ี่คดีเพชรซาอุ

 

เพชรซาอุ หรือ บลูไดมอน

 

เป็นคดีใหญ่โต โด่งดังมาก  และยังเป็นปัญหาที่มืดมนมาจนปัจจุบันนี้ เพราะยังไร้ร่องรอย เพชร BLUE DIAMOND ว่า อยู่ที่ไหน? ไม่มีใครไขปริศนานี้ได้

ตัวอย่าง เพชรสีตามธรรมชาติเป็นเพชรหายากกว่าเพชรสีขาวทั่วไป  และสีที่หายากที่สุดคือสีฟ้า
เพชรสีฟ้าสดเม็ดนี้คือ เพชร Hope ที่มีข่าวเล่าลือว่าเป็นเพชรอาถรรพณ์  ใครได้ไปครอบครองก็จะวิบัติหายนะกันมาหลายเจ้าของปัจจุบัน อยู่ที่สถาบันสมิธโซเนียน ในนิวยอร์ก
รูปพรรณของเพชรซาอุ ที่กำลังตามหากัน ยังไม่ทราบรูปพรรณที่แน่ชัด แต่ก็คงหนีไม่พ้นลักษณะใกล้เคียงนี้

คดีดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงเหตุการณ์ ฆาตกรรม สองแม่ลูกศรีธนะขันธุ์ ผมรับราชการอยู่ที่ สภ.อ.เมืองสระบุรี เหตุเกิดที่ อ.แก่งคอย จว.สระบุรี และต่อมาส่งผลให้นายตำรวจใหญ่ ต้องหมดอนาคต รวมทั้งเพื่อนร่วมรุ่นของผม

ตัวละครในเรื่อง ผมคุ้นเคยชื่อเสียง และรู้จักหลายคน นับแต่ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ นายตำรวจที่ดังมากสำหรับพื้นที่ จว.พระนครศรีอยุธยา พล.ต.ท.โสภณ สะวิคามิน เคยเป็นนายที่อยุธยา ที่ผมรับราชการอยู่นาน 12 ปี พ.ต.ท.พันธุ์ศักดิ์ มงคลศิลป์ เพื่อนตำรวจรุ่นเดียวกัน พ.ต.ท.ธานี สีดอกบวบ เพื่อนอบรมหลักสูตร ตร. ด้วยกัน รวมทั้ง นายติ๋ง นิรุต เจ้าของบางกะโลที่กวีวิลล่า อ.สระแก้ว ก็เป็นเพื่อนสมัยมัธยม หลังจากเกิดเหตุในคดีดังกล่าวไม่นาน ผมไปพบนายติ๋ง ที่บังกะโล เข้าพักผ่อนในห้อง ภายหลังจึงทราบว่า เป็นห้องพักห้องที่ สองแม่ลูกถูกนำตัวมาขังไว้ ฯลฯ

ลองมาศึกษาดู

โจรกรรมเพชรหลายร้อยล้าน

แทบไม่น่าเชื่อว่าแรงงานไร้ฝีมือ เรียนจบ ม.3 จากโรงเรียนเล็กๆ ใน อ.เถิน จ.ลำปาง จะเป็นต้นเหตุทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบียที่มีมายาวนาน เมื่อกว่า 30 ปีแล้วคนไทยนิยมหนีความแร้นแค้นไปขุดทองในประเทศซาอุดีอาระเบีย "เกรียงไกร เตชะโม่ง" เด็กหนุ่มจากหมู่บ้านแม่ปะหลวง หมู่ 1 ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น หลังจากเรียนจบ ม.3 ก็ควักเงิน 2 หมื่นบาทให้นายหน้าในจังหวัดส่งตัวไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบีย  เกรียงไกรถูกส่งไปเป็นแรงงานไร้ฝีมือในบริษัทรับจ้างทำความสะอาดแห่งหนึ่ง ที่รับจ้างทำความสะอาดพระราชวังของเจ้าชายไฟซาล บินซาฮัด อับดุลลาซิส กษัตริย์ซาอุฯ ตั้งอยู่ชานเมืองหลวงบนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ ภายในมีอาคารหลายหลัง มีห้องต่างๆ กว่า 100 ห้อง และมีรั้วสูงกว่า 3 เมตร ล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน แทบทุกห้องประดับประดาด้วยอัญมณีมีค่า  

 

 

เพชรนิลจินดา แหวน นาฬิกา วางเกลื่อนกลาดตามตู้โชว์ โต๊ะแต่งตัว แม้แต่ตู้เซฟก็มีกุญแจเสียบคาไว้ เพราะซาอุฯ เป็นประเทศมุสลิมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด มีการลงโทษผู้ทำผิดรุนแรง คดีอาชญากรรมโดยเฉพาะลักทรัพย์จึงไม่มีให้เห็น แต่สำหรับเกรียงไกรแล้วความหละหลวมที่ว่านี้เปิดโอกาสให้เขาลงมือลักทรัพย์สินของกษัตริย์ซาอุฯ ได้โดยง่าย

 

เกรียงไกรฉวยโอกาสขณะกษัตริย์ไฟซาลและมเหสีแปรพระราชฐานไปพักผ่อนในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเดือนธันวาคม 2532 เป็นเวลา 15 วัน พระราชวังจึงปลอดคน มีเพียงแม่บ้านคอยทำหน้าที่เปิดปิดประตูอาคารในพระราชวังเท่านั้น  ระหว่างนี้บริษัทรับจ้างทำความสะอาดที่เกรียงไกรทำงานอยู่ ถูกเรียกเข้าไปทำความสะอาดพอดี เขาเข้าไปทำงานกับเพื่อนแรงงานชาวไทย 4-5 คน ชาวฟิลิปปินส์และศรีลังกาอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีหัวหน้างานชาวฟิลิปปินส์คอยควบคุมการเซ็นชื่อเบิกเงินค่าแรงทุกเช้า-เย็น และมีรถรับ-ส่งเป็นประจำทุกวัน   เกรียงไกรดูลาดเลาอยู่ 2 วันเต็ม เช้าวันที่สาม จึงนำกระสอบปุ๋ยติดตัวไปด้วย โดยออกอุบายขออนุญาตหัวหน้างานเดินทางไป-กลับเอง พร้อมทั้งขอเซ็นชื่อในสมุดบันทึกการทำงานเช้า-เย็นในคราวเดียว ทุกวันหลังเลิกงาน แทนที่จะกลับที่พักเกรียงไกรกลับซุกตัวอยู่ในพระราชวัง เพื่อหาโอกาสหยิบฉวยอัญมณีและทรัพย์สินมีค่า โดยซุกตัวอยู่ในพระราชวังนานถึง 7 คืน เลือกหยิบเพชรและเครื่องประดับใส่กระสอบปุ๋ยจนเต็ม แล้วเหวี่ยงออกนอกกำแพงนำกลับที่พัก 

                         

 

ก่อนหน้านี้เกรียงไกรทำงานอยู่ที่ซาอุฯ นานถึง 7 ปี ทำให้เดินทางไปไหนมาไหนได้ตามลำพัง รู้ทางหนีทีไล่ รวมทั้งจุดอ่อนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และคุ้นเคยกับวิธีส่งสิ่งของกลับประเทศไทย ด้วยบริการขนส่งพัสดุทางอากาศ  เกรียงไกรบรรจุอัญมณีลงกล่องกระดาษปะปนกับเสื้อผ้าและเครื่องใช้ส่วนตัว โดยไว้ด้านล่างทั้งหมด 4 กล่อง น้ำหนักรวมประมาณ 90 กิโลกรัม โดยไม่พิถีพิถันในการบรรจุ จ่าหน้าซองด้วยลายมือขยุกขยิก เพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจของเจ้าหน้าที่  ก่อนที่กษัตริย์ซาอุฯ จะเสด็จกลับพระราชวัง เกรียงไกรก็หนีกลับประเทศไทยก่อนแล้ว ทั้งที่เหลือเวลาทำงานตามสัญญาอีก 2 เดือน เมื่อถึงดอนเมืองก็ไปติดต่อรับพัสดุทางอากาศที่ส่งมาก่อนล่วงหน้า โดยจ่ายเงินไป 7,000 บาทแลกกับความสะดวกในการนำกล่องออกจากสนามบิน  เกรียงไกรไม่มีความรู้เรื่องอัญมณี รู้เพียงว่าหากเป็นเพชรจริงจะแข็ง จึงตรวจสอบโดยใช้ของแข็งทุบ เม็ดไหนไม่แตกก็นำไปขายให้แหล่งรับซื้อใน จ.ลำปาง ในราคาถูกๆ ได้เงินสดมาประมาณ 5 ล้านบาท แต่ขายยังไม่ทันหมดความก็มาแตกเสียก่อน เมื่อกษัตริย์ไฟซาลทรงทราบว่าทรัพย์สินภายในพระราชวังหายไป ทางการซาอุดีอาระเบียเรียกบริษัทรับทำความสะอาดพระราชวังมาสอบสวน กระทั่งทราบว่าหัวขโมยคือ "เกรียงไกร เตชะโม่ง" แรงงานชาวไทยที่หนีกลับประเทศแล้ว จึงประสานให้ทางการไทยส่งตัวไปรับโทษ และทวงคืนอัญมณีทั้งหมดที่แรงงานไทยรายนี้ขโมยมา โดยในช่วงนั้นซาอุฯ ห้ามไม่ให้คนในประเทศเดินทางมาไทย และเข้มงวดแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศของเขา  เกรียงไกรทราบเรื่องการถูกตามล่าจากเพื่อนแรงงานที่ข่มขู่ขอส่วนแบ่ง เขาจึงมอบอัญมณีให้ไปส่วนหนึ่งปิดปาก ก่อนจะหนีเข้าป่าด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก เข้าพม่า ด้วยความเสียดายทรัพย์สินเขาจึงนำใส่ถุงพลาสติกแล้วฝังดินไว้ใกล้ๆ บ้าน พร้อมทั้งพกยาไซยาไนต์ติดตัวไว้ฆ่าตัวตายหากจนมุมตำรวจ โดยระยะแรกที่เข้าป่ามีลูกหาบติดตามดูแล แต่นานวันเข้าผู้ติดตามทนความลำบากไม่ไหวก็แยกตัวออกมา  พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น สั่งการให้ พล.ต.ต.ชลอ เกิดเทศ รอง ผบช.ก. เจ้าของฉายา "สิงห์เหนือ" ซึ่งกำกับดูแลกองปราบปราม จัดทีมไล่ล่าเกรียงไกรโดยมี พ.ต.ท.เจษฎากร นะภีตภัทร และ ร.ต.อ.จีรวัฒน์ แท่งทอง (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) เป็นกำลังสำคัญ  หนึ่งเดือนต่อมาเกรียงไกรก็ถูกจับภายในโรงแรมเล็กๆ ใน อ.แม่สอด ที่เขาเช่าพักอยู่กับหญิงรายหนึ่ง แต่ทางการไทยไม่ได้ส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ เพราะเห็นว่าโทษที่จะได้รับคือประหารชีวิต ซึ่งเป็นโทษที่สูงเกินไป  เกรียงไกรถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน ระวางโทษจำคุก 1-7 ปี เขาให้การรับสารภาพศาลจึงลดโทษ และติดคุกจริงไม่ถึง 5 ปี จากวันนั้นถึงวันนี้เกรียงไกรได้รับอิสรภาพมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่สัมพันธภาพระหว่างไทยกับซาอุฯ ถึงจุดต่ำสุด และยิ่งตอกย้ำเมื่อ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ รมว.ต่างประเทศ ไปเยือนซาอุฯ เพื่อฟื้นสัมพันธ์ แต่ต้องผิดหวังเพราะซาอุฯ กล่าวหาว่าไทยเอาเพชรปลอมไปคืนแถมคืนให้ไม่ครบ โดยเฉพาะ "บลูไดมอนด์" เพชรประจำราชวงศ์ก็ยังไม่ได้คืน   ปฏิบัติการติดตาม "บลูไดมอนด์" ในไทยจึงเกิดขึ้น โดยนายโมฮัมหมัด ซาอิค โคจา อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ถึงกับว่าจ้างชุดสืบสวนพิเศษแกะรอยตามหาเพชรอย่างลับๆ ควบคู่ไปกับการทำงานของตำรวจยุคที่มี พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ เป็นอธิบดี  เกรียงไกรให้การในทำนองว่าบลูไดมอนด์น่าจะอยู่ในมือของ "สันติ ศรีธนะขัณฑ์" เจ้าของร้านเพชรสันติมณี ย่านเจริญกรุง จนกลายเป็นที่มาของคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์ และเป็นการปิดตำนาน 2 ตำรวจมือปราบ เจ้าของฉายาสิงห์เหนือและเสือใต้  ชีวิตหลังพ้นโทษของ "เกรียงไกร เตชะโม่ง" ไม่แตกต่างจากอดีตนักโทษคนอื่นๆ เขาไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับของสังคม และขาดความมั่นใจในการเผชิญชีวิตนอกห้องขัง  หลังพ้นโทษไม่นานเกรียงไกรเปลี่ยนไปใช้นามสกุลอื่น อาศัยอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆ ใน อ.เถิน จ.ลำปาง กับภรรยา ส่วนลูกชายเข้ามาขายแรงงานใน กทม.นานๆ จึงกลับไปเยี่ยมสักครั้ง สองสามีภรรยาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและปฏิเสธที่จะรื้อฟื้นความทรงจำหนหลัง  "ณรงค์ อินต๊ะพันธ์" นายก อบต.แม่ปะ ซึ่งคุ้นเคยกับเกรียงไกรดีบอกกับ "คม ชัด ลึก" ว่าแม้จะพ้นโทษมานานแล้ว แต่เกรียงไกรยังคงเก็บตัวอยู่เฉพาะภายในบ้านพัก ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่ทุกครั้งที่หมู่บ้านมีงานก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกวันนี้เกรียงไกรมีรถกระบะเก่าๆ อยู่ 1 คัน วิ่งรับจ้างขนทรายไปส่งตามสถานที่ก่อสร้าง นอกจากทำนาในที่ดินของตัวเองที่มีอยู่ประมาณ 10 ไร่ ฐานะพอกินพอใช้ หาเช้ากินค่ำ ไม่แตกต่างจากชาวบ้านแม่ปะหลวงรายอื่นๆ  "เขาไม่สนทนากับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะกับนักข่าวหากพบหน้าจะเดินหนีทันที เคยถามเขาเหมือนกันว่าหนีหน้าคนอื่นทำไม เขาบอกว่าไม่อยากคุยด้วยเพราะนักข่าวชอบถามแต่เรื่องเดิมๆ ที่ตัวเขาอยากลืม"

 

ในช่วงที่ทำการสืบสวนการโจรกรรมเพชรซาอุฯภาคสอง พล.ต.ต.อังกูร ผู้เขียนทำหน้าที่รับ-ส่งตัวนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ซึ่งต้องโทษตามคำพิพากษาอยู่ที่เรือนจำจังหวัดอยุธยา ใกล้จะพ้นโทษ (นายเกรียงไกร ถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน ระวางโทษ 1 ถึง 7 ปี ศาลยกโทษขึ้นมาในอัตราสูงสุด แต่นายเกรียงไกรรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง) ตอนเช้าประมาณ 09.00 น. จะไปรับตัวนายเกรียงไกรที่เรือนจำอยุธยา แล้วพาตัวไปสอบสวนที่ บชก. ถนนอังรีดูนังส์ กทม. โดยมี จนท.ราชทัณฑ์คุมตัวมาด้วย ผมมีโอกาสใกล้ชิดนายเกรียงไกร นั่งติดกันในรถช่วงที่เดินทางประมาณ 4-5 วัน เรื่องรายละเอียดต่างๆเล่าสู่กันฟัง ไม่มีผลทางคดีเพราะคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว


ลักษณะของนายเกรียงไกรเป็นคนบุคลิกหลุกหลิก ไม่นิ่ง เหมือนหวาดระแวงตลอดเวลา นัยน์ตาล่อกแล่ก ความรู้สึกไว ตอบสนองทันทีเมื่อมีเสียงเรียก เหมือนคนไม่เคยไว้ใจใคร การพูดจาลักษณะใช้ความคิด คือคิดคำนึงก่อนพูด เชื่อถือไม่ค่อยได้ ที่นิ้วกลางมือซ้ายฝังแม่เหล็กไว้ในนิ้วเพื่อใช้ในการต้มตุ๋นในการเล่นการพนันไฮโลบ่งบอกว่าเขาเป็นอาชญากรตัวยง


 

นายเกรียงไกรเดินทางเข้าไปขายแรงงานในประเทศซาอุฯ เช่นเดียวกับผู้ขายแรงงานอื่นๆ เป็นพวก Unskill Labour( แรงงานไร้ฝีมือ) ทำงานอยู่ในบริษัทรับทำความสะอาดแห่งหนึ่งในซาอุฯ ซึ่งในบริษัทดังกล่าวนี้มีคนไทยอยู่ประมาณ 4-5 คน แล้วยังมีคนฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ร่วมทำงานในบริษัทเดียวกัน

ช่วงเกิดเหตุ บริษัทรับทำความสะอาดที่นายเกรียงไกรทำงาน ได้ไปรับจ้างทำความสะอาดวังของกษัตริย์ไฟซาล บินซาฮัด อับดุลลาซีส วังดังกล่าวอยู่นอกเมือง เนื้อที่วังประมาณ 10 ไร่เศษ ภายในมีอาคารหลายหลัง เป็นที่ประทับของกษัตริย์ มเหสี มีห้องรับแขก ห้องรับรอง นับได้เป็นร้อยห้อง ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงประมาณ 3 เมตรทั้งสี่ด้าน ในช่วงที่บริษัทรับจ้างทำความสะอาดนั้น กษัตริย์ไฟซาล และมเหสี แปรพระราชฐานไปพักร้อนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนประมาณ 15 วัน ในวังดังกล่าวจะมีเพียงแม่บ้านคนดูแลความเรียบร้อยประจำตึก คอยเปิดกุญแจตึกและตู้เก็บของให้คนงานทำความสะอาด และการทำความสะอาดดังกล่าวนี้ คนงานทุกคนจะเดินทางไปทำงานโดยรถปิคอัพของบริษัท เช้าไปส่งเย็นรับกลับ มีการเซ็นชื่อเข้าทำงานและเซ็นกลับเพื่อเป็นการเช็คสอบว่าใครมาทำงานบ้าง ใครไม่มาบ้าง จะได้คิดค่าจ้างแรงงานได้ถูก หัวหน้าคนงานที่ถือสมุดคุมรายชื่อคนทำงานเป็นชาวฟิลิปปินส์
  


สิ่งที่ควรทราบคือ ประเทศซาอุเป็นประเทศมุสลิม จะไม่เลี้ยงสุนัข และเป็นประเทศที่กฎหมายแรงมาก คดีลักทรัพย์จะไม่ค่อยมี เพราะกฎหมายลงโทษหนักและทารุณ เช่น คดีลักทรัพย์ ผู้กระทำผิดจะต้องถูกตัดมือ การลงโทษที่รุนแรงทำให้คดีลักทรัพย์ไม่ค่อยเกิด แต่ในสายตานายเกรียงไกรกลับมองเห็นว่า มันเป็นเรื่องล่อใจเสียเหลือเกิน

นายเกรียงไกรเป็นคนฉลาดแกมโกง ไปทำงานครั้งแรกที่วังดังกล่าวก็เห็นช่องทางโจรกรรม เพราะมองเห็นเพชรนิลจินดาอัญมณีของมีค่า แหวน นาฬิกา วางเกลื่อนกลาด ตามตู้โชว์โต๊ะแต่งตัว แม้แต่ตู้เซฟก็ยังมีกุญแจเสียบคาทิ้งไว้ ไม่มีการล๊อค

การลงชื่อทำงานและลงชื่อกลับในเวลาเดียวกัน (เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกรียงไกรโจรกรรมทรัพย์สินในวังได้สำเร็จ)

ตอนเช้าคนงานผู้ใดจะไปทำงานต้องลงชื่อในบัญชีการทำงานที่ผู้ควบคุม ผู้ควบคุมเป็นชาวฟิลลิปปินส์จะเดินทางไปส่งคนงานที่วังและรับคนงานกลับทุกครั้ง นายเกรียงไกรมองเห็นช่องทาง คือมีคนงานฟิลิปปินส์บางคน“อู้งาน” ขอกลับก่อนที่รถของบริษัทยังไม่มารับกลับ โดยรู้กับคนควบคุมเซ็นชื่อมาทำงานพร้อมเซ็นกลับไว้พร้อมกัน ทำงานไปได้สักพักก็โดดงานหนี แต่หลักฐานแสดงว่ามีการทำงานตามปกติ เวลาเดียวกันนายเกรียงไกรก็พบว่าแม่บ้านที่มาเปิดบ้านให้ทำความสะอาด บางวันก็ไม่ได้มาปิด มาเช็คห้อง บางวันก็ไม่มาเลย เพราะเจ้านายไม่อยู่ และคิดว่าคงไม่มีใครกล้าลองดี

นายเกรียงไกรดูลาดเลา 2 วัน วันที่ 3 นำกระสอบปุ๋ยติดตัวไปด้วย

เที่ยงของวันที่สองที่นายเกรียงไกรเข้าไปทำความสะอาดที่วังแห่งนี้ ก็เริ่มวางแผนทันที โดยในวันที่สามนายเกรียงไกรเริ่มนำกระสอบแบบกระสอบปุ๋ย ทบห่อให้เล็กติดตัวไปโดยไม่ให้ใครรู้ แล้วก็เซ็นชื่อไปทำงานพร้อมเซ็นชื่อกลับไว้ในสมุดหัวหน้างาน พร้อมกับบอกหัวหน้าว่าจะขอเดินทางมาทำงานเองและกลับเอง ดังนั้นทุกวันนายเกรียงไกรก็จะมาทำงาน โดยโผล่เข้ามาทางไหนไม่มีใครรู้ เพราะตึกมีหลายหลัง หลายทางเข้าออก ทุกเช้าก็จะมาเซ็นชื่อทำงานพร้อมกับเซ็นชื่อกลับไว้ด้วยในเวลาเดียวกัน

แต่ในความเป็นจริงแล้วนายเกรียงไกรมิได้เดินทางออกจากวังไปไหนเลย พอหมดเวลาทำงานแต่ละวันก็จะซุกตัวอยู่ในห้องในบริเวณตึกที่เห็นว่ามิดชิดไม่มีการตรวจสอบ พอคนงานกลับหมด แม่บ้านไปแล้ว นายเกรียงไกรก็ออกจากที่ซ่อนเที่ยวค้นหาของมีค่า โดยใช้เวลาเก็บของมีค่าทั้งสิ้น 7 คืน (7 ครั้ง) และแล้วของมีค่าทั้งหมดถูกรวบรวมใส่ถุงปุ๋ย เหวี่ยงออกนอกกำแพงในเวลากลางคืน แล้วนายเกรียงไกรปีนกำแพงวังออกมา นำของมีค่ากลับที่พัก

ประเด็นเรื่องของมีค่านั้นจริงหรือเก๊ เกิดได้หลายทาง 1. นายเกรียงไกรเก็บของมีค่าตามตู้โชว์ ตามลิ้นชัก ตามตู้เซฟที่กุญแจตู้เซฟคาไว้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าที่มาของสิ่งของในตู้โชว์ อาจจะเป็นของสวยๆงามๆมีของไม่แท้บ้างก็ได้

ตอนที่ตำรวจติดตามเอาสิ่งของที่ถูกโจรกรรมกลับคืนจากแหล่งรับซื้อ มีร้านรับซื้อบางรายรู้ว่าสิ่งของที่ตนรับชื้อไว้เป็นของที่ถูกโจรกรรม ก็รีบนำเอาไปคืนเจ้าหน้าที่ เวลาคืนก็ต้องการคืนให้ครบ แต่อาจจะมีบางชิ้น บางส่วน แกะของจริงเอาไปขาย หาคืนแบบทันทีทันใดไม่ได้ ก็หาของปลอมยัดไส้เข้าไป ก็อาจจะเป็นได้ ส่วนของมีค่าที่ส่งคืนไม่ครบนั้น จนบัดนี้ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอยู่ที่ใคร?

 

นายเกรียงไกรเคยทำงานอยู่ซาอุมาเป็นเวลา 7 ปี รู้ลู่ทาง ทางหนีทีไล่ จุดอ่อน จุดแข็ง ของการปฏิบัติงานของ จนท.ในประเทศซาอุฯ ถนนหนทางต่างๆสามารถเดินทางไปไหน มาไหนคนเดียวคล่องแคล่ว และคุ้นเคยกับการส่งของกลับเมืองไทยโดยการบรรจุหีบห่อ เคยส่งของกลับเมืองไทยมาก่อนแล้วหลายครั้ง

บรรจุอัญมณีลงกล่องกระดาษ 4 กล่อง คราวนี้ก็เช่นกัน สิ่งของมีค่าที่หยิบฉวยมาจากวังกษัตริย์ไฟซาลถูกลำเลียงใส่กล่องกระดาษแข็ง ผสมเสื้อผ้าของใช้ปะปนไป โดยของใช้ที่ไม่ค่อยมีค่าอยู่ด้านบน หีบห่อก็ไม่ได้ทำให้สวยงาม การเขียนจ่าหน้าก็เขียนด้วยลายมือเหมือนคนไม่มีการศึกษา จำนวน 4 กล่อง การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้อง ประเมินสถานการณ์ผิด สิ่งของบรรจุหีบห่อ 4 หีบ น้ำหนักรวม 90 กก. ไม่ได้หมายความว่าเครื่องเพชรอัญมณีหนักถึง 90 กก. แต่เป็นน้ำหนักรวม เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ประมาณการว่าน่าจะเป็นอัญมณีครึ่งๆ น่าจะใกล้เคียงความจริง นายเกรียงไกรเป็นคนฉลาดรู้ว่ากษัตริย์ไฟซาล จะเสด็จกลับวังภายใน 15 วัน ฉะนั้นก่อนครบกำหนดที่เจ้าชายไฟซาลจะเสด็จกลับวัง นายเกรียงไกรก็เดินทางกลับเมืองไทย โดยส่งสิ่งของทางพัสดุภัณฑ์ทางอากาศไปก่อน นายเกรียงไกรเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาทำงานที่ซาอุถึง 2 เดือน

ติดต่อรับของพัสดุภัณฑ์ทางอากาศ

เมื่อนายเกรียงไกรเดินทางถึง กทม.แล้ว ก็ไปติดต่อรับสิ่งของพัสดุภัณฑ์จากศุลกากร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่นายเกรียงไกรเคยทำในลักษณะนี้มาหลายครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ศุลกากรของไทย ก็เคยตรวจของนายเกรียงไกรมาก่อนแล้ว ซึ่งส่วนมากคนไปทำงานตะวันออกกลางมักจะนำสิ่งของที่ตนใช้อยู่ที่ต่างประเทศกลับติดตัวมา ไม่ค่อยมีราคาค่างวด มีการเสียเงินใต้โต๊ะกันบ้างเล็กๆน้อยๆ กล่องหรือหีบห่อละ 7 พันบาท ส่วนคราวนี้นายเกรียงไกรบอกว่ารู้สึกเสียวๆเหมือนกัน เจ้าหน้าที่ศุลกากรสุ่มเปิด 1 กล่องโดยเอามือหยิบสิ่งของที่อยู่ตอนบนๆขึ้นมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้า ถ้าหากล้วงลึกลงไปอีกฝ่ามือเดียวก็จะถึงอัญมณีทันที นายเกรียงไกรจ่ายค่าผ่านด่านศุลกากร คิดราคาแบบเหมาจ่าย สิ่งของต่างๆรวม 4กล่องกระดาษจ่ายเพียง 7 พันบาท

 

  กษัตริย์ไฟซาลเสด็จกลับ ทางด้านกษัตริย์ไฟซาลกลับจากพักร้อนมาที่วัง ก็ยังไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติ เพราะข้าวของมีค่ามีจำนวนมาก และการหยิบฉวยของนายเกรียงไกร เลือกหยิบบางชิ้นไม่ให้ผิดปกติ
นาฬิกาที่ใช้ดูทิศเวลาละหมาด
กรรมย่อมเห็นผลทันตา กษัตริย์ไฟซาลเมื่อเสด็จกลับมาถึงวังก็จะทำพิธีละหมาด การละหมาดของกษัตริย์เคร่งครัดมากคือการเลือกทิศ ซึ่งจะต้องหันหน้าไปทาง “ไบตุ้ลเลาะห์” หรือตรงตำแหน่งที่ประดิษฐ์สถานหินศักดิ์สิทธิ์ (กะบ้า) การบอกทิศที่ถูกต้องจำเป็นต้องใช้นาฬิกาเรือนหนึ่งซึ่งมิตรกษัตริย์อีกเมืองหนึ่งประทานมา โดยนาฬิกาเรือนดังกล่าวมีเข็มชี้บอกทิศทางที่นั่งทำพิธีละหมาด กษัตริย์ไฟซาลหานาฬิกาเรือนดังกล่าวไม่พบ จึงเกิดเอะใจตรวจดูทรัพย์สินอย่างอื่นที่มีค่า พบว่าเพชรอัญมณีหายไป
เรียกบริษัททำความสะอาดสอบ การตรวจสอบการสอบสวนเกิดขึ้น บริษัทที่รับจ้างทำความสะอาดถูกเรียกตัวสอบ พนักงานทำความสะอาดทุกคนถูกสอบสวนครียดอย่างละเอียดหลายวัน การตรวจค้นตัว ค้นที่พักมีการกระทำโดยถี่ถ้วน คนงานทุกคนถูกกักตัวไว้สอบหลายวัน


คนงานไทยที่ทำงานอยู่ซาอุฯรู้เรื่องคาดการณ์ถูกมีคนงานไทยคนหนึ่งที่ทำงานและพักด้วยกันกับนายเกรียงไกรถูกสอบสวน คนงานไทยผู้นี้รู้ทันทีว่านายเกรียงไกรต้องเป็นคนร้ายแน่ ทันทีที่ทางการซาอุฯปล่อยตัวออกมาคนงานผู้นี้ก็รีบเดินทางกลับประเทศไทยแล้วตรงไปหานายเกรียงไกรทันที

คนงานไทย Blackmail การ Black mail เกิดขึ้น คนงานดังกล่าวถึงตัวนายเกรียงไกรก่อนทางการไทยจะได้ข่าว คนงานดังกล่าวขู่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จับตัวนายเกรียงไกรส่งไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ ของมีค่าที่นายเกรียงไกรโจรกรรมมาจึงถูกแบ่งให้นัก Black mail นี้ไปบางส่วนทันที นายเกรียงไกรรู้ทันทีว่าภัยจะมาถึงตัว แต่ยังใจเย็น เพราะทางการไทยยังไม่รู้ เพชรอัญมณีของมีค่า ถูกลำเลียงขายไปที่แหล่งรับซื้อที่ลำปาง ทั้งคนขายและคนรับซื้อก็ไม่เคยเห็นของมีค่าชนิดใหญ่ๆ โตๆเช่นนี้มาก่อน แยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นของจริงหรือของปลอม ทำนองไก่ได้พลอย ตัวอย่าง สร้อยเพชร 1 เส้นมีเพชรหลายเม็ด น้ำหนักเพชรรวม 15 กะรัต นายเกรียงไกรขายไปเพียง 500 บาท คนรับซื้อที่ลำปางนำไปขายต่อที่ จ.พิษณุโลก คนรับซื้อของที่ จ.พิษณุโลกตาถึง นำไปขายร้านเพชรแถวหัวเม็ด (เยาวราช)ได้ราคาถึง 7 ล้านบาท    ดูเพชรไม่เป็น ใช้ของแข็งทุบเป็นการพิสูจน์ 

น่าสงสารนายเกรียงไกรมากที่ไม่มีปัญญาดูเพชร แต่พอมีความรู้อยู่บ้างว่าเพชรมีความแข็งแกร่งกว่าโลหะใด นายเกรียงไกรจึงเอาค้อนบ้าง ก้อนหินบ้าง ทุบที่อัญมณี เม็ดไหนทุบไม่แตกก็เชื่อว่าเป็นเพชร เก็บไปขาย พวกตัวเรือน เครื่องประดับที่เป็นโลหะ ถูกเอามาทุบรวมกันแล้วนำไปขายตามน้ำหนัก ราคาถูกๆ ได้เงินสดไป 5 ล้านบาท แบ่งนำฝากบัญชีไว้ในชื่อพ่อ ชื่อแม่ 1.3 ล้านบาท หลบหนีขอตายไม่ยอมถูกจับของมีค่าถูกลำเลียงมาทุบขายไม่ทันหมด ข่าวเรื่องการติดตามจับกุมมาถึงเมืองไทย ประกอบกับถูกเพื่อนขู่ว่า เมื่อถูกส่งดำเนินคดีที่ซาอุฯ ต้องถูกแขวนคอแน่ นายเกรียงไกรร่ำลาพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ขอไปตายดาบหน้า พร้อมหาซื้อไซยาไน้ทติดตัวไปด้วย ระหว่างหนีถ้าจวนตัวเห็นว่าจะถูกจับกุมจะกินไซยาไน้ทฆ่าตัวตายทันที

เพชรส่วนหนึ่งฝังดิน
ถึงแม้จะจวนตัว นายเกรียงไกรก็ยังเป็นห่วงทรัพย์สิน โดยรวบรวมของมีค่าใส่ถุงพลาสติกแล้วฝังดินโดยไม่ให้ใครรู้จะเป็นฝ่ายติดต่อกลับญาติพี่น้องเป็นห่วงแต่นายกรียงไกรบอกว่าสามารถเอาตัวรอดได้ และบอกด้วยว่าหากจำเป็นหรือเดือดร้อน จะเป็นผู้ติดต่อมาหาญาติเองญาติๆไม่ต้องติดต่อไปหาเขาเดินป่าตอนแรกๆ มีลูกหาบนายเกรียงไกรมุ่งหน้าเดินป่าไปทาง อ.แม่สอด มุ่งเข้าสู่แดนพม่า ขั้นแรกมีคนตามไปดูแลด้วย เป็นคาราวาน พอนานๆเข้าคนที่ติดตามทนลำบากไม่ไหวหนีกลับหมด


ทีมล่านำโดย พล.ต.ต.ชลอ เกิดเทศ พ.ต.ท.เจษฎากร นะภีตภัทร ร.ต.อ.จีรวัฒน์ แท่งทอง และลูกน้องซึ่งเป็นตำรวจกองปราบอีกหลายคน แบ่งกำลังติดตามเป็น 5 สาย ญาติพี่น้องนายเกรียงไกร ถูกเรียกมาสอบสวนทั้งหมด ข้อมูลเกี่ยวกับนายเกรียงไกร ถูกคายออกมา ไม่มีใครรู้ว่านายเกรียงไกรหลบหนีไปที่ใด แต่ที่รู้แน่ๆคือนายเกรียงไกรไม่ยอมให้จับเป็น ไม่ได้หมายว่าจะต่อสู้ แต่จะชิงกินยาฆ่าตัวตายก่อนถูกจับ

แบ่งกำลัง 5 สายกำลังทั้ง 5 สายถูกสั่งให้ออกล่าสกัดกั้นการหลบหนี ใช้เวลาอยูประมาณ 1 เดือนก็สามารถจับกุมผู้ร่วมมือ ผู้ที่ช่วยจำหน่ายทรัพย์ ช่วยพาหลบหนีได้ 3 คน ถูกแจ้งข้อหาร่วมลักทรัพย์หรือรับของโจรกำลังส่วนหนึ่งติดตามหาทรัพย์สินที่นายเกรียงไกรขาย จากนายเกรียงไกรไปยังพ่อค้าทองที่ลำปาง จากลำปางไปยังพ่อค้าทองที่ จ.พิษณุโลก จากพิษณุโลกสู่ร้านค้าเพชร “สันติมณี” ถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ กทม. ของนายสันติ-นางดาราวดี ศรีธนขันธ์ ทีมล่าหาตัวติดตามหานายเกรียงไกรอย่างไม่ลดละ ต้องปีนเขาข้ามป่าข้ามทุ่ง แต่ไม่พบร่องรอย จึงต้องกลับมาวิเคราะห์แผนใหม่ ว่านายเกรียงไกรไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในป่าได้อย่างแน่นอน เพราะนายเกรียงไกรชอบความสะดวกสบาย และจากการสืบเสาะข้อมูลทราบว่า นายเกรียงไกรชอบผู้หญิงมาก ดังนั้นการที่จะหลบอยู่ในป่าคงอยู่นานไม่ได้
 ชุดที่1 เฝ้าการเคลื่อนไหวของญาติ กำลังส่วนหนึ่งถูกวางซุ่มดูความเคลื่อนไหวของญาติ ในช่วงเกิดเหตุนั้นระบบการสื่อสารไม่เจริญเหมือนปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือไม่มี การติดต่อสื่อสารจะใช้จดหมายกับโทรเลข เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ในเขตพื้นที่ ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง ถูกประสานให้ร่วมมือทันที เวลาล่วงเลยเป็นเดือน ไม่มีจดหมายติดต่อไปยังพ่อแม่ พี่น้องของนายเกรียงไกรเลย มีแต่จดหมายถึงกำนันประมาณ 2 ครั้งล็อคกำนัน จม.ถึงกำนัน ล็อคทันที ชุดสืบสวนใช้ไหวพริบ เรียกกำนันไปสอบสวนขอดูจดหมาย ปรากฏว่าเป็นจดหมายของนายเกรียงไกรเขียนถึงพ่อแม่ ให้ธนาณัติส่งเงินไปให้ระบุชื่อผู้รับเป็นผู้หญิงอยู่ที่แม่สอดจ.ตากผู้หญิงที่นายเกรียงไกรบอกให้ส่งเงินไปให้ต้องมีความเชื่อมโยงกับนายเกรียงไกร การติดตามหาตัวหญิงผู้ที่จะรับธนาณัติเริ่มต้นขึ้น ทีมงานสืบสวนเดาไว้ก่อนแล้วว่าจะต้องเป็นหญิงขายบริการ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ชุดสืบสวนได้ตรวจสอบตามซ่องโสเภณีที่แม่สอดทุกแห่ง พบหญิงดังกล่าวและถูกดึงตัวมาสอบอย่างลับๆ รู้ที่พักของนายเกรียงไกรว่าอยู่ที่โรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งในแม่สอด

การวางแผนจับกุมนายเกรียงไกรต้องรอบคอบรัดกุม ไม่ใช่กลัวจะต่อสู้หรือหลบหนี แต่ต้องคิดให้รอบคอบว่าทำอย่างไรจึงจะจับตัวได้เป็นๆ ป้องกันไม่ให้ดื่มยาฆ่าตัวตาย วางแผนเสร็จเรียบร้อย ตำรวจนอกเครื่องแบบนำโดย พ.ต.ท.เจษฎากร นะภีตภัทรกับพวก ให้หญิงแฟนนายเกรียงไกรนำหน้าเคาะประตูห้องพักโรงแรม ตำรวจต้องหลบตัวต่ำและอยู่ห่างๆเพราะประตูห้องพักมีกล้องตาแมวมองจากด้านในออกมาได้ เมื่อสิ้นเสียงเคาะประตูสักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงถอดกลอนประตูดังแกร๊ก ชุดปฏิบัติงานรู้หน้าที่เริ่มปฏิบัติการทันที คนหนึ่งที่ร่างใหญ่กระแทกประตู ปรากฏว่าติดโซ่ แต่ตำรวจเตรียมการณ์ไว้ก่อนแล้ว คือเพิ่มแรงกระแทกเต็มที่ หมุดที่ยึดโซ่ขาด ประตูเปิดออก พ.ต.ท.เจษฎากรพุ่งหลาวบกเข้าใส่ร่างคนซึ่งมีอยู่คนเดียว จะเป็นใครไม่ได้นอกจากนายเกรียงไกรมือข้างหนึ่งของ พ.ต.ท.เจษฎากรปิดปากนายเกรียงไกร อีกมือหนึ่งคว้าจับแขนเกรียงไกรไว้ และเป็นจริงตามคาด ยาชนิดหนึ่งไม่ได้พิสูจน์ทราบเป็นยาอะไร อยู่ในมือขวาของนายเกรียงไกร แต่ถูก พ.ต.ท.เจษฎากรจับไว้ได้ ตำรวจอื่นๆมาช่วย จับกุมนายเกรียงไกรได้สำเร็จ นายเกรียงไกรถูกดำเนินคดีในประเทศไทยในข้อหาลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน นายเกรียงไกรรับสารภาพ ศาลได้พิพากษาตัดสินจำคุก คดีถึงที่สุดและปัจจุบันพ้นโทษแล้ว

 หลังจากนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ชาว จ.ลำปาง ขโมยเพชรจากพระราชวังของกษัตริย์ซาอุดีอาระเบียหนีกลับประเทศไทย รัฐบาลไทยถูกทางการซาอุดีอาระเบียกดดันอย่างหนัก ทั้งการขอให้ส่งนายเกรียงไกรกลับไปรับโทษในประเทศซาอุฯ รวมทั้งการติดตามเพชร "บลูไดมอนด์" เพชรประจำราชวงศ์ ที่กษัตริย์ไฟซาลต้องการคืนมากที่สุด  

และด้วยเพชรเม็ดนี้นี่เองที่นำมาสู่การปิดฉากชีวิตราชการของ 2 ตำรวจมือปราบชื่อดังอย่าง พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ เจ้าของฉายา "สิงห์เหนือ" ขณะที่ พล.ต.ท.โสภณ สะวิคามิน เจ้าของฉายา "เสือใต้" ก็พลอยติดร่างแห ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับเรื่องดังกล่าว ต้องถูกจับกุมดำเนินคดี แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง เพราะไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวพันถึง  รัฐบาลไทยถูกทางการซาอุดีอาระเบียกดดันอย่างหนัก จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น เร่งติดตามหาเพชรซาอุฯ อย่างเร่งด่วน จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะตำรวจชุดเฉพาะกิจติดตามหาเพชรซาอุฯ โดยมี พล.ต.อ.ชาญ รัตนธรรม รองอธิบดีกรมตำรวจเป็นหัวหน้า โดยมีมือปราบพระกาฬเจ้าของฉายาสิงห์เหนือ-เสือใต้ พล.ต.ท.ชลอ และ พล.ต.ท.โสภณ รวมอยู่ด้วย  หลังจากนั้นไม่นาน พล.ต.ท.ชลอ ให้ลูกน้องพานายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เจ้าของร้านเพชร "สันติมณี" ย่านสะพานเหล็ก ซึ่งนายเกรียงไกรระบุว่ารับซื้อเพชรที่ขโมยมาหลายรายการไปกักตัวไว้ที่คุ้มพระลอ จ.ตาก เพื่อเค้นหาเพชร "บลูไดมอนด์" ที่สงสัยว่านายสันติยังคงเก็บไว้ แต่ไม่เป็นผลและต้องรีบปล่อยตัวนายสันติออกมา เพราะนางดาราวดี ภรรยาของนายสันติเข้าขอความช่วยเหลือจากนายอารี วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  จากนั้นเป็นต้นมา นายสันติถูกลูกน้องของ พล.ต.ท.ชลอ ติดตาม เพื่อหาโอกาสพาตัวไปสอบถามเรื่องเพชรอีกหลายครั้ง แต่นายสันติได้รับการช่วยเหลือจากทหารที่จัดชุดมาคุ้มกัน จึงหลุดรอดไปได้ทุกครั้ง 

 

 กระทั่งวันที่ 2 กรกฎาคม 2537 นางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ภรรยาและบุตรของนายสันติถูกคนร้ายลักพาตัวไประหว่างเดินทางออกจากบ้านพักในหมู่บ้านมัณฑนา ย่านตลิ่งชัน เพื่อไปหานายสันติ ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด  นายสันติตามหาภรรยาและลูกอยู่ 5 วัน แต่ไม่มีความคืบหน้า แม้จะขอความช่วยเหลือไปยัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รมว.มหาดไทยในขณะนั้นแล้วก็ตาม จึงโทรศัพท์ไปหา พล.ต.ท.ชลอ และนัดพูดคุยกันที่โรงแรมไฮแอท เซ็นทรัล ลาดพร้าว ทันทีที่พบหน้า พล.ต.ท.ชลอ ถามนายสันติว่าแจ้งความหรือยัง เมื่อทราบว่ายังไม่ได้แจ้งความก็รับอาสาจะช่วยติดตามตัวให้ โดยต้องมีค่าใช้จ่าย และยังขอหมายเลขวิทยุติดตามตัวของนายสันติไว้ เพื่อความสะดวกในการติดต่อ  นายสันติไปขอความช่วยเหลือจากนายสุนทร ไชยอนันต์สุจริต เจ้าของโรงแรมบูรพา เพื่อนสนิทเพื่อขอยืมเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตามหาภรรยา และเย็นวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 ก็มีคนร้ายโทรศัพท์มาหานายสุนทร เพื่อให้แจ้งนายสันติให้นำเงินค่าไถ่จำนวน 3 ล้านบาท โดยนัดหมายให้นำเงินไปวางไว้ที่หน้าหลักกิโลเมตร บนถนนสายหนึ่งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ในคืนวันที่ 11 กรกฎาคม 2537 แต่หลังจากนายสุนทร และนายโชติชัย เชาว์นิธิ เพื่อนสนิทอีกรายนำเงินไปวางไว้ตามที่คนร้ายต้องการแล้ว ปรากฏว่า นางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ก็ไม่ได้รับการปล่อยตัวแต่อย่างใด  หลังจากนั้นอีก 2 วัน พล.ต.ท.ชลอนัดหมายให้นายสันติไปพบที่โรงแรมแอร์พอร์ต และแจ้งให้นายสันติทราบว่า คนร้ายนัดให้ไปเจรจาที่ปั๊มน้ำมันโมบิล ใน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา แต่นายสันติขอให้ พล.ต.ท.ชลอ เจรจาแทน ซึ่ง พล.ต.ท.ชลอ รับปาก ก่อนจะแยกย้ายกัน  กระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม พล.ต.ท.ชลอนัดนายสันติให้ไปพบอีกครั้งที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยแจ้งให้ทราบว่าคนร้ายนำตัวบุตรและภรรยานายสันติมาอยู่ในพื้นที่ อ.หินกอง จ.สระบุรี และได้เรียกเงินเพิ่มอีก 4 ล้านบาท นายสันติเจรจาต่อรองเหลือ 1 ล้านบาท ซึ่ง พล.ต.ท.ชลอ รับปากจะเจรจาให้  ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม พล.ต.ท.ชลอเรียกนายสันติไปพบอีกครั้ง ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค โดยกำชับไม่ให้แจ้งความ เพราะไม่เช่นนั้นบุตรและภรรยาอาจถูกฆ่าตาย และยืนยันว่าอีก 2-3 วัน นายสันติจะได้บุตรและภรรยาคืน แต่ไม่เป็นดังนั้น เมื่อเช้าวันที่ 1 สิงหาคม 2537 มีคนพบนางดาราวดีและ ด.ช.เสรี เสียชีวิตอยู่ภายในรถเบนซ์ ทะเบียน 8ฉ-3237 ซึ่งตกอยู่ข้างทางริมถนนมิตรภาพ พื้นที่หมู่ 2 ต.ตาลเดี่ยว อ.แก่งคอย จ.สระบุรี  พนักงานสอบสวน สภ.อ.แก่งคอย ระบุถึงสาเหตุการตายของบุคคลทั้งสองว่า เกิดจากอุบัติเหตุ โดยมี ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ยืนยันสาเหตุการตาย แต่ นพ.พรชัย สุธีรคุณ แพทย์ผู้ตรวจศพคัดค้าน และระบุสาเหตุการตายของคนทั้งสองว่าเป็นฆาตกรรม  ข้อกังขาดังกล่าวนำมาสู่การรื้อคดีใหม่ โดย พล.ต.อ.ประทิน ได้มอบหมายให้กองปราบปรามยุคที่มี พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ เป็นผู้บังคับการ รับผิดชอบคลี่คลายคดี กระทั่งนำมาสู่การจับกุมพล.ต.ท.ชลอ และพวก รวมทั้ง พล.ต.ท.โสภณ ด้วย  ถุงกระดาษโชคดีที่ภายในมีบิลค่าที่พัก "บังกะโลกวีวิลล่า" ใน จ.สระแก้ว เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้ชุดสืบสวนกองปราบปรามแกะรอยติดตามจับกุม พ.ต.ท.พันศักดิ์ มงคลศิลป์ จ.ส.ต.ยงค์ กล่ำนาค ด.ต.สมนึก เวชศรี นายวีระชัย พลทิแสง นายนิคม มนต์ศิริ นายสำราญ แจ่มจำรัส นายสมหมาย พุดเทศ และนายสุภาพ ช่างสาย หลังจากพนักงานบังกะโลดังกล่าวให้การว่า ทั้งหมดจับผู้ตายทั้งสองมาคุมขังไว้ภายในห้องพักของบังกะโล  ต่อมา พ.ต.ท.พันศักดิ์รับสารภาพว่า ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ท.ชลอ ให้จับตัวนางดาราวดีและ ด.ช.เสรี ไปกักตัวไว้ เพื่อบีบให้นายสันติให้ความร่วมมือในการติดตามเพชรซาอุฯ แต่นายสันติไปร้องเรียนผู้ใหญ่ในบ้านเมือง จึงต้องจัดฉากเป็นการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และเกรงว่า หากปล่อยตัวทั้งสองไปความลับจะแตก จึงจำเป็นต้องฆ่าทิ้ง โดย ด.ต.สมคิด เป็นผู้ใช้ท่อนเหล็กตีทั้งสองจนเสียชีวิต แล้วนำศพไปใส่ไว้ในรถเบนซ์ของผู้ตาย ก่อนจะจัดฉากให้เป็นอุบัติเหตุ  ต่อมาพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้จับกุม พล.ต.ท.โสภณ เนื่องจากสงสัยว่ามีส่วนพัวพันกับเรื่องดังกล่าว เพราะ พ.ต.ท.พันศักดิ์ ได้ชื่อว่าเป็นคนสนิทของมือปราบเจ้าของฉายาเสือใต้ผู้นี้ แต่เมื่อเรื่องถึงชั้นศาลก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า พล.ต.ท.โสภณ จะมีส่วนเกี่ยวข้อง ศาลจึงสั่งยกฟ้อง  ขณะที่ พล.ต.ท.ชลอ ดิ้นไม่หลุด เพราะมีพยานหลักฐานมัดตัวอย่างแน่นหนา โดยเฉพาะรายงานการใช้โทรศัพท์ของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ ที่มีการติดต่อ พล.ต.ท.ชลอ ขณะเกิดเหตุหลายครั้ง รวมทั้งคำสารภาพของ พ.ต.ท.พันศักดิ์ ที่ให้การซัดทอดว่า พล.ต.ท.ชลอ เป็นผู้สั่งการ  หลังจากนั้น พล.ต.ท.ชลอ ถูกจับกุมดำเนินคดี ปิดฉากชีวิตนายตำรวจมือปราบเจ้าของฉายาสิงห์เหนือ โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่ง พล.ต.ท.ชลอ ได้ยื่นอุทธรณ์ และศาลได้พิพากษาไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2549 โดยเปลี่ยนคำพิพากษาเป็นประหารชีวิต ขณะนี้ พล.ต.ท.ชลออยู่ระหว่างการยื่นฎีกา และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำคลองเปรม.................................

 

แกะรอยจาก "ผ้าอนามัย" ปมสงสัยนักสืบชั้นเซียน

พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เล่าถึงที่มาของการรับหน้าที่ไขปริศนาคดีดังว่า "ช่วงที่เข้ามารับทำคดีนี้ยังดำรงตำแหน่ง ผบก.ป. โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รอง อ.ตร. เป็นหัวหน้าชุด เนื่องจากนายสันติ เข้ามาร้องเรียนที่กองปราบปรามเพื่อขอความเป็นธรรมว่า ภรรยาและลูกเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ หลังจากหายตัวไปนานเกือบ 1 เดือน และเชื่อว่าการเสียชีวิตน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเพชรซาอุฯ อย่างแน่นอน" พล.ต.ท.วรรณรัตน์ เล่าว่า เมื่อเข้าไปตรวจสอบสภาพศพ และลักษณะของรถที่ถูกชน ณ ที่เกิดเหตุ พบว่ามีข้อพิรุธหลายประการที่บ่งชี้ว่าคดีนี้ "ไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา" เพราะแรงกระแทกจากการชน ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งนับว่าโชคดีอย่างมากที่รถคันนั้นไม่ได้พุ่งชนเข้ากลางลำจนเกิดไฟลุกไหม้ทำลายหลักฐานไปเสียหมด และยิ่งมีผลการชันสูตรยืนยันในภายหลังว่า บาดแผลของศพมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ จึงมีความมั่นใจยิ่งขึ้นว่าน่าจะเป็นเหตุ "ฆาตกรรมอำพราง" นอกจากนี้ ผลการผ่าพิสูจน์กระเพาะอาหารของนางดาราวดียังพบว่า อาหารในกระเพาะยังไม่ย่อยจนหมด แสดงว่ากลุ่มคนร้ายต้องลงมือกับเหยื่อ หลังจากขับรถมานานประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะปกติคนเราจะใช้เวลาย่อยอาหารนาน 2-3 ชั่วโมง และเมื่อคำนวณตามระยะทางการขับรถแล้ว เชื่อว่าจุดที่คนร้ายควบคุมตัวสองแม่ลูกน่าจะมีรัศมีไม่เกิน 200 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ แต่หลักฐานที่ถือว่า เป็นเบาะแสชิ้นสำคัญที่สุด คือ "ผ้าอนามัย" ซึ่งถูกทิ้งไว้ภายในรถ เนื่องจากผ้าอนามัยทั้ง 2 ห่อที่พบนั้นติดป้ายสถานที่ซื้อต่างกัน โดยห่อแรกซื้อจากห้างเซ็นทรัลในกรุงเทพฯ แต่อีกห่อหนึ่งประทับตราเอสพี พลาซ่า ซึ่งยังไม่ทราบว่าอยู่ในพื้นที่จังหวัดไหน หลักฐานชิ้นนี้สอดคล้องกับคำให้การของนายสันติ ที่ระบุว่า ลูกเมียหายไปนาน 1 เดือน และช่วงที่หายตัวไป ภรรยามีประจำเดือนด้วยจึงเป็นไปได้ว่า ช่วงเวลาระหว่างที่คนร้ายกักตัวตรงกับ วันครบรอบการมีประจำเดือนอีกครั้งของเธอพอดี คนร้ายจึงออกไปซื้อมาให้เพิ่มอีก 1 ห่อ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ บอกว่า เมื่อไขปริศนาข้อนี้ได้แล้วจึงสั่งการให้ทีมสืบสวน กระจายกำลังออกค้นหาเบาะแสจาก "ร้านเอสพี" ที่ปรากฏบนกล่องผ้าอนามัย จนพบว่า ร้านนี้ตั้งอยู่ใน จ.สระแก้ว ซึ่งมีรัศมีห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 200 กิโลเมตร ตามที่คาดการณ์ไว้ จากนั้นจึงพบว่า บังกะโล "กวี วิลล่า" ที่อยู่ห่างจากมินิมาร์ทแห่งนี้ประมาณ 200 เมตร เป็นจุดต้องสงสัยมากที่สุดจึงได้มีการสอบปากคำพนักงานที่อยู่ในบังกะโลจนทราบว่า "มีกลุ่มชายฉกรรจ์พาหญิงวัยกลางคนและเด็กผู้ชาย 1 คน ลักษณะใกล้เคียงกับสองแม่ลูกมาพักไว้นาน 1 เดือน" ต่อมาชุดสืบสวนจึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน คือ นายวีระชัยและนายสมหมาย ทั้งสองให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ที่คอยดูแลนางดาราวดีและ ด.ช.เสรี ระหว่างนำตัวมากักขังในบังกะโล โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการเป็นตัวประกันแลกกับเพชรซาอุฯ ที่นายสันติเก็บเอาไว้ แต่เมื่อนานวันเข้า นายสันติกลับไม่ยอมเอาเพชรมาคืนตามแผน และเห็นว่าหากปล่อยตัวสองแม่ลูกไป จะกลายเป็นพยานสำคัญชี้ตัวให้จับกุม ในภายหลังจึงตัดสินใจฆ่าทิ้งด้วยการอำพรางคดีว่า เป็นอุบัติเหตุ ทั้งยังสารภาพอีกว่า ด.ต.สมคิด มนต์ศิริ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ เป็นผู้ลงมือสังหารเองทั้งหมด ส่วนผู้บงการ คือ พ.ต.ท.พันศักดิ์ และในเวลาต่อมา พ.ต.ท.พันศักดิ์ ก็ให้การซัดทอดถึง พล.ต.ท.ชลอ ในที่สุด พล.ต.ท.วรรณรัตน์ เล่าด้วยว่า "การทำคดีนี้ทำให้รู้ว่า กฎแห่งกรรมมีจริง เพราะมีเรื่องเหลือเชื่อที่ผู้ต้องหารายหนึ่งซึ่งหลบหนีเข้าไปอยู่ประเทศลาว แต่กลับต้องซมซานเข้ามามอบตัวโดยบอกว่า ทนไม่ไหวแล้ว เพราะระหว่างที่หลบหนีจะได้ยินเสียงวิญญาณเด็กมากระซิบข้างหูตลอดเวลาจนแทบคลั่ง ส่วนผู้ต้องหาอีกรายก็เข้ามามอบตัวที่ สน.โชคชัย โดยให้เหตุผลในทำนองเดียวกัน" พล.ต.ท.วรรณรัตน์ ให้ข้อคิดว่า "การทำงานในครั้งนั้นแม้จะมีความลำบากใจอยู่บ้าง เพราะผู้ต้องหาเป็นตำรวจด้วยกันเอง แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ ไม่สามารถละเว้นได้ ที่สำคัญ เมื่อพยานหลักฐานปรากฏชัดเจนก็ต้องดำเนินการตามนั้น โดยไม่เลือกปฏิบัติ"16 ตุลาคม 2552 

 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์สั่งประหารชีวิต “ชลอ เกิดเทศ” อุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ ฐานเป็นตัวการสนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน เจ้าตัวน้ำตาคลอเบ้า สีหน้าเศร้าหมอง พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือยอมรับคำตัดสิน เจ้าหน้าที่คุมตัวเตรียมส่งไปยังเรือนจำบางขวาง นนทบุรีต่อไป
       
       วันนี้ (16 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณาคดี 909 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และนายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ, พ.ต.ท.พันศักดิ์ มงคลศิลป์ อดีต สว.สส.สภ.อ.เมือง ปราจีนบุรี (ขณะนั้น), จ.ส.ต.ยงค์ กล่ำนาค อดีตผบ.หมู่ สภ.อ.เมืองปราจีนบุรี (เสียชีวิต), ด.ต.สมนึก เวชศรี อดีต ผบ.หมู่ สภ.อ.สระแก้ว, นายวีระชัย พลทิแสง, นายนิคม หรือ ป๊อด มนต์ศิริ, นายสำราญ แจ่มจำรัส หรือ ฉายา พงษ์ ปากกว้าง, นายสมหมาย พุดเทศ (เสียชีวิต) และ นายสุภาพ ช่างสาย (เสียชีวิต) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน, เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ และความผิดอื่นรวม 9 ข้อหา
       
       โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2545 ให้จำคุกตลอดชีวิต พล.ต.ท.ชลอ จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยอีก 3 คน คือ พ.ต.ท.พันศักดิ์ จำเลยที่ 2, นายนิคม จำเลยที่ 6 และนายสำราญ จำเลยที่ 7 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาให้จำคุก จ.ส.ต.ยงค์ จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 4 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนจำเลยที่ 4 ด.ต.สมนึก พิพากษายกฟ้อง สำหรับ นายวีระชัย จำเลยที่ 5 และ นายสมหมาย จำเลยที่ 8 ให้จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันสนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ต่อมาโจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษ ขณะที่จำเลยที่ 1, 2, 6 และ 7 อุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง เนื่องจากไม่ได้กระทำผิด จำเลยยื่นอุทธรณ์
       
       ต่อมาวันที่ 3 มี.ค.2549 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแก้โดยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1, 2, 6 และ 7 ฟังไม่ขึ้นเชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดจริงตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานเป็นตัวการสนับสนุนฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อาญา ม. 83 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และมีความผิดฐานเป็นตัวการสนับสนุนกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย
       
       จึงพิพากษาแก้ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 2, 6 และ 7 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำคุกตลอดชีวิตฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
       
       และในวันนี้ (16 ต.ค.) ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษา โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าฎีกาของจำเลยพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ฟังไม่ขึ้น ไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำมาและสามารถหักล้างได้ จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ สั่งประหารชีวิต พล.ต.ท.ชลอ
       
       อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่ พล.ต.ท.ชลอ อยู่ภายในห้องพิจารณาได้ยืนนิ่งสภาพเหมือนปลงตก มีใบหน้าที่เรียบเฉยยอมรับสภาพ และภายหลังอ่านคำพิพากษาแล้วเสร็จ พล.ต.ท.ชลอ เดินออกจากห้องพิจารณาด้วยใบหน้าเศร้าหมอง น้ำตาคลอเบ้า และได้พูดสั้น ๆ ว่ายอมรับคำตัดสินด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวกลับไปยังเรือนจำคลองเปรม และเมื่อคดีเด็ดขาดเช่นนี้แล้วก็จะควบคุมตัว พล.ต.ท.ชลอไปยังเรือนจำบางขวาง นนทบุรีต่อไป ด้านนายปรอย พุ่มหมันทนายความ เปิดเผยว่าจะดำเนินการยื่นถวายฎีกาภายใน 60 วันอย่างแน่นอน และต้องกลับไปปรึกษากับพล.ต.ท.ชลอ ลูกความก่อน
       
       สำหรับคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 28 พ.ย.2537 ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างเช้าวันที่ 2 ก.ค.-1 ส.ค.2537 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาเพชรและทรัพย์สินมีค่าของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด อับดุลอาซิซ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง อดีตคนงานไทยที่เข้าไปทำงาน ได้ลักเพชรและนำเข้ามาในประเทศไทย ได้สืบสวนแล้วเชื่อว่า นายสันติ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง รู้ว่าเพชรอยู่ที่ใด แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ออกหมายเรียกตัวนายสันติมาสอบสวน แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 5-9 ลักพาตัว ภรรยาและบุตรชายของนายสันติไปจากบ้านพักย่านตลิ่งชัน และนำตัวไปกักขังไว้ที่บังกะโล “กวีวิลล่า” อ.สระแก้ว จ.ปราจีนบุรี แล้วใช้ของแข็งตีที่ศีรษะ และร่างกายของทั้งสองหลายแห่งจนถึงแก่ความตาย ก่อนจะลักทรัพย์สิน รวมมูลค่า 560,000 บาทไป จากนั้นนำร่างผู้ตายทิ้งไว้ในรถยนต์เบนซ์ของนางดาราวดี แล้วขับรถมาจอดทิ้งไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้านริมบึง ถ.มิตรภาพ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ชน เพื่ออำพรางคดีว่าถึงแก่ความตายเนื่องจากอุบัติเหตุเพื่อปกปิดความผิดของพวกจำเลยดังกล่าว

 

คดีอุ้มฆ่าโหดแม่-ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ปิดตำนานเพชรซาอุ ฎีกาประหาร"ชลอ เกิดเทศ"ทำเอาเจ้าตัวน้ำตาคลอเบ้า ท่ามกลางลูกน้องเก่าทึ่ไปร่วมลุ้นฟังคำพิพากษา ขณะเดียวกันยืนยันฎีกาลดโทษประหารต่อไป

ชื่อ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ

วันเกิด 18 สิงหาคม 2481

ประวัติครอบครัว สมรสครั้งแรกกับ สุรางค์ สกุลเดิม พลทรัพย์ (หย่า) มีบุตร-ธิดา 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน
ชื่อบุตร-ธิดา
- 1.นาย ชอบรบ เกิดเทศ (เสียชีวิต)
- 2. นายชนม์ยืน เกิดเทศ (ศึกษาคณะสถาปัตย์ ฯ วิทยาลัยรังสิต)
- 3. น.ส.กุมาริภา เกิดเทศ

สมรสใหม่กับ มิเชล รัสเซล (ครูสอนภาษาอังกฤษ ร.ร.นายร้อยตำรวจสามพราน) ซึ่งมีบุตรติดมา 2 คน

การศึกษา และดูงาน

- โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน รุ่นที่ 15
- โรงเรียนเตรียมทหาร
- มัธยมศึกษา โรงเรียนอำนวยศิลป์

การทำงาน

- 7 พฤษภาคม 2534 ผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ (ออกจากราชการ 9 ก.ย. 2537)
- 19 กุมภาพันธ์ 2534 ผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ (ทำหน้าที่ชุมชนและมวลชนสัมพันธ์)
- 1 ตุลาคม 2532 รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
- 2 ตุลาคม 2530 ผู้ช่วยผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา
- 2 ตุลาคม 2529 ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธร 3
- ผู้บังคับการตำรวจภูธร 8 พิษณุโลก
- รองผู้บังคับการ กองปราบปราม
- กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
- นายร้อยตำรวจตรี จ.พังงา, หนองคาย, อยุธยา, สระบุรี และลพบุรี

5 ม.ค.2554
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ วานนี้ (4 ม.ค.) พ.ต.อ.ณรัชย์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยกรณีการติดตามเครื่องเพชรของประเทศซาอุฯที่ถูกขโมยไปว่า ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับความไว้วางใจจากประเทศซาอุฯและรัฐบาลให้ดูแลรับผิดชอบคดีเพชรหายนี้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากยังได้ของกลางไม่ครบถ้วน ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับซาอุฯ ล่าสุดพบของกลางอีกเป็นจำนวน 5 ชิ้น เช่น สร้อยข้อมือทอง 18 เค ลักษณะสายสร้อยทับกัน สร้อยคอถักทรงกลม ตรงกลางมีจี้เป็นรูปตราสัญลักษณ์คล้ายตราแผ่นดินของซาอุฯ และเครื่องประดับที่ทำจากมรกต ทั้งนี้ได้ส่งมอบให้ทางการเอกอัคราชทูตซาอุฯได้ดูแล้ว ท่านบอกเพียงแต่ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นทรัพย์สินที่สูญหายไปจากซาอุดีอาระเบีย ต้องให้ทาง DSI ตรวจสอบอีกครั้ง

 

 

พ.ต.อ.ณรัชย์ กล่าวว่าของกลางทั้ง 5 ชิ้นได้เก็บไว้ที่ตู้นิรภัยของธนาคาร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสหากจะมีการนำออกไป เพราะหากการที่จะทำพิธีมอบคืนนั้นต้องเป็นเพชรที่มีมูลค่าสูง(Blue Diamond) และมีปริมาณที่มากพอ ในขณะที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็ได้ทุ่มเททั้งงบประมาณ เวลา และเจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะได้นำของกลางมาคืนให้กับซาอุฯและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย ซาอุฯ
" ใครที่ครอบครองเพชรซาอุฯหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง หากต้องการจะส่งเพชรคืนสามารถส่งพัสดุมาได้ที่ DSI และไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะทำการใดๆ เพราะคดีขาดอายุความแล้ว ถึงแม้ว่าท่านครอบครองไว้ก็ไม่สามารถทำให้รวยเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามหากเรานำไปคืนแก่เจ้าของเขา ทางซาอุฯอาจจะอนุญาตให้คนไทยเข้าไปทำงาน นำเงินกลับเข้าประเทศ หรือปล่อยวีซ่าให้คนซาอุฯ มาเที่ยวประเทศไทย เป็นการสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมหาศาล แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือศักดิ์ศรีของคนไทย ที่จะไม่ให้ใครต่อว่าเราได้ว่าเป็นคนขี้โกง"
ด้านนายนาบิล แอชรี (Mr.Nabil H.N. Ashri) อุปทูตซาอุดิอาระเบีย ประจำประเทศไทย กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้เพชรกลับคืนสู่ประเทศ แต่ก็ไม่อยากจะเรียกร้องอะไร ส่วนรายละเอียดอื่นๆสอบถาม DSI

ภาพจากทวิตเตอร์ @preecha_cr ภาพสร้อย1ใน5ชิ้น ที่เป็นไปได้สูงที่จะเป็นทรัพย์สินที่สูญหายไปจากซาอุฯ
สร้อยคอถักทรงกลม ตรงกลางมีจี้เป็นรูปตราสัญลักษณ์คล้ายตราแผ่นดินของซาอุฯ


« Back