ี่คดีอุ้มฆ่าทนายสมชาย

 

song yong  joon

คดีฆาตกรรมที่น่าสนใจอีกคดีหนึ่ง คือการอุ้มฆ่าทนายสมชายฯ ที่ปัจจุบันยังไม่พบศพ หรือชิ้นส่วนของร่างกาย เหมือนคดีอุ้มฆ่าอื่น ๆ ซึ่งส่วนมากมีวิธีการทำลายศพได้หลายอย่าง เช่น  เผานั่งยาง(หมายถึงเผาศพไปกับยางรถยนต์ เอาศพนั่งเอายางรถคล้องใส่ตัว เทน้ำมันจุดไฟเอา เหลือแต่เส้นลวดยางรถ) / การชำแหละทิ้งชิ้นส่วนศพ การเอาศพให้จระเข้หรือเสือกิน / การนำกระดูก หรือศพขึ้น ฮ.ไปทิ้งทะเลลึก / การใช้รถเบกโฮขุดฝังศพลึก  / เอาเข้าเมรุวัดเผาศพ ฯลฯ ซึ่งทำให้ยากต่อการที่จะไปยังสถานที่ทำลายศพ และพบซากศพ

 

นายสมชาย นีละไพจิตร (13 พฤษภาคม พ.ศ. 2494)  อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2547 ในช่วงสมัยรัฐบาลทักษิณ 1

 

 

 

ทนายสมชาย มักทำคดีด้านสิทธิมนุษยชนที่ทนายส่วนมากมักจะปฏิเสธ เช่น คดีที่ชาวบ้านถูกกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ คดีคนพม่าลี้ภัยการเมือง คดีชาวอิหร่านที่ถูกจับในข้อหาเป็นผู้วางระเบิดสถานทูตอิสราเอลในประเทศไทย

 

ทนายสมชายเคยมีบทบาทร่วมกับองค์กรมุสลิมต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมทั้ง ชมรมสมาชิกรัฐสภาไทยมุสลิม เสนอแนวทางในการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 และในเวลาเดียวกันก็เรียกร้องขอความเป็นธรรม ในการสอบสวน 5 ผู้ต้องหา ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมูจาฮีดีน ซึ่งทนายสมชายได้ยืนยันว่าได้พบกับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ได้ความว่า ทั้งหมดไม่ได้กระทำความผิด แต่จำต้องรับสารภาพ เนื่องจากถูกตำรวจขู่เข็ญทำทารุณกรรม ซึ่งกรณีนี้สร้างความอับอายให้กับกระบวนการสืบสวนสอบสวนของรัฐเป็นอันมาก

 

วันที่ 13 มกราคม 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ได้ค้นพบหลักฐานสำคัญที่ระบุว่านายสมชายได้เสียชีวิตแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้องมากกว่า 4 นาย โดยจะสรุปสำนวนเสร็จสิ้นไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์

 

หลังการหายตัวไปอย่างลึกลับ นางอังคนา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชายได้เป็นตัวแทนในการเรียกร้องความเป็นธรรมและมีบทบาทในสังคมสืบเนื่องจากนั้นมา

 

 

สมัยเสรีพิสุทธิ์ฯ เป็นรักษาการผบ.ตร.กร้าว ย้อน'อังคณา นีละไพจิตร' ที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 'อย่าแหกปาก' เผย'ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ'พามาพบเมื่อเดือนก่อน รับปากจะดำเนินการกับตร.ที่พัวพันอุ้ม'สมชาย'ให้อยู่แล้ว เตือนให้อยู่ในกรอบ อย่าผลักไสให้ไปอยู่อีกฝ่าย ด้านเมียทนายสมชายขึ้นศาลปกครองยื่นฟ้องแล้ว รักษาการผบ.ตร.-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ดำเนินการตามสมควรกับ 5 ตร.ที่เกี่ยวข้องกับคดี ทั้งยุติการสอบวินัยชั่วคราว เพื่อรอผลจากศาลอาญาก่อน รวมทั้งมีการปล่อยให้กลับเข้ารับราชการต่อ อาจใช้อำนาจหน้าที่ไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้

 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 มี.ค. ที่ศาลปกครองกลาง นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยานายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม พร้อมด้วยนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ เดินทางมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง หมายเลขคดีดำที่ 457/2550 โดยฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ผู้ถูกฟ้องที่ 1 และรักษาการผบ.ตร. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 เพื่อขอให้ศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มิชอบ

 

นางอังคณา กล่าวว่า จากกรณีที่นายสมชายหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 47 โดยการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่ามีกลุ่มคนประกอบด้วย 1.พ.ต.ต.เงิน ทองสุก 2.พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุณญกำพงษ์ 3.จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง 4.ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต และ 5.พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน และสำนักงานอัยการสูงสุดได้เป็นโจทก์ฟ้องบุคคลดังกล่าว และแม้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษาจำคุกพ.ต.ต.เงิน และให้ยกฟ้องจำเลยอีก 4 คนที่เหลือ โดยที่ตนในฐานะโจทก์ร่วมได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล และอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

 

นางอังคณา กล่าวว่า ในขณะเดียวกับที่เรื่องอยู่ที่ศาลอาญา สตช.ได้ดำเนินการฐานผิดวินัยร้ายแรงกับผู้ต้องหาทั้ง 5 แต่มีการเลือกปฏิบัติชัดเจน เนื่องจากสตช.มีคำสั่งให้พักราชการจำเลยที่ 1-4 แต่ให้พ.ต.ท.ชัดชัยไปช่วยราชการที่ตำรวจภูธรภาค 4 รวมทั้งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนวินัยร้ายแรง มีข้อสรุปว่า ยังฟังไม่ได้ว่าบุคคลทั้ง 5 กระทำผิดวินัยร้ายแรงจริง จึงให้รอผลคำพิพากษาของศาลให้ถึงที่สุดเสียก่อน แต่ระหว่างรอการพิจารณาของศาลชั้นต้นนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 กลับมีคำสั่งให้ทั้ง 4 คน ยกเว้นพ.ต.ต.เงิน เข้ารับราชการในสังกัดเดิม จึงถือเป็นการออกคำสั่งแย้งกับคำสั่งเดิม ทั้งที่ข้อเท็จจริงของคดียังไม่สิ้นสุด อีกทั้งพ.ต.ท.ชัดชัยไม่เคยถูกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเลย จึงถือว่าการออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบและเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และทำให้เกิดความเสียหายต่อตน

 

นางอังคณา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การหายตัวไปของนายสมชายอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ การที่ผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้กลับเข้ารับราชการ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงการทำงานของสตช. และยังอาจจะเข้ามาอาศัยอำนาจหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งจะส่งผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรมได้ จึงขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งดังนี้ 1.สั่งเพิกถอนคำสั่งของสตช.ที่ให้พ.ต.ท.ชัดชัย ไปช่วยราชการที่ตำรวจภูธรภาค 4 2.เพิกถอนคำสั่งกรณีที่ให้จำเลยอีก 3 คนกลับเข้ารับราชการ และ 3.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรงแก่จำเลยทั้ง 4 และให้มีคำสั่งออกจากราชการไว้ก่อนจนกว่ากระบวนการพิจารณาคดีอาญาทั้งในชั้นศาล และกระบวนการดำเนินคดีของดีเอสไอแล้วเสร็จ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่าในโอกาสที่ครบรอบ 3 ปีการหายตัวไปของนายสมชาย อยากจะเรียกร้องอะไรกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือไม่ นางอังคณา กล่าวว่า ความปรารถนาเดียวที่ต้องการคือให้ทางเจ้าหน้าที่สามารถตามหานายสมชายให้เจอ และให้นำบุคคลที่กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ เพราะตั้งแต่นายสมชายหายตัวไปตั้งแต่ปี'47 ตนได้ไปร้องเรียนหลายต่อหลายแห่ง ทั้งทำหนังสือขอความเป็นธรรมกับผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 นาย ร้องเรียนผบ.ตร. แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ แม้กระทำทำหนังสือไปยังจเรตำรวจแห่งชาติ ตามหนังสือลงวันที่ 1 ธ.ค. 48 จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งเมื่อไม่มีใครให้ความเป็นธรรมได้ จึงได้ทำหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ใช้ให้อำนาจพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่กลับได้รับคำตอบว่าผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ไม่มีอำนาจเพราะถูกรัฐธรรมนูญปี'40 ถูกยกเลิกไปแล้ว

 

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีที่นางอังคณายื่นฟ้อง กรณีไม่ลงโทษข้าราชการตำรวจ 5 นาย ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการอุ้มทนายสมชายว่า คนเราไม่รู้เรื่องอะไรจริงก็ไปกล่าวหาคนอื่น ชอบทำอะไรตามใจตัวเองเป็นหลัก ตนเพิ่งรักษาการผบ.ตร.เมื่อเดือนที่แล้ว นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้พานางอังคณามาพบ จึงได้รับปากว่าจะดำเนินการให้ โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนผู้มีปัญหาอยู่ จะเอาอะไรอีก จะให้ตนเป็นศัตรู จะให้ทำหรือไม่ให้ทำ ไปสั่งสอนนางอังคณาให้อยู่ในกรอบ อย่าแหกปาก ทำให้แล้วจะเอาอะไรอีก

 

'จะผลักให้ผมไปอยู่อย่าอีกฝ่ายหรือไง อย่าเชื่อคนอื่นมาก ผมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว' รักษาการผบ.ตร.กล่าว

 

ที่กระทรวงยุติธรรม นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการคลี่คลายคดีการหายตัวไปครบ 3 ปี ของนายสมชายว่า หลังการเชิญตัวพล.ต.ท.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนิติการ มาเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการหายตัวของนายสมชาย ทำให้คดีมีความคืบหน้าไปมาก แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อรูปคดี สำหรับชิ้นส่วนศพของนายสมชายไม่ถือเป็นหลักฐานสำคัญ หากมีพยานบุคคลยืนยันการกระทำความผิดก็ถือเป็นหลักฐานที่เพียงพอจะนำไปพิสูจน์ได้ว่านายสมชายเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนกรณีที่นางอังคณาออกมาให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบสวน ตนอยากจะเชิญนางอังคณามาพูดคุย เพราะไม่ต้องการให้นำรายละเอียดในสำนวนคดีไปเปิดเผย

 

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความคาดหวังว่าหลังการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง คดีทนายสมชายจะมีความคืบหน้าชัดเจน นายสุนัย กล่าวว่า แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่ผู้นำสูงสุดของตำรวจเพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่บุคลากรในกองบังคับการตำรวจปราบปรามยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ รักษาการผบ.ตร. พิจารณาโทษทางวินัยกับนายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีหน่วงเหนี่ยวกักขังนายสมชายตามคำร้องขอจากนางอังคณา เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการสืบสวนสอบสวน เพราะที่ผ่านมาการทำงานในตำแหน่งเดิมของผู้เกี่ยวข้องทำให้เกิดอุปสรรคต่อการสอบสวนบ้าง อย่างน้อยก็ควรจะย้ายออกไม่ให้ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม

 

 

กก. สิทธิฯ หนุน “มาร์ค” คลี่คดีทนายสมชาย หวังกู้ภาพละเมิดสิทธิ

 

คณะกก.รณรงค์ เพื่อสิทธิมนุษยชน หนุนรัฐบาล เร่งคลี่คลาย คดีอุ้มทนายสมชาย ชี้ จะช่วยกู้ภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ตกต่ำ เชื่อ คดี เป็น พฤติการณ์ ระดับนโยบาย เกี่ยวพันหลายส่วน แนะโยกย้าย คนเตะถ่วงออก ทั้ง ดีเอสไอ – สตช. พร้อมจี้ แก้กฎหมาย เอาผิด คดีอุ้ม เทียบเท่า เจตนาฆ่า

 

 

อดีตผู้ต้องหา 5 ราย เป็น ตำรวจต่างสังกัดกัน คือ

 

พ.ต.ต.เงิน ทองสุก,

พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์,

จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง,

ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต และ

พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน

 

แต่เมื่อ วันที่ 12 มกราคม 2549 ศาลตัดสินจำคุก พ.ต.ต.เงิน ทองสุก คนเดียว ในข้อหาขืนใจ ทำให้สูญเสียอิสรภาพ แต่ผู้ต้องหา ที่เหลือ ยกฟ้อง เนื่องจาก ไม่มีหลักฐาน ที่เพียงพอ แต่ระบุใน สำนวนคดีว่า การอุ้ม เกิดจาก การกระทำร่วมกัน กับบุคคล 3-5 คน

 

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ ยังไม่สามารถ สอบสวนต่อได้ว่า ใครเกี่ยวข้องบ้าง ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เคยแถลงว่า มีหลักฐาน ที่จะจับกุมเพิ่ม ได้มาก กว่า 10 ราย แต่เรื่อง ก็เงียบหายไป และ อดีตผู้ต้องหา บางส่วน ยังได้รับความดีความชอบ ในราชการ ต่อไป จนที่ผ่านมา มีข้อครหาว่า มีการใช้ อำนาจ เข้าแทรกแซง สำนวนสอบสวน และ หลักฐานต่างๆ มากมาย เพื่อสู้คดี ในชั้นศาล ดังนั้น เรื่องการอุ้ม ทนายสมชาย จึงเป็นการทำ ในระดับนโยบาย ของ ฝ่ายความมั่นคง ที่เกี่ยวข้อง กับ นโยบาย ในการแก้ไข ปัญหาความไม่สงบ ในภาคใต้ ของ รัฐบาลทักษิณ

 

นี่เป็นปัญหา ของการเตะถ่วงคดี ที่แท้จริง ที่รัฐบาล จะต้องทำ แบล็กลิสต์เจ้าหน้าที่ และ นักการเมือง ที่เป็นถุงมือดำ ให้ชัดเจน เขายังระบุ อีกว่า รัฐบาล จะต้องโยกย้าย เจ้าหน้าที่รัฐ ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ สตช. ที่อาจจะเป็นปัญหา ของการเตะถ่วงคดี ออกด้วย และ เฝ้าระวัง การทำลาย หลักฐาน สำนวนสอบสวนสืบสวน ต่างๆ รวมถึง การดำเนินการ ปฏิรูปตำรวจ และ กระบวนการยุติธรรม ทั้งระบบ

คดีที่ ตำรวจ มีส่วนเกี่ยวข้อง ตำรวจ จะต้องไม่สืบสวน สอบสวนกันเอง จะต้องมี คณะสอบสวน ที่มาจาก ภายนอกด้วย โดยมี องค์ประกอบของ ทนายความ อัยการ และ ศาล และ จะต้องแก้กฎหมาย ให้เอาผิด คดีอาญา ในคดีอุ้มหาย เทียบเท่าการ คดีเจตนาฆ่า ได้เหมือนในหลายประเทศ เพราะจะเป็นช่องว่าง ให้เกิดการอุ้มหาย แล ะทำลายศพ โดยเอาผิด ผู้ต้องหาไม่ได้

 

เพราะ สามารถฟ้องเพียง ในฐาน ร่วมกันปล้นทรัพย์ และ ข่มขืนใจผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่ไม่สามารถ ตั้งข้อหา ฆาตกรรม หรือ ข้อหาอื่น ที่หนักกว่าได้ เนื่องจาก ยังไม่พบศพ หรือ หลักฐาน ที่บ่งชี้ว่า ทนายสมชาย ตายแล้ว ทั้งนี้ ครส. และ คณะทำงาน ยุติธรรมเพื่อสันติภาพ จะแถลงปัญหา คดี ดังกล่าว และ กรณีภาคใต้ ซึ่งสำนักงานของ คณะทำงานยุติธรรม เพื่อสันติภาพ ถูกทหาร กองทัพภาคที่ 4 บุกค้นที่ ปัตตานี ในวันพรุ่งนี้ และ จะเข้าพบ รัฐมนตรียุติธรรม เพื่อปรึกษาหารือ คดีต่างๆ 

 

 

 

 

“อังคณา” ชี้ คดีอุ้มทนายสมชาย สุดอืด การเมือง แทรกซ้ำซาก!

 

อังคณา นีละไพจิตร ชี้ คดีอุ้มทนายสมชาย สุดอืด

 

“เมียทนายสมชาย” ลงร่วม สังเกตการณ์ ตรวจพื้นที่พบ กระดูก-ตะปู ที่คาดเป็น จุดเผาทำลายศพสามี กับ คณะทีมงาน “ธานี-พีระพันธุ์” ชี้ คดียังอืด เพราะมีการเมืองแทรก เรียกร้องให้ “แม้ว” ผู้รู้ดีว่า ทนายสมชายเสียชีวิต มาร่วมเป็นพยาน ในคดี แต่ที่ผ่านมา ดีเอสไอ เมินเฉยไม่ร่วมมือ วันนี้ ( 7 ก.พ.) ก่อนที่ คณะทำงาน ชุด พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. และ คณะนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม โดยมี แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจน์สุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดี ดีเอสไอ พร้อมทีมงาน จะเดินทางไป จ.ราชบุรี เพื่อตรวจสอบพื้นที่ 2 จุด ที่ชุดสืบสวนพบ เศษชิ้นส่วน โครงกระดูกมนุษย์

 

โดยจุดแรกอยู่ใน พื้นที่ ทำลายวัตถุระเบิด ของทหาร จุดที่ 2 ท่าน้ำร้านอาหารเรือนแพ ซึ่งตั้งอยู่ ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น ระบุว่า เศษชิ้นส่วนโครงกระดูก ที่เคยเจอมี ดีเอ็นเอ ตรงกัน แต่ยังไม่ทราบผลว่า ดีเอ็นเอ ตรงกับ นายสมชาย หรือไม่ วันนี้ เมื่อเวลา ประมาณ 15.00 น. ที่ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี รมว.ยุติธรรม จึงลงตรวจสอบพื้นที่ ที่เคยพบ เศษกระดูกมนุษย์ และตะปู อีกครั้ง ซึ่งน่าจะ เกี่ยวโยงกับ คดีอุ้มฆ่า นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตทนายความ นักสิทธิมนุษยชน ที่ถูกอุ้มหายไป เนื่องจาก รับเป็นทนายความ ให้ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมา นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยา ทนายสมชาย ได้เดินทาง มา เพื่อร่วม ดูการตรวจสอบพื้นที่ของ คดีอุ้มฆ่านายสมชาย ด้วย

โดยกล่าวว่า ตนเองเชื่อว่า ถ้าคณะกรรมการสอบสวน เข้าทำงาน ด้วยความมีอิสระแท้จริง ก็จะมีข่าวดีได้ ซึ่งขณะนี้ ก็มีข่าวดีบ้าง คือ พบ ชิ้นส่วน กระดูกมนุษย์ แต่ตนยังเสียใจว่า อธิบดี ดีเอสไอ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง น่าจะแจ้งให้ ผู้เสียหาย ทราบบ้าง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า คดีนี้ยังมีความล่าช้า เนื่องจาก มีการแทกแซง ทางการเมือง ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อ การเมืองเปลี่ยน ด้านโยบายทำคดี ก็เปลี่ยน ตามไปด้วย

 

 

โดยรัฐบาล ที่ผ่านมา ดีเอสไอ ถูกกดดัน อย่างหนัก ดังนั้น ตนขอตั้งคำถามผ่านถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ว่าจะมี วิธีการอย่างไร ช่วยเหลือ คนที่มีปัญหากับ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ให้หมดหวัง ทำอย่างไรให้ พยานกล้าพูด โดยเฉพาะข่าว การถูกกระแสน้ำพัดพา พ.ต.ต.เงิน ทองสุก จำเลย คดีอุ้มทนายสมชาย จนลือว่า หายสาบสูญไปแล้ว แต่ยังไม่มีใคร พบศพดังกล่าว ตนก็ยังเชื่อว่า พ.ต.ต.เงิน ไม่ได้หายไปไหน

 

“มีความหวังมากขึ้น จากที่ผ่านมา จากคำพูด ฟ้าเปิดแล้ว ของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เชื่อว่า ผู้เสียหาย จะเข้าถึง พยานหลักฐาน ได้มากขึ้น แม้ยังไม่รู้ ท้ายที่สุด จะได้อะไรหรือไม่ แต่อย่างน้อยบอกไว้ว่า ประชาชนที่โดนอุ้ม ญาติพี่น้อง จะเรียกความเป็นธรรม ที่ไหน รัฐ จะรับผิดชอบ อย่างไร ที่ผ่านมาให้ ดีเอสไอ ทำหนังสือถึง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เป็นพยานของ คดีนายสมชาย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า นายสมชาย เสียชีวิตแล้ว จึงเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะมี หลักฐานสำคัญ แต่ที่ผ่านมา ดีเอสไอ ไม่เคยเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นพยาน และ อีกเรื่องที่ ป.ป.ช. เรียกสอบพยาน ของคดี ปล้นปืนภาคใต้ จนขณะนี้ ยังไม่สรุป ล่าช้ามาก ขอเรียกร้องให้ เร่งดำเนินการด้วย” นางอังคณา กล่าว

ด้าน นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ คดีนายสมชาย กล่าวว่า ปัญหาของ การสอบสวนคดีนี้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีผู้มีอำนาจ คนใด เกี่ยวขอ้งบ้าง ดังนั้น รมต. จะทำอย่างไร ไม่ให้ผู้มีอำนาจ เข้ามาเกี่ยวข้อง กับ คดีนี้ เพราะว่า ยังเกิดการแทรกแซง อยู่การดำเนินคดี ก็ล่าช้า

 

ต่อมาเวลา เมื่อเวลา 17.00 น. นายพีระพันธุ์ ได้เดินทางไปยัง สถานที่เผาทำลายวัตถุระเบิด เขาหลวง (โป่งอีเก้ง) จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นหุบเขา อยู่ใน เขต พื้นที่ทหาร โดยภายใน บริเวณดังกล่าว ดีเอสไอ และ สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ เคยเข้าขุดหา เศษซากชิ้นส่วนกระดูก ซึ่งล่าสุดพบ เศษกระดูกมนุษย์ และ ตะปู ถูกเผาไหม้ และ ฝังอยู่บริเวณดังกล่าว โดย พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ชี้แจงว่า การขุดค้น พบตะปู คลิปหนีบกระดาษ โดยผลการตรวจ เปรียบเทียบเป็น ตะปูที่มีลักษณะถูกเผาไหม้ ด้วยน้ำมันเบนซิน เช่นเดียวกับ ตะปู และ โครงกระดูก ทีพบใน แม่น้ำแม่กลอง โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรมได้จุดธูป เคารพบริเวณดังกล่าวด้วย จากนั้น นายพีระพันธุ์ ได้เดินทาง มายัง ร้านอาหารเรือนแพ ตั้งอยู่ เชิงสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นอีกจุด ที่ งม พบถุงปุ๋ย บรรจุ เศษโครงกระดูก แขน ขา กระโหลกศีรษะ และ ตะปู ซึ่งถูกเผาไหม้ ด้วยความร้อนสูง นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการ อย่างเต็มที เพราะหลักฐาน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชิ้นส่วนที่พบ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นชิ้นส่วน ของ นายสมชาย หรือไม่ โดยต้อง รอผลการตรวจพิสูจน์ เป็นเวลา 5 วัน แต่วัตถุ ที่พบ น่าเชื่อได้ว่าเพียงพอว่า นายสมชาย เสียชีวิต แล้วหรือไม่ ส่วนการจุดธูป ไม่ได้อธิษฐาน ขออะไร แต่เป็นการเคารพ ผู้เสียชีวิต ในบริเวณดังกล่าว เพราะได้รับรายงานว่า เป็นพื้นที่ ที่มีการนำศพ มาเผาทำลาย ดังนั้น จะประสานยัง กองทัพบก ให้นำกำลัง มาช่วยตรวจค้น อย่างละเอียด  นอกจากนี้ จะประสานให้ กองทัพเรือ นำเครื่องสแกนใต้น้ำ มาช่วยตรวจพิสูจน์ แม่น้ำแม่กลอง

 

ขณะที่ นายสุทธิ พยัคฆ์ อายุ 68 ปี อาชีพ งม หาของเก่า ในแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งดีเอสไอ ว่าจ้าง ให้ดำน้ำงมหาหลักฐาน ใต้พื้นน้ำแม่กลอง กล่าวว่า พบ ถุงปุ๋ยใส่เศษกระดูก ติดกลางร่องน้ำ บริเวณต่อม่อ สะพาน และ ยังพบเศษชิ้นส่วนกระดูก อยู่ใต้แม่น้ำแม่กลอง จำนวนมาก แต่ไม่สามารถ เก็บขึ้นมา ได้ทั้งหมด

 

 

 

 September 24, 2008

ตำรวจวัดโบสถ์ ยัน “พ.ต.ต.เงิน ทองสุข” 1 ใน 5 นายตำรวจพัวพันคดี “สมชาย ลีนะไพจิตร” จมหาย ใต้เขื่อน แควน้อย จริง

 

พิษณุโลก – ตำรวจวัดโบสถ์ยัน “พ.ต.ต.เงิน ทองสุข” 1 ใน 5 นายตำรวจพัวพันคดี “สมชาย ลีนะไพจิตร” จมหายใต้เขื่อนแควน้อยจริง แต่ยังหาศพไม่พบ

 

รายงานข่าวจาก จังหวัดพิษณุโลก แจ้งว่า เย็นวันนี้ (24 กันยายน 2551) ตำรวจสอบสวนคดีพิเศษ( DSI ) ได้เดินทาง มาพบ ร.ต.อ.อโณทัย ช้างพินิจ ร้อยเวร สภ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เจ้าของคดีปริศนา การจมน้ำของ พ.ต.ต.เงิน ทองสุข 1 ใน 5 ตำรวจ ที่พัวพัน คดีการหายตัวไป ของ นายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรม นักกฎหมายมุสลิม โดย พ.ต.ต.เงิน และนายนฤชัย ชินวัณณรัตน์ หลานชาย เจ้าของ รับเหมาก่อสร้าง เขื่อนแควน้อยได้จมน้ำ ใต้เขื่อนแควน้อย หลังไปดูแล แบ็คโฮ ขุดทำนบดิน ที่กั้น ระหว่างเขื่อนแควน้อย และ เขื่อนสันตะเคียน

 

ร.ต.อ.อโณทัย ช้างพินิจ ร้อยเวร สภ.วัดโบสถ์ ร้อยเวร ยอมรับว่า ดีเอสไอ. ลงพื้นที่ เพื่อยืนยันว่า ผู้สูญหายอีกราย ที่ยังไม่พบศพ ว่าเป็น พ.ต.ต.เงิน จริง หรือ ไม่ ซึ่งตน ก็ให้ข้อมูลไปว่า จริง เพราะสอบถาม พยานแวดล้อม ต่างยืนยันว่า ใช่ และ หลายคน ที่เห็นเหตุการณ์ ต่างยืนยันว่า ผู้สูญหาย อีกคน คือ พ.ต.ต.เงิน ทองสุข จริง

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ หน่วยกู้ภัยและ นักประดาน้ำ ต่างระดม ค้นหาศพที่เหลืออยู่ 1 ราย ( 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ศพของนายนฤชัย ซึ่งเป็นหลาน เจ้าของบริษัทรับเหมา) ลอยขึ้นมา เหนือน้ำ แต่ร่าง พ.ต.ต.เงิน (ที่เป็นคนติดตาม) ยังไม่พบ เจ้าหน้าที่กู้ภัยบูรพา พร้อมชุดปฏิบัติการใต้น้ำ ได้ลงเรือท้องแบน ค้นหาร่าง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก ที่เกิดอุบัติเหตุ จมในอ่างเก็บน้ำ เขื่อนแควน้อย เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 19 กันยายน 2551 ซึ่งร่างของศพ ยังไม่พบ คาดว่า ติดอยู่กอ หรือกิ่งไม้ ใต้เขื่อน ถือว่า เป็นอุปสรรค ที่ไม่สามารถ ค้นหาศพ ได้ในเวลารวดเร็ว ประกอบกับ น้ำสูงกว่า 30 เมตร แม้ยัง ไม่กักเก็บน้ำ 100%

 

ส่วนข่าวลือว่า มีการตั้งรางวัล ผู้พบศพ ถึง 5 แสนบาทนั้น ได้รับการยืนยัน จาก เจ้าหน้าที่ระดับสูง ของ โครงการเขื่อนแควน้อย ว่า ไม่เป็น ความจริง

 

ทั้งนี้เป้าหมาย การค้นหาศพ ที่ไม่ธรรมดา เนื่องจาก ต้องการ คลี่ปมปริศนา การจมน้ำของ พ.ต.ต.เงิน ว่า จริงหรือเท็จ เพราะเกรงว่า จะมีการแทง จำหน่าย ว่า เสียชีวิตไปแล้ว เพราะ นายตำรวจ คนนี้เป็น 1 ใน 5 ตำรวจ ที่พัวพัน คดีการหายตัวไป ของ นายสมชาย นีละไพจิตร ประธาน นักกฎหมายมุสลิม เมื่อ 2547

 

ที่ ศาลอาญา ตัดสินให้ พ.ต.ต.เงิน ทองสุข อดีต สว.กอ.รมน. ช่วยราชการ กองปราบปราม รับโทษ 3 ปี แต่จำเลย อยู่ระหว่างยื่น อุทธรณ์ ส่วนพวก อีก 4 นาย ศาลยกฟ้อง หลังต้องคดี ทำให้ พ.ต.ต.เงิน ทองสุข ถูกให้ออกจากราชการ และมาช่วยญาติ ในบริษัท ยูบีซี ร่วมค้า รับเหมา งานก่อสร้าง เขื่อนแควน้อย อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก

 

รายการ คม-ชัด-ลึก วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2552 ตอน : “5 ปี คดีทนายความสมชาย...รู้แต่พูดไม่ได้” นำเสนอมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ว่าจะตั้งเข็มทิศในคดีนี้ใหม่อย่างไร หลังจาก 5 ปีที่ผ่านมา มีเพียงการงมค้นหากระดูกเท่านั้นที่ดูจะฮือฮาบ้างเป็นระยะ

 

งมไปก็ไม่คืบหน้า-ต้องพาตัว "ทักษิณ" เป็นพยาน

 อังคณา นีละไพจิตร ภรรยาทนายสมชาย และประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ยอมรับว่า การค้นหาหลักฐานในคดีนี้ไม่ง่าย เพราะผ่านมา 5 ปีแล้ว และไม่แน่ใจว่าจะมีหลักฐานเหลือหรือไม่ จากการงมแม่น้ำแม่กลอง 4-5 ครั้ง ในรอบ 3 ปีก็ยังหาไม่เจอภรรยาทนายสมชายเชื่อว่า คดีนี้ถูกออกแบบมาแล้วให้เป็นแบบนี้ เพราะแม้จะมีประจักษ์พยานเห็นว่า พ.ต.ต.เงิน ทองสุก ผลักทนายสมชายขึ้นรถ แต่ก็ดำเนินคดีได้เพียงข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว แม้แต่คดีลักทรัพย์ในรถของทนายสมชายก็สาวไปไม่ถึง นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังเน้นเฉพาะข้อมูลของผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ซึ่งมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ใกล้กับจุดที่ทนายสมชายอยู่ทั้งวัน แต่กลับไม่มีการตรวจสอบเพื่อสาวไปถึงคนที่อยู่นอกเหนือไปกว่านั้น เหมือนต้องการจะเอาผิดแค่นี้  การทำคดีนี้ต้องการให้มีการสอบสวนในประเด็นอื่นบ้าง โดยเฉพาะประเด็นผู้สั่งการ และกรณีที่ผู้ต้องหา 3 คนในคดีนี้เคยทำคดีความมั่นคงในภาคใต้ ซึ่งทนายสมชายไปช่วยทำคดีให้ผู้ต้องสงสัย และถูกอุ้มหาย หลังเข้าร้องเรียนว่าตำรวจซ้อมผู้ต้องสงสัยเพียง 1 วัน นอกจากนี้ เธอยังเรียกร้องให้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นพยานในคดีนี้ด้วย เพราะเคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า สามีเธอเสียชีวิต ซ้ำยังเคยพูดกับเธอด้วยว่า ทนายสมชายช็อกตายขณะถูกผลักขึ้นรถ ซึ่งคำให้การของ พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะมีประโยชน์มาก

 

ตั้งประเด็นใหม่-ส่งกระดูกให้เอฟบีไอตรวจ

 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การทำคดีทนายสมชายไม่ได้มุ่งไปที่การงมค้นหากระดูกเพียงอย่างเดียว แต่ควรทำแนวทางอื่นไปด้วย เช่น หาพยานแวดล้อม หรือบุคคลที่ถูกยกฟ้องมาสอบใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ ที่ผ่านมาการงมพบเศษกระดูกบางชิ้นไม่สามารถตรวจหาดีเอ็นเอได้ เพราะกระดูกมีอายุนานมาก ประกอบกับเครื่องมือที่มีไม่สามารถตรวจดีเอ็นเอได้ จึงมีการประสานไปยังเอฟบีไอ เพื่อส่งกระดูดที่ตรวจดีเอ็นเอไม่ได้ไปให้ตรวจสอบด้วย นายพีระพันธุ์ตั้งข้อสังเกตการทำงานของตำรวจว่า ถ้ารู้ว่าทนายสมชายหาย การค้นหาคงไม่ง่ายแน่นอน ดังนั้นจะต้องมุ่งเน้นไปที่คนอุ้มก่อนว่า รู้จักกันแต่ต้นไหม ถ้าไม่มีข้อวิวาทกันมาก่อนก็ต้องหาว่าอะไรเป็นสิ่งจูงใจในการกระทำผิด หรือรับคำสั่งจากใคร ตรงจุดนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นในการหาขบวนการที่เอาทนายสมชายไปฆ่า หรือไปเก็บไว้ที่ไหนไม่ให้ทำงาน ซึ่งคนที่ฆ่าจะต้องมีความรู้ และวิธีการไม่ให้หาเจอได้ ดังนั้น การทำงานจึงหลงทางในสิ่งที่ถูกวางไว้ในกับดักมาตลอด 5 ปี เพราะไม่ยอมวางรูปคดีในแนวทางอื่นบ้าง ตร.ตั้งประเด็นแคบไป-อัยการต้องช่วยเสริม

 

นคร ชมพูชาติ รองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ มองปัญหาในการเอาตัวผู้กระทำผิดในคดีนี้มาดำเนินคดีว่า อยู่ที่กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในชั้นสอบสวน มองว่า ถ้าพนักงานสอบสวนตั้งข้อหาเพียงว่า มีการเอาตัวไปกักขังหน่วงเหนี่ยว ทั้งที่มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าผู้ต้องหามีเจตนาอะไร ซึ่งไม่ใช่การเรียกค่าไถ่ หรือกักขังทั่วไป แต่มีเจตนาเพื่ออุ้มฆ่า ต้องตั้งข้อหา และดำเนินคดีมุ่งไปสู่จุดนั้นให้ได้ ไม่ใช่ตั้งข้อหาแคบๆ แบบนี้ ทั้งนี้ กรอบในการสืบสวนสอบสวนสามารถวางครอบคลุมได้ว่า กรณีนี้เป็นเรื่องของการอุ้มเอาตัวไปฆ่า ซึ่งเมื่อตั้งรูปคดีแล้วก็จะเห็นความเกี่ยวข้องของบุคคลอีกมาก และจะเห็นความเกี่ยวข้องไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่เปลี่ยนแนวคดีก็จะไม่ขยายออกไป คดีนี้ตำรวจมีข้อมูลอยู่แล้วว่า เรื่องนี้มีคนสั่งมา หรือเป็นการเอาใจคนระดับสูง เพื่อให้ทนายสมชายหายไป จึงต้องไปหาว่าใครจะได้ประโยชน์หากทนายสมชายหายไป ต้องดูว่าปกติตำรวจสายนี้ใครเป็นคนใช้งาน แต่ตำรวจก็ไม่กล้าทำ เพราะจะกระทบต่อการทำงาน ขณะที่อัยการก็มีบทบาทได้เช่นกัน เพราะสามารถมองได้มากกว่าตำรวจ และสามารถให้ตำรวจไปสอบเพิ่มได้ ซึ่งจริงๆ แล้วหลายเรื่องอัยการต้องมองอย่างนั้น นี่คือปัญหาที่ทำให้อัยการยังไม่สามารถช่วยงานของตำรวจได้มากเท่าที่ควร ทั้งที่มีอำนาจทำได้

 

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤศจิกายน 2549 07:59 น.

 

       เปิดหลักฐานบันทึกคำสนทนา มัดมือขวา “ทักษิณ” สั่งอุ้มฆ่า “ทนายสมชาย” แฉ ใช้ “ทำเนียบ” เป็นกองบัญชาการ ก่อนออกคำสั่งผ่านนายตำรวจยศ “พันเอก” ที่ดูแลปัญหาใต้ขณะนั้น ขณะที่ “คมช.เรียกประชุมลับด่วน ท่ามกลางข่าวสะพัดปลด “โกวิท”

      

       แหล่งข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยว่า จากการที่ พล.อ.สนธิ ระบุว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชิดนวัตร เป็นคนสั่งการอุ้มฆ่าทนายสมชาย โดยหลักฐานดังกล่าวเป็นเทปบันทึกการสนทนาผ่านทางโทรศัพท์ที่ทำเนียบรัฐบาล ของคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐมนตรีที่ดูแลรับผิดชอบปัญหาภาคใต้ขณะนั้น โดยสั่งผ่านไปยังนายตำรวจยศพันตำรวจเอก ซึ่งขณะนี้นายตำรวจคนดังกล่าวมียศเป็นพลตำรวจตรี และเคยถูกโยกย้าย ซึ่งในช่วงนั้นดูแลปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหลังจากนั้นได้ถูกโยกไปดูแลในส่วนของกองบัญชาการตำรวจภาค 5 ทั้งนี้ พบว่านายตำรวจคนดังกล่าวได้มีการสั่งการไปยังทีมตำรวจอุ้มฆ่าที่ตกเป็นผู้ต้องหาก่อนหน้านี้แต่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่สั่งการและรัฐมนตรี รวมทั้งนายตำรวจยศพันเอกในขณะนั้นเคยใช้ทำเนียบฯ เป็นที่วางแผนสั่งการด้วย

      

       ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อเวลา 18.00 น. คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้เรียกประชุมลับ โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธานที่กองบัญชาการกองทัพบก มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. รอง คมช. พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. กรรมการ คมช. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผช.ผบ.ทบ. พล.อ.อานุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. โดยมีกระแสข่าวว่าเป็นการเรียกประชุมด่วนเกี่ยวกับ 3 คดีที่ทาง คมช.เร่งให้สรุปโดยเร็ว คือ คดีคาร์บอมบ์ พ.ต.ท.ทักษิณ คดีตากใบ และคดีทนายสมชายที่ถูกอุ้มฆ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีทนายสมชายที่ประชุมได้มีการพูดกันมากเป็นพิเศษ

      

       อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า คมช.ได้เรียกประชุมที่บ้านเกษะโกมล ซึ่งเป็นบ้านพักของ ผบ.ทบ.เป็นสถานที่ประชุม แต่เมื่อผู้สื่อข่าวไปถึง ก็ไม่พบว่ามีใครมาประชุมแต่อย่างใด จึงพยายามเช็คใหม่จนทราบว่า คมช.เปลี่ยนมาประชุมที่กองบัญชาการกองทัพบกแทน ทั้งนี้เป็นการประชุมลับท่ามกลางกระแสข่าวว่าจะมีการปลด พล.ต.อ.โกวิท ออกจากตำแหน่งด้วย

 

 ศาลนัดไต่สวน “อังคณา” เพียงปากเดียว หลังร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ทนายสมชาย นีละไพจิตร สามี เป็นบุคคลสาบสูญ  ภริยาขึ้นเบิกความระบุนับตั้งแต่12 มี.ค.47 -ปัจจุบันยังไม่มีผู้แจ้งเบาะแสว่านายสมชายหายไปไหน

 

วานนี้(18 พ.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 403 ศาลแพ่ง ศาลนัดไต่สวนคำร้องที่นางอังคณา นีละไพจิตร ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายสมชาย นีละไพจิตร สามี อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม เป็นบุคคลสาบสูญ หลังนายสมชายหายตัวไปจากภูมิลำเนา ครบ 5 ปีตามเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือหายตัวไปโดยตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งการยื่นคำร้องครั้งนี้ของนางอังคณา เพื่อจะเข้าไปจัดการทรัพย์สินของนายสมชาย

 

โดยนางอังคณา ได้เบิกความว่า เชื่อว่าที่นายสมชาย หายตัวไปสืบเนื่องจากการร้องเรียนกรณีที่  ผู้ต้องหา 5 คนในคดีเผาโรงเรียนและปล้นปืน ถูกตำรวจซ้อม ซึ่ง 2 ใน 5 จำเลยคดีอุ้มนายสมชาย ถูกแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว

ทั้งนี้จากการหายตัวไปของนายสมชาย ทำให้คณะทำงานองค์การสหประชาชาติ ได้รับคดีไว้ติดตามความคืบหน้า เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.48

 

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.47 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้แจ้งเบาะแสการหายไปของนายสมชาย ซึ่งสันนิษฐานจากพฤติกรรมโดยปกติของนายสมชายแล้ว เชื่อได้ว่านายสมชายน่าจะเสียชีวิตแล้วตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.47

 

ต่อมาในช่วงบ่ายได้นัดให้ฟังคำสั่งเบิกความเสร็จศาลในช่วงโดยศาลสั่งให้นายสมชาย เป็นบุคคลสาบสูญ หลังหายตัวไปครบ 5 ปีแล้ว

 

ใครคือ...จอมบงการ คดีอุ้ม"ทนายสมชาย"

หากคนใกล้ชิดอดีตนายกฯ ทักษิณอยู่เบื้องหลังคดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร ตามที่ พล.อ.สนธิ กล่าวอ้างจริง ใครคือ "จอมบงการ" ระหว่างทำเนียบรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

 คำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่ออกมาแฉผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวของนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม คือคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สร้างความฮือฮาได้พอสมควร

 

 ทางหนึ่งเป็นความพยายามลดแรงกดดันจากกลุ่มมวลชนทางภาคใต้ ที่ทวงถามความคืบหน้าในการคลี่ปมคดีดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ลดแรงเสียดทานจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ ที่หยิบยกประเด็นดังกล่าวว่า ถูกกระทำโดยอำนาจรัฐ

 

 ที่น่าจับตา คือ ท่าทีของ พล.อ.สนธิ ต่อกรณีนี้ จะเป็นรูปธรรมแค่ไหน เพราะเวลาที่ผ่านมากว่า 2 ปี การจับกุมจอมบงการตัวจริง...ดูจะอยู่อีกไกล

 

 แม้เบื้องต้นจะมีนายตำรวจถูกจับกุมดำเนินคดีอย่าง พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ พ.ต.ต.เงิน ทองสุข จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง และ ส.ต.ต.รันดร สิทธิเขต แล้วก็ตาม

 

 แต่หลายฝ่ายเชื่อว่ายังมีนายตำรวจระดับสูงอยู่เบื้องหลัง และสั่งการอุ้มตัวทนายความผู้นี้...ลอยนวลอยู่

 

 หากย้อนถึงที่มาที่ไปของการอุ้มตัวทนายสมชาย จะพบว่า ก่อนหน้าจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั้น ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมผู้นี้ รับว่าความให้ห้าผู้ต้องหาคดีปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ได้แก่ นายมะกะตา ฮารง นายสุกรี มะมิง นายอับดุลเลาะห์ อาบุคาริ นายมะนาแซ มามะ และนายซูดีรือมัน มาแอะ โดยผู้ต้องหาทั้งหมดร้องเรียนว่าถูกนายตำรวจชุดจับกุมซ้อมจนได้รับบาดเจ็บ

 

 กระทั่งนายสมชายทำเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อศาล เพื่อให้ผู้ต้องหาพ้นจากการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อมาศาลได้อนุญาตและนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปฝากขังยังเรือนจำ

 

 พร้อมๆ กันนั้นก็ทำหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมของตำรวจชุดจับกุมต่อประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน อัยการสูงสุด ผบ.ตร. รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

 มูลเหตุนี้เอง เชื่อว่าเป็นที่มาของคำสั่งอุ้มนายสมชายอย่างเร่งด่วน และนับตั้งบัดนั้นทนายความผู้นี้ก็หายไปแบบไม่มีวันกลับ

 

 หลังการหายตัวไปของประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม มีการตั้งคณะทำงานเพื่อสืบหาร่องรอยจากหลายส่วน ทั้งกองบัญชาการสอบสวนกลาง ซึ่งมีกองปราบปรามเป็นหัวหอก และชุดติดตามสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่มี พล.ต.ต.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น รอง ผบช.น.เป็นหัวหน้าชุด รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ภายใต้การกำกับของ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ ได้ส่งทีมพิเศษหาหลักฐานมัดผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา การตามแกะรอย "จอมบงการ" กลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร

 

 ถึงแม้การขยายผลสอบสวนหาหลักฐานมัดผู้อยู่เบื้องหลังจะยังไม่คืบหน้า แต่การสืบสวนกลับพบร่องรอยบางอย่าง ที่บ่งชี้ว่ามีนายตำรวจระดับสูงหลายคนเข้าไปมีส่วนพัวพัน

 

 บันทึกการสืบสวนระบุว่า ช่วงต้นปี 2547 มีนายตำรวจยศ พล.ต.อ.คนหนึ่ง ที่ดูแลพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อหาผลงานในการเลื่อนตำแหน่งในอนาคต ด้วยความพยายามทำลายเครือข่ายกลุ่มก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และด้วยวิธีการสอบสวนนอกกฎหมายถึงกับมีการซ้อมจนผู้ต้องหาบางส่วนยอมรับสารภาพ ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้ความรุนแรงขยายตัวขึ้นตามลำดับ

 

 รายงานการสืบสวนดังกล่าว ยังระบุว่า กระทั่งมีเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหารเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 นายตำรวจกลุ่มหนึ่งได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมกับเค้นให้รับสารภาพด้วยวิธีการทรมาน บังคับให้ดื่มเบียร์ จับนั่งกับพื้นและฉี่รดใบหน้าผู้ต้องหา บังคับให้คลานอย่างสุนัข รวมถึงจับผู้ต้องหาบางคนกดหัวเลียรองเท้า

 

 ข้อมูลจากการสืบสวน ยังพบว่า ในช่วงนั้นนายสมชายทำหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมของนายตำรวจหลายคน รวมถึงนายตำรวจยศ พล.ต.อ.ที่ลงไปทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และลงมือซ้อมผู้ต้องหาบางส่วนด้วยตัวเอง เมื่อเห็นว่าภัยใกล้จะถึงตัว จึงมีคำสั่งให้จัดการปัญหา โดยนายตำรวจยศ พล.ต.ท.ผู้หนึ่ง (ยศขณะนั้น) สั่งการให้ รองผู้บัญชาการคนสนิท (ตำแหน่งขณะนั้น) จัดทีมอุ้มตัวนายสมชายเพื่อ "ตัดไฟแต่ต้นลม"

 

 เมื่อนายตำรวจผู้รับงานนำเรื่องดังกล่าวมาหารือกับคนใกล้ชิดในหน่วยงานหนึ่งของกองบัญชาการสอบสวนกลาง เพื่อจัดชุดปฏิบัติการ แต่ไม่มีใครกล้ารับงาน กระทั่งมีนายตำรวจยศ พ.ต.อ.ระดับ รอง ผบก.หน่วยงานหนึ่ง หาญกล้ารับดำเนินการให้ โดยมี พล.ต.ต. รองผู้บัญชาการ คนเดิม และ พ.ต.อ.เป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง จนแผนการดังกล่าวลุล่วง จับกุมตัวเหยื่อไปกักขังไว้ในเซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง

 

 กระทั่ง 2 วันหลังการควบคุมตัว มีทั้งการข่มขู่และลงมือซ้อม จน "เหยื่อแน่นิ่งไป" เชื่อว่าเกิดจากหัวใจวายเสียชีวิตโดยเฉียบพลัน สอดคล้องกับคำให้การของนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาที่ระบุว่า สามีเป็นโรคประจำตัวต้องกินยาตลอดเวลา เมื่อเหยื่อเสียชีวิต แผนการทำลายหลักฐานจึงเริ่มขึ้น ด้วยการนำศพไปเผาที่วัดแห่งหนึ่งย่านประชาชื่น

 

 ไม่เหลือแม้แต่เศษผงกระดูก !!!!

 

 ขณะเดียวกัน ก็มีการสร้างฉากตบตากลบเกลื่อนร่องรอย ด้วยการเดินทางไป จ.ราชบุรี เพื่อเบี่ยงเบนพื้นที่สังหาร พร้อมกับการปรากฏตัวในที่ต่างๆ รวมถึงริมแม่น้ำท่าจีน ซึ่งต่อมาชุดคลี่คลายคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำประดาน้ำงมหาหลักฐานที่มีพยานส่งข้อมูลมาว่า เป็นจุดทิ้งซากศพ แต่ก็ไร้ร่องรอย

 

 อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการสืบสวนทั้งหมดถูกส่งตรงถึงมือ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ดูเหมือนเรื่องนี้ "จะเหวี่ยงงูไม่พ้นคอ" เพราะขณะนั้น (ปี 2547-2548) รัฐบาลพยายามจะสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายภาคใต้ให้หยุดลงมือ จึงไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนจากทำเนียบรัฐบาลว่า จะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดการอย่างไรกับนายตำรวจระดับสูงผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

 

 ถึงแม้แนวทางการสืบสวนจะพบร่องรอยของนายสมชายแล้วก็ตาม แต่หากการดำเนินคดีกลับไม่มีหลักฐานพอจะสาวไปถึงจอมบงการ พร้อมๆ กับเวลาที่ล่วงเลยมากว่า 2 ปี ทำให้นายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมียศและตำแหน่งสูงขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

 ที่สำคัญ มีนายตำรวจบางคนได้รับการปูมบำเหน็จได้รับการแต่งตั้งเป็นถึงนายพล จากโผโยกย้ายที่ผ่านมา

 

 ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า สัญญาณที่ส่งออกมาจาก พล.อ.สนธิ เรื่อง "จอมบงการ" เป็นผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น เป็นคลื่นรบกวนให้เกิดความไขว้เขวหรือไม่ว่า ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล หรือเป็นผู้มากบารมีในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กันแน่ !!!!!

 

.............

 

 

คุณสมชายเป็นคนทำงานจริงจัง รักความเป็นธรรม ภรรยาชื่อ อังคณา มีลูก ๕ คน สุดปรารถนา ประทับจิตร กอร์ปกุศล ครองธรรม และกอร์ปธรรม เขาเป็นทนายความมาตลอด อยู่เบื้องหลังคดีสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะคดีภาคใต้ ที่ประชาชนถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับ การก่อการร้าย ทนายสมชายสามารถทำให้จำเลยพ้นข้อหาได้เกือบทุกคดี เช่นคดีกูเฮงเผาโรงเรียนเมื่อปี ๒๕๓๗ คดีหมอแวพัวพันกลุ่มก่อการร้ายเจไอ คดีอื่นๆได้แก่ คดียัดยาบ้า ๑ เม็ดให้นิสิตจุฬา ฯ คดีช๊อตไข่นายเอกวัต ศรีมันตะ คดีวิสามัญฆาตกรรมโจด่านช้าง และเกือบทุกคดี ทนายสมชายยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฟางเส้นสุดท้ายกับตำรวจคือ การออกมาเปิดโปงเจ้าพนักงานทรมานผู้ต้องหาปล้นปืนและเผาโรงเรียน ๕ นายเพื่อให้รับสารภาพ

 

ตัวอย่างคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชน

 

* คดีช๊อตไข่นายเอกวัต ศรีมันตะ โดยตำรวจสภอ พระนครศรีอยุธยา เพื่อให้รับสารภาพในคดีชิงทรัพย์ กรณ๊นี้ได้ถูกหยิบยกเข้าที่ประชุม ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งองค์การสหประชาชาติ เมืองเจนีวา เมื่อเดิอนมีค ๒๕๔๘ คดีนี้สมชายเป็นทนายให้ แต่สุดท้าย นาย เอกวัตถอนฟ้อง บอกว่า เข้าใจผิด

 

* คดีวิสามัญฆาตกรรม โจ ด่านช้าง เป็นการจับผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ต้องหาถูกใส่กุญแจมือเดินออกมาจากบ้าน แต่แล้วตำรวจให้เดินหันหลังกลับไปในบ้านใหม่ บอกว่าเพื่อทำแผน ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกวิสามัญฆาตกรรมทั้งกุญแจมือ ทนายสมชายทำคดีให้เนื่องจากญาติมาขอให้สภาทนายความช่วย พบว่า ๒-๓ วันต่อมาบ้านที่เกิดเหตุถูกรื้อไปหมด ไปทำศาลาวัด คุณสมชายต้องไปรื้อศาลาวัดเพื่อมาตรวจวิถีกระสุนและหาหลักฐาน ภายหลังญาติไปขอถอนแจ้งความ

 

* ในปีพ.ศ.๒๕๔๗ เกิดความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ หลายเหตุการณ์ เช่นปล้นปืน เผาโรงเรียน ลอบวางระเบิด ในวันที่ ๔ มค ๒๕๔๗ โรงเรียนกว่า ๒๐ แห่งถูกลอบวางระเบิด และมีการบุกล้อมกองพันพัฒนาที่ ๔ ค่ายกรมหลวงนราธิวาสฯ จ.นราธิวาส ปล้นปืนไปมากกว่า ๔๐๐ กระบอก สมชายเข้าไปเป็นทนายให้แก่ ๕ ผู้ต้องหาซึ่งถูกคุมตัว ถูกบังคับให้รับสารภาพและถูกตำรวจทำร้ายร่างกายอย่างน่าสังเวชที่โรงเรียนตำรวจนครบาล นายสมชายได้เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก และล่ารายชื่อ ๕๐๐๐๐ ชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมายนี้

 

เขายังขอให้มีการย้าย ๕ ผู้ต้องหาไปไว้ในเรือนจำแทนซึ่งศาลก็เห็นด้วย ทำให้เจ้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ แสดงความไม่พอใจ สมชายและครอบครัวถูกข่มขู่ เขาเขียนเรื่องการทารุณผู้ต้องหาทั้ง ๕ ไว้เมื่อ ๑๑ มีค ๒๕๔๗ ดังนี้

 

คนที่ ๑ ถูก-ปิดตาทั้งสองข้าง - เตะที่ปากและใบหน้า - เหยียบที่ใบหน้าหลังถูกผลักให้ล้มลง - ปัสสาวะใส่หน้าและปาก - ใช้ไฟฟ้าช๊อตที่ลำตัวและอวัยวะเพศ ๓ ครั้ง

 

คนที่ ๒ ถูกปิดตา - เตะที่ลำตัว - ใช้รองเท้าตบหน้า - บังคับให้นอนลง -ปัสสาวะรดหน้า

 

คนที่ ๓ ถูก- ปิดตา - เตะที่ลำตัว - ตบที่กกหู ๒ ข้าง - ใส่กุญแจมือไพล่หลัง - มัดข้อเท้า ๒ ข้าง- ไฟฟเช๊อตที่ลำตัวและหลัง

 

คนที่ ๔ ถูก- ปิดตา - บีบคอ - ใส่กุญแจมือไพล่หลัง- ใช้ไม้ตีด้านหลังจนศีรษะแตก - แขวนตอกับประตูห้องขัง- ทุบที่ลำตัว- ไฟช๊อตด้านหลัง

 

คนที่ ๕ ถูก - ปิดตา - ตบด้วยเท้าบริเวณหน้าและปาก - ตบกกหู - ต่อยท้อง และใช้ไฟฟ้าช๊อตหลายครั้ง

 

     

 ๑๒ มีค ๒๕๔๗ ทนายสมชายไปทำธุระที่ศาลล้มละลายกลางและศาลแพ่งกรุงเทพฯใต้ ส่วนตอนเย็นไปทำงานที่สำนักงานย่านรัชดา แล้วนัดเพื่อนทนายที่ร้านอาหารย่านรามคำแหง แยกย้ายจากเพื่อนเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม โดยทนายสมชายขับรถจากรามคำแหงมุ่งไปทางลำสาลี หลังจากนั้นไม่มีใครสามารถติดต่อทนายสมชายได้อีก

 

๑๓ มีค ๒๕๔๗ เขาไม่ได้ปรากฎตัวในที่ประชุมชมรมนักกฎหมายมุสลิม

 

๑๔ มีค ๒๕๔๗ สมชายขาดนัดว่าความที่ศาลจังหวัดนราธิวาส

 

มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์เวลาสองทุ่มครึ่ง ของ ๑๒ มีค ๒๕๔๗ บริเวณรามคำแหง ๖๕ หน้าร้านแม่ลาปลาเผา คือรถของทนายสมชายมาจอด และมีรถสีดำอีกคันมาจอดต่อท้าย ทนายสมชายเดินลงจากรถมาพูดคุยกับ พ.ต.ต. เงิน ทองสุก และพรรคพวก พยานเห็นพ.ต.ต.เงิน ทองสุก ผลักนายสมชายขึ้นรถแล้วขับออกไป ส่วนรถของทนายสมชาย มีคนขับไปทิ้งที่บริเวณใกล้สถานีขนส่งหมอชิต

 

๑๒ มค ๒๕๔๙ ศาลอาญาพิพากษาตัดสินจำคุก พ.ต.ต.เงิน ทองสุก สารวัตรทำหน้าที่นายตำรวจปฎิบัติการพิเศษ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน สำนักการกำลังพล สว (ทนท.นรพ.กอ.รมน.) สกพ. ช่วยราชการกองปราบปราม ให้จำคุก ๓ ปี ในข้อหาข่มขืนใจให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด

 

 ขณะที่คดียังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ พ.ต.ต.เงินมาช่วยญาติทำงานรับเหมาก่อสร้างที่บริษัท ยูบีซีร่วมค้า ซึ่งได้งานสร้างเขื่อนแควน้อย เวลา ๔ น.ของ ๑๙ กย ๒๕๕๑ พ.ต.ต.เงิน ทองสุก ได้หายตัวไปเนื่องด้วยเหตุดินถล่ม ที่เขื่อนแควน้อย ต.คันโซ้ง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ระหว่างไปคุมงานก่อสร้างป้องกันน้ำท่วม พบเพียงแต่ศพของ นายนฤชัย ชินวัณณรัตน์ อายุ ๓๑ ปี หลานของพ.ต.ต.เงิน ขณะเกิดเหตุน้ำไหลเชี่ยวมาก

 

พวกเราใช้ความพยายามหาตำแหน่งคลองนกยูงมาตั้งแต่ กย ๒๕๕๑

 

- รู้สึกว่า คลองนกยูง เป็นชื่อเก่า น่าจะเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นแล้ว เพราะคนรุ่นเก่าเท่านั้นที่เคยได้ยินชื่อ อาจเป็นพื้นที่รอยต่อ ลำลูกกา หนองจอก และบางน้ำเปรี้ยว /ฉะเชิงเทรา

- ล่าสุดเมื่อกลางกพ ๒๕๕๒ ทราบว่า คลองนกยูงนี้เป็นบริเวณที่มีบ่อนไก่ อยู่ใกล้คลองฝรั่ง ก่อนถึงคลองหกวา แม้แต่คลองฝรั่งพวกเราก็หาไม่พบ พบแต่บึงฝรั่งซึ่งอยู่ใกล้ สภอ หนองจอก และบ่อนไก่ในพื้นที่นั้นๆมีเป็นจำนวนมาก

- คลองนกยูงอาจตั้งตามตำแหน่งที่มีต้นหางนกยูง หรือ ตัวนกยูง ยังไม่แน่ใจ แต่ต้นหางนกยูงมีมากที่คลองหกวา

 

 

นอกจากคดีทางภาคใต้ที่ทนายสมชายเข้าไปทำงานในฐานะชมรมนักกฎหมายมุสลิมแล้ว ยังมีคดีด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ที่นายสมชายรับผิดชอบ อาทิ คดียัดยาบ้า 1 เม็ดนิสิตจุฬาฯ ฯลฯ เกือบทุกคดี ทนายสมชายต้องเป็นทนายที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลายคดีสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีช็อตไข่นายเอกวัต ศรีมันตะ หรือคดีวิสามัญฆาตกรรมโจด่านช้าง

 

การทำงานของทนายสมชายหลายคดี เปิดโปงพฤติกรรมของตำรวจ หลายฝ่ายเชื่อกันว่าผลงานในอดีตของเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกทำให้หายไป และฟางเส้นสุดท้าย คือการออกมาเปิดโปงเจ้าพนักงานทรมานผู้ต้องหาปล้นปืน-เผาโรงเรียน 5 นายเพื่อให้รับสารภาพ

 

 

 

ในปี 2547 เป็นปีที่เกิดความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ขึ้นหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นคดีปล้นปืน เผาโรงเรียน ลอบวางระเบิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ในวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่มีคนลอบวางระเบิดโรงเรียนกว่า 20 แห่ง และในเวลาเดียวกันก็มีการบุกล้อมกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส ปล้นปืนไปมากกว่า 400 กระบอก จากคดีดังกล่าว ในเวลาต่อมาได้ตัวผู้ต้องหา 5 นาย โดยทนายสมชายเข้าไปเป็นทนายให้ แต่เมื่อทนายสมชายไปพบผู้ต้องหาทั้ง 5 ที่กองปราบปรามและสถานที่ควบคุมที่ตัวโรงเรียนตำรวจนครบาล จึงพบว่าผู้ต้องหาถูกตำรวจทำร้ายร่างกายอย่างน่าสังเวช ทั้งยังถูกขู่บังคับให้รับสารภาพ ในฐานะของทนายที่ติดตามคดีทางภาคใต้ และได้เห็นการกระทำที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อประชาชน สมชาย นีละไพจิตร จึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก ทั้งยังล่า 50,000 รายชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมายนี้ และออกมาเปิดโปงการทรมานผู้ต้องหาในคดีปล้นปืนเผาโรงเรียน ทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีส่งคณะแพทย์เข้าไปดูอาการของผู้ต้องหา

 

 

 

 

 

 

 

“ทราบว่าเสียชีวิตแล้ว เพราะพบร่องรอยหลักฐาน แต่ยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องทางคดีให้ดีเอสไอ เขาสรุปสำนวนเพื่อดำเนินการเสียก่อน” (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, ผู้จัดการ 13 ม.ค. 49 - - 1 ปี 10 เดือน หลังจากทนายสมชายหายตัวไป และ 1 วันหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย)

 

แม้สมชาย นีละไพจิตร จะเป็นทนายความเล็กๆ มีวิถีชีวิตเรียบง่าย สมถะ มิได้มีตำแหน่งใหญ่โต แต่ความมุ่งมั่น มานะ และซื่อสัตย์ ในวิชาชีพของเขา มีความหมายยิ่งต่อคนเล็กๆ มากมาย ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และยังถือเป็นประวัติศาสตร์ด้านสิทธิมนุษยชนอีกหน้าหนึ่งของประเทศไทยด้วย

 

 

เป็นเวลาร่วม 2 ปี 8 เดือน นับจากวันที่ 12 มี.ค.2547 ที่นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมได้หายตัวไป พนักงานสอบสวนโดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่รับโอนคดีนี้มาติดตามยังไม่เคยมีคำตอบต่อสังคมได้ว่าทนายสมชายเสียชีวิตแล้ว แม้ที่ผ่านมาญาติของผู้เสียชีวิตจะร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังหลายหน่วยงาน แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยมีความจริงใจ และถือเป็นความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในระบบการรวบรวมพยานหลักฐานที่ตำรวจไม่เคยประสานขอทีมพิสูจน์หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์มาร่วมด้วย เพราะคดีนี้ผู้ถูกกล่าวหา คือ ตำรวจ และที่สำคัญผู้บงการอาจเป็นคนระดับบิ๊กทางการเมือง ดังนั้น คดีนี้จึงเอาผิดกับตำรวจทีมอุ้มฆ่าได้เพียงความผิดฐานข่มขืนใจ ลักพาตัวผู้อื่นไปเท่านั้น

 

      

       แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวแสดงความเห็นว่า ตนมองในแง่มุมของคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ หากเราไม่ปฏิรูประบบการรวบรวมพยานหลักฐาน การสอบสวน คดีแบบนายสมชาย จะเกิดขึ้นอีกเยอะทั่วประเทศ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่คดีธรรมดาเป็นกรณีที่ตำรวจเกี่ยวข้อง ประเทศไทยต้องสร้างระบบใหม่ได้แล้ว เหมือนเช่นประเทศที่เจริญแล้วอย่างอังกฤษ ที่มีคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่เกิดจากการกระทำของตำรวจ หรือ Police complaint Commission ซึ่งกรรมการชุดนี้จะต้องไม่เป็นตำรวจและไม่เคยเป็นตำรวจมาก่อน

      

       ทุกวันนี้ ตำรวจไทยยังใช้การรวบรวมพยานหลักฐานที่ไม่ใช้นิติวิทยาศาสตร์จริงๆ อย่างคดีทนายสมชาย ซึ่งดีเอสไอไม่เคยประสานมายังทีมนิติวิทยาศาสตร์ให้เข้าร่วมคลี่คลายคดีเลย และยิ่งคดีนี้ที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องและมีข้อมูลยืนยันชัดเจนแล้ว และยังไม่ใช้นิติวิทยาศาสตร์อีก สังคมก็ย่อมเกิดความเคลือบแคลง นอกจากนี้ยังมีคดีที่นายสุนทร วงศ์ดาว นักแม่นปืนยาว ยิงตัวตายดับปริศนา 5 นัดที่ จ.นนทบุรี คดีพระสุพจน์ สุวโจ ที่ถูกยิงตายที่เชียงใหม่ ซึ่งดีเอสไอไม่เคยประสานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เข้าไปร่วมตรวจสอบเพื่อคลี่คลายคดีเลย ซึ่งมันไม่ยุติธรรม ณ วันนี้จึงต้องตั้งคำถามกับสังคมว่า ถึงเวลาหรือยังที่จำเป็นต้องปฏิรูป

      

       สำหรับคดีนายสมชาย มีประเด็นที่น่าคิด คือ หากเมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่า ทำลายศพ แต่ละคนจะมีอุปนิสัยและวิธีที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวสูง เช่น ตำรวจ ทหาร วิศวกร ประชาชน หรือ หมอ โดยเฉพาะหมอนี่จะชอบหั่นศพ ซึ่งวิธีการที่รู้กันดี คือการทำลายศพที่ดีที่สุดคือการทำให้เป็นนิรนาม การทำลายที่ยิ่งกว่านั้นคือ เผาทิ้ง ถ้าไม่แก้ระบบนิรนามก็จะไม่สามารถแก้วงจรอุบาทว์นี้ได้

      

       “อย่างคดีทนายสมชายมีการลงพื้นที่ราชบุรีเพื่อตรวจสอบหาร่องรอยพยานหลักฐาน เพราะตรวจสอบจากการติดต่อทางโทรศัพท์ของทีมอุ้มทนายสมชายครั้งสุดท้ายมาจบที่ราชบุรี แต่ความเป็นจริงแล้วมันมีโซนคร่อม อาจจะติดเข้าไปที่เพชรบุรี หรือประจวบฯ อำนาจแห่งการที่จะเข้าไปรวบรวมพยานหลักฐานหรือร่างนิรนามที่จะหาว่าคุณสมชายเป็นศพแล้วเนี่ยไม่สามารถจะเอามาจากตำรวจได้อีก ตำรวจถือไว้อีก เราจะตามไม่ได้เลย ต่อให้ตั้งกรรมการชุดใหม่ก็ตาม ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ ต้องแก้ระบบนิรนามทั้งประเทศ”

      

       โดยตนเคยเสนอรัฐบาลชุดที่แล้ว และผลักดันมาเป็นนโยบายพิเศษแล้ว แต่ตลอดเวลาไม่เคยได้รับการสนองตอบและได้รับความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตนอยากพูดว่าคนในกระบวนการยุติธรรมว่าควรมีเป้าหมายคือเพื่อผดุงความยุติธรรมเพื่อประชาชน ไม่ใช่แข่งขันกันเอง

      

       สรุปการทำงานในระบบนิรนาม 3 ประเด็นก็คือ

      

       1.ระบบคนหายแล้วต้องตาม ตามอย่างไร ใครตาม ถ้าเกี่ยวข้องกับตำรวจถูกกล่าวหา ต้องไม่ใช่ทีมสอบสวนที่เป็นตำรวจ

      

       2.ระบบร่างนิรนาม กระบวนการในการตรวจวิเคราะห์ รวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจพิสูจน์ร่างนิรนาม โดยทีมตรวจพิสูจน์จะต้องไม่ใช่ตำรวจเช่นกัน เพราะถ้าไม่แก้ก็จะไม่มีวันติดตามคดีอุ้มหายได้

      

       และ 3.การติดตามคดี คือหลังจากที่เรารู้แล้วว่าเป็นศพ จะต้องติดตามต่อว่าเป็นใคร และจะต้องเป็นคนละทีมกับทีมสอบสวน

      

       จุดที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมล่าช้า โดยเฉพาะในคดีทนายสมชาย คือ การที่ปล่อยให้นโยบายการเมืองครอบงำ ทำให้เกิดรัฐตำรวจ และได้เข้ามาครอบงำในกระทรวงยุติธรรมด้วย ที่ผ่านมาหมอไม่เห็นข้าราชการระดับสูงคนใด กล้าพอที่จะยืนหยัดในหลักการของความยุติธรรม โดยไม่เกรงกลัวอำนาจทางการเมือง

       “เราต้องล้างระบอบเดิมให้ได้ คงต้องมีหลักสูตรอบรมเข้มเพื่อสลายพฤติกรรม และเราต้องมีระบบการบริหารที่ไม่ให้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก และต้องไม่ให้อำนาจการเมืองเข้ามา และยิ่งที่ผ่านมาเป็นรัฐตำรวจพอดี ยิ่งไม่มีทางแก้ วันนี้ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีระบบรับเรื่องราวร้องเรียนกรณีที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ (Police complaint Commission) กระทรวงยุติธรรมต้องมาคอยรับเรื่องที่เกิดไปแล้ว และต้องมาคอยแก้เท่าที่จะทำได้ ขนาดประเทศอังกฤษที่เค้าไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ยังวางระบบไว้ดี แต่ประเทศไทยเป็นระบบที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จมันจึงจำเป็นต้องมี

      

       “ถามหน่อยว่า สงครามยาบ้ากว่า 2 พันศพที่ให้ไปติดตามอยู่ที่ไหน เก็บรวบรวมพยานหลักฐานดีหรือเปล่า เอากระสุนออกทุกรายหรือไม่, กรณีที่ใต้เสียชีวิตกว่า 2 พันราย, และคุณสมชาย กรือเซะ โดยเฉพาะสะบ้าย้อย”

      

       การไปงมศพในแม่น้ำแม่กลอง เป็นการแสดงละครขัดตาทัพหรือเปล่า

 

      

       ต้องเริ่มต้นดีก็จะไปได้ดี วันนี้ยังใช้นิติวิทยาศาสตร์น้อยมาก น้อยมากๆ อย่างกรณีทางใต้ วันนี้ยังเข้าไปเข้าไปทำอะไรไม่ได้

      

       กระบวนการตรวจสอบ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ตำรวจถือทั้งกฎหมายถือทั้งอาวุธเป็นอะไรที่น่ากลัวที่สุ ด คดีนี้หากให้ทีมนิติวิทยาศาสตร์เข้าช่วยคลี่คลายน่าจะคืบหน้าได้ดีกว่านี้ ก็อาจจะ แต่ไม่รู้ว่าจะได้อะไรมากน้อยแค่ไหน

      

       ที่อัยการพูดว่าต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนาก่อน ก็เป็นดุลพินิจของแต่ละคน ที่อัยการบอกว่าต้องให้มีหลักฐานแน่นหนาเพราะจับมาแล้วก็ต้องสั่งไม่ฟ้อง หรือไม่ศาลก็ยกฟ้องได้ แต่สำหรับหมอมองว่าต้องใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้าช่วย

      

       แต่ถ้าประสานมาจะพร้อมไม๊ ต้องถามก่อนว่าคราวที่แล้วสร้างภาพลงแม่น้ำ จะเอาอะไร อย่างนี้เชื่อว่าเปลี่ยนอธิบดีกรมสอบสวนแล้ว อะไรก็อาจจะดีขึ้น

      

       “สิ่งที่เราอยากบอกก็คือว่า ประเทศชาติบอบช้ำเต็มที่แล้ว กระบวนการยุติธรรมที่ทำร้ายประชาชนเท่ากับเราทำให้ในหลวงทรงเสียพระทัย หันหน้ามาช่วยกันเสียทีได้หรือไม่ ขอสะท้อนแทนประชาชนว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงระบบเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน และมีระบบตรวจสอบการกระทำในคดีร้องเรียนที่เกี่ยวกับตำรวจ”

 

 ที่มา : เดลินิวส์
ภาพประกอบ : เดลินิวส์

        พ.ต.ต.เจอจำคุก3ปี อดีต สว.กอ.รมน."พยาน"ยืนยันชัดคนผลักให้ขึ้นรถ"ชัดชัย"กับพวกเฮโวยหลักฐานอ่อน


        คดีอุ้มประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม “สมชาย นีละไพจิตร” ศาลพิพากษาจำคุก “พ.ต.ต.เงิน ทองสุก” อดีต สว.กอ.รมน.ช่วยราชการกองปราบฯ 3 ปี โดยระบุมีประจักษ์พยานเห็นเป็นผู้ผลักทนายเจไอขึ้นรถหายไป ส่วน “พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน” กับพวกอีก 3 คน รอดตัว ศาลยกฟ้อง เพราะไม่มีใครเห็นรูปพรรณสัณฐาน อีกทั้งหลักฐานสัญญาณโทรศัพท์มือถือไม่สามารถนำมาใช้อ้างในชั้นศาลได้ ด้านเมียทนายดังไม่ค่อยพอใจ ระบุเป็นความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมในการสืบสวนสอบสวนหาหลักฐาน เตรียมยื่นอุทธรณ์ พร้อมกับจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สามีกลับคืนมา

       ที่ห้องพิจารณาคดี 701 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12   ม.ค. ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีอุ้ม นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 กับนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยา และบุตรทั้ง 4 คนของนายสมชาย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อดีต สว.กอ. รมน.ช่วยราชการ บก.ป. พ.ต.ท.สินชัย นิ่ม ปุญญกำพงษ์ อดีตพนักงานสอบสวน กก.4 ป. จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง อดีต ผบ.หมู่งานสืบสวน แผนก 4 กก.2 บก.ทท. ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป. และ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน อดีตรอง ผกก.3 ป. เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในการกระทำผิด และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 47 ฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 47 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

       ศาลพิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อวินิจฉัยอยู่ว่า จำเลยทั้ง 5 กระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์นำพยานขึ้นเบิกความซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน เบิกความได้สอดคล้องกันเป็นลำดับขั้นตอนทั้งเวลา และสถานที่ เชื่อได้ว่านายสมชายได้หายตัวไปจริง เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 47 แต่พยานที่โจทก์นำขึ้นสืบในชั้นศาล โดยเฉพาะในส่วนของข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่อง   ของจำเลยทั้ง 5 และเครื่องของนายสมชาย ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้ง 5 กระทำผิดจริงตามฟ้อง อีกทั้งโจทก์ไม่ได้นำ  พล.ต.ท.บุญญฤทธิ์ รัตนาพร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ติดต่อขอข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์  จากบริษัทเคลื่อนที่ต่าง ๆ มายืนยันในชั้นศาลให้เชื่อได้ว่าข้อมูลเอกสารดังกล่าวเป็นของจริงมิได้ปั้นแต่งขึ้น จึงไม่สามารถนำข้อมูลเอกสารดังกล่าวมาใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ จึงไม่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้ง 5 กระทำผิดตามฟ้อง

       นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้ง 5 อยู่ในกลุ่มคนร้ายที่อุ้มตัวนายสมชายไปในคืนเกิดเหตุหรือไม่ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยที่ 2, 3, 4 และ 5 อยู่ในกลุ่มคนร้าย มีเพียงคำให้การกล่าวอ้างว่าพบชายฉกรรจ์ซึ่งมีลักษณะคล้ายจำเลยทั้ง 4 อย่างไรก็ตาม โจทก์มีประจักษ์พยานถึง 3 คน ที่ยืนยันตรงกันถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยที่ 1 ว่า เป็นผู้ผลักนายสมชายเข้าไปในรถของกลุ่มคนร้ายก่อนจะขับหลบหนีออกไป โดยประจักษ์พยานทั้ง 3 ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงเชื่อได้ว่าไม่ได้เป็นการให้การเพื่อปรักปรำให้ได้รับโทษ พิเคราะห์แล้วจึงเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 อยู่ในกลุ่มคนร้ายที่ลักพาตัวนายสมชายไปจริง

       พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรค 1 ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ และ 309 วรรค 2 ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ หรือไม่กระทำการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย พิพากษาให้จำคุก ตามบทหนักสุด คือมาตรา 309 วรรค 2 เป็นเวลา 3 ปี ส่วนจำเลย 2, 3, 4 และ 5 ให้ยกฟ้อง ภายหลังญาติ พ.ต.ต.เงิน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน จ.นครปฐม และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา จ.นครปฐม มูลค่ารวม 1.5 ล้านบาท ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี

      ในการฟังคำพิพากษาครั้งนี้ นอกจากมี นางอังคณา นีละไพจิตรกับลูกสาว และญาติของจำเลยทั้งห้า ร่วมเข้าฟังแล้ว ยังมีนายจอน อึ๊งภา  กรณ์ นายสัก กอแสงเรือง ส.ว.กรุงเทพฯ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ว.นครราชสีมา ทนายความของชมรมนักกฎหมายมุสลิม กลุ่มเอ็นจีโอทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนกลุ่มอดีตผู้ต้องหาชาวมุสลิมที่นายสมชายเคยให้ความช่วยเหลือเข้าร่วมฟังคำพิพากษาด้วยกว่า 400 คน จนแน่นขนัดห้องพิจารณาคดี บางคนต้องยืนฟังศาลอ่านคำพิพากษานานกว่า 2 ชม. ซึ่งมีเสียงฮือฮาดังขึ้นเมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น

       ด้าน นางอังคณาภรรยาของนายสมชาย กล่าวด้วยสีหน้าผิดหวังว่า คำพิพากษาแสดงให้เห็นว่าคดีนี้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริง ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่า นายสมชาย ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ เป็นคำถามที่รัฐบาลต้องหาคำตอบให้ได้ ส่วนตนจะติดตามหาตัวนายสมชาย ต่อไป โดยจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ตัวนายสมชายกลับคืนมา ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ จนถึงที่สุด คดีนี้ตนคิดว่ามันเป็นความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนหาหลักฐาน เพราะไม่สามารถหาหลักฐานเพื่อยืนยันผู้กระทำความผิดได้มากกว่านี้ ถือว่าเป็นความบกพร่อง หากผู้ที่สอบสวนมีความจริงใจและหาหลักฐานมาถูกต้อง เชื่อว่าจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษได้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตามตนจะปรึกษาทนายความให้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อไป.

murder of somchai.doc 

การทำให้ใครสักคนต้องสูญหายไปนั้น เป็นทั้งความโหดเหี้ยมและโหดร้ายในน้ำใจมนุษย์อย่างที่สุด แม้คนผู้นั้นจะเป็นคนเลวต่ำช้าหรือโหดเหี้ยมเพียงใดก็ตาม เขาก็ควรจะมีโอกาสกล่าวคำร่ำลาคนที่เขารักหรือเพื่อนฝูงก่อน ยิ่งถ้าคนที่ต้องทำให้ถูกสูญหายไปนั้นเป็นคนดีมีคุณค่าด้วยแล้ว ความโหดเหี้ยม หรือโหดร้ายนั้นก็จะรุนแรงหนักหนายิ่งขึ้น

เช่นกรณีของทนายสมชาย นีละไพจิตร

ทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายที่มีความดีอยู่หลายอย่างในการทำงานเพื่อคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่ หรือเป็นคนยากจนไม่มีเงินทองที่จะสู้ความในศาลทั้งๆที่เป็นคนบริสุทธิ์ ทนายสมชายยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างสมัครใจโดยไม่เรียกร้องเงินทองจากคนเหล่านั้น เขาเป็นคนกล้าที่มีอุดมการณ์ในความเป็นธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ที่ถูกกระทำอย่างไม่ถูกต้องเสมอมา

เป็นคนที่มาจากครอบครัวยากจนแถวหนองจอกในกรุงเทพฯนี่เอง นับถือศาสนาอิสลาม มีพี่น้อง 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว จบการศึกษาด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี พ.ศ.2522 สมชายบอกกับเพื่อนๆ ว่าจะต้องเป็นทนายมุสลิมที่ดีให้ได้ ต้องประยุกต์หลักการของศาสนาอิสลามมาใช้ให้ได้ ต้องช่วยหลือคนที่ด้อยโอกาสให้ได้ ต้องส่งเสริมสิทธิมนุษยชนให้ได้

ลูกความของทนายสมชายส่วนใหญ่ไม่มีเงิน เพราะเป็นลูกชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ยากจน แต่ทนายสมชายก็ว่าความให้ฟรี

ทนายสมชาย นีละไพจิตร แต่งงานกับ นางสาวอังคณา วงศ์ราเชน เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2523 หลังแต่งงานไม่นาน และอังคณาตั้งครรภ์ลูกคนแรกได้เพียง 3 เดือน ทนายสมชายก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยปันจาบ ประเทศปากีสถาน สาขากฎหมายอิสลาม

ค่าใช้จ่ายในการไปศึกษาครั้งนี้ส่วนใหญ่ได้มาจากเงินเดือนเกือบครึ่งหนึ่งของ อังคณา คือ เดือนละ 1,000 บาท ส่วนอีก 1,300 บาทนั้น อังคณาเก็บไว้เลี้ยงตัวเองกับลูก และเมื่อเดินทางกลับจากปากีสถานในปี พ.ศ.2525 แล้วก็ได้มาทำงานที่สำนักงานทนายความของ นายไพศาล พืชมงคล ชื่อบริษัทธรรมนิติ จำกัด ระยะหนึ่ง และไปร่วมทำงานกับ นายทองใบ ทองเปาด์ ซึ่งมีโอกาสได้ว่าความเกี่ยวกับกบฏแบ่งแยกดินแดนภาคใต้

หลังจากนั้นก็เกี่ยวข้องกับคดีความในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด เฉพาะอย่างยิ่งสามารถช่วยเหลือชาวมุสลิมที่นั่นให้พ้นข้อหา ศาลยกฟ้องไปหลายคดี ชื่อเสียงของ ทนายสมชาย นีละไพจิตร แพร่หลายไปในหมู่คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเขาสามารถนำความยุติธรรมกลับคืนมาให้กับคนเหล่านั้นจากการถูกกลั่นแกล้งกล่าวหา

สมชายมีลูกกับ อังคณา ทั้งหมด 5 คน

วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2547 สมชายบอกลูกและเมียว่าจะต้องเดินทางไปทำคดีที่ภาคใต้ เป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของครอบครัวนี้

วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2547 แม้จะโทรศัพท์มาหาเมียและลูกตามปกติ แต่สมชายก็ยังไม่ได้กลับบ้าน เพราะงานสำคัญที่ สมชาย จะทำก็คือการยื่นหนังสือขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นซึ่งจะเดินทางไปประชุมที่นราธิวาสสั่งการให้ส่งทีมแพทย์ไปตรวจอาการของผู้ต้องหาจากเหตุปล้นปืนจากค่ายทหารที่นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2547

สมชายยื่นหนังสือในบ่ายวันที่ 11 มีนาคม 2547 เพื่อให้มีการตรวจสอบทางการแพทย์ เนื่องจากผู้ถูกจับกุม 5 คน จากเหตุปล้นปืนนั้นถูกซ้อม ถูกทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้สารภาพ และขอให้ย้ายผู้ต้องหาดังกล่าวจากการควบคุมของตำรวจไปฝากขังที่เรือนจำ และหลังจากนั้น สมชาย ก็ได้ไปพบเพื่อนๆ เพื่อล่ารายชื่อให้ยกเลิกกฎอัยการศึกที่ยังคงประกาศใช้อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สมชายเดินทางกลับกรุงเทพฯแต่ก็ไม่ได้พักอยู่ที่บ้านของตน เพราะสมชายเป็นคนทำงานดึก อังคณาจึงให้พักอยู่กับเพื่อนใกล้ๆ ที่ทำงานของสมชาย

วันที่ 12 มีนาคม 2547 สมชายออกจากบ้านเพื่อนตามปกติเพื่อไปทำงาน เข้าออฟฟิศตามปกติ ไปศาลตามปกติ ไปละหมาดตามปกติและนัดกินข้าวเย็นกับเพื่อนที่โรงแรมชาลีน่า ในตอนค่ำ แต่ปรากฎว่าเพื่อนมาช้ามาก ทำให้ สมชาย ซึ่งเพลียจากการทำงานมาทั้งวันง่วงนอนอยากกลับไปนอน

ขณะขับรถผ่านร้านแม่ลาปลาเผา ซึ่งอยู่เยื้องกับสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก มีรถยนต์โตโยต้า แอลทิส สีดำ วิ่งเข้ามาเฉี่ยวชน

สมชายจอดรถเพื่อลงมาดู

ชายฉกรรจ์ 3-4 คน ที่อยู่ในรถคันที่เฉี่ยวชนรถของสมชาย ทำทีจะพูดคุยด้วยกับสมชาย แต่กลับผลัก สมชาย ขึ้นรถ มีคนที่เห็นเหตุการณ์บอกว่าสมชายร้องเสียงดังให้ปล่อย และมีเสียงแสดงความเจ็บปวด แต่สุดท้ายก็ถูกนำตัวเข้าไปในรถของคนร้ายและถูกพาตัวไป คนร้ายคนหนึ่งเข้าไปในรถของสมชายและขับตามไปด้วย

นับจากนั้นลูกเมียเพื่อนฝูงไม่ได้เห็นเขาอีกเลย

สิ่งที่ยื่นยันว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริงเป็นอันดับแรกก็คือการโทรศัพท์ไปแจ้ง 191 ของพยาน ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัทประกันคนหนึ่งที่บังเอิญขับรถผ่านมาเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว และแจ้งให้ตำรวจทราบว่าเกิดเหตุบริเวณถนนตรงข้ามกับโรงพักหัวหมาก

 

 

17 มกราคม 2553 

รองเลขาธิการนายกฯ  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคดีที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและต้องการทำให้เกิดความชัดเจนมากที่สุด คือ คดีนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม โดยสั่งการให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแล เพราะเป็นคดีที่เป็นตัวชี้วัดความรู้สึกของประชาชนมากในระดับหนึ่ง สามารถสร้างเป็นแรงผลักดันในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ ซึ่งขณะนี้ พล.ต.อ.ธานีได้เริ่มประชุมคณะทำงานแล้ว

 วันนี้ (18 ม.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยานายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิมที่ถูกอุ้มฆ่าเสียชีวิต เมื่อปี 2547 เดินทางเข้าพบ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ภายหลังมีกระแสข่าวว่าดีเอสไอจะเร่งสั่งฟ้องคดีนายสมชายโดยเทียบเคียงจากการสั่งฟ้องคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อัลรูไวรี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย
       
       นางอังคณากล่าวว่า คดีการหายตัวไปของนายสมชายยังไม่มีความคืบหน้า จึงมาสอบถามความคืบหน้าด้วยตัวเอง ซึ่งตนมีความเป็นห่วงกรณีที่ดีเอสไอจะเร่งรัดสั่งฟ้องคดีของนายสมชาย เห็นว่าคดีทนายสมชายเพิ่งผ่านไปเพียง 6 ปี ยังเหลืออายุความอีก 14 ปี ต่างจากคดีของอัลรูไวรีที่มีข้อจำกัดใกล้จะหมดอายุความ แต่อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ต้องการรอให้คดีนานเป็น 10 ปี แต่ต้องการให้ดีเอสไอให้ความสำคัญกับการเร่งรัดคดีหรือรวบรวมพยานหลักฐานมากกว่าการเร่งรีบฟ้องคดี เพราะเชื่อว่าพยานหลักฐานที่ดีเอสไอมีอยู่ตอนนี้ ไม่แน่นหนาพอที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดได้ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะรีบฟ้องคดี แต่สุดท้ายแล้วศาลพิพากษายกฟ้อง ปล่อยตัวผู้ต้องหาไปเหมือนเดิม
       
       ภรรยานายสมชายกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาแนวทางการทำงานวนเวียนอยู่กับการหาศพ โดยเฉพาะการค้นหาถังน้ำมันที่เชื่อว่าใช้เป็นที่ทำลายศพนายสมชาย ซึ่งแนวทางดังกล่าวคงไม่เป็นประโยชน์ แต่ต้องการให้ดีเอสไอมุ่งสอบสวนไปที่พยานแวดล้อม เช่น การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะเชื่อว่าการหายตัวของนายสมชายมีตำรวจระดับสูงเกี่ยวข้องนอกเหนือจากตำรวจ 5 รายที่ถูกฟ้องดำเนินคดีก่อนหน้านี้ เนื่องจากในการนำสืบพยานชั้นศาล ตำรวจหลายคนนำสืบว่าไม่รู้จักและไม่มีเรื่องโกรธอันจะเป็นมูลเหตุให้ฆ่านายสมชาย ดังนั้น น่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับที่สูงกว่าเป็นผู้บงการ นอกจากนี้ พยานในคดีที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวของนายสมชาย ซึ่งอยู่ระหว่างการคุ้มครองของดีเอสไอหายตัวไป 1 คน เกรงว่าจะกระทบกับความเชื่อมั่นและดูแลความปลอดภัยของพยานที่เหลืออีก 2 คน
       
       “พยานที่หายตัวไป คือ นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ที่หายตัวไป เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.52 ที่ผ่านมา ขณะกลับไปเยี่ยมครอบครัวช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวมุสลิม (ฮารีรายอ) ซึ่งที่ผ่านมาพยานที่อยู่ในความดูแลของดีเอสไอ มีความเป็นอยู่ที่ไม่เหมาะสมนัก เพราะจะต้องอยู่แต่ในห้องตลอดเวลา ไม่ได้ออกไปไหน ทำให้เกิดความอึดอัด ซึ่งอธิบดีดีเอสไอ รับปากว่าจะดูแลความเป็นอยู่ของพยานให้ดีขึ้น” นางอังคณากล่าว
       
       ด้าน นายธาริตกล่าวว่า การสืบสวนในทางการข่าว บ่งชี้ว่าคดีการหายตัวไปของนายสมชายมีผู้กระทำผิดมากกว่า 5 คน ซึ่งที่เคยถูกฟ้องไปก่อนหน้านี้ ในส่วนของดีเอสไอจำเป็นต้องรอความชัดเจนในประเด็นหลักฐานก่อนจะเรียกตัวผู้ต้องสงสัยมาให้การ ขณะนี้ตนได้ทบทวนการสอบสวนคดีใหม่ด้วยการเพิ่มจำนวนพนักงานสอบสวนพร้อมจัดห้องทำงานเฉพาะเพื่อประมวลการทำงานทุกสัปดาห์ และปรับแผนให้มีการประสานงานความคืบหน้าเป็นระยะ โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับนางอังคณาที่ไม่ควรมุ่งหาศพเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งไปที่พยานแวดล้อมและไม่จำกัดอยู่เพียงผู้ต้องสงสัย 5 คน
       
       ส่วนการดูแลพยานในความคุ้มครองของดีเอสไอ นายธาริตกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีชัดเจนว่าพยานที่หายตัวไปกว่า 1 ปี เสียชีวิตแล้วหรือไม่ เบื้องต้นต้องยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของทั้ง 2 ฝ่าย คือเจ้าหน้าที่ที่ไม่ให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว ขณะที่ตัวพยานก็ตั้งใจหลบหนีกลับบ้าน อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญจากนี้คือการให้ความคุ้มครองพยานอีก 2 คนที่เหลือในคดีดังกล่าวอย่างดีที่สุด ทั้งนี้จะได้มีการออกแบบการดูแลพยานใหม่ให้ปลอดภัยและไม่อึดอัดเหมือนที่ผ่านมา
       
       มีรายงานข่าวว่า นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี ได้หายตัวไปขณะที่เดินทางจากร้านน้ำชา กลับบ้านพักที่อยู่ไม่ไกลกันนักใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส หลังจากนั้นญาติได้แจ้งความ เกี่ยวกับการหายตัวไปของพยานดังกล่าว ไว้ที่ สภ.ระแงะ เพื่อให้เร่งติดตามตัว
       
       ทั้งนี้ นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี เป็นหนึ่งในพยาน ในคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตั้งข้อหาและสอบสวนนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ 10 นาย ที่ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันซ้อมทรมานลูกความจำนวน 5 คน ของนายสมชาย นีละไพจิตร ในคดีปล้นปืนที่ค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ม.ค. พ.ศ.2547 เพื่อให้รับสารภาพ ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้อง โดยสำนวนคดีซ้อมทรมานดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖ ตอนที่ ๗๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ได้ตีพิมพ์ประกาศศาลแพ่ง

เรื่อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายสมชาย นีละไพจิตรเป็นคนสาบสูญ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๕๐/๒๕๕๒

ประกาศระบุว่า ด้วย นางอังคณา นีละไพจิตร ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้ศาล มีคำสั่งให้ นายสมชาย นีละไพจิตร เป็นคนสาบสูญ ศาลไต่สวนคำร้องและพยานหลักฐานของผู้ร้องฟังได้ว่า นางอังคณา นีละไพจิตร ผู้ร้อง เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ นายสมชาย นีละไพจิตร อาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ ๗๓/๕ ถนนอิสรภาพ แขวงหิรัฐรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ผู้ร้องกับนายสมชาย มีบุตรด้วยกัน ๕ คน

นายสมชายประกอบอาชีพทนายความ ได้รับตำแหน่งประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และรองประธานกรรมการ สิทธิมนุษยชนของสภาทนายความ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๗ นายสมชายได้ขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิค หมายเลขทะเบียน ภง ๖๗๘๖ กรุงเทพมหานคร ออกไปจากบ้านเพื่อไปทำงานตามปกติ หลังจากนั้นไม่มีใครสามารถติดต่อ นายสมชายได้อีก ผู้ร้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เรื่องการหายตัวไปของ นายสมชาย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพบรถยนต์คันที่ นายสมชายขับอยู่ในสภาพมีรอยถูกชนบริด้านขวา ตอนท้าย แต่ไม่พบ นายสมชาย เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวนต่อจนทราบว่า ก่อน นายสมชาย หายตัวไป นายสมชายได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ต้องหาคดีปล้นปืน และเผาโรงเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกาย นายสมชายรับเป็นทนายความให้ผู้ต้องหาและทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หลังจากนั้น นายสมชายก็หายตัวไป โดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ๕ คน ลักพาตัว ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้อง พันตำรวจตรี เงิน ทองสุก กับพวกรวม ๕ คน เป็นจำเลยต่อศาลอาญา ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๕๒/๒๕๔๗ หมายเลขแดงที่ ๔๘/๒๕๔๙ ในข้อหาความผิดต่อเสรีภาพ และปล้นทรัพย์ วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๙ ศาลอาญา ได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ กระทำผิดจริง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี นับแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๗ ผู้ร้องไม่ได้รับข่าวคราวของ นายสมชายอีกเลย ผู้ร้องทำหนังสือถึงคณะทำงานด้านการบังคับบุคคลให้สูญหายองค์การสหประชาชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอความเป็นธรรมเร่งรัดคดี หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ผู้ร้องยังได้มีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดติดตามหาตัวนายสมชาย

จากการหายตัวไปของ นายสมชาย คณะทำงานปกปนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนได้รวบรวมเรื่องราว ที่เกิดขึ้นตีพิมพ์เหตุการณ์เป็นรูปเล่ม นับแต่ นายสมชายหายตัวไปจนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า ๕ ปีแล้ว ผู้ร้องมีความจำเป็นเกี่ยวกับการจัดทรัพย์สินจำนวนหลายรายการ ซึ่งมีชื่อ นายสมชายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชาย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิยื่นคำร้องขอศาลสั่งให้ นายสมชาย เป็นคนสาบสูญได้ นายสมชายไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่า นายสมชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตลอดระยะเวลาห้าปี แล้ว ต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๑ วรรคแรก จึงมีคำสั่งให้ นายสมชาย นีละไพจิตร เป็นคนสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๑ วรรคแรก ประกาศ ณ วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ลงชื่อ วิไลลักษณ์ อินทุภูติ ผู้พิพากษา

 

24 กันยายน 2553

 ศาลอุทรณ์นัดฟังคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ 5 ตำรวจกองปราบปรามตกเป็นจำเลยในคดีอุ้มฆ่า"ทนายสมชาย" หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำคุกพ.ต.ต.เงิน ทองสุก ในข้อหาขืนใจ ทำให้สูญเสียอิสรภาพเท่านั้น
       
       วันนี้ ( 24 ก.ย.) ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีอุ้มฆ่านายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 กับนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยา และบุตรทั้ง 4 คนของนายสมชาย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อดีต สว.กอ.รมน., พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ อดีตพนักงานสอบสวน กก.4 ป., จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง อดีต ผบ.หมู่งานสืบสวน แผนก 4 กก.2 บก.ทท., ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป. และ พ.ต.ท.ชัชชัย เลี่ยมสงวน อดีตรอง ผกก.3 ป. เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ในเวลา 09.00 น. วันนี้
       
       ทั้งนี้ นายสมชาย นีละไพจิตร ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะเดินทางออกจากโรงแรมชาลีน่า ซ.รามคำแหง 65 ไปยังบ้านเพื่อนที่ ซ.สวนสน ย่านรามคำแหง เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2547 ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 20.00-21.30 น. ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ได้รวบรวมพยานหลักฐานและส่งสำนวนให้อัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 5 คน เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2547 โดยจำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
       
       คดีนี้ ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 สรุปว่า จำเลยที่ 1 กับพวกอีก 3-5 คน ได้ร่วมกันข่มขืนใจโดยจับผลักและดันนายสมชายเข้าไปในรถของจำเลยที่ 1 กับพวกที่เตรียมไว้แล้วขับออกไปจากที่เกิดเหตุ เป็นการกระทำผิดตาม ม.309 วรรคแรก แต่ไม่ได้เป็นการกระทำตามความผิด ม.309 วรรคสอง ที่ต้องมีการใช้อาวุธประทุษร้าย การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ม. 391 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักสุด ม.309 วรรคแรก พิพากษาจำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานปล้นทรัพย์แม้ข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกขับรถนายสมชายไปจอดทิ้งไว้ที่สถานนีขนส่งหมอชิต 2 ก็เพื่ออำพรางหลบหลีกการสืบสวนจับกุม ไม่แสดงให้เห็นเจตนาว่า พวกจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ ส่วนทรัพย์สินอื่นก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 กับพวกได้นำทรัพย์สินไปจริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ส่วนจำเลยที่ 2-5 แม้จะมีประจักษ์พยานเคยให้การในชั้นสอบสวน และเบิกความในชั้นศาลว่า เห็นกลุ่มคนร้ายลักษณะคล้ายพวกจำเลย แต่คำเบิกความก็ไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ พิพากษายกฟ้อง
       
       อย่างไรก็ตาม ต่อมาภายหลังจากที่พ.ต.ต.เงิน ทองสุก ประกันตัวออกไป ทางญาติได้แจ้งความที่จ.พิษณุโลกว่า พ.ต.ต.เงิน ถูกกระแสน้ำพัดหายตัวไปพร้อมหลานชาย โดยไม่มีใครพบเห็นศพ และทางนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยานายสมชาย ก็ได้เรียกร้องให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย

 

7 กุมภาพันธ์ 2554


วันนี้ (7 ก.พ.) เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 913 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และบุตรของนายสมชาย ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อดีต สว.กอ.รมน.ช่วยราชการกองปราบปราม, พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ อายุ 42 ปี อดีตพนักงานสอบสวน กก.4 ป., จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง อายุ 40 ปี อดีต ผบ.หมู่งานสืบสวน แผนก 4 กก.2 บก.ทท., ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต อายุ 38 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป. และ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน อายุ 45 ปี อดีตรอง ผกก.3 ป. เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อกระทำผิด และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย จากกรณีการหายตัวไปของนายสมชาย เมื่อปี 2546
       
       อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก พ.ต.ต.เงิน ทองสุก เป็นเวลา 3 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย และให้ยกฟ้องจำเลยคนอื่น
       
       ทั้งนี้ ในวันนี้จำเลยที่ 2-5 มาศาล ส่วน พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 ทราบนัดแล้วแต่ไม่มาศาล ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติการณ์หลบหนี จึงให้ออกหมายจับ ส่วนที่ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา โดยอ้างว่าจะต้องรอฟังคำสั่งศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ร้องขอให้ พ.ต.ต.เงินเป็นบุคคลสาบสูญจากกรณีหายตัวไปในเหตุการณ์คันกั้นน้ำถล่มที่เขื่อนแควน้อย จังหวัดพิษณุโลก โดยศาลเห็นว่าศาลจังหวัดปทุมธานียังไม่มีคำสั่งในคดีดังกล่าว นายประกันไม่นำตัวจำเลยมาส่งศาลเพื่อฟังคำพิพากษาตามนัด ถือว่าผิดสัญญาประกัน จึงให้ปรับนายประกันเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกครั้ง ในวันที่ 11 มี.ค. นี้ เวลา 09.00น.
       
       ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาทนายสมชายกล่าวว่า หากในวันที่ 11 มี.ค.นี้ ที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้ง โดยจำเลยเดินทางมาศาลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมตัวจำเลยตามหมายจับได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า พ.ต.ต.เงินเป็นบุคคลสาบสูญตามที่ญาติของจำเลยกล่าวอ้าง เนื่องจากการหลบหนีหมายจับเป็นได้ในหลายกรณี ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า พ.ต.ต.เงินยังมีชีวิตอยู่ และจงใจหลบเลี่ยงไม่มาฟังคำพิพากษา เพราะเชื่อว่าจะถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น เนื่องจากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าเป็นผู้กระทำความผิด

 


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 17 มี.ค.54 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ นางอังคณา และน.ส.ประทับจิต นีละไพจิตร ภรรยา และบุตรสาว ของนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่ถูกอุ้มหายตัวไปตั้งแต่ปี 2547 พร้อมด้วย นายโรเจอร์ นอร์มันด์ ผอ.โครงการเอเชีย-แปซิฟิก คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล และนายวิฑิต มันตาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกล่าวแถลงการณ์ กรณีศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีทนายสมชาย เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ว่า ครอบครัวนายสมชายไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ร่วมยื่นฟ้องแทนผู้เสียหาย และยกฟ้องจำเลยซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

นางอังคณา กล่าวว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงมาตลอด คือพยานหลักฐานในคดีนี้หลายชิ้นถูกทำลาย โดยเฉพาะข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยทั้ง 5 ราย ซึ่งเหลือเพียงสำเนาเอกสาร เพราะข้อมูลต้นฉบับถูกทำลายหลังทนายสมชายหายตัวไป 3 เดือน ขณะที่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น เส้นผม จำเลยทั้ง 5 ก็ปฏิเสธไม่ยอมให้เก็บตัวอย่างไปตรวจเทียบกับเส้นผมที่พบในที่เกิดเหตุ ทำให้คดีนี้แทบไม่มีหลักฐานใดๆ เหลืออยู่เลย ทั้งนี้ ตลอด 6 ปี ที่คดีอยู่ในความดูแลของดีเอสไอ ไม่ปรากฏความคืบหน้า ขณะที่พยานหลายคนถูกคุกคาม พยานคนหนึ่งถูกทำให้หายไปทั้งที่อยู่ในความคุ้มครองของดีเอสไอ ส่วนตนและครอบครัวก็มีคนโทรศัพท์มาข่มขู่วันละไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง โดยดีเอสไอไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย อย่างไรก็ตามตนจะยื่นฟ้องต่อในชั้นศาลฎีกา เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมกลับมาให้ได้

"ตอนนี้กำลังรอเอกสารคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จากนั้นจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาอีกครั้ง ประเด็นแรกที่ต้องยื่น คือขอเป็นโจทก์ร่วมตามที่ศาลแพ่งเคยให้อำนาจ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะนำสืบประเด็นอื่นๆ ไม่ได้ ทั้งนี้โดยหลักแล้วต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 60 วัน ส่วนดีเอสไอ ขอให้เข้มงวดในการคุ้มครองพยานให้มากขึ้น ดีเอสไอรู้ดีว่าพยานถูกละเมิดอย่างไร แต่การทำงานของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไม่ใช่มืออาชีพ พยานจึงยังถูกคุกคามมาตลอด" นางอังคณา กล่าว


2 ก.ย.2554


คนหาย - พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม รับเรื่องร้องเรียนจาก นางอังคณา นีละไพจิตร และเครือข่ายญาติผู้สูญหายทั่วประเทศ ในงานเสวนา "วันคนหายสากล" ที่โรงแรมอโนมา กทม. เมื่อวันที่ 1 ก.ย.

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่โรงแรมอโนมา นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ร่วมกับเครือข่ายญาติผู้สูญหายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคนหายสากล เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เดินทางมาร่วมงานด้วย

นางอังคณา กล่าวว่าปัญหาการสูญหายของบุคคลเกิดขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2490 แต่สถิติและรายชื่อของผู้หายสาบสูญในไทยยังไม่ได้รับการยืนยัน และไม่ได้เป็นที่เปิดเผยของสาธารณะ จากเอกสารและการเก็บข้อมูลแสดงให้เห็นว่า การหายสาบสูญโดยถูกบังคับของบุคคลเป็นวิธีนอกกฎหมาย ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางรายเลือกใช้ภายใต้สถานการณ์การก่อการร้าย การเกิดจลาจล หรือสงครามยาเสพติด การหายสาบสูญยังอาจเกิดจากการที่เหยื่อถูกควบคุมตัวในสถานที่ลับ หรือถูกทรมานจนเสียชีวิต ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เกี่ยวของผู้หายสาบสูญบ่งชี้ว่า อาชญากรรมร้ายแรงชนิดนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น บางกรณีเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และการเมืองท้องถิ่น นายทุนเจ้าของอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ทำให้เหยื่อจากการสูญหายกระจายไปทั่วภูมิภาค

ประธานมูลนิธิยุติธรรมฯ กล่าวต่อว่า จึงยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจเคารพสิทธิมนุษยชนสากลโดยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการสูญหาย และปรับเนื้อหากฎหมายภายในประเทศให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นการประกอบอาชญากรรมและมีบทลงโทษ 2.รัฐบาลควรตอบรับการมาเยือนของผู้ตรวจการพิเศษด้านต่างๆ ของสหประชาชาติ ที่แสดงเจตจำนงในการเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย 3.ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศไทยได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล 4.จัดตั้งกลไกระดับชาติ เพื่อเยียวยาครอบครัวของเหยื่อที่หายสาบสูญ โดยถูกบังคับอย่างเหมาะสมและมีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้คดีต่างๆ ที่เกิดจากการละเมิดสิทธิฯ ต้องสืบสวนอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรมตามมาตรฐานการพิจารณาคดีสากล โดยศาลที่เป็นอิสระ เพื่อยุติวัฒนธรรมการละเว้นโทษในประเทศไทย

ส่วน พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมไม่ได้นิ่งดูดายกับปัญหาการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งได้ดำเนินการแก้ไขมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ ในอนาคตกระทรวงจะสานต่อปัญหานี้ โดยจะเร่งผลักดันให้ไทยได้รับรองในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลมิให้ถูกบังคับให้สูญหาย โดยมีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นผู้ดำเนินการ และสานต่องานของคณะอนุกรรมการเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับให้เป็นบุคคลสูญหายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย


« Back