คดีพระเกษมดูหมิ่นศาสนา

   

ฟ้องพระเกษม อาจิณณฺสีโล หรือนายดวงแพง ดวงมาก

 

คดีพระเกษม เป็นทั้งคดีที่ดัง และน่าสนใจ นาน ๆ ครั้งจะปรากฎขึ้น เวลาเราไปวัด ไปทำบุญ  ก่อนจะกราบไหว้พระสงฆ์ ก็จะกราบพระพุทธรูปก่อนเสมอ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ครับ แต่เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธที่เรานักถือ กราบไหว้บูชากัน ทุกบ้าน มีพระพุทธรูป มีห้องพระ เวลามีทุกข์ ก็หายทุกข์  จะพระพุทธเจ้า จะพระพุทธรูป ก็คือองค์พระที่ตั้งเป็นประธานไว้ ส่วนการจะตีความกันอย่างไร ก็สุดแต่ข้อกฎหมาย และความคิด ก็เป็นมนุษย์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหา ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษา  ก็คือคนธรรมดานี่เอง

หากไม่เคารพ ไม่บูชาแล้ว มีการนำพระพุทธรูปเข้าไปในสำนักสงฆ์ ทำไม? เพื่ออะไร?

การตัดสินว่าผิด ไม่ผิด ก็แล้วแต่กระบวนการพิจารณาว่ากันไป ไม่อย่างนั้น จะมีถึง 3 ศาล หรืออย่างไร???

ที่สำคัญคือ ผลกระทบ ครับ

หากตัดสินว่าไม่ผิด  จะเกิดอะไรขึ้น ??

หากตัดสินว่าผิด ก็ลงโทษจำเลยไป

ผู้พิพากษาก็หนักใจพอ ๆ กัน

เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนชาวพุทธ

 

 

 

19 ก.พ.2553

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ศาลจังหวัดหล่มสัก นายสมิต ยอดพรม ผู้พิพากษาศาลจังหวัดหล่มสัก และคณะได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาตัดสินพระเกษม อาจิณฺณสีโล เจ้าอาวาสสำนักสงค์วัดป่าสามแยก ตำบลวังกวาง  อ.น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ คดีฐานความผิดเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งมีอัยการจังหวัดหล่มสัก เป็นโจทย์ยื่นฟ้องเลขคดี อ.943/51 เนื่องจากพระเกษมแสดงพฤติกรรมลบหลู่พระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในสำนักสงฆ์  พร้อมทั้งประกาศห้ามไม่ให้ชาวบ้านกราบไหว้โดยให้เหตุผลว่าไม่ไดเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า จนถูกสำนักพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์เข้าแจ้งความดำเนินคดีเมื่อปี 2551

โดยศาลพิพากษายกคำฟ้อง ทำให้บรรดาลูกศิษย์ที่มาร่วมรับฟังต่างแสดงความดีใจ โดยพระเกษมยังยืนยันว่าจะยึดคำสอนไม่ให้พุทธศาสนิกชนยึดติดกับพระพุทธรูปต่อไป แต่ให้มุ่งมั่นยึดคำสอนในพระธรรมไตรปิฏก

 

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7023 ข่าวสดรายวัน

ยกฟ้อง! "ภิกษุ"เหยียบ"พุทธรูป"
ไม่เข้าข่ายดูหมิ่นศาสนา เจตนาดี-ต้านวัตถุมงคล คดีถูกสำนักพุทธฯฟ้อง


ศาลยกฟ้องคดี "พระเกษม" เหยียบพระพุทธชินราชจำลองทั้งประกาศให้คนไม่ต้องกราบไหว้
จนถูกสำนักพุทธฯ ฟ้องร้องดำเนินคดี คำพิพากษาชี้จำเลยใช้คำว่า
"ทองเหลืองหล่อนี้ ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน" มิได้ใช้คำว่า "พระพุทธรูป"
ส่วนกรณีใช้เท้าเหยียบ ก็เพื่อย้ำว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้า
ระบุเจตนาจำเลยไม่เห็นด้วยกับการทำวัตถุมงคลแสวงหาประโยชน์ จึงไม่เข้าข่ายดูหมิ่นศาสนา

จากกรณีที่พระเกษม อาจิณณสีโล ผู้ดูแลที่พักสงฆ์สามแยก
บ้านห้วยยางทอง หมู่ 9 ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ มีการเขียนป้ายติดไว้ด้านหน้า
องค์พระพุทธชินราช (จำลอง) ว่า "ทองเหลืองหล่อนี้ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน"
และ "ห้ามนำดอกไม้และเครื่องบูชามาวางไว้บริเวณนี้" รวมทั้งการใช้เท้าเหยียบพระพุทธรูป
โดยพระเกษม อาจิณณสีโล ผู้ดูแลที่พักสงฆ์สามแยก ชี้แจงว่าเป็นกุศโลบายในการสั่งสอน
ไม่ให้ชาวพุทธยึดติดกับวัตถุที่เป็นพุทธพาณิชย์ แต่เน้นให้ยึดถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ตามพระไตรปิฎก จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงความไม่เหมาะสม

ซึ่งต่อมามติที่ประชุมสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา
จังหวัดเพชรบูรณ์ไปแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 206
และศาลจังหวัดหล่มสักได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 19 ก.พ. 2553 เวลา 10.00 น.นั้น

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 19 ก.พ. พระเกษม อาจิณณสีโล พร้อมพระสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์
ประมาณ 200 คน ได้มารอฟังคำพิพากษาที่หอประชุมอำเภอหล่มสัก ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับศาลจังหวัดหล่มสัก
พร้อมตั้งโรงทาน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสภ.หล่มสักกว่า 20 นาย มาคอยดูแล กระทั่งถึงเวลา 10.00 น.
พระเกษมพร้อมพระสงฆ์และลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง เดินไปศาลเพื่อฟังคำพิพากษาที่บัลลังก์ 3
ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นทุกคนที่จะเข้าไปฟังคำพิพากษาอย่างละเอียด

ผู้พิพากษาได้อ่านคำพิพากษาว่า คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระเกษมเป็นจำเลย
ว่ากระทำด้วยประการใดๆ แก่วัตถุอันเป็นที่เคารพในทางศาสนา อันเป็นการเหยียดหยามศาสนา
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 206 ศาลพิพากษาว่า ข้อความที่จำเลยนำแผ่นป้ายข้อความว่า
"ทองเหลืองหล่อนี้ ไม่ใช่พุทธเจ้า แน่ ไม่ต้องกราบมัน" นั้น 

เห็นว่าจำเลยใช้คำว่า "ทองเหลือง" หล่อนี้ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่
มิได้ใช้คำว่า "พระพุทธรูป" หล่อนี้ไม่ใช่พุทธเจ้า คำว่ามันจึงใช้กล่าวแทนทองเหลือง
ไม่ได้หมายถึงพระพุทธรูป และจำเลยได้เชิญเจ้าหน้าที่โทร ทัศน์ช่อง 7 และช่องอื่นๆ
มาทำข่าว เพราะจำเลย ต้องการอธิบายถึงข้อความดังกล่าว จำเลยไม่ได้ตั้งใจที่จะเผยแพร่
ข้อความที่ฐานพระให้ออกไปยังบุคคลที่ยังไม่ได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก
ไม่ได้สอนให้กราบไหว้พระพุทธรูป จำเลยไม่เห็นด้วยกับการทำวัตถุมงคลแสวงหาประโยชน์
การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้ดูหมิ่น เหยียดหยามศาสนา

ส่วนการกระทำของจำเลยที่ใช้เท้าเหยียบฐานพระพุทธรูป และใช้มือตบพระพักตร์ของพระ พุทธรูป
เป็นการพยายามที่จะสอนธรรมะให้นักข่าวว่า พระพุทธรูปไม่ใช่พระพุทธเจ้า จำเลยตั้งใจต้องการ
ให้ชาวพุทธเข้าใจว่า สิ่งที่จำเลยกระทำนั้นเป็นวัตถุคือทองเหลือง และจำเลยก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า
นั้นคือทองเหลือง ไม่ใช่เป็นพระ พุทธเจ้า และก็ไม่ได้กระทำแก่สิ่งอันเป็นที่เคารพในศาสนาพุทธ
จึงไม่เป็นการเหยียดหยามศาสนาพุทธ จำเลยไม่มีความผิดพิพากษายกฟ้อง

หลังจากที่ฟังคำพิพากษา พระเกษมได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า
"ใครที่มันกัดศาสนา ก็ให้ง้างมันออก แล้วก็จบ" จากนั้นพระเกษมพร้อมคณะลูกศิษย์จึงเดินทางกลับ
 

 

 

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 นายสมิต ยอดพรม ผู้พิพากษาศาลจังหวัดหล่มสัก และคณะ ได้ออกนั่งบัลลังก์ที่ 6 เพื่อ อ่านคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ระหว่างอัยการจังหวัดหล่มสัก เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระเกษม อาจิณณฺสีโล หรือ นายดวงแพง ดวงมาก ฐานความผิดเกี่ยวกับศาสนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางมารับฟังคำตัดสินของพระเกษมในครั้งนี้ มีลูกศิษย์ จำนวนมากได้เดินทางมาจากหลายพื้นที่เพื่อมาเป็นกำลังใจให้กับพระเกษม ขณะเดียวกัน มีการจัดชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งใน และ นอกเครื่องแบบมารักษาความสงบภายในบริเวณศาลอย่างเข้มงวด

สำหรับการกระทำความผิดของพระเกษม นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2551 ที่ศาลาสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ โดยพระเกษมได้ทำการเหยียบฐานพระพุทธชินราชจำลองและใช้ฝ่ามือด้าน ขวาตบไปที่พระพักตร์ พร้อมทั้งนำแผ่นป้ายข้อความที่ระบุว่า ทองเหลืองหล่อนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า อย่าไปกราบไหว้มัน

ต่อมาทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เข้าร้องทุกข์แจ้งความให้ดำเนินคดีกับพระเกษม ในข้อหาดูหมิ่นพระพุทธศาสนา ซึ่งศาลชั้นต้นได้ทำการ พิพากษา ยกฟ้อง เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2552 แต่เนื่องจากเรื่องนี้ เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธ ทำให้หลังจากนั้น สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ทำการยื่นอุทธรณ์อีกครั้ง ซึ่งผลการพิจารณา คดีของศาลอุทธรณ์ เห็นว่า พระเกษม เป็น พระผู้ใหญ่ ซึ่งบวชและศึกษามานาน แต่กระทำตนไม่เหมาะสม บังอาจ เหยียดหยาม ดูหมิ่นพระพุทธรูปที่ทุกคนให้การเคารพบูชา จึงพิพากษาให้มีความผิดตามมาตรา 91 และ 206 ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี เนื่องจากไม่เคยก่อความผิดมาก่อน

หลังจากได้รับฟังคำพิพากษาแล้ว พระเกษมได้ให้สัมภาษณ์ว่า ยอมรับในคำตัดสิน แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องสู้ไปให้ถึงที่สุด ยอมรับว่าเมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินออกมาเช่นนี้ อาตมาผิดวินัยแน่นอน ชาวพุทธ ตัดสินอย่างนี้ ฉะนั้นต้องไปฎีกาเพื่อให้ลูกหลาน ได้เรียนต่อ ส่วนฝ่ายสงฆ์ถ้าเป็นไปตาม พระวินัย ก็ไม่มีอะไรเลย มีแต่ฝ่ายที่ร้องอาตมาต้องไปแก้โทษกันเอาเอง พระเกษม กล่าว

 

 

 

 

ศาลอุทธรณ์ สั่งจำคุก พระเกษม 2 ปี ในคดีความผิดเกี่ยวกับศาสนา เหยียบฐาน-ตบพระพักตร์ พระพุทธชินราชจำลอง แต่ให้รอลงอาญา

           จากกรณีที่พระเกษม ได้โพสต์คลิปที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งยกเท้า พูดคำหยาบ และแสดงกิริยาอีกหลายอย่าง ที่ถูกมองว่าไม่เหมาะต่อการเป็นพระสงฆ์ ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้ว เมื่อช่วงเดือนกันยายน พ.ศ.2554  ที่ผ่านมา

           ล่าสุด วันนี้ (13 มีนาคม) ผู้พิพากษาจังหวัดหล่มสัก และคณะ ได้อ่านคำตัดสินของศาลอุธรณ์ ที่อัยการจังหวัดหล่มสัก เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง พระเกษม อทจิณณฺสีโล หรือ นายเกษม ดวงแพงมาก อายุ 51 ปี ฐานความผิดเกี่ยวกับศาสนา ในมาตรา 91 และ 206 จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 ที่พระเกษมดูหมิ่นพระพุทธศาสนาด้วยการเหยียบฐาน และใช้ฝ่ามือตบพระพักตร์พระพุทธชินราชจำลอง ณ สำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

          ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วพิพากษาให้ลงโทษ พระเกษม จำคุก 2 ปี พร้อมปรับเงิน 20,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี อย่างไรก็ตาม พระเกษม ระบุว่า จะสู้คดีในศาลชั้นฎีกาต่อไป


 


[17 กุมภาพันธ์] พระเกษม มาตามนัด - อัยการเลื่อนฟังคำสั่งฟ้อง 
             พระเกษมฯ เข้าพบพนักงานอัยการจังหวัด เพื่อฟังคำสั่งฟ้องจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่อัยการเลื่อนออกไปเป็น 23 มีนาคม เหตุสำนวนไม่ครบ
             วานนี้ (16 กุมภาพันธ์) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระเกษม อาจุณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ได้เดินทางมาพบพนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่เพื่อมาฟังคำสั่งฟ้องร้องพระเกษมฯ ในฐานความผิด เป็นพระภิกษุที่ต้องวินิจฉัยให้สละสมณะเพศ แต่ไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.น้ำหนาว ไว้ก่อนหน้านี้
             โดยการเดินทางมาพบพนักงานอัยการของพระเกษมฯ ในครั้งนี้ มีนายชนม์อนุพงศ์  ชัยธนาวิรัตน์ ทนายความฝ่ายพระเกษม เป็นผู้พามา ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการเข้าพบ ก่อนจะเดินทางกลับ โดยทางพนักงานอัยการได้ขอเลื่อนการเดินทางมารับฟังคำสั่งของพระเกษม จากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ออกไปเป็นวันที่ 23 มีนาคม ที่จะถึงนี้ เนื่องจากขณะนี้สำนวนของพนักงานสอบสวน ที่รวบรวมมาได้ยังไม่สมบูรณ์ 
             อย่างไรก็ตาม พระเกษมฯ ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่เป็นข่าวนี้ มีลูกศิษย์เพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องที่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติจังหวัดเพชรบูรณ์ มีคำสั่งให้เอาผิดกับพระสงฆ์ที่ออกมาเรี่ยไรทรัพย์สินของประชาชน เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางพระเกษม ระบุยังไม่พอใจ ถ้าจะจับจริง ๆ ต้องจับพระเถระที่มีเงิน คือตัวการใหญ่ที่เอาเงินไปฝากธนาคารเลย มาจับลูกกระจ๊อกที่เรี่ยไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำไม มันไม่ได้อะไรมากหรอก อีกทั้งยังฝากบอกว่า อยากให้พระผู้ใหญ่ ต้องเป็นผู้ไม่หาเงิน ต้องเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องกับเงิน ต้องให้อุบาสกเขาเป็นคนจัดการ มันดีกว่าจะไปจัดการเงินเสียเอง

 
พระเกษม โต้ คณะเถระสมาคมผ่านเว็บไซต์ (ไอเอ็นเอ็น)


          "พระเกษม" ซัดกลับ คณะเถระสมาคมผ่านเว็บไซต์ อ้าง สิ่งที่กระทำไป เพื่อการกระตุ้นสังคมสงฆ์

          หลังเจ้าหน้าที่จากสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับพระเกษม อาจิณณสีโล ในข้อหาทำผิดหมายกฎหมายสงฆ์ โดยขัดคำสั่งให้สึกภายใน 3 วัน ซึ่งล่าสุดพระเกษมได้ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด ด้วยการถ่ายทอดสดผ่านทางเว็บไซต์สำนักสงฆ์ป่าสามแยก

          โดยโต้แย้งในประเด็นที่ถูกระบุว่า เป็นพระในสังกัดว่าบวชมาแล้ว 26 พรรษา จะย้ายไปไหนก็ได้ นอกจากนี้ พระเกษมยังได้แนะนำให้ยุบองค์กรที่ดูแลพระพุทธศาสนา พร้อมให้พระเถระสมาคมลาออกจากคณะ โดยอ้างว่าไร้ประสิทธิภาพที่จะจัดการกับปัญหา

          โดยพระเกษม ยังระบุด้วยว่า
สิ่งที่กระทำไปเพียงต้องการกระตุ้นทำให้สังคมสงฆ์เกิดการเปลี่ยงแปลงในทิศทางที่ดี แต่การแก้ปัญหาไม่ถูกต้อง และยังใช้ทางออกโดยวิธีการฆ่าตัดตอนด้วยการจับสึกอีก ขณะเดียวกัน พระเกษมยังขอให้ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาเปลี่ยนชื่อใหม่ โดยอ้างว่าไปคุ้มครองพระทำผิดพระธรรมวินัย แต่ไม่คุ้มครองทางพระพุทธศาสนา






[5 ตุลาคม] คณะสงฆ์ ตัดขาดพระเกษม สั่งห้ามนุ่งจีวร


          คณะสงฆ์ ตัดขาดพระเกษม ห้ามนุ่งเหลืองห่มจีวร-ห้ามเรียกตัวเองว่า อาตมา ด้าน เจ้าคณะฯ กล่าว เสียดายคุณค่าความเป็นคน ที่บวชสั่งสมมานาน

          ความคืบหน้ากรณีที่พระเกษม อาจิณฺณสีโส เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ได้บันทึกภาพในพฤติกรรมไม่สำรวม พูดจาท้าทายพระเถระ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ด้วยวาจาที่ไม่สุภาพ เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ยูทูบตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

         ล่าสุด ทางนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)กล่าวว่า กรณีพระเกษม ถือว่าได้กระทำผิดพระธรรมวินัย ถึงแม้ว่าจะเป็นความผิดที่ไม่รุนแรง แต่เป็นการกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายความศรัทธาของประชาชน อีกทั้งมีการลบหลู่ท้าทายอำนาจของคณะสงฆ์เจ้าคณะปกครอง และที่สำคัญพระเกษมซึ่งบวชที่ จ.อุดรธานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 แต่ไม่เคยจำพรรษาที่จังหวัดดังกล่าวเลย ซึ่งทางเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี จึงประกาศตัดขาดจากคณะสงฆ์จังหวัดอุดรธานีแล้ว นอกจากนี้ ยังได้กระทำผิดข้อบัญญัติของกรมป่าไม้ ซึ่งได้ใช้พื้นที่เกินจากข้อตกลงที่ได้กำหนดไว้ ทางกรมป่าไม้จึงดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาต

        และในขณะนี้มีคำสั่งสึกของเจ้าคณะปกครองไปแจ้งต่อพระเกษมแล้ว แต่พระเกษมไม่ออกมารับคำสั่งดังกล่าว จึงได้ทำการปิดประกาศแทนตามระเบียบ มส. และพระเกษมจะต้องทำตามคำสั่งภายใน 3 วัน ทั้งนี้เท่าที่ทราบพระเกษมได้หลบหนีออกไปจากสำนักสงฆ์แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม พระเกษมจะต้องปฏิบัติตามสั่งภายใน 3 วัน  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองสามารถดำเนินการในลักษณะของการจับสึกได้ทันที และเป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ซึ่งจะนุ่งสีใดก็ได้ แต่ห้ามนุ่งห่มจีวรสงฆ์อย่างเด็ดขาด

         ผอ.พศ.กล่าว ตอนนี้ทางคณะสงฆ์ได้ตัดขาดจากพระเกษมแล้ว จากนี้ไปพระเกษมต้องห้ามเรียกตัวเองว่า อาตมา ห้ามห่มจีวรสีเหลือง ส่วนบรรดาลูกศิษย์ที่คอยปกป้องพระเกษม เป็นสิทธิส่วนบุคคลซึ่งเราจะไปห้ามเขาไม่ได้
         
          ขณะที่ พระพรหมเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) ในฐานะเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 กล่าวว่า ถึงพระเกษมจะไม่ได้ผิดวินัยมาก แต่การกระทำเช่นนี้ ถือว่า เป็นโลกวัชชะ ทางโลกติเตียน พระจึงต้องพิจารณาตนเอง ทั้งนี้ ตนเสียใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทุกวันนี้ประเทศของเราต่างประสบปัญหาเดือดร้อนเรื่องน้ำท่วม แต่ต้องมากังวลใจ ไม่สบายใจกับเรื่องพระสงฆ์ ซึ่งตนรู้สึกเสียดายคุณค่าความเป็นคน และความเป็นมนุษย์ของท่านที่บวชมานาน แต่กลับทำลายทิ้ง ด้วยการกระทำดังกล่าว


ตร. ยัน พระเกษมยังไม่ได้ขออารักขา

          รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ แจง พระเกษม ยังไม่ได้ติดต่อ ขอตำรวจไปอารักขา

          รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวถึง กรณี พระเกษม อาจิณณสีโล แจ้งในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บน เว็บไซต์ YouTube ถึงการจะขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปอารักขา ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานจาก ทางสถานีตำรวจภูธรน้ำหนาว ว่า พระเกษม ขอตำรวจไปอารักขาแต่อย่างใด แต่หากขอมาจริง ๆ ก็ต้องดูว่า ด้วยเหตุผลอะไร ถ้าขอไปเพื่อขัดขวางไม่ให้คณะสงฆ์ หรือเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการ คงไม่ถูกต้อง 

          พ.ต.อ.ปริญญา ยังได้กล่าวชี้แจงด้วยว่า ใน ระหว่างนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะได้รับการร้องขอจากทางคณะสงฆ์ ให้ช่วยไปอารักขา โดยขั้นตอนนี้ยังอยู่ระหว่างสงฆ์กับสงฆ์ และการจับสึก ทางสงฆ์ก็ต้องดำเนินการเอง ส่วนการจะให้ตำรวจไปจับสึก คงไม่ถูกต้องเช่นกัน เพราะตำรวจทำหน้าที่เพียงอารักขาเท่านั้น แต่หากมีการขัดขืน หรือ อาละวาดทำร้ายผู้คน ก็เป็นคนละเรื่อง






[4 ตุลาคม] พระเกษม ท้าจับสึกหาตัวให้เจอ ลั่นเตรียมฟ้องกลับ

          พระเกษม จ้อผ่านวิทยุสื่อสารท้าเก่งจริงหาตัวให้เจอ ตอกกลับ เตรียมฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ จับสึกผิดขั้นตอน

          ความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดกับพระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์สามแยก อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้น ล่าสุด (3 กันยายน) ทางหลวงปู่พิมพา เจ้าคณะตำบลวังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ พร้อมด้วย นายอเนก สนามชัย ผอ.ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาสำนักเลขาธิการสมาคม และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 20 นาย เดินทางไปพบพระเกษมที่สำนักสงฆ์สามแยก เพื่อยื่นหนังสือมติคณะสงฆ์ที่ออกโดยเจ้าคณะภาค 4 ฝ่ายธรรมยุต ให้พระเกษมลาสิกขา ภายใน 3 วัน ในข้อหาประพฤติตัวไม่เหมาะสมต่อสมณเพศ หลังจากทางพระเกษมอ้างว่าไม่ทราบว่ามีมติดังกล่าวมาถึง

          อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่พบตัวพระเกษม มีเพียงลูกศิษย์กว่าร้อยคนมายืนรอ และต่อว่าทางคณะสงฆ์ไม่ให้ความเป็นธรรม กลั่นแกล้งรังแกพระเกษมอย่างไม่ถูกต้อง โดยทางลูกศิษย์ได้ใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกับพระเกษมที่ซ่อนตัวอยู่ภายในบริเวณสำนักสงฆ์ไม่ออกมาพบเจ้าหน้าที่ ซึ่งพระเกษมกล่าวว่า "การมาของเจ้าหน้าที่มันผิดขั้นตอน อาตมาไม่ได้หนีไปไหนอยู่ใกล้ ๆ ศาลานี่แหละ จะมาจับสึกมันง่ายเกินไปมั้ง ไม่ให้ความเป็นธรรมกับอาตมา ทำไมไม่สอบสวนก่อน ให้อาตมาสึกก็ผิดวินัยผิดกฎหมาย จะมาจับอาตมาไม่ใช่เรื่องง่าย บวชมาแล้ว 26 พรรษา มายังไงก็ไม่เจอตัว ที่นี่มีถ้ำตั้ง 300 กว่าถ้ำ ต้องต่อสู้กันอีกยาวนาน"

          ภายหลังคณะเจ้าหน้าที่ได้กลับออกไปแล้วประมาณ 5 นาที พระเกษมได้ออกมาโดยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า หลังจากนี้จะแจ้งทางทนายความขอกำลังเจ้าหน้าที่มาอารักขา ขั้นตอนที่มาในวันนี้ผิดทั้งพระวินัยและกฎหมาย หากจะลงโทษอาตมาต้องเรียกไปสอบสวนเสียก่อน การให้พระสึกเท่ากับโทษประหาร ต้องมีการสอบสวนเสียก่อนไม่ใช่ทำอย่างนี้ ขั้นตอนต่อไปจะให้ทนายดำเนินการว่าทำถูกต้องตามกฎหมายและพระธรรมวินัยหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะดำเนินการให้ทนายดำเนินการทางกฎหมายต่อไป







[3 ตุลาคม] พระเกษม เมินคำสั่งคณะสงฆ์ ย้ำไม่สึกเด็ดขาด

 
          พระเกษม ยังยืนยันคำเดิม ลั่นไม่สึกจากการเป็นพระเด็ดขาด หลังสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติขีดเส้นตาย ให้สึกภายใน 3 วัน

          ยังคงเป็นประเด็นข่าวร้อนที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีของ พระเกษม อาจิณณสิโล เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์วัดสามแยก อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่แสดงอาการไม่สำรวม พร้อมแสดงอาการท้าท้ายต่อพระเถระต่าง ๆ ในคลิปที่ปรากฏบนเว็บไซต์
youtube.com จนกระทั่งเป็นข่าวใหญ่โต และมีคำสั่งจากคณะสงฆ์ จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นสถานที่พระเกษมอุปสมบท ประกาศให้ พระเกษม สละสมณเพศ หรือสึกภายใน 3 วัน

          ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (3 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ภายในสำนักสงฆ์วัดสามแยกยังคงปกติ โดยมีผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา พระเกษม ยังเดินทางมาจากจังหวัดต่าง ๆ เหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ส่วน พระเกษม ก็ยังคงปฏิบัติภารกิจตามปกติ แต่มีท่าทีที่สงบลง และยังคงยืนยันว่า จะไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของคณะสงฆ์จังหวัดอุดรธานี และจะไม่ยอมสึกจากการเป็นพระภิกษุสงฆ์โดยเด็ดขาด
 
          ด้านนายวิโรจน์ ไผ่ล้อม รักษาการ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนา จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ กับพระเกษม เนื่องจากต้องรอหนังสือที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติก่อน


[2 ตุลาคม] พระเกษม ยัน ไม่ออกจากสำนักสงฆ์ (ไอเอ็นเอ็น)


           สำนักนายกรัฐมนตรี จี้ พระเกษม ให้สละสมณเพศ ภายใน 3 วัน  ขณะที่ พระเกษม ยัน ไม่ออกจากสำนักสงฆ์แน่ ลั่นไม่ได้เป็นจำเลย ถ้าคิดว่าผิด ก็ผิดกันทั้งคณะ

           น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ กำกับดูแล สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ต.วังกลาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเผยแพร่คลิปวิดีโอบนเว็บไซต์ Youtube แสดงอาการไม่สำรวม พร้อมแสดงอาการท้าท้ายต่อพระเถระต่าง ๆ ว่า ขณะนี้ทางคณะสงฆ์ จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นสถานที่พระเกษมอุปสมบท ได้ออกประกาศถึงพระเกษม เนื่องจากการกระทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดต่อหลักการของฝ่ายสงฆ์

          โดย คณะสงฆ์ จ.อุดรธานี มีคำสั่งให้ พระเกษม สละสมณเพศ ภายใน 3 วัน และทางป่าไม้ก็มีบทสรุปไม่ยินยอมให้พระเกษมใช้พื้นที่ต่อไป ซึ่งทางรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ระบุด้วยว่า ขณะนี้ประกาศดังกล่าว สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มอบให้ทาง สำนักพุทธศาสนา จ.เพชรบูรณ์ นำไปติดที่สำนักสงฆ์ของพระเกษมแล้ว หากพระเกษมยังขัดขืน ไม่ปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว ก็จะมีขั้นตอนการดำเนินการต่อไป คิดว่าเรื่องนี้คงจะจบได้โดยเร็ว โดยเชื่อว่า พระเกษม ซึ่งเป็นผู้ทีมีภูมิความรู้ คงให้ความร่วมมือ และไม่ต้องการให้ปัญหานี้ยืดเยื้อต่อไป และอยากให้ทุกคนเคารพกฎหมาย

          ขณะที่ พระเกษม อาจิณฺณ สีโล เจ้าสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ต.วังกลาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ยังเผยแพร่คลิปวิดีโอเพื่อโต้ตอบพระเถระต่าง ๆ ที่ต้องการจะจับสึกบนเว็บไซต์ YouTube โดยเนื้อหานอกจากจะชี้แจงไม่ยอมรับมติคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะไม่ได้ทำผิด ไม่ได้เสกเป่ารดน้ำมนต์ให้ชาวบ้านแล้ว ยังย้อนถามไปยังพระเถระทุกท่านว่า ระหว่างตน กับพระเหล่านี้ ใครเป็นฝ่ายผิด หรือควรถูกขับออกจากศาสนามากกว่ากัน

          นอกจากนี้ ทางพระเกษมยังอ้างด้วยว่า ในการประชุมและลงมติขับไล่ตนออกจากพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ นั้น ไม่ได้มีผู้เป็นจำเลยให้การ ซึ่งถือเป็นการลัด หรือผิดขั้นตอน "ถ้าหากมีมติจริง ก็ต้องอาบัติกันทั้งคณะ" โดย พระเกษม กล่าวย้ำว่า งานนี้ไม่มีถอย ขณะเดียวกัน พระเกษม ยังระบุด้วยว่า หากถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ตรงนี้ก็ยังมีที่อยู่อีกเยอะ และสะดวกมากกว่าตรงจุดนี้อีก แต่ที่ยังอยู่ที่นี่ เพราะเห็นใจชาวบ้าน ซึ่งต้องการให้อยู่ต่อไป โดยในช่วงท้ายของ คลิปวิดีโอ พระเกษม ยังยืนยันด้วย ว่าจะไม่หยุดการเปิดเผยศาสนาตามแนวทางนี้

        ทางด้าน บรรดาลูกศิษย์พระเกษม ต่างเริ่มโพสต์ข้อความ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง อาทิ การจับพระเกษมสึก ไม่ใช่ทางออก หรือวิธีการแก้ปัญหาที่ดี เพราะว่าคำสอนของพระเกษม ได้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางแล้ว รวมทั้งการเรียกร้องให้ญาติธรรมที่มีความรู้ทางกฎหมายเร่งหาช่องทางให้ความช่วยเหลือโดยด่วน นอกจากนี้ยังสอบถามถึงป้ายประกาศ ได้มีการเอาไปติดแล้วหรือยัง กระทั่งทางสำนักสงฆ์ดังกล่าว ต้องโพสต์ข้อความแจ้งขอให้ญาติธรรมใจเย็น และให้ติดตามข่าวจากทางสำนักสงฆ์ โดยให้เหตุผลว่าข่าวจากสื่อต่าง ๆ หลายครั้งคลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน พร้อมแจ้งด้วยว่า ในคืนนี้เวลาประมาณ 20.00 น. จะมีการถ่ายทอดสด จากทางสำนักสงฆ์ป่าสามแยกด้วย


[29 กันยายน] เตรียมตรวจสอบสำนักสงฆ์ พระเกษม รุกป่า



 

เตรียมตรวจสอบสำนักสงฆ์ พระเกษม รุกป่า (ไอเอ็นเอ็น)

          คกก.ป้องกันและแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้ จ.เพชรบูรณ์ มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ลงพื้นที่ตรวจสอบสำนักสงฆ์ "พระเกษม" รุกป่าหรือไม่

          คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้ของ จ.เพชรบูรณ์ โดยทางตัวแทนป่าไม้ และอุทยานแห่งชาติ รวมทั้งพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตและฝ่ายมหานิกาย ได้ร่วมประชุมหารือถึงกรณีการตรวจสอบที่ดินที่พักสงฆ์ป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ที่มี พระเกษม อาจิณณสีโล เป็นเจ้าสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ได้ข้อสรุปว่า จะมีการตรวจสอบว่าการดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ 100 ไร่ เป็นไปโดยถูกต้องหรือไม่ ซึ่งผลการหารือหลังจากฝ่ายเจ้าหน้าที่และฝ่ายพระสงฆ์ ต่างโยนกันไปมาว่าเป็นหน้าที่ของใคร และผลปรากฏว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้าดำเนินการตรวจสอบหาความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ภายใน 7 วัน ก่อนที่จะพิจารณาลงดาบกับทางสำนักสงฆ์ ว่าผิดหรือไม่

          นอกจากนี้ในระหว่างการประชุม พระครูวัชรธรรมาจารย์ ผู้แทนเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายธรรมยุต กล่าวยอมรับว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของพระเกษม ล้วนเป็นที่สะเทือนใจของชาวพุทธ ที่ผ่านมาทางคณะสงฆ์เคยเรียก พระเกษม มาสอบสวนแล้ว แต่ก็ถูกปฏิเสธ


[28 กันยายน] เครือข่ายเฟซบุ๊ก แจ้งความเอาผิด พระเกษม






เครือข่ายต่อต้านฯแจ้งป.เอาผิดพระเพี้ยน (ไอเอ็นเอ็น)
 
          เครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติฯ ทางเฟซบุ๊ก ร้องกองปราบให้สอบ พระเกษม แสดงกริยาไม่เหมาะสม ชี้มีเจตนาทำผิดกฏหมายหลายบท

          เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทางเฟซบุ๊ก เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้บังคับการกองปราบปราม เพื่อให้ทำการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง ในกรณีที่ พระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ แสดงพฤติกรรมและกิริยาไม่เหมาะสมต่อสมณสารูป โดยการเตะข้าวของ ยกเท้าใส่กล้อง ถ่มน้ำลายต่อหน้าชาวบ้านที่นั่งรายล้อม พร้อมทั้งเผยแพร่ภาพลงเว็บไซต์ youtube จนมีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า สร้างความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา

          โดย นายสงกานต์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาร้องทุกข์กล่าวโทษให้กองปราบปราม ดำเนินการเอาผิดกับพระเกษม เนื่องจากพระเกษม มีเจตนากระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างวาระกัน ทั้งความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ การบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ส่วนทางด้าน ผู้บังคับการกองปราบปราม ได้มอบหมายให้กองกำกับการ 4 กองปราบปราม ซึ่งได้ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ รับไปดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป



[27 กันยายน] พระเกษม แจงเหตุทำคลิป แค่อยากให้พระเคร่งวินัย




         เจ้าคณะเร่งยุติปัญหาพระเกษมโดยเร็ว ทางด้านพระเกษม แจงต้องการเรียกร้องความสนใจ เพื่อให้พระสงฆ์รักษาวินัยมากขึ้น พร้อมประกาศจุดยืน ไม่กราบไหว้บูชารูปปั้นพระพุทธรูปต่อไป

        หลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคลิปของพระเกษม เจ้าอาวาส สำนักสงฆ์สามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งในคลิปดังกล่าวได้ บันทึกกิริยาท่าทางที่ไม่สุภาพ อีกทั้งยังมีการท้าทายถึงคณะเถรสมาคม รวมไปถึง นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ให้เข้ามาทำข่าวอย่างเจาะลึก ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

         ทางทีมงานข่าว 3 มิติ ได้เข้าไปสัมภาษณ์พระเกษมถึงการกระทำเช่นนี้ ที่สำนักสงฆ์สามแยก เมื่อเข้าไปพบนั้น ปรากฎว่า สำนักสงฆ์ดังกล่าว ไม่มีศาลาการเปรียญ อุโบสถ พระพุทธรูปใด ๆ เลย อีกทั้งยังติดป้ายห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปติดไว้รอบ ๆ บริเวณวัดด้วย

         ส่วนทางพระเกษมก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเคยเรียกร้องให้ทางคณะเถรสมาคม ได้ตระหนักถึงการทำผิดวินัยมาตลอดเวลา แต่ไม่เป็นผล ตนจึงลองใช้วิธีถ่ายคลิปแสดงท่าทีที่ผิดวินัยเอาไว้ และมันก็ได้ผล ทางเถรสมาคมตื่นตัวกับข้อเรียกร้องของตน และตนก็อยากให้เรื่องดังกล่าวได้กระจายไปยังทุกประเทศทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนแนวคิด และปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เอาแต่สอนพระรูปอื่นว่า การกระทำเช่นนี้ผิดวินัย แต่ลับหลังนั่งนับเงิน มีรถส่วนตัว มีกิจการค้าขายต่าง ๆ นานา และเมื่อไรที่มีพระสงฆ์ทำผิด ทางเถรสมาคมก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะทำผิดวินัยเหมือนกัน ตนเลยอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจ

       "ทำเหมือนผิดวินัย แต่ไม่ผิด เหมือนจะอาบัติ แต่ต้องไม่อาบัติ ต้องทำผิดสุด ๆ แต่เช็คว่าถูกต้องแล้ว" พระเกษม กล่าว

       ทั้งนี้ ตนจำเป็นต้องทำการกระทำดังกล่าวในเชิงท้าทาย เพื่อให้ทางคณะเถรสมาคมรักษาวินัยมากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ปลุกเสก ให้คนร่วมทำบุญไปสร้างนู่น สร้างนี่ ซึ่งทั้งหมดนั้นมันผิดวินัย อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันจุดยืนว่า การนับถือศาสนาพุทธ มันอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่การสวดมนต์ การเข้าอุโบสถ การทำวัตรเช้าเย็น หรือการกราบไหว้บูชาพระพุทธรูป

       ส่วนทางด้านชาวบ้านที่ศรัทธานั้น กล่าวว่า ที่ตนเข้ามาฟังพระเกษมนั้น เป็นเพราะแนวคิดของเขามันทำให้ใจสงบสุข คนเราจะนับถือพระพุทธเจ้ามันอยู่ที่ใจ ไม่ใช่รูปปั้นเคลือบสีทอง หรือบทสวด เพราะว่าถ้าเราสวดไปแล้วปฏิบัติตามไม่ได้ ก็ไม่เป็นผล แล้วก็จะเป็นบาป สู้มานั่งอุทิศบุญ อุทิศส่วนกุศล ทำบุญทำทานแก่คนยากจะดีกว่า

      ทางด้าน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)  ได้เปิดเผยหลังจากได้เดินทางเข้าพบ พระพรหมเมธี เจ้าคณะภาค 4-5-6-7 ที่วัดสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ  เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า จะดำเนินการยุติเรื่องนี้ให้ได้เร็วที่สุด เนื่องจากประชาชนต่างร้องเรียนเข้ามามากถึงความไม่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ได้ทำหนังสือเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ และเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นต้นสังกัดพิจารณา

     อย่างไรก็ตาม การลงโทษนั้นต้องขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ โดยพิจารณาเป็นลำดับชั้นเข้าไปจัดการก่อน และทาง พศ. จะให้การสนับสนุนอยู่ห่าง ๆ แต่ถ้ายังดำเนินการอะไรไม่ได้ ทาง พศ. จะเข้าไปดำเนินการเองอย่างแน่นอน

 

 

« Back