มูลนิธิ ปวีณา ช่วยท่านได้

 

 

" คิดไม่ออก บอกปวีณา "

ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ มูลนิธิปวีณาฯ มานานแล้ว เพราะมีผู้เดือดร้อนหลายรายที่โทรเข้ามาขอคำปรึกษากับผม โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ เด็ก สตรี รวมทั้งปัญหาครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรงกัน ผู้เดือดร้อนแจ้งว่า เมื่อมีเรื่องทุกข์ใจ ส่วนใหญ่ก็จะไปพบตำรวจ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ค่อยรับเรื่อง หรือดำเนินการให้สักเท่าไหร่ บ้างก็ว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว ปัญหาสามีภรรยา หรืออดีตสามีมาก่อเหตุ หรือเหตุยังไม่เกิดบ้าง ไม่สามารถดำเนินคดีอะไรให้ได้ แค่ข่มขู่ แค่หึงหวง ทำนองเป็นปัญหาระหว่างคนรู้จักกัน น่าจะไปหาทางแก้ไขกันเอง อย่างมากก็ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ปรากฎว่าเหตุไม่ยุติ ไม่จบ และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดคดีอาญาสำคัญในเวลาต่อมาได้

ผมได้แนะนำไปหลายท่าน หลายคดี เบื้องต้น ให้ไปพบผู้บังคับบัญชาตำรวจระดับสูงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็น รองผู้กำกับ ผู้กำกับ ไปจนถึงผู้บังคับการ ฯ เพื่อขอให้พิจารณาช่วยเหลือ สั่งการกำชับลงมา แม้จะเป็นเรื่องแค่ลหุโทษก็ตาม หรือเหตุร้ายแรงยังไม่เกิดก็ตาม หากไม่สำเร็จจริง ๆ ก็แนะนำให้ไปที่ มูลนิธิคุณปวีณาฯ เพราะเป็นเรื่องที่มูลนิธิฯ ช่วยเหลือโดยตรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เด็ก สตรี คนชรา ผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในสังคม การเอารัดเอาเปรียบกัน ข่มขู่ ข่มเหง รังแกคนไม่มีทางต่อสู้ เป็นต้น

 

 

ปรากฎว่าสำเร็จ ครับ

งานไหน? คุณปวีณาฯ ออกข่าว รับเรื่อง เป็นข่าว  ก็ต้องไปที่โรงพักเช่นกัน แต่คราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อน ตำรวจรีบเร่งรัด จัดการดำเนินการทันที รวดเร็วทันใจดีแท้ นายตำรวจระดับใหญ่ ๆ ลงมาเล่นด้วย เพราะคุณปวีณาฯ รู้จักนายตำรวจมากมาย ระดับใหญ่ ๆ ทั้งนั้น หากไปพบปะเจรจาพูดคุย ตำหนิข้อบกพร่อง ไม่เป็นสิ่งที่ดีกับตำรวจคนนั้นอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะปัจจุบัน ปัญหาครอบครัว เกิดขึ้นมากมาย ฝ่ายหญิงแยกทาง เลิกลาแล้ว ฝ่ายชายยังไม่ยอม ยังติดตาม ข่มขู่ แม้กฎหมายการกระทำความรุนแรงในครอบครัวจะใช้บังคับแล้ว ทางปฎิบัติก็ไม่ได้ใช้บังคับกันอย่างจริงจัง กฎหมายดังกล่าว ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือจดทะเบียนสมรสด้วยกัน ก็บังคับคดีได้  เป็นต้น

 

การดำเนินการของมูลนิธิปวีณา เพื่อเด็กและสตรี ผมมองเห็นว่า สามารถช่วยเหลือปัญหาในสังคมได้มากทีเดียว เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน บางเรื่องแม้จะเป็นปัญหาเล็ก ๆ  แต่ก็เหมือนกับการป้องกันเหตุร้ายไว้ก่อน ไม่ใช่เหตุเกิดขึ้นแล้วค่อยมาทำการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี แม้จะจับกุมคนร้ายได้ ก็ไม่อาจเรียกคืน ชีวิต สภาพร่างกายและจิตใจเดิม ๆ กลับคืนมาได้   มูลนิธิปวีณาฯ จึงดำเนินการลักษณะ เล็ก ๆ ทำ / ใหญ่ ๆ ก็ทำ  หรือจะเรียกว่า สน.สภ.ด่วน ก็ได้ครับ

ขณะนี้ บ้านเมืองเราก็มีนายกรัฐมนตรีหญิง เป็นคนแรกแล้ว ในอนาคตอาจมีกระทรวงพัฒนาการเด็ก และสตรี  เหมือนต่างประเทศก็ได้ ครับ

หากท่านใด มีความเดือดร้อน คิดไม่ออก ก็ติดต่อที่มูลนิธิปวีณา ฯ นะครับ รับรองไม่ผิดหวัง

 

 

 

 

 

 

 ติดต่อที่นี่ ครับ

http://www.pavenafoundation.or.th/ 

 

11 ส.ค.2554

สาวแบงก์กรุงไทยร้อง"ปวีณา"ให้ช่วยเหลือ ถูกอดีตแฟนหนุ่มตามราวี หลังบอกเลิกเพราะทนพฤติกรรมขี้โมโห ติดยาเสพติด แถมขู่จะฆ่าทั้งครอบครัวหากบอกเลิก เข้าแจ้งความแต่คดีไม่คืบ กลับไม่หยุดพกปืนมาเคลียร์ที่ทำงาน แถมถีบกระจกประตูธนาคารแตก เจ้าตัวต้องหนีตายร้องปวีณาให้ช่วย
       
       วานนี้(10 ส.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด พร้อมกับนางตะวันฉาย จือเหลียง อายุ 27 ปี พนักงานของธนาคารกรุงไทย สาขาตลาดรวมใจ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองทองธานี ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยเข้าพบกับ พ.ต.อ.อภิชาต เรือนทิพย์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี และ พ.ต.อ.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผกก.สภ.ปากเกร็ด เพื่อเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายอภิวิชญ์ พยุง อายุ 29 ปี อดีตแฟนหนุ่ม ที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนข่มขู่บังคับไม่ให้ น.ส.ตะวันฉาย เลิกรา
       
       น.ส.ตะวันฉาย ให้การว่า ได้เริ่มคบหากับนายอภิวิชญ์ มาตั้งแต่ปี 50 โดยในช่วงแรกที่คบกันเป็นแฟนนายอภิวิชญ์เป็นคนดี พูดจาดูแลเอาใส่ใจเป็นอย่างดี จนกระทั่งต่อมาเมื่อปี 52 นายอภิวิชญ์แฟนหนุ่มหันไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดเข้า และเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ นอกจากจะกลายเป็นคนโมโหร้าย พูดจาไม่สุภาพแล้ว ยังลาออกจากงานและไม่ยอมหางานทำ และยังมาหยิบเอาเงินทองของตนไปใช้ เมื่อตนพยายามพูดจาหว่านล้อมให้นายอภิวิชญ์เลิกยุ่งเกี่ยวกัยยาเสพติดเพื่ออนาคตชีวิตคู่ นายอภิวิชญ์ก็ไม่ยอมเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จนทำให้ตนเองยื่นคำขาดกับนายอภิวิชญ์ไปว่า หากไม่เลิกยา ตนก็จะขอแยกทาง ทำให้นายอภิวิชญ์โกรธตนเองมาก และข่มขู่ตนว่า หากเลิกกันเมื่อไร จะตามฆ่าตนเองพร้อมครอบครัว
       
       น.ส.ตะวันฉาย ให้การต่ออีกว่า เคยหนีไปอยู่ที่บ้านเพื่อนในจังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ยังถูกนายอภิวิชญ์ตามไปใช้อาวุธปืนไล่ยิงข่มขู่มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ไปแจ้งความไว้ที่โรงพัก สภ.เมืองสมุทรสงคราม แต่เรื่องก็เงียบไป ทำให้ทุกครั้งที่เจอนายอภิวิชญ์ตนเองต้องฝืนใจแกล้งพูดจาทำดีกับนายอภิวิชญ์เพราะกลัวจะถูกทำร้าย แต่นายอภิวิชญ์ก็ยังไม่เปลี่ยนนิสัยจะตามราวีเข้ามาร้ายตนเองถึงในธนาคารซึ่งเป็นที่ทำงาน ซึ่งตนก็เคยมาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ดมาแล้ว 2 ครั้ง แต่คดีก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ตนจึงตัดสินใจโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือจากทางมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี ซึ่งทางมูลนิธิก็รับเรื่องไว้แล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ นายอภิวิชญ์ได้บุกมาหาตนที่ธนาคารอีก พร้อมกับนำอาวุธปืนออกมาข่มขู่ตนเองให้ออกมาหาที่หน้าธนาคารเพื่อจะพาตนกลับไปที่ห้องพักเพื่อจะตกลงกัน แต่ตนเองเกรงว่าจะถูกนายอภิวิชญ์ทำร้ายร่างกายอีก จึงวิ่งหลบหนีเข้ามาในธนาคาร สร้างความไม่พอใจให้นายอภิวิชญ์เป็นอย่างมาก นายอภิวิชญ์จึงขับรถเก๋งบีเอ็ม สีแดงส้ม ออกไป
       
       น.ส.ตะวันฉาย เล่าต่อว่า หลังจากที่นายอภิวิชญ์ขับรถออกไป ตนเองจึงรีบออกจากที่ทำงานเพื่อไปขอความช่วยเหลือที่มูลนิธิปวีณาในทันที เพราะเกรงว่าจะถูกย้อนกลับมาทำร้าย จนกระทั่งเมื่อไปถึงมูลนิธิแล้วได้พบกับนางปวีณา นางปวีณาจึงพาตนเองเดินทางมาเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด และจากที่ตนเองหลบออกจากที่ทำงานไปขอความช่วยเหลือที่มูลนิธิ ปรากฏว่านายอภิวิชญ์ได้ขับรถย้อนกลับมาหาตนเองที่ธนาคารอีกครั้ง แต่เมื่อไม่พบตนจึงรีบขับรถออกไปทันที จากนั้นประตูกระจกหน้าธนาคารจึงค่อย ๆ แตกออกทั้งบาน ทางธนาคารจึงโทรศัพท์แจ้งให้จ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบว่า สาเหตุที่กระจกประตูแตกนั้นมาจากฝีมือของนายอภิวิชญ์หรือไม่
       
       หลังรับแจ้งเหตุแล้ว พ.ต.อ.อภิชาต เรือนทิพย์ รอง ผบก.ภงจว.นนทบุรี พร้อมด้วยนางปวีณา หงสกุลและ น.ส.ตะวันฉาย จือเหลียง ผู้เสียหาย ได้เดินทางไปยังธนาคารกรุงไทย สาขาตลาดร่วมใจ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของ น.ส.ตะวันฉาย
       
       จากการตรวจสอบภายในที่เกิดเหตุหน้าธนาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่พบหัวกระสุนหรือปลอกกระสุนตกอยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งของทางธนาคารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอาคารเมืองทองธานีในที่เกิดเหตุ ไม่มีใครได้ยินเสียงปืนดัง ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิฐานว่า บานประตูกระจกที่แตกนั้น อาจจะเกิดจากการที่นายอภิวิชญ์ใช้เท้าเตะเข้าที่ขอบประตูที่ทำด้วยอลูมิเนียมก็เป็นได้ เนื่องจากพบรอยบุบของขอบอลูมิเนียมที่จับกับขอบกระจกของประตู จนทำให้ประตูกระจกค่อย ๆ เกิดอาการร้าวทีละนิด เมื่อนายอภิวิชญ์กลับออกไป ประตูจึงค่อย ๆ ร้าวและแตกในที่สุด
       
       พ.ต.อ.อภิชาติ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้สั่งการให้ พ.ต.ต.วิชิต จันทร์เอี่ยม สว.สส.สภ.ปากเกร็ด นำหมายจับพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกติตดามตัวนายอภิวิชญ์มาดำเนินคดีตามที่ น.ส.ตะวันฉายได้แจ้งความไว้ โดยในเบื้องต้นได้ตั้งข้อหา พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย เอาไว้ก่อน หากสอบสวนพบความผิดเพิ่มก็จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป

 

  ครับ รวดเร็วดีไหม ครับ?


13 ส.ค.2554 ผู้จัดการ

ตร.ปากเกร็ดตามรวบแล้วอดีตแฟนหนุ่มเลือดร้อน ตามราวี-ใช้ปืนข่มขู่แฟนสาวพนักงานแบงก์ถึงที่ทำงาน จนต้องหนีตายร้องปวีณา ผู้ต้องหารับคบหากับแฟนสาวมานาน วันเกิดเหตุต้องการปรับความเข้าใจแต่ถูกแฟนสาวปฏิเสธ จึงใช้ปืนขู่บังคับ พร้อมปัดไม่ได้ยิงกระจกธนาคารและทำร้ายแฟนสาวเลย
       
       วันนี้(12 ส.ค.) เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พ.ต.อ.อภิชาติ เรือนทิพย์ รองผบก.ภจว.นนทบุรี พ.ต.อ.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผกก.สภ.ปากเกร็ด และ พ.ต.ท.โสวัชร์ ไชยสงคราม รองผกก.สส.สภ.ปากเกร็ด พร้อมด้วยชุดสืบสวน ได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัว นายอภิวิชญ์ พยุง อายุ 29 ปี อดีตแฟนหนุ่ม น.ส.ตะวันฉาย จือเหลียง อายุ 27 ปี พนักงานของธนาคารกรุงไทย สาขาตลาดรวมใจ ที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนข่มขู่บังคับไม่ให้ น.ส.ตะวันฉายเลิกรา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 ส.ค.54 หลังรับเรื่องพ.ต.อ.อภิชาติ เรือนทิพย์ รองผบก.ภจ.นนทบุรีได้สังการให้ พ.ต.ท.วิทิต จันทร์เอี่ยม สว.สส.สภ.ปากเกร็ดพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติออกหมายจับต่อศาลจังหวัดนนทบุรีหมายจับที่396/2554 และทำการติดตามนายอภิวิชญ์ ผู้ต้องหาได้ที่ร้านมธุรสเลขที่ 683/42 ถ.ราชญาติรักษา ต.แม่กลอง จ.สมุทรสงคราม พร้อมอาวุธปืนขนาด .38 ซุปเปอร์ ยี่ห้อโคลล์ แบบออโตเมติกสีเงิน ทะเบียน กท 365540 ที่ใช้ในวันก่อเหตุและกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 12 นัด พร้อมตรวจหาสารเสพติดพบสารแอมเฟตามีน ( ยาบ้า )จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสภ.ปากเกร็ด
       
       จากการสอบสวนนายอภิวิชญ์ให้การว่าตนเองได้คบหากับน.ส.ตะวันฉาย มานานหลายปีแล้ว โดยวันเกิดเหตุตนเองได้โทรศัพท์มาหาน.ส.ตะวันฉายเพื่อปรับความเข้าใน แต่ไม่สามารถติดต่อได้จึงได้ขับรถมาหาที่ธนาคารกรุงไทยสาขาดังกล่าวซึ่งเป็นที่ทำงานของนา.ส.ตะวันฉาย เพื่อจะมาพูดคุยตกลงปัญหากัน แต่ได้รับการปฎิเสธตนเองจึงได้ใช้อาวุธปืนที่เตรียมมาออกมาข่มขู่บังคับน.ส.ตะวันฉายให้กลับไปขึ้นรถพร้อมกับตน แต่ปรากฎว่าน.ส.ตะวันฉายเกิดวิ่งหนีกลับเข้าไปในธนาคารร้องให้คนช่วย ด้วยความตกใจตนเองจึงได้รีบวิ่งหนีไปขึ้นรถเก๋งและขับออกไปก่อนจะขับรถย้อนกลับมาหาใหม่ จนมาเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเก็บหลักฐานที่หน้าธนาคาร ด้วยความกลัวจึงได้หลบหนีไปอยู่กับเพื่อนที่จ.สมุทรสงครามก่อนจะถูกจับกุม โดยตนเองขอยืนยันว่าไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่กระจกของธนาคารตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใดและไม่ได้คิดที่จะทำร้ายน.ส.ตะวันฉายเลย
       
       พ.ต.อ.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผกก.สภ.ปากเกร็ด กล่าวว่า เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหานายอภิวิชญ์ ว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติพกพาติดตัวไปในเมือง ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวด้วยการข่มขู่ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ แต่ให้การปฎิเสธข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นและทำให้เสียทรัพย์ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

  

รวบหนุ่มหื่นอ้างเป็นตำรวจขืนใจ 2 เด็กสาววัยรุ่น-บังคับเสพยา

 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.ย.54 ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แถลงว่า สน.พญาไท จับกุมนายยุงยุทธ หรือ อี๊ด สินชัย อายุ 40 ปี ที่ซอยน้อมจิตร แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. นางปวีณา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา นางขวัญ (นามสมมติ) พา น.ส.ก้อย (นามสมมติ) อายุ 19 ปี บุตรสาว และน.ส.เก๋ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี หลานสาว เข้าร้องทุกข์ที่มูลนิธิว่า มีนายอี๊ด อ้างตัวเป็นตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน สน.พญาไท ล่อลวงไปข่มขืนกระทำชำเรา และบังคับให้เสพยาบ้า โดยเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา น.ส.ก้อย ไปที่ สน.พญาไท เพื่อเยี่ยมแฟนที่ถูกจับกุมข้อหาเสพยา และนายอี๊ด ได้มาตีสนิท บอกว่าจะช่วยเหลือแฟนได้ จากนั้นวันที่ 30 ส.ค. นายอี๊ดได้โทรศัพท์นัด น.ส.ก้อย ให้มาพบ แต่กลับพาไปข่มขืนที่โรงแรมแห่งหนึ่งในซอยรางน้ำ พร้อมบังคับให้เสพยาและใช้อาวุธปืนข่มขู่ เรื่อยมา “จากนั้นวันที่ 7 ก.ย. นายอี๊ดไปพบที่บ้านเช่า และให้ น.ส.ก้อย มาพบแต่ด้วยความกลัว จึงชวน น.ส.เก๋ น้องสาวไปเป็นเพื่อน แต่กลับถูกบังคับข่มขืนทั้ง 2 คน โดยบังคับให้เสพยา พร้อมใช้อาวุธปืนข่มขู่ และห้ามบอกใคร ไม่เช่นนั้นจะทำร้ายและเอายาบ้ามายัด ด้วยความเกรงกลัวผู้เสียหายว่าอาจเป็นตำรวจจึงเข้าแจ้งความที่มูลนิธิ ก่อนประสานงานให้ พล.ต.ต.วิชัย ตรวจสอบและจับกุม” นางปวีณากล่าว พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตรวจสอบผู้ต้องหาไม่ได้เป็นตำรวจ และเคยมีคดีเสพยาเสพติด เบื้องต้นแจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภรรยา โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนกรณีที่นำยาเสพติดให้ผู้เสียหายเสพก็จะสืบสวนขยายผลต่อไป 

 


6 ต.ค.2554 เดลินิวส์

มูลนิธิปวีณาฯร่วมกับตร.ภูธรภาค1และกรมพัฒนาสังคมฯลงพื้นที่ จ.ชัยนาทช่วยผู้ประสบอุทกภัย(ชมคลิป)

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีพร้อมด้วยพล.ต.ต.คำรณวิทย์  ธูปกระจ่าง รรท.ผบช.ภ.1และคณะจึงเดินทางไปยังบ้านหมู่1 ต.โพนางดำออก  อ.สรรพยา  จ.ชัยนาท  เพื่อนำสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนกว่า 290 หลังคาเรือน  เนื่องจากมูลนิธิปวีณาฯได้รับหนังสือร้องเรียนจาก นายนพดล  พรมแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ดังกล่าวว่า ลูกบ้าน 290 หลังคาเรือนได้รับความเดือืดร้อนจากภาวะน้ำท่วม เป็นเวลาแรมเดือน แต่ไม่มีหน่วยงานใด  ยื่นมือเข้าความช่วยเหลือ ทำให้ลูกบ้านต้องอยู่กันอย่างยากลำบากมาก

โดยนางปวีณา กล่าวว่า การเดินทางมาช่วยพี่น้องชาว จ.ชัยนาท ในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากพล.ต.ต.คำรณวิทย์  ธูปกระจ่าง  รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตลอดจนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการที่ร่วมสนับสนุนสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่างๆเพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยรัฐบาลอีกทางหนึ่งและหากมีพี่น้องประชนชนในพื้นที่ใดที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปให้ความช่วยเหลือสามารถแจ้งมาได้ที่ มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีได้ที่หมายเลข08-1814-0244  โดยมูลนิธิปวีณาฯจะได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือต่อไป ด้านพล.ต.ต.คำรณวิทย์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 ทุกนายต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ในเรื่องจัดหาระดมทุนเพื่อจัดทำถุงยังชีพ อำนวยความสะดวกด้านการจราจรจากถนนที่ถูกน้ำท่วมเส้นทางขาดและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากได้รับทราบว่ามีคนร้ายอาศัยจังหวะที่ชาวบ้านเดือดร้อนไม่อยู่บ้านเข้าไปขโมยของถือเป็นการซ้ำเติมซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยอมไม่ได้จึงได้กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาให้เข้มงวดกวดขันอย่างหนัก.

 

28/11/2011

“ปวีณา หงสกุล” พาแม่วัย 24 แจ้งจับพ่อเลี้ยงชั่วกระทืบลูกเลี้ยงวัย 2 ขวบจนตับฉีก กะโหลกแตกตายอนาถ ก่อนหลบหนีลอยนวล
       
       วันนี้ (27 พ.ย.) ที่ สน.พระโขนง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พา น.ส.ศิริมงคล เปรมปราศรัย อายุ 24 ปี พร้อมด้วยพระสุรินทร์ เปรมปราศรัย พระลูกวัดมณีลอย ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.รุ่งชาติ รุ่งทอง รอง ผกก.สส.สน.พระโขนง ให้ดำเนินคดีต่อนายหมาย รุ้งวงศ์ อายุ 35 ปี ที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ด.ช.พงศกร อิ่มจาด หรือน้องพี ลูกชายวัย 2 ขวบ จนเสียชีวิตภายในห้องพักเลขที่ 401 วิมลอพาร์ทเม้นท์ ถนนศรีนครินทร์ แยกหมู่บ้านเปรมฤทัย แขวงหนองบอน เขตประเวศ กทม.
       
       นางปวีณาเปิดเผยว่า น.ส.ศิริมงคล ซึ่งเป็นบุตรสาวของพระสุรินทร์ได้โทรศัพท์ไปเล่าให้พระสุรินทร์ฟังว่า ลูกชายถูกนายหมายซึ่งเป็นพ่อเลี้ยง ทำร้ายจนเสียชีวิตเมื่อกลางดึกวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา และพยายามจะเผาศพอำพรางคดีที่ย่านบางนา พระสุรินทร์จึงร้องเรียนมาที่มูลนิธิปวีณาฯ ตนจึงประสานไปยัง พ.ต.อ.คมศักดิ์ สุมังเกษตร ผกก.สน.บางนา เพื่อให้อายัดศพเอาไว้ก่อน พร้อมทั้งเดินทางมาแจ้งความที่ สน.พระโขนงท้องที่เกิดเหตุ เนื่องจากนายหมายมีพฤติกรรมที่โหดเหี้ยม ซึ่งผลการชันสูตรของแพทย์นิติเวช รพ.จุฬาฯ ระบุว่าเด็กม้ามแตกตับฉีกขาดและกะโหลกศีรษะแตก
       
       ด้าน น.ส.ศิริมงคล ให้การว่า ตนได้เลิกรากับสามีคนเก่าโดยมีน้องพีเป็นลูกติดมาด้วย จากนั้นก็มารู้จักและคบหากับนายหมายซึ่งทำงานเป็นคนงานก่อสร้างด้วยกัน กระทั่งเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ไปรับน้องพีจาก จ.นครสวรรค์ มาอยู่ด้วยกัน โดยมีเพื่อนคนงานพักอยู่ด้วยปกตินายหมายมักจะดื่มเหล้าและมีปากเสียงกับตนบ่อย เมื่อน้องพีมาอยู่ด้วยก็ทุบตีน้องพีเป็นประจำ แต่ถ้าตนไม่อยู่เพื่อนคนงานบอกว่านายหมายจะทุบตี กระทืบ จับหัวโขกกำแพง และยังจับหัวน้องพีกดลงไปในชักโครก
       
       น.ส.ศิริมงคลให้การต่อว่า ครั้งสุดท้ายตนกลับมาจากซื้อของก็เห็นลูกอยู่ในสภาพที่แย่มากแล้ว ไม่สวมเสื้อผ้า นอนแน่นิ่ง ส่วนนายหมายบอกว่าลูกไม่สบายและอาเจียนไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมื่อเข้าไปเรียกลูกก็ร้องและพูดแค่ว่า “แม่ กัด กัด” ตนจึงรีบพาส่ง รพ.ศคิรินทร์ ก่อนจะส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.จุฬาฯ จนเสียชีวิต ส่วนนายหมายทราบว่าหลบหนีไปอยู่ย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ
       
       ขณะที่ พ.ต.ท.รุ่งชาติ กล่าวว่า หลังจากนี้จะทำการสอบปากคำแม่ของเด็กและเพื่อนคนงานอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับนายหมายมาดำเนินคดีต่อไป



วันที่ 28 พ.ย. พ.ต.อ.วราวุธ ทวีชัยการ รองผบก.น.5 สภ. พระโขนง และนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แถลงจับกุมนายหมาย รุ้งวงศ์ อายุ 38 ปี ในข้อหาทำร้ายร่างกายน้องพี (นามสมมติ) ลูกเลี้ยงวัย 3 ขวบ อย่างโหดเหี้ยมจนเสียชีวิต และหลบหนีไปตามข่าวก่อนหน้านี้ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวได้ที่อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี จากการสอบสวนนายหมายรับสารภาพว่าทำลงไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อเจ้าหน้าที่คุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ห้องพักเขตประเวศ มีชาวบ้านต่างเข้ามาด่าท่อ สาปแช่ง จะเข้าไปรุมประชาทัณฑ์

 

 

3 มีนาคม 2555

วันนี้ (3 มี.ค.) นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี รับแจ้งว่า ด.ช.พีระพัฒน์หรือน้องดิน ไม้จันทร์ อายุ 2 ขวบ เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ โดยสงสัยว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย เนื่องจากโรงพยาบาลระบุว่ามีเลือดออกในช่องท้อง จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต และชาวบ้านเคลือบแคลงสาเหตุการตาย จึงขอให้มูลนิธิฯเข้าช่วยตรวจสอบ จึงประสานไปยัง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบช.น. และ พ.ต.อ.จักรภพ สุคณธราช ผกก.สน.ชนะสงคราม เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของน้องดิน ก่อนที่ญาติจะทำพิธีฌาปนกิจศพ ในเวลา 17.00 น. ที่วัดใหม่อมตรส


ขณะเดียวกันนางปวีณา ได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ ขอให้ช่วยตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตของน้องดินโดยด่วน และจากการชันสูตรศพเบื้องต้นพบว่าอวัยวะภายในบอบช้ำมาก ซี่โครงด้านหลังหัก 4 ซี่ และมีรอยฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง และสาเหตุน่าจะเกิดจากการถูกทำร้าย จากนั้นญาติได้นำศพกลับไปยังวัดใหม่อมตรส เพื่อประกอบพิธีทางประเพณีต่อไป


ด้าน พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า หลังจากทราบผลการชันสูตรแล้วพบว่าสาเหตุน่าจะมาจากการถูกทำร้ายร่างกาย ดังนั้น จะต้องสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องและพยานแวดล้อม พร้อมหาหลักฐานเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป.

 

 

 

25 มีนาคม 2555

แม่ชาวนครนายก ร้องมูลนิธิปวีณา จี้ คดีลูกสาวถูกพี่เขยฆ่าทิ้งบ่อน้ำ หวังข่มขืน หลังเหตุเกิดนานกว่า 3 เดือน คนร้ายยังลอยนวล    

นางพิมพ์ เอี่ยมสกุล อายุ 45 ปี ชาว อ.องครักษ์ จ.นครนายก เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อนางปวีณา หงสกุล  กรณี น.ส.ณิชการต์ เอี่ยมสกุล อายุ 25 ปี บุตรสาว ถูกนายพยุงศักดิ์ หรือ โจ้ สุวรรณอ่อน พี่เขยหวังข่มขืนและฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ขณะนี้ยังไม่สามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้ นางพิมพ์ กล่าวว่า เหตุเกิดวันที่ 31 ธันวาคม 2554 บุตรสาวได้กลับมาบ้าน เพื่อทานข้าวกับครอบครัว โดยมีนายพยุงศักดิ์ ผู้ก่อเหตุร่วมทานอยู่ด้วย จนถึงประมาณ 5 ทุ่มเศษ บุตรสาวได้ขอตัวไปอาบน้ำ ผ่านไปประมาณ 1 ช.ม. ทางครอบครัวเห็นผิดสังเกต เมื่อเดินเข้าไปหาในบ้าน ก็ไม่พบตัว จึงช่วยกันออกตามหา จนกระทั่งเห็นแขนของบุตรสาวโผล่ขึ้นออกมาจากบ่อน้ำหลังบ้าน หลานชายจึงลงไปอุ้มขึ้นมาพบว่า ร่างกายอยู่ในสภาพเปลือย ตามตัวเต็มไปด้วยร่องรอยถูกทำร้าย กระดูกซี่โครงหัก ที่คอมีรอยของรัด พบประทัดลูกบอลตกอยู่ในที่เกิดเหตุ 2 ลูก ซึ่งน้องๆ ผู้ตายยืนยันว่าเห็นนายพยุงศักดิ์ เป็นคนถือเอามาจุด ขณะนั่งกินอยู่ที่ร้านอาหาร จึงสงสัย นายพยุงศักดิ์ ว่าเป็นผู้ก่อเหตุ เพราะหายไปหลังจากบุตรสาวขอตัวกลับมาอาบน้ำ และไม่ได้มาช่วยออกติดตามหาบุตรสาว อีกทั้งมีพฤติกรรมเสพยาบ้า จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้ แต่นายพยุงศักดิ์ได้หลบหนีออกไปทางหลังบ้านแล้ว จนขณะนี้ยังไม่สามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้เลย ตนเห็นว่าผ่านไปว่า 3 เดือนแล้ว ผู้กระทำผิดยังลอยนวลอยู่ จึงตัดสินใจเข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากนางปวีณา เพื่อขอให้ช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษต่อไป   

 

 

 

« Back