ตำรวจต้องวางตัวเป็นกลาง

15 มิถุนายน 2554

ใกล้วันเลือกตั้ง ส.ส.งวดประจำปี 2554 เข้ามาทุกระยะ

การรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง หนีไม่พ้น การทำหน้าที่ของตำรวจ

ทั้งด้านการสืบสวนสอบสวนป้องกันปราบปราม และหน่วยเหนือกำชับให้ข้าราชการตำรวจวางตัวเป็นกลาง

ไม่เอนเอียงเข้าข้าง สนับสนุนพรรคการเมืองใด ไม่ให้คุณให้โทษกับตัวพรรคและผู้สมัคร ส.ส.

เพราะตำรวจรู้ดีที่สุด ว่าพรรคใดหาเสียงอย่างไร ในพื้นที่ใครหน้าใหม่ ใครเป็นหัวคะแนนของใคร?

โดยเฉพาะหากมีการซื้อสิทธิ ขายเสียง ตำรวจก็รู้อีก

 

ระบบอุปถัมภ์ ที่การเมืองฝ่ายรัฐบาลให้กับตำรวจ มิใช่แต่เพียงยอดปิรามิด เท่านั้น แต่ขยายมาถึงฐานปิรามิด

ต้องยอมรับความจริง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ การเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ไม่ใช่ส้มหล่น ของฟรีไม่มีในวงการตำรวจ

ไม่ตั๋วธรรมดา ก็ต้องเป็นตั๋วพิเศษ มีตั๋วเด็ก หรือไม่ก็การทดแทนบุญคุณตลอดชีพ

และตราบใด ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี สามารถให้คุณให้โทษ สามารถเลือกสรรได้แล้ว

ก็อย่าไปหวังว่า ตำรวจจะวางตัวเป็นกลางจริง ๆ เพราะไม่ใช่พระอิฐพระปูน

การกำชับให้ข้าราชการตำรวจวางตัวเป็นกลาง จึงเป็นคำสั่ง หลักฐานเพื่อป้องกันภัย และให้ดูดีเท่านั้น

ข้าราชการตำรวจ และฝ่ายปกครอง ที่ดำรงตำแหน่งขณะนี้ ยอมรับกันหรือไม่ ว่ามีปลอกกันทั้งนั้น

และเป็นคนของใคร?

จะเห็นได้ว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หากมีการเปลี่ยนขั้นพรรคแล้ว

ก็จะมีการย้ายล้างบาง เอาคนของตัวเองเข้ามาแทนที่

พรรคการเมืองก็รู้ดี ว่าใคร เป็นใคร บ้าง?

ยกตัวอย่าง เช่น หาก พรรคเพื่อไทย มาเป็นรัฐบาล ถามว่า ตำแหน่ง ผบ.ตร.จะเปลี่ยนหรือไม่ ?

ตำแหน่ง หลัก เช่น ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ทุกแห่งหน ก็ต้องเปลี่ยน อย่างแน่นอน

และลามไปถึงระดับหัวหน้าสถานีตำรวจ อย่างไม่ต้องสงสัย

วงการตำรวจ ก็รู้ว่าที่ตนเองได้ดิบได้ดี มาเพราะใคร?

ตำรวจสังกัดขั้วนักการเมือง ไม่ใช่ มีเฉพาะฝ่ายรัฐ ฝ่ายค้านเท่านั้น

มีตำรวจส่วนน้อยอีกจำนวนหนึ่ง ประเภทไม่มีปลอกคอเลย ใครจะมา ใครจะไป ไม่สนใจ และต่างนั่งมองตำรวจมีปลอกคอ

และก็ยังมีตำรวจอีกประเภท ที่เก่งที่สุด นั่นคือ ใครมา ใครไป ก็เปลี่ยนสีปลอกคอได้ตลอด เหมือนจิ้งจกกิ้งก่า

ตำรวจที่ว่าเก่งที่สุดนี้ จัดเป็นตำรวจที่อันตรายที่สุด เพราะไม่มีความจริงใจให้กับใคร แม้กระทั่งตัวเอง

เพราะฉะนั้น ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเร็ววันนี้  โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงจะรุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

การวางตัวเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเป็นทฤษฎีเท่านั้น ส่วนทางปฎิบัติเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

????

.......................................................................................

คมชัดลึก 15 มิถุนายน 2554

กระแสความสนใจของสังคมในปัจจุบันเกาะติดอยู่กับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเกิด

ขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้

บรรยากาศทางการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมาทำให้ประชาชนตื่นตัวและมีส่วนร่วมทางการเมือง

มากกว่าในอดีต

เช่น การร่วมรับรู้รับฟังนโยบายของพรรคการเมือง การวิพากษ์วิจารณ์ การพูดคุยถกเถียงโต้แย้งระหว่าง
กัน หากผู้สนทนาแลกเปลี่ยนคอเดียวกัน บรรยากาศของการสนทนาแลกเปลี่ยนก็จะเป็นไปอย่างชื่นมื่น
มีความสุขและเร้าใจ แต่บ่อยครั้งที่พบว่า ความไม่ลงรอยทางความคิดเห็นและอุดมการณ์ทางการเมืองนำ
มาซึ่งความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงต่อกัน เข้าทำนองซึมซับรับเอาความเป็นพรรคการเมืองเข้ามา
อยู่ในเนื้อในตัวจนเกิดอคติความลำเอียงและรู้สึกทนไม่ได้หากจะมีใครคนหนึ่งคนใดมีความคิดเห็นที่
ขัดแย้งแตกต่าง ลักษณะเช่นนี้เป็นภาพสะท้อนของบรรยากาศประชาธิปไตยแบบบิดเบี้ยว
ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องหันกลับมาทบทวนสำนึกความ
เป็นประชาธิปไตยของตนเองก่อนที่จะทำหน้าที่ “เลือก” คนดีเข้าสภา รวมถึงการเคารพกติกาและ
กระบวนการของระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้สังคมไทยสามารถพัฒนาก้าวหน้าต่อไปได

ตำรวจถูกคาดหวังให้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมบรรยากาศทางการเมืองในสังคมไทยให้เป็นไป
ในรูปแบบของการเคารพกติกา และมีความเป็นประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนการ
แข่งขันของผู้สมัครที่จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงจัดตั้ง
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง และดูเหมือนว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างเข้มแข็ง?
หากพิจารณาจาก “ภาพที่ปรากฏ” ต่อสายตา เช่น ผู้นำระดับสูงเป็นประธานศูนย์ฯ และเป็นประธานในการประชุม
(ที่จัดขึ้นทุกวัน) โดยตำรวจหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศจะต้องเข้าร่วมประชุมทางไกลที่จัดขึ้นทุกๆ วันนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้ดูเสมือนว่าทุกลมหายใจเข้าออกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทยในห้วงเวลานี้คือ การสร้างความยุติธรรมทางการเมืองให้เกิดขึ้นเพื่อให้สังคมสงบสุข ถ้อยคำที่ถูกนำเสนอ (กำชับ) ผ่านที่
ประชุมคือ “ตำรวจต้องวางตัวเป็นกลาง” ทำให้ดูประหนึ่งจะเพิ่มการตอกย้ำสร้างความจริงให้คนนอกเห็น
ความจริงจัง จริงใจของตำรวจในการวางตัวให้เป็นกลาง

 แต่ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหลายเหล่านี้เป็นได้แค่เพียงภาพลวงตาหรือมายาคติเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วตำรวจไทยปฏิบัติงานอยู่ในบริบททางสังคมวัฒนธรรมการเมืองที่ไม่สามารถที่จะวาง
ตัวเป็นกลางได้เลย (จริงๆ) เช่นเดียวกับผู้คนอื่นๆ ทุกอาชีพ ทุกหมู่เหล่าในสังคมที่ล้วนมีจุดยืน ตำแหน่งแห่งที่
ของอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตนเองเลือกทั้งสิ้น หากแต่ตำรวจสามารถแยกแยะอุดมการณ์ทางการ
เมืองของตนกับการปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดีได้หรือไม่? ในเมื่อการได้มาซึ่งตำแหน่ง
อำนาจ หน้าที่ (ลาภ ยศ วาสนา ฯลฯ) ของตำรวจในทุกวันนี้ตกอยู่ในโควตาของนักการเมืองและผู้มีอำนาจ
นอกวงการตำรวจแทบทั้งสิ้น

 หากเปรียบเทียบว่าเราไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายกับนักการเมืองที่ทุจริต คอรัปชั่นได้ เช่นเดียวกับหากไม่สามารถจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพรรคการเมืองได้เลย จะด่วนสรุปว่าไม่มีนักการเมืองทุจริตและไม่มีตำรวจที่ไม่วางตัวเป็นกลางได้หรือไม่? ในเมื่อการได้ดิบได้มา
จากการที่เป็นคนของ (พรรค) ใครมากกว่าการปฏิบัติงานในบทบาทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ การปฏิบัติการเพื่อตอบแทนบุญคุณและการแสดงความเป็นพรรคพวกที่ภักดีจึงเป็นสิ่งที่ตำรวจเลือกที่จะกระทำ โดยปฏิบัติการเลือกข้างนี้ได้ถูกพัฒนากลวิธีอย่างแนบเนียนสร้างภาพลวงตาที่ทำให้ดูเหมือนว่าตำรวจเป็นกลางแล้ว การตรวจสอบภาวะความเป็นกลางของผู้บังคับบัญชาที่ไม่เป็นกลางแต่เป็นพรรคพวกเดียวกัน โดยมุ่งเน้น
ที่จะตรวจสอบความเป็นกลางของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือแม้แต่การวางกำลังที่จะตรวจสอบน้อยจนไม่สามารถที่
จะทำการตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพในบางพื้นที่ เป็นตัวอย่างหนึ่งของปฏิบัติการของการวางตัว
ไม่เป็นกลางที่แนบเนียน

 

เมื่อเป็นเช่นนี้การตั้งคำถามว่าตำรวจจะสามารถวางตัวเป็นกลางตามคำสั่งและการกำชับของหน่วยเหนือได้หรือไม่? จึงเป็นคำถามที่มิควรตั้งคำถาม หากแต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมจึงมีการสั่งกำชับให้ตำรวจวางตัวเป็นกลาง ทั้งๆ ที่ผู้สั่งเองย่อมรู้อยู่ว่าเป็นไปไม่ได้?

 ดังนั้นหากสังคมคาดหวังให้ตำรวจไทยวางตัวเป็นกลางอย่างแท้จริงต้องร่วมกันต่อสู้ เรียกร้องให้การให้คุณให้โทษแก่ตำรวจหลุดพ้นจากเงื้อมมือและการครอบงำทางการเมือง หากปล่อยให้การบริหารงานตำรวจยังดำรงอยู่ในเบ้าหลอมทางการเมืองน้ำเน่าเช่นนี้ ประชาชนคนไทยไม่มีวันที่จะได้ตำรวจของประชาชน หรือโรงพักเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง...ทุกสิ่งที่เห็นเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น

 ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

 

« Back