โครงสร้าง ตร.ใหม่

โครงสร้างใหม่ ตร.ใกล้ลงตัว เตรียมสรุปที่ประชุมกรรมการนโยบาย

 

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน 17 มิถุนายน 2551 00:29 น

 

 ตร.ประชุมโครงสร้างใหม่ สตช. ,นครบาล ,ภ.1 - 9 เห็นด้วยยกฐานะหัวหน้าศูนย์สืบสวนเป็น

พล.ต.ต. เทียบเท่ากองบังคับการ แต่คัดค้านการตั้งกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ

 

วันนี้(16 มิ.ย.)ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือมาท

ี่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย (26 คำสั่ง)

ที่เป็นหนึ่งในเรื่องคดีวินัยร้ายแรงของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. เนื่องจากคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พิจารณาและเห็นว่าเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจได้มีมติเมื่อวันที่7 พ.ค. 2551 ส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความข้อกฎหมาย

และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะทำงานมาหนึ่งชุดเพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายขึ้น

มา 1 คณะด้วยซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้พล.ต.ต.อาจิณ โชติวงศ์รองผบช.ภ.7

(อดีตรองผบช.กฎหมายและสอบสวน )และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงกับคณะกรรมการกฤษฎีกาใน

วันพฤหัสที่19 มิ.ย.เวลา10.00 น. คาดว่าเมื่อมีการชี้แจงจากตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว

คณะกรรมการกฤษฎีกาจะสรุปความเห็นทางกฎหมายส่งให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจพิจารณาดำเนินการ

ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
       
       สำหรับโครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติคณะกรรมการที่มี พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ

ผช.ผบ.ตร.เป็นประธานได้ประชุมหน่วยงานระดับกองบัญชาการเมื่อวันอังคารที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมาโดยมี

กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 เข้าประชุมพร้อมชี้แจงข้อเสนอโครงสร้าง

ของแต่ละหน่วยพอสรุปได้ดังนี้
       
       กองบัญชาการตำรวจนครบาลภาครวมโครงสร้างปัจจุบันมีการแบ่งส่วนราชการระดับ

กองบังคับการ 12 กองบังคับการ หน่วยขึ้นตรง 3 หน่วยงาน แบ่งเป็นหน่วยเทียบเท่ากองบังคับการ

(รองผบก.เป็นหัวหน้าหน่วย) คือศูนย์สืบสวน หน่วยระดับกองกำกับการจำนวน 2 หน่วย ซึ่งโครง

สร้างใหม่ที่บช.น.เสนอ จะมีการเพิ่มกองบังคับการตำรวจปราบปรามจลาจลและต่อต้านการก่อการร้าย

กองบังคับการตำรวจอารักขาและรักษาความปลอดภัย ยกระดับศูนย์สืบสวนเป็นกองบังคับการตำรวจ

สืบสวนสอบสวน ยกระดับกองกำกับการตำรวจสวัดิภาพเด็กเยาวชนและสตรีเป็นกองบังคับการ

และกำหนดให้มีศูนย์ฝึกอบรมเป็นหน่วยขึ้นตรง
       
   กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ภาพรวมโครงสร้างปัจจุบัน มีกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด

กลุ่มงานสืบสวน กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ศูนย์สืบสวนสอบสวน โครงสร้างใหม่เห็นควรยกฐานะ

ศูนย์สืบสวนสอบสวนเป็น

กองบังคับการ ควรเพิ่มให้มีหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะโดยมีหัวหน้าหน่วย

เป็นผู้กำกับการ กลุ่มงานสืบสวนของภูธรจังหวัดเดิมมีรองผกก.เป็นหัวหน้าเห็นควรปรับเป็นระดับ

ผกก. กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศเดิมมีรองสว.เป็นหัวหน้า เห็นควรปรับให้มีรองผกก.เป็นหัวหน้า

โดยมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งด้านอำนวยการ

 


     กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ภาพรวมโครงสร้างปัจจุบัน มีกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในสังกัด

ศูนย์สืบสวน โครงสร้างใหม่มีความเห็นให้ยกศูนย์สืบสวนเป็นกองบังคับการ
       

    กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ภาพรวมโครงสร้างปัจจุบัน มีกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด

ในสังกัด ศูนย์สืบสวนภาค 3 โครงสร้างใหม่มีความเห็นให้ยกศูนย์สืบสวนเป็นกองบังคับการ

ไม่เห็นด้วยในการเปลี่ยนชื่อจากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเป็นกองตำรวจภูธรจังหวัด

สถานีตำรวจภูธรควรเปลี่ยนเป็นกองกำกับการตำรวจภูธร กองตำรวจสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัด

ควรยกฐานะจากรองผบก.เป็นหัวหน้าเป็นผบก.เป็นหัวหน้า กองตำรวจสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน

ควรยกฐานะหัวหน้าจากสว.เป็นผกก.

 

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ภาพรวมโครงสร้างปัจจุบัน มีกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด

ในสังกัด โครงสร้างเดิมสำนักงานผู้บัญชาการไม่มีหัวหน้าสำนักงานเห็นควรให้มีตำแหน่งหัวหน้าสำนักงาน

เป็นผกก. ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเดิมขึ้นตรงกองบัญชาการ โครงสร้างใหม่ควรนำไปขึ้นตรงต่อ

กองบังคับการอำนวยการ สำนักงานผู้บังคับการภูธรจังหวัด โครงสร้างใหม่เห็นควรปรับระดับนายเวร

จากรองสว.เป็นสว.เห็นควรยกศูนย์สืบสวนจากรองผบก.เป็นหัวหน้าเป็นผบก.เป็นหัวหน้า

เห็นควรจัดสรรค์ตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับสบ.1-3 ขึ้นตรงต่อศูนย์สืบสวน

 

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ภาพรวมโครงสร้างปัจจุบัน มีกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในสังกัด

เห็นควรยกฐานะศูนย์สืบสวนจากตำแหน่ง รองผบก.เป็นหัวหน้า เป็นตำแหน่ง ผบก.เป็นหัวหน้า เห็นควร

ให้มีการปรับระดับหัวหน้าสำนักงานผบก.ภ.จว.เป็นผกก. และกองสวัสดิภาพเด็กเยวชนและสตรีเห็นควร

ยกระดับหัวหน้าเป็นรองผบก. กลุ่มงานสืบสวน กลุ่มงานสอบสวน ศูนย์การจราจร ควรปรับหัวหน้าหน่วย

จากเดิมรองผกก.เป็นผกก. กลุ่มงานชุมชนมวลชนสัมพันธ์ควรมีรองผกก.เป็นหัวหน้าหน่วย ไม่เห็นด้วย

กับการจัดตั้งกองบัญชาการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังต่อไปนี้ 1.สำนักข่าวกรองเพราะมีลักษณะ

งานซ้ำซ้อนกับกองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานสอบสวนและคดีและสำนักงานวิทยาการและ

กฎหมาย เพราะมีลักษณะงานใกล้เครียงกับงานจเรตำรวจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

และกองบัญชาการการตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษไม่เห็นควรแยกเป็น 2 กองบัญชาการควรเป็น

กองบัญชาการสอบสวนกลางเหมือนเดิม

 

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ภาพรวมโครงสร้างปัจจุบัน มีกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด

ในสังกัด กองบังคับการอำนวยการ ศูนย์สืบสวนสอบสวน ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ

โครงสร้างใหม่เพิ่มฝ่ายการข่าวเป็นหน่วยงานระดังกองกำกับการในสังกัด กองบังคับการอำนวยการ

ปรับระดับหัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนเป็นผู้บังคับการ หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนในแต่ละจังหวัด

ให้เป็นผกก. ข้อเสนอโครงสร้างใหม่ของตร. ภาค 6 เสนอควรให้มีหน่วยงานระดับกองบัญชาการ

เพื่อรับผิดชอบงานด้านการสอบสวนเป็นการเฉพาะเพื่อให้เกิดการพัฒนาและส่งเสริมการปฏิบัติงาน

ด้านคดีต่างๆภายในอำนวจตลอดจนเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายแนวทางการปฏิบัติ

และควบคุมจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนให้เกิดความโปร่งใสให้สอดคล้องกับสภาพสังคม

และระบบงานยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ภาพรวมโครงสร้างปัจจุบัน มีกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด

ในสังกัด กองบังคับการอำนวยการ ศูนย์สืบสวนสอบสวน ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ โครงสร้างใหม่เห็นควรให้ยกฐานะหัวหน้าศูนย์สืบสวนเป็นผบก. กองกำกับการอารักขาและ

รักษาความปลอดภัย เห็นควรแยกออกจากศูนย์สืบสวนสอบสวนมาขึ้นตรงกับกองบัญชาการ เห็นควรเพิ่มตำแหน่งสารวัตรอำนวยการจากเดิม 4 ตำแหน่งเป็น 8 ตำแหน่ง ตามลักษณะงาน 8 ด้านในส่วนของกองบังคับการภูธรจังหวัด เห็นควรปรับระดับสถานีตำรวจที่มีหัวหน้าสถานี

ระดับสารวัตรใหญ่ในพื้นที่ที่มีเขตพื้นที่

ประชาชนและสถิติคดีปริมาณมากให้เป็นผกก. ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 7 ควรยกระดับหัวหน้าศูนย์เป็นระดับผบก.เนื่องจากข้าราชการตำรวจในภูธรภาค 7 มีจำนวน 1.2 หมื่นคนจึงเห็นควรให้หมุนเวียนเข้ารับการอบรมทั้งด้ายยุธวิธีและวิชาการอย่างต่อเนื่อง
       

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ภาพรวมโครงสร้างปัจจุบัน มีกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในสังกัด

กองบังคับการอำนวยการ ศูนย์สืบสวนสอบสวน ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ เห็นควรปรับระดับหัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนเป็นผู้บังคับการ ฝ่ายอำนวยภารภูธรจังหวัดให้รับผิดชอบงานชุมชน

และมวลชนสัมพันธ์ ยกระดับหัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนแต่ละจังหวัดให้เป็นระดับผกก. ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งสำนัก

งานข่าวกรอง ไม่เห็นด้วยกับการยุบกองบังคับการอำนวยการภาค ไม่ควรจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเป็นหน่วยงาน

ระดับกองบังคับการ ให้เพิ่มการแก้ไขอำนาจสั่งคดี สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องและคดีสำคัญให้เป็นอำนาจของผบก.ภ.จว.
       

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ภาพรวมโครงสร้างปัจจุบัน มีกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในสังกัด

กองบังคับการอำนวยการ ศูนย์ความมั่นคง ศูนย์สืบสวนสอบสวน ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ โครงสร้างใหม่มีการเพิ่มกองบังคับการ 4 กองบังคับการประกอบด้วย กองบังคับการส่งกำลังบำรุงและสนับสนุน กองบังคับการความมั่นคง กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือประชาชน ความเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างของตร.นั้นไม่เห็นด้วยในการจัดให้มีหน่วยงานระดับกองบัญชาการ

จำนวน 12 กองบัญชาการ ขึ้นตรงต่อสำนักงานผบ.ตร.ไม่ควรจัดตั้งสำนักงานข่าวกรอง ไม่ควรจัดตั้งตำรวจสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานระกับกองบัญชาการ

 

ผู้สื่ข่าวรายงานข้อเสนอทั้งหมดจะประชุมพิจารณาอีกครั้งในวันอังคารที่ 17 มิ.ย.นี้ ก่อนจะเสนอผบ.ตร.เข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติต่อไป

 

...............................
       
 

นี่คือข้อเสนอความคิดเห็นที่เป็นไปได้ และที่เป็นไปไม่ได้ 

มองภาพรวมแล้ว จะเห็นว่า ก็คือการยกระดับของตำแหน่งให้สูงขึ้น เช่น จากระดับตำแหน่งรองผู้บังคับการ ก็จะได้เป็นผู้บังคับการ(นายพล) กันเสียที ระดับผู้กำกับการ ก็จะเป็นรองผู้บังคับการ และระดับรองผู้กำกับการ ก็จะเป็นผู้กำกับการ ลดหลั่นกันไปตามระดับ ส่วนใหญ่จะเป็นการเสนอการเปลี่ยนแปลงระดับ จังหวัด และภาค ไม่ได้พูดถึงระดับสถานีตำรวจท้องที่ สักเท่าไหร่ ก็อย่างว่าละครับ คนเสนออยู่ระดับใด ก็จะเสนอวนเวียนอยู่ระดับนั้น  เห็นแต่ บช.ภ.7 เท่านั้น ที่พูดถึงระดับสถานีตำรวจ ความจริงแล้ว หัวหน้าระดับสถานีตำรวจ ควรปรับยกทั้งหมดให้เป็นระดับ รองผู้บังคับการ(พ.ต.อ.พิเศษ) ได้แล้ว ทุกวันนี้ นายอำเภอ ระดับซีอะไรแล้ว ครูอาจารย์ซีอะไร แล้วตำรวจเทียบได้เท่ากับซีอะไร  ของตำรวจเราก็ถอยหลังเข้าคลองเสมอ เดิมชื่อสารวัตรใหญ่ มีความหมายมาก เป็นหัวหน้าใหญ่สุด หากยังอยู่ในปัจจุบัน ก็คือ ยศพันตำรวจเอก ยกเลิกไป พอกลับมาใช้ใหม่ เป็นแค่รองผู้กำกับการ เท่านั้น ตำรวจเรามีแต่ยุบ ๆ เลิก ๆ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายอัยการ ครูอาจารย์ เขาเพิ่ม เขาคงที่ไว้ รุกนำหน้าเสมอ

      
       เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบปรับโครงสร้างส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอนุมัติมติร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) แบ่งส่วนราชการและร่างกฎหมายตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ เน้นการมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยยกร่างเสนอ เข้าชี้แจงเหตุผลความจำเป็น ร่วมกับคณะทำงานฯปรับปรุงให้เหมาะสมกับภารกิจยุทธศาสตร์สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน

และแนวโน้มในอนาคตด้วยความโปร่งใส

 

นายศุภชัยกล่าวว่า หลักสำคัญคือจัดโครงสร้างส่วนราชการให้เอื้อต่อการมอบอำนาจและกระจายอำนาจ ลดการควบคุมจากส่วนกลาง เพิ่มอิสระหน่วยให้บริหารจัดการมีเอกภาพ กำหนดอำนาจหน้าที่และขอบเขตความรับผิดชอบให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน จัดหน่วยให้มีภารกิจสอดคล้องสัมพันธ์กันภายในกองบัญชาการเดียวกัน กำหนดขนาดส่วนให้กะทัดรัด คล่องตัว เอื้ออำนวยต่อประสิทธิภาพบริหารงาน คำนึงถึงสายการบังคับบัญชาที่เหมาะสม จัดกลุ่มงานที่มีลักษณะเฉพาะด้าน จัดโครงสร้างให้สัมพันธ์ระหว่างหน่วยให้สามารถบูรณาการทำงาน ประหยัดทรัพยากร รวดเร็วในการประสานงานและตัดสินใจ ปรับปรุงโครงสร้างนี้จะใช้กรอบอัตรากำลังที่มีอยู่ โดยเกลี่ยตำแหน่งให้เหมาะสม

นายศุภชัยกล่าวว่า โครงสร้างแบ่งเป็น 1.ส่วนบังคับบัญชา ได้แก่ สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่วางแผน บังคับบัญชาและควบคุม กำกับดูแลการปฏิบัติราชการหน่วยงานต่างๆ ดังนี้ 1.ระดับกองบัญชาการ 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, สำนักงานส่งกำลังบำรุง, สำนักงานกำลังพล, สำนักงานงบประมาณและการเงิน, สำนักงานกฎหมายและคดี, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ, สำนักงานจเรตำรวจ และสำนักงานตรวจสอบ

ภายใน 2.ระดับกองบังคับการ 6 หน่วย ได้แก่ สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ, กองการต่างประเทศ, กองสารนิเทศ, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ, กองบินตำรวจ และกองวินัย

"2.ส่วนป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ประกอบด้วย หน่วยระดับกองบัญชาการ 11 หน่วยงาน คือกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1-9 และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ 3.ส่วนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมลักษณะพิเศษเฉพาะด้านที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมทั่วราชอาณาจักร ประกอบด้วย หน่วยระดับกองบัญชาการ 7 หน่วย ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร" รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

 

นายศุภชัย กล่าวว่า 4.ส่วนการศึกษา มีหน้าที่อบรมแก่ผู้เข้ารับราชการตำรวจ และพัฒนาข้าราชการตำรวจให้เป็นผู้บริหารระดับต่างๆ มี 2 หน่วย คือ กองบัญชาการศึกษา และโรงเรียนนายร้อย

ตำรวจ 5.ส่วนบริการ มีหน้าที่ให้บริการตำรวจและประชาชน มี 1 หน่วยงาน คือ โรงพยาบาลตำรวจ และ 6.ส่วนปฏิบัติการเฉพาะทาง มีหน้าที่รับผิดชอบถวายความปลอดภัยและปฏิบัติงานตามพระราชประสงค

์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ มี 1 หน่วยงาน คือ สำนักงานนายตำรวจ

ราชสำนักประจำ โดยขึ้นการควบคุมในภารกิจถวายความปลอดภัยต่อสมุหราชองครักษ์ นอกจากนี้ยัง

ตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ 4 หน่วยงานคือ สำนักยุทธศาสตร์ตำรวจ, สำนักงานส่งกำลังบำรุง,

สำนักงานกำลังพล และสำนักงานงบประมาณและการเงิน

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวว่า หลัง ครม.อนุมัติแล้วจะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา

ทบทวนก่อนส่ง ครม.รับทราบอีกครั้ง ขณะนี้จะปรับเกลี่ยตำแหน่งคาดว่านำเข้าที่ประชุม ก.ตร.

ต้นเดือนพฤษภาคม เมื่อเกลี่ยเสร็จสามารถแต่งตั้งพร้อมกับช่วงโครงสร้างใหม่มีผลใช้บังคับและจะ

ปรับเพิ่มให้น้อยที่สุด นำตำแหน่งประจำ สง.ผบ.ตร.ที่มีหลายตำแหน่งตั้งแต่ ผบช.ถึง สว.

"อย่างไรก็ตาม ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.มี 11 ตำแหน่ง รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. 29 ตำแหน่ง และ

ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.มี 49 ตำแหน่ง จะปรับ ผบช.ถึง ผบก.ใน บช.และ บก.ใหม่และเพิ่ม

รอง ผบก. 66 ตำแหน่งผกก. 200 ตำแหน่ง รอง ผกก.และสารวัตรอีกจำนวนหนึ่ง

ซึ่งปรับเกลี่ยตำแหน่งประจำที่มีทั้งหมดและแต่งตั้งโยกย้ายพร้อมรองผบก.ลงมาที่ว่างอยู่

รวมตำแหน่งที่ไม่แต่งตั้งในศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย"

ผบ.ตร.กล่าว

นายศุภชัย กล่าวว่า 4.ส่วนการศึกษา มีหน้าที่อบรมแก่ผู้เข้ารับราชการตำรวจ และพัฒนาข้าราชการตำรวจให้เป็นผู้บริหารระดับต่างๆ มี 2 หน่วย คือ กองบัญชาการศึกษา และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ 5.ส่วนบริการ มีหน้าที่ให้บริการตำรวจและประชาชน มี 1 หน่วยงาน คือ โรงพยาบาลตำรวจ และ 6.ส่วนปฏิบัติการเฉพาะทาง มีหน้าที่รับผิดชอบถวายความปลอดภัยและปฏิบัติงานตามพระราชประสงค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ มี 1 หน่วยงาน คือ สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ โดยขึ้นการควบคุมในภารกิจถวายความปลอดภัยต่อสมุหราชองครักษ์ นอกจากนี้ยังตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ 4 หน่วยงาน คือ สำนักยุทธศาสตร์ตำรวจ, สำนักงานส่งกำลังบำรุง, สำนักงานกำลังพล และสำนักงานงบประมาณและการเงิน

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวว่า หลัง ครม.อนุมัติแล้วจะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาทบทวนก่อนส่ง ครม.รับทราบอีกครั้ง ขณะนี้จะปรับเกลี่ยตำแหน่งคาดว่านำเข้าที่ประชุม ก.ตร.ต้นเดือนพฤษภาคม เมื่อเกลี่ยเสร็จสามารถแต่งตั้งพร้อมกับช่วงโครงสร้างใหม่มีผลใช้บังคับและจะปรับเพิ่มให้น้อยที่สุด นำตำแหน่งประจำ สง.ผบ.ตร.ที่มีหลายตำแหน่งตั้งแต่ ผบช.ถึง สว.

"อย่างไรก็ตาม ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.มี 11 ตำแหน่ง รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. 29 ตำแหน่ง และ ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.มี 49 ตำแหน่ง จะปรับ ผบช.ถึง ผบก.ใน บช.และ บก.ใหม่และเพิ่ม รอง ผบก. 66 ตำแหน่ง ผกก. 200 ตำแหน่ง รอง ผกก.และสารวัตรอีกจำนวนหนึ่งซึ่งปรับเกลี่ยตำแหน่งประจำที่มีทั้งหมดและแต่งตั้งโยกย้ายพร้อมรอง ผบก.ลงมาที่ว่างอยู่ รวมตำแหน่งที่ไม่แต่งตั้งในศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย" ผบ.ตร.กล่าว

 

17 มิถุนายน 2552

วันนี้ ผมได้ไปสัมมนาเรื่องการพัฒนางานในสถานีตำรวจ ที่ ภ.1

พอจับความได้ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และสำคัญอีกครั้งของตำแหน่งในระดับสถานีตำรวจ หลังจากที่เคยมีการเปลี่ยนแปลง สร้างความปวดหัวให้กับประชาชนมาระยะหนึ่ง สมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนผมเป็นตำรวจใหม่ ๆ ตำแหน่งของตำรวจสัญญาบัตร จากระดับล่างสุด คือ รองสารวัตร สารวัตร สารวัตรใหญ่ รองสารวัตรที่ทำหน้าที่งานสอบสวน เรียกว่ารองสารวัตรสืบสวนสอบสวน ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น พงส.(สบ 1-2-3) หรือ พนักงานสอบสวนสัญญาบัตร สบ.1 เทียบได้กับรองสารวัตร(สอบสวน)  สบ.2 เทียบได้กับสารวัตร(สอบสวน) และ สบ.3 เทียบได้กับรองผู้กำกับ(สอบสวน) มีการประเมิน เลื่อนไหลตำแหน่งตามลำดับ จนถึงขณะนี้ ปรากฎว่าถึงทางตัน ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม มองแล้ว สายงานสอบสวน ไม่สามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าต่อไปได้ และขณะนี้ กำลังปรับโครงสร้างงานในระดับสถานีตำรวจอีกครั้ง โดยจะกลับไปใช้ตำแหน่งคล้ายกับ 30 ปีที่ผ่านมา โดยจะปรับ พนักงานสอบสวน หากจะอยู่ สน./สภ.ต่อไป โดย สบ.1 จะปรับเป็น รอง สวส.(รองสารวัตรสืบสวนสอบสวน) สบ.2 จะเป็น สารวัตรสืบสวนสอบสวน มี สวส.1 สวส.2 สวส.3 เป็นต้น และผลักดัน สบ.3 เป็นรอง ผกก. ส่วน สบ.1-2-3 ที่ไม่ต้องการอยู่ในสถานีตำรวจต่อไป จะไปเติบโตและเลื่อนไหลต่อไป แต่ที่ กองบังคับการ และกองบัญชาการแทน ผลสรุปเท่าที่ทราบ อย่างเก่าดีอยู่แล้ว(หมายถึงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว)

น่าปวดหัวไม่ละครับ เป็นการเดินหน้า หรือถอยหลังเข้าคลอง????

นอกจากนี้ ปรากฎการณ์ครั้งใหม่คือ ในแต่ละสถานีตำรวจ จะมีรองผู้กำกับการ (รอง ผกก.) ไม่มีการแบ่งสายงานโดยตรง เหมือนปัจจุบัน ที่มี รอง ผกก.ปป./ รอง ผกก.สส. / รอง ผกก.จร. แต่จะเป็นรอง ผกก.ประจำ สน.หรือสภ.ฯ แทน และให้เป็นหน้าที่ของ ผกก. หรือ หน.สถานีตำรวจ จะออกคำสั่ง ให้ รอง ผกก.คนใด ไปทำหน้าที่อะไร เช่น ให้คนนี้ควบคุมกำกับดูแลงานสอบสวน คนนั้นดูแลงานป้องกันปราบปราม คนโน้นดูแลงานจราจร สามารถแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ เป็นต้น

ปัญหาในอนาคตยังไม่ทราบว่า อะไรจะเกิดขึ้น ระยะเวลาตามคำสั่งจะนานยาว หรือน้อยแค่ไหน สุดแต่สถานการณ์ และเป็นอำนาจของ ผกก.ฯ  คงจะสร้างความเวียนเฮดให้กับประชาชนอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะคุ้นเคย วันนี้พบและเห็นว่าทำงานด้านสอบสวน พรุ่งนี้อาจไม่ใช่ อาจไปตรวจร้านทอง ธนาคาร ประชุมสายตรวจ ก็ได้ จึงไม่ต้องแปลกใจ เพราะคนคิดไม่ได้ทำ คนทำ(หน้าที่) ไม่ได้คิด

ที่น่าเป็นห่วงมาก คือ งานด้านการสอบสวน การอำนวยความยุติธรรมเบื้องต้นให้กับประชาชน

  

น.ส.พ.ดอทคอม 1 สิงหาคม 2552

 

โผนายพลที่ทำคลอดโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” และตำรวจใหญ่ที่มีอำนาจประสานมือแน่นเหนียวกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จนได้ 152 นายพลออกมาตามการปรับโครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในตำแหน่งผู้บังคับการถึงผู้บัญชาการ

      

       ท่ามกลางเสียงครหาหนาหูว่ามีกลิ่นไม่ดี มีการใช้ปัจจัยใต้โต๊ะเพื่อให้ได้เก้าอี้ด้วยตัวเลขพุ่งสูงถึงตัวเลข 7 หลักแก่ๆ

      

       งานนี้ หลังบ้านบิ๊กสีกากีกับหน้าห้องตามเก็บตามนับกันแบบไม่หวาดไม่ไหว

      

       เพราะมั่นใจในอำนาจฝ่ายการเมืองที่หนุนหลังอยู่ จนไม่คำนึงถึงความถูกต้องในเรื่องข้อกฎหมาย แม้จะมีการทักท้วงจาก ก.ตร.บางคนว่า การกระทำดังกล่าวอาจขัดกับหลักกฎหมาย เนื่องจากตัวกฎหมายโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีการปรับปรุงใหม่ ยังไม่มีการประกาศใช้ แต่จะมีการผลบังคับใช้ในวันที่ 16 สิงหาคม

      

       ดังนั้น การวางตัวบุคคลก่อนที่โครงสร้างจะมีผล ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าไม่ปกติ!

      

       ใครได้ประโยชน์จากความไม่ปกตินี้ มองเห็นกันไม่ยาก ดูได้จากคนที่เร่งรัดผลักดันให้มีการนำเอาโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่มาใช้ ซึ่งเป็นบุคคลที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้

      

       เดินเครื่องเต็มสูบ

      

       จนในที่สุดก็ผลักดันออกมาจนได้ โดยชะล่าใจไม่คิดว่าต้องมาเจอตอเข้าเสียเอง

      

       ตอที่ว่า คือ หลักกฎหมายว่าด้วยเรื่องของความถูกต้อง โดยสำนักอารักษ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่กลั่นกรองข้อกฎหมายก่อนจะเสนอนายกรัฐมนตรีลงนาม นำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

      

       ได้ทำหนังสือ นร.05808/ท 4812 ลงวันที่ 20 ก.ค. 52 ตีกลับโผนายพลดังกล่าวที่ตั้งเรื่องรอให้มีการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยหนังสือมาถึงกองทะเบียนพล สำนักกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันถัดมาคือ วันที่ 21 ก.ค. 52 พร้อมกับให้เหตุผลการส่งคืนโผนายพลครั้งนี้ว่า

      

       “ส่งคืนรอรับการโปรดเกล้าฯ โครงสร้างใหม่”

      

       ชัดเจนในความหมาย นั่นย่อมหมายถึงว่าการทำคลอดโผนายพลก่อนกำหนด แม้จะไม่แท้ง แต่เด็กก็ไม่แข็งแรง จนต้องเอาไปเข้าตู้อบเพื่อรอเวลา

      

       เมื่อสำนักอารักษ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักเลขาธิการครม.ตีกลับเรื่องด้วยเหตุผลดังกล่าว ย่อมบอกนัยได้ว่า การเมืองที่ทำเนียบไม่เล่นด้วยกับสีกากีที่ลุกลี้ลุกลนจะให้ฝ่ายการเมืองนำโผนายพลชุดอัปยศขึ้นทูลเกล้าฯ อันเป็นการกระทำที่มิบังควร

      

       ด้วยเหตุนี้ โผสองที่พยายามกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ในการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งรอง ผบก.ไปจนถึงสารวัตร จึงสะดุดไปโดยปริยาย เพราะเมื่อโผแรกถูกตีกลับ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการปรับโครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่มีผลบังคับใช้

      

       โดยหลักปฏิบัติโผใหม่ที่พยายามทำกันอยู่ในขณะนี้ก็ควรจะระงับตามไปด้วย และควรปล่อยให้เป็นไปตามกฎระเบียบ คือ

      

       ผบ.ตร.ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในอีกสองเดือนข้างหน้า ไม่ว่าจะมีพี่ชายชื่ออะไรก็ตาม ไม่ควรเข้ามาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ แต่ควรรอให้ ผบ.ตร.คนต่อไปเข้ามารับช่วงดำเนินการเรื่องนี้แทน จึงจะเป็นเรื่องที่สง่างาม ตรงตามราชการประเพณีปฏิบัติ

      

       แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อ โดยหวังทำให้เสร็จเรียบร้อยเสียเลยในยุคนี้ แล้วเก็บไว้รอให้การปรับโครงสร้างตำรวจใหม่มีผลบังคับใช้

      

       เหตุผลที่ต้องเร่งรีบดำเนินการให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ก็เพราะว่า หากพ้นสัปดาห์นี้ไปแล้วก็จะติดล็อกไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

      

       เนื่องจากมีมติ ครม.กำหนดห้ามไม่ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งโยกย้าย 60 วันก่อนการเกษียณอายุราชการ

      

       พล.ต.อ.พัชรวาทกำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ นั่นหมายถึงว่า ถ้าข้ามเส้นไปถึงเดือนสิงหาคมทุกอย่างก็เกม

      

       คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต

       

       แม้จะคิดว่าทุกอย่างสะดวกโยธิน เพราะมีพี่ชายเป็น รมว.กลาโหมคอยติดปีกให้ แถมมีเนวินกับสุเทพหนุนหลังเต็มกำลัง แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

      

       ด้วยความหวังที่ต้องการดึงทุกอย่างมาไว้ที่ตัวเอง ทำให้ไม่สามารถทำการแต่งตั้งโยกย้ายได้ทันตามกำหนดเวลา ประกอบกับติดขัดปัญหาข้อกฎหมายที่สำนักอารักษ์ตีกลับโผนายพลดังที่กล่าวข้างต้น

      

       ทำให้เกิดอาการละล้าละลังว่า จะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่?

      

       สุดท้ายก็ยอมจำนนแล้วว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทัน จึงเป็นเหตุทำให้มีเสียงลือหนาหูว่าไฟลัดวงจรที่ สตช.เมื่อหลายวันก่อน

      

       เป็นเพราะมีใครบางคนอยากทำลายโพยรายชื่อคนที่หลง “จองตั๋วล่วงหน้า” ไปแล้ว เพื่อเป็นข้ออ้างไม่ต้องคืน...ทั้งที่ให้ตำแหน่งเขาไม่ได้ หรือเปล่า?!?

 

กฤษฎีกาชี้มติก.ตร.ตั้ง152นายพลยังไม่ถึงที่สุด ทบทวนได้

 

มื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มอบหมายให้ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และสตช. ไปหาทางออกเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจตามโครงสร้างใหม่ของสตช. ว่า ยังไม่ทราบเรื่อง ส่วนการแต่งตั้งนายตำรวจจะสามารถทำก่อน หรือหลังการประกาศพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ลงราชกิจจานุเบกษานั้น ขอไปดูข้อเท็จจริงก่อน


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผบ.ตร. ลาพักราชการ ผู้รักษาราชการแทน (รรท.) ผบ.ตร. จะสามารถทำหน้าที่แต่งตั้งโยกย้ายแทนได้หรือไม่ คุณพรทิพย์กล่าวว่า "ได้ค่ะ ผู้รักษาราชการทำหน้าที่แทนได้ทั้งหมด"
 

เมื่อถามถึงกรณีที่ก.ตร. มีมติแต่งตั้ง 152 นายพลไปแล้ว จะสามารถเข้าไปรื้อโผใหม่ได้หรือไม่ คุณพรทิพย์กล่าวว่า "มติก.ตร. ถ้ายังไม่ถึงที่สุด ก็อาจจะทบทวนได้มั้ง"


เมื่อถามว่า หากมีการทบทวนโผ จะเป็นเหตุให้ 152 นายพลที่ได้รับการประกาศรายชื่อไปแล้วฟ้องก.ตร. ต่อศาลปกครองได้หรือไม่ คุณพรทิพย์กล่าวว่า ต้องดูว่ามีเหตุผลให้ทบทวนโดยชอบหรือไม่ ถ้าไม่มีเหตุผล ก็ต้องไปศาลปกครอง อย่างไรก็ตามมติก.ตร. ที่ออกมาถือว่ายังไม่สิ้นสุดจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง อะไรที่ยังไม่เสร็จ ก็ทบทวนได้ตลอดเวลา


    « Back