ี่คดีฆ่าแสงชัย

 

 

 

คดีฆาตกรรม นายแสงชัย สุนทรวัฒน์

จากการาค้นหาพบว่าไม่ค่อยจะมีข้อมูลในเรื่องดังกล่าวให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา บางจุดมีแต่ถูกลบหายไป รวมทั้งรูปภาพต่าง ๆ คงต้องค้นคว้าหาในห้องสมุด หรือที่โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ต่าง ๆ เพราะเมื่อเกิดเหตุคดีนี้ ก็มีการพาดหน้าหนึ่ง ทุกฉบับ และมีการติดตามเรื่อง จนจับกุมคนร้ายได้ยกแก็ง รวมทั้งผู้จ้างวานใช้  สำหรับนายแสงชัยฯ เด็ก เยาวชนรุ่นหลัง ๆ อาจไม่รู้จัก เพราะตอนเกิดเหตุยังเล็กอยู่  เป็นผู้ดำเนินการายการฟุตฟิต ฟอไฟ ภาษาอังกฤษ ให้ความรู้ด้านภาษาที่ดีมาก ปัจจุบันดำเนินการต่อโดยบุตรชาย

 

เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2539 หรือ ประมาณ 13 ปีที่ผ่านมา นายแสงชัย สุนทรวัฒน์ ผู้อำนวยการ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) ขณะนั้น ถูกลอบสังหาร เพราะไปขัดผลประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจวิทยุ นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการในเวลานั้น จากผลการสอบสวนของตำรวจ ระบุว่า นางอุบล บุญญชโลธร เป็นผู้จ้างวานให้ นายทวี พุทธจันทร์ บุตรเขย ส่งมือปืนไปลอบสังหารนายแสงชัย ต่อมานางอุบลได้ถูกลอบสังหารเสียชีวิต คดีจึงยังคงเป็นปริศนาจนทุกวันนี้

 

ทั้งนี้ แสงชัยเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. เมื่อปี 2535 ในยุคที่ อ.ส.ม.ท. ยังมีลุ่มอิทธิพลมืดแฝงตัวอยู่ในองค์กร แต่เขาก็สามารถขจัดอิทธิพลเหล่านั้นได้สำเร็จ อีกทั้งยังบริหาร อ.ส.ม.ท. จนประสบความสำเร็จ ภายหลังได้มีการก่อตั้ง มูลนิธิแสงชัย สุนทรวัฒน์ ขึ้นและมีการมอบ รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ สำหรับข่าว สารคดีวิทยุ และโทรทัศน์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและส่งเสริมให้คนที่ทำงานด้านสื่อมวลชน ได้มีโอกาสผลิตผลงานดี ๆ เพื่อประโยชน์ของผู้ชมผู้ฟัง โดยมีการประกาศผลในวันที่ 11 เมษายนของทุกปี 

 

 ในวันเกิดเหตุนายแสงชัยไปรับประทานอาหาร กับนางวัชรี สุนทรวัฒน์ ภรรยาที่ร้านอาหารประจำย่านเมืองทองธานี หลังรับประทานอาหารเสร็จก็ขับรถยนต์วอลโว่กลับบ้าน เมื่อมาถึงทางเข้าหมู่บ้านเมืองทองธานี 3 ก็ถูกมือปืนตามประกบยิง

 

 ขณะมือปืนลงมือลั่นไก นางวัชรีเป็นคนขับ ส่วนนายแสงชัยนั่งอยู่เบาะหลัง คนร้ายใช้ปืนขนาด 9 มม.ยิงกระสุนทะลุกระจกถูกนายแสงชัยเสียชีวิตคาที่ และยังพยายามยิงนางวัชรีด้วย แต่กระสุนขัดลำกล้องนางวัชรีจึงรอดตายอย่างหวุดหวิด

 

 ด้วยเหตุที่นายแสงชัยเป็นคนดังในขณะนั้น นอกจากจะเป็น ผอ.อสมท แล้วยังเป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ อีกทั้งยังจัดรายการฟุดฟิดฟอไฟ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ด้วย จึงทำให้ได้รับความสนใจจากสังคมมากเป็นพิเศษ

 

 สื่อมวลชนทุกแขนงเสนอข่าวการสังหารนายแสงชัยอย่างครึกโครม กรมตำรวจสมัยนั้นจึงมอบหมายให้ พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รองอธิบดีกรมตำรวจ (ตำแหน่งในขณะนั้น) เข้ามากำกับดูแลคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง ขณะที่หัวหน้าชุดสืบสวนทำหน้าที่โดย พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รองผบช.ก. (ยศและตำแหน่งขณะนั้น)

 

 พ.ต.อ.ปรีชา กล่าวว่า หลังเกิดเหตุกรมตำรวจระดมนักสืบฝีมือดีเข้ามาคลี่คลายคดีดังกล่าวหลายชุด ทั้งในส่วนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

 

 แต่แม้ว่าชุดสืบสวนจะพยายามแกะรอยติดตามจับกุมคนร้ายอย่างต่อเนื่องก็ไม่สามารถควานหาตัวได้พบ ทำได้เพียงตั้งปมประเด็นลอบสังหารไว้ที่การขัดผลประโยชน์กันในกลุ่มผู้บริหาร อสมท โดยเฉพาะบอร์ดบริหาร

 

 "ชุดสืบสวนแต่ละชุดต่างมีเป้าของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่ผู้บริหารในบอร์ด อสมท กลุ่มหนึ่ง แต่ก็ทำได้เพียงแค่สงสัย มีการเชิญผู้บริหารกลุ่มนั้นมาสอบปากคำหลายคน ซึ่งมีอดีตทหารรวมอยู่ด้วย แต่ก็ขาดหลักฐานเชื่อมโยง" พ.ต.อ.ปรีชา กล่าว เวลาล่วงเลยไปกว่าเดือนเศษ คดียังไม่คืบหน้า ทำให้ชุดสืบสวนรู้สึกเครียด เพราะแต่ละคนเป็นระดับพระกาฬทั้งนั้น

 

 "ผมเครียดนะตอนนั้น เพราะนักสืบแต่ละคนที่ระดมกันมานั้น ได้ชื่อว่าแถวหน้าทั้งสิ้น แต่เวลาล่วงเลยมานานเรายังไม่สามารถระบุตัวคนร้ายได้เลย มือปืนมีอยู่กี่ซุ้มเราตรวจสอบหมด แต่ก็ไม่มีใครที่รับงานสังหารนายแสงชัยเลย" พ.ต.อ.ปรีชา บอก

 

 เมื่อเวลาผ่านไป การสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ค่อนข้างครอบคลุมมากขึ้น ประเด็นการสังหารก็เริ่มแสดงให้เห็นมากขึ้น ในตอนนั้นมีประเด็นใหม่ขึ้นมาจากความขัดแย้งระหว่างนายแสงชัย กับบอร์ดบริหาร อสมท รายหนึ่ง

 

 นั่นก็คือนายแสงชัยไม่ยอมต่อสัมปทานให้แก่เจ้าแม่แห่งวงการวิทยุกระจายเสียงในพื้นที่ภาคเหนือคนหนึ่ง ชื่อ นางอุบล บุญญชโลธร ซึ่งเจ้าแม่รายนี้ไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยก่อนที่นายแสงชัยจะถูกยิงมีข่าวว่านายแสงชัยพูดไม่เข้าหูนางอุบลว่า หากต่อสัญญาสัมปทานให้นางอุบล สู้เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า

 

 "หลังจับมือปืนได้แล้ว เขารับสารภาพว่า คนว่าจ้างบอกให้ไปยิงผู้อำนวยการโรงเรียนที่ปากไม่ดีพูดไม่เข้าหู มือปืนเขารู้แค่นั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหยื่อของเขาคือนายแสงชัย ผอ.อสมท คนดัง" พ.ต.อ.ปรีชา กล่าว

 

 การจับกุมมือปืนยิงนายแสงชัย ค่อนข้างเหลือเชื่อเกินความขาดหมาย โดยขั้นตอนการสืบสวนไม่ได้เริ่มจากคดีคนร้ายยิงนายแสงชัยเอง แต่ได้จากการขยายผลในคดีอื่น

 

 

 

 

 หลังนายแสงชัยถูกยิงไม่นาน ก็เกิดคดียิงนายนรุตม์ สัตยาศัย เสี่ยเจ้าของกิจการเครื่องสุขภัณฑ์ ที่หน้าหมู่บ้านสัมมากร ท้องที่ สน.บางชัน โดยคนร้ายใช้ปืนขนาด 9 มม.เช่นเดียวกับที่คนร้ายใช้ยิงนายแสงชัย

"พ.ต.ต.ชัยรัตน์ เปี่ยมปรีดา สว.สส.สน.บางชัน ในขณะนั้น มาปรึกษาผม บอกว่าคนร้ายทำถุงกระดาษตกไว้ในที่เกิดเหตุ ภายในมีกระดาษแผ่นหนึ่งระบุห้องเลขที่ 405 ศิริสุขอพาร์ทเมนต์ ย่านรามคำแหง สารวัตรชัยรัตน์ เขาสงสัยว่าน่าจะเป็นของมือปืนจึงไปที่ห้องดังกล่าว พบนายกิตติพล อินทรปาน หรือโหน่ง อยู่ภายในห้อง จึงเชิญตัวมาสอบแต่เจ้าตัวปฏิเสธ ชัยรัตน์ จึงปล่อยตัวไป แล้วจึงมาปรึกษาผม" พ.ต.อ.ปรีชา กล่าวรองผบก.หัวหน้าศูนย์สืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวต่อว่า ตอนแรกตกใจเพราะเชื่อมั่นว่าคนที่อยู่ในห้องพักดังกล่าวเป็นคนร้ายยิงนายนรุตม์แน่ จึงให้ พ.ต.อ.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ ตอนนั้นเป็น สว.สส.น.เหนือ ให้ไปช่วย พ.ต.ต.ชัยรัตน์ สุดท้ายก็จับกุมนายกิตติพลได้ ซึ่งต่อมาเขาก็ยอมรับว่าร่วมกับพวกรับงานยิงนายนรุตม์จริง

 

 คนร้ายกลุ่มนี้ใช้ปืนขนาด 9 มม.ขนาดเดียวกับที่ใช้ยิงนายแสงชัย พ.ต.อ.ปรีชาจึงสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มที่ยิงนายแสงชัย จึงพยายามสอบเค้น ตอนแรกเขาก็ปฏิเสธเสียงแข็ง แต่โชคดีที่ต่อมาภรรยาเขามาเยี่ยม จึงได้สอบถามภรรยาเขาก็หลุดออกมาว่า กลุ่มนี้รับงานยิงคนที่เป็นข่าวดังในพื้นที่ปากเกร็ดด้วย

 

 "ภรรยาเขาพูดว่าสามีเขาพัวพันกับคดียิงคนที่เป็นข่าวดังด้วย เราก็เลยสอบเค้นนายโหน่งอย่างหนัก สุดท้ายเขาเลยรับสารภาพว่าเป็นทีมสังหารนายแสงชัยจริง โดยมือปืนคือนายนฤทุกข์ หรือกิต อุ่นตระกูล ดีกรีนักกีฬายิงปืนระดับเขต มีคนร่วมงานคือนายสุนันท์ หรือดำ วงศ์คำหาญ นายกนกศักดิ์ หรือหนึ่ง อินทร์สมาน และนายชนะ หรือเล็ก คงหนุน เป็นทีมงาน" พ.ต.อ.ปรีชา กล่าว

 

 พ.ต.อ.ปรีชากล่าวว่า ฉุกคิดมาตั้งแต่ต้นว่ามือปืนที่ลงมือยิงนายแสงชัยจะเป็นมือปืนโนเนม ซึ่งก็เป็นจริงตามคาด ทีมสังหารกลุ่มนี้เพิ่งรับงานฆ่าไม่กี่งาน จึงยังไม่มีประวัติอยู่ในแฟ้มมือปืน

 

 "ตอนผมจับเขาก็มีการสอบสวนขยายผลอย่างละเอียด เขาบอกว่าพอรับจ้างสังหารไม่นาน ก็มีคนมาจ้างให้สังหารเยอะ จนยิงกันแทบไม่ทัน ยิงนายแสงชัยไม่นานก็รับงานอื่นต่อทันทีแทบไม่ได้พัก"

 

 มือปืนกลุ่มนี้ถูกส่งตัวฟ้องศาลในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ซึ่งศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุกตลอดชีวิต

 

 ขณะที่ การขยายผลติดตามจับกุมกลุ่มผู้บงการก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว เพราะหลังจากได้ตัวมือปืน ก็มีการซัดทอดถึงตัวผู้บงการคือนายทวี พุทธจันทร์ บุตรเขยของนางอุบล ซึ่งรับคำสั่งต่อมาจากนางอุบล นั่นเอง

 

 ก่อนที่นายแสงชัยจะมารับตำแหน่ง ผอ.อสมท นางอุบลเป็นผู้กว้างขวางในแวดวงสถานีวิทยุกระจายเสียงในพื้นที่ภาคเหนือ ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแม่แห่งวิทยุกระจายเสียงภูธร แต่ต่อมามีปัญหาว่าการจัดรายการที่ออกอากาศในสถานีวิทยุกระจายเสียงในควบคุมของนางอุบล มักใช้เป็นช่องทางในการโจมตีรัฐบาล

 

 เมื่อนายแสงชัยเข้ามารับตำแหน่งก็ครบวาระที่จะต้องต่อสัญญาใหม่พอดี นายแสงชัยจึงอาศัยโอกาสนี้ไม่ต่อสัญญาสัมปทานให้ สร้างความโกรธแค้นให้แก่นางอุบลเป็นอย่างยิ่ง จึงมอบหมายให้นายทวีลูกเขย ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.เชียงราย จัดหาทีมสังหารให้

 

 นายทวีฯ เลือกใช้บริการของนายวิศิษฐ์ พึ่งรัศมี อดีตข้าราชการกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นผู้กว้างขวางอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นผู้จัดหาทีมสังหารให้ ซึ่งนายวิศิษฐ์ ในยุคนั้นเป็นที่รู้จักกว้างขวาง พัวพันกับธุรกิจไนท์บาซาร์ที่เชียงใหม่ อีกทั้งยังเป็นหัวหน้าซุ้มมือปืนด้วย นายวิศิษฐ์เลือกส่งงานให้นายนฤทุกข์ เพราะเป็นมือปืนหน้าใหม่ ป้องกันการสาวถึงตัวเอง

 

 ปัจจุบันนายทวียังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ขณะที่นางอุบลถูกสังหารเสียชีวิต ส่วนซุ้มมือปืนของนายวิศิษฐ์ถูกคอมมานโดปราบปรามอย่างหนัก ต่อมานายวิศิษฐ์ก็ถูกจับกุมดำเนินคดี

 

มือสืบสวนชั้นเยี่ยมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บ่นให้ได้ยินเป็นเสมอ "คดีจ้างวานฆ่า ไม่สามารถจับผู้บงการได้"

 

ปัญหานั้นมีอยู่ว่า การจ้างวานฆ่า ต้องทำกันเป็นขบวนการ แต่ละขั้นตอนต้องเป็นความลับ เริ่มจากผู้บงการต้องมอบงานให้คนสนิทเป็นผู้ดำเนินการหามือปืน ขั้นตอนนี้อาจมีอีก 2-3 คนรับงานกันไปเป็นชั้นๆ กว่าจะได้มือปืนมารับจ้างฆ่า ยังไม่รู้เหมือนกันว่ากี่ขั้นตอน

 

หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของมือปืน เมื่อได้เป้าหมาย ได้ชื่อ ได้รูปถ่ายเหยื่อ จะต้องเตรียมแผนการฆ่า ไม่ว่าจะลงไปสะกดรอย การจ้างวานรถจักรยาน ยนต์รับจ้างที่รู้ใจ แต่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ให้เตรียมการพา หลบหนี

 

เมื่อหลบหนีไปแล้ว จะต้องหาที่ซุกหัวสักระยะหนึ่ง ด้วยการไปอยู่ใต้ปีกผู้มีอิทธิพลคนใดคนหนึ่งก็ได้ เพื่อให้เป็นเกราะกำบังไประยะหนึ่ง

 

กว่าจะถึงผู้บงการฆ่าได้ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย เมื่อมีคดี "ฆ่า" ตำรวจต้องเริ่มต้นแกะรอยตามพฤติกรรมศาสตร์ ตรวจสอบลักษณะการใช้อาวุธ การยิง วิถีกระสุน เพื่อให้แยกได้ว่าเป็นมือปืนกลุ่มไหน

 

เมื่อได้เค้าโครงแล้ว จะค่อยเริ่มดำเนินการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของกลุ่มมือปืนว่า ซุ้มไหนไปรับงานมาบ้าง ถ้าไม่ติดอิทธิพลคนใด ก็สามารถนำตัวมาเค้นได้อย่างสบาย

 

สมมติสืบจนได้ตัวมือปืนมาแล้ว คราวนี้ต้องสอบสวนให้รู้ว่ารับงานมาจากใคร แต่การสอบสวนแค่ให้รู้ว่ารับงานมาจากใครแล้ว ในขั้นตอนการจ้างนั้น อย่างดีก็ได้แค่ผู้รับหน้าที่หามือปืน บางคนไม่รู้ว่าผู้จ้างวานฆ่าตัวจริงเป็นใครด้วยซ้ำ

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาการแกะรอยโทรศัพท์มือปืนรับจ้างนั้นจะใช้แบบเติมเงิน ตรวจสอบแล้วไม่รู้ว่าเป็นเบอร์ของใครเสียอีก

 

แต่ถ้ามือปืนรับจ้างให้การ "รับสารภาพ" คราวนี้จึงเป็นเรื่องง่าย

 

ลองย้อนคดีฆ่านายแสงชัย สุนทรวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการ อสมท ตำรวจสามารถจับกุมมือปืนได้และมีหลักฐานโยงใยถึงตัวผู้บงการคือ นายทวี พุทธจันทร์ อดีตนักการเมืองดังแห่งภาคเหนือ มีการโอนเงินและยังโยงใยไปถึงผู้ที่จ้างวานฆ่าอีกคนหนึ่ง แต่นายทวีปฏิเสธจึงสาวไปไม่ถึงผู้บงการอีกคนหนึ่ง

 

ทั้งนี้ตำรวจยังจับผู้รับงานได้ แล้ว "รับสารภาพ" จนถึงผู้บงการ โยงมาถึงมือปืนได้ จนกระบวนการยุติธรรมตัดสินให้รับโทษสูงสุด "ประหารชีวิต" เลยทีเดียว

 

เห็นไหมกับประโยชน์ของ "คำรับสารภาพ"

 

อยากให้เทียบฟอร์มกับคดีการเมืองดังๆ ในขณะนี้ ผู้ถูกจ้างวานให้ลงเล่นการเมือง ถูกจับได้ให้การรับสารภาพจนหมดเปลือก เมื่อเปรียบเทียบกับมือปืนรับจ้างได้ให้การซัดทอดถึงผู้บงการแล้ว แต่เหตุไฉนผู้ที่อยู่เบื้องหลังจึงลอยนวลอยู่ได้ ..??

 

 

ติดคุกคดีอื่น 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องพิจารณาคดี 710 ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาคดีที่นายวิศิษฐ์ พึ่งรัศมี อดีตข้าราชการป่าไม้ ซึ่งเป็นผู้กว้างขวางทางภาคเหนือ จำเลยในฐานความผิดสั่งการผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และพ.ร.บ.อาวุธปืน กรณีใช้ลูกน้องยิงนายเกษม ทองวงษ์ษา พ่อค้าขายเครื่องดื่มตลาดวโรรส จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2539 แต่ลูกน้องยิงผิดตัว โดนนายชัยพร ไม้หอม ซึ่งพักอยู่ในบ้านนายเกษมเสียชีวิตศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานโจทก์ทั้ง 4 ให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยและถูกศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว นอกจากนี้ ผู้รับงานฆ่าก็เป็นคนรับใช้ของจำเลย จึงไม่น่าจะมีเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียชีวิต อีกทั้งเชื่อว่าจำเลยมีส่วนได้ส่วนเสียกับการเก็บค่าทำความสะอาด ค่าขยะจากผู้ค้าในตลาดวโนรส ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ประหารชีวิต

 

นายวิศิษฐ์ พึ่งรัศมี มีประวัติเป็นหัวหน้าซุ้มมือปืนในจังหวัดทางภาคเหนือ และเคยตกเป็นจำเลยร่วมกับนางอุบล บุญยชโลธร ในคดีฆ่านายแสงชัย สุนทรวัฒน์ อดีตผอ.อสมท.แต่ศาลพิพากายกฟ้องนายวิศิษฐ์

 

 

 

(ศาลฎีกาประชุมหารือแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ หลังก่อเหตุแล้ว นายอุดร ปั้นรูป และนายบุญอยู่ คิดถึง ได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยทราบ ก่อนไปพบที่นโปเลียนคาราโอเกะ จึงเชื่อว่าคำเบิกความของนายอุดร นายบุญอยู่ และนายอนันต์ กันธิวงศ์ พยานโจทก์ ที่มีลักษณะเบี่ยงเบนไม่อ้างถึงจำเลยร่วมกระทำผิดนั้น เป็นไปเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำให้การในชั้นสอบสวนที่พยานโจทก์ทั้ง 3 คน เคยให้ไว้แม้เป็นคำซัดทอด แต่น่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความชั้นศาล เพราะเป็นคำให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน ดังนั้น คำให้การในชั้นสอบสวนมีน้ำหนักรับฟังได้ นอกจากนี้ ก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วัน นายเกษม คำวงศ์ษา บิดาบุญธรรมนายชัยกร ได้ทะเลาะกับนายอนันต์จนมีการขู่อาฆาตไว้ เมื่อนายชัยกรถูกยิงเสียชีวิต เชื่อว่านายอนันต์ร่วมกระทำผิดด้วย ฎีกาของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษประหารชีวิตนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน)

 

หลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายวิศิษฐ์อยู่ในอาการนิ่งเฉย มีเพียงสายตาที่มองไปยังกลุ่มญาติที่มาให้กำลังใจราว 10 คน แต่ไม่มีการพูดคุยกัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ควบคุมกลับไปขังไว้ที่เรือนจำกลางบางขวาง เพื่อรอรับโทษตามที่ศาลมีคำพิพากษาต่อไป

 

สำหรับนายวิศิษฐ์ พึ่งรัศมี อดีตป่าไม้ทมิฬ พัวพันคดีลอบสังหารหลายคดี อาทิ ร่วมกันฆ่านายแสงชัย สุนทรวัฒน์ อดีต ผอ.อสมท ร่วมสังหารนายชัยกร ไม้หอม ท้องที่ สภ.ต.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับพวกฆ่านายอำนาจ สนินัด อายุ 28 ปี และ น.ส.เกศวรินทร์ หรือจอย วิชัยศิริ อายุ 19 ปี นศ.มหาวิทยาลัยพายัพ ก่อนเผาคารถ บีเอ็มดับบลิว ในท้องที่ สภ.อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และคดีฆ่านายศรีวรรณ บุญเรือนสูง นักข่าวท้องถิ่น จ.ตาก เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 38 ชนวนเหตุมาจากเรื่องการขัดผลประโยชน์ยาเสพติด ต่อมาวันที่ 2 ก.ย. 43 ถูก พล.ต.ต.อัศวิน ขวัญเมือง ผบก.ป. และ พ.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ สว.ผ.3 กก.2 ป. (ยศในสมัยนั้น) จับกุมได้หลังนายวิศิษฐ์อ้างตัวเป็นทหารชื่อ “เสธ.สมชาย” เรียกร้องเงิน 5 ล้านบาท จากเสี่ยเจ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านฝั˜งธนฯ และถูกกองปราบปรามจับได้ พบว่าเป็นป่าไม้มาเฟียที่หลบหนีคดีมาได้เกือบ 5 ปี

 

"""""""""

 

คดีฆ่า "แสงชัย สุนทรวัฒน์" อดีตผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท) อันครึกโครม "คดีนี้มีการระดมนักสืบทุกหน่วยงานมาร่วมทำคดี และเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนและคนทั้งประเทศ จึงกดดันมาก"

 เมื่อปี 2539 อาจารย์คงดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลเหนือ ได้รับมอบหมายให้เข้ามาคลี่คลายคดีตั้งแต่ต้น ควบคู่ไปกับชุดสืบสวนจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) มีการใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับงานสืบสวนสอบสวนทุกอย่างมาคลี่คลายคดีหาเบาะแสมือปืน ชนวนเหตุ และผู้จ้างวาน ประวัติคนรอบข้างที่เกี่ยวพันกับแสงชัยถูกตรวจสอบละเอียดยิบ แต่ก็มีปัญหาอุปสรรคติดขัดอยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางการทำงานอย่างทุ่มเท มีความกดดันจากทุกทาง จนชุดทำงานแทบไม่เป็นอันกินอันนอน กระทั่งได้เบาะแสว่าประเด็นสังหารน่าจะมาจากการขัดผลประโยชน์ในบอร์ดบริหาร อสมท "ชุดสืบสวนแต่ละชุดต่างมีเป้าหมายของตัวเอง ทั้งหมดพุ่งไปที่ผู้บริหารในบอร์ด อสมท กลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็ทำได้แค่สงสัย มีการเชิญผู้บริหารกลุ่มนั้นรวมถึงอดีตทหารมาสอบปากคำหลายคน แต่ก็ขาดหลักฐานเชื่อมโยง เวลาล่วงเลยไปกว่าเดือนเศษ คดีไม่มีความคืบหน้า ชุดสืบสวนเองก็รู้สึกเครียดมาก เพราะคดีถูกจับตามองอยู่ทุกๆ นาที ผู้บังคับบัญชาโทรมาสอบถามทุกชั่วโมง พอไม่มีความคืบหน้าก็โดนตำหนิ ตอนนั้นรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนกัน เพราะเราทำงานเต็มกำลัง งานอื่นที่สำคัญน้อยกว่าเราก็ชะลอไปก่อน ทีมสืบสวนของผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลย" ในที่สุดอาจารย์คงก็ได้เบาะแสหนึ่ง คือ พฤติกรรมของมือปืนสันนิษฐานได้ว่า น่าจะเป็นมือปืนหน้าใหม่ ?!! แสงชัยถูกยิงเสียชีวิตขณะกลับจากรับประทานอาหารกับวัชรี สุนทรวัฒน์ ภรรยาที่ร้านอาหารย่านเมืองทองธานี โดยเขานั่งอยู่เบาะหลังมีวัชรีเป็นคนขับ กระสุนขนาด 9 มม.ทะลุกระจกถูกแสงชัยเสียชีวิตคาที่ มือปืนยังพยายามฆ่าวัชรีด้วย แต่เดชะบุญกระสุนขัดลำกล้องเธอจึงรอดตายหวุดหวิด ด้วยเหตุนี้ชุดสืบสวนของอาจารย์คงจึงเริ่มพุ่งเป้าไปที่มือปืนหน้าใหม่ และลงมือตรวจสอบตามซุ้มมือปืนต่างๆ อย่างเร่งด่วน ขณะที่การสืบสวนค่อยๆ คืบหน้าไปทีละขั้นๆ ไม่นานก็มีคดีสังหาร "นรุตม์ สัตยาศัย" เจ้าของกิจการส่งออกเครื่องสุขภัณฑ์หน้าหมู่บ้านสัมมากร ท้องที่ สน.บางชัน โดยคนร้ายใช้ปืนขนาด 9 มม.แล้วเกิดอาการขัดลำกล้องเช่นเดียวกับคดีแสงชัย อาจารย์คงพร้อมชุดสืบสวนลงพื้นที่ไปตรวจสอบและเริ่มมั่นใจว่า น่าจะเป็นมือปืนคนเดียวกัน โชคดีอย่างที่คนร้ายทำถุงกระดาษตกอยู่ในที่เกิดเหตุ มีกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนระบุห้องเลขที่ 405 ศิริสุขอพาร์ตเมนต์ ย่านรามคำแหง ชุดสืบสวนสงสัยว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับมือปืนจึงไปตรวจสอบและติดตามไปจับกุมตัวได้ยกทีมในเวลาต่อมา "คดีนี้เป็นคดีแรกๆ ที่มีการนำเอานิติวิทยาศาสตร์เข้ามาคลี่คลายคดี เพราะเป็นการขยายผลจากคดีอื่น แล้วเชื่อมโยงมาถึงคดียิงคุณแสงชัย เป็นการให้ความสำคัญกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ค่อยนำมาใช้กันมากนัก ผมทำคดีตั้งแต่ต้นและใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับงานสืบสวนสอบสวนทั้งหมดเลยรู้สึกภูมิใจ ส่วนคดีเปรตกู้เป็นเรื่องหลอกลวงต้มตุ๋นธรรมดา ในโรงเรียนนายร้อยตำรวจก็มีการสอนวิธีจับผิดคนพวกนี้อยู่แล้ว เพียงแต่สื่อให้ความสนใจมากเลยเป็นที่รู้จัก แต่ส่วนตัวแล้วไม่ได้รู้สึกอะไร" อาจารย์คงเล่า ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ล้วนมีจุดจบแตกต่างกันไป ทั้งถูกลอบสังหาร ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในเรือนจำถึงทุกวันนี้ !?! "บนถนนชีวิตตำรวจบอกได้เลยว่า ทุกวินาทีที่เราเผชิญหน้ากับคนร้ายมันเสี่ยง ถ้าพลาดหมายถึงชีวิต สำหรับผมแล้วไม่มีงานไหนที่เสี่ยงที่สุด เพราะทุกครั้งอันตรายและเสี่ยงไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน" อาจารย์คงพูดถึงชีวิตในการทำงานคลี่คลายคดีสำคัญๆ หลายคนสงสัยสมญานาม "อาจารย์คง" มีที่มาอย่างไร ? คำตอบที่ได้ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน คือ ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาสืบสวนสอบสวนให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจเป็นเวลานานสองนาน เลยได้สมญานามดังว่า นอกจากนี้ เพื่อนร่วมรุ่นยังเคยเรียกว่า "หมอคง" ด้วยซ้ำ เกิดจากพฤติกรรมชวนขันสมัยเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนนำนักกีฬารักบี้เข้านมัสการหลวงปู่พรหมโมลี วัดไร่ขิง จ.นครปฐม นักเรียนนายร้อยตำรวจคงเดช เป็นคนเดียวที่หลวงปู่เคาะหัวให้พร ทว่าลงมือเคาะได้ 2 ที ยังไม่ทันจะครบดีก็ถอยหนีบอกว่าเจ็บ ทำท่าจะไม่ยอมให้เคาะอีก ทั้งที่คนอื่นๆ อยากได้โอกาสนี้กลับไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ยอมให้เกจิดังเคาะหัวจนครบ 3 ครา ตั้งแต่นั้นมาเพื่อนๆ เลยเรียกขานติดปากว่า "หมอคง"  นักสืบ...นักจ้อผ่านสื่อ
 
 ในสายตาของอดีตมือปราบที่ผ่านงานมาโชกโชนหลายรูปแบบ พล.ต.ต.คงเดช ชูศรี มีมุมมองเกี่ยวกับงานสืบสวนของตำรวจยุคปัจจุบันว่า อยู่ในภาวะตกต่ำมาก หากปล่อยไว้เช่นนี้นักสืบที่แท้จริงจะหายไปจากวงการตำรวจ เนื่องจากนักสืบจำเป็นต้องมีประสบการณ์การทำงานอย่างโชกโชน เริ่มต้นปูทางตั้งแต่การเป็นพนักงานสอบสวนสัก 4-5 ปีก่อน แล้วค่อยขยับมาทำงานสืบสวน แต่ปัจจุบันไม่ใช่อย่างนั้น นักสืบส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านงานมาแบบเป็นขั้นเป็นตอน จึงทำงานไม่เป็นเลยสักนิดเดียว

 "ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยนะว่า ทุกวันนี้สายสืบทำงานแบบเอาตัวรอดไปวันๆ มีคำตอบนอกนายให้ไปแถลงต่อสื่อมวลชนก็เป็นอันจบงานในวันนั้นๆ อย่างคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล นักสืบสมัยก่อนไม่มีหรอกที่จะออกมาเปิดเผยข้อมูลรายวันแบบนี้ แนวทางการสืบสวนคนร้ายรู้หมด เพราะทุกวันนี้ใครๆ ก็อยากพูดต่อหน้าสื่อ เนื่องจากจะได้รู้ว่าเป็นผลงานของตัวเอง ตรงกันข้ามกับเมื่อก่อน จับได้แล้วค่อยแถลง หรือไม่ก็ให้ข่าวเบี่ยงเบนประเด็นไปเลย เช่น คนร้ายชื่อนายไก่อยู่ลพบุรีเราจะบอกนักข่าวว่า คนร้ายชื่อนายหมูกบดานอยู่ที่เชียงใหม่เป็นต้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีจริงๆ" 
 
 พล.ต.ต.คงเดชกล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้อยากให้ตำรวจทำหน้าที่ที่พึงปฏิบัติ บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน อย่าเข้าไปอยู่ในเกมการเมือง เพื่อหวังลาภยศอำนาจ เพราะหน้าที่ของเราคือการดูแลประชาชน !?! 

 

ตอนเย็นวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๓๙  ถือว่าเป็นวันแห่งความวิปโยค  และสูญเสียบุคคลสำคัญ  อันเป็นบุคลากรทางด้านการศึกษา ภาษาต่างประเทศ และ วงการทางด้านการสื่อสารฯ ยุคใหม่

เป็นการสูญเสีย นายแสงชัย  สุนทรวัฒน์  อดีตผู้อำนวยการ  องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.)คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง   ที่ได้ชื่อว่า เป็นค่ายยักษ์ใหญ่ในยุคนั้น เจ้าของคอลัมน์ภาษาอังกฤษ  ฟุตฟิต ฟอร์ไฟว์ ทางสื่อสิ่งพิมพ์รายวัน  และออกอากาศ เพื่อเสริมทักษะ ความรอบรู้ ด้านภาษาอังกฤษ  ทางสถานีโทรทัศน์ด้วย โดยมีแฟนทั้งทางสื่อฯ สิ่งพิมพ์  และทีวีอย่างกว้างขวาง

มัจจุราชได้คร่าชีวิต ของนายแสงชัย  สุนทรวัฒน์ ภายหลังจากที่พาภรรยา  นางวัชรี  สุนทรวัฒน์ ไปรับประทานอาหาร ที่ร้านขาประจำ  ย่านเมืองทองธานี   อ.ปากเกร็ด  จ.นนทบุรี

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ อดีตผู้อำนวยการ อสมท.พร้อมกับภรรยา ก็ขับรถวอลโว่กลับบ้าน ที่หมู่บ้านเมืองทองธานี ๓ โดยนางวัชรี ภรรยาของเขา เป็นคนขับ  โดยนายแสงชัยนั่งอยู่เบาะหลัง  โดยไม่เฉลียวใจ  และระวังตัวว่า  มือปืนมัจจุราช  กำลังสะกดรอยเพื่อเอาชีวิต ครั้นมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน เมืองทองธานี ๓ ก่อนที่จะถึงบ้าน รถของมือปืน ก็พุ่งเข้าประกบรถของนายแสงชัย แล้วยิงกราดใส่อย่างสนั่นหวั่นไหว ด้วยปืน ๙ มม.

ทะลุทะลวงผ่านกระจกรถแตกกระจาย  กระสุนปืนเจาะร่างของนายแสงชัย  เลือดอาบเสียชีวิตภายในรถ

ในนาทีระทึกนั้นเอง  มือปืนก็เหนี่ยวไก  เพื่อระเบิดกระสุนสังหาร นางวัชรี  เพื่อฆ่าปิดปาก  ด้วยเกรงว่าจะจำรูปพรรณ สัณฐานของมือปืนได้ แต่เดชะบุญ  กระสุนเกิดขัดลำกล้อง  จึงรอดตายไปได้อย่างหวุดหวิด  ก่อนที่มือปืนจะพุ่งรถหลบหนีไป การล่าสังหารนายแสงชัย  สุนทรวัฒน์  เป็นการสังหารคนดัง  อันเป็นทรัพยากรบุคคลสำคัญ  และมีชื่อเสียงโด่งดังจึงมีการติดตาม  เสนอข่าวอย่างครึกโครม   ทั้งทางหนังสือพิมพ์  วิทยุ  และทีวี เพื่อคลายปมคดีสังหาร สาเหตุการถูกฆ่า และสืบสาวหามือปืน กับผู้จ้างวาน ที่อยู่เบื้องหลัง ทางกรมตำรวจ จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์  

ในขณะนั้น เข้ามากำกับคุมคดีดังกล่าว ระดมมือปราบคลายปมฆ่า ขณะที่หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน  มี พล.ต.ต.วรรณรัตน์  คชรักษ์  รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง  พร้อมตำรวจมือปราบ  และมือสอบสวนและนักสืบ   ระดับพระกาฬ  ร่วมในทีมสืบสวนหลายนาย  เพื่อคลายปมการฆ่า ตำรวจที่สืบสวนสอบสวน คดีมือปืนยิงนายแสงชัย สุนทรวัฒน์ จึงระดมกำลังกันหลายชุด ร่วมประสานงาน มีกองบัญชาการสอบสวนกลาง กองบัญชาการ ตำรวจภูธรภาค ๑ พื้นที่เกิดเหตุ  และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

แม้ว่าจะมีการระดมตำรวจมือปราบระดับ เซียนแบ่งสาย แบ่งกำลัง ออกไปสืบสวนสอบสวน เพื่อหาหลักฐาน แกะรอยจับกุมคนร้าย แต่ก็ยากที่จะสาวไปถึง  

ทั้งมือปืนรับจ้าง  และผู้จ้างวาน การก่ออาชญากรรมสะท้านเมือง  มือปืนรับจ้างดักสังหาร  อดีต ผอ.อสมท. นายแสงชัย  สุนทรวัฒน์  จึงเต็มไปด้วยความมืดมน ทางพนักงานสอบสวน จึงได้ตั้งธง ประเด็นการลอบสังหารว่า น่าจะมาจากการขัดผลประโยชน์กัน ในกลุ่มผู้บริหาร อสมท. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบอร์ดบริหาร แต่การพุ่งเป้าสังหาร สาเหตุมาจากการขัดแย้งของบอร์ดบริหาร ก็เป็นเพียงข้อสังเกตในเบื้องต้น แล้วเชิญผู้บริหารกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในข่าย สงสัยมาสอบปากคำหลายคน  โดยในจำนวนนั้น  มีอดีตทหารรวมอยู่ด้วย

แต่ในการสอบปากคำ ก็ขาดแนวทาง ขาดหลักฐานเชื่อมโยง ที่จะเอาผิดใครได้ คดีดังกล่าว จึงก่อให้เกิดความเครียด ในชุดสืบสวนสอบสวน เพื่อคลายปมสังหาร   ทั้งๆ ที่ได้ทุ่มเทเวลา  และความสามารถอย่างเต็มที่

ในอีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ระดมตรวจสอบ ซุ้มมือปืนแต่ละซุ้ม ที่อยู่ในบัญชีดำ แต่ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใด หรือมือปืนจากซุ้มใด รับจ้าง สังหารนายแสงชัย เป็นเวลากว่าเดือน คดีก็ยังไม่คืบหน้า เท่าที่ควรจะเป็น แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ท้อ คงเดินหน้าสืบสาวราวเรื่องต่อไป อย่างมุ่งมั่น และเดินหน้าต่อไป   ในประเด็น  เกี่ยวกับความขัดแย้ง  ของนายแสงชัย   กับบุคคลอื่น  นอกเหนือจากประเด็น  ความขัด

แย้งกับบอร์ดบริหาร อสมท. ซึ่งได้สอบสวนไปแล้ว  แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง การตั้งธง  สอบสวนในประเด็นใหม่  ในการรวบรวมพยานหลักฐาน  ของพนักงานสอบสวน  จึงเริ่มเข้าสู่ทิศทาง  ที่เห็นว่าจะเป็นชนวนในการสังหาร  นั่นคือเริ่มเห็น เค้าลางของคดี  เป็นแนวทางขึ้นมา

 

พบปมขัดแย้งเจ้าแม่วิทยุ

พนักงานสอบสวนพบเค้าลางเบื้องต้น  มีพยานหลักฐานที่สืบพบว่า  นายแสงชัย  สุนทรวัฒน์  ผอ.อสมท.  มีความขัดแย้ง  และเคยมีปากเสียงกับเจ้าแม่วงการวิทยุทาง ภาคเหนือ ที่มีกิจการอยู่ ๕ สถานี ซึ่งต่อมาถูกหั่นรายการออก โดยเมื่อมีการเจรจาต่อรอง ก็ปฏิเสธ ไม่ต่อสัมปทานให้ ทำให้เจ้าของ สถานี  สูญเสียผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ  จึงเกิดความแค้นเคืองอย่างหนัก เจ้าแม่ในวงการวิทยุกระจายเสียงดังกล่าว คือนางอุบล บุญญชโลธร ซึ่งทางการสืบสวนสอบสวน ได้ความคืบหน้าไปตามลำดับ  ถึง สาเหตุของความขัดแย้ง ที่เป็นปมประเด็นให้เกิดปมคดีฆ่าสะท้านเมืองว่า เมื่ นายแสงชัย สุนทรวัฒน์ ไม่ต่อสัมปทานรายการให้ นาง อุบล  บุญญชโลธร  ได้เข้าไปเจรจาต่อรอง  แต่ไม่เป็นผล ไม่เพียงแต่ปฏิเสธเท่านั้น นายแสงชัย ยังพูดในทำนองข่มเหงน้ำใจนางอุบลว่า ถ้าจะต่อสัญญาสัมปทานให้นางอุบล สู้เอาไปทำอย่างอื่น ดีกว่า

ประเด็นนี้  น่าจะเป็นการสุมไฟแค้นอย่างหนักให้แก่เจ้าแม่รายการวิทยุภาคเหนือ  และมีเครือข่าย สถานีวิทยุภูธร  อยู่ที่จังหวัดยโสธร  ทางภาคอีสานอีกด้วยและ ก็เคยมีปัญหาว่า ก่อนที่นายแสงชัย เป็นผู้อำนวยการ อสมท.นั้น รายการจะกระจายเสียงในพื้นที่ภาคเหนือ วิทยุในเครือข่ายของนาง อุบล เคยมีปัญหาจัดรายการออกอากาศ  มักใช้สื่อวิทยุกระจายเสียง เป็นช่องทางในการโจมตีรัฐบาล ถูกระงับสัญญาสัมปทาน

ขณะที่นายแสงชัย  เข้ามารับตำแหน่ง  ก็เป็นการครบวาระ  ที่จะต้องต่อสัญญาใหม่พอดี  นายแสงชัย  ในฐานะของ ผอ.อสมท. คนใหม่  จึงเข้มในการปฏิบัติหน้าที่   อาศัยโอกาสนี้  ไม่ต่อสัญญาสัมปทานให้ เมื่อความหวังและกิจการที่เคยดำเนินมา เอื้อประโยชน์แก่ตนเอง ในทางเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ที่ใช้อิทธิพลจากรายการวิทยุ  ผลักดันคนในครอบครัว   ครองอำนาจในกิจการบริหารส่วนท้องถิ่น  เป็นอันต้องพังทลายลง  ไฟแห่งความแค้นจึงพุ่งโพลงขึ้น ชำระแค้นด้วยความตาย!  คือประกาศิตของเจ้าแม่ในวงการวิทยุกระจายเสียง  นางอุบล  บุญญชโลธร  ที่จะจัดการกับ ผอ.อสมท. ในขณะนั้น

การสืบสวนคลายปมสังหาร  ของคณะเจ้าหน้าที่  จึงตีวงกระชับแคบเข้ามา  จนทราบว่าผู้ร่วมงานฆ่าคนสำคัญในคดีนี้  มีนายทวี  พุทธจันทร์  อดีต ส.ส.เชียงราย   ลูกเขยนางอุบล  ที่รับบัญชาจากเจ้าแม่  ให้เป็นผู้จัดหามือปืน  ทีมล่าสังหารให้ ได้เบาะแสเช่นนั้นแล้ว  ทีมสอบสวนก็ล้วงลึกลงไปในการรวบรวมพยานหลักฐาน  จนได้หลักฐานต่อมาว่า  นายทวี  พุทธจันทร์  ได้ติดต่อกับนายวิศิษฐ์  พึ่งรัศมี   อดีตข้าราชการกรมป่าไม้  ที่เป็นผู้กว้างขวาง  อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ  และพัวพันธ์กับธุรกิจไนท์บาร์ซา  ที่จังหวัดเชียงใหม่  และเป็นหัวหน้าซุ้มมือปืนอีกด้วย   ได้หลักฐานเชื่อมโยงกันระหว่างที่ทีมสืบสวนสอบสวน  คลายปมสังหาร  นายแสงชัย  สุนทรวัฒน์  ได้มีคดีซ้อนขึ้นมา  คือคดีมือปืนยิงนายนรุตม์  สัตยาศัย  เสี่ยเจ้าของเครื่องสุขภัณฑ์   ที่หน้าหมู่บ้านสัมมากร  ท้องที่ สน.บางชัน  โดยเจ้าหน้าที่ได้หลักฐานว่า  คนร้ายใช้ปืนขนาด ๙ มม.  ชนิดเดียวกับที่ใช้ยิงนายแสงชัย   พ.ต.ต.ชัยรัตน์  เปี่ยมปรีดา   สว.สส.  สน.บางชันในขณะนั้น  ได้หลักฐานสำคัญโดยคนร้าย  ทำถุงกระดาษตกไว้ในที่เกิดเหตุ  ภายในถุงมีกระดาษแผ่นหนึ่ง  ระบุห้องเลขที่ ๔๐๕   ศิริสุข อพาร์ทเม้นต์  ย่านรามคำแหง  สงสัยว่าน่าจะเป็นของมือปืน

จากหลักฐานที่พบ  ตำรวจจึงไปตรวจสอบที่ห้องดังกล่าว  พบนายกิตติพล  อินทรปาน หรือโหน่ง  อยู่ภายในห้อง  จึงเชิญตัวไปสอบสวน  แต่ให้การปฏิเสธ   แต่ต่อมายอมรับว่าร่วมกับพวกยิงนายนรุตม์ จริง เพราะลักษณะชนิดของกระสุนปืน ๙ มม. เป็นกระสุนชนิดเดียวกัน กับที่ใช้ยิงนายแสงชัย จึงเป็นที่สงสัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มือปืนกลุ่มนี้ น่าจะมีส่วนเชื่อมโยง   กับที่ยิงนายแสงชัย   แต่ก็คงให้การปฏิเสธ  แม้จะถูกสอบเค้นอย่างหนัก

 

เมียมือปืนเปิดปาก

แต่เหมือนโชคจะเข้าข้างพนักงานสอบสวน  เมื่อภรรยาของผู้ต้องหามาเยี่ยมสามี  เมื่อสอบสวนเรื่องราวเกี่ยวกับสามี  ก็หลุดปากออกมาว่า  กลุ่มนี้รับงานยิงคน   ที่เป็นข่าวเกรียวกราวทางปากเกร็ดอีกด้วย ตำรวจจึงเค้นสอบปากคำของนายกิตติพล หรือโหน่งอย่างหนัก จนในที่สุดก็ยอมจำนน รับสารภาพว่า  เป็นทีมสังหาร นายแสงชัย จริง โดยมือปืนที่ร่วมทีมสังหาร คือ นายนฤทุกข์ หรือสด อุ่นตระกูล นายสุนันท์ หรือดำ วงศ์คำหาญ นายกนกศักดิ์ หรือหนึ่ง อินทร์สมาน และ นายชนะ หรือเล็ก  คงหนุน  ต่อมาตำรวจจึงตามล่าได้ยกแก๊ง

 

ซัดทอดเขยเจ้าแม่จ้างวาน

การสอบสวนแก๊งมือปืน  ได้ให้การซัดทอด  ถึงนายทวี  พุทธจันทร์  บุตรเขยของนางอุบลว่า  เป็นผู้ติดต่อจ้างวาน  โดยใช้บริการของนายวิศิษฐ์  แล้วนายวิศิษฐ์   ก็ส่งงานต่อให้นายนฤทุกข์  หรือโหน่งมือปืนหน้าใหม่  เป็นผู้จัดการทีมสังหาร  ป้องกันไม่ให้สาวไปถึงตัวนายวิศิษฐ์  ถ้ากลุ่มมือปืนถูกจับกุมดำเนินคดี ครั้นรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว  ต่อมานายทวี  พุทธจันทร์  ที่เป็นผู้ติดต่อจ้างวานมือปืน  ที่ถูกมือปืนซัดทอด  ก็ถูกจับกุม  และส่งตัวฟ้องศาล พร้อมกับมือปืน  ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ  ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต  แต่จำเลยให้การรับสารภาพ  ศาลปรานีลดโทษ

ให้จำคุกตลอดชีวิต

ส่วนนายวิศิษฐ์ หัวหน้าซุ้มมือปืน ที่หลบหนีการจับกุม ต่อมาก็ถูกติดตามจับกุมตัวได้ เพื่อดำเนินคดี เหตุการณ์ผ่านไปไม่นาน นางอุบล  บุญญชโลธร เจ้าแม่วงการวิทยุ   ก็ถูกมือปืนยิงเสียชีวิต ที่จังหวัดยโสธร  ขณะที่การซัดทอดยังสาวไปไม่ถึงตัว

คดีลึกลับ ซับซ้อนนี้  ได้ปิดฉากลง  โดยมือปืนและผู้ติดต่อจ้างวาน  ถูกจับกุมดำเนินคดียกชุด  และผู้ที่อยู่เบื้องหลัง  ก็ถูกมือปืนยิงตาย  เพื่อชดใช้กรรมที่ได้ก่อขึ้น เป็นอุทาหรณ์  ให้สำเหนียกว่า  ความยิ่งใหญ่  จากอำนาจเงิน  บนเส้นทางเถื่อน  ด้วยการเข่นฆ่าเพื่อล้างแค้นกันนั้น  แม้จะเป็นผู้ชนะ  ถึงวาระกรรมสนองตอบ  

ผู้ร่วมก่อกรรมชั่ว  ก็ต้องรับกรรม  โทษสูงสุดถึงขั้นตัดสินประหารชีวิต  จำคุกตลอดชีวิต  หรือไม่ก็ตายตกไปตามกัน.

 


« Back