ี่ คดีฆ่าแกนนำต้านถ่านหิน

 

 

คดีสำคัญ และที่น่าสนใจติดตามอีกคดี คือคดีคนร้าย 2 คนใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ ยิงนายทองนาค เสวกจินดา แกนนำการต่อต้านการประกอบกิจการถ่านหินในพื้นที่ จนในที่สุดถูกยิงตาย   การขัดผลประโยชน์ ก็คือความตายที่อีกฝ่ายจะมอบให้ คดีนี้ภาพวงจรปิดจับคนร้ายไว้ได้ และมีการตั้งรางวัลนำจับ เชื่อว่าในที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องจับตัวได้ และคงไม่ใช่เบาะแสที่จะได้มาจากพลเมืองดี แต่มาจากเครือข่ายโยงใยในกลุ่มคนร้ายด้วยกัน ที่จะรู้รายละเอียดดีกว่า  สำคัญที่ว่า จะได้ตัวผู้จ้างวานใช้ หรือไม่ เท่านั้นเอง ???

........................................

ข่าวสด

มือปืนจ่อยิงโหดฆ่าแกนนำต่อต้านถ่านหินเมืองมหาชัย เป็นแกนนำคนสำคัญของพื้นที่ต่อสู้กับโรงงานและรถบรรทุกถ่านหินมากว่า 2 ปี นั่งพักผ่อนอยู่หน้าบ้านตอนเช้า มือปืนขี่จยย.มาจอดก่อนรัวยิง 6 นัดซ้อนไปสิ้นใจที่ร.พ. เผยเป็นแกนนำปิดถนนประท้วง จนผู้ว่าฯ สั่งระงับการขนถ่านหินชั่วคราว ล่าสุดไปขึ้นศาลให้การเอาผิดบริษัท ก่อนเรียกประชุมชาวบ้านระบุถูกข่มขู่ให้ทุกคนระมัดระวัง แต่สุดท้ายก็ตกเป็นเหยื่อ ด้านแกนนำคนอื่นๆ เตรียมเข้าร้องผู้ว่าฯ และแห่ศพประท้วง ยืนยันคนตายไม่เคยมีปัญหากับใคร นอกจากเรื่องเป็นแกนนำต่อต้านถ่านหินเท่านั้น พร้อมขอกำลังคุ้มครองแกนนำคนอื่นๆ หวั่นถูกฆ่าตามไปอีก

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 28 ก.ค.54  ร.ต.อ. วิชิต ลุนผา ร้อยเวร สภ.เมืองสมุทรสาคร รับแจ้งเหตุยิงกันที่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาพร้อมด้วยพ.ต.อ.จำแรง สุดใจ ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร พ.ต.ท.พินัย ชูแก้ว รอง ผกก.สส. นำกำลังรุดไปที่เกิดเหตุเป็นร้านขายของชำและก๋วยเตี๋ยว หน้าร้านมีม้าหินอ่อนตั้งอยู่ 3 ตัว ตัวตรงกลางพบกองเลือดจำนวนมาก และพบปลอกกระสุนปืนขนาด.40 6 ปลอก หัวกระสุน 2 หัวจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ส่วนผู้บาดเจ็บทราบชื่อคือนายทองนาค เสวกจินดา อายุ 46 ปี แกนนำสำคัญต่อต้านการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ ต.ท่าทราย ญาติและเพื่อนบ้านพาส่งร.พ.มหาชัยไปก่อนหน้านี้แล้ว มีบาดแผลถูกกระสุนยิงเข้าที่ไหล่ซ้าย 3 นัด และหน้าท้อง 2 นัด ทะลุหลัง 1 นัด แพทย์นำเข้าห้องผ่าตัดโดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง แต่ช่วยชีวิตไม่สำเร็จ

นางวันดี เสวกจินดา พี่สาวนายทองนาค ซึ่งเป็นเจ้าของร้านชำที่เกิดเหตุ ให้การว่า ช่วงเกิดเหตุน้องชายออกมานั่งเล่นที่หน้าร้าน ระหว่างนั้นมีคนร้ายเป็นชาย 2 คนสวมเสื้อแจ๊กเกตสีดำ สวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า ขับรถจักรยาน ยนต์แบบผู้หญิงไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน มาจอดที่ด้านข้างร้าน คนซ้อนท้ายลงจากรถเข้ามาจ่อยิงถึง 6 นัดซ้อน นายทองนาคล้มทรุดจมกองเลือด ก่อนขึ้นรถหลบหนีมุ่งหน้าไปทางบ้านคลองปีกนก ซึ่งเป็นทางเชื่อมถนนอีกหลายสาย อย่างไรก็ตามตำรวจได้หลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าบ้านนายบุญเชิด โรจน์รุ่ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร จับภาพรถคนร้ายไว้ได้

หลังเกิดเหตุนายทองนาคยังมีลมหายใจอยู่ ญาติและเพื่อนบ้านจึงช่วยนำส่งร.พ. ระหว่างนั้นแกนนำต้านรถขนถ่านหิน และชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางมาให้กำลังใจแน่นโรงพยาบาล แต่เมื่อแพทย์แจ้งว่าไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ทำให้หลายคนถึงกับร่ำไห้โฮ และวิพากษ์วิจารณ์กันว่าสาเหตุน่าจะมาจากการเป็นแกนนำต่อต้านรถขนถ่านหิน

พ.ต.อ.จำแรง ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ ต้องรีบติดตามสืบสวนหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งหลังเกิดเหตุเรียกประชุมชุดสืบสวนและแบ่งกำลังลงพื้นที่ทั้งในจังหวัดและเขตติดต่อ แต่เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สรุปประเด็นของการยิงแกนนำถ่านหินรายนี้ โดยจะได้สืบพยานและบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ รวมทั้งภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิดเพื่อนำไปสู่การจับกุมตัวคนร้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายทองนาค แกนนำต่อต้านถ่านหินในตำบลท่าทรายถูกยิงเสียชีวิต ทางแกนนำรายอื่นๆ ปรึกษาหารือและชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อขอให้ผู้ว่าฯ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคุ้มครองแกนนำทุกคน พร้อมกันนี้ยังได้มีการนัดหมายแห่ศพนายทองนาคไปรอบตัวเมืองมหาชัย ในวันที่ 29 ก.ค. เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม

สำหรับนายทองนาคเป็นแกนนำคนสำคัญในพื้นที่ตำบลท่าทราย ที่ต่อต้านโรงงานถ่านหินในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย มานานกว่า 2 ปีแล้ว ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการร่วมเบญจภาคีของจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเข้าตรวจสอบสถานประกอบการถ่านหินอีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมานำชาวบ้านหลายพันคนปิดถนนเจรจากับผู้ว่าฯ ในที่สุดมีคำสั่งให้ยุติการขนถ่านหินชั่วคราว แต่โรงงานยังลักลอบขน ทำให้นายทองนาคพาชาวบ้านสกัดจับเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยส่งให้ตำรวจดำเนินคดี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา นายทองนาคไปขึ้นศาลปกครองเพื่อเป็นพยานในการดำเนินคดีกับบริษัทเทคนิคทีม ที่นำถ่านหินเข้ามาในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลท่าทราย โดยมีคดีความกันมาตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2553 หลังกลับจากศาลก็เรียกประชุมแกนนำ โดยนายทองนาคระบุว่ามีคนข่มขู่ให้ระวังตัวให้ดี จึงแจ้งแกนนำทุกคนให้เพิ่มความระมัดระวัง แต่สุดท้าย ก็เกิดเรื่องร้ายขึ้นจนได้

  

 

 

ASTVผู้จัดการรายวัน - ภรรยาแกนนำต้านโรงงานถ่านหินในสมุทรสาคร ร่ำไห้รับศพสามี ระบุรู้ตัวกลุ่มไหนเป็นคนจ้างสังหาร ย้ำเป็นห่วงความปลอดภัยของแกนนำที่ร่วมต่อต้านอีกกว่า 10 คน ขณะที่กองปราบปรามส่งทีมลงไปสางคดี เชื่อเป็นฝีมือกลุ่มมือปืนรับจ้างประเด็นถ่านหิน
       
       วานนี้ (29 ก.ค.) เมื่อเวลา 12.00 น.ที่สถาบันนิติเวชวิทยา นางจอมขวัญ เสวกจินดา ภรรยานายทองนาค เสวกจินดา แกนนำต่อต้านโรงงานถ่านหิน จ.สมุทรสาคร ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต พร้อมบรรดาญาติและแกนนำจำนวนมากเดินทางมารับศพ นายทองนาค เพื่อไปสวดอภิธรรศพ ที่วัดสิริมงคล ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยมี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา (สบ10) มาดูแลอำนวยความสะดวกและให้ความมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
       
       นางจอมขวัญเชื่อว่า สาเหตุที่สามีถูกยิงเสียชีวิตมาจากการเคลื่อนไหวต่อต้านโรงงานถ่านหินในพื้นที่ ที่ทำมาตลอดเกือบ 2 ปี เพราะที่ผ่านมา สามีไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใครมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ก่อนหน้านี้ ก็เคยถูกข่มขู่ผ่านมาทางคนรอบข้างตลอดว่า ให้ระวังตัว เก่งนักหรือ จะโดนอุ้ม จะโดนยิง ซึ่งญาติๆ ก็เตือนให้ระมัดระวังตัว แต่การระวังตัวกับการโดยจ้องทำร้ายสุดท้ายก็ต้องถูกทำร้าย สามีก็ไม่เคยกลัวบอกเพียงว่า อย่างไรก็ตาม ต้องเคลื่อนไหวต่อต้านต่อไป เพราะหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราและชาวบ้านบริเวณนี้ ตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาเราเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ยื่นหนังสือ ร้องเรียนไปยังราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ราชการก็ล่าช้ามาก ไม่ดำเนินการอะไรตามที่เราร้องเรียนบางครั้งก็ดำเนินการไปคนละอย่างกับที่เราร้องเรียนไป

นางจอมขวัญ เศวกจินดา ภรรยาของนายทองนาค ให้การว่า เมื่อวานนี้ (27 กรกฎาคม) สามีเพิ่งไปขึ้นศาลปกครองให้ปากคำเพิ่มระหว่างที่มีการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับผู้ประกอบการถ่านหินในพื้นที่ ส่วนเรื่องถูกข่มขู่ผู้ตายก็ทราบดีถึงขั้นหมายเอาชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาแกนนำต่อต้านค้าถ่านหิน อาทิ กลุ่มเกษตรกร 2 อำเภอ สมาคมเรือประมงสมุทรสาครกว่า 10 คน รวมทั้งภรรยาผู้เสียชีวิต และนายกำพล ทองชิว หนึ่งในกลุ่มแกนนำต่อต้านถ่านหิน หมู่ 4 ท่าทราย เดินทางเข้าพบ นายจุลภัทร แสงจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งนายจุลภัทรรับปากว่า จะสั่งกำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลคดี และประสานไปยัง สภ.เมืองสมุทรสาคร หาข้อมูลให้ลึกที่สุด

สำหรับนายทองนาค เศวกจินดา ก่อนจะถูกยิงเสียชีวิต ได้ประท้วงการก่อสร้างโรงงานและท่าเรือในพื้นที่ เช่น มลพิษ และรุกลำน้ำ มาช่วงระหว่างต้นปี 2551 ต่อมาในเดือนมีนาคม 2551 นายทองนาคและชาวบ้านเริ่มออกคัดค้าน เมื่อทราบว่ามีกลุ่มนายทุนประกาศซื้อที่ดินในแถบริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน หมู่ 4 และ 5 เพื่อตั้งโรงงานค้าถ่านหิน เนื่องจากสามารถก่อสร้างท่าเรือได้ โดยมีนายหน้าหลากหลายไปรวบรวมได้กว่า 200 ไร่ แต่กลุ่มผู้ร้องเรียนไปยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองเป็นคดีอยู่ในขณะนี้


 

       
       “การกระทำครั้งนี้ถือว่าอุกอาจมาก อยากให้ตำรวจดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ให้หมดไป และเร่งดำเนินการจับกุมตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว และให้เข้ามาดูแลประชาชนในพื้นที่ด้วย เพราะเกรงว่าจะตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากมีแกนนำที่เหลืออีก 10 กว่าคนที่ถูกข่มขู่เช่นเดียวกัน ดิฉันเองก็พอรู้ว่ากลุ่มที่ทำเป็นใครและเชื่อว่าการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงจะทราบได้”นางจอมขวัญกล่าว
       
       ด้าน พ.ต.ท.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา นายแพทย์ (สบ3) กลุ่มงานนิติพยาธิ ปพทย์ผู้ผ่าพิสูจน์ศพ กล่าวว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากกระสุนปืนทำลาย ปอด หัวใจ ตับ รวมกระสุนที่ถูกยิงจำนวน 6 นัด เข้าบริเวณช่องท้องและหน้าอก กระสุนฝังใน 3 นัด ทะลุ 3 นัด โดยลักษณะการยิงเป็นการยิงจากทางด้านหลังซ้ายวิถีกระสุนกดลงด้านล่าง ขนาดกระสุนเป็นหัวระเบิด.357 เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ
       
       วันเดียวกัน ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.กล่าวว่า คดีดังกล่าวถือว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญและอุกอาจในการยิงแกนนำในครั้งนี้ ถือว่าไม่เกรงกลัวกฏหมายบ้านเมือง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก.จึงได้สั่งการให้ตำรวจกองปราบปราม ลงพื้นที่สืบสวนช่วยตำรวจพื้นที่
       
       พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า ได้สั่งให้ พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ สว.กก.5 บก.ป.และ ร.ต.ท.วิเชียร ตู้ทอง รอง สว. กก.5 บก.ป.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนหาข้อมูลเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่อีกแรง เบื้องต้นทราบว่าผู้ตายเป็นแกนนำม๊อบถ่านหินที่ประท้วงปิดถนนพระราม 2 ที่ผ่านมา จากนั้นไม่นานมีการโทรศัพท์มาข่มขู่ผู้ตายจนกระทั่งผู้ตายต้องไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมือง จ.สมุทรสาคร ก่อนที่จะมาถูกสังหารดังกล่าว
       
       “สาเหตุการสังหารในครั้งนี้ คาดว่า จะเป็นประเด็นเรื่องขัดแย้งการขนย้ายถ่านหินในพื้นที่ ต.ท่าทราย ประเด็นเดียวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ตัดประเด็นอื่นๆ คงต้องรอการสอบสวนอีกสัก 2-3 วัน ถึงจะสรุปได้ว่าสาเหตุหารสังหารมาจากเรื่องใด” ผบก.ป.กล่าว
       
       มีรายงานว่า คนร้ายใช้รถจักรยานยนต์แบบผู้หญิง ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ สีดำ-เหลือง ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ภาพวงจรปิดในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ.

 

นางจอมขวัญ เสวกจินดา ภรรยา นายทองนาค เสวกจินดา 1 ใน 13 แกนนำต่อต้านการขนถ่านหิน ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ยืนยันสาเหตุที่นายทองนาคถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ 2 วันก่อน ว่ามาจากการคัดค้านขนถ่านหินในพื้นที่ พร้อมทั้งเรียกร้องตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว
        นางจอมขวัญ กล่าวว่า จะเก็บศพนายทองนาคไว้ 100 วัน ในวันพรุ่งนี้ ครอบครัวและแกนนำกลุ่มต่อต้านการขนถ่านหิน จะแห่ศพนายทองนาคไปรอบเมืองสมุทรสาคร เพื่อเรียกร้องให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้าย
        ขณะเดียวกัน เวลา 14.00 น.วันนี้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าคดี โดยจะเรียกตำรวจชุดสืบสวน สรุปผลความคืบหน้า หลังตำรวจได้ภาพจากกล้องวงจรปิดใกล้ที่เกิดเหตุอีก 2 จุด ทำให้ทราบลักษณะคนร้ายที่ก่อเหตุค่อนข้างชัดเจน รวมถึงปืนที่ใช้ก่อเหตุ ว่าเป็นรุ่นใหม่ที่มีคนใช้น้อย
        นายทองนาค เสวกจินดา เป็น 1 ใน 13 แกนนำต่อต้านการขนถ่านหิน ใน ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งปิดถนนเรียกร้องให้จังหวัดเร่งแก้ปัญหา จนมีคำสั่งให้ยุติการขนถ่านหิน ล่าสุดนายทองนาคขึ้นศาลปกครอง ฟ้องร้องบริษัทถ่านหิน และแจ้งข่าวให้แกนนำคนอื่นๆ ระมัดระวังตัว เพราะมีการข่มขู่ จนกระทั่งนายทองนาคถูกยิงเสียชีวิตที่หน้าบ้านพัก เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนร้ายมีด้วยกัน 2 คน สวมหมวกกันน็อกขี่รถจักรยานยนต์ไม่ปิดป้ายทะเบียนเข้าไปจอดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ขณะที่นายทองนาคเจ้าของร้านกำลังนั่งอยู่ภายในร้าน คนร้ายทั้งสองคนได้จอดรถจักรยานยนต์แล้วชักปืนไม่ทราบขนาดรัวยิงใส่นายทองนาคจำนวน 7-8 นัด กระสุนเข้าที่บริเวณท้องและหน้าอก ทำให้นายทองนาคล้มลง ก่อนที่ญาติๆ จะนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาชัยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

นางวันดี เสวกจินดา ซึ่งเป็นพี่สาวของนายทองนาค ให้การกับตำรวจว่า ก่อนเกิดเหตุนายทองนาค นั่งอยู่หน้าบ้าน ระหว่างนั้นมีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิก สีดำเขียว ไม่ทราบทะเบียน มาจอดข้างร้าน คนขับสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำและสวมหมวกกันน็อก ส่วนคนซ้อนสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวแขนยาวและสวมหมวกกันน๊อก โดยคนซ้อนได้ลงไปยิงนายทองนาค จากด้านหลังแล้ววิ่งไปซ้อนรถจักรยานยนต์หลบหนีไป

สำหรับนายทองนาคเป็นแกนนำชาวบ้านหมู่ที่ 3 และ 4 ต.ท่าทราย อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร ต่อต้านท่าเรือและคลังสินค้าของบริษัท เทคนิทีม (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 6/6 หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมืองฯ มานานกว่า 2 ปี เนื่องจากใช้โกดังเก็บสินค้าการเกษตรเป็นที่พักและขนถ่ายถ่านหิน ทำให้ประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อนจากฝุ่นละอองถ่านหิน และเสียงรถบรรทุกที่ลักลอบขนถ่านหินยามวิกาล ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดสมุทรสาครได้พิพากษาจำคุกผู้จัดการบริษัทฯ 4 เดือน โดยให้รอไว้ 1 ปี และปรับ 1 หมื่นบาท พร้อมทั้งให้ปรับวันละ 2 พันบาทถ้าไม่หยุดดำเนินการ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ กลับฝ่าฝืนดำเนินการต่อจนถึงปัจจุบัน

ต่อมานายทองนาคได้เข้าร่วมเป็นแกนนำกลุ่มต่อต้านถ่านหินอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตสมุทรสาคร ร่วมกับนายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมประมงจังหวัดสมุทรสาคร, นายนิกร แซ่เอี๊ยบ สมาชิก อบต.บางกระเจ้า อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร และนายชูชัย สุดดี สมาชิกชมรมเรืออวนดำสมุทรสาคร ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากผู้ประกอบการถ่านหินทั้ง 3 อำเภอ โดยจัดการชุมนุมใหญ่ที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสาครมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือน มี.ค. 2554 ที่ผ่านมา กระทั่งภายหลังไม่มีการตอบสนองจากเจ้าหน้าที่รัฐ จึงได้ชุมนุมใหญ่และร่วมกันปิดถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้ทางจังหวัดดำเนินการกับผู้ประกอบการถ่านหินที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน กระทั่งนายจุลภัทร แสงจันทร์ ผู้ว่าฯ สมุทรสาครออกคำสั่งให้ผู้ประกอบการถ่านหินทุกรายหยุดดำเนินการทันที

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา นายทองนาคได้ร่วมกับชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ร่วมกันสกัดจับรถบรรทุกถ่านหินของบริษัทแห่งหนึ่ง บนถนนทางหลวงชนบท สค.2013 (สะพานท่าจีน-บ้านเกาะ) บริเวณบ้านคลองปีกนก หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมือง หลังผู้ว่าฯ สมุทรสาครออกคำสั่งให้หยุดดำเนินการ แต่ยังคงขนถ่ายถ่านหินอยู่ ก่อนแจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดสมุทรสาครมาดำเนินคดี จากนั้นวันที่ 26 ก.ค.นายทองนาคได้ไปศาลปกครอง เพื่อเป็นพยานในการดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนที่นำถ่านหินเข้ามาในพื้นที่ตำบลท่าทราย และจากคำบอกเล่าของญาติผู้ตายยังทราบว่า ก่อนที่จะมาถูกยิงเสียชีวิตนั้น นายทองนาคเคยถูกมือมืดโทรศัพท์ข่มขู่ว่า ไปเป็นแกนนำในการประท้วงถ่านหินทำไม ให้ระวังตัวไว้ให้ดี ก่อนจะมาถูกยิงเสียชีวิตดังกล่าว

 

 

มติชน

บิ๊กตำรวจส่งกองปราบฯร่วมล่าทีมมือปืนฆ่าแกนนำสำคัญต้าน รง.ถ่านหินสมุทรสาคร

นำกำลังบุกค้นบ้านผู้รับจ้างขนให้บริษัทถูกฟ้องร้อง พร้อมตรวจสอบปมปืน 3 กระบอก

ภรรยารับศพสามียันผนึกแกนนำคัดค้านต่อ

บรรดาญาติพร้อมแกนนำต่อต้านโรงงานถ่านหินและท่าเรือในบริเวณพื้นที่ หมู่ 4 ต.ท่าทราย-บ้านเกาะ อ.เมือง จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมรับศพนายทองนาค เสวกจินดา เจ้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยวและแกนนำสำคัญต่อต้านโรงงานถ่านหินซึ่งถูก 2 คนร้ายสวมหมวกกันน็อกขี่รถจักรยานยนต์มาจ่อยิงเสียชีวิตอย่างอุกอาจขณะกำลังขายก๋วยเตี๋ยวในร้านบริเวณบ้านเกาะ ต.ท่าทราย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา และส่งมาชันสูตรพลิกศพ ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

พ.ต.ท.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา นายแพทย์ (สบ 3) กลุ่มงานนิติพยาธิ แพทย์ผู้ผ่าพิสูจน์ศพ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่สถาบันนิติเวชวิทยา ว่าสาเหตุการเสียชีวิตของนายทองนาคเกิดจากกระสุนปืนทำลายปอด หัวใจ ตับ รวมกระสุนที่ถูกยิงจำนวน 6 นัด เข้าบริเวณช่องท้องและหน้าอก กระสุนฝังใน 3 นัด ทะลุ 3 นัด โดยลักษณะการยิงเป็นการยิงจากทางด้านหลังซ้ายวิถีกระสุนกดลงด้านล่าง ขนาดกระสุนเป็นหัวระเบิด .357 เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

ขณะที่ นางจอมขวัญ เสวกจินดา ภรรยานายทองนาค ซึ่งเดินทางมารับศพสามีพร้อมแกนนำต่อต้านจำนวนมาก กล่าวว่า จะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมที่วัดสิริมงคล ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เชื่อว่าสาเหตุที่ถูกยิงเสียชีวิตมาจากการเคลื่อนไหวต่อต้านโรงงานถ่านหินในพื้นที่ที่ทำมาตลอดเกือบ 2 ปี เพราะที่ผ่านมาสามีไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใครมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

"ก่อนหน้านี้ก็เคยถูกข่มขู่ผ่านมาทางคนรอบข้างตลอดว่าให้ระวังตัว เก่งนักหรือ จะโดนอุ้ม จะโดนยิง ซึ่งญาติๆ ก็เตือนให้ระมัดระวังตัว สามีไม่เคยกลัวบอกเพียงว่าอย่างไรก็ต้องเคลื่อนไหวต่อต้านต่อไปเพราะหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเรา ที่ผ่านมาตลอด 2 ปี ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ราชการล่าช้ามาก บางครั้งก็ดำเนินการไปคนละอย่างกับที่ร้องเรียนไป" ภรรยานายทองนาคระบุ

นางจอมขวัญกล่าวว่า อยากให้ตำรวจปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ให้หมดไป และเร่งจับกุมตัวคนร้ายโดยเร็ว และให้เข้ามาดูแลประชาชนในพื้นที่ด้วยเพราะเกรงว่าจะตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากมีแกนนำที่เหลืออีก 10 กว่าคนที่ถูกข่มขู่เช่นเดียวกัน ตนพอรู้ว่ากลุ่มที่ทำเป็นใครและเชื่อว่าการสืบสวนของตำรวจจะทราบได้

นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมประมงสมุทรสาคร กล่าวว่า แกนนำทั้งหมดยังเข้มแข็ง ไม่หวั่นและย่อท้อ จะเดินหน้าเคลื่อนไหวต่อต้านถ่านหินต่อไป ระหว่างนี้ขอช่วยจัดการเรื่องพิธีศพไปก่อน

นายกำพล ทองชิว แกนนำกลุ่มต่อต้านเพื่อนสนิทของนายทองนาค กล่าวว่า ยื่นหนังสือให้กับหน้าห้องของผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมภาพหลักฐาน ยังมีบริษัทขนถ่ายถ่านหินที่ถูกต่อต้านมาตลอด ใช้รถบรรทุกถ่านหินเข้าออกโรงขนถ่านหินบริเวณท่าเรือแม่น้ำท่าจีน ในหมู่ 4 อยู่เหมือนเดิม สำหรับการระมัดระวังตัวในกลุ่มแกนนำด้วยกันนั้น ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรสาคร ให้แกนนำสามารถพกพาอาวุธปืนเพื่อป้องกันตนเองได้ชั่วคราว เนื่องจากมีแกนนำหลายคนถูกข่มขู่เอาชีวิตมาก่อนหน้านี้

เวลา 15.00 น. ที่วัดสิริมงคล นางจอมขวัญนำศพสามีมาตั้งบำเพ็ญกุศลและจะเก็บไว้เป็นเวลา 1 ปี ตามประเพณีชาวไทยเชื้อสายรามัญ และในวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม ทางกลุ่มแกนนำต่อต้านถ่านหินนัดรวมกันที่หน้าศาลหลักเมืองสมุทรสาคร เพื่อนำรูปผู้ตายแห่รถประท้วงขอความเป็นธรรมรอบเมืองมหาชัยต่อไป

ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา (สบ 10) กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รับทราบเรื่องความขัดแย้งนี้มาระยะหนึ่งแล้ว สั่งการให้พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (บช.ภ.7) เข้าไปดูแลความปลอดภัยในระดับหนึ่ง ขณะนี้สิ่งที่ทางภรรยาผู้เสียชีวิตเป็นห่วงคือเรื่องความปลอดภัยครอบครัว สั่งการให้ตำรวจพื้นที่ลงไปดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด เบื้องต้นจะประสานกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ลงพื้นที่ช่วยทำคดีคู่ขนานกันไปกับพื้นที่และอาจจะมีการโอนคดีให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก) ทำ เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง เชื่อเป็นกลุ่มมือปืนรับจ้าง ต้องเร่งจับกุมและสาวไปถึงผู้จ้างวานด้วย

ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. กล่าวว่า ให้ พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.5 บก.ป. ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ลงสืบสวนช่วยสนับสนุนตำรวจท้องที่หาเบาะแสคนร้าย มุ่งความขัดแย้งขนย้ายถ่านหินในพื้นที่ ต.ท่าทราย แต่ยังไม่ตัดประเด็นอื่นๆ ทิ้ง รอสืบสวนสอบสวนอีก 2-3 วัน เพื่อให้ชัดเจนกว่านี้

สำหรับนายทองนาค เป็นแกนนำคนสำคัญในพื้นที่ ต.ท่าทราย ที่ต่อต้านโรงงานถ่านหินในพื้นที่หมู่ 4 ต.ท่าทราย มานานกว่า 2 ปีแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพิ่งไปขึ้นศาลปกครองเพื่อเป็นพยานคดีฟ้องร้องกับบริษัท เทคนิคทีม จำกัด ที่นำถ่านหินเข้ามาในพื้นที่ โดยมีคดีความกันมาตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2553 และหลังนายทองนาคกลับจากศาลได้เรียกประชุมแกนนำ เพราะมีการข่มขู่ให้ระวังตัวจึงแจ้งแกนนำทุกคนให้เพิ่มความระมัดระวัง แต่ก็เกิดเหตุร้ายกับตัวเองจนถูกยิงเสียชีวิตดังกล่าว

พ.ต.อ.จำแรง สุดใจ ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร กล่าวว่า ร่วมมือกันสอดส่องสถานการณ์แปลกปลอมในกลุ่มแกนนำต้านถ่านหิน โดยให้ระมัดระวังตัวบุคคล ซึ่งรับแจ้งว่ามีแกนนำอีก 3-4 คน ถูกขู่เช่นกัน และได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในหลายพื้นที่เพื่อหาร่องรอย 2 คนร้ายที่ก่อเหตุอุกอาจ ล่าสุดนายบุญเชิด โรจน์รุ่ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.ท่าทราย ระบุเห็นเพียงมือปืนขณะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีผ่านหน้าบ้านตนเอง ลักษณะรูปพรรณ 2 คนร้าย ที่สวมหมวกกันน็อก โดยคนขี่สวมเสื้อสีดำ ส่วนคนซ้อนท้ายสวมเสื้อสีเขียว ซึ่งตรงกับข้อมูลตำรวจ

เวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่กองปราบฯจำนวนหนึ่งลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร พร้อมกำลังชุดสืบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ราว 20 นาย นำหมายศาล (347/2554/ส.ค.) ตรวจค้นบ้านนายธนยศ วงพิมพ์ อายุ 55 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 55/5 หมู่ 4 ต.ท่าทราย ในฐานะมีส่วนเกี่ยวข้องกรณีกับการถูกร้องเรียนเรื่องโรงงานถ่านหิน โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บรวบรวมเอกสารบางส่วนไปตรวจสอบ หลังตรวจสอบพบว่าอาชีพนายธนยศนอกจากรับจ้างขนถ่ายและบรรทุกถ่านหินให้แก่ บริษัท เทคนิคทีม จำกัด แล้ว ยังมีอาชีพรับทวงหนี้รถแบ๊กโฮ ขณะเดียวกันตรวจสอบพบมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองด้วยจำนวน 3 กระบอก

ด้าน พ.ต.ต.พงษ์ศิริ เก่งนอก สว.สส.สภ.เมืองสมุทรสาคร กล่าวว่า ระหว่างนี้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นใด จะรวบรวมหลักฐานให้มากที่สุด ซึ่งนายธนยศแจ้งว่าปืนทำการขายทอดตลาดไปหมดแล้ว โดยจะติดตามสอบปากคำตามลำดับว่าอาวุธทั้งหมดไปตกอยู่ในมือใครบ้างตามขั้นตอนต่อไป

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคนร้ายบุกยิงนายทองนาคแกนนำต่อต้านโรงงานถ่านหินใน จ.สมุทรสาคร ว่าตำรวจต้องเร่งดูแลและให้ความมั่นใจ เพราะไม่ต้องการเห็นการคุกคามการใช้เสรีภาพในการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น


ผบ.ตร. มอบหมาย "ภาณุพงศ์" คุมทีมดูแลเร่งรัดคดียิงแกนนำกลุ่มต่อต้านโรงงานถ่านหินสมุทรสาคร ถูกคนร้ายลอบสังหาร ขณะที่ "ภาณุพงศ์" ขานรับทันทีเรียกประชุมชุดคลี่คลายคดีบ่ายวันนี้
       
       จากเหตุการณ์ 2 มือปืนบุกสังหารนายทองนาค เสวกจินดา อายุ 46 ปี แกนนำสำคัญต่อต้านการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เสียชีวิตหน้าบ้านพัก ต.ท่าทราย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา นั้น
       
       วันนี้ (30 ก.ค.) พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งด่วนให้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. ลงไปควบคุมดูแลคดีนี้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งให้เร่งรัดสืบสวนติดตามหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด และวันนี้ในเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าวด้วย
       
       ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. กล่าวว่า หลังได้รับคำสั่งให้กองปราบฯ เข้าร่วมทำคดีนี้ ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ สว.กก.5 บก.ป. และ ร.ต.ท.วิเชียร ตู้ทอง รอง สว. กก.5 นำกำลังลงพื้นที่เพื่อร่วมคลี่คลายคดีแล้ว สำหรับประเด็นการสังหารขณะนี้มุ่งเน้นไปที่เรื่องความขัดแย้งการขนย้ายถ่านหินในพื้นที่ ต.ท่าทราย แต่ยังไม่ตัดประเด็นอื่นๆ ทิ้งไป เนื่องจากต้องรอการสืบสวนสอบสวนอีกสัก 2-3 วัน เพื่อให้มีความชัดเจนมากกว่านี้
       
       สำหรับ นายทองนาค เป็นแกนนำคนสำคัญในพื้นที่ตำบลท่าทราย ที่ต่อต้านโรงงานถ่านหินในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย มานานกว่า 2 ปีแล้ว ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการร่วมเบญจภาคีของ จ.สมุทรสาคร เพื่อเข้าตรวจสอบสถานประกอบการถ่านหินด้วย โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาได้นำชาวบ้านหลายพันคนปิดถนนเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร จนในที่สุดมีคำสั่งให้ยุติการขนถ่านหินชั่วคราว แต่โรงงานยังลักลอบขน จึงทำให้นายทองนาคพาชาวบ้านสกัดจับรถขนถ่านหิน เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยส่งให้ตำรวจดำเนินคดี
       
       และเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา นายทองนาค ไปขึ้นศาลปกครอง เพื่อเป็นพยานในการดำเนินคดีกับบริษัท เทคนิคทีม ที่นำถ่านหินเข้ามาในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย โดยมีคดีความกันมาตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2553 หลังกลับจากศาลก็เรียกประชุมแกนนำ โดยนายทองนาคระบุว่ามีคนข่มขู่ให้ระวังตัวให้ดี จึงแจ้งแกนนำทุกคนให้เพิ่มความระมัดระวัง แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องร้ายขึ้นจนได้

31 ก.ค.2554 ข่าวสด

 

ในพื้นที่ ต.ท่าทราย ถือว่าเป็นแหล่งรวมของโรงงานถ่านหินจำนวนมาก นอกจากนี้ยังขนส่งทั้งทางรถและทางเรือ ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนในพื้นที่ สัตว์น้ำ และสิ่งมีชีวิตชายเลน

นายทองนาคนำชาวบ้านประท้วงโรงงานและการขนส่งถ่านหินมานานหลายปีแล้ว หลังเริ่มมีโรงงานถ่านหินเข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2549 จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรม การร่วมเบญจภาคีของจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเข้าตรวจสอบสถานประกอบการถ่านหินอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวแทนฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทถ่านหินต่อศาลปกครอง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี

นายทองนาคเพิ่งไปขึ้นศาลเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนกลับมาแจ้งกับลูกบ้านและแกนนำคนอื่นๆ ให้ระมัดระวังตัว เพราะถูกข่มขู่ที่ออกมาเคลื่อนไหวทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์!!!

และอีกเพียง 2 วันถัดมา แกนนำคนอื่นๆ และชาวบ้านในพื้นที่ก็ประจักษ์แล้วว่า ที่นายทองนาคเตือนเรื่องความปลอดภัยนั้นไม่ได้ระแวงไปเอง!!!

นำชาวบ้านสู้จนได้ชัยชนะ

สำหรับโรงงานถ่านหิน และการขนถ่านหินทั้งทางรถและทางเรือ ใน ต.ท่าทราย สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน และทำลายระบบนิเวศมานานนับปี ท้ายที่สุดชาวบ้านทนไม่ไหว ตั้งแกนนำขึ้นเพื่อเจรจาต่อรองให้ปรับ ปรุงประสิทธิภาพของโรงงานและการขนถ่าย

แต่ดูเหมือนจะไม่มีผลอะไร เพราะสิ่งที่ชาวบ้านร้องขอแม้จะทำได้แต่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ทุกฝ่ายจึงเพิกเฉย

นายทองนาคตัดสินใจรวบรวมรายชื่อชาวบ้านที่เดือดร้อน ยื่นฟ้องบริษัทถ่านหินต่อศาลปกครอง และเข้ายื่นเรื่องถึงราชการเพื่อให้ระงับการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม และให้จัดการปัญหาโรงงานและการขนส่งที่ไม่ได้มาตรฐาน

เมื่อทุกอย่างยังเชื่องช้า โรงงานและการขนส่งยังปฏิบัติเหมือนเดิม ทำให้นายทองนาค และแกนนำชาวบ้านใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดรวมตัวกันประท้วงที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนปิดถนนพระรามที่ 2 ยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อ คือ

1.หยุดขนถ่ายถ่านหินทุกประเภท ในทะเลปากอ่าวสมุทรสาคร และแม่น้ำท่าจีน

2.หยุดออกใบอนุญาตสร้างโรงงานประกอบกิจการถ่านหิน หรือเก็บกองคัดแยกถ่านหิน เพิ่มอีก

3.โรงงานเก็บกอง คัดแยก และจำหน่ายถ่านหินต้องเป็นระบบปิดที่ได้มาตรฐานสากล และต้องไม่อยู่ในพื้นที่สีเขียว

4.การขนถ่ายถ่านหินทางรถต้องเป็นระบบปิดที่ได้มาตรฐานสากลเช่นกัน

5.ผู้ประกอบกิจการถ่านหินรายใดเพิกเฉย สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและชุมชนอีก ทางจังหวัดต้องสั่งปิดกิจการทันที

สุดท้าย นายจุลภัทร แสงจันทร์ ผู้ว่าฯ สมุทร สาคร และ ดร.วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สมุทร สาคร มาพบกับชาวบ้านและรับข้อเสนอ โดย ผู้ว่าฯ สั่งระงับกิจการถ่านหินทุกแห่งใน จ.สมุทร สาคร และไม่ให้ขนย้ายถ่านหินทางเรือ จนกว่าจะมีการปรับปรุงคุณภาพ

แม้จะมีคำสั่งของผู้ว่าฯ ออกมา แต่ยังมีโรงงานบางแห่งลักลอบขนถ่านหิน นายทองนาคพาชาวบ้านจับกุมส่งดำเนินคดี

แน่นอนว่าสิ่งที่นายทองนาคทำในฐานะแกนนำ สร้างความไม่พอใจและสูญเสียผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม

นี่คือเหตุผลที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้นายทองนาคถูกสังหาร!!!

พลิกคดี"เจริญ วัดอักษร"

กรณีนายทองนาคไม่ต่างจากแกนนำนักอนุรักษ์คนอื่นๆ ในอดีตที่ผ่านมา ต้องตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเพราะการออกมาเคลื่อนไหวสร้างความเสียหายให้กับนายทุน หรือผู้มีอิทธิพล

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีแกนนำถูกมือปืนสังหารไปหลายสิบราย สาเหตุมาจากเรื่องเดียวกัน คือเป็นแกนนำต่อสู้กับนายทุนที่บุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หรือสร้างความเสียหายให้สิ่งแวดล้อม

คดีใหญ่ๆ และยังถูกพูดถึงอยู่เนืองๆ ไม่พ้นการตายของ "นายเจริญ วัดอักษร" ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอกเมื่อปี 2547 และคดีสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ พระนักอนุรักษ์จาก อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่ขัดขวางนายทุนรุกป่าบริเวณวัดมากถึง 700 ไร่

กรณีนายเจริญถือเป็นคดีใหญ่ เพราะนายเจริญเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ จากการคัดค้านสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก จนท้ายที่สุดรัฐบาลสั่งยกเลิกโครงการ

ต่อมานายเจริญเดินหน้าแฉการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบบนที่ดินสาธารณะทุ่งเลี้ยงสัตว์คลองชายธง โดยที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะแปลงใหญ่อยู่ริมทะเล แต่เดิมจะใช้เกี่ยวกับโรงไฟฟ้า แต่เมื่อโครงการยกเลิกไปนายทุนจึงเปลี่ยนมาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง และเดินเรื่องออกโฉนด

นายเจริญคัดค้านการออกเอกสารสิทธิ และทำเรื่องไปถึงคณะกรรมา ธิการสิ่งแวดล้อมฯ กระทั่งตั้งกรรมการสอบสวนและให้เพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมด รวมทั้งเตรียมดำเนินการกับเจ้าหน้าที่และผู้บุกรุกด้วย!??

ห้วงเวลานี้เองนายเจริญถูกมือปืนดักสังหารขณะเดินทางกลับจากให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการ โดยลงรถทัวร์บริเวณริมถนนเพชรเกษม ใกล้ทางเข้าบ้านพัก เมื่อค่ำวันที่ 21 มิถุนายน 2547

ตำรวจจับกุมผู้ต้องหารวม 5 ราย ประกอบด้วย นายประจวบ หินแก้ว อายุ 40 ปี และ นายเสน่ห์ เหล็กล้วน อายุ 42 ปี 2 มือปืน

นายเจือ หินแก้ว อดีตกำนัน ต.บ่อนอก, นายธนู หินแก้ว และ นายมาโนช หินแก้ว อดีต ส.อบจ.เขต 1 อ.เมืองประจวบฯ ลูกชายกำนันเจือ ในฐานะผู้จ้างวาน

ระหว่างดำเนินคดี 2 มือปืนตายปริศนาในเรือนจำ!??

วันที่ 30 ธันวาคม 2551 ศาลพิพากษาประหารนายธนู ยกฟ้องกำนันเจือ และนายมาโมช

ส่วนคดีพระสุพจน์ เป็นอีกหนึ่งในหลายๆ คดีที่ยังค้างอยู่ในสำนวน

ล่าสุดก็มาเกิดเหตุกับแกนนำต้านโรงงานถ่านหินในเมืองมหาชัยอีกราย!!!



บันทึกสูญเสียแกนนำอนุรักษ์

นายนรินทร์ โพธิ์แดง ประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เขาชะอางกลางทุ่ง อ.เขาชะเมา จ.ระยอง แกนนำต้านโรงโม่หิน ถูกยิงเสียชีวิตที่หน้าบ้านพัก เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2544

นายพิทักษ์ โตนวุธ ที่ปรึกษาชาวบ้านลุ่มน้ำชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 พ.ค.2544 จากการค้านโรงโม่หิน ที่รุกป่าอนุรักษ์

นายสุวัฒน์ วงศ์ปิยะสถิตย์ แกนนำชาวบ้านคัดค้านโครงการกำจัดขยะราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 28 มี.ค.2544 ต่อมากองปราบปรามจับกุมผู้ต้องหาได้ และศาลปกครองสั่งหยุดดำเนินโครงการ

นายสมพร ชนะพล แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำกระแดะ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเดือนก.ค. 2544 จากการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนคลองกะแดะ

นายแก้ว ปินปันมา อายุ 59 ปี แกนนำชาวบ้านที่เข้าไปใช้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าในพื้นที่กิ่ง อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ถูกยิงเสียชีวิต หลังจากเป็นแกนนำชาวบ้าน 252 ครอบครัว เข้าไปใช้ที่ดินรกร้างของนายทุนรายใหญ่ใน จ.เชียงใหม่ เพื่อปลูกลำไย

นายบุญสม นิ่มน้อย แกนนำกลุ่มอนุรักษ์และคัดค้านการก่อสร้างโครงการโรงแยกคอนเดนเสทในพื้นที่ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2545

นายปรีชา ทองแป้น อายุ 56 ปี สารวัตรกำนันตำบลควนกรด อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช คัดค้านการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียของเทศบาลตำบลปากแพรก อ.ทุ่งสง จนโครงการล้มเลิกไป ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2545

นายบุญฤทธิ์ ชาญณรงค์ ชาวบ้านหมู่ 9 อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ขัดขวางการค้าไม้เถื่อน อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง ถูกลอบยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2545

นายบุญยงค์ อินต๊ะวงศ์ อายุ 42 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านร่องห้า อ.เวียงชัย จ.เชียงราย แกนนำชาวบ้านต่อต้านโรงโม่หินดอยแม่ออกรู ถูกยิงเสียชีวิต

นายคำปัน สุกใส ผู้ใหญ่บ้านป่าบง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ แกนนำขัดขวางการบุกรุกพื้นที่ป่าชุมชนเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2546

นายชวน ชำนาญกิจ แกนนำชุมชนต้านยาเสพติด อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อ 4 ก.พ.2546

นายสำเนา ศรีสงคราม อายุ 38 ปี ประธานชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำพอง จ.ขอนแก่น ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตวันที่ 25 พ.ค.2546 เพราะเคลื่อนไหวต่อสู้เรื่องผลกระทบจากลำน้ำพองเน่าเสีย จากโรงงานผลิตกระดาษ จับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน

นายเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ แกนนำคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 21 มิ.ย.2547

นายสุพล ศิริจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านเด่นอุดมหมู่ 7 อ.เถิน จ.ลำปาง แกนนำเครือข่ายป่าชุมชนแม่มอก ขัดขวางนายทุนรุกป่า ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2547

นางพักตร์วิภา เฉลิมกลิ่น รองประธานชุมชนบ้านหัวกระบือ ต.ป่าโมก จ.อ่างทอง ถูกยิงเสียชีวิตวันที่ 14 ต.ค.2547

พระสุพจน์ สุวโจ พระนักอนุรักษ์จาก อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ถูกคนร้ายยิงมรณภาพภายในวัดป่าเมตตาธรรม บ้านห้วยงู อ.ฝาง เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2548 เพราะขัดขวางบุกรุกป่าบริเวณวัดที่มีพื้นที่ถึง 700 ไร่

นายธเรศ สดสี อายุ 53 ปี นักอนุรักษ์ชื่อดัง แห่งกิ่ง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ถูกคนร้ายอุ้มฆ่าเผานั่งยางเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2549 เหตุจากเป็นแกนนำร้องเรียนการบุกรุกป่าทำลายป่าสงวนบริเวณเขื่อนท่าเคย


พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เปิดเผยถึงการติดตามคดี คนร้ายยิงนายทองนาค เสวกจินดา แกนนำชาวบ้านต่อต้านโรงถ่านหิน ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่าจากการกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานคลี่คลายคดีจากแนวทางการสืบสวน ขณะนี้มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ มั่นใจว่าสามารถจับกุมคนร้ายได้ภายใน 1-2 วันนี้ ทั้งนี้ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดว่าคนร้ายเป็นใคร หรือมีผู้มีอิทธิพลในท้องที่หนุนหลังหรือไม่
        นอกจากนี้ แนวทางการสอบสวน คนร้ายที่ก่อเหตุมีมากกว่า 2 คน จากการเกาะรอยจากภาพกล้องวงจรปิด ขณะที่คนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเหลือคนร้ายเพียง 1 คน ซึ่งอาจจะมีขบวนการรอรับเพื่อพามือปืนหลบหนี อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า คนร้ายที่ก่อเหตุยิงนายทองนาค ยังคงกบดานอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร

1 ส.ค.2554  เดลินิวส์

ตำรวจแกะรอยรวบได้แล้วผู้ร่วมแก๊งสังหารโหดแกนนำต่อต้านถ่านหินมหาชัย

ความคืบหน้าการตามล่าตัวมือปืนสังหารแกนนำม็อบต้านถ่านหินมหาชัย เมื่อวันนี้ (31 ก.ค.) เวลา 22.10 น. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายตำรวจคนหนึ่งว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว ผู้ร่วมขบวนการสังหารนายทองนาค เสวกจินดา อายุ 46 ปี แกนนำต่อต้านถ่านหินคนสำคัญใน จ.สมุทรสาคร ที่ถูกบุกยิงเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา ไว้ได้แล้ว 2 คน โดยคนแรกเป็นคนขี่รถ จยย.พามือปืนหลบหนี ส่วนอีกรายเป็นคนขับรถปิกอัพคอยดูต้นทางและคุ้มกันขณะหลบหนี และจากการสอบสวนเบื้องต้นทั้งคู่ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก ซึ่งจะได้สอบสวนปากคำอย่างละเอียด เพื่อขยายผลออกหมายจับกุมมือปืน และผู้จ้างวานต่อไป.
 

ตำรวจ รวบ คนขับจักรยานยนต์ และคนขับรถยนต์ดูต้นทาง ทีมสังหารแกนนำต่อต้านโรงงานถ่านหินมหาชัย สอบสวน ให้การเป็นประโยชน์ เร่งล่ามือปืน - ผู้จ้างวานต่อ

ความคืบหน้าการตามล่าตัวมือปืนสังหารแกนนำม็อบต้านถ่านหินมหาชัย เมื่อเวลา 22.10 น. วานนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายตำรวจนายหนึ่ง ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ร่วมขบวนการสังหาร นายทองนาค เสวกจินดา อายุ 46 ปี แกนนำต่อต้านถ่านหินคนสำคัญใน จ.สมุทรสาคร ที่ถูกบุกยิงเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา ไว้ได้แล้ว 2 คน โดยคนแรกเป็นคนขี่รถจักรยานยนต์พามือปืนหลบหนี ส่วนอีกรายเป็นคนขับรถปิกอัพคอยดูต้นทาง และคุ้มกันขณะหลบหนี

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทั้งคู่ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก ซึ่งจะได้สอบสวนปากคำอย่างละเอียด เพื่อขยายผลออกหมายจับกุมมือปืนและผู้จ้างวานต่อไป

  

ตำรวจสภ.เมืองสมุทรสาครคุม 3 ผู้ต้องหาร่วมขบวนการสังหารแกนนำต้านโรงถ่านหิน เข้ากรุงฯเตรียมแถลงผลงาน ไล่ล่าตัวมือปืนและผู้บงการ

วันนี้ (1 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายรายงานความคืบหน้า เหตุการณ์คนร้ายยิงนายทองนาค เสวกจินดา แกนนำต่อต้านถ่านในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เสียชีวิต โดยเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ร่วมขบวนการฆ่านายทองนาคไว้ได้ 3 คน เพื่อนำตัวไปแถลงผลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายได้ยุติการให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน

จากการเฝ้ารอดูบรรยากาศที่สภ.เมืองสมุทรสาครนั้น  ทำให้ได้ภาพขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาขึ้นรถโดยมีผ้าคลุมศรีษะไว้ทั้ง 3 คนเพื่อปิดบังใบหน้า ซึ่งผู้ต้องหารายแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวขึ้นรถปิกอัพมิตซูบิชิไทรทันสีเทาดำ ทะเบียนด้านหน้ารถกระบะ ภร 4250 กรุงเทพมหานคร ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลัง ส่วนที่ท้ายรถคันดังกล่าวยังมีรถจักรยานยนต์สีเหลือง – ดำ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่น มีโอ 125 จีทีเอ็กซ์ ป้ายแดงเลข 5 – 183 สภ.กระทุ่มแบน ซึ่งทั้งรถปิกอัพและรถจักรยานยนต์นั้น เป็นรถที่ใช้ในการร่วมกันก่อเหตุฆ่านายทองนาคทั้ง 2 คัน โดยรถกระบะคือรถที่คอยขับคุ้มกันรถมอเตอร์ไซด์ที่ใช้ขับไปก่อเหตุยิงนายทองนาคจนเสียชีวิต ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวขึ้นรถตู้ไป โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วย นปพ.(หน่วยปฏิบัติการพิเศษ) พร้อมอาวุธครบมือ นั่งคุ้มกันไปด้วย

ขณะที่ข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนนี้ คือ ผู้ที่ร่วมขบวนการฆ่านายทองนาค ประกอบไปด้วย ผู้ขับรถจักรยานยนต์ และผู้ขับรถปิกอัพคุ้มกัน ส่วนมือปืน และผู้บงการฆ่าที่แท้จริง ยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนติดตามจับกุมตัว และเร็วๆนี้ยังจะได้มีการขอหมายศาลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมอีก แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้มากกว่านี้ว่าเป็นใคร หรือทำหน้าที่อะไรในคดีดังกล่าว.

  ตร.แถลงจับ 2 ผู้ต้องหาร่วมฆ่าแกนนำต่อต้านถ่านหิน สมุทรสาคร โดยก่อนหน้านี้จับแล้ว 1 ทั้ง 3 สารภาพได้รับว่าจ้างจากผู้ประกอบการขนส่งถ่านหินในพื้นที่เป็นผู้จ้างวานที่เสียผลประโยชน์ ได้ค่าจ้าง 1.5 แสนบาท พร้อมขยายผลเร่งตามจับมือปืนอีก 1 และผู้ร่วมขบวนการอีก 1 เผย เจ้าหน้าที่พอทราบตัวคนจ้างวานแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานออกหมายจับ
       
       วันนี้ (1 ส.ค.) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผบ.ตร. พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผบช.สพฐ.ตร. พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.เรวัต กลิ่นเกษร รองผบช.ภ.7 และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน แถลงการจับกุม นายนิพนธ์ หรือ หมู ยันตะละพะ อายุ 34 ปี นายจักรพงศ์ หรือ พงศ์ ขวัญพันธุ์งาม อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่านายทองนาค เสวกจินดา อายุ 46 ปี แกนนำต่อต้านการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา
       
       พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 09.30 น. เกิดเหตุคนร้ายยิงนายทองนาค เสวกจินดา อายุ 46 ปี แกนนำต่อต้านการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เสียชีวิต จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ เร่งสืบสวนติดตามหาตัวคนร้าย จนสืบทราบว่าผู้กระทำผิดมีนายสุชชเดช หรือ อี๊ด ทับไกร อายุ 27 ปี ซึ่งขณะนี้สามารถจับกุมตัวได้แล้วและอยู่ระหว่างขยายผล เป็นผู้รับงานและจัดหาอาวุธปืน ขณะที่วันเกิดเหตุนายจักรพงศ์ เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ สีเหลืองดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

ให้กับนายโยธิน หรือ บอย เทพเรียน อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 55/2 หมู่ 2 ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร มือปืนที่ลงมือสังหารนายทองนาค ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีการจับกุม และนายนิพนธ์ ทำหน้าที่เป็นคนขับรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไททัน สีดำ หมายเลขทะเบียน ถร 4250 กทม. เพื่อคอยคุ้มกัน รวมทั้งส่งมือปืนมาก่อเหตุและพาหลบหนี นอกจากนี้ จากการสืบสวนทราบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอีก 1 คนคือ นายอุ้ย อายุ 28 ปี ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ทำหน้าที่ขับรถเทรลเลอร์คุ้มกันอีกชั้นหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ
       
       พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากผู้ประกอบการขนส่งถ่านหินรายหนึ่งในพื้นที่ให้สังหารนายทองนาค โดยได้ค่าจ้าง 150,000 บาท โดยสาเหตุเนื่องจากนายทองนาคได้นำมวลชนมาขัดขวางการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ทำให้ผู้จ้างวานเสียผลประโยชน์ ส่วนจะมีการลงขันจากผู้ประกอบการรายอื่นหรือมีบุคคลร่วมจ้างวานอีกหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน สำหรับแกนนำคนอื่นๆ ที่เกรงเรื่องความไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ส่งกำลังตำรวจไปดูแลความปลอดภัยแล้ว
       
       ด้าน พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทีมสืบสวนสอบสวนได้นำตัวนายสุชชเดช ไปขยายผล เพื่อติดตามนายโยธินมือปืนมาดำเนินคดี สำหรับผู้จ้างวานนั้นขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพอทราบตัวแล้วเป็นคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหินใน จังหวัดสมุทรสาคร อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับมาดำเนินคดีต่อไป
       
       สำหรับอาวุธปืนที่ลงมือเป็นอาวุธปืนบาเร็ตต้า ขนาด .40 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดมาได้และนำมาตรวจเปรียบเทียบกับหัวกระสุนปืนที่พบในที่เกิดเหตุปรากฏว่าเป็นอันเดียวกัน

2 ส.ค.2554 เดลินิวส์

ตะครุบแล้วทีมสังหาร "ทองนาค" แกนนำต่อต้านโรงงานถ่านหิน จ.สมุทรสาคร เผยเป็นทั้งคนรับงาน มือลั่นไก คนขี่รถ จยย.และคนขับรถปิกอัพคุ้มกันหลบหนี แต่คนขับรถเทรเลอร์เปิดทางยิงยังหลบหนีอยู่ ด้าน “ผู้ใหญ่เล็ก” มือรับงานจากตัวการใหญ่ ดอดเข้ามอบตัว หลังถูกซัดทอดเป็นธุระจัดหา บิ๊กตร.เค้นสอบเครียด ยอมสารภาพรับงานมาในราคา 3 แสนบาท จ่ายล่วงหน้าแล้ว 1 แสน สังหารก้างขวางคอธุรกิจถ่านหิน “วิเชียร” ยันรู้ตัวผู้จ้างวานแล้ว แต่อุบไต๋ไม่เปิดเผยชื่อ รอหลักฐานเด็ดมัดตัวแน่น เร่งตำรวจสาวไส้ดำเนินคดีโดยเร็ว ด้านศาลปกครองกลาง สั่งระงับประกอบการถ่านหินทุกกรณี จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
   
จากกรณีคนร้าย 2 คน ขี่รถ จยย. บุกยิงนายทองนาค เสวกจินดา อายุ 46 ปี แกนนำต่อต้านโรงงานถ่านหินคนสำคัญใน จ.สมุทรสาคร ขณะนั่งอยู่หน้าร้านขายของชำจนเสียชีวิต
   
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 1 ส.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผบช.สพฐ.ตร. พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงศ์ รอง ผบช.ภ.7 และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บช.ภ. 7 และ บช.ก. ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมแก๊งผู้ต้องหา ฆ่านายทองนาค แกนนำต่อต้านโรงงานถ่านหิน จ.สมุทรสาคร ประกอบด้วยนายนิพันธ์ หรือหมู ยันตะละพะ อายุ 34 ปี คนขับรถกระบะคุ้มกันมือปืน นายจักรพงศ์ หรือพงศ์ ขวัญพันธุ์งาม อายุ 22 ปี คนขี่รถ จยย. นายสุชชเดช หรืออี๊ด ทับไกล อายุ 27 ปี คนรับงานหามือปืน ซึ่งขณะนี้ควบคุมตัวอยู่ที่ บก.สส.ภ.7 เพื่อขยายผลจับกุมผู้จ้างวาน และได้ทำการออกหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาครกับนายโยธิน หรือบอย เทพเรียน อายุ 25 ปี มือปืน โดยแจ้งข้อหาทั้งหมด ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน พร้อมของกลาง รถยนต์กระบะมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีดำ ทะเบียน ธร 4250 กรุงเทพมหานคร รถ จยย. ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ สีเหลืองดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และอาวุธปืนขนาด .40 ยี่ห้อบาร์เร็ตต้า 1 กระบอก
   
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ เร่งสืบสวนติดตามหาตัวคนร้าย จนสืบทราบว่าผู้กระทำผิดมีนายสุชชเดช หรือ อี๊ด ทับไกร อายุ 27 ปี ซึ่งขณะนี้สามารถจับกุมตัวได้แล้วและอยู่ระหว่างขยายผล เป็นผู้รับงานและจัดหาอาวุธปืน ขณะที่วันเกิดเหตุนายจักรพงศ์ เป็นผู้ขี่รถ จยย. ให้กับนายโยธิน มือปืนที่ลงมือสังหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนีการจับกุม  และนายนิพนธ์ ทำหน้าที่เป็นคนขับรถกระบะคอยคุ้มกัน รวมทั้งพามือปืนหลบหนี  ทั้งนี้ชุดสืบสวนยังพบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอีก 1 คน ทราบชื่อเพียง นายอุ้ย อายุประมาณ  28 ปี ทำหน้าที่ขับรถเทรเลอร์คุ้มกันอีกชั้นหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ
   
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากผู้ประกอบการขนส่งถ่านหินรายหนึ่งในพื้นที่ให้สังหารผู้ตาย โดยได้ค่าจ้าง 1.5 แสนบาท  มีสาเหตุมาจากผู้ตายนำมวลชนมาขัดขวางการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ ทำให้ผู้จ้างวานเสียผลประโยชน์ โดยขณะนี้ทราบแล้วว่าเป็นใคร แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เนื่องจากเกรงจะเสียรูปคดี ต้องรอรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนกว่านี้ จึงจะสามารถเปิดเผยชื่อได้ ส่วนจะมีการลงขันจากผู้ประกอบการรายอื่น หรือมีบุคคลร่วมจ้างวานอีกหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ซึ่งได้กำชับให้ชุดคลี่คลายคดีติดตามจับกุมตัวให้ได้โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้จะส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร โดยจะมีการส่งตัวฝากขังศาลต่อไปในวันที่ 2 ส.ค.
   
ด้าน พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทีมสืบสวนสอบสวนได้นำตัวนายสุชชเดช ไปขยายผลเพื่อติดตามนายโยธินมือปืนมาดำเนินคดี สำหรับผู้จ้างวานนั้นขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพอทราบตัวแล้วเป็นคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหินใน จ.สมุทรสาคร อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับมาดำเนินคดีต่อไป  สำหรับอาวุธปืนที่ลงมือเป็นอาวุธปืนบาเร็ตต้า ขนาด .40 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดมาได้และนำมาตรวจเปรียบเทียบกับหัวกระสุนปืนที่พบในที่เกิดเหตุปรากฏว่าเป็นอันเดียวกัน
   
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ศาลปก ครองกลางได้มีคำสั่ง เมื่อวันที่ 29 ก.ค. เกี่ยวกับคำขอกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีที่ นายทองนาค ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลท่าทรายว่า (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) สำนักงานอุตสาห กรรมจังหวัดสมุทรสาคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2)  สำนักงานขนส่งทางน้ำจังหวัดสมุทรสาคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) และบริษัท เทคนิคทีม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้องสอด ดำเนินการเกี่ยวกับการประกอบกิจการถ่านหินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายสิ่งแวดล้อม ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ควบคุมการประกอบกิจการถ่านหินดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย และขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยให้หยุดการเก็บกอง ขนถ่าย และขนส่งถ่านหินในเขตพื้นที่ตำบลท่าทรายไว้เป็นการชั่วคราว ก่อนการพิพากษาคดี
   
หลังจากได้มีการพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว จึงได้มีคำสั่งให้ระงับการประกอบกิจการถ่านหินทุกกรณี ในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีแต่ละรายไว้ เพื่อควบคุม ตรวจสอบ หรือกำกับให้มีการปฏิบัติตามคำสั่งศาล และคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครที่มีคำสั่งในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น.

 

ข่าวสด

ตร.คุม4ผู้ต้องหาทำแผนนาทีสังหารแกนนำต่อต้านถ่านหินสมุทรสาคร

 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ส.ค. พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.สมเกียรติ แสงสินศร ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป.  และ พ.ต.อ.จำแรง สุดใจ ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร ร่วมกันนำตัวผู้ต้องหาที่ก่อเหตุยิงนายทองนาค เสวกจินดา แกนนำต่อต้านถ่านหินในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมือง โดยมีผู้ต้องหา 4 คน ประกอบ นายนิพนธ์ ยันตะละภะ คนขับรถกระบะมิตซูบิชิ นายสุชชเดช ทับไกร คนชี้เป้านั่ง นายจักรพงศ์ ขวัญพันธุ์งาม คนขับรถจักรยานยนต์ และนายโยธิน เทพเรียน มือปืนยิงนายทองนาค เจ้าหน้าที่ให้ผู้ต้องหาทั้งหมดใส่เสื้อเกราะกันกระสุนด้วย พร้อมทั้งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 300 นาย มากันชาวบ้านนับพันคนที่มาเฝ้ารอดูการทำแผนในครั้งนี้
 ก่อนนำผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พล.ต.ท.พงษ์สันต์ ได้กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียง โดยขอให้ชาวบ้านทุกคนอยู่ในความสงบ เพื่อจะได้ทำแผนให้แล้วเสร็จด้วยดี และจะได้ใช้ภาพประกอบพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้จ้างวานฆ่า การทำแผนประกอบคำรับสารภาพในครั้งนี้ เริ่มต้นที่นายนิพนธ์ ขับรถกระบะ มากับนายสุชชเดช เพื่อพานายจักรพงศ์ และนายโยธินมาจอดหน้าบ้านของนายทองนาค จากนั้นชี้เป้าให้ทั้ง 2 คน เห็นตัวผู้เสียชีวิต ก่อนจะขับรถออกไป และให้นายจักรพงศ์กับนายโยธินขี่รถจักรยานต์มาก่อเหตุยิงนายทองนาค ขณะกำลังนั่งโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้าน หลังก่อเหตุได้ขับรถหลบหนีไป โดยมีนายสุชชเดชและนายนิพนธ์จอดรถกระบะรออยู่ด้านในของเส้นทางหลบหนี ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 800 เมตร เพื่อรอรับอาวุธปืนและพานายโยธินขึ้นรถกระบะหลบหนีไป

 

 โฆษก ตร.เผย ศาลจังหวัดสมุทรสาครอนุมัติหมายจับ “เบื๊อก” ผู้ว่าจ้างให้สังหารแกนนำกลุ่มต่อต้านโรงงานถ่านหินแล้ว

วันนี้ (2 ส.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ประวุฒิ   ถาวรศิริ  โฆษก ตร. เปิดเผยว่า  ศาลจังหวัดสมุทรสาครได้อนุมัติออกหมายจับ นายธนยศ  หรือ ชาญชัย  หรือ เบื๊อก  วงศ์พิมพ์  อายุ 53 ปี   ผู้ประกอบการขนส่งถ่านหิน  และผู้ว่าจ้างให้สังหารนายทองนาค    เสวกจินดา แกนนำกลุ่มต่อต้านโรงงานถ่านหิน  และ นายไพโรจน์ หรือ อุ๋ย  แสงสว่าง   อายุ 28 ปี คนขับรถเทรลเลอร์ แล้ว  ในข้อหา   ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยพล.ต.อ.ภาณุพงศ์  สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. ระบุว่า  นายธนยศ ได้ ติดต่อ พ.ต.อ. จำแรง  สุดใจ ผกก.สภ.สมุทรสาคร  วันพรุ่งนี้ 3  ส.ค. เวลา 11.00 น.  ส่วนนายไพโรจน์ เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมมาดำเนินคดีแล้ว ผู้จัดการศาลจังหวัดสมุทรสาครอนุมัติหมายจับ “ธนยศ วงศ์พิมพ์” ผู้จ้างวานฆ่า แกนนำต่อต้านขนส่งถ่านหินแล้ว พร้อมออกหมายจับมือคุ้มกันทีมสังหารพ่วงด้วย ระบุ พบผู้ต้องหายังกบดานในพื้นที่ คาดว่า อาจจะประสานมอบตัวเร็วๆนี้ ขณะที่ส่าสุดผู้จ้างวานติดต่อขอบมอบตัวที่สภ.เมืองสมุทรสาคร 11 โมงพรุ่งนี้
       
       วันนี้ (2 ส.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.สมเกียรติ แสงสินศร ผบก.ภ.จ.สมุทรสาคร กล่าวถึงความคืบหน้าคดียิง นายทองนาค เสวกจินดา แกนนำต่อต้านการขนส่งถ่านหิน จ.สมุทรสาคร ซึ่งถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ภายหลังที่ นายโยธิน หรือ บอย เทพเรียน มือปืนที่เป็นผู้ลงมือยิง ได้เข้ามอบตัวและให้การเป็นประโยชน์จนสาวไปถึงตัวผู้จ้างวานได้ ล่าสุด ศาลจังหวัดสมุทรสาครได้อนุมัติออกหมายจับ นายธนยศ หรือ เบื้อก วงศ์พิมพ์ อายุ 53 ปี ผู้จ้างวานฆ่านายทองนาค ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่ง นายธนยศ เป็นผู้ประกอบการทำธุรกิจขนส่งถ่านหินในพื้นที่ และเสียผลประโยชน์จากกรณีที่ นายทองนาค ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ นอกจากนี้ศาลยังได้อนุมัติหมายจับ นายไพโรจน์ หรือ อุ้ย แสงสว่าง อายุ 28 ปี ซึ่งทำหน้าที่ขับรถเทรลเลอร์คุ้มกันทีมสังหารนายทองนาค ในข้อหาเดียวกัน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า นายธนยศ ขณะนี้ยังกบดานอยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจากจ.สมุทรสาคร โดยมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะประสานเข้ามอบตัวในเร็วๆ นี้ ส่วนสาเหตุที่ต้องมีการจ้างวานนั้น เนื่องจาก นายธนยศ เสียผลประโยชน์จากการออกมาคัดค้าน เป็นเงินจำนวนที่สูง ซึ่งพยานหลักฐานในขณะนี้ ยืนยันชัดเจนว่านายธนยศเป็นผู้จ้างวานจริง
       
       ด้าน พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร.กล่าวว่า ล่าสุด นายธนยศ ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวในวันพรุ่งนี้ (3 ส.ค.) เวลา 11.00 น.ที่ สภ.เมืองสมุทรสาคร ส่วน นายไพโรจน์ ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี เชื่อว่า จะสามารถติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน
       
       คุมทีมสังหาร “แกนนำต้านถ่านหิน” ทำแผนฯ
       ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ท. พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมด้วย พล.ต.ต. เรวัช กลิ่นเกษร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.ต. สมเกียรติ แสงสินศร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการกองปราบปราม และ พ.ต.อ.จำแรง สุดใจ ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้ร่วมกันนำตัวผู้ต้องหาที่ก่อเหตุยิงนาย ทองนาค เสวกจินดา แกนนำต่อต้านถ่านหินในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ คือที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยมีผู้ต้องหาทั้งหมด 4 คน คือ นาย นิพนธ์ ยันตะละภะ คนขับรถกระบะมิตซูบิชิ, นายสุชชเดช หรือ อี๊ด ทับไกร คนชี้เป้านั่งมาในรถกระบะ , นาย จักรพงศ์ ขวัญพันธุ์งาม คนขับรถมอเตอร์ไซค์ และ นายโยธิน หรือบอย เทพเรียน มือปืนยิงนายทองนาค
       
       มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 300 นาย มากันชาวบ้านนับพันคนที่มาเฝ้ารอดูการทำแผนในครั้งนี้ และก่อนที่จะนำผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ลงมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพนั้น ทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ก็ได้กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียง โดยขอให้ชาวบ้านทุกคนอยู่ในความสงบ เพื่อจะได้ทำแผนให้แล้วเสร็จด้วยดี และจะได้ใช้ภาพประกอบพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้จ้างวานฆ่า โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คนมาทำแผนนั้น ก็ต้องให้ใส่เสื้อเกราะกันกระสุนไว้ด้วย เพราะเกรงอันตรายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการทำแผนประกอบคำรับสารภาพในครั้งนี้
       
       เริ่มต้นที่ นายนิพนธ์ ยันตะละภะ ขับรถกระบะมิตซูบิชิ มากับ นายสุชชเดช หรือ อี๊ด ทับไกร พา นายจักรพงศ์ และ นายโยธิน มาจอดหน้าบ้านของนายทองนาค และชี้เป้าให้ทั้งสองคนเห็นตัวผู้เสียชีวิตก่อน จากนั้นก็ขับรถออกไป แล้วก็ให้นายจักรพงศ์ กับ นายโยธิน ขับรถมอเตอร์ไซด์มาก่อเหตุยิงนายทองนาค เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 ขณะที่นายทองนาคกำลังนั่งโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้าน โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ขับรถมอเตอร์ไซด์มาจอดใกล้กับที่นายทองนาคนั่งอยู่ จากนั้นนายโยธินได้ลงจากรถ แล้วเดินเข้ามาทางด้านหลังของนายทองนาคแล้ว ใช้อาวุธปืนขนาด .40 ยิงใส่ที่ลำตัวของนายทองนาคหลายนัดจนล้มลงไปที่พื้น ส่วนนายจักรพงศ์ ได้ขับรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปข้างในเพื่อกลับออกมารับนายโยธินที่ก่อเหตุยิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะขับรถหลบหนีไป โดยมีนายสุชชเดช และนายนิพนธ์ จอดรถกระบะรออยู่ด้านในของเส้นทางหลบหนี ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 800 เมตร เพื่อรอรับอาวุธปืนและพานายโยธินขึ้นรถกระบะหลบหนีไป สำหรับการทำแผนประกอบคำรับสารภาพในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาเพียง 20 นาทีเศษเท่านั้น ก็เป็นที่เรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รีบนำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถทันที เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุมประชาทัณฑ์ขึ้น แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
       
       พ.ต.อ.จำแรง กล่าวว่า หลังจากที่จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ก็ได้ขอหมายศาลจังหวัดสมุทรสาครออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 คน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ประกอบไปด้วย นายธนยศ วงศ์พิม ผู้จ้างวานฆ่า, นายสิทธิโชค นอบน้อม ผู้รับเงินจากนายธนยศ แล้วมาจ้างนายสุชชเดช ให้หามือปืนฆ่าอีกทอดหนึ่ง และคนสุดท้ายคือนายไพโรจน์ แสงสว่าง คนขับรถเทเลอร์ที่ขับรถเป็นแนวกัน เพื่อช่วยผู้ต้องหาให้หลบหนีไป โดยนายสิทธิโชคหรือผู้ใหญ่เล็กนั้น ไม่ได้หลบหนีและได้เข้าให้ปากคำต่อ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ด้วยตนเอง ซึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างมาก ส่วนที่เหลืออีก 2 คน คือ นายธนยศ วงศ์พิม และนายไพโรจน์ แสงสว่าง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะได้ติดตามจับกุมตัวมาสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยคาดว่า จะได้ตัวเร็วๆ นี้ อย่างแน่นอน


3 ส.ค.2554

“เสี่ยเบื๊อก” ผู้ต้องหาจ้างวานฆ่าแกนนำถ่านหิน โร่เข้ามอบตัวแล้ว แต่ให้การปฏิเสธ ตร.คัดค้านประกันตัวเมื่อวันนี้ ( 3 ส.ค.)  เวลา 11.00 น. ที่ บก.ภ.จว.สมุทรสาคร นายธนยศหรือชาญชัย หรือเบื๊อก วงศ์พิมพ์ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 86/33 หมู่ที่ 1 ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาครที่ จ.293/ 2554 ลงวันที่ 1 ส.ค.54 เดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผบ.ตร. โดยมี พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.บวร นันทะยาวงศ์ รองผบช.ภ.7 พล.ต.ต.สมเกียรติ แสงสินศร ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป. พ.ต.อ.จำแรง สุดใจ ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร ร่วมรับฟังการสอบสวน ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมาก

สอบสวนนายธนยศให้การเบื้องต้นว่า เป็นเจ้าของรถบรรทุกทำอาชีพรับเหมาขนถ่ายถ่านหินมา 3 เดือนเศษแล้ว และยังมีอาชีพเร่งรัดหนี้สินด้วย โดยยอมรับเคยรู้จักกับนายสิทธิโชค นอบน้อม หรือผู้ใหญ่เล็กจริง เพราะเมื่อราว ๆ 7 – 8 ปีที่แล้ว เคยทำวังกุ้งด้วยกัน ส่วนผู้ต้องหารายอื่น ๆ ไม่เคยรู้จักกัน และขอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อีกทั้งปฏิเสธว่าไม่ใช่คนจ้างวานฆ่านายทองนาค เสวกจินดา เนื่องจากไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง ไม่เคยทะเลาะวิวาทและไม่เคยโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุที่จะต้องสั่งฆ่านายทองนาค ตนมามอบตัวนั้นเพราะทราบว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับ จึงต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจและต้องการให้ปากคำกับตำรวจ ดังนั้นจึงติดต่อขอมอบตัวในวันนี้ ส่วนปมปัญหาเรื่องของการทำให้เสียผลประโยชน์เกี่ยวกับรายได้ที่ได้จากถ่านหินนั้น ไม่ใช่ปัญหาเพราะตนหากไม่ได้นำรถไปขนถ่านหิน ก็จะไปรับเหมาขนลูกรังแทน จึงขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอให้การในชั้นศาล

ด้าน พล.ต.อ.ปานศิริ กล่าวว่า คดีนี้ตำรวจภูธรภาค 7 สามารถออกหมายจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว 7 คน และในวันนี้นายธนยศ ซึ่งเป็นผู้ใช้จ้างวานตามหลักฐานที่ทางตำรวจรวบรวมได้นั้นได้เข้ามอบตัวและอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนในรูปคดีนั้นมีพยานหลักฐานยืนยันและแน่นหนา อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องสอบปากคำให้ถึงที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงแกนนำด้านสิ่งแวดล้อมทุกคน โดยหลังจากสอบสวนแล้วได้สั่งการให้เข้าตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหาในพื้นที่ ต.ท่าทรายอีกครั้ง พร้อมกันนี้จะตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหาอย่างละเอียด ส่วนเรื่องการยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหารายนี้ ได้มีคำสั่งห้ามประกันตัว เพราะเกรงจะไปข่มขู่แกนนำรายอื่นๆ จึงคัดค้านการประกันตัวไว้ก่อน สำหรับผู้ต้องหาที่จับกุมได้ก่อนหน้านี้ทั้งหมดนั้น ยังไม่มีใครได้รับประกันตัวโดยทั้งหมดถูกคุมตัวอยู่ที่เรือนจำ จ.สมุทรสาคร ส่วนนายไพโรจน์ แสงสว่าง ผู้ต้องหาอีก 1 คนที่ยังหลบหนีการจับกุมนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป

จากนั้นในเวลาประมาณ 14.00 น. พล.ต.ต.สมเกียรติ พ.ต.อ.ประสพโชค และ พ.ต.อ.จำแรง ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 55/5 หมู่ที่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นบ้านพักอีกหลังหนึ่งของนายธนยศ วงศ์พิมพ์ โดยได้นำตัวนายธนยศ ผู้ต้องหาไปร่วมตรวจสอบด้วย แต่ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปถ่ายภาพภายในบ้าน และจากการตรวจค้นไม่พบหลักฐานกระทำความผิดใดๆ.

ด้าน พ.ต.อ.จำแรง เปิดเผยว่า หลังจากเข้าตรวจค้นบ้านนายธนยศ และสอบปากคำเพิ่มเติมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร และในวันที่ 4 ส.ค. เวลา 12.00 น. ส่วนนายไพโรจน์ แสงสว่าง ผู้ต้องหาอีก 1 คนที่ได้นัดขอเข้ามอบตัวแล้ว.5 ส.ค.2554 แนวหน้า

ความคืบหน้าคดียิงนายทองนาค เสวกจินดา แกนนำต่อต้านถ่านหินในพื้นที่ต.ท่าทราย อ.เมืองจ.สมุทรสาครนั้น เมื่อเวลา10.30 น.วันที่4สิงหาคม ที่บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด สมุทรสาคร นายไพโรจน์ แสงสว่าง อาชีพขับรถสิบล้อบรรทุกดินอายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/1 หมู่ที่ 6 ต.ชัยมงคลอ.เมือง จ.สมุทรสาคร หนึ่งในแก๊งสังหารได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นรายล่าสุด

สำหรับนายไพโรจน์รับหน้าที่คนขับรถเทเลอร์ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน 70 - 4623 สมุทรสาคร เพื่อช่วยเหลือมือปืนที่ก่อเหตุยิงนายทองนาค ให้สะดวกต่อการหลบหนีจริง โดยนายไพโรจน์ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการติดต่อว่าจ้างงานจากนายนิพนธ์ ยันตะละภะ หรือหมูไทรทัน เจ้าของรถกระบะไทรทัน โดยตกลงค่าจ้างกันเป็นจำนวนเงิน 5,000 แต่ยังไม่ได้รับเลยแม้แต่บาทเดียว จากนั้นได้หลบหนีไปอยู่ที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ก่อนที่จะตัดสินใจขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านพล.ต.ต.สมเกียรติ แสงสินศร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทสาคร กล่าวว่า สำหรับนายไพโรจน์จะถูกตั้งข้อกล่าวร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และได้มีคำสั่งคัดค้านการประกันตัวเช่นเดียวกับผู้ต้องหาทั้ง 6 คนที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ สำหรับคดีนี้ตอนนี้ การสืบสวนยังอยู่แค่ผู้ต้องหาทั้ง 7 รายนี้ ยังไม่มีข้อมูลนอกเหนือจากผู้ต้องหาที่จับกุมได้

ก่อนหน้านี้ทีมสังหารถูกจับกุมไปแล้ว 6 รายประกอบด้วยนายนิพนธ์ ยันตะละพะ อายุ 34 ปี คนขับรถปิกอัพพามือปืนหนี นายจักรพงษ์ ขวัญพันธุ์งาม อายุ 25 ปี คนขี่จยย.พามือปืนก่อเหตุ นายสุชชเดช ทับไกร อายุ 25ปี มือปืนผู้ลั่นไก และนายสิทธิโชค นอบน้อม หรือผู้ใหญ่เล็ก อายุ 35 ปี ส่วนนายธนยศ หรือเบื๊อก วงศ์พิมพ์ อายุ 53 ปี เสี่ยเจ้าของกิจการรถบรรทุกถ่านหิน ผู้จ้างวาน เพิ่งเข้ามอบตัวไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา

ส่วนนายสนธิญา สวัสดี อดีตยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดสมุทรสาครยื่นฟ้องนายจุลภัทร แสงจันทร์ ผู้ว่าฯสมุทรสาครต่อศาลปกครองกลาง ฐานการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อนุญาตให้มีการขนถ่ายถ่านหินในพื้นที่จ.สมุทรสาครรวมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามการขนถ่ายถ่านหินจากเรือ รถยนต์หรือพาหนะใด ๆ เข้ามาในพื้นที่จนกว่าการพิจารณาของศาลตามคำฟ้องจะแล้วเสร็จ

"การขนถ่ายถ่านหินได้สร้างผลกระทบกับแม่น้ำ จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดคำสั่งในการแก้ไขปัญหาของศาลปกครองจึงคุ้มครองเฉพาะ ต.ท่าทรายแห่งเดียว ทั้งที่ความเสียหายเกิดขึ้นครอบคลุมทั้งจังหวัด จึงต้องการให้ศาลมีคำสั่งชั่วคราวยกเลิกการขนถ่ายถ่านหินทั้งจังหวัด"นายสนธิญา กล่าว และว่าถ้าคดีไม่คืบหน้าตนก็จะยื่นเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)ตรวจสอบต่อไป

ด้านนายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการป.ป.ท.กล่าวว่าพร้อมเข้าไปช่วยตรวจสอบแต่ขณะนี้อยากให้เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมจังหวัดที่ต้องไปตรวจสอบเรื่องผลกระทบทางมลภาวะในด้านต่าง ๆ


« Back