PSE : ซูโดอีเฟดรีน

 

 

 

พ.ต.ท.อภิณ์รัตน์  สารากรบริรักษ์

ก็แปลกดี ที่ระยะหลังนี้มีการพบสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า ทั้งที่เป็นยาแก้หวัดธรรมดา ๆ ไป ๆ มา ๆ หวยก็มาออกที่โรงพยาบาลของรัฐ และเอกชน ที่มียาดังกล่าวหายไปจำนวนมาก อาชีพขายยา(บ้า) จึงร่ำรวยเร็ว  สารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า จึงอยู่ใกล้ตัวเรานี่เอง เมื่อ 20 ปีที่แล้ว  ก็เหมือนกับพวกดมกาวน้ำ 3k นั่นแหละ  เขาให้เอามาใช้ปะยางรถ แต่วัยรุ่นดันไปเอามาสูดดม ไม่มีกฎหมายจับ ต่อมาจึงมีกฎหมายพวกสารระเหยออกมาจัดการ   ในฐานะตำรวจ ก็เพิ่งจะมารู้นี่แหละว่า สารตัวนี้ เกี่ยวพันกับเมทแอมเฟตามีน พวกเรียนจบ รบ.นบ.รปศ. ไม่รู้เรื่องกับเขา หรอกครับ แต่ที่รู้ดี คือพวกแพทย์ พยาบาล สายวิทย์ ดี ๆ นี่เอง ????  แล้ว ยาดมที่ชอบสูดดมกัน ให้จมูกโล่งละครับ 

 

 

 

ซูโดอีเฟดรีน (อังกฤษ: pseudoephedrine, ย่อว่า PSE)

เป็นสารเอมีนชนิดพาราซิมพาเทติก มักใช้เพื่อลดอาการคัดจมูก จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 4 ในประเทศไทย ใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น

ซูโดอีเฟดรีน คือ ไดแอสเทอร์โอเมอร์ของเอฟิดรีน. ซูโดอีเฟดรีนเป็น ไครอลโมเลกุล หมายถึง สเตอริโอไอโซเมอร์ที่มีอะตอมไครัลมากกว่าหนึ่ง แต่ไม่ใช่คู่ที่เป็นภาพในกระจกซึ่งกันและกัน

ซูโดอีเฟดรีนเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเมธแอมเฟตามีน หรือยาไอซ์ และ ยาบ้า.

 

 

กรณีตรวจพบการลักลอบนำยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนออกขายอย่างผิดกฎหมายจำนวนมาก ทำให้กระทรวงสาธารณสุขต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาความจริง เนื่องจากยาดังกล่าวนำไปทำเป็นสารตั้งต้นยาเสพติดได้  ยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน ตามปกติทางการแพทย์นำมาใช้รักษาอาการน้ำมูกไหล ช่วยลดน้ำมูก แก้อาการคัดจมูก เพราะมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเยื่อเมือกในทางเดินหายใจหดตัว ช่วยลดอาการบวมเยื่อบุจมูก ลดอาการคั่งของเลือดในเนื้อเยื่อ ลดอาการคัดจมูก ทำให้หายใจสะดวกขึ้น  นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มการระบายออกของสารคัดหลั่งจากไซนัส และยังช่วยบรรเทาอาการอักเสบของช่องหูตอนกลาง ช่วยให้ท่อนำลมที่เชื่อมระหว่างหลังจมูกกับหูส่วนกลางที่อุดกั้นเปิดออกได้ 

ผลการออกฤทธิ์ของซูโดอีเฟดรีนที่มีฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเยื่อบุจมูก และมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางค่อนข้างน้อย จึงได้รับการรับรองให้นำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูก เนื่องจากหวัดและภูมิแพ้  แต่มีข้อควรระวังคือ กรณีที่รับประทานเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ ประสาทส่วนกลางถูกกระตุ้น หรือใจสั่นหากได้รับยาในขนาดสูง ส่วนใหญ่การขึ้นทะเบียนยา จะเป็นการขออนุญาตเป็นยาสูตรผสมกับสารตัวอื่นๆ เพื่อลดอาการคัดน้ำมูก

 

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบข่าวการนำยาแผนปัจจุบันที่ใช้อยู่ทั่วไป ไปปรับเปลี่ยนเติมสารบางอย่าง เพื่อให้ออกฤทธิ์คล้ายยาเสพติด เช่น ยาแก้ไอบางชนิดก็ถูกนำมาเป็นส่วนผสมของยาเสพติดที่เรียกว่า สี่คูณร้อย ซึ่งเคยระบาดอยู่ระยะหนึ่ง จนมีการยกเลิกไปในที่สุด  จากโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับยาเสพติด ทำให้ขบวนการยานรกเหล่านี้ ใช้ประโยชน์ของยามาเป็นโทษทำร้ายเพื่อนมนุษย์

ซูโดอีเฟดรีน จัดเป็น 1 ใน 14 ของสารตั้งต้นที่ใช้ในการลักลอบผลิตยาเสพติด ที่กำหนดตามอนุสัญญาสหประชา ชาติว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดให้โทษ และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ.1988  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พยายามปรับเปลี่ยนและออกมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันการนำยาไปใช้ให้โทษมาโดยตลอด ด้วยการยกระดับของยาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด คือ ปรับสถานะยาแก้หวัดชนิดเม็ด/แคปซูล ที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน 3 สูตร ได้แก่ สูตร Pseudoephedrine และ Triprolidine สูตร Pseudoephedrine และ Brompheniramine และสูตร Pseudoephedrine และ Chlorpheniramine  จากยาอันตรายให้เป็น "ยาควบคุมพิเศษ" คือ จําหน่ายได้เฉพาะในสถานพยาบาลของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนประเภทรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนเท่านั้น และควบคุมปริมาณการจำหน่าย ไม่เกิน 5,000 เม็ดต่อแห่งต่อเดือน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ลักลอบซื้อขายจากโรงพยาบาลโดยตรง จนเป็นเหตุให้ต้องระงับการจำหน่ายยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนในโรงพยาบาลทั่วประเทศและนำไปสู่การสอบสวนครั้งใหญ่ การควบคุมในอนาคต อย.ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณายกระดับยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน จากเป็นยาควบคุมพิเศษ ให้เป็นกลุ่มยาออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 2 ตามพ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ทำให้จะไม่มีการนำเข้าโดยบริษัทใดๆ และถูกควบคุมอย่างเข้มงวด

 

นอกจากนี้ ผู้ที่ลักลอบนำเข้าหรือจำหน่ายจะได้รับโทษไม่ต่างจากยาเสพติด และหากแปรรูปเป็นยาเสพติด ก็จะได้รับโทษหนักทางอาญา

ที่มา :  นสพ.ข่าวสด วันที่ 23 มี.ค.55 คอลัมน์ คอลัมน์ที่13

 

อย. ออกประกาศปรับยาซูโดอีเฟดรีนเป็นยาควบคุมพิเศษ เริ่ม 19 ธ.ค.2554

อย. เดินหน้าขจัดภัยยาเสพติด เตรียมบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ

ฉบับที่ 40 จัดให้ยาสูตรผสมที่มีซูโดอีเฟดรีน เป็นส่วนประกอบในรูปแบบยาเม็ด แคปซูล และยาน้ำ ยกเว้นสูตรผสมที่

มีพาราเซตามอล เป็นส่วนประกอบ เป็นยาควบคุมพิเศษ คุมเข้ม จำหน่ายได้เฉพาะสถานพยาบาลของรัฐ และ

สถานพยาบาลของเอกชนประเภทรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนเท่านั้น ดีเดย์ 19 .. 54 พร้อมมีมาตรการเพิ่มการเข้าถึง

ยาโดยนำยาเฟนิลเอฟริน ซึ่งมีประสิทธิผลใกล้เคียงกันมาใช้ทดแทน เตือน ร้านขายยา ผู้ผลิต/นำเข้ายา หาก อย.

ตรวจพบไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ จะมีโทษสถานหนัก

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า กรณีปัญหาการนำยาแก้หวัดสูตร

ผสมที่มีส่วนประกอบของซูโดอีเฟดรีน ซึ่งใช้เป็นยาแก้หวัดไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด ซึ่งจากสถิติ

ตั้งแต่ปี 2551-ปัจจุบัน พบของกลางยาแก้หวัดสูตรผสมที่มีส่วนประกอบของซูโดอีเฟดรีน ทั้งที่ผลิตในประเทศ

และลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ กว่า 43 ล้านเม็ด ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มี

มาตรการที่เข้มงวดในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้ปัญหายาเสพติด

เป็นวาระแห่งชาติ โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ อย. ได้ผลักดันให้มีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ

ฉบับที่ 40 กำหนดให้ยาสูตรผสมที่มีซูโดอีเฟดรีนเป็นส่วนประกอบในรูปแบบ ยาเม็ด แคปซูล และยาน้ำ

ยกเว้นสูตรผสมที่มีพาราเซตามอล เป็นส่วนประกอบ เป็นยาควบคุมพิเศษ โดยประกาศฉบับนี้ได้ประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ อย. ได้มี

มาตรการจำกัดปริมาณการกระจายยา และลดช่องทางการจำหน่าย โดยได้ออกประกาศสำนักงาน-

คณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง การควบคุมการจำหน่ายยาแก้หวัดสูตรที่มีส่วนประกอบของซูโดอีเฟดรีน

(ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 12 กันยายน 2554 ควบคุมการจำหน่าย เฉพาะในสถานพยาบาลของรัฐและ

สถานพยาบาลของเอกชนประเภทรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนเท่านั้น และควบคุมปริมาณการจำหน่ายให้

สถานพยาบาลของเอกชนประเภทรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนได้ไม่เกิน 5,000 เม็ด/แห่ง/เดือน

ดังนั้น ในระยะเวลาตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2554 หรือช่วงก่อนที่ประกาศจะมีผลบังคับใช้

อย. ขอให้ร้านขายยาและคลินิกทั่วประเทศงดการซื้อเพิ่มยาสูตรต่าง ๆ ดังกล่าว และควบคุมการจำหน่ายยา

ที่ยังคงมีอยู่ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ โดยให้ผู้ป่วยแต่ละรายได้ไม่เกิน 60 เม็ด ส่วนผู้ผลิต/นำเข้า ขอให้หยุดการ

จำหน่ายยาสูตรนี้ให้ร้านขายยาและคลินิกโดยทันที และจัดทำแผนการจำหน่ายยาส่งให้ อย. เพื่อเป็นข้อมูลใน

การติดตามกำกับดูแลยาดังกล่าว ทั้งนี้ อย. จะมีการตรวจสอบร้านขายยาอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีการฝ่าฝืน

มาตรการที่กำหนด โดยเน้นที่ร้านขายยา/คลินิก ที่มีประวัติการซื้อยาจำนวนมาก รวมทั้งผู้ผลิต/นำเข้ายากลุ่ม

ดังกล่าว หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งมีมาตรการลงโทษเพิ่ม โดยเสนอพักใช้ใบอนุญาต

สำหรับร้านขายยา หรือระงับการจำหน่ายวัตถุดิบซูโดอีเฟดรีน สำหรับในรายที่เป็นผู้ผลิต 

 นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ว่า สัปดาห์นี้น่าจะได้รับหนังสือตอบกลับจากคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีเตรียมยกระดับยาแก้หวัด สูตรผสมสารซูโดอีเฟดรีน ให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จากนั้นจะประกาศเป็นกฎกระทรวงให้มีผลบังคับใช้ การประกาศดังกล่าวจะยกระดับให้ยาแก้หวัดที่มีสูตรผสมของสารซูโดอีเฟดรีน มีสถานะเหมือนมอร์ฟีนเม็ด ที่ต้องแจ้งรายงานการผลิต สั่งซื้อ และผู้ที่ได้รับยาดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อลดปัญหาการนำไปเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า โดยให้เวลา 30 วันกับผู้เกี่ยวข้องในการปรับตัว

 

 

ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดีการลักลอบนำยาแก้หวัดที่มีสารซูโดอีเฟดรีนออกจากระบบของโรงพยาบาลเป็นคดีพิเศษ อันเป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นเภทภัยจากยาเสพติดทั้งยาบ้าและไอซ์ ที่ทุกวันนี้ระบาดหนักทั้งในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ ในต่างจังหวัด ที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะแค่ว่าความต้องการยาเพิ่ม หากแต่รายได้จากการขายที่ล่อตาล่อใจให้คนที่หลงทางไปใช้ยานรกเหล่านั้น เลือกที่จะเดินหน้าต่อไปทั้งที่ความจริงแล้วน่าจะเรียกว่าจมปลัก นับถอยหลังสู่อนาคตอันมืดมน    การที่คดีนี้เป็นคดีพิเศษ ก็จะทำให้ดีเอสไอใช้อำนาจตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษได้เต็มรูปแบบ ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมงานได้อย่างเต็มที่ทั้งหน่วยงานต้นตอที่เป็นปัญหาอย่าง กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งกองพิสูจน์หลักฐาน พอรวมกันแล้วก็ใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น ดักฟังโทรศัพท์ ติดตามสะกดรอย แฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญก็คือ สามารถเข้าไปตรวจสอบโรงพยาบาลที่น่าสงสัยได้เต็มที่ เบื้องต้นดีเอสไอ เล็งโรงพยาบาลไว้ถึง 22 แห่ง
     
                 เมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็ไม่แปลกที่จะมีการติดตามคดีโดยที่จะใช้รูปแบบไหนก็แล้วแต่ว่าเรื่องนั้นหนัก-เบาแค่ไหน ปัญหาเรื่องนี้ก็คือ ตัวยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของสารซูโดอีเฟดรีนนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะรู้ว่ามันสามารถนำไปผลิตสารเสพติดได้ หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รู้มานานแล้ว และมีสถิติการจับกุมนำยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของสารตัวนี้ออกนอกระบบมาอย่างน้อยก็ปี 2551 จากปีแรกแค่หลักล้าน ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นมา เพราะยาแก้หวัด 1 เม็ดนำไปผลิตยานรกได้ถึง 3 เม็ด จากราคาไม่เกิน 5 บาท เมื่อเป็นยานรกแล้วมูลค่าพรวดไปที่ 400-500 บาท
     
                 ดูจากรายงานของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นั้นมีมาตรการเพื่อสกัดสารซูโดอีเฟดรีนออกนอกระบบก็เพียงแค่เปลี่ยนคำเตือนที่เดิมแค่บอกว่า ยาอันตราย เพิ่มมาตรการสกัดการเข้าถึงยาต้องมีใบแพทย์สั่ง ห้ามขายเกิน 60 เม็ดให้แก่บุคคล ให้ร้านค้าทำทะเบียนการขาย ซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือการสร้างความยุ่งยากให้แก่คนซื้อ ซึ่งความจริงแค่จำกัดจำนวน เพื่อให้ยากต่อการรวบรวมก็น่าจะเพียงพอ แต่นั่นก็ไม่ใช่แนวทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างชะงัด เพราะในส่วนของต้นทางคือบริษัทที่ผลิตและนำเข้ายา หรือสารซูโดอีเฟดรีนก็ต้องเข้มงวดกวดขันด้วย
     
                 เรื่องนี้หากจะให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงๆ ก็น่าจะยกเลิกการใช้ยาที่มีสารซูโดอีเฟดรีนไปก็น่าจะทำให้ปัญหาจบได้อย่างง่ายๆ เพราะ อย.เองก็รู้ดีว่า มีสารทดแทนที่ไม่สามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นเพื่อผลิตยาเสพติดอยู่ และปัจจุบันก็มียาที่มีสารชนิดนี้วางขาย มาตรการสารพัดของ อย.ที่ออกมาทำได้เพียงแค่สร้างความยุ่งยากให้แก่สุจริตชน ไม่ใช่มาตรการที่เด็ดขาดตัดตอนขบวนการยาเสพติด

 

เฉลิม บี้สางคดีซูโดอีเฟดรีนหาย - เสียใจรพ.ต้นตอยาบ้า (ไอเอ็นเอ็น)

            รองนายกฯเฉลิม ยอมรับ เสียใจ ส่วนผสมของสารตั้งต้นยาเสพติด ซูโดอีเฟดรีน หาย ต้นตอจากโรงพยาบาลกมลาไสย อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ สั่งเจ้าหน้าที่แก้ให้เด็ดขาด

            การตรวจสอบปัญหายาแอคติเฟด ซึ่งมีส่วนผสมของสารตั้งต้นยาเสพติด หายจากโรงพยาบาลกมลาไสย อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ กว่า 350,000 เม็ด ซึ่งตำรวจยังพบว่า มีเภสัชกร และเจ้าหน้าที่ห้องยาพัวพัน ล่าสุด วันนี้ (18 มีนาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาการลักลอบนำยาที่มีส่วนผสมของสารซูโดอีเฟดรีน เกิดขึ้นกับสถานพยาบาลหลายแห่ง และทราบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำลังทำการแก้ไข แต่เรื่องนี้ทำให้ตนรู้สึกเสียใจ เพราะตนได้รณรงค์ให้ทุกฝ่ายช่วยกันปราบปรามยาเสพติด แต่กลับพบต้นตอที่โรงพยาบาล

            ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ต้องเด็ดขาด ซึ่งในฐานะกำกับดูแล ได้กำชับไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ป.ป.ส. และ ดีเอสไอ เข้าทำคดี และเรื่องนี้จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะปัญหายาบ้าที่รัฐบาลได้ปราบปราม ได้พบต้นตอที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นจากโรงพยาบาล และยังเป็นฝีมือของผู้ที่มีสถานะทางสังคมที่ดี ซึ่งหากพบว่ามีความผิด จะต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

 

รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5  เผยคืบหน้าตรวจสอบซองยา ที่ถูกนำมาทิ้งและเผา ขอเวลา ตำรวจ หาแหล่งที่มา ยัน ไร้ปัญหาร่วม ดีเอสไอ สางคดี

พล.ต.ต.ชำนาญ รวดเร็ว รอง ผบช.ภ.5 เปิดเผยถึงความคืบหน้า กรณีพบซองยาแก้หวัด ที่มีส่วนผสมของสาร “ซูโดอีเฟดรีน” จำนวนมาก ถูกเผา และย่อยสลาย นำมาทิ้งในป่าละเมาะข้างทาง หมู่ 11-14 บ้านน้อย ต.สันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เมื่อวานนี้ว่า  ทั้งหมดถูกส่งไปยัง สภ.ท้องที่ เพื่อขยายผลหาแหล่งที่มาของซองยา ดังกล่าวแล้ว โดยตำรวจขอเวลาในการตรวจสอบ ซึ่งยังไม่ทราบว่า ต้องใช้เวลานานเท่าใด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับชาติ  หลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทางตำรวจก็มีคณะกรรมการ ที่มี พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผช.ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าชุด ซึ่งได้รายงานเบื้องต้นไปแล้ว ส่วนสำนวนคดียาแก้หวัดหาย หลังจาก ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษแล้วนั้น ทางตำรวจ พร้อมจะร่วมมือ และส่งมอบสำนวนให้ดำเนินการต่อ
 

รอง ผบช.ภ.7 เผย แกะรอยคดียาแก้หวัดหายจาก ร.พ. ในพื้นที่  พบ เบาะแสบ้าง ส่วน "พสิษฐ์" ยัน ทำงานร่วมกับ ตำรวจ ดีเอสไอ ได้ดี ด้าน สธ. เผย พบผิดปกติยาแก้หวัดหายอีกใน 3 ร.พ. สั่งการให้สอบสวนแล้ว ส่วนซองยาที่เจอยังไม่ได้รับรายงาน

รองผบช.ภ.7 เผย แกะรอย ซูโดฯ หาย

พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 นำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7  ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการปราบปรามเสพติด โดยเฉพาะกรณีการลักลอบนำยาซูโดอีเฟดรีน ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า พร้อมกับกล่าวว่าขณะนี้ในพื้นที่ภาค 7 พบว่า มีข้อมูลการนำยาซูโดอีเฟดรีน ออกจำหน่ายในพื้นที่ อ.สังขบุรี จ.กาญจนบุรี เพื่อนำออกไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านมากจนผิดสังเกต รวมทั้งในพื้นที่ จ.ราชบุรี และ จ.เพชรบุรีด้วย

ขณะที่ นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการบูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้มีการส่งข้อมูลให้ DSI บางส่วนแล้ว พร้อมกันนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบรับการยกระดับ ยาซูโดอีเฟดรีน เป็นยาเสพติดออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เป็นประเภท 2 แล้วเช่นกัน

 

ปลัดสธ.เผยเจออีก 3 ร.พ. ยาแก้หวัดหาย

น.พ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการตรวจสอบความผิดปกติการเบิกจ่ายยาแก้หวัด สูตรผสมซูโดอีเฟดรีน ว่า ล่าสุด พบความผิดปกติในโรงพยาบาลอีก 3 แห่ง คือ โรงพยาบาลสันทราย จ.เชียงใหม่ โรงพยาบาลเสริมงาม จ.ลำปาง และโรงพยาบาลหนองกี่ จ.บุรีรัมย์ โดยพบความผิดปกติในบัญชีเบิกจ่าย และสั่งซื้อยาของทางโรงพยาบาล กับรายงานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และบริษัทยาแจ้งข้อมูลเอาไว้ไม่ตรงกัน ซึ่งจะต้องรอรายงานเชิงลึกที่ขอไปทางจังหวัดอีกครั้ง คาดว่าจะได้รับในวันพรุ่งนี้ หากมีความผิดปกติส่อทุจริต ลักลอบนำยาไปขายให้ขบวนการยาเสพติดจริง จะสั่งย้ายผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเภสัชกรประจำโรงพยาบาล และผู้อำนวยการโรงพยาบาล มาช่วยราชการกระทรวงสาธารณสุขก่อน จนกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดจะแล้วเสร็จ เช่นเดียวกับที่เคยสั่งย้ายผู้ที่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าอาจเกี่ยวข้อง 9 ราย ในโรงพยาบาล 6 แห่ง ที่เคยสั่งย้ายมาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงและและสอบวินัยโรงพยาบาลทั้ง 6 แห่ง ที่ชี้มูลความผิดไปนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล

ส่วนกรณีพบซองยากว่า 5 กิโลกรัม ที่ จ.เชียงใหม่ นั้น ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานข้อเท็จจริง แต่ได้สั่งการไปยังจังหวัด ขอให้เร่งตรวจสอบที่ซองยาทั้งหมด โดยดูเลขทะเบียนยา ว่าตรงกับของเดิมได้ที่หายไปจากโรงพยาบาลที่ถูกชี้มูลส่อกระทำผิด หรือเป็นของใหม่ และให้รายงานโดยตรงทันทีที่ทราบผล

 

สธ. ลั่น ฟันแน่ ขรก.เอี่ยวซูโดฯ หาย - รอชัดเจนอีกครั้ง

น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกับสำนักข่าว INN เกี่ยวกับความคืบหน้าในการติดตรวจสอบ กรณีที่มีกระแสข่าว ข้าราชการระดับสูงของกระทรวง พัวพันการหายไปของยาซูโดอีเฟรีน ว่า กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมี น.พ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวง เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ แต่ยังไม่สามารถที่จะเปิดเผยราละเอียดได้มาก ต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง ยืนยันว่าจะดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาด กับผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ซึ่งในขณะนี้ ก็ได้มีการสั่งย้ายข้าราชการบางคนที่อาจเกี่ยวข้อง เพื่อให้การตรวจสอบทำได้ง่าย และรวดเร็วขึ้นด้วย

พร้อมกันนี้ น.พ.สุรวิทย์ ยังได้เปิดเผยด้วยว่า กระทรวงมีคำสั่งห้ามใช้ จำหน่าย ยาซูโดอีเฟดรีน ในช่วงนี้ไปก่อน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา แต่ยืนยันว่า จะไม่กระทบกับการให้บริการของโรงพยาบาลต่างๆ เพราะสามารถใช้ยาตัวอื่นๆ ทดแทนได้

 

รอง ผบช.ภ.5 เผย คืบหน้าพบซองยาแก้หวัด เร่งหาต้นตอแล้ว

ด้าน พล.ต.ต.ชำนาญ รวดเร็ว รอง ผบช.ภ.5 เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้า กรณีพบซองยาแก้หวัด ที่มีส่วนผสมของสาร "ซูโดอีเฟดรีน" จำนวนมาก ถูกเผา และย่อยสลาย นำมาทิ้งในป่าละเมาะข้างทาง หมู่ 11-14 บ้านน้อย ต.สันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เมื่อวานนี้ว่า  ทั้งหมดถูกส่งไปยัง สภ.ท้องที่ เพื่อขยายผลหาแหล่งที่มาของซองยา ดังกล่าวแล้ว โดยตำรวจขอเวลาในการตรวจสอบ ซึ่งยังไม่ทราบว่า ต้องใช้เวลานานเท่าใด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับชาติ  หลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทางตำรวจก็มีคณะกรรมการ ที่มี พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผช.ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าชุด ซึ่งได้รายงานเบื้องต้นไปแล้ว ส่วนสำนวนคดียาแก้หวัดหาย หลังจาก ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษแล้วนั้น ทางตำรวจ พร้อมจะร่วมมือ และส่งมอบสำนวนให้ดำเนินการต่อ


 

DSI เร่งสอบ "ซูโดอีเฟดรีน" ร.พ.ภูสิงห์

ความคืบหน้ากรณียาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีน หายไปจาก ร.พ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 250,000 เม็ด และขณะนี้ จ.ศรีสะเกษ กำลังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่ง นายประทีป กีรติเลขา ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้รายงานผลให้ทราบโดยด่วน พ.ต.อ.ดนัย รัตนประเสริฐ ผกก.สภ.ภูสิงห์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งว่า ให้ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูสิงห์ จำนวน 2 นาย ไปเข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 2 เม.ย. 55 เวลา 09.00 น. ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งตนสั่งการให้ พ.ต.ท.ชมภู สมสุไทย รอง ผกก.สส.สภ.ภูสิงห์ และ ร.ต.อ.พิชิต เฉียบแหลม พงส. (สบ 1) ไปเข้าร่วมประชุมตามวัน เวลาดังกล่าวแล้ว

ผกก.สภ.ภูสิงห์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของพนักงานสอบสวน สภ.ภูสิงห์ ขณะนี้ ได้ทำการรวบรวมหลักฐานว่า ยาหายไปจำนวนเท่าใด เมื่อไหร่ และได้ลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ส่วนที่จะมีการแจ้งความร้องทุกข์ในขั้นตอนต่อไปนั้น ก็จะต้องรอผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ จ.ศรีสะเกษ หลักฐานขณะนี้ มีเพียงบันทึกประจำวันเท่านั้น ซึ่งตนจะได้ส่งรายละเอียดไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่อไป

 

ตร.แม่อายเผยเก็บหลักฐานซองยาหวัดหมดแล้วพร้อมส่งDSI

พ.ต.อ.สุรสิทธิ์ อุตบุรี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่อาย จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากกรณีเมื่อวานที่ผ่านมา ชาวบ้านได้แจ้งเข้ามายัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่า พบซองยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน ที่เป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด จำนวน 5 กิโลกรัม ถูกเผาทิ้งที่บริเวณริมแม่น้ำแม่กก  ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นั้น ภายหลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้เดินทางเข้าไปทำการตรวจสอบ บริเวณจุดเกิดเหตุ พร้อมกับ ดำเนินการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ไว้ทั้งหมดแล้ว

ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะ ผู้ดูแลรับผิดชอบคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของยาแก้หวัด ที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน ก็ได้มีการทำหนังสือประสานมายัง สถานีตำรวจภูธรแม่อาย เพื่อขอนำพยานหลักฐานต่างๆ ที่เก็บรวบรวมได้ ไปดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อแล้ว 

ดีเอสไอ รับสำนวนคดี "ซูโดอีเฟดรีน" ร.พ.กมลาไสย แล้ว

ที่ สภ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการ สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้าพบ พ.ต.อ.วันชัย รณชาติชัย ผกก.สภ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ พร้อมพนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดีสารซูโดอีเฟดรีน ซึ่งหายจากโรงพยาบาลกมลาไสยกว่า 350,000 เม็ด ซึ่ง ผกก.สภ.กมลาไสย ได้อธิบายแนวทางการสืบสวนให้กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ กว่า 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงมอบสำนวนให้กับดีเอสไอ เบื้องต้นสำนวนมีเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ห้องยาโรงพยาบาลกมลาไสย กว่า 20 ปาก

เจ้าหน้าที่คดีความมั่นคง ดีเอสไอ กล่าวว่า กรณียาหาย ทุกพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการผลิตยาเสพติด กรณีโรงพยาบาลกมลาไสย จะมีการเชิญตัวผู้อำนวยการโรงพยาบาล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าให้ปากคำ โดยในวันที่ 2 เมษายนนี้ ที่กรมสืบสวนคดีพิเศษ จะมีการประชุมเพื่อสรุปแนวทางการทำงาน

นอกจากนี้มีรายงานว่า บ่ายวันเดียวกัน ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ มีคณะกรรมการสอบสวนวินัยกับ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ห้องยาโรงพยาบาลกมลาไสย รวม 7 คน เพื่อสรุปผลไปยังกระทรวงฯ และคาดว่าหลังทำการสอบสวน จะมีการลงโทษกับเจ้าหน้าที่ทุจริตยาครั้งนี้

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. นพ.พิชาติ ดลเฉลิมยุทธนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุดรธานี ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อมูลการตรวจสอบยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนตามที่ปรากฏในข่าวนั้นมีความคลาดเคลื่อน จากยอดการสั่งซื้อจริงของโรงพยาบาลอุดรธานี มียอดถูกยักยอกจำนวนทั้งสิ้น 4,868,964 เม็ด มิใช่ 37,603,500 เม็ดตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ตามหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี เป็นอันมาก โดยในปี 2553 พบการสั่งซื้อยาดังกล่าวจำนวน 1,958,000 เม็ด ในปี 2554 จำนวน 1,754,000 เม็ด ในปี 2555 สั่งซื้อจำนวน 1,099,000 เม็ด ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏในสื่อมวลชน น่าจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการรวมตัวเลขจากการให้ข่าวเป็น 19,580,000 เม็ด ในปี 2553 และ 17,540,000 เม็ดในปี 2554 ตามลำดับ ทำให้มียอดการซื้อและสรุปยอดหายรวม เกินจากความจริงไปมาก

นพ.พิชาติ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลการตรวจสอบ ณ ปัจจุบัน โดยใช้หลักฐานต่างๆย้อนหลัง 3 ปี ไปจนถึงปี 2553 โรงพยาบาลอุดรธานี พบว่าข้อมูลการยักยอกยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีน แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การนำยาออกไปโดยไม่ลงทะเบียนรับจำนวน 4,306,800 เม็ด และการทำหลักฐานการจ่ายเท็จ โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลหรือ รพ.สต.ไม่ได้รับยา 562,164 เม็ด รวมจำนวนที่ถูกยักยอกทั้งสิ้น 4,868,964 เม็ด ซึ่งข้อมูลที่กล่าวมานี้ ได้รายงานผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทราบแล้ว ขณะเดียวกันโรงพยาบาลอุดรธานี จะประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายทั้งตำรวจและดีเอสไอ เพื่อให้ข้อมูลตรงกับความเป็นจริง

ทั้งนี้ ขอชี้แจงว่า เมื่อเริ่มมีข่าวเกี่ยวกับการใช้ยาแก้ไข้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน เป็นสารตั้งต้นการผลิตยาเสพติด กลุ่มงานเภสัชกรรม ของโรงพยาบาลอุดรธานี ได้ทำการทบทวนและตรวจสอบความผิดปกติ จนพบปัญหาเรื่องการทำหลักฐานการจ่ายเท็จจำนวน 140,000 เม็ด จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีและการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับผู้กระทำผิด และมีการขยายผลการสอบสวนโดยทีมงานของโรงพยาบาลทั้งแพทย์ เภสัชกรและพยาบาล ระดมกำลังค้นหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องย้อนหลัง 3 ปี จนพบว่ามีการยักยอกเพิ่มเติมดังกล่าว.

 

นายพสิษฐ์ ศักดิ์ดาณรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดียาซูโดอีเฟดรีนหายจากโรงพยาบาลหลายแห่งว่า ตอนนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขพยายามเร่งดำเนินการสอบสวนสืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำตัวคนกระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ซึ่งการสอบสวนในขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก และมีความชัดเจนของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แล้ว ดังนั้น หากผลการสอบสวนโยงหรือสาวไปถึงใคร คนนั้นจะต้องรับผิดชอบ แต่ในทางกลับกัน หากใครไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ต้องกลัว


เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวออกมาว่ามีการแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน โดยมีการใช้คำว่าสั่งทุกครั้ง 20 เอาออก 80 ตรงนี้มันหมายถึงอะไร นายพสิษฐ์กล่าวว่า หลังจากการลงตรวจห้องยาแล้ว ตอนนี้ตัวยานั้นมันไม่อยู่แล้ว ยามันได้หายออกไปหมดแล้ว ส่วนเรื่อง 20 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เราอย่าเพิ่งพูดถึง ตอนนี้เรื่องมันเดินไปไกลกว่า 20 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่ามีการสั่งกันจริง ไม่ใช่การแอบอ้างสั่งแต่อย่างใด ดังนั้น เรื่องนี้ถือว่าเป็นการลักทรัพย์


เมื่อถามว่า ที่มีข่าวระบุว่ามีการหัก 3 เปอร์เซ็นต์ให้กับคนที่อักษรย่อ ป. นายพสิษฐ์กล่าวว่า ขอเวลาการตรวจสอบและขยายผลก่อน ส่วนอักษรย่อ ป.ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นได้ชี้ไปอย่างนั้นจริงและเมื่อเอกสารชี้ไปอย่างนั้น การที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปอย่างอื่นได้ยาก


เมื่อถามว่า ที่มีรายงานระบุว่า มีการแบ่งให้คนชื่ออักษรย่อ ป.10%, น.10% พี่โค้ว 2% และผู้ใหญ่ 5% ดังนั้น คนที่เป็นผู้ใหญ่ในที่นี้ เป็นผู้ใหญ่แค่ไหน นายพสิษฐ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบของคณะทำงานแล้ว คนที่เป็นผู้ใหญ่ในที่นี้ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ใหญ่มาก อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานการตรวจสอบ ตนเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 มี.ค. ที่ บช.ภ.1  นายพสิษฐ์  ศักดาณรงค์  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานคณะทำงานป้องกันและปราบปรามฟื้นฟูและเยียวด้านยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข  พล.ต.ต.คเชนทร์ คชพลายยุกต์ จตร.ปฏิบัติราชการ ภ.1  พล.ต.ต.ทวิช พละศักดิ์ ผบก.บก.สส.ภ.1 ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม เครือข่ายจัดส่งยาแก้หวัด (ซูโดอีเฟดรีน)   ได้ตัวผู้ต้องหาจำนวน 2  คน ชื่อ นายประเสริฐ ตรีศรีสุภา หรือ เฮียเซ็ง อายุ 59 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป อายู่บ้านเลขที่ 222/46 ซ.ยศเส แขวงวัดเทพศิรินร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม.  ตามหมายจับพะเยา ที่ จ.190/2554 ลงวันที่ 25 ต.ค.2554  และอดีตภรรยาเก่า ชื่อ น.ส.ฐิติภา สุวินัย หรือเจ๊นาง อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 863 ถ.พระราม 6 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. พร้อมของกลางเป็นรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า จำนวน 1 คัน  สมุดบัญชีเงินฝากจำนวน 8 เล่ม มียอดเงินรวม 3,418,165 บ. และเงินดจำนวน 97,000 บ. โดยเจ้าหน้า ที่สามารถจับกุมได้ที่บริเวณการ์เด้นคอนโด แขวง/เขต ราษฏร์บูรณะ กทม  โดย นายพสิษฐ์   ได้กล่าวว่า “การจับกุมตัวเครือข่ายจัดส่งยาแก้หวัด (ซูโดอีเฟดรีน)   ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการปฎิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่เร่งด่วน ที่ระดมกวาดล้างสารตั้งต้นผลิตยาบ้า คือซูโดอีเฟดรีน ที่เป็นส่วนผสมหนึ่งของยาแก้หวัดที่ลักลอบจำหน่ายตามร้านขายยา ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของคณะทำงานป้องกันและปราบปรามฟื้นฟูและเยียว ด้านยาเสพติดของตน ที่ ร.พ.ภูสิงห์ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวานนี้พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่า ได้ตรวจสอบการเบิกจ่ายยาซูโดอีเฟดรีนของโรงพยาบาลภูสิงห์ ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2555 พบยาซูโดอีเฟดรีนของโรงพยาบาลหายไปถึง 250,000 เม็ด ซึ่งหัวหน้าเภสัชกรของโรงพยาบาลได้หลบหนีไปก่อนที่ตนเองจะลงพื้นที่โดยคาด ว่าน่าจะหลบหนีไปยังชายแดนประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ในขณะนี้” นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า “เบื้องต้นได้ให้ ผอ.รพ.ภูสิงห์ ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ไว้แล้วในข้อหาลักทรัพย์และ ยักยอกทรัพย์  ทั้งนี้จากการตรวจสอบได้พบว่า มีคนใกล้ของข้าราชการประจำระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายข้าราชการประจำ มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ว่าเป็นผู้ใด เพราะถือว่าเป็นข้อมูลลับในการสอบสวนดำเนินการ  อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกรณียาซูโดอีเฟดรีนหายที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และโรงพยาบาลทองแสงขัน จ.อุตรดิตถ์ อีกด้วย อย่างไรก็ตามยอมรับว่ามีขบวนการก็ลักลอบจัดส่งยาซูโดอีเฟดรีนในกระทรวง สาธารณสุขจริง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีความผิดปกติ เพราะตามโรงพยาบาลในอำเภอเล็กๆ ปกติการเบิกจ่ายยาซูโดอีเฟดรีนไม่น่าจะเกิน 70,000 เม็ด ซึ่งไม่น่าจะมีจำนวนสูงมากขนาดนี้ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ทางดีเอสไอ จะทำการสอบสวนขยายผลต่อไปจนถึงที่สุด”
ด้านพล.ต.ต.คเชนทร์ ฯ  ได้กล่าวว่า “จากการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาทั้งสอง ได้หลบหนีหมายจับในกลุ่มเครือข่ายพวกจัดส่งยาแก้หวัดให้กับผู้ผลิตยาบ้าทาง ภาคเหนือ ซึ่งมีพฤติการณ์ในการลักลอบซื้อยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมซูโดอีเฟดรีน ครั้งละ 20-30 แผง โดยทยอยซื้อจากร้านขายยา ตั้งแต่ปี 2552-2553 จากนั้น น.ส.ฐิตาภา ก็จะบรรจุยาใส่กล่องพัสดุแล้วให้นายประเสริฐ จัดส่งผ่านบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง โดยมีปลายทางที่จ.พะเยา ซึ่งส่งเป็นจำนวนหลายครั้งแล้ว โดยได้รับค่าตอบแทนผ่านทางบัญชีธนาคาร จึงทำการสืบสวนและวางแผนเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ได้ดังกล่าว ทั้งนี้จากการตรวจสอบบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาพบว่ามีเงินเคลื่อนไหวเป็น จำนวนมากและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ส่วนเครือข่ายปลายทางที่ จ.พะเยานั้น ทางเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมได้แล้วก่อนหน้านี้  สำหรับเครือข่ายดังกล่าวถือว่าเป็นเครือข่ายใหญ่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะขยายผลจับกุมต่อไป”
โดยทาง น.ส.ฐิตาภา ผู้ต้องหา ได้กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวว่า “ก่อนหน้านี้ ก็ได้มีคนว่าจ้างให้ซื้อยาซูโดอีเฟดรีนตามร้านขายยาตามต่างจังหวัด ซึ่งตนและอดีตสามี คือนายประเสริฐ หรือเฮี้ยเส็ง  ก็จะตระเวนซื้อตามร้านขายยาต่างๆมาครั้งละ 2-3 แผง ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีประมาณ 10 เม็ดบ้าง 20 เม็ดบ้าง แล้วแต่ที่ร้านขายยานั้นๆ จะมีจำหน่าย หลังจากนั้นก็จะทยอยส่งให้กับผู้ว่าจ้างผ่านทางรถทัวร์ระหว่างจังหวัด โดยจะได้ค่าจ้างครั้งละ 1-2 พันบาท หรือแล้วแต่จำนวนยา ซึ่งทำมากว่า 2 ปีแล้ว ทั้งนี้เมื่อก่อนตนไม่รู้ว่ายาดังกล่าวนำไปเป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้าได้ แต่พอมาทราบตอนหลังตนก็ไม่ได้ทำแล้ว แต่ก็มาถูกเจ้าหน้าตำรวจตามจับกุมตัวได้”

 

รมว.สธ.เผยความคืบหน้าการตรวจสอบยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนของโรงพยาบาลในสังกัด  เบื้องต้นพบข้อมูลผิดปกติ 18 แห่ง แต่จากผลการตรวจสอบโดยละเอียดของคณะกรรมการ สรุปผลว่าผิดชัดเจนแล้ว 6 แห่ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ 3 แห่ง คาดรู้ผลภายในสัปดาห์นี้...

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2555 ที่โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กทม. นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดประชุมสัมมนาผู้บริหารการพยาบาล กลุ่มการการพยาบาลของโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ ประมาณ 700 คน เรื่อง การบริหารการพยาบาลภายใต้สถานการณ์วิกฤติฉุกเฉิน โดยการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการพยาบาลของโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ ที่จะช่วยให้พยาบาลปฏิบัติงานด้านสาธารณภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบริการที่ปลอดภัยที่สุด

นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้สถานพยาบาลทุกแห่งเตรียมพร้อมการรับมือภาวะวิกฤติฉุกเฉิน ซึ่งมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น โดยสิ่งที่เป็นปัญหาของกระทรวงสาธารณสุขต้องเร่งแก้ไขควบคู่กันด้วย คือ เรื่องการขาดแคลนบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประสบปัญหาทั้งกำลังคนที่ต้องผลิตเพิ่ม และการบรรจุตำแหน่งเป็นข้าราชการ หลังจากที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมา 7 เดือน ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้ในอันดับต้นๆ เนื่องจากหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลได้แล้ว จะไม่สามารถแก้ไขเรื่องอื่นๆ ได้สำเร็จ ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เร่งแก้ไขร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาปัญหาการขาดแคลนบุคลากรของกระทรวงเป็นกรณีพิเศษ 

สำหรับความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำยาแก้ไข้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน ออกจากโรงพยาบาลในสังกัดนั้น นายวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อมูลการตรวจสอบเบื้องต้น มีรายงานพบความผิดปกติในโรงพยาบาล จำนวน 18 แห่ง โดยคณะกรรมการได้ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ได้ข้อสรุปว่าไม่พบความผิดปกติจำนวน 9 แห่ง และพบความผิดปกติแน่นอนแล้ว 6 แห่ง อีก 3 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะทราบผลในสัปดาห์นี้.

นายแพทย์วัฒนา กาญจนกมล สาธารณสุข จ.เชียงใหม่ เปิดเผยผลตรวจสอบการสั่งซื้อยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน ของโรงพยาบาลเอกชน 11 แห่ง พบ 1 แห่งสั่งซื้อยาแก้หวัด ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาอย่างผิดปกติ ลักษณะคล้ายโรงพยาบาลดอยหล่อ โดยมีเภสัชกรสั่งซื้อนำไปจำหน่ายร้านขายยาของตนเอง ขณะนี้เร่งให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชี้แจง คาดว่าทราบผลภายใน 1 เดือน แต่เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลเอกชน สามารถสั่งซื้อยาได้ไม่จำกัด และไม่มีโทษทางวินัยเหมือนข้าราชการ จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนข้อเท็จจริงว่า นำไปขายให้ขบวนการผลิตยาบ้าหรือไม่ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบ มีการสั่งซื้อยาแก้หวัดผสมซูโดอีเฟดรีน ไม่ต่ำกว่า 50,000 เม็ด  นอกจากนี้ สั่งเร่งตรวจสอบคลินิกอีกกว่า 300 แห่ง และร้านขายยา กว่า 400 แห่ง ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ว่ามีซูโดอีเฟดรีนหรือไม่ หากมีต้องนำส่งคืนบริษัท

 

29 มีนาคม 2555 ข่าวสด

แฉผลสอบคดีฉก ซูโดฯ มัด "เจ๊ ป." คนสนิทบิ๊กขรก.สธ. เจ้าแม่ "แก๊งช็อปปิ้ง" ตัวการขบวนการยักยอกยาตามร.พ. เป็นใบสั่งยาจากร.พ.กมลาไสย ไปร้อยเอ็ด-สงขลา แถมยังหัก 10 เปอร์เซ็นต์เข้าตัวอีก ตร.หวั่นเภสัชฯ กมลาไสยไม่ปลอดภัย เตรียมเข้าอารักขา ธาริตเผยเตรียมประชุมร่วมอย.อีก 2 เม.ย. ผงะซองยาแก้หวัดเกลื่อนเชียงใหม่ 2 จุด กว่า 2 ล้านเม็ด เชื่อเกี่ยวข้องขบวนการค้ายาข้ามชาติ ดีเอสไอบุกอุดรฯ ขอข้อมูลซูโดฯ หายแล้ว สธ.เด้งอีกคน ผอ.ร.พ.ทองแสนขัน อุตรดิตถ์ เข้าช่วยราชการกระทรวง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 มี.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เดินทางเข้าพบ น.พ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดสธ. และ น.พ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หารือกรณีการสนธิกำลังร่วมกันในเรื่องการปราบปรามยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน จากนั้นเวลา 11.00 น. เข้าพบ นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารมว.สธ. ในฐานะประธานคณะทำงานป้องกันและปราบปรามฟื้นฟูและเยียวยาด้านยาเสพติด เพื่อหารือถึงรายละเอียดในการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม โดยนายพสิษฐ์มอบหลักฐานเอกสารลับให้นายธาริตนำไปสอบ สวนเพิ่มเติม

นายธาริตกล่าวภายหลังการหารือว่า ได้หารือใน 2 ประเด็น คือ 1.การทำงานร่วมกัน เพราะมีเพิ่มประกาศแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 อีก 9 รายการ 1 ในนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ยา เครื่องสำอาง และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ที่ดีเอสไอต้องรับผิดชอบโดยอัตโนมัติ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาช่วงเดือนเม.ย.นี้ 2.เรื่องการสนธิกำลังร่วมจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งจะทำงานร่วมกันะระหว่าง อย. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) สธ. และดีเอสไอ ซึ่งยังไม่ขอบอกรายละเอียด แต่เชื่อว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนเม.ย.นี้ และในวันที่ 2 เม.ย. จะประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยเลขาธิการอย. มอบหมายให้น.พ.พงศ์พันธุ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการ อย.และผอ.สำนักยา อย.ประชุมร่วมดีเอสไออีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามถึงการสอบสวนหาคนใกล้ชิดของข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้อง นายธาริต กล่าวว่า ไม่อยากให้คาดคั้นเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการ ต้องรอความชัดเจน คนที่ไม่ผิดก็ต้องรับการคุ้มครอง คนผิดก็ต้องรับผิด อย่าไปสรุปว่าต้องเป็นระดับสูงหรือระดับไหน รอผลการสอบสวนก่อน ทั้งนี้เบื้องต้นมีเป้าหมายแล้ว บอกได้แค่ว่าเป็นคนกลาง หรือที่เรียกว่า ช็อปปิ้งยา ทราบว่าเป็นใคร อย่างไร และมีเครือข่ายกี่คน ซึ่งมากอยู่ แต่ดีเอสไอมีเครื่องมือติดตาม อยู่ระหว่างเชื่อมโยงทั้งเส้นทางของเงิน การโทรศัพท์ติดต่อ

ด้านนายพสิษฐ์กล่าวว่า มอบหลักฐานเอกสารที่เชื่อมโยงถึงคนสนิทของข้าราชการะดับสูง ซึ่งได้จากการสืบสวนโรงพยาบาล 2 แห่ง จาก 6 แห่งที่ตรวจไปแล้ว จากนี้กำลังตรวจสอบโรงพยาบาลอีก 8 แห่ง เมื่อรวบรวมข้อมูลแล้วจะรายงานข้อมุล 3 ส่วน คือ 1.รมว.สธ. 2.ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และสำเนาถึงพล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว เลขาฯ ป.ป.ส. และ 3.อธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเชื่อว่าจะจับปลาตัวใหญ่ได้แน่ เพราะดีเอสไอเป็นหน่วยงานที่วิ่งเต้นยาก ส่วนเรื่องที่มีข่าวว่าถูกเลื่อยขาเก้าอี้นั้น คงไม่มีเพราะยังตั้งใจทำงานเต็มที่ และคงไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง

ด้านนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สธ. กล่าวว่า วันที่ 29 มี.ค. คณะทำงานป้องกันและปราบปราม ฟื้นฟู และเยียวยาด้านยาเสพติด จะมอบข้อมูลมาที่ตน และตนจะส่งต่อให้ดีเอสไอในวันที่ 30 มี.ค. ส่วนเรื่องกระแสข่าวปลดนายพสิษฐ์ต้องถามว่าใครไม่พอใจ เพราะตนเป็นคนตั้งขึ้นมาเอง ส่วนที่มีข่าวว่าคนใกล้ชิดรัฐมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการนั้น เท่าที่ตรวจสอบยังไม่มีปัญหาอย่างนั้น แต่ยอมรับว่าคนชื่อวิทยามีจำนวนมาก และอาจมีคนที่ชื่อเดียวกับตน แต่ไม่ใช่ตนแน่นอน

รายงานข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่า สำหรับหลักฐานที่เป็นเอกสารลับที่นายพสิษฐ์ ส่งมอบให้นายธาริต เป็นเอกสารหลักฐานที่ได้จากโรงพยาบาลกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็น สมุดบัญชีรายรับรายจ่ายการเบิกยาดังกล่าว โดยมีการระบุชื่อ และแนบเบอร์โทรศัพท์สำหรับการติดต่อ ยกตัวอย่าง กรณียาซูโดฯ แอคติเฟด มีการเขียนระบุว่า สั่งยาทุกครั้ง 20 เปอร์เซ็นต์ เอาออก 80 เปอร์เซ็นต์ส่งร้อยเอ็ด โดยระบุชื่อบุคคลชัดเจน พร้อมทั้งหัก 3 เปอร์เซ็นต์ ให้บุคคลในชื่อ นอกจากนี้ ยังระบุว่าส่งไปยัง จ.สงขลา โดยมีชื่อผู้รับอีกด้วย และยังเป็นชื่อคนสนิทข้าราชการระดับสูงมีชื่อย่อป.ปลา 10 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ หลังจากนี้จะรอให้ดีเอสไอสรุปสำนวนสอบสวนต่อไป

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. กล่าวถึงกระแสข่าวตำรวจท้องที่ไม่ให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ ว่า ไม่จริง เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนรวม ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ส. ปปง. หรือแม้กระทั่งตำรวจ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ตำรวจไม่ให้ความร่วมมือ ตนคงไม่ต้องสั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว เชื่อว่าทุกคนต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เมื่อถามว่าข้อมูลที่ พล.ต.ท. จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. รายงานมา มีระบุถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ยังไม่มีความชัดเจน เท่าที่ทราบเป็นบางคนเท่านั้น รายละเอียดอยากให้สอบถามกับ พล.ต.ท. จรัมพรเองดีกว่า

ที่จ.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.วันชัย รณชาติชัย ผกก. สภ.กมลาไสย เผยว่า การสืบสวนพยายามเน้นความเชื่อมโยงกรณียาแก้วหวัดสูตรซูโดอีเฟดรีน ที่หายไปจากโรงพยาบาลหลายแห่งเข้ากับเครือข่ายค้ายาเสพติดให้ได้ ซึ่งเภสัชกรโรงพยาบาลกมลาไสยเริ่มให้การเป็นประโยชน์ โดยซัดทอดว่าขายยาดังกล่าวไปที่จ.ร้อยเอ็ด ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเภสัชกรอาจถูกตัดตอนจากขบวนการค้ายา ซึ่งตำรวจพร้อมที่จะเข้าไปคุ้มกันเพื่อความปลอดภัย แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ได้ร้องขอมา สำหรับสำนวนสอบสวนที่เตรียมไว้ จะส่งมอบให้ดีเอสไอดำเนินการต่อในวันที่ 30 มี.ค.นี้ และในส่วนของผอ.โรงพยาบาลกมลาไสย ก็จะให้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอเช่นกัน

ที่จ.อุดรธานี นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ พร้อมด้วยทีมงานเดินทางมาที่ สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อรับมอบสำนวนการสอบสวนในคดียักยอกยาซูโดอีเฟดรีน จากคลังยาโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ของนายสมชาย แซ่โค้ว เภสัชกรชำนาญการ ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2555 รวม 7,282,464 เม็ด มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 11,341,763 บาท

โดยนายอังศุเกติ์เผยว่า รับมอบหมายให้มารับสำนวนคดีไปศึกษาข้อมูลว่าครบถ้วนเพียงใด เบื้องต้นพบว่ามีความพร้อมพอสมควร แต่ก็ยังขาดหลักฐานสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ต้องสืบสวนสอบสวนทางลับ ทั้งนี้ทีมงานของตนรับผิดชอบรับคดีในพื้นที่ต่างๆ มาทำต่อในภาคอีสานมีที่ จ.กาฬสินธ์ จังหวัดศรีสะเกษ และที่จังหวัดอุดรธานี ส่วนที่ภาคเหนือก็มี เชียงใหม่ และอุตรดิตถ์

ที่จ.ศรีสะเกษ นายประทีป กีรติเรขา ผู้ว่าฯศรีสะเกษ กล่าวถึงยาที่หายไปจากโรงพยาบาลภูสิงห์ 250,000 เม็ด ว่า ตนแต่งตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่น.พ.ประวิ อ่ำพันธุ์ น.พ.สสจ.ศรีสะเกษ เสนอมาแล้ว และเร่งรัดให้คณะกรรมการเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบโดยด่วน

ที่จ.อุตรดิตถ์ นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน รองผู้ว่าฯอุตรดิตถ์ เผยว่า ขณะนี้สธ.มีคำสั่งให้น.พ. สาโรจน์ ใจมุข ผอ.โรงพยาบาลทองแสนขัน ที่เกี่ยวข้องกับกรณียาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของ ซูโดอีเฟดรีน ไปช่วยราชการที่กระทรวงแล้ว และให้น.พ.ทศนาถ อำพนนวรัตน์ ผอ.โรงพยาบาลพิชัย ไปรักษาราชการแทนผอ.โรงพยาบาลทองแสนขัน อีกตำแหน่งหนึ่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนของคดีที่เจ้าหน้าที่กำลังรอเอกสารสั่งจ่ายเงินในนามของผอ.และเภสัชฯ โรงพยาบาลทองแสนขัน จากธนาคารกรุงเทพ สาขาทองแสนขัน นั้น ล่าสุดทางธนาคารแจ้งว่าเอกสารถูกเก็บไว้ที่สำนักงานใหญ่ หากต้องการต้องยื่นขอหมายศาลถึงจะดำเนินการได้

ที่จ.เชียงใหม่ พ.ต.อ.สุรสิทธิ์ อุตบุรี ผกก. สภ.แม่อาย เผยว่า ในช่วงเย็นวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา รับแจ้งจากนายคำ มโนเนือง อายุ 63 ปี อยู่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย ว่า พบแผงยาแก้หวัดจำนวนมากถูกฝังดินทิ้งไว้บริเวณริมแม่น้ำกก หมู่ 4 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จึงเข้าตรวจสอบ พบซองยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของสารซูโดอีเฟรดรีน 8 ยี่ห้อฝังดินไว้ เมื่อขุดออกมาชั่งน้ำหนักรวมประมาณ 5 กิโลกรัม จึงทำบันทึกตรวจยึดเป็นของกลางให้พ.ต.ท.จงกล ดอกทุเรียน พงส.ดำเนินการหาแหล่งที่มาต่อไป พร้อมรายงานไปยัง พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภาค 5 เพื่อรวบ รวมเป็นข้อมูลทางคดี

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบสวนยังไม่ทราบว่าใครนำมาทิ้งไว้ แต่พื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างชายแดนประเทศพม่าไม่ถึง 5 ก.ม. คาดว่าจะเป็นของขบวนการค้ายาเสพติดที่นำยาไปผลิตยาบ้าที่ประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนซองก็นำมาทำลายหลักฐานในประเทศไทย

อีกจุดหนึ่ง เมื่อเวลา 13.00 น. พล.ต.ต. ชำนาญ รวดเร็ว รอง ผบช.ภาค 5 รับแจ้งจากสภ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ว่ามีชาวบ้านไปพบซองยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของสารซูโดอีเฟดรีน จำนวนมากถูกเผาทิ้งในป่าละเมาะข้างทาง หมู่ 11-14 บ้านน้อย ต.สันกำแพง อ.สันกำแพง ที่เกิดเหตุเป็นป่าละเมาะข้างทาง พบซองยาแก้หวัดบรรจุถุงดำ 2 กองใหญ่ จุดแรกกำลังเผาไหม้ 25 ถุง จุดที่ 2 เป็นถุงยาที่ผ่านการทำลายจากเครื่องทำลายเอกสารแล้ว 14 ถุง เมื่อตรวจสอบซองยาที่ย่อยสลายไม่หมด พบป้ายชื่อระบุแหล่งผลิตว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.เอม.ฟาร์มาซี 235 ถ.ลาดพร้าว 48 กทม. 10310 เป็นฉลากควบคุมการบรรจุ หมายเลขผลิต 105131 ผู้บรรจุ กชกร ลงวันที่ 26 พ.ค.2554 และยังพบผ้าชุบน้ำมัน สำหรับเผาอีก 1 ผืน จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นยาแก้หวัด 2 ล้านเม็ด 15 ยี่ห้อ ซึ่งเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบที่มาต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า บช.ภ.5 รับรายงานจาก จ.แม่ฮ่องสอน เข้ามาว่าที่ อ.แม่สะเรียง พบว่ามีเจ้าหน้าที่สสจ.แม่ฮ่องสอน บางคนเปิดร้านขายยาใกล้กับโรงพยาบาลในอ.แม่สะเรียง มีพฤติกรรมในการขายยาแก้ไข้หวัดให้กับกลุ่มชาวเขาและชนกลุ่มน้อย ที่มาซื้อ ซึ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ประสานกับสสจ.แม่ฮ่องสอน เข้าตรวจสอบต่อไป

ด้านนายธาริต อธิบดีดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสายข่าวในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่ตรวจยึดซองยาแก้หวัดแล้ว เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการการลักลอบนำยาแก้หวัดที่มีสารซูโดอีเฟดรีนออกจากระบบซึ่งถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้

เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้ (29 มี.ค.) พ.ต.ท. บรรณฑูรย์  ฉิมกรา ผู้อำนวยการส่วนคดีความมั่นคง 1 สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบส่วนคดีพิเศษ ( DSI ) กระทรวงยุติธรรม และนายสมบัติ หิรัญศุภโชติ เภสัชกรชำนาญการองค์การอาหารและยา (อย.) ได้เข้าไปขอข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่าย ยาแก้ไอหวัดสูตรผสม ซูโดอีเฟดีน ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.เอ็ม.ฟาร์มาซี  ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาแผนปัจจุบัน ตั้งอยู่เลขที่ 235 ซ.ลาดพร้าว 48 แยก 3-3/4 ถนนลาดพร้าว แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง

พ.ต.ท. บรรณฑูรย์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการพบเศษแผงยาแก้ไอหวัด สูตรผสม ซูโดอีเฟดีน  เป็นจำนวนมาก ที่บริเวณริมแม่น้ำแม่กก 2 จุด ที่ อ.สันกำแพง และ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จากการตรวจสอบพบแผงยาจำนวนดังกล่าวมีอยู่ 8 ยี่ห้อ ผลิตจาก 2  บริษัท และ 1 ใน 2 บริษัทระบุว่า เป็นยาที่ผลิตจาก บี เอ็ม ฟาร์มาซี   ดังนั้นทาง DSI จึงเดินทางมาขอข้อมูลที่เป็นเอกสาร จากบริษัทดังกล่าว เพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูลว่ามีการผลิตยาดังกล่าวเท่าไร และจัดส่งจำหน่ายกับใครบ้าง

"การขอเอกสาร จะขอทั้งหมด ที่เป็นการผลิต การส่งและการจำหน่ายในปัจจุบันและย้อนหลังไปอีก 3 ปี ซึ่งทางบริษัทได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่คงต้องใช้ เวลาในการรวบรวมเอกสาร เนื่องจากมีเอกสารจำนวนมากหลายรายการ" พ.ต.ท.บรรณฑูรย์ กล่าว

พ.ต.ท.บรรณฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับการข้อมูลดังกล่าว ยังไม่มีการชี้ชัดว่าบริษัทแห่งนี้มีความผิด หรือเกี่ยวข้องการทุจริตยาที่เกิดขึ้น ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดก่อน และจะมีการตรวจสอบ บริษัทอื่น ที่พบจากเศษแผงยาซึ่งพบทางภาคเหนือดังกล่าว ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุบริษัทได้ เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งถ้าพบว่าเป็นบริษัทใดก็จะเข้าดำเนินการตรวจสอบต่อไป

 

ชี้ชัดอดีตรมว.สธ. เอี่ยวซูโด ธาริตแฉ-บิ๊กขรก.ด้วย

ลั่นไม่จับแค่ปลาซิวปลาสร้อย เผยหิ้วผ่าน'สุวรรณภูมิ'ดื้อๆ 'พสิษฐ์'ปูดรพ.ใต้-ซื้อยามีพิรุธ


แฉอดีตรมว.-บิ๊กขรก. เอี่ยวแก๊ง ยักยอกยาซูโดฯ อธิบดีดีเอสไออ้างมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลชื่อย่อ-เบอร์โทรศัพท์ ลั่นไม่จับแค่พวกปลาซิวปลาสร้อย เผยขบวนการลักลอบขนยาซูโดฯเข้าประเทศ ใช้วิธีหิ้วผ่านตม. สนามบินสุวรรณภูมิแบบดื้อๆ เหมือนขนเครื่องสำอาง-สินค้าทั่วไป กระเป๋า 1 ใบขนยาซูโดฯได้นับแสนเม็ด ระบุพบข้อมูลยาแก้หวัดมากกว่า 80% ไม่ผ่านศุลกากร เหตุไม่คุมเข้มงวด 'พสิษฐ์' ปูดอีกมีร.พ.ชายแดนใต้สั่งยามากผิดปกติ เตรียม ลงพื้นที่ตรวจสอบสัปดาห์หน้า

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 มี.ค. จากงานราชดำเนินเสวนา 'ชำแหละยาซูโดล่องหน ใครต้องรับผิดชอบ' โดยมีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะทำงานป้องกันปราบปราม ฟื้นฟูและ เยียวยาด้านยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข ภก. ประพนธ์ อางตระกูล ผอ.กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าร่วมการเสวนา

นายธาริตกล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวที่เป็นข่าวจนถึงดีเอสไอต้องมารับผิดชอบได้ข้อมูลสำคัญมาจาก 2 ส่วน คือ นายพสิษฐ์และสำนัก งานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) การทำงานของดีเอสไอจึงต้องเป็นลักษณะสนธิกำลังและเตรียมประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 9 หน่วยงาน อาทิ ป.ป.ส. สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งจะประชุมร่วมกันในวันที่ 2 เม.ย. ทั้งนี้ จากข้อมูลหลักฐานมีข้อมูลชัดเจนแล้วว่ายาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน ซึ่งมีการลักลอบขโมยยาเชื่อว่านำไปสู่ขบวนการยาเสพติด เนื่องจากในเม็ดยามีสารตั้งต้นอยู่ โดยขบวนการที่นำยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนพบว่า ส่วนที่ 1 คือ การลัก ลอบนำเข้า ไม่ผ่านระบบศุลกากรร้อยละ 83 จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ เพราะพบว่าขบวนการดังกล่าวลักลอบหิ้วเข้ามาทางสนามบินต่างๆ ทั้งสุวรรณภูมิและสนามบินในต่างจังหวัด ส่วนที่ 2 ลักลอบออกจากระบบสาธารณสุขประเทศร้อยละ 17 ซึ่งการลักลอบออกมาจากระบบสาธารณสุขถือเป็นระบบที่น่ากลัว โดยอยู่ระหว่างการสอบสวน

'การลักลอบนำเข้าประเทศถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งมีข้อมูลว่าหิ้วผ่านจมูกเข้ามาไม่ใช่กองทัพมดที่มาตามแนวชายแดนเหมือนเดิม เพราะมีหลายประเทศไม่ได้ควบคุมการนำของออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด จึงเกิดการหิ้วเหมือนลักษณะเครื่องสำอางหรือโสมสกัด ซึ่งกระเป๋า 1 ใบ สามารถขนยาเข้ามาได้หลักหมื่นหรือหลักแสน ดังนั้น ต้อง แก้ไขในภาพใหญ่อย่างจริงจังและขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมศุลกากร ด่านตรวจคนเข้าเมืองมาดูแลในเรื่องนี้' นายธาริตกล่าว

นายธาริตกล่าวอีกว่า สำหรับกรณีการเปิดเผยเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับบุคคลมีชื่อย่อและใกล้ชิดกับข้าราชการระดับสูงนั้นเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่รับจากนายพสิษฐ์ โดยรายละเอียดมีข้อความ 5 บรรทัดที่ระบุตัวบุคคลและเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งสามารถตั้งสมมติฐานได้ 2 กรณีคือ 1.เป็นการแบ่งปันยานำไปสู่กระบวนการช็อปปิ้งยา เพื่อนำไปสู่กระบวนการยาเสพติด และ 2. แบ่งเปอร์เซ็นต์ หรือคอมมิสชั่น เพราะบริษัทยาจะมีผลตอบแทนพิเศษให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างแน่นอน แต่ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าเป็น สมมติฐานใด ขณะนี้ทราบตัวคนตามอักษรย่อและได้ความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลเหล่านั้นแล้ว แต่กำลังสอบสวนเชิงลึก ดูเรื่องเส้นทางการเงิน การติดต่อ ว่าหลักฐานเพียงพอหรือไม่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงเพียงพออย่างไร เบื้องต้นได้ข้อมูลว่ามีความเชื่อมโยงกัน แต่หลักฐานที่จะนำไปสู่การลงโทษเอาผิดในขณะนี้ยังไม่เพียงพอ

'หลักฐาน 5 บรรทัดที่หลุดมายังสื่อ เขียน ตอนต้นว่านำเข้าร้อยละ 80 นำออกร้อยละ 20 หักให้ร้อยละ 10 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิด 2 สมมติฐาน และยังสามารถสรุปได้ว่าเป็นเรื่องใด ส่วนความผิดของผอ. ยังไม่ได้ทิ้งประเด็น เพราะหัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งการสอบสวนครั้งนี้ต้องการได้ปลาใหญ่ และความผิดอาจไม่ได้หมายถึง ผอ.ร.พ.เพียงคนเดียว แต่อาจไปถึงใครอีกหลายคน เพราะชื่ออักษรย่อเชื่อมโยงผู้ใหญ่ในกระทรวง รวมถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ดังนั้นการสอบสวนครั้งนี้ไม่อยากได้แค่ปลาซิว ปลาสร้อย เพราะเชื่อว่าการทำ งานเป็นระบบเชื่อมโยงทั่วประเทศน่าจะมีไฟเขียวเอื้ออำนวยให้กระทำความผิด ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าทำขนาดนี้' นายธาริตกล่าว

นายธาริตกล่าวต่อว่า สำหรับผลการสอบ สวนที่ขยายผลจากการพบแผงยาที่อ.สันทราย พบว่าสามารถเชื่อมโยงไปสู่โรงพยาบาลรัฐ 3 แห่ง เอกชน 1 แห่ง คลินิกเวชกรรม 9 แห่ง ร้านขายยา 1 แห่ง ซึ่งขณะนี้ข้อมูลที่ได้รับจาก อย. ตัวเลขที่ไม่เท่ากันเกิดจากเมื่อพบหลักฐานใหม่ก็จะพบการเชื่อมโยงไปยังโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งที่มีอยู่เดิมและเป็นรายใหม่ จึงทำให้ข้อมูลสถานพยาบาล ที่เกี่ยวข้องยังไม่นิ่ง ทำให้ขณะนี้ข้อมูลยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามพยานหลักฐาน ซึ่งผู้ร้ายต้องทิ้งร่องรอย ไม่มากก็น้อย จะรวบรวมเพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีอาญา

ภก.ประพนธ์กล่าวว่า การลักลอบนำเข้ายาจากประเทศเพื่อนบ้าน อย.มีการประสานกับหน่วยงานต่างๆ มาตลอด โดยพบว่าปีཱ มีตัวเลขจับกุมสูงถึง 33 ล้านเม็ด และเป็นการนำเข้าถึง 30 ล้านเม็ด ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางนำเข้าจากการแจ้งเท็จว่า เป็นเครื่องครัวใช้แล้วและเฟอร์นิเจอร์ บางครั้งก็เข้าทางชายแดนภาคใต้และภาคเหนือ โดยอย.ได้แจ้งกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ประสานงานกับประเทศที่เป็นปัญหาและป้องกันการลักลอบนำเข้า นอกจากนี้ ยังได้รับข้อมูลที่น่าสนใจว่าบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศไทยทำสัญญาการซื้อขายผูกพันกับประเทศที่เกิดปัญหาการลักลอบนำเข้ายา ซึ่งได้ประสานให้ดีเอสไอตรวจสอบแล้ว

ด้านนายพสิษฐ์กล่าวว่า คณะทำงานฯ รับราย งานว่า ในโรงพยาบาลพื้นที่ชายแดนภาคใต้บางแห่งมีจำนวนการสั่งยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนที่ผิดปกติ โดยไม่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วย ขณะเดียว กันยังพบด้วยว่าในโรงพยา บาลเหล่านี้อยู่ในพื้นที่เดียวกับที่เกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งนี้ จะนำข้อเสนอของนายธาริตที่ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับผู้ที่พบหลักฐานเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงตัวย่อที่ปรากฏด้วย เพื่อให้เกิดการสอบสวนเชิงลึกแบบภาพใหญ่ของกระทรวง

เมื่อถามว่าเรื่องดังกล่าวมีการโยงไปถึงพรรค การเมืองหนึ่งจะถูกมองว่าเป็นเรื่องทางการเมืองหรือไม่ นายพสิษฐ์กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังมีการทำลายความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานด้วยการเอาประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ร.พ.กมลาไสย เพื่อทำให้หลักฐานอ่อนลง

ที่จ.กาฬสินธุ์ พล.ต.ต.คณิสร น้อยนารถ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ประชุมนายตำรวจทั้ง 23 สถานี เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานคดียักยอกยาซูโดอีเฟดรีนที่หายจากร.พ.กมลาไสยกว่า 3.5 แสนเม็ด หลังจากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ โดยพล.ต.ต.คณิสรกล่าวว่า นับจากนี้เชื่อว่าจะมีการประสานงานจากดีเอสไอ ซึ่งดีเอสไอต้องใช้ตำรวจพื้นที่ร่วมสืบสวน ส่วนผลทางคดีเชื่อมโยงถึงเครือข่ายผลิตยาเสพติดที่โยงใยไปในหลายจังหวัด อีกทั้งพบการนำยาออกไปตามตะเข็บชายแดน ดังนั้น ตำรวจต้องเร่งสืบหายาและซองยา ซึ่งอาจถูกนำไปทำลายในพื้นที่ อีกทั้งยังต้องให้ความคุ้มครองเภสัชกรรม ร.พ.กมลาไสย เพราะอาจถูกกลุ่มเครือข่ายประสงค์ร้าย

ที่จ.ศรีสะเกษ สำหรับการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในกรณียาซูโดอีเฟดรีนหายไปจากร.พ.ภูสิงห์ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ กล่าวว่าขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อ เท็จจริงส่งผลการสอบ สวนไปให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว โดยในรายละเอียดของการสรุปผลการสอบสวน มีชื่อบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย 2 คน ซึ่งกระทรวงอยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งการสอบสวนเอาผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนดีเอสไอจะติดตามขอสรุปผลรายงานการตรวจสอบของสำนักงานสาธารณสุข จ.ศรีสะเกษ เพื่อไปประกอบการสอบสวนต่อไป

ที่จ.อุดรธานี พ.ต.อ.โกวิท เจริญวัฒนศักดิ์ ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี กล่าวถึงความคืบหน้าคดียาซูโดอีเฟดรีนว่า สำหรับการล่าตัวนายสมชาย แซ่โค้ว เภสัชกรชำนาญการที่ยักยอกยาไปจากคลังยา ร.พ.ศูนย์อุดรธานี ตั้งแต่ปี 2553 จน ถึงปัจจุบันนั้น ล่าสุดคิดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์น่าจะจับกุมตัวนายสมชายได้ เพราะชุดสืบสวนใกล้เข้าถึงตัวแล้ว แต่ยังบอกไม่ได้ว่าอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ เนื่องจากเกรงว่าญาติของนายสมชายที่ให้ที่พักพิงจะไหวตัวพาหลบหนี โดยขณะนี้ยังพยายามค้นหาเส้นทางการเงินของนายสมชายว่ามีการถ่ายโอนไปให้ใคร และมีใครบ้างที่โอนเงินมาเข้าบัญชีของนายสมชายตั้งแต่ปี 2553 เพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการต่อไป


3 เมษายน 2555

เมื่อเวลา 18.00 น. วันนี้ (2 เม.ย.) นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีการออกประกาศยกระดับซูโดอีเฟดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ว่า ในวันนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสนอประกาศมาแล้ว โดยทาง นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้รายงานให้ทราบแล้ว แต่เนื่องจากตนติดภารกิจที่ต่างจังหวัดเพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ ดังนั้นจึงยังไม่ได้ลงนามในประกาศดังกล่าว และยังไม่ได้ดูรายละเอียด คาดว่าจะเป็นวันที่ 3 เม.ย.น่าจะลงนามได้ ส่วนจะมีผลบังคับใช้ทันทีหรือไม่ขอดูรายละเอียดก่อน คือการประกาศจะต้องไม่กระทบกับคนที่ครอบครองอยู่ในขณะนี้ อาจมีเวลาให้เตรียมตัว
 

ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ อย. กล่าวว่า สำหรับประกาศที่เสนอต่อ รมว.สาธารณสุข จะให้มีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ตามจะมีการอนุโลมให้ใช้ยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีนไปประมาณ 1 ปี ทั้งนี้อย่าลืมว่ายาที่มีซูโดอีเฟดรีนเป็นส่วนประกอบไม่ได้มีเฉพาะ 3 สูตรที่มีปัญหาเท่านั้น ดังนั้นทาง อย.จะมาพิจารณากันอีกครั้งว่า ยาสูตรต่างๆ ที่มีซูโดอีเฟดรีนนั้นจะให้เหลือกี่สูตร ต้องมีการทบทวนอีกครั้ง
 

ส่วน รศ.นพ.ภาคภูมิ สุปิยพันธุ์ ประธานราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์ แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการละเลยในการควบคุมยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน จนทำให้มีคนบางกลุ่มนำไปเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเสพติด แต่เมื่อเรารู้และมีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นก็น่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ส่วนตัวเห็นว่ากระทรวงน่าจะออกกฎในการควบคุมการใช้น่าจะดีกว่า ถ้าหากยกเลิกการใช้ยาตัวนี้ไปเลย เพราะขณะนี้น่าจะเรียกได้ว่ายาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีนเป็นยาที่มีประสิทธิภาพที่ใช้มานานกว่า 30-40 ปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังไม่มีตัวยาใดมีประสิทธิภาพเทียบเท่า อย่างเฟนิลเอฟรินจะมีฤทธิ์อ่อนกว่า อยู่ได้ไม่นานทำให้ผู้ป่วยอาจจะต้องรับประทานยาบ่อยขึ้น
 

“เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจรัฐบาลเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากจะประกาศยกเลิกการใช้ยาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนจริงๆ ก็สามารถยอมรับได้ หากยาตัวนี้จะจากเราไปจริงๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีเหตุผลอื่นๆ ด้วยหรือไม่เพราะผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการบ้านการเมืองเท่าไหร่ และก็เชื่อว่าหมอทุกคนยอมรับได้แม้จะมีผลกระทบกับคนไข้และวิชาชีพ และคงต้องค้นหายาตัวใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่” นพ.ภาคภูมิ กล่าวและว่า แต่หากยังสามารถใช้ได้และมีการควบคุมที่ดี คนไข้ยังสามารถเข้าถึงได้ตามความต้องการของโรค ก็น่าจะเป็นทางสายกลางที่ดีกับทุกฝ่าย
 

 

« Back