คดีฆ่า-เผา พลตำรวจตร

6 กรกฎาคม 2552

song yong joon

CAMOUFLAGE

ช่วงนี้เป็นวัดหยุดติดต่อกันหลายวัน ตั้งแต่วันเสาร์ ถึงวันพุธ ไม่แพ้วันหยุดยาวช่วยเทศกาลสำคัญ ๆ  น้ำมันราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจไม่ดี คนไม่มีเงินในมือ จึงไม่ค่อยพบเห็นประชาชนเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดมากเท่าไร และก็แปลกที่การหยุดยาวคราวนี้ ไม่มีการตั้งเป้าสถิติคดีอุบัติเหตุ  คนตาย คนเจ็บกัน(ยิ่งรณรงค์ สังเกตุว่าจะเกิดเหตุเจ็บ ตายมากเป็นพิเศษ) ตำรวจ พยาบาล หมอ รวมทั้งมูลนิธิหยุดยาวได้หลายวัน  จึงขับรถกันตามสบาย การเข้มงวดกวดขันเบาบาง

 

เมื่อต้นเดือน ได้เกิดเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เป็นคดีที่อุกอาจ น่าสนใจของประชาชน ยังตกใจ เพราะผู้ตาย เคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา บก.ภ.1 สมัยผมเป็นตำรวจใหม่ ๆ ท่านคือ พลตำรวจตรี ชูเกียรติ ภัยลี้ สมัยก่อนท่าทางท่านดุมาก ตำรวจจะกลัวเป็นพิเศษ ตระกูลนี้เป็นตำรวจใหญ่มากมายหลายคน เป็นพี่น้องกับ พลตำรวจตรีสกล ภัยลี้ นี่ก็เคยเป็นผู้บังคับบัญชาผมสมัยอยู่ จว.สระบุรี ดุมากพอสมควร  เคยดุผมเสมอ ๆ ก็ขออโหสิกรรม และขอให้ท่านไปสู่สุคติ

ตอนแรกอ่านข่าวแล้ว ก็เห็นเป็นเรื่องคดีเพลิงไหม้บ้านธรรมดา และอาจหนีไม่ทัน ถูกไฟคลอกตาย ยังนั่งคิด เพราะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ด่วนสรุปไปไม่ดี ทำไมอยู่ตั้งนมนานไฟเพิ่งจะมาไหม้ ไหม้ตอนค่ำ ไม่ใช่กลางดึกสงัด ตอนไหม้นอนหลับอยู่หรือไม่ หรือเจ็บป่วยนอน กินยานอนหลับ หรือเดินเหินไม่สะดวก ไม่มีคนรับใช้เลยหรือ? ฯลฯ และไฟไหม้จากชั้นล่าง ขึ้นบน หรือจากชั้นบนลงล่าง ขณะเกิดเหตุ ผู้ตายกำลังทำอะไรอยู่ คิดไปก่อนหน้าหนังสือพิมพ์อีก

ทำไมโชคร้ายอย่างนั้น เพราะเพิ่งเกษียณราชการมา 9 ปี แต่แล้ววันรุ่งขึ้น รูปคดีพลิก เพราะการชันสูตรพลิกศพโดยสถาบันนิติเวชวิทยา ของ ตร. จะต้องมีการผ่าศพหาสาเหตุการตาย ดูให้แน่ชัดว่า ตายก่อนถูกไฟคลอกหรือไม่ เพราะอะไร หรือถูกไฟคลอกตายจริง ๆ ผลพิสูจน์ออกมาว่ามีการถูกแทง ตีทำร้ายก่อน ก็คือตายก่อนแล้วร่างจึงถูกไฟเผาไหม้ เพราะหากยังไม่ตาย หรือตายเพราะถูกไฟไหม้ คนตายจะต้องสูดอากาศทางจมูก ทางปาก มีเขม่าควันไฟเข้าไปอยู่ในหลอดลมบ้าง ที่ปอดบ้าง กระเพาะบ้าง เหมือนกรณีคนตกน้ำตาย ตายเพราะตกน้ำ หรือตายก่อนแล้วเอามาโยนน้ำเช่นกันฉันใดก็ฉันนั้น หากจมน้ำตาย ในหลอดลม ในปอด ในกระเพาะจะต้องมีเศษดินโคลนหญ้าเข้าไปบ้าง หากถ้าตายก่อนแล้ว คนไม่หายใจ จะไม่มีวัตถุดังกล่าวเข้าในส่วนลึกของร่างกายได้ อันนี่เป็นหลักทฤษฎีที่ตำรวจใช้มาก่อนผมเป็นตำรวจเสียอีก

ผู้ตายเป็นอดีตข้าราชการตำรวจชั้นนายพล เป็นมือปราบชั้นเยี่ยมมาก่อน เหมือนกับมีนายตำรวจคนหนึ่งที่ผมได้ยินชื่อเสียง อยู่ทางภาค 7 นครปฐม คือ พ.ต.อ.ถวิล เปล่งพานิช ที่ถูกฆาตกรรมเช่นกัน โดยคนร้ายใช้รถบรรทุกสิบล้อชน ทำให้เป็นคดีอุบัติเหตุจราจร นั่นก็เป็นมือปราบตี๋ใหญ่  จับกุม คนร้าย วิสามัญฆาตกรรมมามากมาย

คดีเป็นที่สนใจกับประชาชน เพราะเหตุเกิดในจังหวัดที่อาจเรียกว่าปริมณฑล อยู่ใกล้ กทม.นี่เอง ทำไมหนอคนร้ายคิดได้แค่นี้หรือ ทำไปแล้วจะหนีพ้นหรือ? ทำไปทำไม เป็นคนใน หรือนอก แสดงว่าคนร้ายนี่โง่พอสมควร  ไม่รู้เหรอว่าเดี๋ยวนี้ นิติวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามาก รวมทั้งระบบไอทีทั้งหลาย สมัยก่อนเป็นนกมีปีก ยังบินหนีได้ เดี๋ยวนี้ไปอยู่ที่ไหน? เขาต้องตามจนเจอแน่ ๆ  ใจของผมก็ช่วยสันนิษฐาน และติดตามข่าวไปด้วย ว่า

คนร้าย จะต้องเป็นคนใกล้ตัว เข้านอกออกในบ้านของผู้ตายได้ รู้ว่าผู้ตายมีเงิน อยู่คนเดียว อายุมากแล้ว หากฆ่าแล้วเผา คงจะทำลายหลักฐานได้ เพราะเหลือแต่ร่างไหม้เกรียม ตำรวจต้องว่าเกิดไฟฟ้าลัดวงจรแน่ โทษการไฟฟ้ามันไปเลย คนร้ายชุดนี้น่าจะดูหนัง หรืออ่านนิยายมากไป ไอ้ที่ว่าเผาจนไม่เหลือหลักฐานอะไร เหลือแค่กระดูกจริง ๆ นะ ต้องเผาที่วัดด้วยไฟฟ้าหรือน้ำมันดีเซล ประมาณ 40 ลิตร  หลายชั่วโมงจนเป็นเศษกระดูกอังคาร หรือประเภทเผานั่งยางในป่าหลายชั่วโมง หากมาเผา หรือตายเพราะไฟไหม้บ้าน ร่างอาจไหม้เกรียม  หงิกงอ แต่ยังคงรูปเดิม สามารถตรวจดูร่องรอย บาดแผลภายในก่อนตายได้

ผมคิดเกินไปอีก หรือจะเป็นคนร้ายที่เป็นคนนอก ผ่านมาพบ เลยก่อเหตุขึ้น เพราะปัจจุบันมีมากมาย ประเภทตระเวนไปเรื่อย สบโอกาสที่ไหน เอาที่นั่น ยิ่งบ้านเมืองอยู่ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ บ้างแปลงในภาพพนักงานขาย เช่น เครื่องกรองน้ำบ้าง ประกันชีวิตบ้าง สิ่งของใช้สอยราคาถูก ฯลฯ เดินไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นการเซอเวย์ไปในตัว บ้านไหนมีหมา ไม่มีหมาที่จะต้องวางยาเบื่อ บ้านไหนมีคนแก่ บ้านไหนไม่ค่อยอยู่บ้าน มีแต่สาวใช้ และสำคัฐที่สุดบ้านไหน โลเกชั่น ลงมือกระทำการได้ดีที่สุด และมาพบว่าเจ้าทรัพย์เป็นอดีตตำรวจ ยิ่งกลัวใหญ่ จึงต้องฆ่าปิดปาก และคิดทำลายหลักฐาน อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ผมยังคิดต่อไปอีก หรือจะเป็นไอ้พวกเดนนรกที่เพิ่งออกจากคุกตาราง ที่สมัยท่านสืบสวนจับกุมดำเนินคดีแล้วมันตามมาฆ่าท่าน ที่ว่าสิบปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย จะเป็นไปได้หรือ??? มันกล้าขนาดนั้นเชียวหรือ ไม่รู้หรือตระกูลนี้เป็นตำรวจใหญ่ทั้งนั้น ไม่แพ้ตระกูลเปาอินทร์  เขาจะปล่อยให้รอดน้ำมือไปได้อย่างไร ก็เป็นเพียงเปอเซนต์ส่วนน้อยให้คิดเท่านั้น

หรือจะเป็นเรื่องคดีคนร้ายเข้ามาโจรกรรมทรัพย์ธรรมดา เผอิญเจ้าทรัพย์มาพบเห็น เกิดการขัดขวาง จึงมีการทำร้ายและฆ่าทำลายหลักฐาน แต่น้ำหนักด้านนี้ค่อนข้างน้อย เพราะหน้าบ้านมีป้ายชื่อนายพลตำรวจอยู่ หรือมันไม่ได้อ่าน? ก็อีกเรื่องหนึ่ง

หรือจะเป็นเรื่องสาเหตุโกรธเคืองกันเป็นการส่วนตัว หรือมีศัตรู หรือเรื่องทรัพย์สินเงินทอง หรือเรื่องชู้สาว ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะผู้ตายเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ใช้ชีวิตหลังเกษียณกับครอบครัวอย่างมีความสุข ประเด็นอื่น ๆ ก็ค่อน ๆ ถูกตัดออกไป

ช่วงเวลาเกิดเหตุ เป็นเวลาค่ำ เป็นตอนที่เพื่อนบ้านใกล้เคียงน่าจะอยู่กับบ้าน ข้างบ้าน หน้าบ้าน เพื่อนบ้านต้องพึ่งพากันได้ ตำรวจเราก็มีโครงการเพื่อนบ้านระวังภัย ช่วยดูแลหน้าบ้าน หลังบ้าน ข้างบ้านให้กันและกัน รวมทั้งภายในหมู่บ้าน ประเด็นนี้ไม่พบในข่าวสารหนังสือพิมพ์ บ้านใกล้เคียงในหมู่บ้านมีกล้องวงจรปิดหลังไหนบ้างหรือไม่ ตั้งแต่จุดยามหมู่บ้านเข้ามา มีการจดหมายเลขทะเบียรถเข้า ออก หรือไม่ เพราะคนร้ายน่าจะมีรถมา ไม่รถยนต์ก็จักรยานยนต์ หากหมู่บ้านมีกล้องวงจรปิดบริเวณตู้ยามทางเข้า ออก  แบบบิกซี โลตัส ก็จะเป็นประโยชน์แก่การสืบสวนมาก  เป็นบทเรียนให้หมู่บ้านต่าง ๆ ต้องจัดหามา รวมทั้งนายตำรวจใหญ่ ๆ จะได้ติดตั้งวงจรปิด อย่าทำเมื่อวัวหายแล้วล้อมคอก อะไรทำนองนั้น 

หรือเหตุจะเกิดแต่กลางวันตอนบ่าย ๆ หรือเย็น ส่วนการวางเพลิงเอา คงไม่ใช่จุดปั๊ป ติดปุ๊ป เพลิงลุกไหม้เลย เพราะหากเป็นเช่นนั้น หลบหนีออกมา คนต้องเห็น และเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง  การกำหนดระยะเวลาให้เพลิงลุกไหม้ ทำได้ไม่ยาก เช่นเปิดเตาแก๊สหุงต้มอะไรสักอย่าง ให้ไหม้ลุกลามภายใน 5-10 นาทียังได้เลย เคยเห็นในหนังไหม เหมือนตั้งเวลาจุดประทัดไง เอาธูป จุดไฟ  ลามไปเรื่อยจนถึงปลายเชือกชนวนของประทัดที่พันติดอยู่  พอไฟลามมาถึงจุดนั้น เชื้อดินปืนก็ทำงาน วิ่งไปสู่ตัวประทัด เกิดเสียงดังนี้ เหมือนระเบิดเวลานั่นเอง 

ในเรื่องของทรัพย์สินที่หาย ก็ปรากฎแน่ชัดว่า คนร้ายเอาบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินแน่อนอน และรู้รหัสได้อย่างไร ผู้ตายเขียนไว้ หรือถูกบังคับทรมานให้บอกเลขรหัสก่อนถูกฆ่าปิดปาก หรือเป็นคนใกล้ชิดที่รู้เลขรหัสอยู่แล้ว เคยถูกวานใช้ให้ไปกดเงินให้เสมอ ๆ และทราบยอดเงิน เรื่องพระเครื่องดัง หายไป เป็นธรรมดา นายตำรวจผู้ใหญ่ชอบพระเครื่องราคาแพง เช่นสมเด็จ หรือชุดเบญจภาคี ราคาทองคำก็สูงในปัจจุบัน รวมทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ ก็ต้องสืบสวนติดตามกันต่อไป

เรื่องโทรศัพท์ ปัจจุบันก็มีปัญหามาก จากระบบที่ไม่ต้องชำระค่าโทรฯเป็นรายเดือน เหมือนสมัยก่อน ใช้ระบบเติมเงิน ไม่พอใจก็ทิ้งไป ซื้อใหม่ราคาถูก บางครั้งแถมฟรี  คนนิยมใช้กันมาก ทำให้การตรวจสอบเจ้าของกรรมสิทธิ์เบอร์โทรดังกล่าวไม่ได้ รู้แต่ว่ามีการโทรเข้าออกกับหมายเลขใด วันเวลาใด และซิมดังกล่าวจะหน่ายในเขตภาคใดเท่านั้น ทำให้การสืบสวนติดตามไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไร ปัญหานี้ ก่อให้เกิดอาชญากรรมมากมาย รวมทั้งในการสื่อสารติดต่อซื้อยาเสพติด รัฐบาลน่าจะมาอุดช่องว่างตรงนี้ได้แล้ว ที่เบอร์มือถือทุกหมายเลขจะต้องจดทะเบียน ให้ทราบว่าใครเป็นเจ้าของ นอกจากการตรวจสอบมือถือแล้ว จะต้องตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์บ้านกับชุมสายอีกด้วย

แนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บางครั้งก็พบปัญหาอุปสรรคทางตันเอาดื้อ ๆ จากการแพร่ข่าวทางสื่อมวลชลเอง หรือการให้ข่าวของนักสืบ เพราะคนร้ายจะต้องตามเรื่องเช่นกัน อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี ว่าตำรวจทำงานไปถึงไหนแล้ว และมีอะไรบ่อบอกเหตุชี้มาถึงตัวเองบ้าน จะหนีไปที่ใด รวมทั้งควรจะทำอย่างไรต่อไปกับพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อเอาไว้สู้คดีได้อีกถึงสามศาล เมื่อถูกจับกุม

ผู้ตายเป็นนายตำรวจผู้ใหญ่ เป็นนักสืบมาก่อน คงจะต้องทิ้งพยานหลักฐานเด็ด ๆ ไว้ที่เกิดเหตุ เพื่อให้สืบสวนสวนไปสู่ตัวคนร้าย เพียงแต่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพบหรือไม่เท่านั้น

ผมก็ขอเอาใจช่วยให้การสืบสวนประสบความสำเร็จ และจับกุมตัวคนร้ายได้พร้อมยกแก็ง เพื่อให้ได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายบ้านเมืองเราต่อไป และเป็นบทเรียนให้กับประชาชนทั่วไป ที่จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันตัวเอง ทรัพย์สินในเคหะสถาน  บุคคลแปลกหน้า ในยุคที่อาชญากรรมเกิดมากขึ้น เศรษฐกิจถดถอย คนจนมาก ตกงานว่างงานเยอะ  โทษเบา ติดคุกยังมีวันออก นักโทษชั้นดีล้นเรือนจำ ฯลฯ

 

 

 

 

(เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 52 ร.ต.ท.สงคราม บัวพันธุ์ ร้อยเวรสภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ที่บ้านเลขที่ 47/131 หมู่ 7 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หลังรับแจ้งจึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธป่อเต็กตึ้ง พร้อมกับประสานขอรถดับเพลิงในละแวกใกล้เคียงจำนวน 3 คัน เข้ามาช่วยระดมฉีดน้ำ เพื่อสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามไปที่บ้านข้างเคียง โดยใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง จึงสามารถสกัดเพลิงเอาไว้ได้

 จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น หมู่บ้านกฤษฎานคร 10 เนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา หลังจากเพลิงสงบเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบพบว่า ภายในบ้านบริเวณชั้นล่างถูกไฟไหม้หมด เจ้าหน้าที่ไม่สามารถขึ้นไปที่ชั้นสองได้ ต้องใช้บันไดพาดที่ระเบียงด้านนอกปีนขึ้นไป ก่อนที่จะใช้ค้อนทุบเพื่องัดเหล็กดัด เมื่อเข้าไปได้เจ้าหน้าที่ต้องตกตะลึง เมื่อพบศพถูกไฟคลอกเผาไหม้ดำเป็นตอตะโก อยู่ทางประตูเข้าห้อง จากการตรวจสอบพบว่าผู้ตายคือ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ อายุ 69 ปี อดีตตำรวจมือปราบคนดัง ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1

 จากการสอบสวน ทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวมีผู้อยู่อาศัยจำนวน 4 คน คือพล.ต.ต.ชูเกียรติ และภรรยา พร้อมด้วยลูกชายและลูกสาว ขณะเกิดเหตุภรรยา พร้อมด้วยลูกสาวและลูกชายไม่อยู่บ้าน มีเพียง พล.ต.ต.ชูเกียรติ นอนพักผ่อนอยู่ในห้องนอนเพียงลำพัง โดยเพลิงได้ลุกไหม้จากชั้นล่างก่อนที่จะลุกลามอย่างรวดเร็วไปที่ชั้น 2 ทำให้ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไม่สามารถหนีออกมาได้ จึงสำลักควันเสียชีวิตอยู่ในห้องนอน

 เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า สาเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ น่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจร ก่อนที่จะเกิดเปลวไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งศพไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อรอให้ญาติมาขอรับศพต่อ)

(ความคืบหน้ากรณีไฟไหม้บ้านหรูทรงยุโรป เลขที่ 47/131 หมู่บ้านกฤษดานคร โครงการ 10 ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 2 กรกฎาคม หลังเพลิงสงบเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบพบร่าง พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รองผบช.ภ.1)  อายุ 69 ปี เจ้าของบ้านนอนเสียชีวิตในสภาพถูกไฟไหม้เป็นตอตะโก ต่อมา พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 พร้อมชุดสืบสวนภูธรภาค 1 ร่วมกับชุดสืบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการกองปราบปราม (กก.2 บก.ป.) นำโดย พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ผกก.2 บก.ป. ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง และขอผลการชันสูตรพลิกศพ พล.ต.ต.ชูเกียรติ มาพิจารณา โดยมีรายงานว่าศพมีบาดแผลตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย 7-8 แผล ส่วนใหญ่อยู่บริเวณลำตัวด้านหลัง นอกจากนี้ที่ลำคอไม่พบเขม่าควันไฟ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งยืนยันว่า พล.ต.ต.ชูเกียรติ เสียชีวิต ก่อนโดนไฟคลอก

 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3กรกฎาคม หลังได้รับผลชันสูตร ชุดสืบสวนภูธรภาค1 ร่วมกับชุดสืบสวน กก.2 บก.ป.ได้ประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียด โดยพุ่งเป้าทางคดีว่าเป็นฆาตกรรมอำพราง โดยคนร้ายได้สังหารเหยื่อการเผาบ้านพักเพื่ออำพรางคดี

 ต่อมาเวลา 16.00 น. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ. 1) พล.ต.ต.ทรงวุฒิ ถวัลย์กิจดำรง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี (ผบก.ภ.จว.นนทบุรี) เดินทางมายังบ้านที่เกิดเหตุพร้อมทั้งสั่งการให้ พ.ต.ท.ศุภชัย ไตรสมบูรณ์ สารวัตรวิทยาการภูธรนนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่เก็บร่องรอยหลักฐานภายในบ้านอย่างละเอียด ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นบน รวมทั้งรถเบนซ์ อี 280 ทะเบียน ฐร- 5639 กรุงเทพมหานคร ของผู้ตายที่จอดอยู่ในโรงรถ

 พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า คดีนี้จากเบาะแสล่าสุดน่าจะเป็นคดีฆาตกรรมอำพราง เนื่องจากสภาพศพพบว่า ผู้ตายมีบาดแผลถูกแทงจากของมีคมตามลำตัว 9 แห่ง คือ ที่คอมีรอยถูกของมีคม ส่วนด้านหลังบริเวณท้ายทอยถูกตี จากรูปการณ์คนร้ายมุ่งประสงค์ต่อชีวิตแน่นอน แต่จะมากันกี่คนอยู่ระหว่างสืบสวนของตำรวจ ทั้งนี้ ในการคลี่คลายคดีกำลังอยู่ระหว่างเรียกสอบปากคำสมาชิกในครอบครัวของผู้ตาย เพื่อประมวลว่ามีใครรู้เห็นเรื่องที่ผู้ตายไปเบิกเงินสดจำนวน 1 แสนบาท มาไว้ที่บ้านบ้าง เพราะอาจมีความเกี่ยวพันกับคดีนี้มากที่สุด

 “ในชั้นต้นถือว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์แล้วจุดไฟเผาบ้านอำพรางคดี มีทรัพย์สินที่หายไปคือ เงินสด 1 แสนบาท ที่ผู้ตายเบิกมาจากธนาคารในตอนเช้า อาวุธปืน 1 กระบอก สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทอง คดีนี้ได้มอบหมายให้ รอง ผบช. ภาค 1 ฝ่ายสืบสวน ร่วมกับกองปราบปราม ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี สืบหาเบาะแสร่องรอยของคนร้ายอย่งเร่งด่วนแล้ว เพราะผู้เสียชีวิตเป็นถึงอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่" พล.ต.อ.จงรักระบุ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลา 1 วัดลานนาบุญ ถนนประชาราษฎร์ ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี บรรยากาศในพิธีรดน้ำศพ พล.ต.ต.ชูเกียรติ เป็นไปด้วยความโศกเศร้าของญาติพี่น้อง และมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เดินทางมาร่วมงานไว้อาลัยกันจนแน่นศาลา โดยส่วนใหญ่ต่างจับกลุ่มพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หลังทราบว่านายตำรวจชื่อดังถูกฆาตกรรมไม่ใช่ถูกเพลิงคลอกเสียชีวิต ทั้งนี้ จะมีการสวดพระอภิธรรมไปจนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม และวันที่ 13 กรกฎาคม จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ)

 

(ความคืบหน้าคดีฆ่าเผาอำพราง พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ อดีต ผบช.ภ 7 ภายในบ้านพัก เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนยังคงเร่งติดตามหาหลักฐานจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุ

 แหล่งข่าวจากชุดสืบสวนรายหนึ่งเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เร่งติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ภาพวงจรปิดของผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง ขณะนำบัตรเอทีเอ็มของ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไปกดเงินที่ธนาคารแห่งหนึ่งย่านถนนบางลำพู โดยคนร้ายกดเงินสดออกไป 6 หมื่นบาท และจากการติดตามตรวจสอบทราบอีกว่า ในเวลาต่อมาได้มีผู้หญิงคนหนึ่งนำบัตรเอทีเอ็มของ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไปกดเงินสดออกมาจากเครื่องอีก 2 ครั้ง ครั้งแรกกดเงิน 4.5 หมื่นบาท และครั้งที่ 2 กดอีก 5 หมื่นบาท จากธนาคารแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพฯ

 แหล่งข่าวรายเดิมเปิดเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้เร่งประสานงานไปยังธนาคาร เพื่อขอเทปวงจรปิดที่สามารถบันทึกรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายที่เป็นชาย ที่นำบัตรเอทีเอ็มของ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไปกดเงิน เพื่อนำภาพมาขยายตรวจสอบ และเตรียมออกหมายจับกุมคนร้ายต่อไป โดยได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมคนร้ายรายนี้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังเตรียมขออนุมัติหมายศาล เพื่อนำตัวผู้หญิงที่นำบัตรเอทีเอ็มของ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไปกดเงินด้วย มาสอบสวนว่า มีส่วนรู้เห็นในการก่อเหตุด้วยหรือไม่ ซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่า รับบัตรเอทีเอ็มจากใคร  

 นอกจากนี้ จากการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ทราบว่า สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท พร้อมพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ มูลค่าหลายสิบล้านบาท ที่ พล.ต.ต.ชูเกียรติ แขวนติดตัวเป็นประจำ ถูกคนร้ายชิงเอาไป ทำให้แนวทางสอบสวนชัดเจนว่า คนร้ายฆ่าเพราะต้องการชิงทรัพย์ แต่ถูก พล.ต.ต.ชูเกียรติ ต่อสู้ขัดขวาง คนร้ายจึงกระหน่ำแทงจนเสียชีวิต ก่อนลงมือปลดทรัพย์สินของผู้ตาย พร้อมเงินสดอีก 1 แสนบาท และกระเป๋าสตางค์เพื่อนำบัตรไปกดเอทีเอ็ม ซึ่งคาดว่าในเร็วๆ นี้จะสามารถจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน

 อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 กล่าวว่า คนร้ายมีการวางแผนกันมาเป็นอย่างดี ขณะนี้ชุดสืบสวนได้ตัดประเด็นสังหารเกี่ยวกับเรื่องพระเครื่องออก เพราะ พล.ต.ต.ชูเกียรติ เป็นคนดี เป็นที่เคารพรัก รวมทั้งเงินสด 1 แสนบาทก็ไม่ใช่ประเด็นสังหารอย่างเดียว แต่ได้พุ่งประเด็นสังหารไปที่เรื่องส่วนตัว คาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนใกล้ชิด

 ทั้งนี้ชุดสืบสวนได้ตรวจสอบช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ระหว่างเวลา 14.00-16.00 น. วันดังกล่าว พล.ต.ต.ชูเกียรติไปรับประทานอาหารที่ไหน และหลังจากกลับมาบ้านก็ยังสั่งอาหารจากร้านอาหารตามสั่งใกล้บ้านเข้ามารับประทานอีก ซึ่งอาหารก็ยังเหลือให้พบภายในบ้านหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ จึงเชื่อว่าคงมีพรรคพวกหรือคนใกล้ชิดฉวยโอกาสก่อเหตุ)


ปิดคดี

ทุกอย่างได้กลับคืนมา ยกเว้นชีวิต สภาพจิตใจ

ผลที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จับกุมคนร้ายได้ ไม่ใช่ใครที่ไหน? คนรู้จักกัน ที่สำคัญเป็นผู้หญิง ลงมือกระทำผิดเพียงคนเดียว เป็นอุทธาหรณ์ให้กับผู้ชายทุกท่าน ว่า อันสตรีเหมือนงูพิษ ไว้ใจไม่ได้ มีความเหี้ยมโหด อย่าเผลอนอนหลับ หรือหันหลังกับสตรีแปลกหน้าเป็นอันขาด  คำกล่าวโบราณไม่ให้ไว้ใจกระทั่งเมียรัก  คดีนี้ ถึงแม้จะจับกุมคนร้ายได้ ให้ศาลตัดสินประหารชีวิต ได้ทรัพย์สินกลับคืนมา แต่ก็สายไป ที่จะทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม รวมทั้งจิตใจของผู้คนรอบด้าน  เสียดายชีวิตตำรวจที่ต้องมาแลกกับความคิดตื้น ๆ ของผู้ร้ายโนเนม ด้วยหนี้สินเพียงสองแสนบาท

คดีนี้ต้องว่ากันไปในชั้นศาลอีก เพราะไม่มีประจักษ์พยานใด ๆ มีแต่วัตถุพยาน พยานเอกสาร และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ พยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีมีน้อย หรือห่างไกล น่าสังเกตุว่า การตรวจสถานที่เกิดเหตุยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากหลังจากจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว จึงให้การเกี่ยวกับอาวุธมีดของกลางที่ใช้ในการแทง ว่าโยนทิ้งไว้ในห้องน้ำในบ้านที่เกิดเหตุ และเมื่อไปตรวจค้นหาก็พบจริง ๆ  ที่น่าแปลก มีคำถามว่า ตอนผู้ต้องหาออกจากบ้านพักหลังก่อเหตุ  ทำไมต้องปีนออก ทำไมไม่ออกทางประตูธรรมดา เพราะตอนเข้าก็ไม่ได้ปีนเข้า และเพื่อนบ้าน หรือคนในหมู่บ้านไม่มีใครพบเห็นหรือไง ยามหมู่บ้านก็ไม่เห็นการเข้าออก รวมทั้งรถจักรยานยนต์รับจ้าง รถแท๊กซี่ที่รับจ้างไปหายไปไหน? และก็ขอขอบคุณความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หากไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว การกระทำผิดเพียงคนเดียว เป็นคนร้ายโนเนม ไม่มีประวัติ พยานหลักฐานถูกไหม้ทำลาย หามีดของกลางไม่พบ  คนร้ายเป็นผู้หญิง หากฉลาด ทรัพย์สินที่ได้ไปยังไม่ได้จำหน่าย ไม่มีการแจกแบ่งทรัพย์สิน ไม่มีการซักทอด คดีอาจมืดมนยากกว่านี้หลายเท่า

มาดูข่าวกัน

การติดต่อสื่อสารดังลั่นโรงพักบางใหญ่ราว 2 ทุ่มของวันที่ 2 ก.ค.2552 ร.ต.ท.สงคราม บัวพันธุ์ ร้อยเวรสอบสวนจับใจความได้ว่า "เหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 47/131 หมู่บ้านกฤษดานคร 10 ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ทราบนามเจ้าของบ้าน พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7"!
       
       หลังรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว ร.ต.ท.สงคราม รุดไปที่เกิดเหตุ พร้อมรถดับเพลิงอีกหลายคัน เมื่อไปถึง พบว่าที่เกิดเหตุเป็นบ้านหรู 2 ชั้น ทรงยุโรป เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา มีรั้วรอบขอบชิด พบเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรงบนห้องนอนชั้นบน และลุกลามชั้นล่างของ บ้าน ท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาราว 40 นาที จึงควบคุมเพลิงไว้ได้อย่างสงบ
       
       หลังเข้าเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่ถึงกับตกตะลึง เมื่อบนห้องนอนพบร่าง พล.ต.ต.ชูเกียรติ เจ้าของบ้าน ถูกไฟเผาร่างดำเป็นตอตะโก เป็นที่น่าเวทนา! ทั้งตำรวจและญาติพี่น้องหลายคน ต่างเชื่อว่า พล.ต.ต.ชูเกียรติ อาจสำลักควันไฟ และไม่สามารถหนีตายได้ทัน ด้วยมีอายุมากถึง 69 ปี แต่ทว่า "รองฯแจ๊ส" พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รองผบช.ภ.1 ที่ไปร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย ไม่ได้มองเช่นนั้น?
       
       "หลังจากได้รับแจ้ง เราก็เดินทางไปดูที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อไปถึงเราก็มองได้ 2 ประเด็น คืออุบัติเหตุไฟไหม้และถูกไฟคลอก ซึ่งอาจจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่ลึกๆแล้วเรายังไม่เชื่อว่าทำไมจึงเกิดไฟไหม้ และเหตุใดศพจึงอยู่บนห้องนอน ซึ่งมันผิดวิสัย เพราะ ถ้าคนที่ไม่ได้ถูกวางยานอนหลับหรืออะไรอย่างพี่ชูเกียรติ ประสบการณ์ท่านเยอะแยะทำไมท่านจะหนีออกมาไม่ได้ ถ้าไฟไหม้แบบนั้น และในการตัดสินใจช่วงนั้นพี่ชูเกียรติจะตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่ถึงกับเสียชีวิต ถ้าท่านอยู่ในสภาพที่สติสัมปชัญญะปกติ จึงได้มีการสั่งให้รีบส่งศพไปชันสูตรที่นิติเวช เพื่อหาสาเหตุการตายอย่างละเอียด"พล.ต.ต.คำรณวิทย์ บอก
       
       **พฐ.ชี้ชัดฆาตกรรมอำพราง**
       

       วันรุ่งขึ้น ผลการตรวจชันสูจน์ศพระบุออกมาชัดเจนว่า พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไม่ได้ถูกไฟคลอกตาย ทว่าถูกฆ่าตายก่อนจะถูกเพลิงเผาร่าง เพราะสภาพศพมีร่องรอยบาดแผลถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีด และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า ผู้ตายเสียชีวิตก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้บ้าน เพราะไม่มีเขม่าควันไฟภายในปอด นั่นหมายความว่า คดีนี้ กลายเป็นคดีฆาตกรรมอำพราง !?!
       
       หลังทราบผลการชันสูตรศพ ทั้งพล.ต.ต.คำรณวิทย์ พ.ต.อ.เพชรัตน์ แสงไชย รองผบก.ศสส.ภาค 1 พ.ต.อ.ชยานนท์ มีสติ ผกก.ศสส.ภาค 1 ร่วมกับชุดสืบสวน กก.2 บก.ป. นำโดย พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ผกก.2 บก.ป ปิดห้องประชุมเครียดถึงแนวทางในการคลี่คลายคดี
       
       "จุดเริ่มต้นของการสืบสวนคดีนี้มันก็ต้องเริ่มจากที่เกิดเหตุ เมื่อตอนที่พฐ.ไปตรวจคร่าวๆแล้วแต่เรายังให้คงสภาพไว้เหมือนเดิม พอเรารีบไปดูที่เกิดเหตุก็พบว่ามันมีการกินข้าวก่อน มีแก้วน้ำ 2 ใบ แล้วทำไมคนขึ้นไปตายอยู่ข้างบนห้องในสภาพถูกเผา และลักษณะของเพลิงไหม้ คือปกติมันจะต้องมีจุดต้นเพลิง แต่เหตุการณ์นี้มีจุดต้นเพลิงถึง 3 จุด เช่นใต้บันไดซึ่งใต้บันไดบ้านถูกเพลิงไหม้ไม่เหลือเลย ซึ่งมันจะต้องมีจุดที่ไหม้ใต้บันไดอย่างเดียว และในห้องนอนซึ่งกว่าจะลุกลามไปแต่ในห้องก็มีจุดที่ไหม้หนักๆอยู่ มันทำให้มีพิรุธเหมือนกันอันนี้คือจุดเริ่มต้นของการสืบสวน หลังจากนั้นเราก็มาไล่วงจรชีวิตของพี่ชูเกียรติว่าตั้งแต่เช้าท่านไปไหนทำอะไรมาบ้าง เริ่มตั้งแต่ตี 5 ท่านโทรศัพท์หาใครบ้าง 8 โมงออกมากดเงินไปหาคนรู้จักและออกมากดเงิน และหลังจากกดเงินแล้วเงินไปไหน เราก็ไปตามจนเจอว่าท่านกดเงินไปให้ใครและหลังจากนั้นท่านไปกินข้าวที่ไหน และกลับเข้ามาอีกที่กี่โมง จนเวลาเกิดเหตุท่านสั่งอาหารมาที่บ้าน เช่นท่านสั่งมาตอนบ่ายโมงกว่าอาหารมาบ่าย 2 โมง ตอนเช้าที่ท่านไปร้านอาหารเราก็ไปมาแล้ว ร้านญีญวนเราไปมาแล้ว ก็ไปตรวจสอบพบว่าท่านนั่งทานอะไรบ้าง จ่ายเงินไปเท่าไหร่ นั่งทานอยู่ 2 คน จนออกจากร้านมากี่โมงออกจากร้านมาแล้วทำไมเมื่อกลับมาถึงบ้านยังโทรไปสั่งอาหารที่ร้านตามสั่งมาอีก 3 อย่าง แล้วใครเป็นคนเอาอาหารมาส่ง เราก็คุยกับคนที่ส่งอาหารว่าอาหารที่มาส่งมีอะไรบ้าง มาส่งกี่โมง แล้วท่านจ่ายเงินไป 115 บาทมันก็ทำให้เรารู้ว่า จากการที่อาหารมาส่ง มีแก้ว 2 ใบ มีจาน 2 ใบเราก็มองว่าต้องมีการนั่งกินกันก่อน แต่เมื่อมีการกินมันก็ต้องว่ากันไปถึงบ่าย 2 โมงที่เขาส่งมาหาจนเวลาบ่าย 3 โมงครึ่งคนเริ่มได้กลิ่นควันไฟเราก็คำนวณว่าช่วงเวลาเกิดเหตุน่าจะอยู่ที่ 1 ชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมงครึ่ง ช่วงเวลาตั้งแต่บ่าย 2โมงถึงบ่าย 3 โมงครึ่งมันเป็นเวลาปริศนาที่เราต้องสืบหา" พล.ต.ต.คำรณวิทย์กล่าว พร้อมทั้งยอมรับว่า อาหารที่ พล.ต.ต.ชูเกียรติ สั่งมารับประทานนั้นมีเครื่องดื่มแอลกอออล์ด้วย
       
       **วงจรปิดปรากฏร่างหญิงสาว!**
       

       คดีเริ่มเป็นรูปธรรมมมากขึ้น เมื่อชุดสืบสวนได้ภาพจากกล้องวงจรปิดของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบางลำพู ที่คนร้ายไปกดบัตรเอทีเอ็มของผู้ตาย ปรากฏว่า เป็นหญิงสาว!


       
       เมื่อได้ข้อมูลดังกล่าวมา ชุดคลี่คลายคดี จึงตัดประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องออก และบีบประเด็นให้แคบลง โดยพุ่งเป้าหมายไปยังคนใกล้ชิดและสนิทสนมกับ พล.ต.ต.ชูเกียรติ เป็นพิเศษ เพราะสามารถเข้าไปก่อเหตุในระยะประ ชิดตัวได้ ที่สำคัญยังรู้รหัสบัตรเอทีเอ็มของผู้ตายด้วย แต่ทั้งนี้ ภาพที่ได้มาจากกล้องวงจรปิด ยังไม่ค่อยชัดเจน จึงต้องใช้เทคนิคทำให้ภาพคมชัดมากขึ้น และเมื่อตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์มือถือต้องสงสัยรายหนึ่ง ซึ่งโทร.เข้ามือถือผู้ตายหลายครั้ง โดยก่อนเกิดเหตุไม่นานโทร.มาหาผู้ตายถึง 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อเจ้าหน้า ที่ทดลองติดต่อกลับไปยังหมายเลขที่โทร.มาหาผู้ตาย ปรากฏว่าเกือบทั้งหมดมีผู้รับสาย มีเพียงหมายเลขต้องสงสัยหมายเลขเดียวนี้เท่านั้นที่ไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงเชื่อว่าเจ้าของหมายเลขน่าจะเกี่ยวข้องกับคดี
       
       "เราไม่ได้มองแค่เหตุเพลิงไหม้ คิดไปว่าใครที่มันวางแผนอยู่ในขบวนการและเป็นคนฆ่าท่านอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบอร์โทรศัพท์ของผู้ต้องหามีเบอร์โทรแกหาท่าน โทรติดต่อแล้ว เราเช็คการใช้ปรากฏว่าไม่มีการโทรไปหาคนอื่น เราก็มองว่าทำไม 2 อาทิตย์ เบอร์นี้ไม่โทรหาใครเลยมันผิดวิสัย ผมประชุมทีมงานทุกวัน มองไปได้เลยว่ามีการวางแผนที่จะฆ่าท่าน โดยเปิดโทรศัพท์เบอร์นี้ไว้ เหมือนเบอร์เฉพาะกิจโดยตรง"พล.ต.ต.คำรณวิทย์ เล่าถึงการแกะรอยคนร้าย
       
       **7 วันจับคนร้ายรับทำคนเดียว**

 
       

       หลังจากเกิดเหตุได้ครบ 7 วัน ชุดสืบสวนก็สามารถติดตามจับกุม นางสาวภรณ์ภัสสรณ์ หรือบ๋อม ศิริวงศ์ อายุ 24 ปี ได้พร้อมของกลาง มีดพับ 1 เล่ม สร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท 1 เส้น 5 บาท 1 เส้น และสร้อยคออีก 4 เส้น นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ฝังเพชร 1 เรือน พระสมเด็จพร้อมตลับทอง 1 รายการ เหรียญสมเด็จโตพร้อมตลับทอง 1 องค์ แหวนเพชร 3 วง เงินสด 2 แสนบาท กระเป๋าสตางค์ กล้องดิจิตอล โทรศัพท์มือถือ เสื้อยืดสีขาวคาดเขียว ที่ผู้ต้องหาใส่ไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่จ.เพชรบูรณ์
       
       "หลังจากจับกุมได้และนำตัวมาสอบ ผู้ต้องหาให้การว่าเบอร์นี้ท่านเป็นคนซื้อให้เอง โดยบอกว่าเอาไว้ใช้ติดต่อกับท่านคนเดียว มันก็มีความเป็นไปได้ โจทย์ที่เราตั้งไว้ว่าไม่ทำคนเดียว มีรถมารับไปยังไง เอาทรัพย์สินไปยังไง กระจายแบ่งทรัพย์สินกันยังไง เราตั้งโจทย์ไว้เยอะเลยในชั้นการสืบสวน และก็ให้ลูกน้องไปทำการบ้านมาให้แต่ละชุดแต่ละคนไปสืบหาข้อนี้มา ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมามันก็สอดคล้องกับคำให้การของผู้ต้องหา"รองฯแจ๊งบอก
       
       นางสาวภรณ์ภัสสรณ์ หรือบ๋อมยอมรับสารภาพว่า เป็นพนักงานที่ร้านอาหารโคขุน ย่านบางบัวทอง รู้จักกับผู้ตายมาหลายปี เพิ่งจะเคยไปบ้านผู้ตายเป็นครั้งแรกในวันที่ก่อเหตุ โดยโทรศัพท์ไปขอยืมเงินก่อน และผู้ตายนัดไปพบที่ร้านอาหารใกล้กับที่ทำงานเก่า ก่อนจะพามาที่บ้านของผู้ตาย
       
       **โหดมีดพกแทงคอปลิดชีพ**
       
       "เมื่อมาถึงก็รับประทานอาหารกัน จากนั้นผู้ตายขอตัวขึ้นไปบนห้อง ฉันเห็นว่านานผิดปกติจึงตามขึ้นไปดูเห็นผู้ตายหลับอยู่ ประกอบกับเห็นทรัพย์สินของผู้ตายจำนวนมากเลยอาศัยจังหวะที่ผู้ตายหลับอยู่ใช้มีดพกที่พกติดตัวมา แทงเข้าที่คอและบริเวณอื่นอีกหลายแผล ส่วนที่แทงหลายแผลนั้นไม่ได้มีความแค้น แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเสียชีวิตแล้ว จากนั้นก็รื้อค้นทรัพย์สินของผู้ตายไปหมด ส่วนที่เผาบ้านก็เพื่ออำพรางคดีไม่ให้ถูกจับได้ โดยใช้ไฟแซ้กในลิ้นชักของผู้ตาย จากนั้นก็วิ่งหนีออกมาขึ้นรถแท็กซี่ ไปกดเงินย่านบางลำพู ที่ทำลงไป เพราะต้องการนำเงินไปใช้หนี้ ซึ่งตนเป็นหนี้บัตรเครดิตและหนี้นอกระบบประมาณ 2 แสนบาท คิดว่าถ้าหากยืมเงินผู้ตายคงไม่ให้ เลยวางแผนฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ ก่อนหน้านี้ฉันไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นนายตำรวจใหญ่ แต่มารู้ภายหลัง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ตายมักจะพูดกับตนว่าเป็นดาบตำรวจ"นางสาวภรณ์ภัสสรให้การ


       
       **เหยื่อชอบโอ้อวดทรัพย์สินราคาแพง**
       
       พล.ต.ต.คำรณวิทย์ สำทับว่า ตอนที่เราไปตรวจค้นจับกุมนั้นเราไม่เจอใคร เราเน้นในเรื่องของจุดเกิดเหตุเขาทำจริงหรือไม่ ทำคนเดียวหรือเปล่า จากการรับสารภาพของเขามันตรงกันกับที่เกิดเหตุทั้งหมด แล้วความเป็นไปได้เราดูจากผลแพทย์ ผลออกมาพบว่า หลอดคอถูกตัด หลอดลมถูกตัด หลังจากที่พูดคุยขอยืมเงิน ผู้ต้องหาบอกว่าท่านขอตัวขึ้นไปบนห้องแล้วบอกว่า เดี๋ยวๆ คอยเดี๋ยว เขาคิดว่าท่านขึ้นไปเอาตังค์มาให้ตามที่ขอยืม ก็คอยอยู่นานประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ขึ้นไปดู เมื่อขึ้นไปก็เห็นท่าน แต่ขณะที่หลับเนี่ยคนมันต้องการตังค์ และขณะที่คบกับท่านคุยกันตลอด ท่านก็ชอบใส่ทอง 2 เส้น เส้นละ 10 บาท 5 บาท แล้วท่านก็ชอบคุยว่า พระสมเด็จองค์นี้ราคาหลายล้านบาท ชอบใส่แหวน 3 วง ใส่นาฬิกาโรเล็กซ์ฝังเพชร ท่านก็บอกนาฬิกาเรือนนี้เป็นล้าน แหวนราคาเป็นล้าน ทำให้คนมันเกิดความโลภ ยิ่งเป็นหนี้อยู่ 2 แสน แล้วผู้ต้องหาก็เป็นคนที่ไม่มีฐานะ เมื่อขึ้นไปบนห้องเห็นทรัพย์สินวางอยู่บนเตียงคงจะตัดสินใจนาทีนั้น เขาก็บอกว่าเขาตัดสินใจนาทีนั้นเลย เขาไม่มีทางออกส่วนมีดผู้ต้องหารายนี้เป็นคนที่พกมีดประจำ ที่บ้านก็มีอีก 3-4 เล่ม ลักษณะเป็นมีดพับเขาเจอมีดแปลกๆเขาก็ซื้อ แต่มีดสปริงมันก็คม ใบมีดยาวเกือบคืบ และจากการที่เขาชอบสะสมมีดการแทงของเขา เขาเอามือกดหน้าและแทงเข้าที่คอเลย จ้วงแทงคอเลย เข้าไปมิดเลือดกระฉูด ด้วยสัญชาตญาณพี่ชูเกียรติเมื่อรู้ว่าถูกแทงก็สะดุ้งเฮือก ในทันทีทันใดนั้น แกก็กัดนิ้วที่ปิดหน้าอยู่ แล้วก็เอามือปัดๆก็เกิดยื้อกัน ทำให้ผู้ต้องหามีบาดแผลที่นิ้วไปเย็บมา 5 เข็ม แต่ขณะนั้นเมื่อหลอดคอถูกตัด ซึ่งเมื่อคุยกับแพทย์อย่างละเอียด แพทย์บอกว่า คนเราเมื่อถูกแทงที่หลอดคอมันเป็นเพียงแค่ชั่วอึดใจ ก็ดิ้นและต่อสู้ในช่วงแค่อึดใจ แต่ในนาทีนั้นพอขาดอากาศหายใจ เฮือกสะดุดขึ้นมาแรงก็เริ่มแผ่ว พอแผ่วในจังหวะนั้น ถ้ามีเลือดเข้าไปในหลอดลมด้วย ยิ่งหมดแรงเลย พอหลอดคอถูกตัดท่านก็ดิ้นๆแล้วแย่งมีดกัน จนท่านตกไปที่เตียงพอตกจากเตียงปุ๊บ ผู้ต้องหาก็จ้วงแทงใหญ่เลย และแทงหลายครั้งที่คอ ซึ่งมันก็ตรงกับบาดแผลทั้งหมด
       
       "จากการตรวจพิสูจน์ในที่เกิดเหตุเรารู้ว่าจุดต้นเพลิงน่าจะมีประมาณ 3 จุด เพราะมันมีจุดที่ไหม้หนักๆอยู่ เช่นในห้องนอน นอกห้องนอน และใต้บันได แล้วมันก็ลุกลามไป ซึ่งก็ตรงกับที่ผู้ต้องหาบอกว่าใช้ไฟแช็คจุดกับที่นอนในห้องนอน เผากองผ้าพวกปลอกหมอนผ้าปูที่นอนที่กองไว้นอกห้อง และใต้บันไดที่ไหม้เยอะที่สุด ซึ่งเราถามจากคนดูแลบ้านเขาบอกว่าเก็บหนังสือพิมพ์เก่าๆเอาไว้ พอผู้ต้องหาลงบันไดมาเห็นกองหนังสือพิมพ์ก็จุดไฟเผาที่ใต้บันไดอีกที ทุกอย่างันตรงกับผลตรวจหมดเราเลยมั่นใจว่าเขาทำคนเดียว ไม่มีเบื้องหลัง แล้วยิ่งผลหมอออกมาแบบนี้ด้วย ต่อให้แข็งแรงยังไงก็ตามถูกแทงคอไปก็ไม่รอด ผมถามเขาว่าทำไมต้องแทงคอ เขาบอกว่าคนเราจะฆ่าตัวตายก็ต้องผูกคอตาย จะฆ่าคนก็รัดคอบีบคอตาย เพราะฉะนั้นคิดว่าคอเป็นจุดอ่อน ผู้ต้องหาเขาย่องเข้าไปในห้องอ้อมไปหัวเตียง เอามือกดหน้าแล้วจ้วงแทงคอเลย ไม่ลังเล ไม่ใช่กดหน้าจนท่านดิ้นแล้วค่อยแทงๆทำให้โอกาสต่อสู้ในนาทีนั้นมันไม่มี แต่มันโดนมีดไปแล้วถึงได้รู้สึกตัว"รองผบช.ภ.1 แสดงความมั่นใจว่า ผู้ต้องหารายนี้ เป็นคนก่อเหตุเพียงคนเดียวจริง
       
       การแกะรอยคนร้ายไปตามจับกุมถึง จ.เพชรบูรณ์นั้น พล.ต.ต.คำรณวิทย์ บอกว่า คงต้องขอปิดเทคนิคบางส่วนไว้ "นอกจากหลักฐานในที่เกิดเหตุ หลักฐานจากแพทย์ จาก พฐ. จากกล้องวงจรปิด เรายังมีหลักฐานทางเทคนิคด้วย เราสามารถเอามาประมวลกันแล้วก็สามารถนำพาไปสู่จุดหมายที่เพชรบูรณ์ได้ แต่ทั้งนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าคืออะไร
       
       **ฆ่าเผาอำพรางดูจากหนัง**
       

       รองฯแจ๊ส ไขปริศนาคาใจของผู้คนส่วนใหญ่ที่ว่า หากคนร้ายรู้ว่า ผู้ตายเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไฉนจึงกล้าลงมือ
       
       "เขาไม่คิดว่า ท่านเป็นนายตำรวจใหญ่ เขาบอกว่าเขาก็ไม่รู้ เพราะท่านชูเกียรติชอบพูดเสมอว่า "นี่ดาบชูนะ นี่จ่าชูนะ" ผู้ต้องหาเขาก็คิดว่าเป็นนายดาบ พอตอนหลังมารู้ว่าเป็นนายตำรวจใหญ่แต่เกษียณแล้วคงไม่มีอะไร"
       

       ส่วนสาเหตุที่ผู้ตายกับผู้ต้องหานั่งรับประทานอาหารกันอยู่ในบ้าน แต่เมื่อผู้ตายขึ้นไปบนห้องและเผลอหลับไปนั้น พล.ต.ต.นคำรณวิทย์ ไขปริศนาว่า " ก่อนหน้านี้ ท่านก็ให้ติ๊ปให้ตังค์ใช้ แต่คราวนี้ผู้ต้องหายืมเงินถึง 2 แสน เราก็ไม่รู้ว่านาทีนั้นท่านจะให้ยืมหรือไม่ให้ ถึงมีการนั่งกินข้าว กินเหล้า ตั้งแต่ 11 โมงที่ท่านกินเหล้าจากร้านอาหารแล้วกลับมากินต่อที่บ้านตั้งแต่บ่ายโมง จนถึง บ่าย 2โมงกว่าๆ ก่อนที่อาหารมาส่ง ท่านกินข้าวแล้วเลยสั่งอาหารมาให้ผู้ต้องหากิน ท่านดื่มเหล้าไปต้องมีอาการเมาบ้าง เราคิดว่าท่านคงดื่มไปเรื่อยๆ เพราะในที่เกิดเหตุเห็นว่าเหล้าจะหมดแล้วเหลืออยู่นิดหน่อย ระหว่างนั้นท่านก็ขึ้นไปโดยเปิดประตูแง้มไว้ อาจจะขึ้นไปเอาตังค์มาให้ผู้ต้องหาหรือเปล่า แต่เกิดเผลอหลับไปด้วยความเมาเพราะอายุท่านก็ 69 ปีแล้ว ผู้ต้องหาเห็นนานจึงย่องขึ้นไป เห็นว่าหลับ นี่คือคำรับสารภาพของเขา ผมถามเขาว่าท่านมีพฤติกรรมอะไรที่จะลวนลามไหมเขาก็บอกว่าไม่มี แต่ท่านก็พูดไปว่าเดี๋ยวจะหาทางช่วย ทำให้ผู้ต้องหาเกิดความหวัง แต่เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะได้ จึงก่อเหตุเพราะถูกเร่งรัดเรื่องหนี้สิน ส่วนที่เผาบ้านก็บอกว่าดูมาจากหนัง"
       
       คดีนี้ ตำรวจใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ในการปิดคดีได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะมีความลึกลับซับซ้อนบ้าง แต่ก็ใช่เกินความสามารถ จึงได้แต่หวังว่า ในคดีอื่นๆที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป ตำรวจจะเอาใจใส่และเร่งคลี่คลายคดีให้อย่างเต็มความสามารถเช่นกัน

« Back