คดีฆ่าพนักงานขายสุราหัวหิน

13 พ.ย.2554 ข่าวสด

เป็นหนึ่งในคดีสะเทือนขวัญเมื่อหลายปีก่อนในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเกิดเหตุฆาตกรรม 2 ศพนายนฤเบศ เสนะเวส อายุ 29 ปี พนักงานร้านจำหน่ายสุราต่างประเทศในหัวหิน และนายเอกชัย เอี่ยมผดุง อายุ 21 ปี เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2551

ที่ได้รับความสนใจเพราะเป็นคดีที่คนร้ายก่อเหตุอย่างอุกอาจ อุ้มทั้ง 2 คนไปยิงทิ้งอย่างเหี้ยมโหด

ที่น่าเศร้าก็คือนายนฤเบศ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เพียงแต่อยู่ผิดที่ ผิดเวลา จึงพลอยรับเคราะห์ไปด้วย

ตำรวจสภ.หัวหิน ปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว สามารถจับกุมคนร้ายได้ 3 ราย ประกอบด้วยนายไพรัช ทองลอย, นายธรรมมะ ช่วยสุ่น และนายภูวิศ หอมฟุ้ง

คดีนี้นำขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาล กระทั่งมีคำพิพากษาออกมาในที่สุด



พลิกคดีเลือดหัวหิน

จุดเริ่มคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2551 ตำรวจรับแจ้งพบศพชายถูกยิงตายทิ้งอยู่ที่เปลี่ยวใกล้ถนนสายหัวนา-ทับใต้ ห่างถนนเพชรเกษมราว 4 ก.ม. จึงไปตรวจสอบพบศพนายนฤเบศ และนายเอกชัย ถูกจ่อยิงอย่างโหดเหี้ยมคนละ 3-4 นัด

ที่เกิดเหตุตำรวจพบปลอกกระสุนขนาด 9 ม.ม. และ 11 ม.ม. ตกอยู่ พร้อมกับของชำร่วยงานแต่งงานอีกกว่า 10 ชิ้น ซึ่งเป็นงานเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2551

ตำรวจตรวจสอบประวัติของทั้ง 2 คน โดยนายนฤเบศ ไม่พบว่ามีปัญหาอะไรกับใคร เป็นคนเรียบร้อย ทำมาหากินตามปกติ

สอบปากคำภรรยาและญาติๆ พบว่าค่ำวันที่ 14 เมษายน นายนฤเบศ ขี่รถจักรยานยนต์ไปซ่อมที่ร้านนายเอกชัย จากนั้นก็หายตัวไป

ตำรวจจึงตามไปที่บ้านนายเอกชัย ที่นี่พบพยานระบุว่าคืนวันที่ 14 พฤศจิกายน มีคนร้ายถือปืนมาจี้จับตัวนายเอกชัย และนายนฤเบศ ขึ้นรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นเทียน่า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ศต 9049 กรุงเทพฯ

เจ้าหน้าที่เช็กข้อมูลรถพบว่าเป็นของ น.ส.ณัฐยา ทองลอย รับว่าเป็นเจ้าของรถ แต่น้องชายคือนายไพรัช ทองลอย นำไปใช้

ต่อมานายไพรัช ขับรถคันเกิดเหตุเข้ามอบตัวกับตำรวจ ให้การภาคเสธโดยซัดทอดว่านายธรรมะ ช่วยสุ่น และนายภูวิศ หอมฟุ้ง ขอให้ช่วยขับรถไปรับเพื่อนอีก 2 คนที่ร้านซ่อมจักรยานยนต์ จากนั้นก็พาไปส่งใกล้ที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะขับรถกลับโดยไม่ทราบเรื่องฆาตกรรมที่เกิดขึ้น

หลังจากได้ข้อมูลตำรวจจึงออกหมายจับนายธรรมะ และนายสมศักดิ์ ก่อนที่จะจับกุมได้ในภายหลัง ทั้ง 2 คนให้การปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบว่านายธรรมะ ไม่พอใจนายเอกชัย ที่มีเรื่องกับลูกน้องช่วงวันสงกรานต์ และเคยประกาศในวงเหล้าว่าจะเล่นงาน

โดยนายนฤเบศ นั้นถือว่าเป็นคราวเคราะห์ เพราะไปอยู่กับนายเอกชัย ช่วงที่คนร้ายมาพอดีจึงเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกัน จับตัวไปยิงทิ้งทั้งคู่

เจ้าหน้าที่สรุปสำนวนส่งอัยการสั่งฟ้องนายไพรัช, นายธรรมะ และนายภูวิศ เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น และพาอาอาวุธปืน ใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะ

ผ่านไป 2 ปีเศษ ศาลมีคำพิพากษาคดีนี้ออกมา

เปิดคำพิพากษา

ศาลจังหวัดประจวบฯ อ่านคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกริ่นนำบรรยายฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการจับกุมจำเลยทั้งหมด

พิเคราะห์ข้อเท็จจริงเบื้องต้นเห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นขณะที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสอง คงมีแต่พยานแวดล้อม ได้แก่ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ เพชรศรี ซึ่งเบิกความว่า รถเก๋งที่คนร้ายใช้เป็นยานพาหนะนั้นมีลักษณะคล้ายกับรถยนต์ที่นางสาวณัฐยา ทองลอย พี่สาวของจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ ต่อมาจำเลยที่ 1 มามอบให้พยานสอบปากคำจนได้ความว่า

ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันก่อเหตุมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมนั่งไปด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ถึงร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงจากรถยนต์แล้วบังคับพาตัวผู้ตายทั้งสองขึ้นรถยนต์ แล้วจำเลยที่ 1 ได้ขับพาจำเลย พร้อมผู้ตายทั้งสองไปส่งบริเวณลานดิน ก่อนขับรถยนต์ออกจากที่เกิดเหตุ

พยานยังได้สอบปากคำนายชัยวัฒน์ รอดพันธ์ ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ นายไข่ลูกจ้างของพยานถูกกลุ่มของผู้ตายที่ 2 รุมทำร้าย ต่อมาคืนเกิดเหตุพยานได้นั่งดื่มสุราร่วมกับจำเลยทั้งสามที่ร้านอาหารต้นมะขาม

ระหว่างที่นั่งดื่มสุรานั้นเอง จำเลยที่ 2 ได้พูดขึ้นว่า "จะไปกระทืบไอ้เอกมันเสียหน่อย" หลังจากดื่มสุราเสร็จแล้ว จำเลยทั้งสามกับพยานได้แยกย้ายกันออกจากร้าน โดยจำเลยทั้งสามนั่งรถเก๋งสีบรอนซ์ทองออกไป ต่อมาเวลาประมาณ 21 ถึง 22 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์มาบอกพยานว่า "เรียบร้อยแล้ว" และได้วางสายไป

เห็นว่าพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อน ทั้งเบิกความเป็นลำดับขั้นตอน สอดคล้องกัน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้จึงมีน้ำหนัก

นอกจากนี้ภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยังได้ส่งของกลางที่ตรวจยึดได้ในที่เกิดเหตุ และที่ตรวจพบในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับในคืนเกิดเหตุส่งกองพิสูจน์หลักฐาน มีผลการตรวจเศษดินพบในรถยนต์คันเกิดเหตุมีลักษณะและองค์ประกอบของธาตุเหมือนกับดินของกลางที่เก็บจากที่เกิดเหตุ

และตรวจพบว่า กระดาษชำระในรถยนต์คันเกิดเหตุ เป็นกระดาษชำระชนิดเดียวกันกับกระดาษชำระที่มีคราบเลือดพบในที่เกิดเหตุ จึงเชื่อได้ว่าคืนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์ไปยังสถานที่เกิดเหตุจริง

พยานจำหน้าคนร้ายได้ชัด

โจทก์ยังมีนายสถาพร ชูหมื่นไว ลูกจ้างในร้านซ่อมรถจักรยานยนต์เบิกความยืนยันว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับพวกอีกสองคนได้ขับรถเก๋งสีบรอนซ์ทองมาที่ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 2 กับพวกมีอาวุธปืนอยู่ในมือและส่ายกระบอกปืนไปมา ได้จับตัวผู้ตายขึ้นรถเก๋ง

ทั้งในขณะที่จำเลยที่ 2 เดินเข้ามาภายในร้านซ่อมรถจักรยานยนต์นั้น จำเลยที่ 2 ได้เดินเข้ามาถามชื่อของพยานในระยะใกล้ประกอบกับภายในร้านมีแสงสว่างจากหลอดไฟเป็นเหตุให้พยานมองเห็นหน้าจำเลยที่ 2 ได้ชัดเจน

ในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์มีเพียงบันทึกการรับมอบตัว คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และบันทึกคำให้การของพยานโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้ร่วมนั่งดื่มสุรากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ร้านอาหารต้นมะขาม และจำเลยทั้งสามได้นั่งรถยนต์ออกไปจากร้านด้วยกันเท่านั้น

แต่ในขณะที่จำเลยที่ 1 จอดรถยนต์ที่หน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ และจำเลยที่ 2 ลงจากรถยนต์ได้จับตัวผู้ตาย ไม่มีประจักษ์พยานโจทก์รายใดเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยที่ 3 อยู่ภายในรถยนต์หรือจำเลยที่ 3 จะเป็นคนร้ายที่เข้ามาจับตัวแต่อย่างใด จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนร้าย

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า คืนวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถเก๋ง มีจำเลยที่ 2 และคนร้ายอีกหนึ่งคนนั่งไปด้วย จับตัวผู้ตายทั้งสองขึ้นรถยนต์แล้วจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์ไปยังที่เกิดเหตุจริง

จึงเชื่อว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกได้ขับรถยนต์มาถึงที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกได้ลงจากรถยนต์และกลับขึ้นรถยนต์อีกครั้งหนึ่งมิฉะนั้นแล้วคงไม่พบเศษดินอยู่ในรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ได้

เมื่อพิจารณาภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุเห็นได้ว่า สถานที่เกิดเหตุดังกล่าวเป็นที่เปลี่ยว ห่างไกลจากบ้านของประชาชน หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกไม่มีเจตนาร้ายต่อผู้ตายทั้งสองแล้ว ย่อมไม่น่าที่จะพาผู้ตายทั้งสองมายังที่เกิดเหตุแต่อย่างใด

พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองจนถึงแก่ความตายโดยมีเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธและเบิกความว่า ไม่ได้กระทำความผิดนั้น เป็นเพียงการเบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักให้หักล้างพยานโจทก์ได้

ประหาร-คุกตลอดชีวิต

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) 372 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 8 ทวิ วรรคหนึ่ง 72 วรรคสาม 72 ทวิ วรรคสองประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน

คำให้การในชั้นจับกุมและขั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก

คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ริบของกลาง ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

« Back