คดีฆ่า 5 ศพ สระบุรี

 

 

 

คดีที่น่าสนใจและติดตาม อีก 1 คดี คือ คดีมาตกรรมโหด 5 ศพ ที่จังหวัดสระบุรี แดนทหารม้า

ทั้งที่เป้าหมายในการสังหาร หรือที่มีเรื่อง มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น และสาเหตุก็เป็นที่ทราบดีในวงการสืบสวนของตำรวจ ว่ากลุ่มไหนเป็นกลุ่มคนร้าย แต่พยานหลักฐานจะสาวไปถึงหรือไม่ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการสังหารโหดครั้งนี้ ไม่ใช่เกิดจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า ทันทีทันใด แต่เป็นเรื่องที่มีการวางแผนมาแล้วอย่างดี  มีการกำหนด แบ่งหน้าที่ของแต่ละคนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร และทำไม????? 

ใครจะล่วงรู้ได้ว่า ค่ำคืนดึกสงัดวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. คาบเกี่ยวย่ำรุ่งวันที่ 3 ต.ค. จะกลายเป็นเวลาหฤโหดของกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงและนักการเมืองท้องถิ่นสระบุรี ที่ถูกสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น 5 ศพรวด นับเป็นข่าวฆาตกรรมโด่งดังสะเทือนขวัญระดับประเทศ ช่วงใกล้ปลายปี พ.ศ. 2552 พาดหัวใหญ่หนังสือพิมพ์หมดทุกฉบับ

   

บัดนี้ผ่านพ้นเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว แนวโน้มของคดีส่อเค้ายังคงมืดมน  !!

   

ทำให้เกิดคำถามติดตามมามากมาย จากเมืองสงบเงียบ มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันงดงามใจกลางประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นจึงเป็นที่จับตามองว่า เกิดปัญหาอะไรขึ้นในเมืองสระบุรี

   

ปมปริศนาหลักของคดีนี้จึงหนีไม่พ้น อะไรเล่าที่เป็นปฐมเหตุทำให้ต้องมีการลงมือฆ่าแกงกันอย่างเหี้ยมโหด 5 ศพ ราวกับบ้านเมืองไร้กฎหมาย ??

 

 

 

 

 

   

ศพแรกที่พบในอาณาบริเวณบ้านพักเกิดเหตุ เลขที่ 149 ท้องที่หมู่ 4 ต.พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี คือ

1.นายเชาวลิต หรือเชษฐ์ ทิพยเศวต อายุ 42 ปี สมาชิก ส.ท.เมืองสระบุรี และเจ้าของร้านอาหารริมคลองชล

2.นายวรพล หรือเบิ้ม ชาจิรัตน์ อายุ 56 ปี

3.นายปราโมทย์ หรือเสี่ยปุ๋ย สานิตย์วรรณกุล อายุ 43 ปี (เจ้าของบ้านเกิดเหตุ) ทำธุรกิจรับเหมาขนส่งสินค้า บริษัทอรพรรณฯ มีศักดิ์เป็นบุตรเขยของนายสุนทร แก้วพิจิตร ประธานสภาเทศบาลนครนครปฐม

4.นายปัญญา หรือแขก มหาแก้ว อายุ 42 ปี เจ้าของ หจก.เวิลด์เท็ค (รับเหมาติดตั้งเครื่องจักรกลโรงงาน) และศพสุดท้าย

5.นายอารมณ์ อุดมสันต์ อายุ 32 ปี สมาชิก ส.ท.เมืองสระบุรี และเจ้าของผับไวท์เฮ้าส์ ย่านถนนบันเทิงใจกลางเมืองสระบุรี

   

ทุกศพมีบาดแผลถูกจ่อยิงเผาขนทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่

นายอารมณ์ ถูกจ่อยิงขมับขวา และยิงหน้าอกซ้าย เป็นคนเดียวที่สภาพศพมีร่องรอยถูกซ้อมจนตาช้ำบวมเสียชีวิตบนเตียงนอนห้องใหญ่

ส่วนศพนายปัญญา ถูกจ่อยิงขมับขวาอยู่ปลายเตียง

นายวรพล ถูกยิงหัวคิ้วขวาและจมูกนอนคว่ำข้างโต๊ะอาหาร

นายปราโมทย์ ถูกจ่อยิงท้ายทอยนอนหงายอยู่ข้างเตียงห้องนอนและ

นายเชาวลิตถูกยิงกลางหลัง 2 นัด คาดว่าถูกคนร้ายไล่ยิงดูจากมีรอยเลือดหยดหน้าประตู จนไปนั่งเสียชีวิตพิงขอบปูนสวนหย่อมหน้าบ้านก่อนถูกตามยิงซ้ำที่หน้าอกอีก 1 นัดเพราะมีหัวกระสุนบุบบี้ตกอยู่ใกล้ ๆ

   

ภายหลังเกิดเหตุบรรดานักสืบมือดีจากส่วนกลางหลายคน ที่มีโอกาสได้ลงไปร่วมสัมผัสในสถานที่บริเวณเกิดเหตุจริง ต่างพูดออกมาใกล้เคียงกัน คือ “คิลลิ่งโซน” พูด ง่าย ๆ ก็คือพื้นที่สังหารนั่นเอง

 

   

สภาพบ้านหลังเกิดเหตุอยู่ห่างจากถนนพหลโยธิน สระบุรี-ลพบุรี กว่า 2 กม. ทางเข้าเป็นถนนปูนเล็ก ๆ ลัดเลาะผ่านทุ่งนา หากมีรถวิ่งสวนก็ต้องจอดหลบกัน มีบ้านคนอยู่แทบจะนับหลังได้ อาณาบริเวณบ้านกว้างใหญ่ เกือบ 10 ไร่ ในพื้นที่มีบ้านปลูกอยู่บนเนิน 2 หลัง โดยหลังแรก เป็นบ้านใหญ่สไตล์รีสอร์ทแนวยุโรป แต่ไม่มีคนพักอาศัย ส่วนบ้านหลังที่สองชั้นเดียว (บ้านเกิดเหตุ) ปลูกอยู่ใกล้ ๆ กัน ด้านหน้าเขียนว่า “เรือนปั้นสิบ” ประตูใหญ่ทางเข้าด้านหน้าก่อนจะเข้ามาในอาณาบริเวณบ้าน เป็นประตูแบบใช้กดรีโมต ห่างจากตัวบ้านเกือบ 50 เมตร รอบ ๆ บ้านตกแต่งประดับด้วยสวนป่าธรรมชาติ

   

ช่วงดึกสงัดในคืนเกิดเหตุ ชาวบ้านได้ยินเสียงปืนดังหลายนัด แต่ไม่มีใครเอะใจ เพราะเจ้าของบ้านมักพาเพื่อน ๆ มาเที่ยวซ้อมยิงปืนเป็นประจำ จึงไม่มีใครคาดคิดจะเป็นเหตุฆ่ากันตายใหญ่โตถึง 5 ศพ

   

เมื่อองค์ประกอบหลายอย่างช่างลงตัว มีเสียงปืนดังยิงกันหลายนัดเช่นนี้แล้วยังไม่มีใครสนใจ เป็นธรรมดาที่ทีมสังหารคาดว่านอกจากฝีมือระดับพระกาฬแล้วคงต้องช่ำชองข้อมูลกฎหมาย จึงมีเวลาค่อย ๆ เก็บร่องรอยหลักฐานต่าง ๆ จนเกือบหมด ไม่เว้นแม้ปลอกกระสุนปืน การบุกเงียบเข้ามาในบ้านหลังใหญ่โต เล่นงานปลิดชีพเหยื่อถึง 5 ศพ ภายในบ้านเกิดเหตุไม่มีร่องรอยการต่อสู้ให้เห็นแม้แต่นิดเดียว

   

น่าขบคิดยิ่งนัก การลงมือเล่นงานฆ่าคน 5 ศพ โดยที่ผู้ตายไม่อาจขัดขืน ใครบ้างจะมีศักยภาพทำได้ดีแนบเนียนเช่นนี้ อีกทั้งต้องใช้จำนวนคนมากน้อยแค่ไหน ถึงจะควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดง่ายดาย ??

   

ย้อนเวลากลับไป ตอนเวลาราว ๆ  01.40 น. (3 ต.ค.) หลังจากนายเชาวลิต นายปราโมทย์ นายปัญญา และนายวรพล ทั้ง 4 คนออกเดินทางจากร้านอาหารริมคลองชล มาที่บ้านเกิดเหตุ เพื่อจะมาเยี่ยมเยียนดูนายอารมณ์ ซึ่งกำลังมีปัญหาแล้วขอหลบมาพักชั่วคราวอยู่ที่บ้านรีสอร์ทของนายปราโมทย์ แต่โทรศัพท์มือถือเข้าไปหาแล้ว ติดต่อไม่ได้จึงเป็นห่วงกลัวนายอารมณ์ จะคิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะยังเคลียร์ไม่ได้จนต้องปิดผับ ก็บ่นเปรยตลอดเวลาว่าอยากตาย

   

เส้นทางระหว่างร้านริมคลองชลไปถึงที่เกิดเหตุ ประมาณ 10 กม.เศษ ใช้เวลา ราว ๆ 20 นาทีก็ถึงที่หมาย ตอนแรกจะมีเพื่อนอีก 2 คนขอขึ้นรถมาด้วย แต่นาย เชาวลิต พูดเหมือนเป็นลางบอกเหตุครั้งสุดท้ายว่า “ลูกยังเล็ก” ไม่ยอมให้มาด้วย จากนั้นในเวลาต่อมาทั้ง 4 คนก็มาพบจุดจบพร้อมกับนายอารมณ์ กว่าจะมีคนพบศพก็ปาเข้าไปช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 3 ต.ค.

   

มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าขณะนายอารมณ์ อยู่บ้านลำพังถูกกลุ่มนักฆ่านิรนาม บุกสังหารเงียบเป็นคนแรกคาเตียง ทำให้เพื่อน ๆ ไม่สามารถติดต่อได้จึงพากันขับรถมาดู เมื่อทั้ง 4 คนเข้าไปในบ้าน คนร้ายก็จู่โจมบุกล็อกตัวปลดอาวุธทุกคนก่อนแยกเอาไปจ่อยิงทีละคนตามห้องต่าง ๆ

   

ปรมาจารย์นักสืบสีกากีแถวหน้าเมืองไทยท่านหนึ่ง เคยกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กหรือใหญ่ “คนร้ายย่อมทิ้งหลักฐานเอาไว้เสมอ !!” คดีนี้ตำรวจพบอาวุธปืน 3 กระบอก ตกอยู่ 1.ปืนสั้นแมกกาซีน ขนาด 11 มม. ที่นายอารมณ์ นอนทับอยู่ ส่วนอีก 2 กระบอก ปืนแมกกาซีน ขนาด .45 และ ปืนลูกโม่ ขนาด .38 อยู่ข้างศพของนายวรพล

   

เป็นคดีลึกลับท้าทายนักสืบสีกากีอีกครั้งหนึ่ง ทางที่ดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรเร่งตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาแกะรอยคลี่ปมปริศนาฆาตกรรมและต้องพึ่งพาข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์มาช่วยเหลือ เพราะมีโจทย์ใหญ่ให้ขบคิด เหตุเกิดเวลาดึกสงัดภายในบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น มือลั่นไกสังหารเป็นใครกันแน่ ??.

 

 

เผยข้อมูลเหยื่อโหดทั้ง 5 ศพ

 

1. นายอารมณ์ อุดมสันต์ สมาชิกส.ท.เมืองสระบุรี และเจ้าของผับไวท์เฮ้าส์ ย่านถนนบันเทิงใจกลางเมืองสระบุรี

 

2. นายเชาวลิต หรือเชษฐ์ ทิพยเศวต สมาชิกส.ท.เมืองสระบุรี เจ้าของร้านอาหารริมคลองชล และยังเป็นน้องชายนายภาณุพงศ์ ทิพยเศวต (คล้าย) รองนายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี

 

3. นายปราโมทย์ หรือเสี่ยปุ๋ย สานิตย์วรรณกุล  (เจ้าของบ้านเกิดเหตุ) เจ้าของธุรกิจรับเหมาขนส่งสินค้า บริษัทอรพรรณฯ มีรถบรรทุกนับร้อย ๆ คัน เป็นบุตรเขยของนายสุนทร แก้วพิจิตร ประธานสภาเทศบาลนครนครปฐม และยังมีศักดิ์เป็นน้องเขย นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร อดีต รมช.เกษตรฯ

 

4. นายปัญญา หรือแขก มหาแก้ว เจ้าของหจก.เวิลด์เท็ค รับเหมาติดตั้งเครื่องจักรกลโรงงาน

 

5. นายวรพล หรือเบิ้ม ชาจิรัตน์ ทำธุรกิจอยู่ กทม.เป็นเพื่อนรุ่นพี่ของนายเชาวลิต

 

 

 

ที่เกิดเหตุ

 

     จากการตรวจสอบสภาพศพพบทุกคนถูกยิงในลักษณะล็อกคอจ่อยิงที่ศีรษะด้วยอาวุธปืนขนาด 9  มม.และ  .38  โดยพบปลอกกระสุนปืนขนาด  9  มม.ตกอยู่  2  ปลอก  จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน

 

     การสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของนายปราโมทย์   สานิจวรรณกุล  หนึ่งในผู้ตาย   ซึ่งตามปกติจะไม่ได้พักอยู่ประจำ  แต่ได้ฝากคนข้างบ้านให้ช่วยดูแล  ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ  00.30  น.  มีผู้เห็นนายปราโมทย์พาพรรคพวกทั้งสี่เข้ามาในบ้านเพื่อสังสรรค์

 

     จนกระทั่งเวลา   03.00  น.  ก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด  แต่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงไม่มีใครกล้าออกมาดูเพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย  จนรุ่งเช้ามีผู้มองจากรั้วด้านนอกเข้ามาพบมีผู้เสียชีวิตอยู่  จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบ  จึงรู้ว่ามีผู้เสียชีวิตถึง  5  คน

 

     คาดว่าคนร้ายมีหลายคนและมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการปีนรั้วด้านข้างบ้านซึ่งสูงมากเข้ามา  เนื่องจากประตูรั้วด้านหน้าบ้านยังปิดด้วยรีโมตคอนโทรลอยู่เช่นเดิม  จากนั้นได้แยกย้ายกันสังหารหมู่เหยื่ออย่างไร้ความปรานี  ก่อนจะพากันหลบหนีไป

 

     สำหรับสาเหตุการสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงปิดปากเงียบไม่ยอมให้รายละเอียดใดๆ  ทั้งสิ้น   แต่เป็นที่คาดกันว่าน่าจะมีปมด้านการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง  เพราะ  2  ใน 5  ผู้ตายเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองสระบุรี  และเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน  หรืออาจจะเกี่ยวพันกับเรื่องส่วนตัวของผู้ตายบางคน  รวมไปถึงธุรกิจห้องอาหารไวท์เฮ้าส์จนถึงขั้นมีการแก้แค้นกันเกิดขึ้นก็ได้

 

     ต่อมา   พล.ต.ต.คำรณวิทย์  ธูปกระจ่าง  รอง  ผบช.ภ.1  ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนคลี่คลายคดีนี้  พร้อมด้วย  พล.ต.ต.อุฬาร  เอนกบุณย์  ผบก.ภ.สระบุรี  ได้ประชุมชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่วิทยาการเพื่อวางแผนการสอบสวนติดตามคนร้ายรายนี้ให้ได้  เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญ.

 

 

ชวลิต ทิพยเศวต อายุ 42 ปี ส.ท.เมืองสระบุรี วรพล ชาจิรัสย์ อายุ 50 ปี ปัญญา มหาแก้ว อายุ 45 ปี เสี่ยรับเหมาก่อสร้าง อารมณ์ อุดมสันต์ อายุ 27 ปี เจ้าของร้านอาหารไวท์เฮ้าส์ และ ส.ท.เมืองสระบุรี และปราโมทย์ สานิชวรรณกุล อายุ 43 ปี เสี่ยรถบรรทุก บริษัท อรพรรณขนส่ง จำกัด ถูกคนร้ายยิงด้วยปืนขนาด 9 มม.และ .38 ในระยะประชิดตามมุมต่างๆ ในบ้านเลขที่ 149 หมู่ 4 ต.แค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เมื่อกลางดึกวันที่ 2 ต่อเนื่อง 3 ตุลาคม 2552

 

 บ้านเกิดเหตุเป็นบ้านทรงไทยมีรั้วรอบขอบชิด มีสวนหย่อมปลูกต้นไม้ไว้ดูร่มรื่น มีบ้านอยู่ในอาณาบริเวณ 2 หลังใหญ่ หลังแรกเป็นบ้านชั้นเดียว หลังที่สองเป็นบ้านสองชั้น หลังบ้านปลูกต้นไม้ไว้อีกกว่า 10 ไร่ ก่อนเกิดเหตุทั้ง 5 คนไปดื่มกินกันที่ร้านอาหารริมคลองชลในตัวเมือง ก่อนจะซื้อเหล้าและกับแกล้มมากินต่อที่บ้านตอนเที่ยงคืน พอตี 2 ชาวบ้านก็ได้ยินเสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัด แต่ไม่คิดว่าจะมีเหตุร้าย เนื่องจากเจ้าของบ้านมักซ้อมยิงปืนเป็นประจำ จึงไม่มีใครสนใจกระทั่งรุ่งเช้าจึงพบว่า ทั้ง 5 คนได้กลายเป็นศพไปเสียแล้ว

 

หลังเกิดเหตุ 1 วัน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุอีกครั้ง แล้วเรียกประชุมชุดสืบสวน ประกอบด้วย พล.ต.ต.วันชัย ถนัดกิจ รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.อุฬาร อเนกบุณย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี พ.ต.อ.ทรงฤทธิ์ สุขสมใจ ผกก.สภ.หน้าพระลาน พ.ต.ท.จักรกฤช วีระเดช รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.มนต์ชัย พุ่มพูน สวป. และ พ.ต.ท.สานิต งามขำ สว.สส. เพื่อคลี่คลายคดี และตรวจสอบประวัติของเหยื่อแต่ละคนจนทราบว่า 1 ใน 5 มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับคนมีสีกลุ่มหนึ่ง ซึ่งปฐมบทถูกบันทึกอยู่ในบันทึกประจำวันด้วย

 

เมื่อเวลาตี 3 ครึ่ง วันที่ 25 กันยายน 52 มีนายทหารยศ พ.ต. 2 คน ร.อ. 1 คน และ ร.ท.1 คน สังกัดกองทหารในจังหวัดสระบุรี ได้เข้าไปนั่งดื่มกินที่ร้านอาหารไวท์เฮ้าส์ของ ส.ท.อารมณ์ และถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส บ้างกรามหัก บ้างแขนหัก แตกต่างกันไป ทั้งสี่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์สระบุรี

 

 หนึ่งในชุดสืบสวนบอกว่าชนวนเหตุเกิดจากขณะดื่มกินจนเมาได้ที่ หนึ่งในกลุ่มทหารไปจับก้นเด็กเสิร์ฟสาว ส่งผลให้ ส.ท.อารมณ์เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นที่รับรู้กันดีในสังคมซุบซิบเมืองสระบุรี และมีการพูดถึงในทำนองว่ากันว่า อารมณ์ได้ไปว่าจ้างเด็กวัยรุ่นใจถึงหลายคนเป็นเงิน 3,000 บาท ให้ทำร้ายนายทหารทั้งสี่ หลังเกิดเหตุมีเสธ.ทหารคนหนึ่งเรียกให้อารมณ์เข้าไปเคลียร์ปรับความเข้าใจ แต่เขากลับปฏิเสธและหนีไปอยู่กับปราโมทย์เพื่อนสนิทแทน

 

วันที่ 26 กันยายน หรือ 1 วันถัดมา เวลา 6 โมงครึ่ง มีกลุ่มชายฉกรรจ์ตัดผมสั้นเกรียนราว 20 คน เข้ามาดื่มกินภายในร้านไวท์เฮ้าส์ มีการสั่งสุราอาหารมากินขนานใหญ่ กระทั่ง 4 ทุ่มจึงมีชายฉกรรจ์อีกกลุ่มใหญ่ตามมาสมทบ ถ้าไม่ถึง 100 คนก็น่าจะใกล้เคียง เข้ามาใช้บริการ ดื่มกินจนเกือบตี 3 ก่อนจะเรียกเก็บเงินเบ็ดเสร็จ 36,149 บาท แต่ทั้งหมดไม่ยอมจ่ายและบอกให้ไปเก็บกับหน่วยงานทหารแห่งหนึ่งในเมืองสระบุรี ก่อนจะลงมือทุบทำลายทรัพย์สินจนพังยับเยินไปทั้งร้าน หลังเกิดเหตุพนักงานร้านได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้

 

ระหว่างนี้ ส.ท.อารมณ์เริ่มกริ่งเกรงถึงภัยคุกคาม เขาเก็บตัวและขลุกอยู่กับปราโมทย์กับกลุ่มเพื่อน ขณะเดียวกันก็พยายามติดต่อผู้ใหญ่คนกลางให้ช่วยเข้ามาไกล่เกลี่ยความบาดหมาง โดยฝ่ายทหารที่ถูกทำร้ายยื่นข้อเสนอให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญเป็นเงิน 2 ล้านบาท โดยจะนำมาแบ่งกันคนละ 5 แสนบาท แต่อารมณ์ไม่ยินยอมตกลง และขอต่อรองลงมาเป็น 1 ล้านบาท สร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มนายทหารคู่กรณีอย่างมาก

 

 ในขณะที่การเจรจายังไม่ได้ข้อยุติ วันที่ 29 กันยายน เวลาประมาณตี 2 ครึ่ง มีชายฉกรรจ์ตัดผมสั้นเกรียน 6 คน อายุประมาณ 20-25 ปี เข้ามาก่อเหตุทำลายข้าวของในร้านไวท์เฮ้าส์อีกครั้ง โดยโยนโต๊ะไม้และเก้าอี้ 12 ชุดลงไปในคลอง หลังเกิดเหตุพนักงานได้เข้ามาลงบันทึกประจำวันเอาไว้อีกครั้ง

 

 ถึงตอนนี้เสี่ยอารมณ์เริ่มตระหนักแล้วว่าเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อรองและจัดการกับความบาดหมางที่เกิดขึ้นได้ และผู้ใหญ่คนกลางเองก็บอกให้ยอมจ่ายเสียเรื่องจะได้จบ สุดท้ายเขาจึงตอบตกลงและนัดจ่ายเงินในเช้าวันที่ 3 ตุลาคม แต่ก็มาถูกฆาตกรรมหมู่เสียก่อนในกลางดึกนั่นเอง

 

 "ตามแนวทางการสืบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุอารมณ์อยู่ในบ้านทรงไทยหลังเกิดเหตุ ได้โทรศัพท์ไปบอกคนสนิทว่าถูกชายฉกรรจ์มาล้อมบ้าน หลังจากนั้นก็ไม่มีใครสามารถติดต่อทั้ง 5 คนได้อีก กระทั่งมารู้ว่าถูกฆาตกรรมยู่ภายในบ้านทั้ง 5 คน" หนึ่งในชุดสืบสวนบอก

 

 ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันในหมู่นักสืบว่า ก่อนเกิดเหตุอารมณ์อยู่ภายในบ้านคนเดียว เมื่อโทรหาเพื่อนว่าถูกล้อมบ้าน เพื่อนอีก 4 คนตามเข้าไปจึงถูกจับแยกห้องพูดคุยตกลงกัน แต่อาจเกิดความผิดพลาดขึ้น หรือคนหนึ่งคนใดคิดต่อสู้ จึงถูกฆ่าปิดปากทั้งหมด โดยเหยื่อรายสุดท้ายที่พยายามหนีเอาชีวิตรอด คือ ชวลิต ทิพยเศวต ที่ถูกยิงกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บริเวณหน้าบ้าน โดยเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นที่โจษขานกันในหมู่คนใกล้ชิด ทั้งของเหยื่อและคู่กรณี ดังนั้น คดีนี้จึงไม่มีอะไรสลับซับซ้อน เป็นเรื่องความแค้นส่วนตัวล้วนๆ ขณะนี้ชุดสืบสวนสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะนายทหารคู่กรณีทั้ง 4 นาย

 

 

 

 

ผบ.ทบ.สั่ง  ผบ.จทบ.สระบุรี  ติดตามคดีทหาร  "พันตรี-ร้อยโท"  4  นายถูกทำร้ายปางตาย   จะเชื่อมโยงพัวพันการตายของ  ส.ท.สระบุรี  พร้อมพวก  5  คนหรือไม่   ระบุให้ความร่วมมือกับตำรวจเต็มที่   หึ่ง!  นายกเทศมนตรีรับเคลียร์เสนอเงิน  1  ล้านบาทให้  แต่  "พันตรี"  ปฏิเสธ

 

     เมื่อวันที่  5  ตุลาคม   พ.อ.(หญิง) ศิริจันทร์  งาทอง   รองโฆษกกองทัพบก  กล่าวถึงกรณีที่มีทหารยศพันตรี  (พ.ต.)  ต้องสงสัยเข้าไปเกี่ยวข้องในคดีสังหารสมาชิกสภาเทศบาลสระบุรี  และพวกรวม  5  คน  หลังจากที่กลุ่มผู้ตายเคยมีเรื่องทำร้ายร่างกายที่ร้านอาหารว่า  พล.อ.อนุพงษ์   เผ่าจินดา   ผู้บัญชาการทหารบก  (ผบ.ทบ.)  ได้สั่งการให้ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระบุรี  (ผบ.จทบ.สระบุรี)  ซึ่งเป็นหน่วยในพื้นที่   รวมถึงหน่วยต้นสังกัดของทหารที่ถูกทำร้าย   ไปติดตามว่าคดีของทหารนั้นมีรายละเอียดข้อมูลอย่างไร   และจะเกี่ยวพันโยงใยกับคดีการสังหารสมาชิกสภาเทศบาลและพวกหรือไม่นั้น   เป็นเรื่องการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง   ทั้งนี้  ในส่วนของกองทัพจะแค่รับฟังการร้องขอจากเจ้าพนักงาน  หากขอตัวมาก็จะให้การสนับสนุน   ใครที่ทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

 

     "ผบ.ทบ.ได้ตรวจสอบกับหน่วยทหารในพื้นที่   ซึ่งกองทัพบกไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่  ไม่ว่าจะเป็นกำลังพลคนใด   ถ้าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบว่ามีการดำเนินการกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง   สามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย    และถ้าหากตำรวจมีการขอความช่วยเหลือมาที่กองทัพบกก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่   เรื่องการสอบสวนเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ   กองทัพบกแค่ทำตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน   โดย  ผบ.ทบ.ได้ย้ำว่าใครที่ทำผิดและมีส่วนเกี่ยวข้องในคดี   ทาง  ผบ.หน่วยต้องดำเนินการและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่"  พ.อ.(หญิง) ศิริจันทร์กล่าว

 

     รายงานข่าวจากจังหวัดทหารบกสระบุรี   เปิดเผยว่า  ในช่วงวันเกิดเหตุมีนายทหารยศพันตรี  2  นาย  และยศร้อยโทอีก  2  นาย  ได้ไปนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในร้านไวน์เฮาส์  ในพื้นที่  จ.สระบุรี   ซึ่งเกิดเหตุการณ์นายทหารยศพันตรีและนายทหารยศร้อยโทถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้ง  4  นาย   โดยทั้ง  4  นายประกอบด้วย   รองผู้บังคับการกองพันทหารม้าที่  24  (รอง  ผบ.ม.พัน.24),  นายทหารยุทธการ  และการฝึกกรมทหารม้าที่  5  ซึ่งนายทหารทั้งสองมียศเป็นพันตรี   ส่วนยศร้อยโทอีก  2  นาย  คือ  ผู้บังคับกองร้อยทหารม้าที่  23  และอีก  1  นายเป็นนายทหารรับใช้ผู้ใหญ่

 

     รายงานข่าวแจ้งว่า   หลังจากที่ทราบภายหลังว่ากลุ่มที่ถูกทำร้ายเป็นนายทหารยศพันตรี  2  นาย  และนายทหารยศร้อยโท  2  นายตามข่าว   กลุ่มของสมาชิกสภาเทศบาล  จ.สระบุรี  จึงได้ให้  พล.ต.เมธี   ธรรมรังษี   นายกเทศมนตรี  จ.สระบุรี  ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตนไปเคลียร์ปัญหาดังกล่าว   

 

     "โดยเบื้องต้น  พล.ต.เมธีได้ตกลงจ่ายค่าเสียหาย   พร้อมค่ารักษาพยาบาลให้กับนายทหารยศพันตรี  พร้อมพวก  เป็นเงินจำนวน  1  ล้านบาท  แต่ถูกกลับปฏิเสธในการรับเงินดังกล่าว  แต่ไม่รู้ว่าการตายของกลุ่มสมาชิกเทศบาล  จ.สระบุรี  ที่ถูกยิงเสียชีวิตทั้ง  5  คน  จะเชื่อมโยงกันหรือไม่  ต้องรอผลการสอบสวนอีกครั้ง"  รายงานข่าวระบุ.

 

ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงความคืบหน้าของคดีไปยังนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้รับการเปิดเผยมากนัก และเหตุการณ์ทะเลาะ วิวาทที่ร้านอาหารไวท์เฮ้าส์ของนายอารมณ์ อุดมสันต์ เจ้าของร้าน ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ศพที่เสียชีวิต จนเป็นเหตุให้นายทหารระดับยศ พันตรี 2 นาย และร้อยโท 2 นายได้รับบาดเจ็บสาหัส จะเป็นสาเหตุของการแก้แค้นหรือไม่ พล.ต.ต.อุฬาร อเนกบุณย์ ผบก.ภ.จว. สระบุรี กล่าวปฏิเสธว่าไม่สามารถระบุได้ แต่ได้ระดมพนักงานสอบสวนสืบสวนเร่งทำงานอย่างเต็มที่ พร้อมกับปฏิเสธข่าวที่ว่าคนร้าย ใช้รถตู้เป็นพาหนะ

มีรายงานว่าตำรวจได้แยกคดีเป็น 2 คดี คือคดีวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่ร้านอาหารไวท์เฮ้าส์ของนายอารมณ์  จนเป็นเหตุให้นาย ทหาร 4 นายได้รับบาดเจ็บสาหัส ท้องที่ สภ.เมืองสระบุรี ตำรวจออกหมายจับ 6 วันรุ่นดังกล่าวแล้ว รวมทั้งนายอารมณ์ เจ้าของ ร้านผู้เสียชีวิตด้วย และจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถจับกุมวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวได้ มีเพียงกระแสข่าวว่าจะมามอบตัว แต่ก็ยังไม่มา ส่วนอีก คดีเป็นคดีสังหารโหด 5 ศพ ท้องที่ สภ.หน้าพระลาน ส่วนคดีนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนอย่างกว้างขวาง และกล่าวถึงการ กระทำอันโหดเหี้ยมของกลุ่มคนร้าย มีรายงานแหล่งข่าวแจ้งว่าขณะนี้นายทหารทั้ง 4 คนได้ลาพักราชการไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่ทราบ ว่าอยู่ที่ใด ขณะเดียวกันตำรวจก็ไม่ยอมเปิดเผยว่ามีการเรียกนายทหารทั้งหมดมาสอบปากคำกรณีถูกทำร้ายหรือยัง

ด้าน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงกระแสข่าวว่า มีนายทหารยศพันตรีมีส่วนเกี่ยวพันกับคดีสังหารหมู่ 5 ศพ ว่า ทหารไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ เพราะสถานที่ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักส่วนตัว และที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือ ลักษณะที่จะเป็นฝีมือของทหารแต่อย่างใด ประกอบกับกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุเป็นกระสุนขนาด .38 และ 11 มม. ไม่ใช่ลักษณะ กระสุนที่ทหารใช้ และไม่มีการพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ที่เป็นกระสุนหลักที่ทหารใช้ หรืออาวุธสงครามแต่อย่างใด สำหรับเหตุการณ์ การรุมทำร้ายนายทหารกองพันทหารม้าในร้านอาหารไวท์เฮาส์ จ.สระบุรี นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามผูกเรื่องที่เป็นคนละคดีให้ เป็นคดีเดียวกัน คิดว่าขณะนี้เจ้าเหน้าที่ตำรวจกำลังมั่วนิ่มอยู่ เพราะคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงต้องการที่จะรีบปิด คดี

 

 

 

 

 

 

ชี้ไม่เคยคิดว่าคนร้าย จะไม่ทิ้งร่องรอยอื่นไว้ ย้ำควรจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

 

วันนี้( 10 ต.ค.) พญ.คุณหญิงพรทิพย์  โรจนสุนันท์  ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ให้ความเห็นกรณีเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ 5 ศพ ที่บ้านพักหรูในหมู่บ้านวังเลน ต.พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี ว่า ถึงแม้คดีมีพยานหลักฐานน้อย อีกทั้งยังขาดประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ ตามหลักการนิติวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์หาหลักฐานได้แน่นอน แต่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว จากผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ โดยส่วนตัวไม่เคยคิดว่าคนร้าย จะไม่ทิ้งร่องรอยอื่นไว้ และพร้อมให้ความช่วยเหลือ หากมีการร้องขอมาที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และขอย้ำว่าควรจะดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะหากล่าช้าจะยิ่งทำให้การตรวจสอบพบพยานหลักฐานยากมากขึ้น.

 

 

 

 

หลังญาติพี่น้องคนตาย บากหน้ามาร้องขอความช่วยเหลือจากรมว.ยุติธรรม  ล่าสุดคุณหญิงหมอส่งทีมงานมือดี บุกคฤหาสน์ที่เกิดเหตุ

 

 

 

สืบเนื่องจากเหตุสังหารหมู่ 5 ศพ ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ในพื้นที่ ต.พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วย 1.นายเชาวลิต  ทิพยเศวต  เจ้าของร้านอาหารริมคลองชล และเป็นสมาชิกส.ท.เมืองสระบุรี2.นายปัญญา  มหาแก้ว เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด เวิลด์เท็ค 3.นายปราโมทย์  สานิตย์วรรณกุล  เจ้าของธุรกิจรับเหมาขนส่ง บริษัทอรพรรณขนส่ง จำกัด และเป็นเจ้าของคฤหาสน์,นายวรพล  ชาจิรัตน์  และนายอารมณ์  อุดมสันต์  เจ้าของผับไวท์เฮาส์ และสมาชิกส.ท.เมืองสระบุรี  คดีเกิดขึ้นมานาน 2 เดือนแต่ยังไม่มีความคืบหน้า ญาติจึงตัดสินใจมาร้องขอความช่วยเหลือที่กระทรวงยุติธรรม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

 

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วานนี้( 4 ธ.ค.)  พ.ต.ท.สมชาย เฉลิมสุขสันต์ นักนิติวิทยาศาสตร์(ชำนาญการพิเศษ) หน.กลุ่มตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

 

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมเจ้าหน้าที่เกือบ 10 นายและอุปกรณ์เครื่องมือจำนวนมาก เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ทรงฤทธิ์ สุขใจ ผกก.สภ.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ และ พ.ต.ท.จักรกฤษณ์ วีระเดช รอง ผกก.(สส.) เพื่อประสานงานในคดีฆาตกรรมหมู่ 5 ศพ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจชื่อดัง เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ต.ค.52 ที่ผ่านมา เนื่องจากทางญาติผู้ตายไปร้องขอความช่วยเหลือที่ กระทรวงยุติธรรม ให้มาร่วมคลี่คลายคดี

 

ภายหลังจากทางพ.ต.ท.สมชาย ได้ฟังบรรยายสรุปเหตุการณ์ต่างๆในวันเกิดเหตุและตรวจสอบหลักฐานของกลางของผู้ตายที่พบในวันเกิดเหตุจากทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเรียบร้อยแล้ว

 

จากนั้นจึงได้ประสานงานให้ตำรวจ สภ.หน้าพระลาน นำคณะเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินการจัดเก็บและหาหลักฐานต่างๆอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้นพบว่าทางญาติของนายปราโมทย์ เจ้าของคฤหาสน์ยังปล่อยให้ข้าวของต่างๆในที่เกิดเหตุวางอยู่เป็นปกติ โดยยังไม่มีการเคลื่อนย้ายสิ่งใดออก ทำให้สภาพโดยรวมภายในบริเวณที่เกิดเหตุยังคงอยู่ ไม่เว้นแม้กระทั่งคราบเลือดต่างๆ 

 

ทั้งนี้สิ่งที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คือร่องรอยบนที่นอนซึ่งเป็นจุดที่นายอารมณ์ เสียชีวิต พบตรงกลางเตียงผ้าปูที่นอนมีรอยฉีกขาดกระจุยกระจายอย่างเห็นได้ชัดลักษณะเหมือนมีการดิ้นทุรนทุรายก่อนจบชีวิต  จึงทำให้มีการคาดหวังว่าอาจจะมีหลักฐานสำคัญบางอย่างหลงเหลืออยู่บ้างไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในบ้านด้วยอุปกรณ์นิติวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ไม่อนุญาตให้บรรดาสื่อมวลชนที่ไปติดตามทำข่าวเข้าไปบันทึกภาพแต่อย่างใด โดยอนุญาตให้ถ่ายภาพได้แต่เฉพาะด้านหน้าบ้านเท่านั้น

 

ขณะที่พ.ต.ท.สมชาย ให้สัมภาษณ์สั้นๆว่า

 

หลังกลุ่มญาติของผู้เสียชีวิตเข้าร้องทุกข์ต่อ นายพีระพันธ์  สาลีรัฐวิภาค  รมว.ยุติธรรม ล่าสุดพญ.คุณหญิงพรทิพย์  โรจนสุนันท์  ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จึงมอบหมายให้ตนนำเจ้าหน้าที่ลงมาจัดเก็บรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดตามขั้นตอนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการคลี่คลายคดีต่อไป.

 

 

 

« Back