ี่คดีฆ่าผู้พิพากษา / โกโหลน

 

 

 

คดีฆาตรกรรม สำคัญอีกคดีหนึ่ง ที่โด่งดังในอดีต ที่ผู้ตายเป็นถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด  ที่ค้นหารวบรวมมาไว้เพื่อเป็นกรณีศึกษา

คดีฆ่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต เมื่อปี 2526  ขณะนั้นผมรับราชการอยู่ที่จังหวัดพระนครศีอยุธยา

 

 ดาวใจ ไพจิตร (สุจริตกุล)

 

 

 

 

 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล นายปรีดี สุจริตกุล และโกโหลน พ่อค้าแร่จังหวัดภูเก็ต ถูกคนร้ายลอบยิงตายระหว่างขับรถไปดูที่ดิน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมมือปืนได้ทั้งหมด และมือปืนก็ให้การรับสารภาพ ตลอดจนซัดทอดถึงผู้ว่าจ้างวานฆ่า ตำรวจนำมือปืนเหล่านั้นขึ้นฟ้องศาล และศาลก็ได้พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยไม่มีความ ประสงค์จะอุทธรณ์เพราะยอมรับผิด ในขณะเดียวกัน อัยการจังหวัดก็ได้ออกหมายจับผู้จ้างวานฆ่า คือนายโสภณ กิจประสาน ซึ่งเป็นเจ้าพ่อคนหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตและพังงา

 

ในการทำคดีนี้ รัฐมนตรีมหาดไทยคือพลเอกสิทธิ จิรโรจน์ ได้ให้กำลังใจกับทีมงานที่ดำเนินการจับกุมคนร้าย ตลอดจนให้คำชมเชย

 

ต่อมานายโสภณ กิจประสาน ได้ทำเรื่องร้องเรียนมายังกองบังคับการกองปราบปราม ซึ่งยุคนั้นพล.ต.ต.บุญชู วังกานนท์ เป็นผู้บังคับการ ตลอดจนทำเรื่องร้องเรียนมายังอัยการเขต 8 โดยกล่าวหาว่า ทีมงานตำรวจผู้ป ฏิบัติงานจับผิดคน แล้วได้มีการซ้อมจำเลยเพื่อให้สารภาพ ความที่นายโสภณ กิจประสาน มีสายสัมพันธ์อันดีกับข้าราชการตำรวจในส่วนกลาง ก็เลยทำให้เกิดความกดดันให้มีการทบทวนเรื่องนี้ โดย ตำรวจกองปราบฯ ได้ทำตนเป็นหัวหอก ในการลงไปตรวจสอบการทำงาน ตลอดจนมีความพยายามในการเขียนสำนวนการจับกุมขึ้นมาใหม่ ด้วยพยานหลักฐานใหม่ที่ตำรวจ กองปราบฯ อ้างว่าได้สืบค้นมา

 

ตำรวจทั้งทีมทำคดีนี้ก็เลยโดนย้าย โดยคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าทีม คือ พล.ต.ต.สล้าง บุนนาค ได้ถูกย้ายจากผู้การเขต 12 มาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการศึกษา (คือไม่มีงานทำนั่นเอง) ตำรวจลูกทีมอีกหลายสิบคน ตั้งแต่สัญญาบัตรไปจนถึงประทวนถูกย้ายออกนอกพื้นที่ กระจัดกระจายไปทั่วราชอาณาจักร จากลูกเมียไปอย่างกะทันหัน โดยไม่รู้อนาคตของตนเอง จากคำสั่งย้ายของเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พันเอกเลิศ พึ่งพักตร์ นายทหารรุ่น 5 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับพล.ต.ต.บุญชู วังกานนท์ ผู้บังคับการกองปราบฯ พร้อมกันนั้นอัยการเขต 8 ซึ่งปัจจุบันเกษียณอายุไปแล้ว ก็ได้เสนอให้สั่งไม่ฟ้องนายโสภณ กิจประสาน โดยอ้างว่าหลักฐานที่ได้มาใหม่นั้นมีเหตุผลพอเพียงที่จะสั่งให้ไม่ฟ้องได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นได้มีคำสั่งสั่งให้ฟ้องออกมาอยู่แล้ว

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องของการต่อสู้กันทางกฎหมาย และได้มีการต่อสู้กันทางกฎหมายระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกับอัยการเขตนั้นว่า คำสั่งอันไหนถึงจะถูกต้อง ตามกฎหมาย แต่ในที่สุดกรมอัยการก็ต้องยอมสั่งฟ้องผู้ต้องหา ทั้งนี้เพราะจำนนด้วยข้อกฎหมาย อธิบดีกรมอัยการยุคนั้นคือนายสุจินต์ ทิมสุวรรณ

 

การต่อสู้ระหว่างอัยการแผ่นดินและทนายฝ่ายโจทก์ผู้เสียหายกับฝ่ายจำเลย คือนายโสภณ กิจประสาน นั้นเป็นการต่อสู้ที่เข้มข้นมาก เพราะฝ่ายจำเลยได้ขุดพยานหลักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ ซึ่งแม้กระทั่งพล.ต.ต.บุญชู วังกานนท์ และพลตรีภุชงค์ นิลขำ เอาเข้ามาเป็นพยานฝ่ายจำเลย

 

ซึ่งก็นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีตำรวจที่ทำคดีนี้ทั้ง 2 ฝ่ายขัดแย้งกันอย่างหนัก โดยฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของโจทก์ และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของจำเลย

 

นับเป็นเรื่องชวนหัวที่หัวเราะไม่ออกเสียจริงๆ

 

ในที่สุด ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา มีความเห็นว่าจำเลยคือนายโสภณ กิจประสาน นั้นมีความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา จึงพิพากษาให้ประหารชีวิต แต่เนื่องจาก คำพิพากษา ศาลฎีกาได้ตกลงมาในช่วงระหว่างที่ในหลวงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษให้เหลือจำคุกตลอดชีวิต

 

แต่กว่าจะมาถึงคำพิพากษาอันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่ทำคดีนี้ ต่างก็อยู่ในสภาวะหวาดหวั่นขวัญเสีย และท้อถอยต่อการทำงาน เพราะมันเหมือนกับว่าทำงานได้สำเร็จ แทนที่จะได้รางวัลกลับถูกลงโทษ

 

อธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้นคือ พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ ตลอดจนนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนาย พากันหลบเลี่ยงปัญหาเพื่อเอาตัวรอด ไม่มีใครที่จะกล้าพอลุกขึ้น มาปกป้องการทำงานของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ที่ทำงานไปตามหน้าที่ ทั้งนี้เพราะกลัวความ กดดันที่จะทำให้ตัวเองต้องหลุดออกจากตำแหน่งหน้าที่

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ยืนยันความผิดของนายโสภณ กิจประสาน เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้เขียนออกมาอย่างชัดเจนตอนหนึ่งว่า

 

"พยานบุคคลที่จำเลยนำมาสืบนั้น ข้อเท็จจริงฟังไม่ขึ้น" แปลเป็นภาษาง่ายๆ ก็คือ พยานนั้นเป็นพยานโกหก ซึ่งประเด็นนี้ถ้าใครอยากจะสืบสาวเอาเรื่องต่อในเรื่องการให้การเท็จ ก็ย่อมจะได้ เพราะอายุความยังไม่สิ้น (ขณะนั้น)

 

จะเห็นได้ชัดว่า เมื่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ทำตามหน้าที่ และเมื่อมีอิทธิพลภายนอกเข้ามาบีบ ผู้บังคับบัญชากลับหดหัวอยู่ในกระดอง ไม่กล้าออกมาปกป้องการทำงานที่ถูกต้องของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาแล้ว เราจะหวังให้ตำรวจมีความกล้าพอที่จะลุกขึ้นมายืนหยัดฟาดฟันแล้วลุกขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าพ่อภูธรได้อย่างไร

 

 

ฆ่าผู้พิพากษากับพ่อค้า

          ภูเก็ตเมืองแก้ว  คือ จังหวัดภูเก็ต  มีคำขวัญอันบ่งบอกถึงเอกลักษณ์  การยกย่องเชิดชู ตามสภาพความเป็นจริง  เพื่อให้มองทะลุถึงภาพพจน์  คือ ไข่มุกอันดามัน  สวรรค์เมืองใต้  หาดทรายสีทอง    สองวีรสตรี  บารมีหลวงพ่อแช่ม

          จังหวัดภูเก็ต  เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่จังหวัดหนึ่งของประเทศไทย  เป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรมวิถีชีวิต  หลากหลายเชื้อชาติ   ที่หล่อหลอม

ความเป็นไทย  ได้อย่างเป็นเอกภาพ  สามัคคีและกลมเกลียวอย่างน่าทึ่ง  เพื่อเกียรติภูมิชื่อเสียง ส่วนรวมของจังหวัด คือ “ภูเก็ต” เมืองแก้ว  ที่มีประเพณี

วัฒนธรรมเก่าแก่สืบทอดมานาน   แม้แต่ลักษณะในด้านสถาปนิก   บ้านเรือนตึกรามบ้านช่อง สมัยเก่าแก่   ก็ยังมีการอนุรักษ์สภาพเดิมเอาไว้   เพื่อเป็น

เอกลักษณ์ประจำจังหวัด  ที่สูงส่งด้วยคุณค่า  ทางด้านสถาปัตยกรรม

          ภูเก็ตเป็นแหล่งตากอากาศที่มีชื่อเสียง   เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อลือชาทางภาคใต้    เมื่อบ้านเมืองพัฒนามากขึ้น   ก็มีแหล่งที่พัก   โรงแรมหรู   และรีสอร์ท  ที่เป็นของคนไทยและชาวต่างชาติ  ซึ่งมาลงทุนในประเทศไทย  ที่คอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยว  เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ  และภูเก็ตยังมี บทบาทสำคัญ  ในประวัติศาสตร์  เกี่ยวกับการกู้บ้านกู้เมือง  คือสองวีรสตรี   ท้าวเทพสตรี  และท้าวศรีสุนทร  แห่งเมืองถลาง

          จังหวัดภูเก็ตเมืองแก้ว  เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์  ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ   ที่ดินและแร่   ซึ่งมักจะมีกลุ่มอิทธิพล   แต่ละกลุ่ม   ต่างช่วงชิงผลประโยชน์ต่อกัน   โดยการแย่งชิงผลประโยชน์  ต้องมีทั้งกำลังเงินกำลังคน  เป็นพรรคพวกและเป็นลิ่วล้อ  เป็นมือปืนแวดล้อม  เป็นไม้เป็นมือ  เพื่อกำจัดฝ่ายตรงกันข้าม  ให้พ้นเส้นทาง  แล้วเข้ายึดครองผูกขาด

          จึงได้มีการฆ่าล้างแค้นกัน   เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์   กลายเป็นการก่ออาชญากรรม   สร้างปัญหาแก่สังคม   เกี่ยวกับความปลอดภัย   ในชีวิตและ ทรัพย์สินของประชาชนในท้องที่

          การห้ำหั่น  เชือดเฉือน  ล้างชีวิตกัน  เนื่องมาจากการช่วงชิงผลประโยชน์  ในทางธรรมชาติ  เช่นป่าไม้  ที่ดิน  เหมืองแร่  เป็นต้น

          ผู้ที่ตกเป็นเป้าสังหาร  จึงมักจะเป็นประเภทเจ้าพ่อ  ผู้มีอิทธิพล  เศรษฐีที่เป็นผู้บงการ  หรือผู้ที่เป็นมือปืนรับจ้างเอง  โดยเป็นไปในรูปแบบ  เกลือ จิ้มเกลือหรือล้างเลือด  ละเลงเลือดซึ่งกันและกัน  ภายใต้วงจรอุบาทว์  แห่งอาณาจักของเจ้าพ่อ  ผู้มีอิทธิพล  ซึ่งบางครั้งก็ไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม

 

          เงาปีศาจในความงดงาม ภาพลักษณ์ทั่วไป   ของภูเก็ตเมืองแก้ว   จึงซ่อนไว้ซึ่งความโหด  อำมหิตของผู้คนบางประเภททบอยู่เบื้องหลังอย่างซ่อนเร้น   เป็นภาพตัดกันระหว่างความงดงาม  กับความโหดร้ายอำมหิต  เพราะเรื่องของผลประโยชน์  ที่ขัดแย้งกัน  ของเจ้าพ่ออำมหิต

          จึงเป็นที่มา  ของการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน  ที่ต้องมีฝ่ายที่ยืนหยัดอยู่  กับฝ่ายที่ต้องดับดิ้น  สังเวยความโลภและความหลง

          ตำนานเลือดปะทุขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๘   โดยนายปรีดี  สุจริตกุล   ผู้พิพากษา   หัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต สามีของนักร้องแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน “ดาวใจ  ไพจิตร”  พร้อมด้วย โกโหลน พ่อค้าแร่  ผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง  ของจังหวัดภูเก็ต  ได้ขับรถไปดูที่ดิน

          ระหว่างทางได้มีมือปืนกลุ่มหนึ่ง  ยิงใส่รถของคนทั้งสอง  จนรถพังยับเยิน  แล้วพากันหลบหนีไป

          ภายหลังเกิดเหตุระทึกขวัญ  เจ้าหน้าที่ตำรวจ  ได้ไปตรวจที่เกิดเหตุ  และสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์    เพื่อเป็นแนวทาง   จับกุมมือปืนและผู้ จ้างวาน  ที่อยู่เบื้องหลัง  พบศพนายปรีดี  สุจริตกุล  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต   กับพ่อค้าแร่  “โกโหลน”   ถูกกระสุนปืนของคนร้าย   ตายคารถ ๒ ศพ

          ชิงผลประโยชน์กันจึงบรรลัย

          ทางการสืบสวนสอบสวน   ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ   เบื้องต้นสันนิษฐานว่า   การดักสังหาร   จ้าหน้าที่ระดับสูง   ทางด้านนิติธรรมของจังหวัด   กับนักธุรกิจพ่อค้าแร่  โกโหลนนั้นน่าจะมาจากความขัดแย้ง  ทางด้านธุรกิจการค้า  และเหมืองแร่  ที่มีการแย่งชิงผลประโยชน์  พร้อมกับกางบัญชีรายชื่อ  พ่อค้า อิทธิพลรายอื่นๆ  ว่ามีใครเคยมีปัญหาขัดแย้ง   กับโกโหลนผู้ตายบ้าง   ส่วนการยิงเหยื่อครั้งนี้  มุ่งปลิดชีวิตโกโหลนเป็นสำคัญ  โดยไม่ทราบว่า   คนในรถ ที่ถูกยิงเสียชีวิตไปด้วย  คือผู้พิพากษา  หัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต

          จากพยานหลักฐาน   ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมได้  จึงได้มีการจับกุมกลุ่มมือปืน   เมื่อคุมตัวไปสอบสวน   ก็ให้การสารภาและซัดทอดถึง  ผู้จ้างวาน ฆ่าที่บงการอยู่เบื้องหลัง   แล้วสรุปสำนวนส่งอัยการฟ้องร้องต่อศาล   ซึ่งศาลได้พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต   คดีดังกล่าว  จำเลยไม่ประสงค์จะอุทธรณ์  เพราะ ได้สารภาพผิด

          ขณะเดียวกัน  ทางด้านอัยการจังหวัด  ได้ออกหมายจับ  จอมบงการผู้จ้างวานฆ่า   คือ นายโสภณ   กิจประสาน   นักธุรกิจใหญ่   เจ้าพ่อคนหนึ่ง   ของ จังหวัดภูเก็ตและพังงา

 

          รวบมือฆ่ากับจอมบงการ

          การก่ออาชญากรรม   แย่งชิงผลประโยชน์   มือปืนยิงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจังหวัด   และพ่อค้าอิทธิพล  จนตำรวจสามารถจับกุมมือปืนได้  แล้วออกหมายจับ  นายโสภณ  กิจประสาน   อันแสดงถึงความสามารถมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่

          ถึงกับอดีตรัฐมนตรีมหาดไทยในสมัยนั้น  พล.อ.สิทธิ  จิรโรจน์  รัฐมนตรีมหาดไทย  กล่าวชมเชย  และให้กำลังใจต่อการปฏิบัติหน้าที่  ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีส่วนในการคลายปมฆ่าอุกอาจ  ต่อมาตามล่าตัวมือปืนได้ทั้งชุด  ต่างให้การรับสารภาพ  และซัดทอดถึงผู้จ้างวาน

          ครั้นคดีดังกล่าว  เมื่อนำคดีขึ้นสู่ศาลสถิตยุติธรรม  ตัดสินพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต   ส่วนนายโสภณ   กิจประสานซึ่งถูกจับกุมตัว   ตามหมายจับ เพราะมือปืนให้การซัดทอด  ได้ทำเรื่องร้องทุกข์ไปยังกองปราบปราม  ที่มี พล.ต.ต.บุญชู  วังกานนท์  เป็นผู้บังคับการ  และยังทำเรื่องร้องเรียนไปยังอัยการ เขต ๘ กล่าวหาว่าทีมงานตำรวจที่ทำคดี  มือปืนฆ่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลภูเก็ต และโกโหลน  บกพร่องหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่  จับผิดคน และมีการ ซ้อมผู้ต้องหา  เพื่อให้รับสารภาพ

 

          เหตุความพลิกผันของคดี

          เพราะอิทธิพลของนายโสภณ   กิจประสาน   มีอยู่อย่างมากล้น  ประกอบกับมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในส่วนกลาง   จึงได้เกิดแรงกดดัน  ให้มีการทบทวนคดีดังกล่าว  โดยทางตำรวจกองปราบ  ได้ลงไปดูแลคดี  แล้วตั้งแท่นสอบใหม่   ประกอบกับหลักฐานใหม่  ที่อ้างว่าได้ค้นพบ  นำมา ประกอบการทำสำนวนจับกุมขึ้นใหม่

          การดำเนินการเช่นนั้น  จึงเหมือนกับเป็นการมุ่งพลิกคดี  โดยตั้งแท่นขึ้นมาใหม่  หลังจากมีการจับกุมแก๊งมือปืน  และผู้บงการจ้างวานแล้ว

          เหตุการณ์ที่พลิกไปมานี้เอง   ทำให้ พล.ต.ต.สล้าง บุนนาค   นายตำรวจที่เติบโตทางภาคใต้มานาน  หัวหน้าทีมทำคดี  มือปืนฆ่าผู้พิพากษา  หัวหน้าศาล   และนักธุรกิจผู้มีอิทธิพลสูง  ในจังหวัดภูเก็ต  ถูกย้ายจากผู้การตำรวจภูธร เขต ๑๒ เข้ากรม ทำหน้าที่ในตำแหน่ง   ผู้ช่วยผู้บัญชาการการศึกษา   ซึ่งไม่เกี่ยวกับ การสืบสวนสอบสวน  และปราบปรามคดีสำคัญๆ แต่ประการใด  และทีมงานชั้นประทวนหลายคน  ก็ประสบชะตากรรม  ในทำนองเดียวกัน

          คำสั่งย้ายดังกล่าว  เป็นคำสั่งของเลขานุการ รัฐมนตรีมหาดไทย ในยุคนั้น  พร้อมกันนั้นอัยการ เขต ๘ ในขณะนั้น  ก็เสนอไม่ฟ้อง  นายโสภณ   กิจประสานผูซึ่งถูกมือปืนซัดทอดว่า  เป็นผู้จ้างวานให้ลั่นกระสุน  ปลิดชีพโกโหลน  ที่ผู้พิพากษาซึ่งร่วมเดินทางไป ดูที่ดิน ก็ถูกยิงสิ้นชีพไปด้วย

          ข้อเสนอที่ไม่ฟ้องนายโสภณ  กิจประสาน  อ้างว่า  หลักฐานเกี่ยวกับคดี  ที่ได้มาใหม่นั้น  มีเหตุผลแน่นหนาเพียงพอ  ที่จะสั่งไม่ฟ้องได้

          จึงเป็นเรื่องต่อสู้ทางกฎหมาย  ระหว่างเจ้าหน้าที่  ที่เห็นว่าจำเป็นต้องฟ้อง  ผู้จ้างวานฆ่า  กับฝ่ายที่อ้างว่ามีหลักฐานใหม่  ที่จะสั่งไม่ฟ้องได้  แต่แล้วใน ที่สุด  การงัดข้อกัน   ก็หาข้อยุติได้  ด้วยเหตุผลข้อกฎหมาย  ที่ต้องยอมจำนน  สั่งฟ้องผู้ต้องหา  นายโสภณ  กิจประสานตกเป็นจำเลย

 

          ให้ประหารจอมบงการ

          ตั้งแต่การพิจารณาของศาลชั้นต้น  จนถึงศาลอุทธรณ์  และศาลฎีกา  ที่ใช้เวลาในการต่อสู้คดี  ยาวนานนั้น

          ทั้งศาลชั้นต้น   ศาลอุทธรณ์   และศาลฎีกาเป็นที่สุด  มีความเห็นในแนวทางเดียวกันว่า   นายโสภณ   กิจประสาน   มีความผิดจริง   ตามที่ถูกกล่าวหา  จึงพิพากษา  ให้ประหารชีวิต

 

          มันคือ...สำนึกอำมหิต

          ความพลิกผันซับซ้อน  ของคดีเจ้าพ่อ  ผู้มีอิทธิพล  และจ้างวานมือปืน  ปลิดชีพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต  กับเสี่ยนักธุรกิจ  ผู้มากด้วยบารมี อิทธิพล  อีกฝ่ายหนึ่งนี้  อิทธิพลและการเงิน  ของฝ่ายที่ตกเป็นจำเลย  สามารถทำให้รูปคดีพลิกผันไปมา  และเจ้าหน้าที่  ที่เกี่ยวข้องแตกคอกันได้  อย่างไม่ น่าเชื่อ

          ปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้น  ที่จังหวัดภูเก็ต  เมืองแก้ว   แสดงให้เห็นถึงความชั่วร้าย   ของกลุ่มอิทธิพลและมือปืน   คนส่วนหนึ่งที่แฝงตัวอยู่ในความศิวิไลซ์  ของเมืองที่เลื่องชื่อลือชาแห่งนี้

          แสดงให้เห็นว่า  ที่ใดมีการแย่งชิงผลประโยชน์  ทั้งในและนอกกฎหมาย  การเข่นฆ่าทำลายล้างกัน  ภายใต้สำนึกสีดำ   อันมืดบอดและอำมหิต  ย่อม เกิดขึ้นได้เสมอ.


« Back