ยาม้า ยาบ้า ยาโง่??

 ปัญหายาเสพติดให้โทษ

วันนี้ ผมมานั่งอ่าน และเขียนเกี่ยวกับเรื่องยาบ้า เพราะหลังจาก ยาบ้า แสดงอิทธิฤทธิ์กับสังคมไทยอย่างไม่ปราณี ได้มีกฎหมายหลายฉบับออกมาต่อสู้กับยาบ้า ในด้านการป้องกันปราบปราม และฟื้นฟู  โดยเฉพาะ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2551

ปัญหายาเสพติด

ค่อนข้างยากที่จะหมดไปจากประเทศไทย โดยเฉพาะ "ยาบ้า" หากเปรียบเป็นโมเดลรถยนต์แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนรูปโฉมเลย นับแต่ปี 2533 เป็นต้นมา ยาบ้าอยู่คู่เป็นปัญหาในสังคมไทยตลอดมา ผมจำได้ดี ว่าที่ก่อนยาบ้าจะมีบทบาทเต็มที่ กาวน้ำยี่ห้อ 3k ถือเป็นยอดฮิตของกลุ่มวัยรุ่น เริ่มแรกทีเดียว ไม่มีกฎหมายจัดการกับพวกนี้ได้ เพราะเป็นกาวน้ำ ผลิตนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ใช้ปะยางรถจักรยาน จักรยานยนต์ แต่วัยรุ่นเอามาสูดดม ตรวจค้นพบก็ทำอะไรไม่ได้ จนทราบว่าบริษัทผู้ผลิตร่ำรวยมหาศาล และคงสงสัยว่า ทำไม ในประเทศไทยเราใช้จักรยาน จักรยานยนต์กันมากเป็นพิเศษ และถนนหนทางคงไม่ดี ยางเลยแตกบ่อย  บางคนก็ว่า สงสัยประเทศญี่ปุ่นแก้แค้นเมืองไทยเรา เพราะขณะที่ยาบ้า ไม่ค่อยฮิตในประเทศไทยเรา แต่ไปฮอตที่ประเทศญี่ปุ่นแทน และกล่าวหาว่า เอาไปจากไทยเรานั่นเอง จึงส่งกาว 3k มาแก้แค้น นี่คือถ้อยคำที่พูดกันเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว

แต่อยู่ ๆ ความนิยมเรื่องกาว ทินเน่อร์ แลกเกอร์ ก็หายไปเฉย ๆ กลายเป็นยาบ้าเข้ามาแทน บางคนไม่ทราบว่า ยาบ้า ก็ คือ ยาม้า สมัยนายเสนาะ เทียนทอง เป็น รมต.สาธารณสุข ได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ จาก ยาม้า มาเป็น ยาบ้า (ท่านคงภูมิใจที่เปลี่ยนชื่อได้สำเร็จ และว่า สถิติน่าจะลดลง เพราะ ใครเสพยาบ้า ต้องเป็นคนบ้า แน่นอน) แต่สถิติ ก็ไม่ลดลงตามที่ท่านคิดไว้ พอมาถึงสมัย นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ เป็น รมต.สาธารณะสุข ก็คิดอีก จะแก้ไข ยาบ้า ให้เป็น ยาโง่ เพราะคนโง่เท่านั้น จึงเสพยาบ้า แต่ไม่สำเร็จ เลยไม่ได้ใช้คำว่า ยาโง่ นี่หากสำเร็จ ป่านนี้ คงเรียกกันจนคุ้นปาก ว่า "ยาโง่"  รมต.คิดได้แค่เนี๊ยะ 

ความคิดเรื่อง ยาบ้า เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ใช้กันในหมู่คนขับรถบรรทุกโดยสาร และสิบล้อ เพื่อไม่ให้ง่วงนอน  แต่พอเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ก็โทษว่า คนขับกืนยาบ้า ทุกครั้ง แต่ในวงการผู้จำหน่ายสมัยนั้น กับแย้งว่า หากไม่กิน จะชนกันยิ่งกว่านี้ เอ้า ว่ากันไป ในหมู่นักศึกษา ผมมีเพื่อน ตอนสอบเขาจะกินยาบ้า 1 ขา เพื่อจะได้ดูหนังสือสอบได้นานขึ้น และเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ผิดกันสมัยนี้

คราวนี้ก็มาอ่านบทความต่าง ๆ เสริมความรู้ ตามที่ผมรวบรวมมาให้

 

กฎหมายยาเสพติดใหม่

วันนี้ทีมงานทนายคลายทุกข์  ได้สัมภาษณ์คุณชาติชาย  สุทธิกรม  ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  สำนักงาน ป.ป.ส.  เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รายละเอียดกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

 

ฉบับที่ 1 พรบ.ยาเสพติดให้โทษ  กม.ฉบับนี้คือกม.ที่บอกว่า  สิ่งใดบ้างเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย  โทษเป็นอย่างไร  เช่น  เฮโรอีน  ยาบ้า  เหล่านี้  กฎหมายกำหนดให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 1  โทษสูงมาก  สูงสุดถึงประหารชีวิต  กัญชา  เป็นยาเสพติดประเภทที่ 5  โทษอยู่ในอันดับที่ต่ำลงมา 

 

            ฉบับที่ 2  คือ พรบ.วัตถุที่ออกฤทธิ์กับจิตประสาท   กม.ฉบับนี้จะกำหนดว่า  วัตถุที่ออกฤทธิ์กับจิตประสาททั้งที่ขายได้  ในร้านขายยาและที่ขายไม่ได้มีอะไรบ้าง โทษของการฝ่าฝืนเป็นอย่างไร    ทั้งหมดจะเป็นกม. 2 ฉบับในเรื่องเกี่ยวกับตัวยาเสพติด 

 

ฉบับที่ 3  เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ส.  คือพรบ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519  ฉบับนี้เหมือนกับต้นกำเนิดของสำนักงาน ป.ป.ส.    เป็นกม.ที่ให้อำนาจกับเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.  เป็นอำนาจพิเศษในการสืบสวนสอบสวน  ตรวจค้นรวมถึงจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

 

ฉบับที่ 4  พรบ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534   กม.ฉบับนี้จะเน้นไปที่ บทบัญญัติที่ความผิดฐานสมคบและความผิดที่กระทำนอกราชอาณาจักร   จุดมุ่งหมายของการกำหนดฐานความผิดนี้ก็เพื่อจะให้มีมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดรายใหญ่หรือตัวนายทุน   ขณะเดียวกันกม.ฉบับนี้  บทบัญญัติเกี่ยวกับการยึดและอายัดทรัพย์สิน  ซึ่งให้อำนาจเลขาธิการ ป.ป.ส.และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน  ในการจะยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิด  ในคดียาเสพติด  ขบวนการยึดทรัพย์สิน  ก็จะดำเนินการไปในชั้นเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะยื่นต่อพนักงานอัยการ  ขอให้ริบทรัพย์สิน  ผู้ต้องหาหรือผู้กระทำความผิดต้องชี้แจงและนำสืบให้ได้ว่า  ทรัพย์สินไม่ได้มาจากการกระทำความผิด หรือไม่ได้ร่ำรวยมาจากการค้ายาเสพติด  ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้  กม.ก็สามารถให้ศาลมีอำนาจริบทรัพย์สิน  ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 

 

ฉบับที่ 5  พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  พ.ศ. 2542  กม.ฉบับนี้ออกมาเพื่อจะแก้จุดอ่อนของการริบทรัพย์สินตาม พรบ.มาตรการในการาปรามปราบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด  เนื่องจาก  พรบ.ฉบับนั้น  การริบทรัพย์สินผูกติดไปกับคดีอาญา  ถ้าหากคดีอาญาศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง  ทรัพย์สินทั้งหลายแม้จะเชื่อได้ว่ามาจากการค้ายาเสพติดก็ตาม  ก็จะถูกคืนทั้งสิ้น 

 

ขณะเดียวกัน  พรบ.ป้องกันปละปราบปรามการฟอกเงินนี้  มีวิธีการริบทรัพย์สินที่แตกต่างไปจากจดหมายฉบับก่อน  คือเป็นการริบทรัพย์ทางแพ่ง  จะไม่ผูกติดกับคดีอาญา  ที่เริ่มต้นมาด้วยกัน  โดยเจ้าของทรัพย์สินต้องพิสูจน์ได้ว่าเขาได้ทรัพย์สินนั้นมาจากการค้าที่สุจริตและถูกต้อง  มิฉะนั้นก็จะถูกริบเป็นของแผ่นดิน 

 

            พรบ.ที่ออกมาด้วยช่วงเวลาที่ต่างกัน  เพื่อต้องการให้เป็นประโยชน์ในการที่จะเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ  ทั้งนี้เนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นอาชญากรรม  ที่มีลักษณะเป็นองค์กรเครือข่ายการทำงานที่สลับซับซ้อน  มีการแบ่งแยกหน้าที่กันทำค่อนข้างชัดเจน มีการตัดตอนในแต่ละชั้นจากกันโดยไม่ให้ทั้งกระบวนการ  การที่เราจะเอาผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสูง ๆ มาลงโทษ  จะกระทำได้ยาก  การออกกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดในแต่ละช่วงเวลานั้น  มีจุดประสงค์ที่จะให้เราใช้กฎหมายเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพในการปราบปรามมากยิ่งขึ้น 

            และล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2551  สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านกฎหมายอีกฉบับหนึ่งเรียกว่า  พรบ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550  ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 6 เดือนนับแต่เดือนมกราคม คือจะผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2551  โดยสาระสำคัญหลัก ๆ  จะกำหนดให้มีวิธีการสืบสวนแบบพิเศษ  โดยต้องมีวิธีการและเทคนิคในการควบคุมขบวนการสอบสวนพิเศษ  อย่างเคร่งครัด

 

สามารถจะรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับยาเสพติดได้อย่างมีปะสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ในขณะเดียวกันกม.ก็จะบัญญัติให้การดำเนินคดีในชั้นศาลนั้น   มี  2  ชั้นหรือชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์  จำเลยอาจจะขอฎีกาได้  ถ้าศาลฎีกาอนุญาต  แต่ปกติเมื่อถึงศาลอุทธรณ์ก็จะเป็นการสิ้นสุดของการพิจารณาคดี  โดยวัตถุประสงค์ก็คือ  เพื่อให้การพิจารณาเสร็จรวดเร็ว

 

การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด

improve narcotic law.pdf (165.79 KB 01.10.2008 13:46 

 

จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย

sale.pdf (1.80 MB 01.10.2008 13:50)

 

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550

procedurel.pdf (82.83 KB 01.10.2008 16:25)

 

 

 

                                ฯลฯ ได้นำเรียนที่ประชุมให้ทราบว่าได้มี พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2551 จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 15 ก.ค.2551 ผลของ พ.ร.บ.นี้ ในมาตรา 3 ระบุว่า “บทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาใดซึ่งพระราชบัญญัตินี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง หรือกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้”  ผลจากมาตรานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ควบคุมผู้ถูกจับกุมเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 14(3) ไว้ เพื่อทำการสอบสวนได้เป็นเวลาไม่เกิน 3 วัน  ก่อนส่งผู้ถูกจับให้พนักงานสอบสวนได้อยู่หรือไม่

โดยเดิมตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 มาตรา 15 ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีอำนาจควบคุมผู้ถูกจับตามมาตรา 14(3) ไว้เพื่อการสอบสวนได้เป็นเวลาไม่เกิน 3 วัน โดยมิให้ถือว่าเป็นการควบคุมผู้ถูกจับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 84 และคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ได้ตอบข้อหารือว่าเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ สามารถควบคุมได้ 3 วัน ก่อนส่ง พงส. ตาม ป.วิ.อาญา

 

แต่เมื่อมี พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 จะมีผลในวันที่ 15 ก.ค.2551 ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นในมาตรา 3 เห็นว่าเรื่องการจับ การควบคุมเป็นส่วนของกฎหมายวิธีสบัญญัติและไม่ได้กำหนดให้อำนาจการควบคุมผู้ถูกจับไว้ใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดเป็นพิเศษ จึงต้องบังคับไปตาม ป.วิ.อาญา ซึ่งใน ป.วิ.อาญา มาตรา 84 กำหนดให้ เอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยทันที ผู้จับกุมไม่มีอำนาจควบคุมตัวไว้เพื่อทำการสอบสวนได้เป็นเวลาไม่เกิน 3 วันอีกต่อไป

ในเรื่องนี้ได้หารืออย่างไม่เป็นทางการไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าไม่มีอำนาจควบคุมแล้ว

 

 1 มิถุนายน 2554

 

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 31 พ.ค. ที่บริเวณห้องประชุมชั้น 1 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาแก๊งค้ายาบ้าเป็นหญิงจำนวน 3 คน มาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน พร้อมของกลางยาบ้า  จำนวนกว่า 3 พันเม็ด เงินสดกว่า 1 แสนบาท สร้อยทองคำ 2 เส้น อาวุธปืนพกสั้น 1 กระบอกสมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม ยอดเงินกว่า 4 แสนบาท โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และรถยนต์กระบะอีก 1 คัน

 

พล.ต.ต.โชต วีระเดชกำแหง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี แถลงข่าว จับกุมผู้ต้องหาค้ายาบ้าเป็นหญิง 3 คน จับกุมได้ที่บ้านหนองแกประชาสรรค์ หมู่ 13 ต.หนองปลาไหล อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี โดยขบวนการดังกล่าวจะใช้รถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีดำ หมายเลขทะเบียน สร 4897 กทม นำยาบ้ามาส่งให้กับผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ ทราบชื่อนาง อิสรา โพธิ์งาม อายุ 37 ปี ,น.ส.จอย มิ่งงาม อายุ 39 ปี และนางกรรณิการ์ สุวรรณสีร์ อายุ 28 ปี

จาการตรวจค้นภายในบ้านเช่าพบยาบ้าบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้านับได้ทั้งหมด จำนวน 3,909 เม็ด อาวุธปืนพกสั้นแบบออโตเมติก ขนาด 7.65 มม.หมายเลขทะเบียน กจ.3/16163 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน จำนวน 5 นัด และพบเงินสดเก็บไว้ในกระเป๋าแบบคาดเอวนับได้ จำนวน 183,180 บาท
นอกจากนี้ยังสมุดบัญชีฝากเงิน 2 เล่มมีเงินหมุนเวียน รวม 492,728.35 บาท มีนางอิสรา โพธิ์งาม เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารทั้ง 2 เล่มโดยพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีต่อวันหลายครั้งครั้งละหลายหมื่นบาทเจ้าหน้าที่จึงยึดยาบ้าและของกลางทั้งหมดเอาไว้เพื่อตรวจสอบรวมทั้งรถยนต์กระบะ 4 ประตูของผู้ต้องหาด้วย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างแถลงข่าวน.ส.จอย มิ่งงาม และนางกรรณิการ์ สุวรรณสีร์ ต่างนั่งร้องไห้น้ำตาคลออยู่ตลอดเวลาโดยยอมรับว่าเสพยาบ้าจริงแต่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับยาบ้าและเงินสดจำนวนดังกล่าว ซึ่งต่างจากนางอิสรา โพธิ์งาม ที่มีสีหน้าที่นิ่งเฉยไม่มีอาการสะทกสะท้านแต่อย่างใด เพียงแต่บอกว่ามีอาชีพขายผลไม้ตามตลาดนัดทั่วไป

« Back