึงสภาพแวดล้อมว่าเฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของต่างๆตั้งไว้เป็นระเบียบไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ หรือจัดฉากสถานที่เกิดเหตุ ภายหลัง ดร.เฮนรี่ ลี เบิกความแล้วเสร็จศาลได้นัด ดร.เฮนรี่ ลี มาเบิกความเพื่อตอบคำถามค้านของฝ่ายอัยการโจทก์ต่อไปในวันที่ 5 ก.ค. นี้

ด้านนายนพดล กล่าวว่า หลังพยานปาก ดร.เฮนรี่ ลี เบิกความแล้วเสร็จ ตนเตรียมนัดนำ พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีต ผบก.พฐ. ขึ้นเบิกความเป็นพยานจำเลยปากต่อไปในวันที่ 10 ก.ค. นอกจากนี้ยังจะมีพยานสำคัญอีกหลายปาก เช่นนายตำรวจที่เป็นชุดพนักงานสอบสวนในคดีนี้เมื่อปี 2542 เช่น พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีต ผบ.ตร. ,พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., และ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ อดีต ผบช.น. เป็นต้น

ยกฟ้อง "นพดล" คดี "ห้างทอง" เหตุพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนัก


 

ศาลพิพากษายกฟ้อง"นพดล ธรรมวัฒนะ" คดีสังหาร"ห้างทอง" เหตุพยานหลักฐานที่โจทย์กล่าวอ้างไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นจำเลยฐานความผิดร่วมกันพรากผู้อื่นโดยเจตนาหรือไตร่ตรองไว้ก่อน โดยศาลเห็นว่าพยาน หลักฐานต่างๆ ที่โจทก์ยื่นกล่าวหามีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะชี้ให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา จึงมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง

คดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2547 ว่าระหว่างวันที่ 5-6 ก.ย.2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด บังอาจร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ 1 นัด

โดยจำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่าให้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะนายห้างทอง เป็นบาดแผลฉกรรจ์ กระสุนทะลุกะโหลกศีรษะเข้าไปทำลายอวัยวะส่วนสมอง เป็นเหตุให้นายห้างทองถึงแก่ความตาย เพราะพิษบาดแผลดังกล่าวแล้ว สมดังเจตนาของจำเลยกับพวก

 

จากรายละเอียดบาดแผล ปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ และรายการตรวจศพของเจ้าพนักงานและแพทย์ เหตุเกิดที่บ้านธรรมวัฒนะ ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขต กทม.นอกจากนี้ ในวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดอาวุธปืนที่ใช้ยิงในข้อ 1 และสิ่งของต่างๆเป็นของกลาง กระทั่งวันที่ 31 ต.ค.2546 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยมาดำเนินคดี ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธโดยมีการสืบพยานโจทก์ไป 42 ปาก

 

มีพยานโจทก์ที่สำคัญ คือ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้ทำการผ่าชันสูตรศพ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ในครั้งที่ 2 ที่มีความเห็นว่า นายห้างทอง ถูกฆาตกรรม และ พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ อดีต ผบก.ป.หัวหน้าชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนหาพยานหลักฐาน และทำการจับกุม นายนพดล ธรรมวัฒนะ รวมถึง ดร.เอเดรียน แม็ททิว ทอนดั่น ลินาคอร์ ผู้เชี่ยวชาญคราบเลือด ชาวอังกฤษ ที่ยืนยันว่า การตายของนายห้างทองเกิดจากถูกฆาตกรรม

 

ขณะที่ฝ่ายจำเลย นำพยานเข้าสืบรวม 10 ปาก โดยมีพยานปากสำคัญ คือ นายนพดล ธรรมวัฒนะ ที่อยู่ร่วมกับนายห้างทองในคืนวันเกิดเหตุ รวมถึง ดร.เฮนรี่ ซี ลี ผู้เชี่ยวชาญด้านคราบเลือดจากประเทศอเมริกา ที่เห็นว่า การตายของนายห้างทองเกิดจากการฆ่าตัวตาย พร้อมด้วยคณะแพทย์ผู้ทำการผ่าชันสูตรศพนายห้างทอง ครั้งที่ 3 ที่ให้ความเห็นนายห้างทอง ฆ่าตัวตาย เช่นเดียวกับผลการผ่าชันสูตรของแพทย์จากสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ ที่เห็นว่า นายห้างทอง เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเช่นกัน

 

ด้าน นายนพดล เปิดเผยว่า เขาเชื่อมั่นในความยุติธรรมของศาล ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ อย่างเที่ยงธรรมในการพิจารณาพยานหลักฐานทั้ง 2 ผ่าย ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าพยานโจทก์ที่สำคัญในคดีนี้ คือ คำให้การของคณะแพทย์ผู้ผ่าพิสูจน์ศพทั้ง 7 ปาก แต่มีเพียง 2 ปากเท่านั้น ที่เห็นว่าวิถีกระสุนยิงจากหลังมาหน้า บนลงล่าง และถูกตีที่ศีรษะ ในขณะที่ศาลได้ให้โอกาสผ่าชันสูตร นายห้างทอง ครั้งที่ 3 พบว่าไม่มีการถูกตีที่ศีรษะ และวิถีกระสุนเข้าทางขมับ ซึ่งในการผ่าครั้งที่ 3 นั้นใช้แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนิติเวช ร่วมกันผ่ารวม 10 คน และยังมีแพทย์ร่วมสังเกตการณ์อีก 20 คน ผู้สื่อข่าวถามว่าได้เตรียมใจไว้หรือไม่ หากศาลมีคำพิพากษาลงโทษ

 

“ผมเชื่อมั่นในหลักฐานที่นำสืบในชั้นศาล อย่างไรก็ดี ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล หากถูกลงโทษก็มีหลักทรัพย์ที่ยื่นประกันตัวไว้ เป็นเงินสดและโฉนดที่ดิน มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท ไว้เป็นหลักทรัพย์ในการยื่นขอประกันตัว” นายนพดล กล่าว

 

นายนพดล ธรรมวัฒนะ จำเลยในคดีฆ่านายห้างทอง ธรรมวัฒนะ กล่าวก่อนเข้าฟังการอ่านคำพิพากษาของศาลในคดีนี้ว่า คดีนี้ตนถูกกลั่นแกล้งจากการทำพยานเท็จ ถึงแม้ว่าคดีนี้ยังไม่มีคำพิพากษาจากศาลถึงที่สุด แต่ตนก็ได้ยื่นฟ้องร้อง พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ต่อแพทยสภาไปแล้ว

 

สาเหตุที่ตนฟ้องหมอพรทิพย์เพราะ ต้องการจะปกป้องสิทธิความชอบธรรมในฐานะประชาชน เนื่องจากตนไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมไม่ได้คำนึงถึงจริยธรรม ซึ่งตนยื่นฟ้องเรื่องนี้เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว แต่แพทยสภายังไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำฟ้องเรื่องนี้ ซึ่งตนไม่ทราบว่าแพทยสภาจะรอให้ตนกลายเป็นศพก่อนหรืออย่างไร ถึงจะตัดสินในเรื่องดังกล่าวนี้ อะไรก็ตามที่เป็นการถ่วงเวลากระบวนการพิจารณาในคดีนี้ ตนถือว่า ไม่ได้เป็นการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้เตรียมหลักทรัพย์อะไรบ้างหากคำพิพากษาไม่เป็นไปตามที่คาดหวังในวันนี้ นายนพดล กล่าวว่าตนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของศาลที่จะพิจารณาคดีตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมด อย่างไรก็ตามหลักทรัพย์ต่าง ๆ ได้วางไว้ตั้งแต่การพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นแล้ว ดังนั้นผลคำพิพากษาจะออกมาอย่างไรตนก็พร้อมยอมรับในคำตัดสินที่จะออกมา

" ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาผมถูกกระแสสังคมพิพากษาตัดสินไปนานแล้ว หากดูการพิจารณาคดีอาญา หากเป็นคดีทั่วไปจะใช้เวลา 6-8 เดือนก็เสร็จสิ้นแล้วแต่คดีนี้ใช้เวลานานกว่า 4 ปีฝ่ายโจทก์ ได้ใช้เวลาในการสืบพยานนานกว่า 3 ปีแต่สำหรับตนแล้วที่ผ่านมาไม่เคยหลีกเลี่ยง แต่ให้ความร่วมมือในการขึ้นศาลมาโดยตลอด การสืบพยานของตนก็ใช้เวลา 4 เดือนก็เสร็จสิ้น " นายนพดลกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการยกฟ้องและฝ่ายโจทก์จะยื่นฟ้องร้องต่อมีความเห็นอย่างไร นายนพดล กล่าวว่า ในขณะนี้ญาติทุกคนก็ยอมรับโดยปริยาย จึงยอมให้มีการเผาศพของนายห้างทองแต่ที่ผ่านมา ได้มีการออกกระแสกดดันในเรื่องต่าง ๆ แต่การเผาศพห้างทองที่ผ่านมาก็เป็นไปตามปกติไม่มีอะไร

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอ่านคำพิาพากษาวันนี้มีนพ.สุพจน์ แจ่มสุวรรณ อาจารย์ภาควิชานิติเวช คณะแพทยศาสตร
จุฬาฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่ร่วมชันสูตรพลิกศพนายห้างทองครั้งที่ 3 กล่าวว่า
สำหรับคำพิพากษาที่ออกมาคงจะต้องเป็นดุลยพินิจของศาลที่จะวินิจฉัยแต่ถ้าพูดในแง่ของหลักวิชาการทางการแพทย
แล้วที่ตนเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ในการชันสูตรพลิกศพครั้งนั้นมีข้อสรุปตรงกันว่า การเสียชีวิตของนายห้างทองเป็น
การฆ่าตัวตายอย่างไรก็ตาม การอ่านคำพิพากษาวันนี้คือเป็นคดีประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ในแง่ของการใช้หลัก
นิติวิทยาศาสตร์ในการสืบสวนคดี อีกทั้งถือว่าเป็นคดีกรณีศึกษาให้กับแพทย์ทางนิติวิทยาศาสตร์ของประเทศ
ดังนั้นตนจึงได้นำคณะนักศึกษาแพทย์เข้าร่วมฟังการอ่านคำพิพากษาวันนี้ด้วย

 

ที่มาจาก

ศาลนนท์ยกฟ้องหมอพรทิพย์ คดีพิสูจน์ศพ "ห้างทอง ธรรมวัฒนะ" ตามที่ "นพดล ธรรมวัฒนะ"ยื่นฟ้อง

       เมื่อช่วงเช้า(20 ส.ค.2551)ที่ผ่านมา นายนพดล ธรรมวัฒนะ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 299/9 หมู่ที่ 7 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. ได้เดินทางมายังศาลศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 9 คณะผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังค์พิจารณาคดีที่นายนพดล ธรรมวัฒนะ ยื่นฟ้อง แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ และนายแพทย์ธำรง จิรจริยาเวช กรณีที่แพทย์ทั้งสอง ได้ร่วมกันทำการชันสูตรพลิกศพนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ผู้ตาย ซึ่งเป็นพี่ชายของผู้ร้อง  

     โดยการชันสูตรพลิกศพนั้น แพทย์ทั้งสอง ได้ร่วมกันให้ความเห็นโดยไม่สุจริต และไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการว่านายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ถูกฆาตกรรมมิใช่ฆ่าตัวตาย ดังที่เคยชันสูตรมาแล้งครั้งหนึ่ง ซึ่งการลงความเห็นของแพทย์ทั้งสอง ทำให้ตนเองต้องเสียชื่อเสียง ผู้ร้องจึงได้นำเรื่องดังกล่าวไปร้องต่อแพทยสภา  เพื่อให้ตรวจสอบว่า การประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ทั้งสอง เป็นการผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม หรือไม่ 

      หลังจากคณะอนุกรรมจริยธรรมของแพทย์สภา ได้มีการตั้งคณะกรรมตรวจสอบแล้ว ลงความเห็นว่าในการผ่าศพแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรนสุนันท์ และนายแพทย์ธำรง จิรจริยาเวช นั้นไม่เหมาะสมหลายประการ รวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารต่อสื่อมวลชน  

     หลังจากที่ศาลได้นัดสืบพยานทั้งฝ่ายโจทย์และจำเลยจำนวนหลายปาก ก่อนพิจารณาลงความเห็นในวันนี้ว่า ให้ยกฟ้องในคดีดังกล่าว เนื่องจากศาลพิจารณาแล้วว่า จำเลยทำไปโดยหน้าที่ มิได้แอบแฝง หรือมีส่วนได้เสียในผลประโยชน์ โดยในวันนี้ทางแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ และนายแพทย์ธำรง จิรจริยาเวช ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา 

     ด้านนายนพดล กล่าวว่า วันนี้ตนเองยอมน้อมรับคำตัดสินของศาล ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตนก็ขอยืนยันว่า จะยื่นอุทรณ์ต่อไป เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ชัดเจน เนื่องจากสังคมยังเคลือบแคลงสงสัยอยู่ว่า ตนเป็นคนอยู่เบื้องหลังการตายของพี่ชาย

 

1 ก.ย.2553

ในเวลา 09.00 น.นี้ ศาลอาญารัชดาภิเษก นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนพดล ธรรมวัฒนะ อายุ 56 ปี นักธุรกิจ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน กรณีนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชากรไทย ซึ่งเป็นพี่ชายนายนพดล ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต ระหว่างวันที่ 5-6 ก.ย.2542 เวลากลางคืน ภายในบ้านธรรมวัฒนะ

นายนพดล ธรรมวัฒนะ กล่าวพร้อมหัวเราะว่า ไม่รู้สึกเครียด และพร้อมจะเดินทางไปศาลเพื่อฟังคำพิพากษา เพราะระหว่างการพิจารณาคดี ไม่เคยขอเลื่อนนัด อีกทั้งยังติดตามพยานมาเบิกความได้ครบ ที่แสดงให้เห็นว่า พร้อมต่อสู้คดี เวลานี้ยังทำธุรกิจตามปกติ ชีวิตปกติสุขสบายดี ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จะเป็นไปแนวทางต่างจากศาลชั้นต้น ก็จะใช้สิทธิ์ยื่นฎีกาสู้คดีต่อไป คดีนี้ ศาลอาญามีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2550 เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักแน่นหนาเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ จึงพิพากษายกฟ้อง อัยการจึงยื่นอุทธรณ์
ที่ห้องพิจารณาคดี 613 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.45 น.ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีความผิดต่อชีวิต ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ฟ้องนายนพดล ธรรมวัฒนะ อายุ 56 ปี นักธุรกิจชื่อดัง ในความผิดฐานฆ่า นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต สส.กทม.พรรคประชากรไทย พี่ชายตัวเอง โดยเจตนา และไตร่ตรองไว้ก่อน คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2547 ระบุความผิดจำเลยสรุปว่า

  เมื่อระหว่างวันที่ 5-6 ก.ย.2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด บังอาจร่วมกันใช้อาวุธปืนขนาด.38 ยิงนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ 1 นัด โดยเจตนาฆ่าให้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะนายห้างทอง ทะลุกะโหลกเข้าไปทำลายอวัยวะส่วนสมองเป็นบาดแผลฉกรรจ์ เป็นเหตุให้นายห้างทองถึงแก่ความตาย เพราะพิษบาดแผลดังกล่าว สมดังเจตนาของจำเลยกับพวก รายละเอียดบาดแผลปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและรายการตรวจศพของเจ้า พนักงานและแพทย์ เหตุเกิดที่บ้านธรรมวัฒนะ เขตบางเขน กทม.

  นอกจากนี้ ในวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดอาวุธปืนที่ใช้ยิงในข้อ 1 และสิ่งของต่างๆ เป็นของกลาง กระทั่งวันที่ 31 ต.ค.2546 เจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมจำเลยมาแจ้งข้อหาดำเนินคดี จำเลยให้การปฏิเสธโดยตลอด

  คดีนี้ ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ย.50 โดยพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ ยังไม่มีน้ำหนักแน่นหนาเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง

  อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษนายนพดล ตามความผิดด้วย

  ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่า ในทางนำสืบเกี่ยวกับการผ่าพิสูจน์ศพผ้ายทั้ง 3 ครั้ง โดยครั้งแรก เชื่อว่า น่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย ส่วนการผ่าพิสูจน์ศพครั้งที่ 2 เชื่อว่า  ไม่ใช่เป็นการฆ่าตัวตาย จัดแต่เป็นการจัดฉากฆาตกรรม และการผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายครั้งที่ 3 เชื่อว่า กระทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่เป็นการกระทำของผู้อื่น

 

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในคดีอาญา โจทก์มีภาระที่จะต้องนำพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของจำเลย แต่ผลการผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายทั้ง 3 ครั้ง
กับมีความเห็นตรงข้ามกัน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่สามารถที่จะทำให้เชื่อว่าจำเลยกระทำผิด ส่วนในชั้นนำสืบที่โจทก์อ้างถึงปริมาณ
คราบเขม่าดินปืนที่คราบหลังมือผู้ตายมีจำนวนน้อย ทั้งที่ ขณะเสียชีวิตผู้ตายกำปืนอยู่ ซึ่งในชั้นนำสืบก็มีอดีตอดีต ผบก.กองพิสูจน์หลักฐาน
พยานจำเลย เบิกความกรณีดังกล่าวแล้ว แต่ไม่มีข้อพิรุธ ส่วนการขัดแย้งเกี่ยวกับการฟ้องร้องแบ่งทรัพย์มรดกในครอบครัว หรือการที่ผู้ตายกำลัง
จะแต่งงานใหม่ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิด  ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ ฟังไม่ขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ นายนพดล เดินทางมาศาลในชุดสูทสีเทาพร้อมด้วยทนายความ น.ส.ดลนภา ธรรมวัฒนะ หรือน้องดรีม บุตรสาว และ นางมัลลิการ

์ หลีระพันธ์ น้องสาว และคนติดตามจำนวนหนึ่ง

 

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายนพดล มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ขณะที่นางมัลลิการ์ น้องสาว และ น.ส.ดลนภา บุตรสาว และผู้ติดตามต่างเข้ามาแสดงความยินดี  
โดยนายนพดล กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะศาลที่พิจารณาคดีโดยยึดพยานหลักฐานที่แท้จริง และท้ายที่สุดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีเพียงสถาบันศาลเท่านั้นที่เชื่อถือได้ ส่วนในขั้นพนักงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์นั้นล้มเหลวและทำร้ายประชาชน นอกจากนี้ต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยกันเผยแพร่ความจริง เพราะกรณีนี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจแค่ในเมืองไทย แต่เป็นข่าวไปทั่วทุกมุมโลกและกลายเป็นกรณีศึกษาด้านนิติวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก 

 

นายนพดล ธรรมวัฒนะ เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า ตนมีความมั่นใจโดยไม่เคยหลบหนี ขนาดโจทก์จะขอเลื่อนคดีเพราะพยานไม่มา ตนไม่ยอมให้เลื่อนแถมยังช่วยตามพยานให้อีก เพราะตนเชื่อในความจริง ดังนั้นคำพิพากษาของศาล จึงมาจากพยานหลักฐานที่แท้จริง ที่สุดนี้คุณหญิงพรทิพย์ จะต้องออกมารับผิดชอบ ตนร้องแพทยสภาไป5ปีแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า และตนฟ้องที่ศาลฐานทำพยานหลักฐานเท็จอีกคดี แต่ศาลรอคำพิพากษาส่วนคดีอาญาให้เป็นที่สุดก่อน คดีนี้ศาลล่างสองศาลยกฟ้องตามกฎหมาย ป.วิอาญามาตรา 220 บอกว่าห้ามฎีกาอีก คดีเป็นที่สุด แต่อัยการอาจขอให้ศาลรับรองเพื่อฎีกาต่อไป ตนก็ขอรอฟังอัยการก่อนว่าจะฎีกาหรือไม่ 

"นพดล" เปิดบ้านธรรมวัฒนะ เปิดใจตรงจุด "ห้างทอง" ยิงตัวตาย หลังศาลอุทธรณ์พิพากษาให้พ้นมลทิน

คดีฆาตกรรมพี่ชาย เผย 11 ปีที่ผ่านมาต้องสูญเสียทุกอย่าง ค่าทนาย 10 ล้าน ธุรกิจ การดำเนินชีวิต แต่ดีใจที่พี่น้องกลับมาเข้าใจรักใคร่กัน 6 ก.ย. เปิดบ้านทำบุญครบวันตายพี่ชาย เตรียมแถลงพร้อมหน้าแฉผู้อยู่เบื้องหลัง และได้ประโยชน์ จวกยับ"หมอพรทิพย์"ฉวยโอกาสสร้างผลงาน โดยเอาตระกูลธรรมวัฒนะเป็นเหยื่อ ยื่นเอาผิดทั้งแพทยสภา และศาล

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่บ้านธรรมวัฒนะ ย่านสะพานใหม่ ถ.พหลโยธิน กทม. นายนพดล ธรรมวัฒนะ นักธุรกิจชื่อดัง

ให้สัมภาษณ์หนัง สือพิมพ์ข่าวสด ภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้องกรณีตกเป็นจำเลยคดีฆาตกรรมนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีตส.ส. กทม. พรรคประชากรไทย พี่ชาย ซึ่งต้องต่อสู้คดีมาอย่างยาวนานถึง 11 ปี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนพดลเปิดห้องนอนของตนเองภายในบ้านพัก นั่งให้สัมภาษณ์บนเก้าอี้ตรงจุดที่นายห้างทอง พี่ชาย ยิงตัวตายเมื่อ 11 ปีก่อน โดยกล่าวก่อนให้สัมภาษณ์ว่า เดินผ่านจุดที่นายห้างทองเสียชีวิตทุกวัน ทุกครั้งจะตั้งจิตอธิษฐานไปถึงพี่ชายช่วยให้ผ่านพ้นคดีความและเรื่องราวร้ายๆ

จากนั้นนายนพดลเปิดใจให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นสำคัญที่ทำให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายื่นยกฟ้องนั้น เนื่องจากความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ซึ่งตนยืนยันมาเสมอโดยตลอด และความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง เป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้คดี

ทายาทเจ้าของตลาดยิ่งเจริญ สะพานใหม่ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิจารณาว่า ไม่มีประเด็นใดที่จะต้องพิจารณาถึงตัวจำเลยซึ่งก็คือตน

เพราะก่อนจะพิจารณาถึงตัวจำเลยได้ต้องตัดสินให้ได้ว่านายห้างทอง ฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตกรรม เมื่อปรากฏหลักฐานว่า ฆ่าตัวตาย จึงไม่ต้องพิจารณาประเด็นอื่น จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น นายนพดลกล่าวต่อว่า การผ่าชันสูตรศพนายห้างทอง ครั้งที่ 3 ที่มีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชในประเทศไทยเข้าร่วมผ่า 10 กว่าคน และเข้าร่วมสังเกตการณ์อีกกว่า 20 คน ทุกขั้นตอนทุกอย่างทำตามหลักวิชาการ ถือเป็นข้อพิสูจน์สำคัญ แต่ประเด็นการรื้อฟื้นคดีของพ.ญ. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ หรือหมอพรทิพย์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ยกขึ้นมาคือเรื่องนิติวิทยาศาสตร์ และนิติเวช ศาสตร์

"11 ปีที่ผ่านมาผมตกเป็นเหยื่อของหมอพรทิพย์ สาเหตุที่หมอพรทิพย์ต้องทำเช่นนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2542 ที่ตำรวจนครบาลแถลงข่าวสรุปการเสียชีวิตของพี่ห้างทอง หลังจากแถลงข่าวหมอพรทิพย์ไปออกรายการหนึ่ง ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี หรือไม่เคยมาดูที่เกิดเหตุ เพราะผู้ที่จะเกี่ยวข้องในตอนนั้นได้ตามกฎหมายคือเจ้าพนักงานท้องที่ แต่หมอพรทิพย์ดูภาพจากหนังสือพิมพ์ก็ไปออกรายการและพูดว่าเป็นการฆาตกรรม และพูดว่ามีการจัดฉาก อ้างว่าถ้าเป็นการฆ่าตัวตายปืนต้องตกพื้น ตามทฤษฎีของหมอพรทิพย์เอง" น้องชายนายห้างทองกล่าว

น้องชายนายห้างทองกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือฉบับปี 2540 ในรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่

คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แต่ว่าในการจะตั้งกระทรวง ทบวง กรมตามรัฐ ธรรมนูญใหม่ได้นั้น จะต้องมีการร่างพ.ร.บ.ขึ้นมารองรับ สำหรับดีเอสไอมีพ.ร.บ.มารองรับจึงตั้งหน่วยงานดีเอสไอได้ แต่สถาบันนิติวิทยา ศาสตร์ เร่งสร้างผลงานเพื่อออกพ.ร.บ. จึงนำตนมาเป็นเหยื่อ แต่ท้ายที่สุดถึงตอนนี้พ.ร.บ.ก็ยังไม่ผ่าน เพราะเป็นพ.ร.บ.รวบอำนาจ ยึดอำนาจนิติเวชต่างๆ ไว้ในมือหมด

"วิธีการสร้างผลงานคือก่อนมาสนิทชิดเชื้อกับพี่น้องฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ของผม จะมีผลประโยชน์อย่างอื่นหรือไม่ ถึงแม้รู้ผมก็พูดไม่ได้ โดยใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือ เฉพาะในปี 2546 หมอพรทิพย์ได้ออกรายการโทรทัศน์ทุกช่อง กว่า 200 ชั่วโมง ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ถ้านำมาคำนวณเป็นงบประชาสัม พันธ์แล้วต้องใช้เงินเป็นหมื่นๆ ล้านถึงจะทำได้ จึงได้ดำรงตำแหน่งผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้" นายนพดลกล่าว

นายนพดลกล่าวต่อว่า 11 ปีที่ผ่านมา ตนต้องเสียทั้งเงินจ้างทนายความ ค่าดำเนินการคดีมากกว่า 10 ล้านบาท เสียเวลา เสียชื่อเสียง

เสียโอกาสทางธุรกิจที่ต้องขายหุ้นของบริษัทด้วยราคาขาดทุน ถูกประณามจากสังคม รวมถึงกระทบต่อการดำเนินชีวิตทั้งหมด จึงเข้าร้องเรียนเพื่อเอาผิดหมอพรทิพย์ต่อแพทยสภา เป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่หลักฐานแพทยสภาไม่ต้องไปหาที่ไหน ตนมอบให้ทั้งหมด ไม่ว่าการปรากฏตัวในรายการโทร ทัศน์ทุกช่อง หรือเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาจึงไม่รู้ว่าประเทศชาติสูญเสียงบประมาณไปเท่าไหร่เพื่อจะเอาคนบริสุทธิ์เข้าคุกให้ได้ ไม่มีหลักการกฎหมายที่ไหนในโลกทำแบบนี้ แต่ดีว่าตนยังมีบุญเก่า พอมีทุนทรัพย์ มีความรู้อยู่บ้าง เพราะแค่ค่าประกันตัวก็สูงถึง 6 ล้านบาท ถ้าไม่มีเงินตรงนี้ คงติดคุกเป็นสิบๆ ปีไปแล้ว

นายนพดลกล่าวว่า อยากฝากถามไปถึงแพทยสภาว่า การตัดสินว่าหมอพรทิพย์ถูกหรือผิดมันยากมากใช่หรือไม่

เพราะร้องหมอพรทิพย์ตั้งแต่ปี 2549 ถึงวันนี้ 2553 ยังไม่ตัดสิน ถ้าตัดสินว่าไม่ผิดจากหลักฐานที่ตนยื่นให้ ตนจะได้ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นห่วงว่าแพทยสภาจะมีไว้ทำไม จะมีไว้เพื่อปกป้องแพทย์ของตัวเองหรือดูแลทุกข์สุขของประชาชน

นายนพดลกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้ยื่นฟ้องหมอพรทิพย์ต่อศาลอาญาเรื่องเบิกความเท็จ เพราะเขียนในรายงานต่อศาลอย่างหนึ่ง แต่ไปเบิกความอีกอย่างหนึ่ง

แล้วตกลงว่าอันไหนเป็นของจริง ตอนนี้ศาลอาญามีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวให้รอผลคดีสังหารนายห้างทองเสร็จสิ้นเสียก่อน จึงจะพิจารณาคดีต่อไป แต่ในส่วนของแพทยสภานั้นในวันที่ 3 ก.ย. ตนจะเดินทางไปยื่นคำพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ให้กับแพทยสภา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความผิดของ หมอพรทิพย์ ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเห็นอย่างไรต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าตระกูลธรรมวัฒนะเป็นตระกูลอาถรรพ์ เพราะมีคนในตระกูลเสียชีวิตไปแล้วหลายคน ทายาทตระกูลธรรมวัฒนะกล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ใช่เช่นนั้น เพราะนางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ มารดา สอนให้ทุกคนเป็นคนดี แต่ยอมรับว่าคนเรามีสามัญสำนึกแตกต่างกัน ย่อมมีความแตกต่างกัน ขั้นตอนความสำเร็จก็แตกต่างกัน คนไม่สำเร็จจึงหันเหไปในทิศทางไม่ถูกต้อง แต่การเสียชีวิตของคนในครอบครัวนั้น เป็นการเสียชีวิตที่แม้จะผิดธรรมชาติ เป็นการฆาตกรรม แต่เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์เกิดต่างเวลากัน และส่วนใหญ่เกิดจากบุคคลภายนอก แล้วการนำเสนอของสื่อมวลชนก็เหมารวมว่า พี่น้องทำกันเอง ซึ่งมันไม่ใช่

"จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เกิดขึ้นจากมีพี่น้องบางคน ที่ต้องพึ่งทรัพย์สินมรดกในการดำรงชีวิต แต่ประกอบธุรกิจไม่สำเร็จจึงย้อนกลับมาตักตวงเอาในกองมรดก นอกจากนี้ยังตักตวงในส่วนของคนอื่นที่สูญหายและเสียชีวิตอีก ผมจึงลุกขึ้นมาห้ามปราม จึงเกิดความไม่พอใจ และคิดกำจัดผมเพื่อไม่ให้มีใครขวาง ที่รื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาก็เพราะต้องการกลบเกลื่อนเรื่องนี้ แต่วันนี้จิตสำนึกของคนที่คิดถูกมีอยู่บ้าง ในวันที่ 6 ก.ย.นี้จะแถลงรายละเอียดลึกๆ ว่าเป็นอย่างไร จะแถลงถึงข้าราชการหลายระดับ รวมถึงปลัดกระทรวงที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ แต่มาเกี่ยว ข้องอย่างไรจะต้องฟังในการแถลงข่าวอีกที รวมถึงบุคคลที่ได้ประโยชน์จากการเสียชีวิตของนายห้างทองด้วย" นายนพดลกล่าว

นายนพดลกล่าวในตอนท้ายว่า วันที่ 6 ก.ย. ครอบครัวพี่น้องจะทำบุญครบรอบวันเสียชีวิตของนายห้างทอง โดยญาติทั้งหมดที่เคยเป็นปฏิปักษ์กันจะมาเปิดใจแถลงถึงความจริงที่เกิดขึ้นช่วง 11 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศจะดีกว่าทุกปี เพราะพี่น้องอีกฝ่ายหนึ่งแสดงความจำนงมาร่วมงานด้วย รวมถึงนายจังหวัด ธรรมวัฒนะ บุตรชายนายห้างทองก็จะมาร่วมงานเช่นกัน

 

 "นพดล" เปิดบ้านธรรมวัฒนะทำบุญครบ 11 ปีการตายของ "ห้างทอง" พร้อมแถลงข่าวปัญหาที่เกิดขึ้นมี 2 น้องสาว"คนึงนิตย์ ธรรม วัฒนะ-นางนฤมล มังกรพานิชย์" ที่เคยเป็นคู่กรณีมาร่วมด้วย แต่ไร้เงา"ปริญญา ธรรมวัฒนะ" ผู้บริหารตลาดยิ่งเจริญ น้องชายที่เป็นคู่กรณี คนสำคัญ นพดลยันศาลชี้ขาดลงมาแล้ว แต่หมอพรทิพย์ยังระบุเป็นฆาตกรรมเหมือนเดิม จะเดินหน้าฟ้องเต็มที่ ขณะที่ 2 น้องสาวเปิดใจเข้าใจผิดมาตลอด และตอนนี้ก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว พร้อมเล่าเบื้องหลังการยึดครองตลาดยิ่งเจริญ จากกลุ่มนายนพดล แฉมีอดีตขรก. สรรพากรมาเป็นที่ปรึกษา ช่วยดูแลการเสียภาษีและอื่นๆ ขณะที่หมอพรทิพย์ระบุไม่เคยบอกว่านพดลฆ่าห้างทอง เพียงแต่การชันสูตรศพเชื่อว่านายห้างทองไม่ได้ฆ่าตัวตาย ท้าหากคิดว่าทำไม่ถูกต้อง ฟ้องเอาผิดได้ทุกเมื่อ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 ก.ย. ที่บ้านธรรมวัฒนะ ย่านสะพานใหม่ ถ.พหลโยธิน กทม. นายนพดล ธรรมวัฒนะ และ น.ส.ดลนภา ธรรม วัฒนะ หรือน้องดรีม บุตรสาว นางมัลลิการ์ หลีระพันธ์(ธรรมวัฒนะ) รวมถึงพี่น้องที่เคยเป็นคู่กรณีอย่างน.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ และนางนฤมล มังกรพานิชย์ ร่วมแถลงข่าวเปิดใจครอบครัวธรรมวัฒนะและทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบการจากไปเป็นปีที่ 11 ของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีตส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชากรไทย เสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการทำบุญว่า บรรดาญาติพี่น้องในตระกูลธรรมวัฒนะมาร่วมงานกันคับคั่ง ส่วนนายปริญญา ธรรมวัฒนะ น้องชายอีกคน และนายจังหวัด ธรรมวัฒนะ บุตรชายนายห้างทองไม่ได้มาร่วมงาน โดยมีผู้ค้าภายในตลาดยิ่งเจริญนำดอกไม้ กระเช้าของขวัญมาให้กำลังใจที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องนายนพดล คดีฆาตกรรมนายห้างทอง

ก่อนหน้าจะมีพิธีสงฆ์ น.ส.คนึงนิตย์ และนางนฤมล กราบขอขมารูปถ่ายของนางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ มารดา รวมถึงรูปของนายห้างทอง ที่ตั้งไว้ด้านหน้าประตูบ้าน จากนั้นจึงนำพวงมาลัยเข้าไปขอขมานายนพดล และกล่าวขอโทษในสิ่งที่ทำผิดพลาดไปในอดีต โดยนายนพดล อโหสิให้น้องสาวทั้งสองคน และแสดงความดีใจที่พี่น้องที่เคยขัดแย้งเข้าใจผิดกันมาเป็น ระยะเวลายาวนานกลับมาเข้าใจกันเหมือนเดิม นอกจากนี้นายนพดลยังภาวนาขอให้วิญญาณของนางสุวพีร์ และนายห้างทอง ดลใจให้พี่น้องคนที่ยังเหลือมาเข้าใจกันและรักกัน หลังจากนั้นจึงเป็นพิธีทางสงฆ์โดยพระภิกษุ 9 รูป

จากนั้นนายนพดล ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อเท็จจริงวันนี้พิสูจน์ตามกระบวนการในชั้นศาลแล้ว รวมถึงหลักฐานต่างๆ ที่ทำให้เห็นว่าพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ หรือหมอพรทิพย์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ต้องยอมจำนนด้วยหลักฐานแล้ว คดีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่น่ากลัว เนื่องจากองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้หาหลักฐานโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์หรือนิติเวชศาสตร์อีกต่อไป แต่กลับใช้เพียงความรู้สึก หรือแม้กระทั่งบทสัมภาษณ์ผ่านวิทยุรายการหนึ่งที่หมอพรทิพย์ ยังยืนยันว่า ไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไรไม่เป็นไร แต่สำหรับหมอพรทิพย์ยืนยันว่าคดีของนายห้างทองคือการฆาตกรรม และขอยืนยันว่าในการดำเนินการกับหมอพรทิพย์ไม่ใช่อคติส่วนตัว แต่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสังคม ที่จะทำ ให้คดีนี้เป็นตัวอย่าง

นายนพดล กล่าวอีกว่า คำพิพากษาของศาลในครั้งนี้ทำให้มั่นใจว่าการปกครองประเทศโดยหลักนิติธรรม จะนำไปสู่ความสงบสุขของประ เทศ โดยการรวมตัวกันของพี่น้องตระกูลธรรมวัฒนะในวันนี้ เพื่อเปิดใจแถลงข่าวไม่ได้เป็น การสร้างภาพให้คนภายนอกมองดูว่ามีความรักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนเดิม แต่ทุกคนยอมจำนนต่อหลักฐานและคำตัดสินของศาล ที่ผ่านมากิเลสอาจจะครอบงำทำให้พี่น้องบางคนทำในสิ่งที่ผิด แต่วันนี้ความจริงได้ปรากฏแล้ว

หลังจากนั้นเป็นการแถลงข่าวเปิดใจร่วมกันระหว่าง นายนพดล น.ส.คนึงนิตย์ และนางนฤมล ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นของตระกูลธรรมวัฒนะในช่วงเวลา 11 ปีที่ผ่านมา นางนฤมล กล่าวว่า ที่แถลงข่าวในวันนี้ต้องการให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับครอบครัวอื่นๆ ที่หลงเชื่อคนบุคคลที่ 3 มากเกินไป รวมถึงฟังคำยุแยงของคนนอก จนเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกลับไม่เคยมีการพูดคุยกันเอง แต่มาถึงตอนนี้รู้แล้วว่าอะไรคืออะไร ใครทำอะไรไว้ และวันนี้ดีใจที่นายนพดลปลอดภัย จากนี้ไปเชื่อว่าครอบครัวธรรมวัฒนะ จะไม่ต้องเผชิญเรื่องราวร้ายๆ อีกแล้ว


นางนฤมล กล่าวด้วยน้ำตาคลอว่า เรื่องราวเกิดขึ้นเนื่องจากตนและน.ส.คนึงนิตย์ ที่รักและไว้ใจนายปริญญา และผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเสียชีวิตของนายห้างทอง โดยใช้แผนการเป็นขั้นตอนคือ ใช้การหว่านล้อมและยกประเด็นการเสียชีวิตของนายห้างทองเป็นหลัก พร้อมกับตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารตลาดยิ่งเจริญ ไม่ให้นายนพดลสามารถตรวจสอบบัญชีได้ ทั้งที่ตอนแรกแม่สุวพีร์ แบ่งหุ้นของตลาดยิ่งเจริญเป็นสัดส่วนเท่าๆ กัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา แต่เพราะหลงเชื่อคนบางคนทำให้เกิดปัญหาขึ้น

นางนฤมลกล่าวต่อว่า ขั้นที่ 2 คือการบีบซื้อหุ้นของนายนพดลและพวก โดยการตัดผลประโยชน์ที่นายนพดลเคยได้รับ ตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารงานแทน จากนั้นปี 2546 นายนพดลและพวกจึงขายหุ้นให้เรา 35 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ทั้งสามคนมีหุ้นคนละ 26 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นนายปริญญา ซื้อหุ้นมรดกของนายห้างทองที่นายจังหวัดเป็นผู้ถือ ขั้นตอนนี้อยู่ระหว่างฟ้องร้องในศาล เพราะขัดกับพินัยกรรมของนายห้างทอง ตอนนี้นายปริญญาตั้งบริษัทใหม่ 3 บริษัท เพื่อบริหารตลาดแทน

ด้านน.ส.คนึงนิตย์ กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลของบริษัทสุรพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ทีมงานกฎหมาย และที่ปรึกษาที่มีท่าทีแปลกๆ คือหลังจากการซื้อหุ้นของนายนพดล มีทีมงานกฎหมาย เป็นอดีตข้าราชการระดับสูงในกรมสรรพากร มาให้คำปรึกษาด้านภาษีกับตลาดยิ่งเจริญตั้งแต่เดือน ต.ค. 2542 ต่อมาปี 2545 ข้าราชการคนนี้มากับผู้ทำงานพิเศษ ให้คำปรึกษาเพื่อช่วยให้เสียภาษีน้อยที่สุด

"หลังจากนั้นช่วงปลายปี2545 กรมสรรพากร เรียกเก็บภาษีการขายหุ้นของนายนพดล จนเป็นเหตุฟ้องร้องกรมสรรพากร เนื่องจากเป็นกองมรดกไม่เสียภาษี นอกจากนี้ในปลายเดือนธ.ค. 2546 ได้ออกอุบายให้เราไปเที่ยวฮ่องกงในช่วงคริสต์มาสกัน ระหว่างนั้นได้จ้างบริษัทก่อสร้างมาล้อมรั้วรอบบ้านนายนพดลทั้ง 2 ประตู และถูกนายนพดลฟ้องร้องจนเกิดความเสียหาย" น.ส. คนึงนิตย์ กล่าว

นอกจากนี้นายนพดล ยังเรียกร้องให้แพทยสภาเร่งการพิจารณาการทำรายงานตรวจศพเป็นเท็จ ของหมอพรทิพย์ที่ยังค้างอยู่ เนื่องจากคดีจะคืบหน้าไม่ได้ จึงอยากให้ตัดสินมาว่าผิดหรือไม่ผิดจะได้ดำเนินการอย่างอื่นต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าวผู้ค้าในตลาดยิ่งเจริญหลายคนได้ร้องขอความเป็นธรรม ผ่านสื่อมวลชน เนื่องจากความเดือดร้อนของผู้ค้าที่จะต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าเป็นเวลา 3 ปี ที่เป็นจำนวนเงินที่มาก

วันเดียวกันพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า การพิสูจน์ศพนายห้างทอง เป็นไปตามขั้นตอนทางนิติวิทยาศาสตร์ และเป็นศพที่เสียชีวิตมาเป็นเวลานาน หมอคงจะไม่สามารถมาสร้างหรือ ปั้นพยานหลักฐานเท็จได้ ทั้งนี้ไม่เคยบอกว่านายนพดลฆ่านายห้างทอง เพียงแต่ผลตรวจสอบพบพยานหลักฐานชี้ได้ว่านายห้างทองไม่ได้ฆ่าตัวตาย นี่คือสิ่งที่ยืนยันมาตลอด และส่วนตัวไม่ต้องการทะเลาะโต้เถียงกับนายนพดลผ่านสื่ออีก เพราะจะเสื่อมเสียเกียรติกันเปล่าๆ หากนายนพดลเห็นสิ่งว่าทำไม่ถูกต้องก็ใช้สิทธิฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย

 

23 ก.ย.2554

“นพดล ธรรมวัฒนะ” แพ้คดีชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชี้ชัดคำเบิกความของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ไม่มีมูลความผิดฐานความเท็จ กรณีการเสียชีวิตของ “ห้างทอง ธรรมวัฒนะ” ขณะที่ “นพดล” ยังไม่หายแค้น ลั่นจะอุทธรณ์สู้ต่อไป
       
       วันนี้ (23 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 915 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีที่นายนพดล ธรรมวัฒนะ กรรมการบริหารบริษัท บอดี้โกลฟ ประเทศไทย จำกัด เป็นโจทยื่นฟ้อง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และนายแพทย์ธำรง จิรจริยาเวช ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเบิกความเท็จ
       
       กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 16 พ.ย. 2547 ถึงวันที่ 28 ม.ค. 2548 ระหว่างการพิจารณาคดีการเสียชีวิตของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ จำเลยทั้งสองได้เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล และความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี เนื่องจากคำเบิกความเท็จของจำเลยทั้งสองอาจทำให้ศาลหลงเชื่อไปได้ว่าการตายของนายห้างทองไม่ได้เกิดจากการฆ่าตัวตายโดยใช้อาวุธปืนยิง แต่เกิดจากการฆาตกรรมโดยถูกทำร้ายด้วยการตีที่ศีรษะด้วยของแข็งไม่มีคมก่อนถูกยิงด้วยอาวุธปืนที่ขมับขวา และหลงเชื่อต่อไปว่าผู้ที่ฆ่าหรือร่วมในการฆ่านายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ก็คือโจทก์
       
       ศาลพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคำเบิกความจำเลยไม่มีผลต่อคดี ฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดฐานเบิกความเท็จ ให้พิพากษายกฟ้อง
       
       หลังฟังคำพิพากษาเสร็จ นายนพดลกล่าวเพียงว่าคดีนี้ตนเองจะขอยื่นอุทธรณ์คดีต่อ


« Back