ศาลปกครอง  ADMINISTRATIVE  COURT

 

 ศาลปกครอง  ADMINISTRATIVE  COURT

ที่ตั้ง: เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

 ขณะนี้ บ้านเมืองเราอยู่ในสภาวะที่เกิดความวุ่นวายมาก มากที่สุดในรอบ 30 ปี การเมืองระบบรัฐสภา ไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไร ส่วนมากจะเล่นกันนอกสภา โดยการสนับสนุนจากมือที่มองไม่เห็น รัฐบาลไม่ได้บริหารราชการบ้านเมืองตามแนวทางที่แถลงนโยบายไว้  วัน ๆ ต้องเตรียมการณ์ เตรียมข้อมูลไว้ชี้แจง อธิบาย ประชาสัมพันธ์ เพราะเรามีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำเสนอข้อมูลแนวทางหนึ่ง และรัฐบาลออกมาชี้แจงอีกแนวทางหนึ่ง เกิดขั้วการเมืองสองฝ่าย เมื่อมีการกระทบกระทั่งกัน หรือล่วงล้ำสิทธิกันและกัน หรือมีการกระทำใด ๆ ที่ไม่ถูกต้อง ก็จะมีการฟ้องกัน เหมือนเด็กทะเลาะกัน หาข้อยุติไม่ได้ จะต้องให้ผู้ใหญ่คนกลาง ทำการตัดสิน อะไรทำนองนั้น และที่เป็นข่าวปรากฎทุกวันนี้ เห็นว่า ศาลปกครอง หรือ ADMIN.COURT จะมีบทบาทมากในสังคม อย่างเช่น กรณีของข้าราชการตำรวจก็ได้รับอานิสงค์จากการก่อตั้งศาลปกครอง หากถูกกลั่นแกล้งโยกย้าย ไม่เป็นธรรม หรือไม่มีเหตุผล ก็สามารถฟ้องศาลปกครองไต่สวนได้ เช่นกัน(แต่ไม่ค่อยจะกล้าฟ้องกัน เพราะ กลัวเลี้ยงไม่โต ฟ้องนายได้ยังไง?)  และเนื่องจากในวันที่ 14 กรกฎาคม (ตรงกับวันปฎิวัติฝรั่งเศส พอดี)  2551 ศาลปกครอง ก็จะย้ายไปอยู่ ณ ที่ทำการใหม่ที่แจ้งวัฒนะแล้ว ผมจึงรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวบกับศาลปกครองมาไว้ เพื่อศึกษากัน คงได้ประโยชน์ไม่มาก ก็น้อย และค้นคว้าต่อไป ก็จะครบเครื่องครับ........

 

าลปกครอง เป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา ๒๗๖ และมีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีฐานะเทียบเท่า ศาลยุติธรรม และมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษา “คดีปกครอง” ซึ่งเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนกรณีหนึ่ง และข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันอีกกรณีหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในการปฏิบัติราชการ

 ศาลปกครอง เป็นศาลที่ใช้ระบบไต่สวน โดยในแต่ละคดีจะมีการพิจารณาโดยองค์คณะของตุลาการ ต่างจากศาลยุติธรรมซึ่งใช้ระบบกล่าวหา ศาลปกครองแบ่งออกเป็น "ศาลปกครองชั้นต้น" และ "ศาลปกครองสูงสุด"

 ศาลปกครองชั้นต้น

o       ศาลปกครองกลาง มีอำนาจตัดสินคดีในเขตกรุงเทพมหานคร และอีก 7 จังหวัดใกล้เคียง หรือคดีที่ยื่นฟ้องที่ศาลปกครองกลาง

o       ศาลปกครองในภูมิภาค ปัจจุบันมี 7 แห่ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ สงขลา นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก ระยอง และนครศรีธรรมราช

  ศาลปกครองสูงสุด 

     มีอำนาจตัดสินคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยตรง หรือคดีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

 

ศาลปกครอง (Administrative Court) คือ

ศาลที่มีหน้าที่พิจารณาคดีปกครองระหว่างรัฐกับราษฎร หรือระหว่างองค์กรของรัฐ ด้วยกันเอง ทั้งนี้ เป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ แยกต่างหากจากศาลยุติธรรม

การจัดตั้งศาลปกครอง พิจารณาคดีระหว่างรัฐกับราษฎร มีเหตุผลสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ

ประการแรก รัฐในปัจจุบันมีบทบาทและความรับผิดชอบในชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า อำนาจของรัฐมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย การกระทบกระทั่งระหว่างรัฐกับราษฎร ก็ต้องมากขึ้น ศาลยุติธรรมคงจะไม่สามารถรับพิจารณาคดีปกครองได้ทั้งหมด และอำนวยผลดี

ประการที่สอง การพิพาทระหว่างรัฐกับราษฎร เป็นการพิพาทที่มีลักษณะพิเศษ แตกต่างไปจากการพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน คือเป็นการพิพาทที่คู่กรณี ไม่อยู่ในฐานะเสมอภาคกัน เพราะฉะนั้น การใช้หลักกฎหมายธรรมดาในคดีปกครองนั้น คงจะไม่ถูกต้องนัก หรือศาลไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ราษฎรได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ มองในแง่ความยุติธรรมที่ราษฎรจะพึงได้รับ เนื่องจากรัฐ มีอำนาจเหนือกว่าราษฎร โดยประการที่การพิพาทระหว่างรัฐกับราษฎรมีลักษณะพิเศษดังกล่าว หลักกฎหมายที่จะนำมาใช้ปรับคดี เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ก็ควรจะต้องเป็นหลักกฎหมายพิเศษ เช่นกัน และหลักกฎหมายดังกล่าวนี้ ศาลปกครองเท่านั้น จะสร้างขึ้นมาได้

ศาลปกครอง จะทำหน้าที่ประสานประโยชน์ระหว่างรัฐกับราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของราษฎร และพิทักษ์อำนาจรัฐ มิให้อำนาจรัฐทำลายเสรีภาพของราษฎร และเสรีภาพของราษฎรทำลายอำนาจรัฐ ศาลปกครองจะทำให้ทั้งสองอย่างเข้ากันได้ โดยรักษาประโยชน์ ของส่วนรวมไว้ได้ และขณะเดียวกัน ก็ให้ความยุติธรรมแก่ราษฎร

แนวความคิดทางการเมืองและการปกครองปัจจุบันที่น่าสนใจคือ การที่ประชาชนมอบอำนาจ ให้รัฐบาลจัดการปกครองประเทศเพื่อความผาสุกของตนแล้ว ใครจะเป็นผู้คอยควบคุมดูแลหรือปกครองรัฐบาลอีกทีหนึ่ง จะมีวิธีการอย่างใด และมีขอบเขตแค่ไหนที่ข้าราชการผู้ใช้อำนาจจะถูกควบคุม เพื่อป้องกันมิให้ใช้อำนาจไปในทางผิด ในการปฏิบัติทั่วไป การควบคุมรัฐบาล ในระบอบประชาธิปไตย แม้จะมีสภาผู้แทนราษฎร และสื่อมวลชนต่างๆ ทำหน้าที่ ควบคุม รัฐบาลอยู่แล้ว แต่ก็กล่าวได้ว่า เป็นการควบคุมที่ห่างเหินเกินไป หลายประเทศได้คิดค้นกลไกควบคุมฝ่ายบริหาร ขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีวิธีปฏิบัติแตกต่างกันไป อาจจะสรุปได้เป็นแบบใหญ่ๆ ได้ 4 วิธีคือ

1. แบบฝรั่งเศส ซึ่งมีกลไกควบคุมฝ่ายปกครองโดยศาลปกครอง
2. จัดให้มีศาลปกครองพิเศษเป็นแผนกหนึ่งของศาลยุติธรรม ดังที่ปฏิบัติอยู่ในสหพันธรัฐเยอรมัน

3. วิธีพิจารณาคดีพิเศษ เฉพาะข้าราชการบางประเภทที่ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ เช่น การฟ้องร้องประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และข้าราชการพลเรือนอื่นๆ ต่อสภาสูง (Senate) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกว่า “Impeachment”

4. จัดให้มีผู้ตรวจการหรือออมบุดส์แมน (Ombudsman) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่รัฐสภาแต่งตั้ง ให้มีอำนาจหน้าที่ รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนผู้เห็นว่าสิทธิของตนถูกละเมิด โดยการกระทำของฝ่ายปกครอง อาจเป็นการกระทำนอกเหนือกฎหมาย หรือการใช้ดุลพินิจอันไม่สมควร ดังที่ปฏิบัติอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ฟินแลนด์ สวีเดน เดนมาร์คและประเทศไทย เป็นต้น

ประเทศในภาคพื้นยุโรปหลายประเทศ มีศาลปกครองทำหน้าที่พิจารณาคดีอันเป็นกรณีพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน องค์การของรัฐด้วยกันเองและข้าราชการกับประชาชน ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ศาลปกครองดังกล่าวนี้ จะถือหลักว่าด้วยความถูกต้องในการใช้อำนาจของรัฐและหลักการว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐ

หลักว่าด้วยความถูกต้องในการใช้อำนาจของรัฐ หมายความว่า อำนาจรัฐที่มีอยู่จะต้องใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือศาลปกครอง เป็นผู้ควบคุมการใช้อำนาจของรัฐ ส่วน หลักการว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐ มีสาระสำคัญว่า อำนาจของรัฐต้องใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งหมายถึงการกระทำใด ๆ ของรัฐ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน รัฐจะต้องชดใช้ค่าเสียหายหรืองดเว้นปฏิบัติ เพื่อมิให้ความเสียหายเกิดขึ้น

การจัดตั้งศาลปกครองที่ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติอยู่ สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ระบบ

ระบบแรก ให้ศาลปกครองขึ้นต่อศาลยุติธรรม แต่ระบบศาลปกครองที่ขึ้นกับศาลยุติธรรม มีจุดอ่อนอยู่ที่ว่า หลักกฎหมายที่ใช้ในศาลปกครอง และศาลยุติธรรมมีข้อแตกต่างกัน หรือจะทำให้เหมือนกันได้ยาก ในทางปฏิบัติ จึงมักจะเกิดความสับสน เมื่อมีการอุทธรณ์ ฎีกาจากศาลปกครองไปสู่ศาลยุติธรรม เพราะศาลปกครองจะใช้หลักกฎหมายอย่างหนึ่ง ศาลยุติธรรมจะใช้หลักกฎหมายอีกอย่างหนึ่ง

ระบบที่สอง โดยการแยกศาลปกครอง ออกเป็นศาลหนึ่งต่างหาก มีองค์การและเจ้าหน้าที่ของตนเอง ไม่ขึ้นต่อศาลยุติธรรม การจำแนกระบบศาลปกครองดังระบบที่สอง ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทยเป็นต้น

ประเทศ ที่แยกศาลปกครองและศาลยุติธรรมออกจากกัน หรือใช้ระบบศาลคู่ คือ แยกศาล ออกเป็นสองสาย ในแต่ละสายมีศาลสูงสุดของตัวเอง ศาลทั้งสองต่างเป็นอิสระต่อกัน และต่างมีหน้าที่ ของตน อย่างไรก็ดี ระบบที่แยกศาลออกเป็นสองสายนี้ ก็มีปัญหายุ่งยากอยู่บ้าง กล่าวคือ เกิดความขัดแย้งกันใน 3 รูป ได้แก่ (1) การขัดแย้งกันในอำนาจศาล (2) การขัดแย้งกันในเรื่องของการปฏิเสธ ให้ความยุติธรรม ทั้งนี้ โดยที่แต่ละศาลวินิจฉัยว่าตนไม่มีอำนาจพิจารณาคดี และ (3) การขัดแย้งกัน ในการตัดสินของศาล กรณีเช่นนี้ อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อศาลยุติธรรมและศาลปกครอง พิจารณาคดีเดียวกัน แต่การตัดสินของศาลขัดกัน เช่น นาย ก. อาศัยรถยนต์ส่วนตัว ของนาย ข. ไปทำธุรกิจ รถคันที่นาย ก. นั่งไป เกิดชนกับรถของทางราชการ และได้รับบาดเจ็บสาหัส ประการแรก นาย ก. อาจจะฟ้องคนขับรถ ที่ตนนั่งไป ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งศาลยุติธรรม อาจจะวินิจฉัยว่า ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบนั้น คือคนขับรถราชการ และแนะนำให้ไปฟ้องศาลปกครอง นาย ก. ไม่รู้จะไปฟ้อง ณ ศาลใด อย่างไรก็ดี ในฝรั่งเศสซึ่งเป็นแบบฉบับของการใช้ระบบศาลคู่ ได้แก้ปัญหาขัดแย้งนี้ โดยการจัดตั้งศาลปกครองพิเศษขึ้น เรียกว่า “Tribunal des Conflite” หรือศาลพิจารณาการขัดแย้ง ประกอบด้วย ผู้พิพากษา ของศาลยุติธรรมสูงสุด และศาลปกครองสูงสุด แต่ละฝ่ายจำนวนเท่ากัน ศาลนี้จะทำหน้าที่วินิจฉัยว่า ศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง มีเขตอำนาจหน้าที่เหนือคดี และศาลนี้จะต้องตัดสินคดีเอง หากศาลยุติธรรม และศาลปกครอง ตัดสินชี้ขาดขัดแย้งกัน

อำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง

 

ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษา "คดีปกครอง" ซึ่งได้แก่ คดีในลักษณะ ดังต่อไปนี้

 

1. คดีพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำทางปกครองฝ่ายเดียว อันได้แก่ การใช้อำนาจที่หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถดำเนินการได้เองฝ่ายเดียวโดยไม่จำเป็นต้องให้เอกชนยินยอมเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ เช่น กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ระเบียบข้อบังคับต่างๆที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป หรือการออกคำสั่งทางปกครอง เช่น คำสั่งอนุญาต อนุมัติ คำสั่งแต่งตั้ง ฯลฯ

 

2. คดีพิพาทอันเนื่องมาจากสัญญาทางปกครอง เช่น สัญญาสัมปทาน สัญญาที่หน่วยงานของรัฐจ้างให้เอกชนสร้างสะพาน สร้างถนน

 

3. มาจากการกระทำละเมิดทางปกครอง หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ เช่น ทางราชการออกคำสั่งปิดโรงงานและก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของโรงงาน หรือเจ้าหน้าที่ละเลยหรือต่อใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการล่าช้าเกินสมควรจนเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการได้รับความเสียหาย

 

4. คดีพิพาทอันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เช่น ในเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดเวลาให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน หรือแม้กระทั่งในเรื่องที่กฎหมายไม่ได้กำหนดเวลาเอาไว้ แต่โดยปกติสามารถดำเนินการให้เสร็จในระยะเวลาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการใดๆจนเวลาล่วงเลยไปหลายเดือน

 

5. คดีพิพาททางปกครองอื่นๆ เช่น คดีที่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะว่าให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง หรือให้หน่วยงานทางปกครองต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับบุคคลให้กระทำหรือละเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด คดีปกครองเหล่านี้ กฎหมายกำหนดว่า ให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครองชั้นต้น

 

สำหรับศาลปกครองสูงสุดนั้น กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังต่อไปนี้


1.
คดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น
2.
คดีพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท
3.
คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
4.
คดีที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด

 

กล่าวอย่างง่ายๆก็คือ ศาลปกครองชั้นต้นจะเป็นศาลที่มีอำนาจทั่วไปในการพิจารณาคดีปกครอง โดยเป็นศาลแรกที่คู่กรณีจะนำคดีมาฟ้อง ส่วนศาลปกครองสูงสุดก็จะเป็นศาลสูง ที่คอยตรวจสอบคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นอีกครั้งหนึ่งหากคู่กรณีไม่พอใจคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น และเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีบางประเภทที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ

 

ส่วนเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่

เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร

เรื่องการดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) หรือ

คดีที่อยู่ในอำนาจศาลชำนัญพิเศษ เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และศาลล้มละลาย

 

การฟ้องคดีปกครอง

การฟ้องคดีถือหลักว่าให้กระทำได้โดยง่าย ไม่มีข้อยุ่งยาก

การฟ้องคดีปกครองนั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ซับซ้อนให้เป็นภาระแก่ผู้ประสงค์จะฟ้องคดี เว้นแต่เงื่อนไขบางประการที่ต้องกำหนดเป็นกรอบในการดำเนินคดี อีกทั้งยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยหรืออาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย และยังไม่บังคับให้ต้องมีทนายความในการฟ้องคดีอีกด้วย

 

เงื่อนไขในการฟ้องคดี

ถึงแม้ว่าการฟ้องคดีปกครองจะกระทำได้โดยง่าย แต่ก็มีความจำเป็นที่ต้องกำหนดเงื่อนไขบางประการเอาไว้ ทั้งนี้ เพื่อมิให้มีการกลั่นแกล้งฟ้องคดีกันอย่างพร่ำเพรื่อหรือโดยไม่มีมูลใดๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างความยุ่งยากให้กับผู้ถูกฟ้องคดีและยังเป็นภาระแก่ศาล หรือเพื่อให้การแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายเป็นระบบและมีความชัดเจน เงื่อนไขเหล่านี้ กฎหมายกำหนดไว้เพียง 4 ประการเท่านั้น ได้แก่

 

1. ผู้ฟ้องคดี

ต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของทางราชการ หรือเป็นผู้ที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือเป็นผู้ที่มีข้อโต้แย้งอื่นใดที่กฎหมายกำหนดให้ฟ้องต่อศาลปกครอง

 

2. ระยะเวลาการฟ้องคดี

ต้องฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งโดยหลัก คือ ภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือภายใน 1 ปี ในกรณีที่ฟ้องคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของทางราชการ หรือในกรณีที่ฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

 

3. คำฟ้อง

ไม่มีแบบฟอร์มบังคับโดยเฉพาะ เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าต้องใช้ถ้อยคำสุภาพและต้องมีเนื้อหาสาระให้เข้าใจได้ว่าเป็นคำฟ้อง ซึ่งประกอบด้วยชื่อและที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีและของหน่วยงานที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี พร้อมข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควร คำขอว่าประสงค์จะให้ศาลสั่งอย่างไรเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายของตน และต้องลงลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดี

 

4. การขอให้มีการแก้ไขเยียวยาในเบื้องต้นก่อนนำเรื่องมาฟ้องศาลปกครอง

หากในเรื่องที่จะฟ้องคดีนั้นมีกฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินการอย่างใดเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายนั้นเสียก่อน ผู้ฟ้องคดีก็ต้องดำเนินการเช่นนั้นให้เสร็จสิ้นแล้วจึงจะมีสิทธิมาฟ้องคดีต่อศาลได้


การยื่นฟ้อง

นอกจากสามารถยื่นฟ้องได้ด้วยตนเองต่อเจ้าหน้าที่ของศาลปกครองแล้ว ผู้ฟ้องคดีอาจใช้วิธีส่งคำฟ้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้

ส่วนปัญหาที่ว่าจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลใดนั้น ถ้าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองชั้นต้น ก็ถือหลักง่ายๆว่าจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนา หรือที่มูลคดีเกิดขึ้น ถ้าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองสูงสุดก็ต้องยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาลปกครองสูงสุด เว้นแต่การยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำพิพากษานั้น ๆ

 

 

การดำเนินคดีในศาลปกครอง

 

การดำเนินคดีในศาลปกครองนั้น การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะนิติสัมพันธ์ระหว่างทางราชการกับเอกชนไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ต้องใช้ระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวนดังที่กล่าวมาแล้ว ควบคู่กับหลักการให้สิทธิโต้แย้งหรือหลักการฟังความสองฝ่าย ด้วยเหตุนี้ หากผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเต็มที่ เพราะเอกสารหลักฐานอยู่ในความครอบครองของทางราชการ ก็สามารถระบุเหตุขัดข้องเพื่อที่ศาลจะดำเนินการให้ได้พยานหลักฐานนั้นต่อไป หรือเมื่อทางราชการมีคำชี้แจงหรือข้อโต้แย้งอย่างใด จะต้องให้ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบโดยผู้ฟ้องคดีสามารถชี้แจงแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งเสนอพยานหลักฐานของตนได้ และในการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกก็ยังเปิดโอกาสให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงของฝ่ายตน และอาจมาแถลงด้วยวาจาต่อหน้าศาลได้อีกด้วย

 

นอกจากนั้น ระบบวิธีพิจารณาคดีปกครองยังให้มีการถ่วงดุลการใช้อำนาจระหว่างตุลาการศาลปกครองด้วยกัน เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องของข้อเท็จจริง กล่าวคือ โดยหลักแล้ว ตุลาการเจ้าของสำนวน จะเป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการแสวงหาและรวบรวมข้อเท็จจริง แต่จะต้องเสนอข้อเท็จจริงนั้นต่อตุลาการอื่นที่ประกอบเป็นองค์คณะ และต่อ ตุลาการผู้แถลงคดี ซึ่งมิใช่ตุลาการในองค์คณะนั้นได้พิจารณาด้วย สำหรับในส่วนของการวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดี ตุลาการผู้แถลงคดี จะเสนอ คำแถลงการณ์ ซึ่งรวมถึงความเห็นในทางชี้ขาดตัดสินคดีต่อองค์คณะก่อนที่องค์คณะจะลงมติวินิจฉัย อันเปรียบเสมือนเป็นความเห็นของตุลาการคนเดียวว่า หากตนมีหน้าที่ต้องตัดสินคดีเรื่องนั้นตนจะพิพากษาอย่างไร ด้วยเหตุผลประการใด ซึ่งแม้ว่าคำตัดสินขององค์คณะเท่านั้นที่จะถือเป็นคำพิพากษา แต่การให้มีระบบการเสนอ คำแถลงการณ์ ของตุลาการผู้แถลงคดีต่อองค์คณะเช่นนี้ จะช่วยส่งเสริมให้การใช้อำนาจตัดสินคดีขององค์คณะมีความรอบคอบและถูกต้องมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะหากองค์คณะไม่เห็นด้วยกับคำแถลงการณ์ โดยหลักก็จะต้องแสดงให้เห็นถึงเหตุผลที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะจะมีการเปรียบเทียบข้อวินิจฉัยและเหตุผลของตุลาการผู้แถลงคดีและขององค์คณะได้ง่าย เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้มีการพิมพ์เผยแพร่คำพิพากษาขององค์คณะและคำแถลงการณ์ของผู้แถลงคดีควบคู่กันเสมอ

 


เขตอำนาจศาลปกครอง

 

ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 94 บัญญัติว่า ในวาระเริ่มแรก ให้จัดตั้งศาลปกครองในภูมิภาค ดังต่อไปนี้

(1) ศาลปกครองขอนแก่น ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม

(2) ศาลปกครองชุมพร ตั้งอยู่ในจังหวัดชุมพร โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดระนอง

(3) ศาลปกครองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน

(4) ศาลปกครองนครราชสีมา ตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดนครราชสีมา

(5) ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

(6) ศาลปกครองจังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์

(7) ศาลปกครองพิษณุโลก ตั้งอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดสุโขทัย

(8) ศาลปกครองแพร่ ตั้งอยู่ในจังหวัดแพร่ โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดอุตรดิตถ์

(9) ศาลปกครองยะลา ตั้งอยู่ในจังหวัดยะลา โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา

(10) ศาลปกครองระยอง ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดตราด จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดสระแก้ว

(11) ศาลปกครองลพบุรี ตั้งอยู่ในจังหวัดลพบุรี โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดนครนายก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง

(12) ศาลปกครองสกลนคร ตั้งอยู่ในจังหวัดสกลนคร โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดสกลนคร

(13) ศาลปกครองสงขลา ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล

(14) ศาลปกครองสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดอุทัยธานี

(15) ศาลปกครองอุดรธานี ตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรธานี โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดอุดรธานี

(16) ศาลปกครองอุบลราชธานี ตั้งอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ

 

บทความเรื่องนี้คัดมาจากเวบไซด์ของ ศาลปกครอง

 

ศึกษาเพิ่มเติมที่    www.admincourt.go.th

 

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธิพิจารณาคดีฯ พ.ศ.2542

admin.court.pdf (315.97 KB 04.07.2008 16:00)

administrative.doc (211.00 KB 21.05.2009 19:44)

 

พระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง 2539

action method.pdf

 

ตัวอย่าง

 

interest case.pdf (226.93 KB 04.07.2008 16:38)

example1.pdf (184.16 KB 04.07.2008 16:37)

example2.pdf (823.32 KB 04.07.2008 16:37)

sample first.pdf (75.54 KB 21.05.2009 19:46)

sample 333.doc (74.50 KB 16.01.2010 08:56)

 

 

หวังว่าท่านคงได้ประโยชน์และความรู้เพิ่มเติม นะครับ สวัสดี

 

ศาลปกครองสูงสุดโดยนายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวคดีที่สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) โดยนายวิเชฎฐ์ เทียนทอง ผู้รับมอบอำนาจ ยื่นฟ้องกระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางบก เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ต่อศาลปกครองสูงสุด เรื่องเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยออก กฎ คำสั่ง มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร กรณีที่กระทรวงคมนาคม โดยนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ออกกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ที่จดทะเบียน เขต กทม. พ.ศ.2550 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ซึ่งมีเนื้อหาให้รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน (แท็กซี่) ต้องใช้เชื้อเพลิงประเภท ก๊าซ NGVเท่านั้น

ตามฟ้องระบุว่า กฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ที่จดทะเบียน เขต กทม. พ.ศ.2550 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2550 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2550 เมื่อได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยกฎกระทรวงดังกล่าวมีผลใช้บังคับกับรถแท็กซี่มิเตอร์ ที่จดทะเบียนในกทม. โดยกฎกระทรวงข้อ 10 กำหนดให้รถยนต์รับจ้างแท็กซี่มิเตอร์ที่จะจดทะเบียนใหม่ ต้องใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ NGV เท่านั้น ขณะที่รถยนต์ที่ติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้เชื้อเพลิงระบบอื่นจะไม่สามารถจดทะเบียนได้ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จึงปฏิเสธการจดทะเบียนกับรถยนต์แท็กซี่ที่ไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์ใช้เชื้อเพลิง NGV

 

โดยผู้ฟ้องได้รับผลกระทบจากการออกกฎกระทรวงอย่างมาก ทั้งในเรื่องปัญหาความไม่เพียงพอสถานี บริการ ซึ่งขณะนี้มีเพียง บมจ.ปตท เท่านั้นที่ผูกขาดเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียว นอกจากนี้ในการอัดเชื้อเพลิงเติมในถังยังใช้เวลานาน บางครั้งใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงต่อการเติม 1 ครั้ง ซึ่งรถยนต์แท็กซี่ที่ได้จดทะเบียนไปก่อนที่กฎกระทรวงฉบับนี้จะประกาศใช้ส่วนมากจะเป็นผู้เช่ารถยนต์ขับ ซึ่งการเช่าแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ 06.00-18.0 น. และ 18.00 - 06.00 น. และโดยเฉลี่ยแล้วแท็กซี่ 1 คันใน 1 กะ วิ่งระยะทาง 300 กิโลเมตร ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ก๊าซ 1 กิโลกรัมวิ่งได้ 7.5 กิโลเมตร ซึ่งถังก๊าซที่ใช้ในแท็กซี่มี 2 ขนาด คือ 100 กิโลกรัม วิ่งได้ระยะทาง 150 กิโลเมตร และขนาด 70 กิโลกรัม วิ่งได้ 112 กิโลเมตร เวลาขับ 1 กะ ต้องเติมก๊าซ 2 ครั้ง ซึ่งเสียเวลามาก

ผู้ฟ้องเห็นว่า เป็นการลิดลอนสิทธิของผู้ประกอบกิจการรถแท็กซี่ ไม่ให้โอกาสผู้ประกอบการได้เลือกใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นที่เหมาะสม และยังเป็นกฎที่ออกมาขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิเสรีภาพในการประกอบกิจการหรืออาชีพ และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ออกกฎมาบังคับให้บุคคลส่วนมาก ให้ใช้เชื้อเพลิงที่มีผู้ประกอบการรายเดียวเป็นผู้ผลิต ซึ่งผู้ฟ้องเคยมีหนังสือถึง บมจ.ปตท. และผู้ถูกฟ้องที่ 2 เพื่อผ่อนผันหรือขยายเวลาแล้ว แต่ถูกปฏิเสธ ดังนั้นผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลปกครอง พิพากษายกเลิกกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ที่จดทะเบียน เขต กทม. พ.ศ.2550 ข้อ 10 ผู้ฟ้องยังยื่นคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับการบังคับใช้กฎกระทรวงข้อ 10 ดังกล่าวไว้จนกว่าจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ด้วย

ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกกฎกระทรวงดังกล่าว โดยมีเจตนาเพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้รถยนต์รับจ้างที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2551 ที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับต้องมีและใช้ส่วนควบ และเครื่องอุปกรณ์ของรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดเป็นเชื้อเพลิงหรือที่ใช้ร่วมกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีประมาณ 17,000 คัน นอกจากนี้ยังมีรถยนต์บรรทุกขนส่งสินค้า ขนส่งโดยสารขนาดใหญ่ และรถยนต์ส่วนบุคคล มีผลทำให้ปริมาณก๊าซไม่เพียงพอบริการแก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังมีปัญหาสถานีบริการน้อย ไม่สมดุลกับรถยนต์ที่เข้าไปใช้บริการ ทำให้ต้องคอยเป็นเวลานาน ทำให้ผู้ขับแท็กซี่ต้องเติมก๊าซถึง 2 ครั้ง ต่อการขับ 1 กะ ทำให้ได้รับความเดือดร้อยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริง

 

กรณีดังกล่าวจึงน่าจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนผู้ประกอบอาชีพขับรถยนต์แท๊กซี่ ซี่งต้องหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ตลอดจนต้องชำระค่างวดรถยนต์ หากไม่สามารถนำรถยนต์ออกวิ่งรับผู้โดยสารได้ ก็จะทำให้ได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้พิจารณาถึงปัญหาที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับจากการบังคับใช้ข้อ 10 ของกฎกระทรวงดังกล่าวจึงเสนอขอแก้ไขโดยจะเลื่อนการบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ประกอบกับเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า หากศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ข้อ 10 ของกฎกระทรวงดังกล่าวไว้ก่อนในระหว่างการ พิจารณาคดีก็ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานหรือการบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง

จึงมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ข้อ 10 ของกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนที่จะทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2550 ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ที่มา.....เวปพันทิพย์

 

10 กรกฎาคม  2551 ไทยรัฐ

ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลางและสำนักงานศาลปกครอง กำหนดย้ายสถานที่ทำการจากเดิม คือ เลขที่ ๑๙๕ อาคารเอ็มไพร์ทาวเวอร์ ชั้น ๓๑ – ๓๗ และชั้น ๔๓ ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นเลขที่ ๑๒๐ หมู่ ๓ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป

ศ.ดร.อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด เปิดเผยว่าตามที่ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลาง ได้เปิดทำการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีสถานที่ตั้งและที่ทำการอยู่บนชั้น ๓๑–๓๗ และ ๔๓ ของอาคารเอ็มไพร์ทาวเวอร์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นมานั้น บัดนี้อาคารที่ทำการศาลปกครองแห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งของศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลางและสำนักงานศาลปกครอง โดยจะย้ายที่ทำการไปยังอาคารที่ทำการศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้การดำเนินการย้ายที่ทำการศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลาง และสำนักงานศาลปกครอง กระทบต่อการดำเนินงานด้านการพิจารณาพิพากษาคดีและการให้บริการประชาชน จึงได้กำหนดให้มีการขนย้ายวัสดุอุปกรณ์สำนักงานทั้งหมดในวันเสาร์และวันอาทิตย์เท่านั้น โดยหน่วยงานส่วนต่างๆ จะทยอยไปเปิดทำการและให้บริการ ณ สถานที่ทำการดังกล่าว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน จนครบสมบูรณ์พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ (ทั้งนี้ ส่วนงานรับฟ้องคดีและปรึกษาคดีปกครองจะยังคงให้บริการอย่างต่อเนื่องตามปกติ โดยจะให้บริการ ณ สถานที่ทำการปัจจุบันไปจนถึงวันศุกร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม และเปิดให้บริการ ณ สถานที่ทำการแห่งใหม่ในวันจันทร์ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑)

 

สำหรับอาคารที่ทำการศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะนั้น จะประกอบด้วยอาคาร ๒ หลัง ได้แก่ อาคารที่ทำการศาลปกครอง และอาคารรับรอง ซึ่งอาคารที่ทำการศาลปกครองเป็นอาคารสูง ๑๑ ชั้น และชั้นใต้ดิน ๒ ชั้น โดยเป็นสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นคลาสสิก รูปทรงสี่เหลี่ยม เรียบง่าย ลักษณะอาคารทั้งภายนอกภายในตลอดจนซุ้มประตูทางเข้าที่มีตราสัญลักษณ์ศาลปกครองจะมีความสมมาตรกัน เปรียบได้กับดุลพาหะที่แสดงถึง ความสมดุล เสมอภาค และเที่ยงธรรม ส่วนอาคารรับรอง ลักษณะอาคารเป็นอาคารทรงโคโลเนียล ด้านหน้าของอาคารรับรองประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอาคารดังกล่าวจะใช้เป็นสถานที่รับรองบุคคลสำคัญ รวมถึงจัดงานพิธีการสำคัญของศาลปกครอง

 

ทั้งนี้ ศ.ดร.อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวว่า อาคารที่ทำการศาลปกครองแห่งใหม่ ได้จัดโซนพื้นที่ไว้สำหรับบริการประชาชนตั้งแต่ชั้นใต้ดิน B1 ถึงชั้น ๓ ดังนี้

 

-  ชั้นใต้ดิน B1 เป็นที่ตั้งของห้องประชุมสัมมนาขนาดต่างๆ จำนวน ๔ ห้อง โรงอาหาร และห้องพิจารณาคดีจำลอง

-  ชั้น ๑ เป็นส่วนบริการประชาชน ประกอบด้วย งานรับฟ้อง และงานในด้านปรึกษาคดีปกครอง ห้องแถลงข่าวและรับรองสื่อมวลชน และห้องปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์

- ชั้น ๒ เป็นที่ตั้งของห้องไต่สวนขนาดต่างๆ จำนวน ๒๒ ห้อง ห้องพักพยาน จำนวน ๔ ห้อง ห้องสมุดกฎหมาย  มหาชน และห้องจดหมายเหตุ

- ชั้น ๓ เป็นที่ตั้งของห้องพิจารณาคดี จำนวน ๑๔ ห้อง ห้องพักพยานจำนวน ๘ ห้อง และห้องพักตุลาการก่อนการขึ้นบัลลังก์

 

ส่วนชั้น ๔ ถึงชั้น ๑๐ นั้น จัดให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของตุลาการศาลปกครองผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานศาลปกครอง โดยทุกโซนพื้นที่จะพร้อมเปิดดำเนินงานและให้บริการประชาชนตั้งแต่วันจันทร์ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป

 

ที่อยู่ใหม่ คือ เลขที่ ๑๒๐ หมู่ ๓ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่

กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐

วันเปิดที่ทำการแห่งใหม่ คือ วันจันทร์ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑

 

(หมายเลขโทรศัพท์ของสถานที่ทำการแห่งใหม่ อาคารศาลปกครอง

คือ ๐-๒๑๔๑-๑๑๑๑ จะเริ่มเปิดใช้บริการตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป)

หรือติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่สายด่วนศาลปกครอง ๑๓๕๕

 

สำนักงานศาลปกครองได้ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ เผยแพร่บทความ "คดีเอเอสทีวี" เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา

โดยระบุว่าบทความนี้ สำนักงานศาลปกครองได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551 คอลัมน์นิติปกครอง โดยนายมหาชน ซึ่งได้เท้าความถึงความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการยุติการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวีโดยอ้างว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานี เพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และเป็นสื่อที่ปลุกระดมมวลชน ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีได้ทำสัญญาเช่าใช้บริการโกลบแซ็ตกับบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) แต่กรมประชาสัมพันธ์เห็นว่า สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานีเพื่อแพร่ภาพออกอากาศ อันผิดกฎหมายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ จึงมีคำสั่งให้บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณแก่สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี

บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด และพวก ในฐานะผู้เสียหาย จึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองกลาง

และต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองให้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวสามารถออกอากาศได้ตามปกติในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด โดยเห็นว่า การกระทำของกรมประชาสัมพันธ์เป็นการกระทบเสรีภาพ ในการสื่อสาร และการสื่อความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญได้รับรองไว้


ต่อมาศาลปกครองกลางได้มีคำตัดสินในวันที่ 31 มกราคม 2551 สรุปความได้ว่า
กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจกรมประชาสัมพันธ์ในการสั่ง บริษัท กสท.ฯ ระงับสัญญาณของผู้ฟ้องคดีได้ จึงพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือของกรมประชาสัมพันธ์ที่ให้บริษัท กสท.ฯ ระงับการส่งสัญญาณแก่ผู้ฟ้องคดี และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีคือกรมประชาสัมพันธ์ ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด


อนึ่ง คอลัมน์นิติปกครองที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2551 ยังไม่ได้แจ้งผลการอุทธรณ์ ซึ่งสำนักงานศาลปกครองแจ้งเพิ่มเติมในเอกสารประชาสัมพันธ์ ที่เผยแพร่ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา

หลังจากผู้ถูกฟ้องคดี คือกับประชาสัมพันธ์กับพวกอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว ปรากฏว่า ในเวลาต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีคือกรมประชาสัมพันธ์กับพวกได้ร้องขอถอนอุทธรณ์คำพิพากษาฯ  ศาลปกครองสูงสุด จึงได้มีคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ อ.515/2551 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 อนุญาตให้ถอนอุทธรณ์คำพิพากษา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ถือว่าคดีความสิ้นสุดลง

คำสั่งองค์คณะผู้พิพากษาศาลแพ่งเจ้าของสำนวน ในคดีครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ยื่นฟ้อง กลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานละเมิด ขอให้ศาลมีคำสั่งขับไล่รื้อถอนเวทีพันธมิตร เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  

หมายเหตุ - เป็นคำสั่งองค์คณะผู้พิพากษาศาลแพ่งเจ้าของสำนวน ในคดีนางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร ครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม กับเพื่อนครู ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-10 ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กลุ่มแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานละเมิด ขอให้ศาลมีคำสั่งขับไล่รื้อถอนเวทีพันธมิตร เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน มีใจความสาระสำคัญดังนี้

 

ศาล พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสิบฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกรื้อถอนเวทีปราศรัย รวมทั้งขนย้ายสิ่งกีดขวางอื่นๆ ทั้งหมดที่ปิดกันบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลกออกไป โดยอ้างว่าจำเลยทั้งหกกับพวกร่วมชุมนุม ปิดถนนและตั้งเวทีปราศรัยประท้วงขับไล่รัฐบาลอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของ โจทก์ทั้งสิบและนักเรียนเพราะทำให้โจทก์ทั้งสิบและเด็กนักเรียนไม่สามารถใช้ ถนนได้ตามปกติ และเป็นการรบกวนการเรียนการสอนของโรงเรียนราชวินิตมัธยมเพราะจำเลยทั้งหกกับ พวกเปิดเพลง ปราศรัยถ่ายทอดเสียงผ่านเครื่องขยายเสียงที่ส่งเสียงดัง

 

แม้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำไม่ได้.." แต่บทบัญญัติในวรรคสองก็มีข้อยกเว้นไว้ว่า "..เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ.." ซึ่งหมายความว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และรัฐจะจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวมิได้ เว้นแต่เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ หากการชุมนุมนั้นทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือเกินความ คาดหมายไม่ว่าเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร

 

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญดัง กล่าวจึงบัญญัติยกเว้นไว้ในทำนองว่า ให้จำกัดเสรีภาพในการชุมนุมนั้นได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "การใช้สิทธิแห่งตนนั้นบุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" ขณะที่มาตรา 421 บัญญัติว่า "การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าย่อมเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย" และบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือ เกินความคาดหมายไม่ว่าเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร ย่อมชอบที่ดำเนินการเพื่อให้ความเสียหายหรือความเดือดร้อนนั้นสิ้นไปได้ ทั้งนี้ตาม ป.แพ่งฯ มาตรา 1337

 

ตามทางไต่สวนของโจทก์ทั้งสิบได้ความ ว่า จำเลยทั้งหกกับพวกชุมนุมปิดถนนพระราม 5 บริเวณแยกวัดเบญจมบพิตรและถนนพิษณุโลกตั้งแต่แยกนางเลิ้งจนถึงแยกพณิชยการ ซึ่งเป็นที่หรือถนนสาธารณะ ทำให้โจทก์ทั้งสิบและผู้ปกครอง และเด็กนักเรียนได้รับความเดือดร้อนเพราะรถยนต์โดยสารสาธารณะไม่สามารถใช้ เส้นทางดังกล่าวได้ รถยนต์โดยสารสาธารณะต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมไปทางอื่น ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนต้องลงรถยนต์โดยสารสาธารณะ ณ เส้นทางอื่นแล้วเดินมาที่โรงเรียนทำให้ไม่ได้รับความสะดวกตามปกติ

 

การ ที่จำเลยทั้งหกกับพวกชุมนุมปิดถนนและตั้งเวทีปราศรัย เห็นได้ว่าแม้จะเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเป็นการกระทำที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามที่กล่าวมา กรณีจึงมีเหตุผลอันสมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวมาใช้บังคับเพื่อคุ้มครอง ความสะดวกของโจทก์ทั้งสิบ รถยนต์โดยสารสาธารณะ และประชาชนสามารถผ่านไปมาได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 วรรคสอง

 

ส่วนที่โจทก์ทั้งสิบขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามไม่ให้จำเลยทั้งหก ปราศรัยด้วยถ้อยคำหยาบคายนั้น ตามทางไต่สวนของโจทก์ทั้งสิบไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหกกับพวกได้ปราศรัยด้วย ถ้อยคำหยาบคายใดอันเป็นการดูหมิ่นหรือเหยียดหยามโจทก์ทั้งสิบ ซึ่งหากจำเลยทั้งหกกับพวกกล่าวปราศรัยพาดพิงหรือบุคคลใด หากบุคคลนั้นเห็นว่าตนเองได้รับความเสียหาย เป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากไป

 

ส่วน ที่ขอให้จำเลยทั้งหกจัดการขยะและสิ่งปฏิกูลอย่างมีระบบนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งหกไม่ได้มีหน้าที่ในการจัดการขยะและสิ่งปฏิกูลดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวมาบังคับโดยห้ามมิให้จำเลยทั้งหก ปราศรัยด้วยถ้อยคำหยาบคายและจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลก่อนที่ศาลจะมีคำ พิพากษา

 

ในส่วนที่โจทก์ทั้งสิบขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยทั้งหกใช้ เครื่องขยายเสียงระหว่างเวลา 07.30-14.30 น. ศาลเห็นว่าตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าการใช้สิทธิแห่งตนนั้น บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริตและการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสีย หายแก่บุคคลอื่นหรือใช้สิทธิเกินส่วนที่ตนมีอยู่ ย่อมเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือเกิน ความคาดหมายไม่ว่าเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร ย่อมชอบที่ดำเนินการเพื่อให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นสิ้นไปได้

 

 

คดี นี้โจทก์ทั้งสิบเป็นข้าราชการกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งอาจารย์ครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ซึ่งตั้งอยู่ติดถนนพิษณุโลก แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กทม. ใกล้ๆ กับบริเวณที่จำเลยทั้งหกกับพวกชุมนุมปิดถนนและตั้งเวทีปราศรัยประท้วงขับไล่ รัฐบาล และตามทางไต่สวนของโจทก์ได้ความว่าจำเลยทั้งหกกับพวกเปิดเครื่องขยายเสียง ดังเป็นการรบกวนการเรียนการสอนของโรงเรียน ซึ่งจัดการเรียนการสอนในช่วงเวลาดังกล่าว

 

แม้การกระทำที่จำเลยทั้ง หกถูกฟ้องคดีนี้จะเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งหกกับพวกชุมนุมปิดถนนและตั้งเวที ปราศรัยประท้วงขับไล่รัฐบาล แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งหกกับพวกเปิดเครื่องขยายเสียงและปราศรัยบน เวทีผ่านเครื่องขยายเสียง การใช้เครื่องขยายเสียงจึงเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งเวที ปราศรัย เมื่อการใช้เครื่องขยายเสียงเป็นการรบกวนการเรียนการสอนของโจทก์ทั้งสิบ ของเด็กนักเรียน ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสิบได้รับความเดือดร้อนรำคาญ กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวมาใช้ในกรณีนี้เพื่อ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน หรือความเสียหายที่โจทก์ทั้งสิบ และเด็กนักเรียนได้รับต่อไป

 

อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 254(2) จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกกับพวกเปิดพื้นที่จราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้โจทก์ทั้งสิบ รถยนต์โดยสารสาธารณะ และประชาชนสามารถผ่านไปมาได้โดยสะดวก และห้ามมิให้จำเลยทั้งหกกับพวกใช้เครื่องขยายเสียงในลักษณะที่เป็นการรบกวน การเรียนการสอนของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ในวันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 07.30-16.30 น. ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้คำสั่งศาลนี้มีผลทันท

 

« Back