ี่กองทัพรัฐฉาน SSA

11 ธันวาคม 2554

เอ่ยถึงรัฐฉาน ประเทศพม่า ก็อยากศึกษา และมีข้อมูลรวบรวมไว้ ตอนเด็ก ๆ ได้ยินคุณยายพูดว่า คุณตาเคยไปราชการที่เชียงตุง ไม่ทราบหรอกว่าอยู่ที่ไหน? จนมาทราบภายหลังว่าอยู่ในประเทศพม่า  สำหรับรัฐฉาน ก็คิดว่าคงเป็นกองกำลังของชนกลุ่มน้อยทั่วไปตามแนวชายแดน ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติดให้โทษ นับจากเฮโรอีน กัญชา จนมาถึงยาบ้า ที่รัฐบาลกำลังปราบปราม ไม่ช้าก็คงหมดไป แต่ที่ไหนได้  กองกำลังรัฐฉาน จิ๋วแต่แจ๋ว ในการต่อสู้กับกองทัพใหญ่ระดับประเทศ แม้กำลังพล จะมีน้อยกว่ามากมาย แต่กำลังทหารของฉาน 1 คน อาจมีประสิทธิภาพเท่ากับทหารพม่า 50-100  คนก็เป็นไปได้ และก็ดูเหมือนพม่าจะกลัวกองกำลังรัฐฉานไม่น้อยทีเดียว ที่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่ามาได้เป็นเวลานาน ยิ่งผู้นำของกองทัพรัฐฉาน นาม พลโทเจ้ายอดศึก ชื่อไทย ไพเราะดี แถมพูดภาษาไทยเก่ง  เลื่อนยศจากพันเอก เป็นพลโททหาร ไม่ต้องเป็นพลตรี ทหารไทยน่าจะเอาอย่างบ้าง เห็นมีเหมือนกันเลื่อนข้ามยศ แต่ต้องตายก่อน ??

ขณะนี้ก็มีการเจรจาหยุดยิงกันแล้ว และต้องติดตามอนาคตของรัฐฉานแห่งนี้ต่อไป โดยเฉพาะนโยบายข้อตกลงเรื่องยาเสพติดให้โทษ ประเทศไทยอาจโชคดี ไม่ต้องปราบปรามปวดหัวเช่นทุกวันนี้  อาหารสมอง น่าศึกษา ครับ

.......

http://www.khonkhurtai.org/

 

จะเล่าเรื่องอวสานวังเมือง เชียงตุง กับเจ้าฟ้าในรัฐฉานให้ฟัง  ส่วนหนึ่งเอามาจากบล๊อก khonkhurtai

ก้อนแก้วอินแถลง ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าฟ้าหลวงเชียงตุง เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๙ สิ้นพระชนม์เมื่อ ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๗๘ พระชนมายุ ๖๐ ชันษา ตรงกับสมัย รัชกาลที่ ๕ – ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสมัยพระเจ้าอินทวิไชยานนท์, เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์,เจ้าแก้วนวรัฐ  แห่งนครเชียงใหม่

ธิดาของท่าน เจ้าสุคันธา แต่งงานกับเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่  ราชบุตรพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ณ หอคำเชียงตุง เจ้าสุคันธาตอนชรา ท่านพิราลัยเมื่อพ.ศ 2546 นี่เอง อายุ 93 (ประสูติ 2453 ปี ร.5 สวรรคต) 

เจ้าก้อนแก้วอินแถลง ให้สร้างหอหลวงเชียงตุงเมื่อปี ๒๔๔๙ ด้านหน้าเป็นอาคารคอนกรีต ศิลปะอังกฤษผสมอินเดีย ด้านหลังเป็นหลังคาศิลปะไทเขิน นอกจากหอหลวงแล้วยังมีอาคารบริวารอีกหลายหลัง

ชั้นสองของหอหลวงเชียงตุงเป็นท้องพระโรง นอกจากจะเป็นที่สำหรับเจ้าฟ้าออกว่าราชการตามปกติแล้วยังเป็นที่ให้แขกบ้านแขกเมือง ตลอดจนประชาชนในอาณาจักรเชียงตุง เข้าเฝ้าเจ้าฟ้าในวาระสำคัญต่าง ๆ บางครั้งก็มีการแสดง “ฟ้อนหางนกยูงคำ” อันเป็นเอกลักษณ์ของเชียงตุง หลังคาศิลปะไทเขิน ภาพด้านนอกหน้าหอหลวงเชียงตุง  ชาวเชียงตุงเข้ามาในบริเวณหน้าหอหลวงเพื่อถวายพระพร  เนื่องในงานสมรสระหว่าง เจ้าหญิงสุคันธาธิดาเจ้าก้อนแก้วอินแถลง กับเจ้าอินทนนท์ราชบุตรเจ้าแก้วนวรัฐแห่งนครเชียงใหม่ เมื่อ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๕   

เจ้าก๋องไต (กองไท) ราชบุตรเจ้าก้อนแก้ว ฯ ขึ้นครองราชย์เมื่อ ๓ มิถุนายน ๒๔๘๐ แต่ถูกคนร้ายใช้ปืนพกยิงสิ้นพระชนม์ที่หน้าหอหลวงเชียงตุง  (ญาติตัวเองเป็นคนวางแผน) เมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๘๐ ในช่วงเทศกาลวันออกพรรษา พระชนมายุ ๔๐ ชันษา เจ้าจายหลวง (เจ้าชายหลวง) ราชบุตรเจ้าก๋องไต  สรุปคือท่านเป็นหลานเจ้าก้อนแก้วฯ ไปศึกษาต่างประเทศตลอดจนอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เชียงตุงจึงมีผู้สำเร็จราชการอยู่ระยะหนึ่ง เจ้าจายหลวงเป็นเจ้าฟ้าเชียงตุง เมื่อ ๑๒ เมษายน ๒๔๘๙ ท่านเสกสมรสกับเจ้านางจันแก้วมหาเทวีมีบุตรด้วยกัน 2 คน  จน ๒ มีนาคม ๒๕๐๕ นายพลเนวินปฏิวัติและจับเจ้าจายหลวงไปขังที่กรุงย่างกุ้ง ๖ ปี หลังจากนั้นให้อยู่ในกรุงย่างกุ้ง จนสิ้นพระชนม์เมื่อ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๐พระชนมายุ ๗๒ ชันษา ท่านเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงตุงองค์สุดท้าย

 

ต่อมารัฐบาลทหารพม่าขับไล่เชื้อสายเจ้าฟ้าและบริวารให้ออกไปอยู่ที่อื่น และยึดหอหลวงเชียงตุงกับอาคารอื่น ๆ เป็นสถานที่ราชการของพม่ากลางปี ๒๕๓๔ รัฐบาลทหารพม่าอ้างว่าต้องการใช้พื้นที่หอหลวงเชียงตุง  เป็นที่สร้างโรงแรมเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นการสร้างความเจริญและสร้างรายได้ให้แก่เชียงตุง รัฐบาลทหารพม่าเริ่มทุบทำลายหอหลวงเชียงตุงและอาคารบริวาร ตั้งแต่ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ โดยไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านจากคณะสงฆ์ไทเขินไทใหญ่และชาวเชียงตุง แม้จะมีที่ว่างในเชียงตุงอีกมากมายพอที่จะให้สร้างโรงแรมได้ก็ตาม การรื้อทำลายใช้เวลาประมาณ ๖ เดือน

 

ประมาณ ต้นปี ๒๕๓๕ รัฐบาลทหารพม่าได้สร้างโรงแรมเชียงตุง (Kyainge Tong Hotel) ขึ้นก่อนที่บริเวณลานด้านนอก รองรับผู้เข้าพักได้ ๖๐ คน ที่พักเป็นอาคารแถวชั้นเดียว ๒ หลัง และบังกาโล ๔ หลัง ส่วนลานด้านใน ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งหอหลวง นั้น ทำเป็นที่จอดรถ

 

ประมาณปี ๒๕๔๐ รัฐบาลทหารพม่าจึงได้สร้างโรงแรมนิวเชียงตุง  (Kyainge Tong New Hotel) ขึ้นบนตำแหน่งเดิมของหอหลวงเชียงตุง.....

 

เจ้าจาแสงหรือจ่าแสงแห่งเมืองสีป่อ (เมืองที่ 6 ในภาคเหนือของรัฐฉาน) เป็นเจ้ารัฐฉานองค์สุดท้ายเหมือนกัน แต่งงานกับหญิงชาวออสเตรียชื่อ อิงเง่ ซาเจนท์ (ภายหลังเป็นเจ้านางสุจันทรี) ที่ไปพบกันตอนทั้งคู่ศึกษาอยู่ในอเมริกา ตอนแรกฝ่ายหญิงไม่ทราบฐานะเจ้าจ่าแสง ภายหลังกลับมาอยู่สีป่อด้วยกัน มีธิดาสองคนคือมายรี-เกนรี

หลังจากเจ้าจ่าแสงโดนจับไปแล้วเสียชีวิตเจ้าสุจันทรีพาธิดากลับออสเตรียแต่งหนังสือชื่อ สิ้นแสงฉาน ครั้งหนึ่งเคยไปหาเนวินที่ไปรักษาตัวที่ออสเตรียเพื่อถามถึงจุดจบของสามี  แต่เนวินไม่ให้เข้าพบ (เคยอ่านเจอนานแล้ว)

 

เนื่องจากรัฐฉานมีหลายแขวงหลายแคว้นเป็นอิสรปกครองด้วยเจ้าฟ้าต่างๆ     ฉะนั้นเวลาพูดถึงเจ้าฟ้ารัฐฉานต้องระบุว่าเมืองไหน   ไม่งั้นจะงงอย่างเจ้าจายหลวงอยู่เชียงตุง เจ้าจ่าแสงอยู่สีป่อ ต่างเป็นเจ้ารัฐฉาน(แต่ต่างเมือง)องค์สุดท้ายเหมือนกัน เจ้าเมืองในรัฐฉานหลายองค์ก็โดนทหารพม่าจับไปขังจนตาย

รัฐฉานมี 11 แขวงและเมืองต่างๆดังนี้ (ละครรากนคราก็จำลองเมืองในพม่าในรัฐฉานมา)

1 แขวงตองยี
2 แขวงลอยแหลม
3 แขวงจ๊อกแม
4 แขวงหมู่แจ้
5 แขวงเล่าก์ก่าย
6 แขวงกุนโหลง
7 แขวงล่าเสี้ยว
8 แขวงเชียงตุง
9 แขวงเมืองสาด
10 แขวงเมืองพยาค
11 แขวงท่าขี้เหล็ก

เจ้านางสุจันทรี ตอนกลับไปอยู่ออสเตรีย ทราบว่าทำงานในสถานทูตไทยประจำออสเตรียและย้ายไปอยู่อเมริกาเมืองที่ท่านเคยศึกษาและพบกับเจ้าจ่าแสง 

กู่บรรจุ อัฐิของเจ้าฟ้าเชียงตุงซึ่งตั้งเรียงรายจำนวน 9 กู่ กู่บรรจุอัฐิเฉพาะเจ้าฟ้าที่เป็นผู้ชายเท่านั้น องค์องค์ที่ 1 เป็นของเจ้ามหาขนาน
องค์ที่2 เป็นของเจ้ามหาพรหม ลูกชายของเจ้ามหาขนาน
องค์ที่3 เป็นของเจ้าน้อยแก้ว
องค์ที่ 4 เป็นของเจ้าฟ้าเจียงแข็งหรือเจ้ากองไต ลูกชายของเจ้ามหาขนาน
องค์ที่ 5 เป็นของเจ้ากองคำฟู ลูกชายของเจ้ากองไต
องค์ที่ 6 เป็นของเจ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง น้องเจ้ากองคำฟู เป็นกู่ที่สร้างขึ้นได้สวยงามซึ่งสร้างโดยช่างชาวอินเดีย
องค์ที่ 7 เป็นของเจ้ากองไต ลูกของเจ้ารัตนก้อนแก้ว
องค์ที่ 8 เจ้าพรหมลือ น้องเจ้ากองไต
องค์ที่ 9 องค์สุดท้ายเป็นของเจ้าจายหลวง ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าลำดับที่ 48

ที่กู่หรือสุสานเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงมีชายคนหนึ่งเฝ้ากู่อยู่ เขาบอกว่า ชื่อเจ้าอู่เมือง มีหน้าที่ดูแลกู่หรือสุสานในฐานะลูกหลานเจ้าฟ้า ทุกวันแกจะปั่นจักรยานคู่ชีพพร้อมมีดดาบ อย่างกับนักรบโบราญ แกเล่าให้ฟังว่าเคยตามเจ้าพรหมลือกับเจ้าแม่ทิพวรรณ มาอาศัยอยู่ที่คุ้มกลางเวียงเชียงใหม่ ได้เคยเรียนหนังสือไทย พออ่านออกเขียนได้  หลังมีเกิดรัฐประหารในพม่าจึงจากออกจากคุ้มกลางเวียงกลับมาอยู่กองกำลังของขุนส่า ตามตะเข็บชายแดนแถวดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง เมื่อขุนส่าวางอาวุธต่อรัฐบาลทหารพม่า จึงกลับมาอยู่ที่เมืองเชียงตุง ทุกวันนี้แกดำรงชีพอยู่ได้จากดอกเบี้ยเงินฝากเล็กน้อย ที่นำไปฝากกับธนาคารซึ่งเป็นเงินที่เก็บไว้ตอนทำงานให้กับกองกำลังขุนส่า

 

 

ไทใหญ่เกิดขึ้น 96ปี ก่อนคริสต์ศักราช พ.ศ. 448 คำว่าฉาน เพี้ยนมาจากคำว่า สยาม เนื่องจากการออกเสียงของคนพม่า

ลักษณะภูมิประเทศของรัฐฉานเต็มไปด้วยภูเขาสูงและผืนป่า รัฐฉานจึงเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่า สินค้าส่งออกที่สำคัญของรัฐฉานจึงเป็นจำพวกแร่ธาตุและไม้ชนิดต่างๆ ปัจจุบันรัฐฉานเป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่า มีชายแดนติดกับประเทศไทยด้านตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐ

รัฐฉาน ในอดีตกาลมีชื่อเรียกว่า “ไต” หรือที่เรียกกันว่า "เมิงไต"ในสำเนียงไต หรือ"เมืองไต"ในสำเนียงไทย มีประชากรหลายชนชาติและอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยมีชนชาติไทยใหญ่อาศัยอยู่มากที่สุด เมืองไตเคยมีเอกราชในการปกครองตนเองมาเป็นเวลาหลายพันปี ก่อนที่อังกฤษจะขยายอิทธิพลเข้ามาถึง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมืองไตกับพม่าในอดีตนั้นจัดเป็นอิสระต่อกัน หรือกล่าวได้ว่าเป็นคนละอาณาจักรกัน เหมือนดั่งอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักรเขมร

อาณาเขตของเมืองไตประกอบด้วยเมืองรวมทั้งหมด 33 เมืองแต่ละเมือง ปกครองด้วยระบบเจ้าฟ้าสืบต่อเนื่องกันมาตั้งแต่อดีต และถึงแม้จะมีเจ้าฟ้าปกครองหลายเมือง แต่ทุกเมืองก็รวมกันเป็นแผ่นดินชนชาติไต เนื่องมาจากที่ตั้งของเมืองไตอยู่ใกล้กับประเทศพม่า

เมืองไตกับประเทศพม่ามีการติดต่อค้าขายช่วยเหลือ และให้ความเคารพซึ่งกันและกันมาโดยตลอด เห็นได้จากในช่วงที่เจ้าฟ้าเมืองไตปกครองประเทศพม่าประมาณเกือบ 300 ปีไม่เคยมีการสู้รบกันเกิดขึ้น และยังมีการติดต่อค้าขายยังดำเนินไปอย่างสันติสุขเช่นกัน จนกระทั่งมาถึงสมัยบุเรงนอง ได้มีการสู้รบกันกับเจ้าฟ้าเมืองไตกับกษัตริย์พม่าเกิดขึ้น โดยฝ่ายเจ้าฟ้าเมืองไตเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงทำให้ราชวงศ์เจ้าฟ้าบางเมือง ต้องจบสิ้นไปดังเช่นราชวงศ์เจ้าฟ้าเมืองนายซึ่งเป็นราชวงศ์ของกษัตริย์มังราย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายราชวงศ์ที่ต้องสูญสิ้น ไปเพราะการสู้รบกับบุเรงนอง

  • พ.ศ. 2305 ในสมัยพระเจ้าอลองพญา รัฐฉานตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ได้จากกรุงศรีอยุธยา กษัตริย์พม่าได้ทำการปราบปรามราชวงศ์ เจ้าฟ้าไทใหญ่จนหมดสิ้นไปเป็นจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่าไตได้เป็นเมืองขึ้นของพม่าไปแล้ว และในช่วงเวลานี้ทหารพม่าได้เริ่มการกดขี่ข่มเหงทำร้ายคนไต ทำให้คนไตรู้สึกเกลียดชังคนพม่านับตั้งแต่นั้น
  • 1 มกราคม พ.ศ. 2428 อังกฤษได้ทำการจับกุมและยึดอำนาจกษัตริย์พม่า และขยายอาณาเขตไปยังเมืองเชียงตุงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองไต
  • พ.ศ. 2433 ได้ประกาศว่า"อังกฤษได้ยึดเอาเมืองไตเรียบร้อยแล้ว"

เนื่องจากประเทศพม่าซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มและเมืองไต ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาไม่ใช่ประเทศเดียวกัน อังกฤษจึงไม่ได้ทำการเข้ายึดพร้อมกันและถึงแม้อังกฤษ จะยึดทั้งสองเมืองเป็นเมืองขึ้นของต้นแต่อังกฤษก็ไม่ได้ปกครองทั้งสองเมืองในลักษณะเดียวกัน หากแบ่งการปกครองออกเป็นสองลักษณะ คือประเทศพม่าเป็นเมืองใต้อาณานิคม ส่วนเมืองไตเป็นเมืองใต้การอารักขา

และอังกฤษยัง ได้ทำการจับกุมกษัตริย์พม่าและกำจัดราชวงศ์ทั้งหมดของกษัตริย์พม่า ส่วนเมืองไตอังกฤษไม่ได้ทำลายราชวงศ์เจ้าฟ้า อีกทั้งยังสนับสนุนให้เจ้าฟ้าแต่ละเมือง มีอำนาจปกครองบ้านเมืองของตนเอง และได้สถาปนาให้เมืองทั้งหมดเป็นสหพันธรัฐฉานขึ้นกับอังกฤษ มิได้เป็นส่วนหนึ่งของพม่าแต่อย่างใด

  • 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ญี่ปุ่นขอไทยสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ยกกำลังทหารยึดรัฐฉาน เชียงตุง ในประเทศพม่า จากทหารจีนก๊กมินตั๋ง ของจอมพลเจียงไคเช็ค ญี่ปุ่นได้ส่งมอบให้ไทย ผนวกเป็นสหรัฐไทยเดิม เป็นจังหวัดไทใหญ่
  • 1 มกราคม พ.ศ. 2489 รัฐฉานกลับมาสู่อิสระภาพ ครั้งนี้อังกฤษได้ผนวกเป็นส่วนหนึ่งของพม่า
  • พ.ศ. 2490 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางการพม่าพยายามโน้มน้าวเหล่าบรรดาเจ้าฟ้าไต ให้เข้าร่วมเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ เจ้าฟ้าไตจึงได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาปางโหลง กับชาวพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อขอเอกราชจากอังกฤษ โดยสัญญาดังกล่าวได้นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุให้ชนชาติที่ร่วมลงนามในสัญญา สามารถแยกตัวเป็นอิสระได้หลังจากอยู่ร่วมกันครบสิบปี
  • พ.ศ. 2491 อังกฤษได้ให้เอกราชกับพม่าและไต รัฐบาลกลางพม่าไม่ยอมทำตามสัญญา และพยายามการรวมดินแดนให้เป็นของประเทศพม่า เหตุนี้จึงทำให้ชาวไตหรือไทยใหญ่ จึงก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติของตนเองขึ้น

ทางรัฐบาลทหารพม่าได้ใช้ระบอบเผด็จการทหารกับชาวไต อีกทั้งยังได้ทำลายพระราชวังของไทยใหญ่ ในเมืองเชียงตุงและอีกหลายเมือง และเข้ามาจัดการศึกษาเกี่ยวกับพม่าให้แก่เด็กในพื้นที่ รัฐบาลทหารพม่าได้บังคับให้ประชาชนกว่า 3 แสนคนย้ายที่อยู่ ประชาชนมักถูกเกณฑ์ไปบังคับใช้แรงงาน ทั้งโครงการก่อสร้างและเป็นลูกหาบอาวุธให้ทหาร ทำให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากหนีเข้ามายังประเทศไทย

ปัจจุบันสถานการณ์ภายในรัฐฉานก็ยังไม่มีเสถียรภาพทางความมั่นคงเท่าใดนัก และก็ยังมีกองกำลังกู้ชาติของตนเองอยู่ หากในช่วงที่ไม่มีการปะทะกับฝ่ายรัฐบาลทหารพม่า รัฐฉานก็จะมีความเงียบสงบซึ่ง เป็นพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของ ชาวไตหรือไทใหญ่ และพวกเขายังหวังลึกๆว่าสักวันหนึ่งรัฐฉานจะได้เป็นเอกราชของตนเอง ไม่ขึ้นกับทางพม่าอีกต่อไป

  • พ.ศ. 2552 ได้มีการจัดตั้งสภารัฐฉาน

 

ประวัติศาสตร์รัฐฉาน   shanhistory.pdf (159.17 KB 11.12.2011 14:34)

ฐฉานมีชายแดนติดกับประเทศไทย –ประเทศลาว-ประเทศจีน และพม่านี้ เป็นเมืองที่มีเอกราชมาแต่สมัยก่อน ถึงแม้ว่า รัฐต่าง ๆ ของรัฐฉาน จะถูกแยกการปกครองโดยบรรดาเจ้าฟ้า แต่ระบอบการปกครองของเจ้าฟ้าเหล่านั้น ก็มีลักษณะจารีตประเพณี คล้ายคลึงและเป็น มาตรฐานเดียวกัน จนในที่สุด ก่อกำเนิดเป็น สหพันธ์รัฐ (Federated States) มาแต่บัดนั้น

       ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 เนื่องจากการออกล่าอาณานิคมของประเทศฝั่งตะวันตก ส่งผลต่อระบอบการปกครองในรัฐฉาน เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ปี ค.ศ.1815 อังกฤษบุกเข้ายึดครองประเทศอินเดีย และต่อมา ใน ปี ค.ศ.1818 ก็ได้เข้ายึดครองเอาเมืองอสัม ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของชาวไตยอาหม เข้าไปอยู่ภายใต้การปกครองของข้าหลวงในประเทศอินเดีย

         ในพม่านั้น เกิดสงครามการสู้รบ ถึง 3 ครั้ง (1824, 1852, 1885) สุดท้ายพม่าพ่ายแพ้ ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้น ทหารอังกฤษยังไม่ได้เข้ามาในรัฐฉาน แต่เพราะมีการต่อสู้ เพื่อแย่งชิงพื้นที่ปกครองกันเองในรัฐฉาน เจ้าฟ้าหยองห้วยและเจ้าฟ้าสี่ป้อ จึงได้ไปขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ ให้ส่งกำลังทหารเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ทหารอังกฤษจึงเข้ามาในรัฐฉานในปลายปี 1886 ในเวลาเดียวกันนี้ ประเทศฝรั่งเศสก็บุกเข้ายึดครอง ประเทศทางพื้นที่แถบตะวันออก ยึดเอาประเทศเวียตนาม ลาว และเขมร เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกันของทั้งสอง ประเทศ เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องเขตแดน จึงมีการกำหนดเขตแดนของประเทศ ไตย ไทย ลาว และจีน ตามอำเภอใจ โดยไม่มีการสอบถามความสมัครใจของเจ้าของพื้นที่เดิม ตั้งแต่บัดนั้น เป็นเหตุให้กลุ่มบ้านพี่เมืองน้อง ที่ไม่เคยมีรั้วปิดกั้นเขตแดน ประชาชนต่างสามารถเดินทางไปมาหาสู่ ค้าขายต่อกันอย่างเสรี กลายเป็นประเทศของใครของมันไปในที่สุด แต่ถึงแม้จะมีการแบ่งเขตแดนกันอย่างชัดเจน อังกฤษก็ไม่เคยที่จะเข้ามายุ่งกับอำนาจการปกครอง จะมีก็แต่ เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

         สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น อังกฤษเคยให้คำมั่นสัญญาว่า หากว่าประเทศไหน ให้ความร่วมมือกับอังกฤษช่วยรบกับประเทศญี่ปุ่นแล้ว จะปลดปล่อยให้เป็นประเทศเอกราชในภายหลัง จากการที่เจ้าฟ้าผู้ปกครองรัฐฉาน นำทหารไทใหญ่ช่วยอังกฤษรบกับญี่ปุ่น ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงแล้ว ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1945 มีการตื่นตัว เพื่อเรียกร้องให้อังกฤษปลดปล่อยรัฐฉานให้เป็นเอกราช ตามคำสัญญาที่ให้ไว้

         ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1945 มีการตระเตรียมการต่าง ๆ เพื่อที่จะก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีกัน ในกลุ่มชาตพันธุ์เทือกเขา ปี ค.ศ.1946 เพื่อจุดมุ่งหมายแห่งการก่อตั้งองค์กรที่เรียกว่า “สภาสูงสุดแห่งประชาชนเทือกเขา “ (Supreme Council of the United Hill Peoples – SCOUHP) จึงได้มีการเชิญตัวแทนของ ชาวคะฉิ่นและชาวชิน มาประชุมร่วมกันในการประชุมปางโหลง ครั้งที่ 1 และถัดมา ฉาน (ไทใหญ่) , คะฉิ่น , ชิน จึงสามารถร่วมกันก่อตั้ง “สภาสูงสุดแห่งประชาชนเทือกเขา “ (SCOUHP) ได้สำเร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 1947 ส่วนอีกทางด้านหนึ่งนั้น จากจุดมุ่งหมายที่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครองจาก การปกครองด้วยเจ้าฟ้า มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงมีการก่อตั้ง “สภารัฐฉาน (Shan State Council) “ ที่ประกอบไปด้วย เจ้าฟ้า 7 องค์ และตัวแทนประชาชน 7 คน เข้าเป็นคณะกรรมการร่วมกัน แต่เนื่องจากที่ประชาชนชาวฉาน (ไทใหญ่)ส่วนมาก ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องการเมือง และการสถาปนารัฐฉานเป็นรัฐปกครองตนเอง ฉะนั้น จึงเห็นควรให้รัฐฉาน เป็นรัฐภายใต้อารักขาของอังกฤษ (Dominian State) ก่อน ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลือทางด้าน การเมือง การเศรษฐกิจ และการทหาร ต่อมาเมื่อช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว จึงค่อยประกาศเป็นประเทศเอกราชต่อไป ซึ่งทางประเทศอังกฤษเอง ก็มีคำสัญญาแน่นหนาไว้ว่า หากว่ารัฐฉาน ต้องการเอกราชเป็นของตนเอง โดยไม่เข้าร่วมกับพม่า อังกฤษก็พร้อมที่จะทำตามความต้องการของชาวฉาน

           จากการพูดจาหว่านล้อม ยุยงส่งเสริมของนายพลอ่องซาน และกรณีที่เจ้าฟ้าและผู้นำของฉานบางส่วน ไปร่วมลงนามในสัญญาปางโหลง ซึ่งการที่ยอมลงนามในสัญญาปางโหลงนั้น เพราะเห็นว่า สัญญาปางโหลง เป็นส่วนหนึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ค.ศ.1947 ที่บัญญัติไว้ว่า “ฉานมีสิทธิ์ถอนตัว” และจากสัญญาปางโหลงนี้เอง ที่ทำให้ฉานและพม่า ได้รับเอกราชร่วมกันจากประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 04/01/1948 ซึ่งในขณะนั้น บรรดาเจ้าฟ้าต่าง ๆ ก็ยังคงมีอำนาจปกครองรัฐของตนเองอยู่ แต่เพราะมีความเชื่อมั่นในข้อตกลงที่มีกับพม่า เจ้าฟ้าต่าง ๆ จึงไม่มีการจัดตั้งกองกำลังทหารของตนเอง แต่ใช้ทหารพม่า เข้ามาปกป้องภัยคุกคามจากต่างประเทศ เหมือนดั่งสมัยที่ตกเป็นรัฐในอารักขา (Domonian State) ของอังกฤษ

         ในปี ค.ศ.1950 ก่อนที่ฉานจะทันได้ใช้สิทธิ์การถอนตัว (Right Secession) พม่าอ้างการขับไล่กองกำลังจีนคณะชาติก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่ถอยร่นเข้ามาปักหลัก ตั้งฐานที่มั่นอยู่ในรัฐฉาน ส่งทหารเข้ามาในรัฐฉานเป็นจำนวนมาก ซึ่งจุดประสงค์ที่แท้จริงแล้ว เพราะพม่า ต้องการยึดครองเอารัฐฉานทั้งหมด เนื่องจากพม่าเห็นว่า ฉานนั้นเป็นศัตรูที่มีความเข้มแข็งเป็นอันดับหนึ่งของพวกเขา และประชาชนชาวฉาน มีความสามัคคี และต่างก็ให้การสนับสนุนเจ้าฟ้าของตน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นสาเหตุที่พม่าต้องการทำลายรัฐฉานให้ย่อยยับ ทหารพม่าจึงเริ่มทำการกดขี่ข่มแหง เข่นฆ่าประชาชนชาวฉานนับแต่บัดนั้นมา

          ตั้งแต่ ปี ค.ศ.1956 เป็นต้นมา เนื่องจากทหารพม่า กระทำการทารุณกรรมต่อชาวฉานอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ประชาชนชาวฉาน ที่ต้องการสิทธิเสรีภาพของตนเอง รักในความถูกต้อง เป็นธรรม ลุกขึ้นมาต่อสู้ เรียกร้องหาสิทธิของตนเอง ตามระบอบประชาธิปไตย ดั่งเช่น “สมาคมสงฆ์แห่งรัฐฉาน (The Sangha Association of Shan State) ที่ออกมาต่อสู้ เรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการเขียน การแสดงออกทางด้านวัฒนธรรม และการพัฒนาของคณะสงฆ์ และในวันที่ 27-28 ธันวาคม 1956 องค์กรที่เรียกว่า Shan State Organization ได้จัดการประชุมขึ้นที่เมืองใหย่ในภาคเหนือของรัฐฉาน มีเจ้าผู้ปกครองเมือง และตัวแทนประชาชนกว่า 150 คน เข้าร่วมถกเถียงกันอย่างเปิดกว้าง เกี่ยวกับทัศนะอันอยุติธรรมต่อรัฐฉานของรัฐบาลจาก พรรค AFPFL ของพม่า การประชุมยุติลงด้วยมติเอกฉันท์ ในประเด็นดังต่อไปนี้

  1. องค์กรแห่งรัฐฉาน คัดค้านอย่างเต็มที่ ต่อข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างอิสราเอลกับรัฐบาล สหภาพ ซึ่งยินยอมให้อิสราเอลเข้ามาทำการเกษตรบน พื้นที่ 1 ล้านเอเคอร์ของรัฐฉาน
  2. รัฐฉานต้องได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์ จากการให้สัมปทานขุดแร่เงินที่เมืองน้ำตู่- บอว์ดวิน ในรัฐฉานภาคเหนือ
  3. รัฐฉานต้องได้รับส่วนแบ่งจากค่าปฏิกรรมสงครามของญี่ปุ่น เพื่อชดเชยค่าเสียหาย ในช่วงสงครามโลก
  4. รัฐบาลแห่งรัฐฉาน จะต้องเป็นผู้ร่างแผนการเพื่อสันติภาพและความมั่นคงของรัฐฉานเอง
  5. จะต้องจัดการประชุมใหญ่ ระหว่างประชาชนและผู้นำของรัฐฉานโดยไม่ชักช้า
  6. รัฐบาลสหภาพ จะต้องแบ่งสรรงบประมาณให้กับรัฐฉาน
  7. รัฐบาลสหภาพ จะต้องยกเลิกภาษีที่เรียกว่า Tax on Profit ซึ่งเรียกเก็บจากรัฐฉาน
  8. ผู้คนในรัฐฉาน จะต้องสามารถจัดตั้งองค์กรทางการเมืองและองค์กรทางสังคมได้
  9. รัฐฉานจะระงับการเข้าร่วมในสมัชชาชนเทือกเขาที่จัดตั้งขึ้น ก่อนถึงเวลาอันควร
  10. ผู้ปกครองฉาน จะต้องไม่ยอมเสียสิทธิต่าง ๆ ในรัฐของตนโดยไม่จำเป็น
  11. รัฐฉานจะถอนตัวออกจากสหภาพ หลังจากครบ 10 ปี ดังที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
  12. รัฐฉานจะไม่เข้าร่วม หรือเป็นสมาชิกของพรรค AFPFL (Anti Fascist People' Freedom  League)

        ภายหลังจากที่มีมติเป็นเอกฉันท์ในที่ประชุมแล้ว วันที่ 07/02/1957 ประชาชนชาวฉาน ได้จัดชุมนุมรวมตัวกัน เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยสันติวิธี

        การรัฐประหารยึดอำนาจ นอกจากเปรียบเสมือนการดูแคลนชนชาติอื่นในสหภาพว่า เป็นชาติที่ต้อยต่ำกว่าแล้ว นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ ทหารพม่า ได้กระทำการทารุณกรรมต่อประชาชนชาวฉานมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้ ในที่ประชุม เมื่อวันที่ 16-19/05/1957 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองใหย่ นั้น ต่างก็มีความเห็นว่า กองทัพพม่า คงจะไม่ยอมหยุดการระรานรัฐฉานง่าย ๆ จึงมีมติในที่ประชุมว่า ฉานจำเป็นต้องมีกองทัพของตนเอง และในที่ประชุม ได้ร่วมกันเลือกเอา ซอหนั่นต๊ะ (ภายหลังเรียก ซอหยั่นต๊ะ / เจ้าหยั่นต๊ะ / เจ้าน้อย / เจ้าเงือกกางลาย) ชาวฉานพื้นเพเมืองวัน มาโตที่บ้านหม้อ ที่มีประสบการณ์มาแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ

           20/05/1958 เจ้าน้อยพากำลังพล 30 นาย ข้ามน้ำสาละวินที่ท่าผาแหลง ระหว่างเมืองปั่นและเมืองจ๊อด ไปนอนค้างแรมที่สบห้วยสมาน ห่างท่าผาแหลงประมาณ 3 ก.ม. เช้าตรู่ของวันที่ 21/05/1958 เวลา 07.00 น. เพื่อให้มีความมั่นใจ ไว้ใจซึ่งกันและกัน และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงานปฏิวัติร่วมกันนั้น จึงได้จัดพิธีดื่มน้ำ กล่าวคำสาบานต่อกัน ซึ่งในพิธี ประดับด้วย ธงชาติรัฐฉาน , ธงเจ้าเสือเผือก , ธงเจ้าเงือกกางลาย , ธงเจ้าเสือข่านฟ้า และธงหนุ่มศึกหาญ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีดื่มน้ำสาบานตนแล้ว ได้ร่วมกันจัดตั้ง “กองทัพ หนุ่มศึกหาญ” ซึ่งตอนเริ่มก่อตั้งนั้น “หนุ่มศึกหาญ” มีกำลังพล 31 นาย ปืน 7 กระบอก หลังจากนั้น ไปตั้งกองบังคับการอยู่ที่ ปุ่งแกงมัน ใกล้บ้านเมืองจ๊อด

         ข่าวการจู่โจมกองทหารพม่าในจังหวัดเชีงตุงของหนุ่มศึกหาญ ได้แพร่กระจายไปสู่ประชาชนทั่วรัฐฉาน เหตุการณ์ดังกล่าว กระตุ้นให้ผู้คนจำนวนมาก ที่มิอาจทนต่อการกดขี่ของพม่า ลุกขึ้นมาจับอาวุธ และรวมตัวกันเป็นหมวดหมู่ขนาดเล็ก ทั้งปฏิบัติการโจมตีกองทหารของศัตรูที่ตั้งกระจายอยู่ในรัฐฉาน นับแต่นั้น ผู้รักชาติทุกหนทุกแห่ง ได้เข้าร่วมกับกองทหารเข้าต่อต้านกองทัพพม่า ในรัฐฉานนั้น ก่อเกิดกลุ่มรักชาติขึ้นหลาย ๆ กลุ่ม ถึงแม้ว่าในวันนี้ การปฏิวัติเพื่อกอบกู้เอาเอกราชรัฐฉานยังไม่สิ้นสุดก็ตาม กลุ่มผู้รักชาติ ต่างได้ยึดถือเอาวันที่ 21/05/1958 นี้ เป็น”วันปฏิวัติกอบกู้รัฐฉาน “ ซึ่งวันดังกล่าวนี้ เป็นวันที่เจ้าน้อย / ซอหยั่นต๊ะ ก่อตั้งกลุ่มหนุ่มศึกหาญ เพื่อกอบกู้เอกราชของรัฐฉานกลับคืนมา ตามปณิธานที่ว่า “เมื่อตัวเราพ้นทุกข์แล้ว เพื่อให้ชาติพันธุ์ของเราพ้นทุกข์เหมือนตัวเรานั้น จะยอมเอาหน้าอกเป็นป้อมปราการ ต่อสู้สืบไป”
 
ข้อมูลอ้างอิง :
1. จุดมุ่งหมายของการปฏิวัติและนโยบายกอบกู้รัฐฉาน
2. ประวัติรัฐฉานและการเมืองในรัฐฉาน
3. 50 ปี แห่งการปฏิวัติ เงาสะท้อนในปัจจุบัน – (S.H.A.N.)
4. รัฐฉาน ประวัติศาสตร์และการปฏิวัติ – (อัคนี มูลเมฆ)

 

(SHAN 19 ม.ค. 53) – สภากอบกู้รัฐฉาน RCSS กองทัพรัฐฉาน SSA มีมติตั้ง พ.อ.ยอดศึก เป็นประธานอีกสมัย พร้อมเลื่อนชั้นเป็นพลโท ขณะที่กองทัพเตรียมเปลี่ยนสัญลักษณ์เครื่องแบบทหารจากรูปหัวเสือเป็นรูปเสือเต็มตัว

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 15–18 มกราคม 2553 สภากอบกู้รัฐฉาน RCSS-Restoration Council of Shan State กองทัพรัฐฉาน SSA-Shan State Army ได้จัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 10 ที่บก.ดอยไตแลง ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยในที่ประชุมมีการหารือกันเกี่ยวกับแผนงานทั้งที่ผ่านมาและอนาคต พร้อมกับมีการปรับโครงสร้างภายใน ซึ่งมีคณะกรรมการบริหาร เจ้าหน้าที่ระดับสูง ผบ.หน่วย เจ้าหน้าที่สำนักงานต่างๆ และคณะที่ปรึกษาเข้าร่วมรวม 286 คน

ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบเลื่อนชั้นเจ้ายอดศึก ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุด จากพันเอกให้เป็นพลโท พร้อมกับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสูงสุดต่อไป พร้อมกันนั้นทางคณะกรรมการได้มีการเลื่อนชั้นพ.อ.เจ้าจายยี่ รองประธานที่ 1 ให้เป็นพลตรี พ.ท.เครือเงิน รองประธานที่ 2 และผบ.สูงสุด ให้เป็นพันเอก และพ.ต.สิริ เลขาธิการ ให้เป็นพันโท นอกจากนี้ ได้มีการปรับชั้น/ตำแหน่งทหารอีก 153 อัตรา

ในส่วนของ พ.อ.เจ้าจายยี่ นอกจากจะได้รับเลื่อนยศเป็นพลตรี และเป็นรองประธานที่ 1 ของ RCSS แล้ว ยังได้รับมอบตำแหน่งฝ่ายควบคุมดูแลกิจการด้านการทหาร SSA ทั้งหมด ส่วนพ.อ.เจ้ายอดศึก จะหันไปรับผิดชอบกิจการด้านการเมืองฝ่ายเดียว ขณะที่ RCSS/SSA มีมติจะยึดแนวทางต่อสู้ด้วยหลัการเดิม 6 ประการต่อไป คือ 1.สามัคคี 2.อิสระเสรี 3.ประชาธิปไตย 4.พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน 5.ต่อต้านยาเสพติด และ 6.สันติภาพ
 
รายงานระบุด้วยว่า การประชุมของ RCSS/SSA ยังมีมติจะรับสมัครและเกณฑ์ชายตั้งแต่อายุ 18 ถึง 45 ปี เข้าเป็นทหารรับใช้ชาติระยะ 5 ปีเพิ่ม อีกทั้งมีมติเปลี่ยนสัญลักษณ์เครื่องแบบทหารที่เป็นรูปหัวเสือติดอยู่บนไหล่ซ้ายไปเป็นรูปเสือเต็มตัว อันหมายถึงสัญลักษณ์ของคนไทใหญ่ด้วย

กองทัพรัฐฉาน SSA เป็นกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่เพียงกลุ่มเดียวที่กำลังต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ซึ่งต่อสู้อยู่ภายใต้การนำของสภากอบกู้รัฐฉาน RCSS อันเป็นองค์กรการเมืองที่มีพ.อ.เจ้ายอดศึก เป็นประธานสูงสุด พ.อ.เจ้าจายยี่ เป็นรองประธานที่ 1 พ.ท.เครือเงิน เป็นรองประธานที่ 2 และพ.ต.สิริ เป็นเลขาธิการ

สำหรับ พ.อ.เจ้าจายยี่ เป็นอดีตนายทหารในกองทัพแห่งชาติรัฐฉาน (Shan State National Army – SSNA) ภายใต้การนำของ พ.อ.เจ้ากานยอด นายทหารที่แยกตัวออกจากกองทัพเมืองไต (MTA) เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับแนวทางของขุนส่าเมื่อปี 2538 มาตั้งกองทัพ SSNA และลงนามหยุดยิงกับทหารพม่า

ต่อมาหลังจาก พ.อ.เจ้ากานยอดเสียชีวิตในเดือนมีนาคม 2547 ในเดือนเมษายนปี 2548 พ.อ.เจ้าจายยี่ถูกทหารพม่าบังคับให้วางอาวุธและพยายามเข้าจับกุม พ.อ.เจ้าจายยี่ จึงมาเข้าร่วมกับ กองทัพรัฐฉาน (SSA) ของ พ.อ.เจ้ายอดศึก โดยมีการประกาศจับมือรวมทัพอย่างเป็นทางการ ในงานวันกองทัพไทใหญ่ปีที่ 47 ที่จัดขึ้นบนดอยไตแลงเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2548 และในปี 2549 ในงานฉลองครบรอบ 10 ปี ไม่วางอาวุธของ SSA พ.อ.เจ้าจายยี่ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาฟื้นฟูรัฐฉาน RCSS [Restoration Council Shan State]

 

 

วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53  :

กองทัพรัฐฉานเหนือ-ใต้ ประกาศรวมกำลังต่อสู้กองทัพพม่า

กองทัพรัฐฉาน SSA จัดสวนสนามในวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 โดยรองผู้บัญชาการของกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ได้เข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย พร้อมประกาศร่วมกับกองทัพรัฐฉาน “ใต้” ต่อสู้กับกองทัพพม่า โดยจะไม่มีการกลับไปเจรจาอีก “เจ้ายอดศึก” เผยจะรวมเป็นกองทัพเดียวกันภายใต้สภากอบกู้รัฐฉานภายในปีนี้ 

พล.ท.บีทู (คนที่สองจากขวา) ผู้บัญชาการทหารของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni Natonal Progress Party - KNPP) นั่งในปะรำพิธี พร้อมกับนายทหารในกองทัพรัฐฉาน (SSA) กองทัพรัฐฉานเหนือ (SSPP) และกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ที่พันธมิตรฯ ซึ่งเข้าร่วมพิธีวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 วันที่ 21 พ.ค. 54

 

ทหารกองทัพรัฐฉาน SSA ระหว่างพิธีวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 ที่ดอยไตแลง เมื่อ 21 พ.ค. โดยวันนี้เมื่อ 53 ปีที่แล้ว หรือในปี พ.ศ. 2501 ชาวไทใหญ่กลุ่มหนึ่งได้ตั้งกองกำลัง “หนุ่มศึกหาญ” เพื่อเรียกร้องเอกราชจากพม่า และวันนี้ยังเป็นวันครบรอบ 11 ปี การก่อตั้งสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองของกองทัพรัฐฉานด้วย

 

ทหารกองทัพรัฐฉาน SSA ระหว่างพิธีวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 ที่ดอยไตแลง เมื่อ 21 พ.ค.

พล.ต.เจ้าจายยี่ รองประธานสภากอบกู้รัฐฉานคนที่ 1 ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในงาน ทั้งนี้ เจ้าจายยี่เป็นอดีตนายทหารในกองทัพแห่งชาติรัฐฉาน (Shan State National Army – SSNA) ซึ่งได้นำกองกำลังมาเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) ของ เจ้ายอดศึก เมื่อปี 2548

พล.ท.เจ้ายอดศึก (ซ้าย) ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน และผู้นำกองทัพรัฐฉาน (SSA) และเจ้าจายทู รองผู้บัญชาการกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” (SSA/SSPP) ในงานวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 ที่ดอยไตแลง รัฐฉาน เมื่อ 21 พ.ค.

โดยกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ได้ส่งเจ้าจายทูเป็นตัวแทนร่วมงานดังกล่าว และได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) และสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ด้วย โดยถือเป็นการประกาศต่อต้านกองทัพพม่าอย่างเป็นทางการ หลังจากถูกกองทัพพม่าโจมตีอย่างหนักมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ไม่ยอมเปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์พื้นที่ (HGF)

ทหารกองทัพรัฐฉานเตรียมพวงมาลา เพื่อนำไปวางไว้อาลัยให้กับทหารในกองทัพซึ่งเสียชีวิตระหว่างการสู้รบ

 

ช่วงเช้าวันนี้ (21 พ.ค. 53) กองทัพรัฐฉาน (Shan State Army – SSA) และสภากอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of the Shan State - RCSS) ได้จัดงาน “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” (Shan State People Resistance Day) ครบรอบปีที่ 53 ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง รัฐฉาน ตรงข้าม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน

นอกจากนี้ในวันนี้ยังเป็นวันครบรอบ 11 ปีการก่อตั้งสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองของกองทัพรัฐฉานด้วย

ในงานมีการสวนสนามของทหารไทใหญ่ที่สำเร็จการฝึกทหาร มีการอ่านแถลงการณ์แสดงความยินดีโดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นพันธมิตรกัน ได้แก่ ตัวแทนจากองค์กรปลดปล่อยแห่งชาติปะโอ (Pa-O National Liberation Organization - PNLO) ตัวแทนจากองค์กรแห่งชาติว้าและกองทัพแห่งชาติว้า (Wa National Organisation - WNO / Wa National Army - WNA) นอกจากนี้ำพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party - KNPP) สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Keran National Union - KNU) และแนวร่วมปลดปล่อยแห่งรัฐปะหล่อง (Palaung State Liberation Front - PSLF) และองค์กรที่เป็นแนวร่วมในรัฐฉานหลายกลุ่มได้ส่งแถลงการณ์แสดงความยินดีในวันดังกล่าวด้วย

โดยการจัดงานในปีนี้ กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” (SSA/SSPP) ภายใต้การนำของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (Shan State Progress Party – SSPP) ได้ส่งเจ้าจายทู รองผู้บัญชาการกองทัพคนที่ 2 เป็นผู้แทนมาร่วมงานดังกล่าวด้วย และมีการประกาศเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) และ สภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ด้วย

ทั้งนี้ ถือเป็นการประกาศเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทั้งด้านการเมืองและการทหารกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) อย่างเป็นทางการ และถือเป็นการประกาศต่อต้านกองทัพพม่าอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ทำสัญญาหยุดยิงกันเมื่อปี 2532

เจ้าจายทู รองผู้บัญชาการคนที่ 2 กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ให้สัมภาษณ์หลังพิธีสวนสนามว่า กองทัพรัฐฉานเหนือมีการหยุดยิงมาตั้งแต่ปี 2532 โดยหวังจะเอาการเมืองมาแก้ไขปัญหาทางการเมือง แต่กองทัพพม่าไม่รับฟัง มีการใช้กำลังทหารข่มขู่ และมีการปะทะกับกองทัพรัฐฉานเหนือตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยกองทัพรัฐฉานเหนือยืนยันว่าจะไม่มีการเจรจากับกองทัพพม่าอีก “ต่อสู้ก็คือต่อสู้ ไม่มีเจรจา เพราะกองทัพเราอยู่กับสภากอบกู้รัฐฉานแล้ว”

ด้าน พล.ท.เจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) และผู้นำกองทัพรัฐฉาน (SSA) กล่าวว่า ประชาชนในรัฐฉานอยากเห็นกองทัพในรัฐฉานแต่ละกองทัพ หันมาปรองดอง สามัคคีกัน โดยการรวมกองทัพระหว่างสองกองทัพรัฐฉาน จะมีการรวมกันอย่างจริงจังโดยภายในปีนี้จะเห็นความชัดเจน ส่วนรูปธรรมขณะนี้ทั้งเราทั้งสองกองทัพพูดคุยกัน เข้าใจกัน โดยจะมีการลงรายละเอียดอีกทีในเรื่องระเบียบวินัยของกองทัพ และไม่ว่ากลุ่มไหนในรัฐฉาน ตอนนี้เราสามัคคีกันทุกกลุ่ม

สำหรับวันที่ 21 พ.ค. ของทุกปี ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่าในรัฐฉานถือเอาวันนี้เป็นวันรำลึกการต่อต้านทหารพม่า โดยวันนี้เมื่อปี พ.ศ. 2501 เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะได้ตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาลพม่าในนามกลุ่ม "หนุ่มศึกหาญ" ขึ้นที่เมืองหาง เขตอำเภอเมืองโต๋น ในรัฐฉานตอนใต้ ด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน โดยเริ่มต้นมีกำลังพล 30 นาย

โดยในปี 2501 ดังกล่าว ถือเป็นปีครบกำหนดที่ชาวไทใหญ่ในรัฐฉานและชนกลุ่มน้อยในรัฐอื่นของพม่า สามารถใช้ “สิทธิแยกตัว” (Right of Secession) ตามรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่ระบุว่าหลังจากพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษไปแล้ว 10 ปี หากรัฐของชนชาติต่างๆ ในสหภาพพม่าต้องการแยกตัวเป็นเอกราช โดยสามารถจัดการลงประชามติขึ้นในรัฐนั้น หากได้รับเสียง 2 ใน 3 จึงจะสามารถแยกตัวเป็นเอกราชได้ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลพม่าอีกที อย่างไรก็ตามไม่มีชนกลุ่มน้อยรัฐใดในรัฐฉานมีโอกาสใช้สิทธิดังกล่าว เนื่องจากปัญหาสงครามกลางเมืองระหว่างชนกลุ่มน้อยที่ต้องการแยกเป็นอิสระ และทหารพม่ารุกคืบเข้าไปในพื้นที่ของรัฐชนกลุ่มน้อย

000

 

 

 

การรวมกันเป็นหนึ่งกองทัพในรัฐฉาน

ปัจจุบันในรัฐฉาน มีกองกำลังที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าคือ กองทัพรัฐฉาน หรือ SSA (Shan State Army) นำโดย พล.ท.เจ้ายอดศึก ซึ่งแยกออกมาตั้งกลุ่มใหม่ หลังจากที่ขุนส่านำกองทัพเมืองไต (Mong Tai Army หรือ MTA) วางอาวุธแก่รัฐบาลพม่าในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2539

ต่อมาเมื่อเดือน พ.ค. ปี 2548 มีกองกำลังมาเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน SSA เพิ่ม คือ กองทัพแห่งชาติรัฐฉาน (Shan State National Army – SSNA) ซึ่งได้แยกตัวจากขุนส่า เมื่อปี 2538 และทำสัญญาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่านั้น ได้เลิกสัญญาหยุดยิงและ พ.อ.เจ้าจายยี่ ผู้นำ SSNA ได้นำกำลังมารวมกับกองทัพรัฐฉาน SSA

ในบางกรณี ผู้สังเกตการณ์ภายนอกขนานนามกองทัพรัฐฉานที่นำโดย พล.ท.เจ้ายอดศึกว่า กองทัพรัฐฉาน “ใต้” (Shan State Army – South / SSA-S) เนื่องจากมีอีกกองกำลังหนึ่งในรัฐฉาน ที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ ว่า “Shan State Army” เหมือนกัน แต่เนื่องจากเป็นคนละกองทัพกัน และมีพื้นที่เคลื่อนไหวอยู่ในตอนเหนือรัฐฉาน จึงถูกผู้สังเกตการณ์ขนานนามว่า กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” (Shan State Army - North) เพื่อจำแนกสองกองกำลังดังกล่าว

แต่ล่าสุด กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ที่นำโดย พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน ได้ถือเอาวันครบรอบปีที่ 53 วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน ประกาศเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน “ใต้” ที่นำโดยสภากอบกู้รัฐฉาน

โดยกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ก่อตั้งในปี 2507 หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือมหาเทวีเฮือนคำ อดีตชายาเจ้าฟ้าส่วยแต้ก (Sao Shew Thaik) แห่งเมืองหยองห้วย ประธานาธิบดีคนแรกของสหภาพพม่า (ผู้เป็นประธานาธิบดีตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2491 จนถึงปี 2495 และในเดือนมีนาคมปี 2505 หลังการรัฐประหารของนายพลเนวิน ได้ถูกควบคุมตัวและเสียชีวิตในคุก ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน)

โดยกองทัพรัฐฉาน ที่ตั้งในปี 2507 นี้ต่อมาได้เจรจาหยุดยิงเมื่อปี 2532 โดยแบ่งกำลังเป็น 3 กองพลน้อย คือ กองพลน้อยที่ 1, 3 และ 7

ต่อมาในเดือนเมษายนปี 2553 พล.ต.หลอยมาว ผู้นำสูงสุดของกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ตัดสินใจรับข้อเสนอรัฐบาลทหารพม่า นำกำลังพลในกองพลน้อยที่ 3 และ 7 เปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์พื้นที่ (Home Guard Force – HGF) และมีการเปลี่ยนชุดเครื่องแบบตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2553

ขณะที่กองพลน้อยที่ 1 ภายใต้การนำของ พล.ต.ป่างฟ้า ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการเปลี่ยนสถานะกองกำลังไปอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพพม่า

ต่อมาในเดือนธันวาคมปี 2553 กองพลน้อยที่ 1 ดังกล่าว ได้มีการประชุมใหญ่ทั้งระดับผู้บังคับบัญชาหน่วย ที่ปรึกษา และฝ่ายปกครอง ที่ฐานบัญชาการบ้านไฮ อำเภอเกซี จังหวัดดอยแหลม รัฐฉานภาคเหนือ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ปีนี้ โดยมีมติให้ฟื้นฟูจัดตั้งองค์การเมืองในชื่อ“พรรคก้าวหน้ารัฐฉาน” (Shan State Progress Party - SSPP) ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองเดิมของกองทัพ แต่ได้ยุติบทบาทมาตั้งแต่ปี 2538 พร้อมกันนั้น กองพลน้อยที่ 1 ได้มีมติเห็นชอบใช้ชื่อกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army - SSA) ซึ่งเป็นชื่อเดิมของกลุ่ม แทนชื่อกองพลน้อยที่ 1

โดยพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (SSPP) ที่ถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่นี้ มี พล.ต.ป่างฟ้า ผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 1 ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการ และผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ มีการปรับโครงสร้างใหม่แบ่งกำลังพลออกเป็น 5 กองพลน้อย คือ กองพลน้อยที่ 1, 27, 72, 36 และ 74 แต่ละกองพลน้อยมีกำลังทหาร 3 กองพัน นอกนั้นได้จัดตั้งหน่วยรบพิเศษ หน่วยปืนใหญ่ และหน่วยสารวัตรทหารด้วย

กระทั่งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กองทัพพม่าได้เสริมกำลังเข้าไปประชิดพื้นที่เคลื่อนไหวของกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ดังกล่าว และเริ่มโจมตีมาตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ได้ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลพม่าว่า เคยเสนอให้แก้ปัญหาการเมืองด้วยวิธีเจรจาทางการเมืองมาแล้วหลาย แต่รัฐบาลทหารพม่าไม่ได้ให้ความสำคัญ มุ่งแต่สร้างความแตกแยกและกำจัดกลุ่มชาติพันธุ์ โดยยังคงยึดนโยบายตัด 4 ละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวรัฐฉานต่อเนื่อง และยังส่งกำลังทหารเข้ากดดันกองทัพรัฐฉาน "เหนือ" จนเกิดการสู้รบกัน

ล่าสุดกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ภายใต้การนำของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (SSPP) จึงประกาศเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน “ใต้” (SSA) และสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ที่มี พล.ท.เจ้ายอดศึกเป็นผู้นำ ดังกล่าว

 

   

คณะเจรจากองทัพรัฐฉาน SSA กลุ่มเจ้ายอดศึก และรัฐบาลพม่า พบหารือกันครั้งที่สองที่เมืองตองจี เมืองหลวงของรัฐฉาน สองฝ่ายลงนามหยุดยิงอย่างเป็นทางการ ด้านทหารพม่าในรัฐฉานสั่งผู้ใหญ่บ้านประกาศแจ้งชาวบ้านเลิกหวั่นกลัวภัยสู้รบ .....

สำนักข่าว Mizzima / SHAN รายงานว่า เมื่อวานนี้ (2 ธ.ค.54) คณะเจรจาสภากอบกู้รัฐฉาน / กองทัพรัฐฉาน RCSS/SSA หรือ กองกำลังไทใหญ่ "ใต้" กลุ่มพล.ท.เจ้ายอดศึก ที่มีบก.อยู่ที่ดอยไตแลง ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้พบเจรจาสันติภาพกับคณะตัวแทนรัฐบาลพม่า ที่เมืองตองจี เมืองหลวงของรัฐฉาน ฝ่ายคณะตัวแทนรัฐบาลพม่านำโดยนายอูอ่องมิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการขนส่งทางรถไฟ และ อูขิ่นหม่องโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ 2 ส่วนฝ่ายคณะเจรจาสภากอบกู้รัฐฉาน / กองทัพรัฐฉาน RCSS/SSA นำโดย พลจัตวา จายลู และพ.อ.จายละ

การเจรจาของทั้งสองฝ่ายครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง หลังจากได้มีการนัดพบเจรจากันครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่บริเวณชายแดนไทย–พม่า (รัฐฉาน) โดยในการเจรจาทั้งสองฝ่ายได้หยิบยกประเด็นข้อเสนอของแต่ละฝ่ายจากการเจรจากันครั้งแรกมาหารือกัน จากนั้นในช่วงบ่ายทั้งสองฝ่ายได้ข้อสรุปเห็นชอบและลงนามอย่างเป็นทางการร่วมกัน

ทั้งนี้ ข้อเสนอที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบและลงนามร่วมกันมีทั้งหมด 8 ข้อ เป็นข้อเสนอจากฝ่ายรัฐบาลพม่า 4 ข้อ ได้แก่ 1. ให้ทั้งสองฝ่ายยุติสู้รบกัน 2. แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานและเปิดสำนักงานเจรจาระหว่างกัน 3. หากไม่พกพาอาวุธให้อนุญาตเข้าพื้นที่เคลื่อนไหวซึ่งกันและกัน 4. กำหนดวันเวลาและสถานที่ในการพบเจรจากันครั้งต่อไป และข้อเสนอจากฝ่ายสภากอบกู้รัฐฉาน / กองทัพรัฐฉาน RCSS/SSA 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. ขอทั้งสองฝ่ายยุติสู้รบกัน 2. ให้แก้ไขปัญหาทางการเมืองร่วมกัน 3. ขอเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการพัฒนา และ 4. ขอปราบปรามยาเสพติดร่วมกัน

โดยหลังการลงนามข้อตกลงแล้วเสร็จทางฝ่ายคณะตัวแทนรัฐบาลพม่าได้เสนอให้สภากอบกู้รัฐฉาน / กองทัพรัฐฉาน RCSS/SSA เปิดสำนักงานประสานงานใน 10 อำเภอ ในรัฐฉาน เช่น ท่าขี้เหล็ก, เชียงตุง, ตองจี, โขหลำ, เมืองโต๋น ส่วนรายละเอียดข้อเสนอเรื่องขอเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการพัฒนานั้น จะนำไปพิจารณาเพื่อกำหนดข้อชัดเจนต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ในวันเดียวกันหลังการลงนามหยุดยิงอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลพม่าและกองทัพรัฐฉาน SSA ได้ไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านบ้านปุ่งป่าแขม บ้านนากองมู อำเภอเมืองโต๋น จังหวัดเมืองสาด (อยู่ตรงข้ามอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่) ได้รับคำสั่งให้ประกาศแจ้งชาวบ้านทราบเกี่ยวกับการหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย โดยระบุว่า นับจากนี้ชาวบ้านไม่ต้องหวั่นกลัวภัยสู้รบอีก และหากพบเห็นทหารกองกำลังไทใหญ่ SSA เข้ามาในเมืองก็อย่าได้ตื่นกลัวเพราะทั้งสองฝ่ายได้หยุดยิงกันแล้ว


« Back