นายอุสมาน สะแลแมง

8 ก.พ.2552

 

ตำรวจทลายขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยึดได้ยาบ้า 6 พันเม็ด เงินสด 6 ล้าน และรถลำเลียงอีก 2 คันเผยอยู่เครือข่ายเดียวกัน "อุสมาน สะแลแมง" เจ้าพ่อค้ายาเสพติดชายแดนใต้ เข้าของเงินสด 74 ล้าน ยัดท่อพีวีซีที่กำลังหลบหนีอยู่ แยกออกมาตั้งตัว ค้าเอง สารภาพลำเลียงจากอีสานส่งเอเยนต์ 4 จังหวัด

 

ตำรวจกองบังคับการสันติบาล 1 นำโดยพ.ต.อ.พิทักษ์ เอียดแก้ว ผกก.5 ร่วมกับชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัด (ภ.จว.) สงขลา และชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.หาดใหญ่ แถลงที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถึงการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดของกลางยาบ้า 6,000 เม็ด เงินสด 6 ล้านบาท พร้อมผู้ต้องหา 4 คน ประกอบด้วย 1.นายหนิอีซอ นิเงาะ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 72 หมู่ 6 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส อดีตทหารเกณฑ์สังกัดกองเรือภาคที่ 2  2.นายบูสรี ยอ อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ 2 ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ 3.นายมูฮัมมัดรอฟา มะเด็ง อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 4 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส และ4.นายอาลียะห์ เจะอาบู อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 201/22 หมู่ 5 ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
 

ทั้งนี้ ขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่นี้ถูกจับกุมได้เมื่อกลางดึกวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่ได้วางแผนล่อซื้อบริเวณหน้าโรงแรมเพรสซิเด้นซ์ กลางเมืองหาดใหญ่ และขยายผลเข้าตรวจค้นในบ้านเลขที่ 28 ซอยขำอุทิศ ย่านสถานีขนส่งหาดใหญ่ และสามารถยึดทั้งยาบ้าและเงินสดได้  พร้อมรถยนต์อีก 2 คัน ประกอบด้วยรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ชบ-7838 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์กระบะ โตโยต้าวีโก้ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กม-2739 สงขลา ซึ่งเป็นรถที่ใช้ลำเลียงขนถ่ายยาเสพติด
 

เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล 1 ระบุว่า ขบวนการค้ายาเสพติดกลุ่มนี้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวมานาน โดยอยู่ในเครือข่ายเดียวกับนายอุสมาน สะแลแมง เจ้าพ่อค้ายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ ต.มูโน๊ะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อปี 2549 และยึดเงินสดที่ซุกซ่อนไว้ในท่อพีวีซีกว่า 74 ล้านบาท และขณะนี้กำลังหลบหนีการจับกุมอยู่
 

ผู้ต้องหาทั้ง 4 รายเป็นกลุ่มลำเลียงยาบ้าส่งให้กับลูกค้า ภายใต้คำสั่งของนายอุสมาน แต่เมื่อนายอุสมานหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ทำให้เครือข่ายทั้งหมดแตกตัวออกไป บางคนรวมกลุ่มแล้วตั้งตัวขึ้นเป็นนักค้ายาเสพติดแทน จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามจับกุมได้ดังกล่าว
 

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 คนให้การรับสารภาพว่า รับยาบ้ามาจากจังหวัดทางภาคอีสาน และนำมาส่งต่อให้กับเอเยนต์ค้ายาเสพติดในพื้นที่ จ.สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวเพื่อสอบสวนขยายผล และนำตัวไปตรวจค้นบ้านพัก ซึ่งคาดว่าอาจจะยาบ้าซุกซ่อนอยู่อีกจำนวนหนึ่ง
 

ส่วนที่ศาลาอภิธรรมศพ มูลนิธิแม่กอเหนี่ยว(ฉือเซี่ยงตึ้ง) ยะลา นายรุ่ง แก้วแดง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพนายภากร นิจจรัลกุล ประธานชมรมไม้ผลภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยถูกคนร้ายตามประกบ แล้วใช้อาวุธปืนขนาด 11 มม.ยิงใส่จนเสียชีวิต ขณะขับรถยนต์ส่วนตัวมาตามถนนสาย 410(ยะลา-ปัตตานี) เหตุเกิดในพื้นที่ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้นายภากร เป็นนักธุรกิจใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเจ้าของสวนภูกินรีและสวนปิติภากร ที่ปลูกส้มโชกุน ตรา 4 ควีนส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
 

นักธุรกิจชาวยะลารายหนึ่ง เปิดเผยว่า การตามประกบยิงนายภาคกร ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญบรรดานักธุรกิจในพื้นที่ และสร้างความไม่มั่นใจให้กับบรรดานักธุรกิจในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเส้นทางสายยะลา-ปัตตานี ที่เกิดเหตุนั้น มีระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร มีด่านตรวจของเจ้าหน้าที่มากกว่า 10 ด่านตลอดเส้นทาง แต่ยังไม่สามารถที่จะดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนได้

 

 

 

 

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ บช.ปส. ตชด.ภ.๒ และ ตร.ภ.๔ จับกุมเครือข่ายนักค้าระหว่างประเทศ

รายสำคัญ ตามหมายจับในคดียาเสพติด รวม ๓ คน ยึดอายัดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า ๒๐๐ ล้าน

บาท

 

 

เรื่องเดิม ป.ป.ส. ร่วมกับ บช.ปส. ตชด.๒๔ และ ตร.ภ.๔ จับกุมนายหรั่ง ธุระพล ตามหมายจับ

ศาลอาญา ข้อหา สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำตามที่ได้สมคบ

กันแล้ว โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ ๒๗๐ หมู่ที่ ๑๓ บ้านหนองสระใคร ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี นั้น

การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจาก สำนักงาน ป.ป.ส. บช.ปส. และ ตชด.ภ.๒๔ สืบสวนเครือข่ายนักค้า

ยาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญกลุ่มนายอุสมาน สะแลแมง มีเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ภาคเหนือ –

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – ภาคใต้ – ประเทศมาเลเซีย และเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล มีฐานะการเงินดี จากการ

สืบสวนขยายผลทราบว่ากลุ่มดังกล่าว มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ลักลอบนำเข้ายาบ้าผ่านชายแดนไทยทาง

ภาคเหนือ ลำเลียงไปยังพื้นที่ภาคใต้ และส่งออกประเทศมาเลเซีย ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมบุคคลใน

เครือข่าย พร้อมยาเสพติด เงินของเครือข่ายจำนวนมาก รวมทั้งออกหมายจับนายอุสมานฯ ภรรยา และ

บุคคลในเครือข่ายกว่า ๓๐ คน เมื่อถูกกดดันอย่างหนัก กลุ่มดังกล่าวจึงเปลี่ยนช่องทางนำเข้ามาทางภาค

ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนายอุสมานฯ ภรรยา และบุคคลในกลุ่มบางคนหลบหนีหมายจับไปอยู่ใน

ประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มดังกล่าวอย่างใกล้ชิด จนกระทั่ง วันที่

๗-๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ จับกุมผู้ต้องหา ๔ คน ยาบ้า ๑๓๔,๐๐๐ เม็ด เงินสด ๖ ล้านกว่าบาท ที่

อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และศาลได้ออกหมายจับนายหรั่ง ธุระพล นายฮัมดำ สะแลแมง และ นายภูวนัย

ยศนุ้ย ในข้อหา สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำตามที่ได้สมคบ

กันแล้ว ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔

ต่อมาวันที่ ๒๓-๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ สำนักงาน ป.ป.ส. บช.ปส. ตชด.ภ.๒ สนธิกำลังกับ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมบุคคลในเครือข่ายดังกล่าวตามหมายจับ ได้รวม ๓ คน พร้อมยึดอายัด

ทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า ๒๐๐ ล้านบาท ดังนี้

 

วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จับกุม นายหรั่ง ธุระพล ตามหมายจับศาลอาญา ที่ ๒๒๒/๕๒

ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ได้ที่บ้านเลขที่ ๒๗๐ บ้านหนองสระใคร หมู่ที่ ๑๓ ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ

จ.อุดรธานี ขยายผลยึดอายัดทรัพย์สินรวม ๔๓ รายการ เช่น รถยนต์ ๒ คัน เงินสด ๒๑,๖๗๐ บาท

สมุดบัญชีเงินฝาก ๙ เล่ม (รวมยอดเงินประมาณ ๒ ล้านบาท) ทองรูปพรรณ และเครื่องประดับ ๗

รายการ บ้านพร้อมที่ดิน และกิจการไผ่หวานรีสอร์ท ที่ ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เนื้อที่ประมาณ

๓๐ ไร่ มีบ้านพักจำนวน ๑๐ หลัง ปัจจุบันกำลังก่อสร้างบ้านพักเพิ่มเติม รวมมูลค่าประมาณ ๑๒ ล้านบาท

 

  ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 มี.ค.54 ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อย.1889/2553  ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายหรั่ง ธุระพล นายภูวนัยหรือเลี่ยม ยศนุ้ย และนายอครัช ธีระนันท์ภาสกรณ์ หรือฮัมดำ สะแลแมง น้องชายของนายอุสมาน สะแลแมง นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ทางชายแดนภาคใต้ ที่มีคดีเงินค้ายาซุกท่อพีวีซีจำนวน 74 ล้านบาทเป็นข่าวครึกโครมมาแล้ว เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

              

                    โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 7-12 ก.พ.52 จำเลยทั้งสามสมคบแบ่งหน้าที่กันจัดหา ส่งมอบ เก็บรักษายาบ้า จำนวน 134,000 เม็ด น้ำหนัก 12,060.460 กรัม คำนวนเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 2,544.240 กิโลกรัม  ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมของกลางดังกล่าว เหตุเกิดที่ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และะริบของกลาง

               

                     ศาลพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามสมคบกันค้ายาเสพติดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหลักฐานเพียงภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 ที่ไปพบและเดินทางไปกับ นายอุสมาน สะแมง แต่ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ติดต่อเรื่องค้ายาเสพติดกับนายอุสมาน อย่างไร ทั้งไม่มีประจักษ์พยานที่จะเชื่อมโยงการค้ายาเสพติดที่ จ.สงขลา  กับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ขณะที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพในเรื่องอาวุธปืนเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 3 มีหลักฐานในการโอนเงินผ่านชื่อบัญชีผู้อื่น น่าเชื่อว่ามีการปกปิดธุรกรรมทางการเงิน การดำเนินธุรกิจขายรถยนต์มือสองไม่น่าจะทำให้มีทรัพย์สินมากเพียงนี้ จากการตรวจค้นที่พักที่พัทยา จ.ชลบุรี ของจำเลยที่ 3 พบซองที่ใส่ยาเสพติดระบุชื่อจำเลยที่ 3 ที่หน้าซองดังกล่าว แต่โจทก์ไม่มีการเชื่อมโยงว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกันสมคบค้ายาในคดีนี้อย่างไร

              

                      พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน จำคุก 8 เดือน ปรับ 9,100 บาท คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 เดือน ปรับ  4,450 บาท โทษจำคุกมีกำหนดรอการลงโทษ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 3 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด ลงโทษจำคุก 5 ปี

 

13 สิงหาคม 2553

 

ข่าวกรองเผย"อุสมาน สะแลแมง"หัวโจกยาบ้าภาคใต้หนีไปชาติเพื่อนบ้าน ขยายผลพันเหตุภาคใต้หรือไม่ อีกคดียิงคนตระกูล"เล่ายี่ปา"ดับ คาดปมยาบ้า

หลังจากมีการจับกุมเครือข่ายค้ายาบ้ารายใหญ่ ของ นายอุสมาน สะแลแมง อายุ 32 ปี จำนวน 2.8 แสนเม็ด มูลค่า 42 ล้านบาท ล่าสุดหน่วยในพื้นที่ได้เปิดตัว นายอุสมาน หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ    พล.ต.ปรีชา พลายอยู่วงศ์  ผู้บัญชาการศูนย์ข่าวกรอง ประจำพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ กองทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ประธานคณะทำงานติดตามเครื่อข่ายกลุ่มก่อเหตุรุนแรง เส้นทางการเงินและการลำเลียง ของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  กล่าวว่า 

 

 

ข้อมูลล่าสุดตัวนายอุสมาน หลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ประสานงานและเฝ้าติดตามตัว นายอุสมาน อย่างต่อเนื่อง จนทำให้นายอุสมาน ต้องหนีออกนอกประเทศ  ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็มีการติดตามกลุ่มเครือข่ายของนายอุสมาน ซึ่งเครือข่ายส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเครือญาติของนายอุสมาน เอง

 

 

"ตอนนี้เจ้าหน้าที่มีการจับกุมเครือญาติของนายอุสมาน ได้หลายราย ซึ่งการจับกุมแต่ละได้ของกลาง ยาบ้า หลัก 100,000 เม็ด ขึ้นไปทั้งสิ้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการฟ้องร้องเพื่อยึดทรัพย์ ซึ่งแต่ละรายมีทรัพย์สิน ที่จะต้องฟ้องร้องเพื่อยึดมีมูลค่า 100 ล้านบาททั้งสิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายอุสมาน คือ เจ้าพ่อค้ายาบ้ารายใหญ่ที่สุดในภาคใต้ในปัจจุบัน  โดยมีการนำเข้ายาบ้านมาจากประเทศเพื่อนบ้าน  ก่อนนำมากระจายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นราธิวาส และจังหวัดใกล้เคียง เช่น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อ.เมือง จ.สตูล ก็เป็นพื้นที่กระจายสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นเยาวชน  พล.ต.ปรีชา กล่าวว่า จากมูลค่าของเงินจำนวนมหาศาล ที่ได้จากการขายยาบ้าของเครือข่ายของนายอุสมาน ทำให้ตอนนี้ทางหน่วยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่  พยายามที่ตรวจสอบข้อมูลว่า เงินที่ได้จากการขายยาบ้าของ นายอุสมาน   ถูกนำไปในในการสนับสนุนการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัด และเชื่อมโยงผลประโยชน์ของนักการเมืองในพื้นที่หรือไม่

"ตอนนี้เราทำได้ในระดับข้อมูล แต่เราก็หาหลักฐาน เพื่อมัดตัวผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้เวลา เนื่องจากเครือข่ายของนายอุสมาน มีความระมัดระวังตัวมาก  ยากที่เจ้าหน้าที่ หรือสายข่าวจะเข้าถึงได้ง่ายๆ " พล.ต.ปรีชา กล่าว

 

 ยิงถล่มคนตระกูล "เล่ายี่ปา" คาดปมยาเสพติด

 

เมื่อเวลา 11.45 น. วันนี้(13 สิงหาคม) พ.ต.ท.ทรงยศ แปลกทองดี สารวัตรเวร สภ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตาย ที่ทาวน์เฮ้าส์ เลขที่ 258 หมู่บ้านนันทพล หมู่ 5 ต.หางดง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ หลังรับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชา พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ศรีทองสุข ผกก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมประสานแพทย์เวร ร.พ.หางดง  เจ้าหน้าที่วิทยาการและกู้ภัยรุดตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวเล่นระดับ ภายในห้องหลังบ้านซึ่งอยู่ติดครัวเจ้าหน้าที่พบศพนายธีรภัทร์ กิตติธรรมากุล  ชาวเขาเผ่า ลีซอนามสกุลเดิมคือเล่ายี่ปา อายุ 37 ปี  อยู่บ้านเดิมอยู่เลขที่ 148 หมู่6 ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่  ถูกอาวุธปืนลูกซองสั้นชนิดเจาะเกราะยิงเข้าหนึ่งนัด กระสุนแตกเป็นดาวกระจายเจาะเข้าที่กลางหลังรวม 9 รู  นอนคว่ำร่าง จมกองเลือดในสภาพนอนหนุนหมอนอยู่ที่พื้น  ตรวจสอบพบรอบบ้านมีรอยเลือดหยดเป็นทาง จากการสอบปากคำนางธัญวรรณ กิตติธรรมากุล ภรรยาให้การว่า  ก่อนเกิดเหตุสามีกำลังล้างรถกระบะอีซูสุ รุ่น ดีแม็กซ์ สีเทาหมายเลขทะเบียน ผจ 2039 ชม. อยู่ที่หน้าบ้าน  ส่วนตนเองนั้นอยู่ภายในบ้าน  จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1   จึงวิ่งออกไปดูพบว่าสามีถูกยิงมีเลือดออกพยายามวิ่งหลบเข้าไปข้างหลังบ้านและร้องขอความช่วยเหลือ  ตนจึงรีบโทรศัพท์แจ้งรถพยาบาลให้มารับ  แต่สามีทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในที่สุด จากการสอบสวนเพิ่มเติมทราบว่าระหว่างเกิดเหตุมีเพื่อนบ้านพบเห็นว่ามีคนร้ายเป็นชาย 1 ราย ใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีดำ สวมหมวกกัน น็อคสีขาว  ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าไม่ทราบรุ่นและทะเบียนสีขาวมาจอดไว้บริเวณทางโค้งเลยจากบ้านไปเล็กน้อย  จากนั้นได้เดิน ลงจากรถตรงเข้ามาพุดคุยกับผู้ตายไม่นาน  ก่อนที่จะใช้อาวุธปืนจ่อยิงเข้าใส่  ซึ่งผู้ตายพยายามวิ่งหลบหนีเข้าไปในบ้านแต่ไม่ทันกระสุนปืน ถูกเข้าใส่กลางหลังของผู้ตายและวิ่งไปเสียชีวิตที่ห้องหลังบ้านดังกล่าว  หลังลงมือคนร้ายได้รีบหลบหนีไป พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รองผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า  คดีนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สรุปว่าเกิดจากการหักล้างกันของเครือข่ายยาเสพติดหรือไม่  แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ตายเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับผู้ค้ายา  และบ้านเดิมที่ผู้ตายอยู่นั้นคือหมู่บ้านขุนคองปางกลาง  หมู่6 ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีครอบครัวของชาวเขาเผ่าลีซอซึ่งเป็นเครือข่ายนักค้ายาเสพติดรายใหญ่อาศัยอยู่    ประกอบกับก่อนหน้านี้ประมาณสองเดือนที่ผ่านมาผู้ตายมีประวัติเคยถูกกลุ่มผู้ค้ายาซึ่งคาดว่าเป็นคู่อริใช้ปืนอาก้าบุกยิงถล่มได้ รับบาดเจ็บที่ไหล่ซ้ายขณะเข้าป่าล่าสัตว์ที่บ้านเกิดอ.เชียงดาว และมีการแจ้งเป็นคดีความเหตุเกิดในพื้นที่ต.นาหวาย อ.เชียงดาว  ก่อนจะมา ถูกยิงเสียชีวิตในครั้งนี้  ซึ่งตำรวจจะได้ติดตามสืบสวนสอบสวนญาติและผู้เกี่ยวข้องเพื่อทราบสาเหตุและติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป แหล่งข่าวชุดสืบสวนสภ.หางดงระบุว่า จากการสอบสวนผู้ใหญ่บ้านแจ้งข้อมูลว่า  ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้เข้ามาซื้อบ้านหลังดังกล่าวนี้อาศัยอยู่นานกว่า 10 ปี  และมีการเดินทางไปๆมาๆ  โดยนายธีรภัทร์ ผู้ตายมักปิดตัวเงียบไม่ค่อยออกมาให้ชาวบ้านพบเห็น  รวมทั้งก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเพิ่งซื้อรถยนต์หรู ซื้อบ้านอีก 1 หลังให้เครือญาติมาอยู่

 

 

 

เหตุการณ์ดีเอสไอตำรวจสอบพบเงินเกือบ10 ล้านบาทอยู่ในรถของกลางที่ยึดจากขบวนการยาบ้า เปิดเผยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน ที่ห้องประชุมฉัตรไพฑูรย์ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี และนายไมตรี วิริยะ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 4 ร่วมแถลงข่าวกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอพบเงินสดเกือบ10 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ของกลางยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีเทาดำ เลขทะเบียน ศส 9187 กรุงเทพมหานคร ที่ยึดมาได้จากการปราบปรามยาเสพติดเมื่อปี 2548
 
 พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2548 นายอุสมาน สะแลแมง กับพวก ถูกศาลจังหวัดหนองคาย ออกหมายจับในข้อหาร่วมกันนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) 2.7 แสนเม็ด เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้นายอุสมานกับพวกอยู่ระหว่างการหลบหนี แต่เนื่องจากกลุ่มค้ายาบ้ารายนี้เป็นเครือข่ายใหญ่ ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายระหว่างประเทศและการค้ายาเสพติดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จึงได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 3/2551 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 ให้กรณีนี้เป็นคดีพิเศษที่ 65/2551 และกรมสืบสวนคดีพิเศษได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีนายอุสมานกับพวก 
พ.ต.อ.ทวีกล่าวอีกว่า เมื่อดีเอสไอได้รับคดีมาทำต่อ ก็ได้ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานใหม่ พบว่าน่าจะมีการซุกซ่อนเงินสดไว้ในรถยนต์คันดังกล่าวที่นายอุสมานกับพวกซื้อมาก่อนวันเกิดเหตุ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหนองคายไปตรวจยึดมาจากบ้านเลขที่ 96/19 หมู่บ้านนลินวิลล์ 2 ถนนราษฎร์พัฒนา แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตสะพานสูง กทม. และต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้มีคำสั่งให้นำรถของกลางดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ของทางราชการที่บก.ภ.จว.อุดรธานี  อธิบดีดีเอสไอกล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ประสานมายัง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เพื่อขอตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าวโดยละเอียด ซึ่งผลการตรวจค้น พบว่ามีเงินสดถูกซุกซ่อนไว้ที่ประตูหลังทั้งด้านซ้ายและขวา โดยห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และถุงพลาสติกดำ ก่อนใช้เทปพันสายไฟพันไว้ เมื่อแกะดูพบเป็นธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท และ 500 บาท รวมเป็นเงินถึง 9,998,000 บาท นอกจากนี้จากการตรวจสอบต่อไปอีกพบว่าธนบัตรเหล่านี้ถูกเบิกมาจากธนาคารกรุงเทพ สาขาใน จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 จึงตรวจยึดเงิดสดทั้งหมดเป็นของกลาง    "จากการสืบสวนเบื้องต้น เงินนี้เป็นเงินจากการค้ายาบ้าของเครือข่ายนายอุสมาน ส่วนการติดตามนายอุสมาน กับพวกมาดำเนินคดีนั้น คงต้องใช้กฎหมายฟอกเงิน หรือมีรายได้โดยไม่เสียภาษี ซึ่งจะดำเนินการตรวจยึดให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป โดยทราบว่า ขณะนี้นายอุสมานได้หลบหนีจากประเทศไทย ไปถือสัญชาติประเทศเพื่อนบ้านและมีธุรกิจใหญ่โตด้วย” พ.ต.อ.ทวีกล่าว

 รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจากเงินสดที่ซุกซ่อนอยู่ในรถดังกล่าวแล้ว คาดว่ายังมีเงินหรือยาเสพติดอีกจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถของกลางอื่นๆ อีกซึ่งดีเอสไอจะได้ติดตามมาตรวจค้นอย่างละเอียดอีกครั้ง นอกจากนี้กรณีเจ้าหน้าที่พบเงินสดกว่า 30 ล้านบาทในท่อพีวีซี ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อเดือนตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังแก๊งนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

 

 

6 ก.ย. 2553

 

รม ว.ยุติธรรม เปิดประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ “ซุปเปอร์คาร์” 14 คัน มูลค่า 80 ล้าน บาท หาเงินเข้ารัฐ เผยเป็นทรัพย์สินที่ยึดมาจากบริษัทพระราม 9 ออโตย่านห้วยขวาง ระบุเป็นของเครือข่ายนักค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ “อุสมาน สะแลแมง” เปิดเป็นเต็นท์รถมือสองไว้ใช้ ฟอกเงิน ส่วนพระเอกในงานเป็น “ม้าป่าลำพอง” เฟอร์รารี่ ป้ายแดง ตั้งไว้แพงสุด 15 ล้านบาท สรุปผลสุดยอดรถหรู ถูกประมูลไป 11 คัน ได้เงินเข้ารัฐวันเดียว 52 ล้านบาท โดยมีมหาเศรษฐีนักธุรกิจคว้า “ม้าป่าลำพอง” และแลมโบร์กินี ราคารวมกัน 2 คัน 27 ล้านบาท ไปเป็นเจ้าของ

ป.ป.ส.เปิดประมูลรถแก๊งค้ายาหาเงิน เข้ารัฐ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ก.ย. ที่สำนักงาน ป.ป.ส.  ดินแดง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม เปิดแถลงข่าวการขายทอดตลาดรถยนต์ 14 คัน มูลค่า 80 ล้านบาท ที่ยึดได้จากผู้ต้องหาค้ายาเสพติดระหว่างประเทศรายสำคัญ และเป็นเครือข่ายนายอุสมาน สะแลแมง ซึ่งนำเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดมาเปิดเต็นท์รถมือสองบังหน้าฟอกเงิน ส่วนเหตุผลที่ต้องนำออกมาขายทอดตลาด เนื่องจากเก็บไว้จะไม่เหมาะสม และต้องการนำเงินเข้าคลังประเทศ จึงเปิดประมูลขึ้นมา โดยกำหนดราคาตั้งแต่ 900,000 ถึง 15 ล้านบาท สำหรับการประมูลซื้อขายรถยนต์ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากบรรดาเศรษฐี นักแข่งรถ และเต็นท์รถมือสองจำนวนมาก

หลัง เปิดงาน นายพีระพันธุ์  ได้เดินชมรถยนต์หรูทั้ง 14 คัน โดยรถยนต์ที่เป็นที่สนใจของผู้เข้าร่วมงานคือรถสปอร์ต  ฉายา “ม้าป่าลำพอง” ยี่ห้อ “เฟอร์รารี่” รุ่นเอฟ 430 SCUDERIA A/T ป้ายแดง ตั้งราคาไว้แพงที่สุดคือ 15 ล้านบาท จากราคาในท้องตลาด 20 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์สปอร์ตหรูเมืองผู้ดี ประเทศอังกฤษ ยี่ห้อแอสตันมาร์ติน เปิดประมูลที่ 10 ล้านบาท ยี่ห้อลัมบอร์กินี่ เปิดประมูลที่ 12 ล้านบาท ยี่ห้อพอร์ช เปิดประมูลที่ 10 ล้านบาท และรถยนต์หรูสำหรับผู้บริหาร เช่น เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู รวมถึงรถยนต์สปอร์ตนานาชนิด อาทิ มาสด้า อาร์เอ็กซ์เซเว่น นิสสัน สกายไลน์ และมินิโรเวอร์

สำหรับรถยนต์ที่มาประมูลครั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 53 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.กฤษณะ ผลอนันต์ เลขาฯ ป.ป.ส. พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส. และ พล.ต.ท.ณรงค์ ศิริสุนทร ผบช.ตชด. นำกำลังเข้าตรวจค้นโชว์รูมรถยนต์ บริษัทพระราม 9 ออโต จำกัด เลขที่ 264 ถนนพระราม 9 แขวงและเขตห้วยขวาง มีนายบารมี อัมพรตระกูล หรือ “เอก PRO SPEC” นักแข่งรถชื่อดังเป็นผู้จัดการ พร้อมยึดรถยนต์จำนวนดังกล่าวมาตรวจสอบ ภายหลังนายฮัมดำ หรือธีระนันท์ ภาสกรณ์ หรือนายอัครัช สะแลแมง ผู้ต้องหาค้ายาเสพติด น้องชายนายอุสมาน สะแลแมง เจ้าของเงิน 74 ล้านบาท ที่ซุกในท่อพีวีซี จ.นราธิวาส เมื่อปี 52 ถูกจับกุมได้พร้อมพวก 4 คน ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และรับสารภาพนำเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดไปฟอกเงิน ด้วยการเปิดเต็นท์รถมือสอง ชื่อร้านพระรามเก้าออโต้ ย่านห้วยขวาง เจ้าหน้าที่จึงตามไปตรวจยึด ก่อนนำมาประมูลหาเงินเข้ารัฐในครั้งนี้

ล่า สุดมีรายงานว่า มีผู้ประมูลรถซุปเปอร์คาร์ไปทั้งหมด 11 คัน คือ 1. รถยนต์ยี่ห้อ mazda rx7 ราคา 1.3 ล้านบาท 2. รถยนต์ BMW M3 Coupe ราคา 5.7 ล้านบาท 3. รถยนต์ยี่ห้อ Nissan Skyline ราคา 1.3 ล้านบาท 4. รถยนต์ Lamborghine Galliardo Superleggera ราคา 12.3 ล้านบาท 5. รถยนต์ Mini Cooper ราคา 1.8 ล้านบาท 6. รถยนต์ Benz C63 AMG ราคา 5 ล้านบาท 7. รถยนต์ Honda Accord ราคา 1.3 ล้านบาท 8. รถยนต์ BMW M3 MDCT Coupe ราคา 5.1 ล้านบาท 9. รถยนต์ยี่ห้อ Ferrari F 430 Scuderia ราคา 15 ล้านบาท 10. รถยนต์ BMW 530 IA ราคา 2 ล้านบาท และ 11. รถยนต์ Nissan SILVIA ราคา 1.4 ล้านบาท ได้เงินจากการประมูลรวมประมาณ 52,270,000   บาท   สำหรับผู้ที่ประมูลรถลัมบอร์กินี่และเฟอร์รารี่ไป  เป็นนักธุรกิจคนเดียวกัน  (ขอสงวนชื่อ)  โดยให้เหตุผลว่าจะนำไปใช้ส่วนตัว  ส่วนรถแอสตันมาร์ติน
ที่ตั้งราคาไว้เริ่มต้นที่ 10 ล้านบาท  ยังไม่มีใครยื่นประมูล และรถยนต์ BMW M3 Coupe เครื่องขัดข้องสตาร์ตไม่ติด  อาจเปิดประมูลอีกครั้ง  โดยลดราคากลางลงมา

 

ขณะที่นายณรงค์ รัตนานุกูล ผอ.สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวถึงขั้นตอนการรับรถของกลางสำหรับผู้ที่ชนะการประมูลว่า หากผู้ชนะประมูลนำเงินสดหรือวางแคชเชียร์เช็กชำระเงินที่เหลือ สามารถรับรถได้เลย อย่างไรก็ตาม หากเงินไม่พอให้วางมัดจำไว้ 30 เปอร์เซ็นต์ จากราคารถ จากนั้นภายใน 30 วัน ให้นำเงินที่เหลือมาชำระ หลังจากนั้น ป.ป.ส.จะทำหนังสือถึงกรมการขนส่งให้โอนทะเบียนรถให้ผู้ชนะประมูลทันที ส่วนเหตุผลที่ต้องเปิดประมูลรถของกลางในขณะที่การชี้แจงที่มายังไม่เสร็จ เนื่องจากหากรอให้คดีจบที่ใช้เวลาเป็น 10 ปี ราคารถจาก 10 ล้านบาท คงเหลือไม่กี่บาท ดังนั้นการเปิดประมูลรถ ในตอนนี้ เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย หากผู้ต้องสงสัยชี้แจงที่มาได้ ก็จะได้เงินคืนจากมูลค่ารถปัจจุบัน ดีกว่าจะได้รถของกลางที่ราคาจะตกลงมาหากเวลาผ่านไปเป็นสิบปี

 

 

 

 

วานนี้(29 มี.ค.54) นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยหลังจาก ศาลอาญารัชดา มีคำสั่งยกฟ้อง นายหรั่ง ธุระพล อดีตผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดอุดรธานี นายภูวนัย หรือ เหลี่ยม ยศนุ้ย และ นายฮัมดำ หรือ ปูรภัสสร หรือ อัครัช สะแลแมง หรือ ธีรนันท์ ภาสกรณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเครือข่ายของนายอุสมาน สะแลแมง นักค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะเหตุที่ได้สมคบกัน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองว่า แม้ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง แต่นายอัครัชยังถูกดำเนินคดีในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด ดังนั้นการที่ศาลยกฟ้อง 2 -3 ข้อกล่าวหาจึงไม่มีผลต่อการยึดอายัดทรัพย์สินต่างๆ ส่วนสาเหตุที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องนั้นเชื่อว่าเป็นเพราะปปส.ฟ้องนายอัครัชและนายหรั่งในข้อหาสมคบคิดไม่ใช่ตัวการหรือผู้สั่งการโดยตรงจึงอาจทำให้เป็นจุดอ่อน อย่างไรก็ตาม ทางป.ป.ส.จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ติดตามพฤติการณ์เครื่อข่ายของคนกลุ่มนี้ต่อไป 

« Back