ซุ้มมือปืนรับจ้าง


พ.ต.ท.อภิณ์รัตน์  สารากรบริรักษ์

16 พฤษภาคม 2554

ในวงการอาชญากรรม พบว่า สตช.กำลังเร่งรัดปราบปรามบรรดามือปืนรับจ้าง ทั้งที่เป็นอาชีพ และที่สมัครเล่น หรือมือใหม่แต่ใจถึง เนื่องจากใกล้ฤดูการเลืกตั้ง วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 บรรดามือปืน ต่างเตรียมตัว รับงาน ขุด ทำความสะอาดปืนหลังจากที่ว่างงานมานานพอสมควร โดยเฉพาะในการแข่งขันเพื่อเข้าสภาผู้แทนราษฎร เพราะการเลือกตั้ง 54 ครั้งนี้ ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา ต้องชนะ แพ้ไม่ได้ ฝ่ายรัฐบาลเดิมก็อยากเข้ามาอีก เพราะหากนิ่งดูดาย ปล่อยให้ฝ่ายค้านเข้ามา ได้เป็นรัฐบาล จะต้องมีการทบทวนและตรวจสอบ ถูกเช็คบิลติดคุกกันระนาวและถ้วนหน้า

แฟ้มนักฆ่า

เรื่องของมือปืนรับจ้าง มีมานานแล้ว  มือปืนรับจ้างของประเทศไทย ไม่เหมือนกับต่างประเทศ เหนี่ยวไกได้ ใจถึง ก็เป็นมือปืนได้แล้ว ไม่ใช่ไปยิงปืนแข่งขันเอาเข็ม ประกาศนียบัตร หรือเอาโล่  ยิ่งดักยิง ยิ่งง่ายใหญ่ ปัจจุบันอาวุธปืนก็มีคุณภาพ ยิงระยะประชิด ขอให้ถูก โอกาสรอดไม่มี นอกจากนี้ ยังมีการวางแผน ขั้นตอน และโอกาสลงมือ มีการศึกษา สะกดรอยล่วงหน้า ว่าเป้าหมายไปที่ใด เวลาใด ใช้เส้นทางใด เป็นประจำหรือไม่ ขับรถเอง หรือมีคนขับ หากนั่ง นั่งด้านไหน? มีรถนำ รถตาม รถเปลี่ยน รถสนับสนุน การสร้างพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อเบี่ยงเบนการทำงานของตำรวจ รวมทั้งเอนตี้นิติวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้ตำรวจไขว้เขวเดินผิดทางมาแล้ว หลังจากยิงแล้ว จะต้องทำอย่างไร หลบหนีไปที่ใด ทำลายหลักฐานอย่างไรบ้าง หากถูกจับ จะให้การอย่างไร จะซัดทอดหรือไม่  ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ

               มือปืนรับจ้าง บางครั้งไม่รู้จักเป้าหมายด้วยซ้ำไป มีคนชี้เป้า มีรูปภาพ ทะเบียนรถ ทะเบียนบ้าน ที่สำคัญ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เช่น ขณะที่ผมรับราชการอยู่ที่ สภ.ชัยบาดาล ลพบุรี มือปืนแขกบุกยิงถล่มปั้มน้ำมันของเสี่ยงัก ยิงสู้กันแบบในหนังฮ่องกง  จนกระสุนหมด ขับรถหลบหนี เข้าป่า ทิ้งรถกระบะไว้ ในรถมีนามบัตรทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครองใหญ่ ๆ ทั้งนั้น ที่สำคัญ พบสำเนาภาพถ่ายทางทะเบียนราษฎร์ ภาพเสี่ยงักชัดเจน เพื่อยิงไม่ผิดตัว เป็นต้น 

               สตช.ได้ทำปฎิทินหมายจับมือปืนรับจ้าง ที่ต้องการตัว รูปภาพไม่อัพเดท บางภาพนานนับสิบปี เช่น นายสมพิศ แสงหิรัญ มือปืนยิง สารวัตรสืบสวน ภ.จว.อ่างทอง ตายในวัด และหากมีการติดตาม ตรวจค้น ตรวจสอบ เชื่อว่าภาพผู้ต้องหาจะเป็นปัจจุบันมากกว่านี้ และมือปืนรับจ้างที่ปรากฎ อายุจะค่อนข้างมาก เหมือนมือปืนสมัยมหาโจรตี๋ใหญ่เสียมากกว่า

               มือปืนสมัครเล่นมีจำนวนมาก ไม่ยึดถือเป็นอาชีพ จะทำงานเป็นครั้งเป็นคราว พวกนี้จะไม่ปรากฎในบัญชีหรือสาระบบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาจเป็น เป็นอดีตข้าราชการทหาร หรือตำรวจ ที่หน้าฉากเป็นคนเรียบร้อย ความประพฤติดี มีหน้ามีตาในสังคม ที่สำคัญ หากเป็นมือปืนที่มีความรู้ โอกาสที่จะถูกขึ้นบัญชี แทบไม่มีเลย ที่สำคัญ การทำงานคนเดียว ไม่มีโอกาสพลาด ประกอบกับ การจ้างวานใช้ ไม่เหมือนอดีต มือถึงมือ ปัจจุบันมีการว่าจ้างกันหลายทอด และมีการตัดตอน วงการมือปืนรับจ้าง ก็พัฒนาตามโลกาภิวัตน์เช่นกัน ไร้พรมแดน เหมือนซื้อยาบ้า ปราบกันมาเกือบ 30 ปี ก็งั้น ๆ ที่จะมาส่งกันกับมือไม่มีทาง เงินที่หนึ่ง สินค้าอยู่อีกที่หนึ่ง

               ยังไงก็ไม่ถึงผู้จ้างวานใช้ นอกจากนี้ แค่คำซัดทอดของผู้ต้องหา หากไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบแน่นหนา ผู้ต้องหากลับคำ ผู้จ้างวานใช้มักหลุดในที่สุด

               เป้าหมาย เป้ากระสุน

               คนมีเรื่องกัน เอาปืนมายิงกัน ไม่ใช่มือปืนรับจ้าง เป้ากระสุนของมือปืนรับจ้าง ส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องที่ขัดแย้ง ขัดผลประโยชน์กัน และเรื่องแข่งขันการเมืองระดับท้องถิ่น และระดับชาติ รวมทั้งการฆ่าล้างแค้นกลับไปกลับมา แต่ก่อน ก็ยิงพวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน หลังจากมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ เทศบาล  อบต.ไปถึง อบจ. ผลประโชน์มหาศาลในการจัดเก็บภาษี และรายได้ รวมทั้งงบประมาณต่าง ๆ เป้าหมายกระสุน จึงเปลี่ยนมาเป็นพวก นายก อบต. อบจ. นายกเทศมนตรี แทน จึงไม่แปลกอะไร ที่นับแต่มี อบต. เป็นต้นมา นายก รองนายกฯ ถูกกระสุนปืนตายไปมากเท่าไหร่แล้ว ลองสำรวจกันทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ตายสนิท ลอบยิงหลายครั้งกว่าจะสำเร็จ เช่น ยิงนายก อบต.แพรกษาใหม่ ปากน้ำสมุทรปราการ  


                       มือปืนรับจ้าง เป็นใคร ? หลังก่อเหตุแล้วหนีไปไหน?

                มีทั้งที่ประกอบอาชีพรับจ้างโดยตรง มีทั้งทำเพราะความจำเป็น ขัดสนเรื่องเงินทอง มีทั้งทำเพราะทดแทนบุญคุณ แล ะก็มีทั้งคนในเครื่องแบบ หรือคนมีสี มากมายที่ดูฉาบฉวย เป็นคนดี จิตใจอ่อนโยน หลายคนถามว่า หลังจากลงมือ กระทำการเป็นมือปืนแล้ว ทำไมตำรวจ จับไม่ได้ บางครั้งมีหมายจับ ประวัติ ภาพถ่าย ภูมิลำเนา ญาติพี่น้อง การเข้าใช้บริการของรัฐ เอกชน มือปืนที่มีสีก็กลับเข้าทำงานในกรมกอง  ทำงานตามปกติ มือปืนอาชีพ ก็หลบหนีเข้าป่าเข้าดงไป เข้าไปพักพิงรับใช้ผู้มีอิทธิพล มีสถานที่หลบซ่อนตัว คดีดังตำรวจก็ตามกัดไม่ปล่อย คดีไม่ดัง ก็ไม่เร่งรัดติดตามสักเท่าไร ยิ่งหากสรุปว่าคนตายมีประวัติ ความประพฤติไม่ดี ไม่เรียบร้อย หรือค้ายา ก็เป็นการสมควร.... มือปืนก็นอนรอให้หมดอายุความอาญาไป มือปืนกิ๊กก๊อกหน่อย ก็หนีไปบวชเป็นพระก็มี หรือไปอยู่สำนักปฎิบัติธรรมที่ห่างไกลสักระยะ บางคนต้องการเซฟตัวเอง หลังจากทำผิดอุกฉกรรจ์ ก็ทำเรื่องใส่ตัว ยอมกระทำผิดอีก ยอมถูกจับ เข้าเรือนจำ ไม่ประกันตัวก็มี ยอมติดคุกระยะสั้น ๆ และเพราะปลอดภัยดี ใครตามหาก็ไม่พบ นึกว่าตายไปแล้ว บ้างก็เปลี่ยนชื่อเสียงนามสกุลหลายครั้ง ย้ายทะเบียนราษฎร์ไปมาจนตามหาไม่พบ บ้างก็แปลงโฉมแปลงหน้าตาใหม่  แม้กระทั่งแจ้งตาย เผาไปแล้วก็เคยมี  คติประจำใจมือปืน คือไว้ใจใครไม่ได้ แม้กระทั่งพ่อแม่ ลูกเมีย พี่น้อง คนสนิท เพื่อนรัก หากทำงานคนเดียวโอกาสถูกจับยากครับ ไม่มีใครรู้เห็น หรือซัดทอดได้เลย 

                          สมัยหนึ่ง การรับจ้างฆ่าคน ไม่จำเป็นจะต้องใช้ปืนยิงให้เรื่องราวดังใหญ่โต เพราะต้องการให้เป้าหมาย ตายเท่านั้น มือปืนอาจใช้วิธีการอื่นก็ได้ เช่นใช้รถบรรทุกชน  โดยเจตนาฆ่าให้ตาย แต่ผลทางคดีเป็นเรื่องกระทำโดยประมาทเท่านั้น โทษต่างกันลิบลับ

                           "มือปืน" ก็คือมือปืนวันยังค่ำ ติดคุก ออกมา ใครจะจ้างทำงาน ประวัติใบแดงแจ้งโทษก็มีประจำตัว ก็รับจ้างฆ่าคนอีก มือก็เปื้อนเลือดผีสิงแล้ว พวกมือปืนรับจ้างให้มองดูนัยตาให้ดี ๆ จะไม่มีแสงประกาย แต่เป็นนัยตาที่แห้ง และดุร้าย มือปืนมักทำงานนอกพื้นที่ หรือไกลบ้านเกิดของตัวเอง ยิ่งไกล ยิ่งดี ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ฟังข่าวตำรวจ

                   ปัจจุบัน มือปืนจากการค้ายาบ้า มีจำนวนมาก ทั้งผู้ค้า ผู้คุ้มกัน สังเกตุจากการจับกุมยาบ้า มีการต่อสู้ตำรวจ หรือตรวจค้นพบอาวุธปืนพร้อมยาบ้าเสมอ ๆ พวกนี้มีเงิน มีเงินมากพอที่จะซื้อปืนใหม่ ๆ ดี ๆ มีประสิทธิภาพ มีเงินซื้อกระสุนปืนมาซ้อมยิงในป่าเชิงเขา ไม่มีสนามทดสอบแข่งยิงแม่น แต่พวกนี้มีความชำนาญในการใช้ ส่วนตำรวจเงินเดือนน้อย ติดลบ ไม่มีปัญญาซื้อแม้กระทั่งลูกซ้อมมาซ้อมยิงปืน แถมปืนก็เก่าสุด ๆ  ที่สำคัญเป็นข่าวบ่อยครั้ง ตำรวจยิงคนร้าย ไม่ถูก หลบหนีไปได้ พบรอยเลือดหยดเป็นทาง แสดงว่าถูก แต่ไม่ตาย เวลาคนร้ายยิงตำรวจแม่นยังกะจับกวาง ไม่รอด กระสุนเข้าที่สำคัญหมด  เป็นต้น

 

 

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า...... แฟ้มนักฆ่า

พล.ต.อ. ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ10 แถลงข่าวเปิดเผยรายชื่อ 50 มือปืนรับจ้าง ที่อยู่ในหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สืบเนื่องจากตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการตั้งศูนย์บริการเหตุการณ์ร้ายแรง อีกทั้งขณะนี้ยังเริ่มเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งมีความรุนแรงทางการเมืองสูง โดยได้เน้นย้ำให้ผู้บัญชาการแต่ละพื้นที่ ไปจนถึงระดับปฏิบัติการดูแลเข้มมือปืนในพื้นที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด และให้ลงพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เรียกคู่กรณีเข้ามาทำความเข้าใจกัน เพื่อลดความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิบัติการทั้งในเชิงรุกและเชิงลึก

           ทั้งนี้ สตช. ได้ตั้งรางวัลนำจับทั้ง 50 รายชื่อมือปืนรับจ้างไว้ คนละ 100,000 บาท สำหรับประชาชนผู้ที่แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การนำจับ โดยทาง สตช. ย้ำว่า จะพยายามให้เกิดความรุนแรงน้อยที่สุดในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สตช. ก็ได้ให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูงเป็นพิเศษ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนั้น ไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้ว่า เป็นพื้นที่ใดบ้าง

           ขณะที่ พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเพิ่มเติมภายหลังจากที่มีการแถลงข่าวเปิดเผยรายชื่อ พร้อมใบหน้า 50 มือปืนรับจ้าง ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการตัวมากที่สุด โดยจาก 50 มือปืนนั้น มี 2 ราย ซึ่งเป็นมือปืนในลำดับ 13 คือ จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา และลำดับที่ 14 ส.อ.สมชาย บุญนาค ที่ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา บริเวณหน้าวัดเอี่ยมวรนุช

 

วันนี้ (14 ก.ค.52) ภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดีคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ ได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย เป็นนายทหารชั้นประทวน สังกัดศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี ทราบเบื้องต้น ชื่อ ปัญญา และนายตำรวจระดับชั้นประทวนสังกัด บช.ปส.ชื่อ วุฒิ ไม่ทราบนามสกุล เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีนั้น
       
       สำหรับนายตำรวจชั้นประทวนที่ถูกออกหมายจับนั้น ทราบเบื้องต้นชื่อ ส.ต.ท.วีระวุฒิ มุ่งสันติ สังกัดศูนย์การข่าว กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

พลิกแฟ้มประวัติ "จ.ส.อ.ปัญญา" นักรบแถวหน้า ทีมอารักขานายกฯ (คมชัดลึก)

       
   ชื่อของ จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา นายทหารสังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) เป็นที่กล่าวขวัญในชั่วข้ามคืน หลังจากเขากลายเป็นผู้ต้องหาร่วมในคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

แม้ชื่ออาจจะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทว่า ประวัติของเขากลับโลดโผนยิ่งนัก เพราะเขาเคยผ่านหลักสูตรที่ถือว่าโหด-หินของกองทัพมาแล้วแทบทั้งสิ้น ทั้งยังเคยเป็นหนึ่งในทีม รปภ.ของนายกรัฐมนตรี มาแล้วหลายคนด้วย !!!

          พลิกแฟ้มประวัติคร่าวๆ พบว่า จ.ส.อ.ปัญญา เป็นนักเรียนนายสิบรุ่นที่ 19 เหล่าสารวัตรทหาร แต่นั่นเป็นเพียงบันไดขั้นต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นเขาก็ผ่านหลักสูตรของกองทัพมาแล้วอย่างน้อย 2 หลักสูตรสำคัญ

         
หลักสูตรแรก แน่นอนว่า จะต้องเป็นหลักสูตรการรบแบบจู่โจมของทหารรบพิเศษทั่วไป แต่หลักสูตรต่อมากลับน่าทึ่งยิ่งกว่านั้น คือ หลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือ "ซีล" หรือ "มนุษย์กบ" ซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่า เป็นหลักสูตรที่โหด และน้อยคนนักที่จะหักด่านฝ่าไปได้

          จ.ส.อ.ปัญญา ยังมีความชำนาญด้านการใช้อาวุธปืนทุกชนิด รวมทั้งการใช้ "วัตถุระเบิด" ทั้งยังเคยผ่านการทำงานด้านการ "ต่อต้านการก่อการร้ายสากล" มาแล้วอีกด้วย

          ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น คือ จ.ส.อ.ปัญญา เคยเป็นหนึ่งในทีมรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี และนายทหารระดับสูงหลายราย เช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร สมัยที่เป็น รมว.กลาโหม เป็นต้น

          แฟ้มประวัติในทางลับยังพบว่า เขายังมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับนายทหารบางนายที่พัวพันในคดี "คาร์บอมบ์" ลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย

          แหล่งข่าวใน นสศ. เผยว่า จ.ส.อ.ปัญญา มักจะไม่ได้ทำงานในหน่วยที่ตนเองสังกัดมากนัก แต่จะติดตามนายทหารระดับชั้นนายพล ซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ มากกว่า

          นอกจากนี้ เขายังเป็นลูกน้องคนสนิทของนายทหารยศ "พันเอก" นายหนึ่ง ซึ่งทำงานด้านต่อต้านการก่อการร้ายสากล และขณะนี้ได้มาช่วยราชการอยู่ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ด้วย

         
ขณะที่แหล่งข่าวในกรมทหารพรานที่ 44 ปฏิเสธว่า ไม่เคยรู้จักกับ จ.ส.อ.ปัญญาเป็นการส่วนตัว เพียงแต่เจ้าตัวมาขอตำแหน่ง "จ่า" เพื่อบรรจุลงในหน่วยเท่านั้น โดยทางหน่วยก็จ่ายเบี้ยเลี้ยงวันละ 180 บาท ให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานผู้บังคับบัญชา กอ.รมน ภาค 4

          พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ยอมรับว่า จ.ส.อ.ปัญญา มาช่วยราชการ กอ.รมน.ภาค 4 จริง แต่ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ส่งตัวให้ต้นสังกัดเดิม คือ นสศ. แล้วเพื่อประสานให้ตำรวจรับตัวไปดำเนินคดี

          พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร (ผบ.พตท.) กล่าวจากการตรวจสอบพบว่า จ.ส.อ.ปัญญา เป็นกำลังพลของ นสศ. ที่มาช่วยราชการในพื้นที่จริง แต่ขณะนี้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เพราะได้ลาพักผ่อนไปก่อนหน้านี้

ส.อ.สมชาย (หรือบู่) บุญนาค ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหลักฐานชัดเจนว่า เป็นมือลั่นไกยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และถูกออกหมายจับเป็นรายที่ 3 ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจากส่วนกลางและของจังหวัดลพบุรี ต่างออกหาข่าวและติดตามล่าตัวอย่างกระชันชิด เนื่องจากยังมั่นใจว่าตัวส.อ.สมชาย ยังกบดานอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดลพบุรี และยังไม่ออกจากพื้นที่

โดยคาดว่าน่าอยู่ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งของ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เนื่องจากหน่วยขึ้นตรงของหน่วยบัญชาการมีหลายกรม จึงเป็นแหล่งกบดานที่ดีที่สุด

แหล่งข่าวจากกรมรบพิเศษที่ 3 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กล่าวว่า ส.อ.สมชาย(บู่) บุญนาค อายุ 44 ปี เดิมสังกัดหน่วยเฉพาะกิจ 90 หรือ ฉก.90 ซึ่งอยู่หน่วยเดียวกันกับ จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหลา หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับคดียิงนายสนธิไปก่อนหน้านี้ และอยู่ระหว่าการหลบหนี

โดยก่อนจะถูกย้ายมาที่กองร้อยกองบังคับการกรมรบพิเศษที่ 3 กองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี ทำงานไม่นานก็ไปช่วยราชการที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน.

ขณะที่กลุ่มเพื่อนที่เคยร่วมงานกับส.อ.สมชายที่ทำ งานอยู่กองพลรบที่เศษที่ 3 บอกว่า หลังจากส.อ.สมชาย ย้ายออกจากชุด ฉก.90 ก็ขาดการติดต่อกัน และไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

โดย ส.อ.สมชาย ปกติเป็นคนที่เงียบขรึมไม่ค่อยชอบพูด เพื่อนฝูงมีไม่มาก แต่เป็นคนทำงานดี มีฝีมือคนหนึ่งของหน่วยรบพิเศษ และ เพิ่งเรียนจบหลักสูตรรบพิเศษของกองทัพบกมาเมื่อไม่นานนี้เอง ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีผู้พบเห็นส.อ.สมชายอีกเลย ในกรมรบพิเศษที่3 จ.ลพบุรีและรวมทั้งลูกเมียของ ส.อ.สมชาย ด้วย

ขณะที่บรรยากาศที่บ้าน พักนายสิบของกรมรบพิเศษ 3 กองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณจังหวัดลพบุรีบรรยากาศเงียบเหงา ที่ประตูบ้านพักมีกุญแจล็อกตายตัวอยู่ โดยเพื่อบ้านบอกว่าห้องพักห้องนี้ไม่มีใครอยู่นานหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะมีการออกหมายจับ จ.ส.อ.ปัญญาและส.อ.สมชาย จึงไม่มีใครทราบว่า ส.อ.สมชาย หนีไปอยู่ที่ใด

ผู้สื่อข่าวเองพยายามโทรศัพท์ติดต่อผู้ บังคับบัญชาต้นสังกัดส.อ.สมชาย บุญนาค จากกรมรบพิเศษที่ 3 แต่ถูกปฎิเสธที่จะให้เข้าพบและให้ข่าว เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยบอกเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับหน่วย ก็ให้ว่าไปตามกฏหมายเป็นผู้ดำเนินการ

นอกจากนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังได้มีการจับตามือปืนใหม่ที่เกิดขึ้น โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดทำบัญชีรายชื่อมือปืนทั้งหมดจำนวน 126 คน ซึ่งสามารถจับกุมได้แล้ว 24 คน และได้ตั้งรางวัลนำจับรายละ 100,000 บาท ให้กับประชาชนที่แจ้งเบาะแส จนสามารถจับกุมมือปืนรายสำคัญ จำนวน 50 รายได

แกะรอยมือปืน ผู้จัดการ

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าวงการมือปืนจะเกี่ยวข้อง และโยงใยกับผู้มีอิทธิพลในวงการต่าง ๆทั้งธุรกิจ การเมืองกีฬา หรือแม้แต่บันเทิง นายตำรวจท่าหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้สมัย มิตร ชัยบัญชา กับเพชรา เชาวราษฎร์ ยังเป็นคู่พระคู่นางครองใจผู้คนนั้น ผู้มีอิทธิพลรายหนึ่งต้องการจะสร้างหนังของตนเอง จึงไปติดต่อให้ทั้ง 2 ดาราหนังให้มาแสดง เพราะการได้มาซึ่งดาราคู่ขวัญ นั่นหมายถึงการไม่ต้องลงทุนควักกระเป๋าของตัวเองเลย ด้วยบรรดาสายหนังจะวิ่งนำเงินมาให้สร้าง
       
       พอถึงเวลาที่ 'ขาใหญ่' เดินทางมาติดต่อเพื่อขอ 'คิว' ในการถ่ายทำ ปรากฏว่าทั้งคู่ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าไม่มีเวลา ทำให้ 'ขาใหญ่' ไม่พอใจ เลยตบไปยังกระเป๋ากางเกงที่มีปืนอยู่ ทำนองว่าถ้าไม่ได้คิวก็จะได้ลูกปืนเป็นการตอบแทน การณ์เลยกลายเป็นว่าทั้งคู่ต้องจำยอมขาใหญ่รายนั้น
       
       หรือแม้แต่การประมูลโรงหนังลิโด หรือสยาม ในสมัยก่อน ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ เพราะหากไม่มีอิทธิพลก็ไม่มีสิทธิที่จะได้บริหารโรงภาพยนตร์ ดังกรณี 'ตันสัจจา' ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน
       
       หากมองพัฒนาการของมือปืนในสมัยก่อนกับปัจจุบัน นายตำรวจระดับบิ๊กรายหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า มือปืนในปัจจุบันถือว่าอุกอาจกว่าในสมัยก่อนมาก สมัยก่อนมือปืนในเมืองหลวงไม่ค่อยใช้อาวุธสงคราม หรืออาวุธหนักเหมือนในปัจจุบัน แต่ก่อนใช้ .38 ยิงก็นับว่าหรูแล้ว อย่างซุ้มมือปืนแถวอยุธยา อ่างทอง ส่วนใหญ่ใช้อาวุธทำเอง เพียงแต่จำนวนของคดีที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนอาจผิดกับสมัยนี้ลิบลับ
       
       'ตอนที่รับราชการในตำรวจนครบาล มีคดีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2516-2520 จะมีมือปืนรับจ้างยิงกันในยุคนั้นในกรุงเทพฯ ยิงกันแบบวันเว้นวัน ใช้วิธีการติดตามเหยื่อ และยิงตอนติดไฟแดง อาวุธที่ใช้ก็มีลูกซอง .38 บ้าง หรือ 11 มม. บ้าง ในยุคนั้นที่เกิดขึ้นเราจับไม่ค่อยได้ ในสมัยนั้นเป็นพวกมาเฟียที่สร้างอิทธิพลในกรุงเทพฯ เพื่อผลประโยชน์'
       
       จากการที่ตำรวจจับบรรดามือปืนไม่ได้นั่นเองจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ มือสังหารในช่วงเวลานั้นมีมากมาย เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่เชื่อว่าจำนวนมือปืนน่าจะลดลงไปมาก จากการที่ตำรวจเอาจริงเอาจัง ด้วยการตั้งทีมล่าสังหารมือปืนรับจ้างขึ้น การจัดการสายตรวจในเขตนครบาลเริ่มดีขึ้น ทำให้จำนวนมือปืนในเขตกรุงเทพฯลดลงไปเรื่อยๆ แม้ว่าคดีที่เกิดขึ้นจากการรับจ้างฆ่าจะไม่ได้ลดลงไปก็ตาม
       
       'คดีเกิดจากมือปืนมีปริมาณมากขึ้นต่างหาก จึงทำให้รู้สึกว่า มือปืนมีจำนวนมากขึ้น อีกทั้งการที่กระบวนการยุติธรรมล่าช้าจึงทำให้ดูเหมือนคดีไม่ค่อยลดลง มีการศึกษากรณีจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงมีการยิงฆ่ากันมากขึ้น พบว่าสาเหตุมาจากระบวนการยุติธรรมล่าช้า หรือบางกรณีไม่ให้ความเป็นธรรม จึงตัดสินกันด้วยวิธีนี้ หรือบางกรณีมือปืนพ้นโทษความผิดเร็ว เพราะมีเงินวิ่งเต้นสู้อุทธรณ์สู้คดี จึงทำไม่ให้เกิดเข็ดหลาบ'
       
       สำหรับประเภทมือปืนในปัจจุบัน หากจัดแบ่งตามหน้าที่หลักดังนี้ 1. มือปืนพวกคุมบ่อนการพนัน 2. มือปืนคุม เส้นทางยาเสพติด 3. มือปืนดูแลเส้นทางสินค้าเถื่อน 4.มือปืนดูแลเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อน 5. มือปืนรับจ้างทั่วไป รับงานขจัดความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ทั่วไปให้กับฝ่ายตรงกันข้าม
       
       จนท.รัฐตัวการสร้างซุ้มมือปืน
       
       ปัญหาส่วนหนึ่งของซุ้มมือปืนเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีทั้งทหาร ตำรวจ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง จึงทำให้ยากแก่การจับกุมปิดคดี และมักมีผู้มีอิทธิพลและคนมีสี ตั้งแต่นักการเมือง ข้าราชการทหาร ตำรวจบางคนที่ขาดหิริโอตัปปะก็กลายเป็นหัวหน้าซุ้มมือปืนเสียเอง ในสมัยก่อนจัดว่ามีจำนวนไม่น้อยเลี้ยงไว้สำหรับเรียกใช้ หรือทำงานแทนตัวเอง
       
       'มือปืนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดขึ้นมากในยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายปราบปรามยาเสพติดและมีการฆ่าตัดตอนผู้ค้าจ้างมากขึ้น ทำให้เกิดมีมือปืนรับจ้างที่เป็นทั้งตำรวจ ทหารเข้ามารับงานกันมาก หรือบางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ลงมือเอง แต่เรียกใช้บรรดาซุ้มมือปืนไปทำแทน คาดว่ามีคนถูกฆ่าราว 2 พันคน'
       
       สำหรับนักการเมืองชื่อดังที่นิยมเลี้ยงมือปืน และเคยมีซุ้มมือปืนเป็นของตนเอง เช่น ตระกูล 'ช' คนดังจากแดนอิสานใต้ เคยคุมพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนขยายอาณาจักรมาอยู่บุรีรัมย์ ตระกูล 'อ' จากสมุทรปราการ ซึ่งแต่ก่อนเจ้าของซุ้มมือปืนใหญ่ๆจะเป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดที่ติดชาย ทะเล เช่น เพชรบุรี ชลบุรี เป็นต้น
       
       'เดิมมือปืนส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน ต้องทำไร่ ไถนา ยกตัวอย่าง ซุ้มมือปืนในอดีตแถวชลบุรี มักมีหลงจู้เป็นคนคุม มีอาชีพทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลังเป็นหลัก โดยต้องมีนักเลงหรือมือปืน เป็นคนคุ้มกันดูแลเวลาตัดอ้อยไปขายแทนแรงงานในไร่ที่มักทำงานไม่นาน'
       
       ขณะที่ในปัจจุบันมือปืนจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจ หรือทหาร เพราะมีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธมากกว่า ดังจะเห็นได้จากในระยะหลังๆจะมีข่าวว่ามีทหารหรือตำรวจนอกรีต ทั้งที่อยู่ระหว่างรับราชการ หรือออกจากราชการไปแล้ว ไปเป็นมือปืนรับจ้างกันมาก เช่น กรณีของ สนธิ ลิ้มทองกุล นายตำรวจท่านหนึ่งระบุว่า มันเป็นกระบวนการของคนที่ใช้อำนาจรัฐกระทำต่อสื่อมวลชน เพราะเห็นว่าสนธิเป็นผู้นำมวลชนที่อยู่ในบัญชีกวาดล้าง โดยก่อนหน้ายังมีกรณีถล่มยิงสำนักงาน ASTVด้วยอาวุธสงครามปืนอาก้าหลายนัดแต่ยังจับตัวผู้บงการไม่ได้
       
       'แต่ครั้งล่าสุดนี้ไม่ใช่มือปืนรับจ้าง มันต้องเป็นคนที่เกรงใจกัน เพราะปกติมือปืนรับจ้างจะไม่ยิงคนดัง คนมีตำแหน่งใหญ่โต เพราะกลัวถูกจับ และคนที่สั่งจะต้องมีอิทธิพลทางการเมืองด้วย ยิงคนดังโอกาสติดคุกมีมากกว่ายิงคนไม่ดัง' หัวหน้าหน่วยปราบปรามมือปืนรับจ้างอธิบาย และยังกล่าวด้วยว่า กระบวนการจ้างมือปืน ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านตัวแทนหลายคน เพื่อป้องกันการเปิดโปง กรณีคดีสนธิ ว่ากันว่า จ้างมือปืนด้วยค่าหัวประมาณ 5 ล้าน แต่จำนวนคนที่ลงขันกันจริงอาจมีหลายคน ดังนั้นค่าจ้างครั้งนี้อาจสูงถึง 20 ล้านก็ได้ ซึ่งเป็นครั้งที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็ถูกตัดตอนไปหลายทอดจึงเหลือราคาแค่นี้ หรือกรณีมือปืนรับจ้างลอบสังหาร องคมนตรี ชาญชัย ลิขิตจิตถะ มือปืนได้แค่จ้างยิงเพียงแค่ 4-5 หมื่นบา ท แต่ราคาจริงก่อนจะมาถึงตัวคนรับจ้างราว 4-5 แสนบาท

       
       จับตาทฤษฎีเลียนแบบ
       พันธมิตรโดนจ้องเด็ดหัว

       
       สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับกรณีการรุมยิงถล่ม 'สนธิ'กลางเมืองก็คือ หากตำรวจยังจับตัวผุ้บงการ และมือสังหารไม่ได้ ตามหลักการที่ตำรวจเคยพบเห็นก็คือ การเกิดพฤติกรรมเลียนแบบตามมา
       
       'มันอาจจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นมาอีก และคราวนี้ไม่ใช่เฉพาะสนธิคนเดียว แต่ยังรวมไปถึงแกนนำพันธมิตรทุกคน รวมทั้งกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศที่ปัจจุบันเดินเกมตามล่าทักษิณอย่างหนัก'

 

 มี ปืนอยู่ในมือก็พร้อมที่จะเป็นมือปืนกันได้ทั้งนั้น มิใช่แต่นักฆ่ารับจ้างอย่างที่เราเข้าใจกัน เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐที่มีปืนอยู่ในมือ ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ กลับประพฤติตนในทางตรงข้ามโดยเฉพาะช่วงที่มีการทำสงครามยาเสพติดในยุครัฐบาล ทักษิณ ซึ่งเชื่อกันว่ามีการฆ่าตัดตอนเกิดขึ้นมากมาย ทั้งนี้จากคำบอกกล่าวของมือปืนรับจ้างรายหนึ่งผ่านรายการ 'จุดชนวนความคิด' ทางช่อง 9 ผลิตโดยเครือเนชั่น ซึ่งระบุว่าลักษณะของการยิงฆ่าตัดตอนมีความโหดร้ายกว่าการฆ่าโดยมือปืนรับ จ้างทั่วไป
       

 

 
       โดยการฆ่าตัดตอนมีหลากหลายรูปแบบ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในอำเภอครบุรี นครราชสีมา ที่ 2 สามี ภรรยา ถูกหวยรางวัลที่ 1 ได้เงินมา 6 ล้านบาท แต่ถูกฆ่าตัดตอนเพราะเข้าใจว่าได้มาจากการค้ายาเสพติด โดยคนร้าย 3 คน จอดรถรอเหยื่อบริเวณทางเข้าออกหมู่บ้าน เมื่อเหยื่อมาถึงก็ถูกให้เรียกออกมานั่งคุกเข่าทีละคนจากนั้นก็จ่อยิงทีละคน นอกจากนี้ก็ยังมีการนำรถกระบะไม่มีป้ายทะเบียนไปดักรอที่บ้านเหยื่อแล้วนำ รูปมาถาม ถ้าเหยื่อระบุว่าใช่ก็จะถูกสังหาร ซึ่งมือปืนรับจ้างทั่วไปจะไม่เผยตัว มีแต่ซุ่มและดักรอจนกว่าจะพบเหยื่อแล้วจึงลงมือ
       
       ก่อนการลงมือ จะมีการเจรจาเรื่องราคาค่าหัวกันให้เรียบร้อยก่อน โดยขั้นต่ำเริ่มกันที่ 100,000 บาทต่อชีวิต ขึ้นกับความสำคัญของเหยื่อ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยู่หลักแสนบาท แต่ถ้าเป็นระดับ ส.ส. หรือนักการเมืองก็จะต้องมีหลักล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้างจะไม่ได้เจรจาโดยตรงกับมือปืน และมือปืนเองก็มักไม่รู้ว่าใครเป็นผู้จ้างวานที่แท้จริง ส่งผลให้การสืบคดีมักไปไม่ถึงผู้ว่าจ้าง เพราะตัวกลางในการติดต่อระหว่างมือปืนกับผู้ว่าจ้างก็อาจถูกฆ่าตัดตอนก่อน ที่จะถูกสาวมาถึง โดยการจ่ายเงินนั้นจะจ่ายเป็นเงินสดครึ่งหนึ่งก่อนลงมือ และจ่ายที่เหลือทันทีหลังปฏิบัติการเสร็จสิ้น
       
       หลังรับงาน มือปืนจะได้รับรูปเหยื่อ ที่อยู่ ที่ทำงาน พร้อมแผนที่อย่างละเอียด โดยจุดที่มือปืนมักก่อเหตุคือซอยหรือทางเข้าออกบ้าน โดยเฉพาะทางโค้งหรือบริเวณที่มีลูกระนาดมาก ซึ่งทำให้รถที่ขับมาต้องชะลอความเร็วส่งผลให้เล็งเป้าได้ง่ายขึ้น ดังเช่นกรณีของ แสงชัย สุนทรวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.ที่ถูกสังหารภายในซอยทางเข้าบ้านซึ่งมีลูกระนาด ส่วนจุดสังหารรองลงมาคือทางเข้าออกที่ทำงาน เนื่องจากเป็นจุดที่คนพลุกพล่าน เสี่ยงต่อการเป็นเป้าสายตา อีกจุดคือตามแยกไฟแดง ซึ่งมือปืนจะตามประกบมาห่างๆ ประมาณ 5-6 คันรถ แต่ถ้าเหยื่อติดไฟแดงเป็นคันแรก มือปืนจะไม่ลงมือเพราะอาจถูกคนขับรถของเหยื่อหรือรถคันหลังไล่ตามมาชนล้มได้ แต่ถ้าเหยื่อจอดติดไฟแดงไป 4-5 คันก็จะง่ายต่อการลงมือ เพราะหากพลาด รถเหยื่อก็ไม่สามารถไล่ตามมาชนได้เพราะมีรถจอดติดอยู่ด้านหน้า 4-5 คัน ขณะที่คนร้ายมักใช้มอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะ อย่างไรก็ดีการปฏิบัติการกลางสี่แยกก็มีความเสี่ยงจากการสกัดของเจ้าหน้าที่ ตำรวจ
       
       ส่วนอาวุธที่มือปืนใช้แต่เดิมจะใช้ 11 มม.เพราะมีกระสุนใหญ่สุด ดังนั้นคนที่ถูกยิงมีโอกาสรอดน้อย แต่แรงสะท้อนก็มากด้วยส่งผลให้ความแม่ยำลดน้อยลง โดยซุ้มมือปืนที่นิยมใช้ปืน 11 มม.คือซุ้มมือปืนเพชรบุรี แต่ปัจจุบันปืน 9 มม.เป็นที่นิยมมากขึ้นโดยเฉพาะซุ้มมือปืนเพชรบูรณ์และมือปืนในภาคกลาง เพราะมีแรงสะท้อนน้อยกว่า ทำให้มีความแม่นยำกว่า และสามารถบรรจุกระสุนได้มากกว่า บางรุ่นจุได้ 18 นัด ขณะที่ 11 มม.จุได้ 10 นัด เหตุผลที่มือปืนรุ่นใหม่นิยมปืนที่จุกระสุนมากๆอาจเพราะกลัวเหยื่อไม่ตาย จึงเน้นการยิงซ้ำหลายๆนัด หรืออาจกลัวเหยื่อมีปืนยิงสวนกลับมา ทำให้ต้องใช้กระสุนมากขึ้น และยังรวมไปถึงคนติดตามเหยื่อที่อาจจะยิงสวนกลับมา
       
       นอกจากนี้ยังมีปืน .357 เป็นปืนลูกโม่ที่มีดินขับกระสุนแรงมากที่สุดในบรรดาปืนพก คนทั่วไปไม่สามารถพกพาได้ แต่ก็มีมือปืนบางคนใช้บ้างแม้จะเป็นปืนที่ไม่แม่ยำเท่าไรเพราะลักษณะการ เคลื่อนตัวของกระสุนลูกโม่จะเกิดแรงเหวี่ยงทำให้ไม่มีความแม่นยำสักเท่าไร อีกทั้งยังบรรจุกระสุนได้ประมาณ 6 นัดเท่านั้น การบรรจุก็ช้า แต่ก็ได้ฉายาว่า 'โป้งเดียวจอด' อีกทั้งยังเป็นปืนที่เมื่อยิงไปแล้วปลอกกระสุนจะไม่กระเด็นออกมา ทำให้ไม่มีหลักฐานหลงเหลือในที่เกิดเหตุ
       
       ปืน .38 เป็นอาวุธอีกชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับปืน .357 แต่ .38 จะมีแรงน้อยกว่า ทว่าสะดวกในการพกพามากกว่า นอกจากอาวุธสังหารเหล่านี้แล้ว มือปืนก็ยังมีการใช้อาวุธสงครามในการประหัตประหารชีวิตคน โดยมือปืนที่ให้สัมภาษณ์ระบุว่าการใช้ปืนหลากหลายขนาดจะสร้างความไขว้เขวให้ กับตำรวจ เพราะในหลายๆกรณีสามารถทำให้ตำรวจหลงทางไปติดตามซุ้มมือปืนอื่นที่ไม่ได้ เป็นผู้ลงมือ
       
       สำหรับรูปแบบของการยิงสังหารจะมี 3 รูปแบบ ประกอบด้วย การประกบยิง การยิงถล่ม และการซุ่มยิง โดยการประกบยิงเป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุด เรียกว่า 90% มาจากการยิงรูปแบบนี้ โดยมือปืนจะใช้ปืนสั้น 9 มม. หรือ 11 มม. ดักยิงบริเวณปากซอยทางเข้าบ้าน ที่ทำงาน หรือแยกไฟแดง โดยจะประกบยิงในระยะห่าง 1-3 เมตร โดยแบ่งการยิงออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกยิงระดับหน้าอก 2-3 นัด เพื่อให้เหยื่อล้มลง ชุดที่ 2 ตามยิงที่ศีรษะอีก 2-3 นัดเพื่อให้แน่ใจว่าเหยื่อเสียชีวิต โดยวิธีนี้มักใช้กับเหยื่อที่เป็นคนธรรมดา ไม่มีปืนป้องกันตัว หรืออย่างดีก็มีปืนพกแต่การระวังตัวก็ไม่พร้อมเท่ากับมือปืนที่หมายสังหาร ชีวิต
       
       วิธีที่ 2 คือการยิงถล่ม จะใช้อาวุธสงครามเป็นหลัก เช่น เอ็ม 16 อาก้า หรือเอ็ม 79 เป็นอาวุธที่นิยมใช้มากที่สุดในวิธีนี้ หรืออย่างแย่ก็จะเป็นปืนลูกซอง 5 นัด โดยระยะการยิงถล่มอยู่ห่างจากเหยื่อ 5-10 เมตร โดยทางแยกในซอย หรือแยกไฟแดงจะเป็นจุดลงมือหลัก ทั้งนี้เหยื่อที่จะถูกสังหารด้วยวิธีนี้มักเป็นผู้มีอิทธิพล นักการเมือง ที่มีผู้ติดตามหลายคน มือปืนจึงต้องมีไม่ต่ำกว่า 2 คน ไม่นับคนขับรถพามือปืนหลบหนีหลังเสร็จภาระกิจ อาวุธที่ใช้อย่างน้อย 2-4 กระบอกเพื่อยิงซ้ำ และยิงป้องกันการโจมตีของผู้ติดตามเหยื่อ โดยวิธีการยิงจะยิงเป็นชุดไม่ต่ำกว่า 15-20 นัด มือยิงคนที่ 1 จะเป็นผู้ที่ยิงแม่นที่สุด ยิงตรงไปที่เหยื่อ ส่วนมือยิงคนที่ 2 จะยิง 10-15 นัดไปยังผู้ติดตามเพื่อข่มขู่ไม่ให้มีโอกาสตอบโต้ได้ทัน
       
       วิธีที่ 3 การซุ่มยิง ซึ่งเป็นวิธีที่มือปืนเมืองไทยไม่นิยม เพราะต้องเป็นผู้ที่แม่นปืนและนิ่งมากๆ เนื่องจากระยะยิงอยู่ห่างเหยื่อตั้งแต่ 50 เมตร บางครั้งไกลถึง 1,000 เมตร ถ้าไม่แม่นจริงก็จะผิดพลาดได้ นอกจากนี้ในการซุ่มยิงจะต้องใช้ปืนยาวติดกล้องซึ่งไม่สะดวกในการพกพาทั้ง ก่อนและหลังลงมือ และไม่สามารถหลบหนีด้วยมอเตอร์ไซด์ได้ อีกทั้งอุปกรณ์การสังหารมีราคาแพง

 

 ระบบอุปถัมภ์ระหว่างผู้มีอิทธิพล ซุ้มมือปืน และมือปืนเป็นของคู่กันมาช้านาน จนแยกจากกันไม่ออก เห็นได้จากข้อมูลการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ ( Survey Research ) ของคณะผู้วิจัยและเจ้าหน้าที่กองวิจัยและพัฒนา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในกรณีศึกษาเรื่องปัญหาและอิทธิพลของมือปืนรับจ้าง โดยผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลทางทฤษฎี พบว่า ปัจจุบันซุ้มมือปืนที่มีประสิทธิภาพและเติบโตของอย่างรวดเร็วมาจาก ความสัมพันธ์ระหว่างมือปืน (ผู้รับอุปถัมภ์) กับผู้อุปถัมภ์ จนทำให้ซุ้มมือปืน และมือปืนแผ่ขยายอาณาจักรออกไปครอบคลุมทั่วประเทศ
       
       ผู้อุปถัมภ์มาจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล ซึ่งหมายถึงผู้ที่สามารถให้ความช่วยเหลือ ปกป้องมือปืนได้ในกรณีได้รับความเดือดร้อน หรืออาจจะเป็นเจ้าพ่อ ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีอิทธิพลหรืออำนาจพิเศษสามารถที่จะควบคุมหรือสั่งการให้กิจการนี้เป็นไปตาม เป้าหมาย หมายถึง ผู้อุปถัมภ์
       
       ส่วนผู้รับอุปถัมภ์ คือพวกนักเลง เป็นผู้ที่ใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย นิยมการต่อสู้แบบเผชิญหน้า และตัดสินด้วยกำลัง ชอบทำอะไรท้าทาย และรักษาสัจจะ และมือปืน ที่มีหน้าที่ฆ่าคนตาย โดยใช้อาวุธปืน ซึ่งอาจจะมีผู้เชื่อมโยงระหว่างผู้อุปถัมภ์และผู้รับอุปถัมภ์ นั่นคือ ผู้เกี่ยวข้อง ที่มีความสัมพันธ์รู้จักมักคุ้นกับมือปืนรับจ้างพอสมควรที่จะทราบประวัติ ชีวิตมือปืนรับจ้าง
       
       สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างมือปืนกับผู้อุปถัมภ์ ความสัมพันธ์อาจจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และระยะเวลา และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันของผู้อุปถัมภ์และผู้รับอุปถัมภ์ แล้วแต่เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม มือปืนสามารถเปลี่ยนผู้อุปถัมภ์ได้ทุกเมื่อ หากพบว่าผู้อุปถัมภ์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือตัวเองและครอบครัว รวมถึงตอบสนองความต้องการและความปลอดภัยได้
       
       ทั้งนี้ ระบบอุปถัมภ์ในกลุ่มมือปืนมีลักษณะเป็นพีรามิด มือปืน 1 คน อาจจะมีผู้อุปถัมภ์หลายคน อุปถัมภ์แต่ละคนจะให้ความอุปถัมภ์ช่วยเหลือมือปืนต่างวาระและต่างเรื่องกัน เช่น ผู้อุปถัมภ์บางคน บางครั้งช่วยให้ที่หลบซ่อน บางครั้งช่วยเหลือเรื่องเงินทองแก่มือปืน รวมไปถึงบุตรและภรรยาของมือปืนด้วย ผู้อุปถัมภ์บางคนช่วยวิ่งเต้นไกล่เกลี่ยคดี หรือจ่ายเงินเพื่อต่อสู้ดำเนินคดี ผู้อุปถัมภ์บางคนหางานให้ทำ เป็นต้น ถึงแม้จะติดคุก ผู้อุปถัมภ์จะส่งเสียเลี้ยงดูมือปืนและครอบครัว เป็นต้น
       
       ระบบอุปถัมภ์ระหว่างอาชีพที่รุนแรงมากขึ้น คือการที่ผู้อุปถัมภ์ลงสมัครเลือกตั้งไม่ว่าในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิกสภาเขต สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ตำแหน่งกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน แล้วแต่ผู้อุปถัมภ์ สั่งการให้มือปืนกำจัดคู่แข่งฝ่ายตรงข้าม เพราะกลัวว่าจะ แพ้การเลือกตั้ง จึงใช้วิธีฆ่าตัดตอน
       
       ในระบบอุปถัมภ์มือปืนบางคนต้องการพึ่งพาคนที่มีอำนาจบารมี มีเงิน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสี ทั้งสีเขียว และสีกากี พวกที่มีเงินบางที่ก็ได้มาโดยไม่สุจริต ต้องอาศัยคนพวกนี้เป็นเกราะคุ้มกันบ้าง คุมการค้าของเถื่อนบ้าง คุมการค้ายาเสพติดบ้าง เพื่อให้กิจการดำเนินต่อไปได้ หรือบางที่ก็ไปแสวงหาผลประโยชน์ เรียกค่าคุ้มครอง คุมบ่อนการพนัน กระบวยการค้ายาเสพติด เป็นต้น
       
       สำหรับระบบอุปถัมภ์แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ 1. ระบบอุปถัมภ์ที่อยู่ในระบบญาติ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างญาติอาวุโส (พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ) กับญาติพี่น้อง (น้อง ลูกหลาน เหลน) 2. ระบบอุปถัมภ์ในหมู่มิตรสหาย เช่น เพื่อนเล่น เพื่อนร่วมรุ่น เพื่อนร่วมสถาบันการศึกษา เพื่อนตาย เป็นต้น 3. ระบบอุปถัมภ์ในองค์การต่าง ๆ อาจเป็นของรัฐหรือเอกชน และ 4. ระบบอุปถัมภ์ระหว่างอาชีพ เช่น กลุ่มข้าราชการ พ่อค้า กับกลุ่มนักการเมือง ชาวไร่ ชาวนา การอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการและพ่อค้า
       
       โดยเฉพาะระบบอุปถัมภ์ในองค์การต่าง ๆ อาจเป็นของรัฐหรือเอกชน และอุปถัมภ์ระหว่างอาชีพ จะเป็นกลไกเกื้อหนุนระหว่างมือปืนกับผู้อุปถัมภ์
       
       รายงานการวิจัย ระบุอีกว่า แนวความคิดในเรื่องระบบอุปถัมภ์/บริวาร หมายถึง กลุ่มอิทธิพล หรือแวดวงของผู้มีอิทธิพล ลักษณะของผู้มีอิทธิพลแสดงออกโดยการเป็นเจ้านายมีข้าทาส บริวาร เลี้ยงลูกน้องหรือสมุนไปไหนมาไหน ต้องมีคนนอบน้อม เป็นผู้มีใจกว้างขวาง กล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะปกป้องบริวารและลูกน้อง ซึ่งถือเป็นเครื่องวัดบารมีของผู้มีอิทธิพลหรือนักเลง
       
       ดังนั้น การปราบปรามซุ้มมือปืนจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะถอนรากถอนโคน และยังคงสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยต่อไปอีกนาน นั่นเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์นั่นเอง !!

มติชน

เปิดแฟ้มลับตำรวจภูธรภาค1 ล่า 13 ซุ้มมือปืน ใน 4 จังหวัดภาคกลาง อยุธยา-อ่างทอง-สระบุรี-ลพบุรี

จับตา 'จ่าบึ๋ง' ผู้ต้องหา 4 หมายจับ - 'ป๊อก วัง' 2 นักฆ่ารับจ๊อบเลือกตั้ง

แฟ้ม 'ลับ' เล่มหนึ่งถูกส่งมาถึงกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1)

ระบุข้อมูลทางลึกว่า ในเขตภาคกลางมีกลุ่มมือปืนทั้งหมดประมาณ 13 ซุ้ม ประกอบด้วย


จ.พระนครศรีอยุธยา  มีซุ้มมือปืน 1 กลุ่ม ชื่อย่อ 'น' ชอบใช้อาวุธสงครามในการทำงาน

จ.อ่างทอง มีซุ้มมือปืน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย นักการเมืองท้องถิ่น ชื่อย่อ 'ส' ,อดีตตำรวจ ชื่อย่อ 'ก' และมือปืนที่ไม่มีสังกัดชื่อย่อ 'ข' ทั้งหมดชอบใช้อาวุธปืน .45, .38 และอาวุธสงครามปลิดชีพเหยื่อ


จ.สระบุรี มี 2 กลุ่ม ชอบใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. และขนาด .38 ประกอบด้วยนักการเมืองท้องถิ่น ชื่อย่อ 'พ' และกลุ่มคนมีสี ชื่อย่อ 'อ' โดยกลุ่ม อ.พัวพันกับงานรับจ้างฆ่านายภิรมย์ อั๊นประเสริฐ กรรมการฟีฟ่า แต่ยังไม่สามารถทำงานได้สำเร็จแผนรั่วเสียก่อน


จ.ลพบุรี เป็นศูนย์รวมของกลุ่มมือปืนรับจ้างมากที่สุดของภาคกลาง

มีทั้งหมด 7 กลุ่ม ประกอบด้วย นักการเมืองท้องถิ่น 4 กลุ่ม ชื่อย่อ 'ด' , 'ต' , 'น' และ 'ร' มีมือปืนจากคนมีสีอีก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ทหารยศจ่า ชื่อย่อ 'ส' ,นายทหารยศพันตรี ชื่อย่อ 'ป' และนายทหารยศพันโท 'ค' ทั้งหมดถนัดอาวุธปืนทุกชนิด


แต่ที่ บช.ภ.1 ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ

 การเฝ้าจับตามอง ส.อ.บุณย์ตรี มุสะกะ ฉายา 'จ่าบึ๋ง' หรือ 'จ่าเหนียว' อดีตทหารสังกัดกรมทหารม้า กรุงเทพฯ มือปืน เจ้าของ 4 หมายจับข้อหาฉกรรจ์ที่ตำรวจกองปราบปรามต้องการตัวเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเชื่อว่าจะถูกเรียกมาใช้งานในช่วงเลือกตั้ง แต่ในวงการมือปืนระบุว่า จ่าบึ๋งหนีออกนอกประเทศไปอาศัยอยู่แถวแนวตะเข็บชายแดนทางภาคเหนือ หรือไปกบดานที่เมืองยอน ประเทศพม่า


เช่นเดียวกับ สมพิศ แสงหิรัญ หรือ 'ป๊อก วัง' ชาว ต.หัวไผ่ อ.เมืองอ่างทอง มือปืนใน 'บัญชี' ที่ตำรวจกองปราบปรามต้องการตัวเป็นอันดับ 7 ในข้อหาฆ่าเจ้าพนักงาน ถูกจับตามองเช่นกันในช่วงใกล้เลือกตั้ง เพราะ 'ป๊อก วัง' ถนัดใช้อาวุธปืนทุกชนิด และเข้าสังกัดซุ้มมือปืนของนักการเมืองคนหนึ่งในภาคกลาง

 

ผู้จัดการ 


เปิดใจ 1 ใน 50 มือปืนในบัญชี สตช.รับติดทำเนียบรับงานเก็บหัวละแสน-ล้าน ในระดับ ส.ส.-บิ๊กข้าราชการ แต่ยืนยันวันนี้ วางมือแล้ว ระบุ ขณะนี้เหลือมือปืนตามบัญชีทำงานเพียง 20 คน แต่พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างยังมีซุ้มที่เพชรบูรณ์
       
       หลังกระแสเลือกตั้งทวีความเข้มข้น ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดบัญชีมือปืนตามหมายจับใน 50 ราย ล่าสุด วันนี้ (18 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามเรื่องราวชีวิตจริงมือปืนคนหนึ่ง ซึ่งเป็น 1 ใน 50 คนตามบัญชีดำที่ สตช.ออกหมายจับ และมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก
       
       ผู้มีชื่อติด 1 ใน 50 มือปืนของ สตช.รายนี้ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า แวดวงซุ้มมือปืนช่วงเลือกตั้งปีนี้ เท่าที่ดูยังมีผู้รับงาน 20 รายจากในบัญชี 50 ของ สตช.ส่วนที่เหลือวางมือ ไม่ได้รับงานแล้ว สำหรับตนเป็นมือปืนติดบัญชีรายชื่อ 1 ใน 50 เพราะคดีเก่า ที่ทำเพราะความจำเป็นทางครอบครัวในอดีต และมีเรื่องการกลั่นแกล้ง ถูกนายทุนเอารัดเอาเปรียบ ทำนาข้าวถูกโกงหมดหนทาง ไม่เหลือข้าวให้ลูกกิน กฎหมายพึ่งไม่ได้ จึงตัดสินใจทำ กลายเป็นมือปืนรับจ้าง ยอมติดคุก ยอมตายข้างหน้า
       
       เขาบอกว่า ช่วงเตรียมเลือกตั้ง ซุ้มมือปืนยังเงียบอยู่เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มีแต่ติดต่อถามไถ่ เรื่องการรับงานอยู่บ้าง หรืออาจจะยังไม่ถึงวันเลือกตั้งก็เป็นได้
       
       “ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีอาชีพมือปืนรับจ้างเฟื่อง ค่อนข้างดี มีงานทำมาก แต่หลังยุคทักษิณ เป็นนายกฯหลายคนเลิกอาชีพการเป็นมือปืน”
       
       เขาบอกอีกว่า มือปืนตามซุ้มต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นตำรวจ, ทหาร, ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้าน ซึงวิธีการนั้น บอกได้เพียงว่า รับงานจากผู้ติดต่อมาเป็นทอดๆ ว่า มีงานฆ่าใคร จากนั้นก็ตกลงเรื่องเงิน ทั่วๆไป คิดอัตราค่าจ้างหลักแสนบาท ถึงหลักล้านบาท สำหรับระดับบิ๊กข้าราชการ หรือ ส.ส. จะวางเงินก่อนลงมือ 50%
       
       ส่วนจะใช้ปืนขนาดใดนั้น ผู้ว่าจ้างจะจัดหาปืนมาให้ครั้งละ 2 กระบอกเป็นอย่างต่ำ เพื่อป้องกันการผิดพลาด
       
       หลังจากงานเสร็จจ่ายส่วนที่เหลือ บางคนพลาดก็ยอมยิงตัวตาย หรือไม่ก็ติดคุก 4-5 ปีก็ออกมาหรือ10 ปีขึ้นไป บางคนออกจากคุกก็วางมือเลิกเป็นมือปืน บางคนก็ส่งงานต่อให้มือปืนเด็กรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่อายุ 20-45 ปี ส่วนที่อายุ 50-60 ปีวางมือแล้ว
       
       มือปืนรายนี้ ยังบอกอีกว่า คนรุ่นใหม่รับงานง่าย ลงมือโฉ่งฉ่าง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ติดยาเสพติด กลุ่มยาบ้าที่ผันตัวมาเป็นมือปืน รับงานฆ่าเพื่อหาเงินซื้อยา กลุ่มมือปืนพวกนี้ไม่คิดอะไรมาก ใจถึง งานช่วงนี้ที่รับๆกันอยู่ คือ งานเก็บกลุ่มข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ส่วนนักการเมืองไม่ค่อยมี
       
       “การลงมือสำหรับนักการเมืองใหญ่ๆ มือปืนจะต้องวางแผนเป็นปี หรืออย่างน้อยต้อง 3-4 เดือน บางรายต้องวางแผนเข้ามาสัมผัสชีวิตก่อนลงมือฆ่า ดูทางหนีที่ไล่ จังหวะเวลา ทำงานต้องไม่ทิ้งหลักฐาน เพราะมือปืนอาชีพ ตำรวจแทบตามจับไม่ได้”
       
       หลักการคือ ทำงานคนเดียว ไม่ทำงานเป็นทีม แต่มือปืนรุ่นใหม่มักใจร้อน พวกนี้จะเป็นทหาร ตำรวจ ความแม่นยำในการทำงานต่างกัน สำหรับกลุ่มมือปืนรุ่นเก่า มักผ่านศึกสงครามมรภูมิเวียดนามและการสู้รบที่ลาว กลุ่มนี้ใจเย็นทำงานไตร่ตรองอย่างดี ไม่มีผิดพลาด บางคนรับงานฆ่ามาแล้ว 30 ครั้ง
       
       ต่อข้อซักถามที่ว่า ซุ้มมือปืนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างมีหรือไม่ เขาบอกว่า มีเป็นซุ้มที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ทว่าแต่ละจังหวัดก็มีมือปืนรับจ้างอยู่เกือบทุกจังหวัดๆละ 1-2 คน แต่มือปืนส่วนใหญ่จะรับงานข้ามถิ่น คือ ถ้าซุ้มมือปืนภาคเหนือจะไปงานทางภาคอีสาน, ภาคใต้
       ยืนยันว่า จะไม่รับงานฆ่าคนจังหวัดเดียวกันหรือจังหวัดใกล้เคียง
       
       สำหรับงานฆ่าในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง มือปืนที่จะเข้ามาทำงานส่วนใหญ่มาจากซุ้มนครปฐม, ราชบุรี, ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบูรณ์
       
       เขาบอกว่า มือปืนเป็นอาชีพที่เสี่ยง ทำงานแบบชีวิตแลกชีวิต การทำงานต้องมีสัจจะ ก่อนทำงานต้องศึกษาก่อนว่าจะรับงานได้หรือไม่ได้ ต้องมีจริยธรรม มีสัจจะ ยอมรับว่าการฆ่าคนตาย มีเรื่องของกงกรรมกงเกวียน หลังทำงานบางคนจะไถ่บาปด้วยการบวชเป็นพระ บางคนติดคุก หลังจากออกจากคุกก็กลับตัวเป็นคนดี บางคนเป็นผู้นำท้องถิ่นก็กลับมาสอนลูกหลานอย่าเข้าไปวงจรมือปืน เพราะมันเป็นแบบกงกรรมกงเกวียน เก็บกันไปมา ระหว่างมือปืนด้วยกันก็มี
       
       อนึ่ง มือปืนผู้ให้วิทยาทานรายนี้กล่าวทิ้งท้ายกับผู้สื่อข่าวว่า เขาเลิกอาชีพมือปืนมาแล้ว 10 ปี หลังจากเริ่มต้นอาชีพมือปืนตั้งแต่อายุ 16 ปี เลิกอาชีพเมื่ออายุ 38 ปี อดีตเคยถูกจับและติดคุกมาแล้วร่วม 10 ปี ปัจจุบันอยู่ใกล้วัยเกษียณ ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ พอดีมาเห็นรายชื่อที่ยังติดอยู่ในบัญชี 50 รายชื่อมือปืนที่ตำรวจต้องการ เชื่อว่า มีชื่อตามประวัติเก่าเคยเป็นมือปืนมาก่อน ก็ไม่ได้ตกใจอะไรเพราะมั่นใจว่าได้วางมือไปแล้ว

แจ้งเบาะแส

http://www.gunman.police.go.th/notice.php

 26 พ.ค.2554

 “วิเชียร” เปิดบัญชีมือปืน 75 ราย ตั้งรางวัลนำจับ 5 หมื่น ถึง 1 แสน กำชับ ตร.วางตัวเป็นกลางช่วงเลือกตั้ง ห้ามเดินตามนักการเมือง หากพบถูกร้องสั่งเด้งทันที ระบุป้ายหาเสียงถูกทำลายให้ดำเนินคดีทุกพื้นที่
       
       วันนี้ (26 พ.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศรส.ลต.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา สบ 10 ประชุมคอนเฟอเรนซ์กับ ผบช.ทุกกองบัญชาการ เพื่อมอบหมายนโยบายและติดตามความคืบหน้าการทำงานในการดูแลความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 1 ชั่วโมง
       
       พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ได้มีการเร่งรัดเรื่องที่จะออกประกาศจับมือปืนที่มีการปรับปรุงข้อมูล และภาพมือปืนบางคน โดยมีทั้งหมด 75 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 29 ราย เป็นมือปืนที่มีความผิดร้ายแรง ก่อเหตุบ่อยและเคยก่อเหตุใน 10 จังหวัดที่เฝ้าระวังมีรางวัลนำจับ 1 แสนบาท กลุ่มที่ 2 จำนวน 46 รายเป็นมือปืนที่มีระดับความรุนแรงรองลงมา มีรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท
       
       พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวอีกว่า อีกเรื่องเป็นการรักษาความปลอดภัยผู้สมัครที่มีการร้องขอกำลังเพื่อไปอารักขาเข้ามา ให้ดำเนินการให้เป็นระบบ โดยจะให้ตำรวจประทวน 1-2 คนไปสับเปลี่ยนดูแล พื้นที่ไหนที่มีการแข่งขันสูงมีความเป็นไปได้ที่จะรุนแรงก็จะเพิ่มจำนวนตำรวจเข้าไป อย่างกรณีนายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่ถูกลอบยิงก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ และได้มีการกำชับเรื่องของการวางตัวเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปทำหน้าที่ หากถูกร้องเรียนว่าวางตัวไม่เป็นกลางหรือไปเดินตามนักการเมืองโดยไม่มีเหตุผล ไม่มีหน้าที่ ไปช่วยหาเสียง ก็จะมีความผิดถูกส่งตัวไปช่วยราชการใน บก.หรือ ผช.แล้วแต่ความเหมาะสม และอาจจะถูกสืบสวนความผิดด้วย ซึ่งเรื่องนี้ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติไปดูแล ตอนนี้จังหวัดนครราชสีมามีผู้สมัคร ส.ส.ร้องขอเจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูมากที่สุดเนื่องจากเป็นพื้นที่มีการการแข่งขันสูง มีเขตเลือกตั้งหลายเขตผู้สมัครก็มีจำนวนมาก
       
       “จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนถึงเรื่องการวางตัวไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามา แต่ก็ได้เน้นย้ำเรื่องการดูแลผู้สมัคร ส.ส.อย่างเสมอภาค อย่างกรณีมี ส.ส.บางท่านจะขอตำรวจคนนั้นคนนี้ไปดูแลเป็นพิเศษแบบระบุตัว ก็ต้องชี้แจงว่าต้องดูแลอย่างเสมอภาค ตำรวจจะต้องเป็นคนจัดไปให้เท่านั้น และไม่หนักใจในการทำงาน ผมย้ำกับลูกน้องเสมอว่าท่ามกลางความขัดแย้งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำหน้าที่ให้ดีบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกคน ถ้าไม่มีคนคุมกติกาให้เสมอภาค ความปรองดองก็เกิดขึ้นไม่ได้” ผบ.ตร.กล่าว
       
       ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า เรื่องการทำลายป้ายหาเสียงผิดกฎหมายอาญา ข้อหาทำให้เสียทรัพย์มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ พนักงานสอบสวนต้องดำเนินคดีโดยไม่ต้องมีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษเอง และกำชับให้ทุกพื้นที่เข้าไปดูแลเรื่องการทำลายป้ายหาเสียงไม่ให้เกิดขึ้น หากปล่อยปละละเลยให้ต่างฝ่ายต่างกลั่นแกล้งกันจะทำให้เรื่องบานปลายได้ และหากมีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษว่าถูกทำลายป้ายหาเสียงแต่พนักงายสอบสวนไม่ทำคดีถือว่ามีความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และได้เน้นย้ำให้ทุกพื้นที่บังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งหากพบมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรมให้ดำเนินการทันที และแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบทันที
       
       “สำหรับการทำลายป้ายหาเสียงเมื่อวานมี 8 จังหวัด วันนี้เพิ่มอีก 1 จังหวัด คือ จ.ลพบุรี มีป้ายถูกทำลายไป 3 ป้ายเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคอื่นๆยังไม่รากฎ ส่วนในจังหวัดอื่นๆ ก่อนหน้านี้ก็ถูกทำลาย 3-20 ป้าย มีการจับคนทำลายได้บ้างไม่ได้บ้าง บางพื้นที่ที่ถูกจับได้ก็เป็นวัยรุ่นคึกคะนอง” ผบ.ตร.กล่าว
       
       ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารชุดปราบยาเสพติดเข้าไปในพื้นที่และช่วยบางพรรคหาเสียง พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า เรื่องนี้พุดลอยๆ ไม่ได้ ต้องระบุว่าเป็นใครกลุ่มไหน ชุดไหนไปทำ ต่างคนต่างพูดไม่ได้ ต้องระมัดระวังด้วย การไปใส่ความใครให้มีผลเรื่องคะแนนผิดกฎหมายเลือกตั้ง และชุด ฉก.315 ที่ตั้งขึ้นมานั้นเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดก็ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เรื่องนี้เป็นการกล่าวหาโดยยังไม่มีอะไรจริงเราก็ต้องดำเนินการทำงานต่อไป
       
       ด้าน พล.ต.อ.ภาณุพงศ์กล่าวว่า ศูนย์บริหารเหตุการณ์ร้ายแรง ได้มอบหมายให้ทุก บช.ไปทำงานตอนนี้หลายภาคได้ดำเนินการไป ซึ่งเป็นการทำงานในเชิงรุก ได้ไปดำเนินการหาสาเหตุ กลุ่มมือปืน กลุ่มผู้สนับสนุน หลาย บช.ไปทำในส่วนของสาเหตุ เรียกคู่กรณีที่มีความขัดแย้งมาทำความเข้าใจกัน ห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรง
       
       ขณะที่ พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า 10 จังหวัดที่เป็นจังหวัดเฝ้าระวังนั้นตามแผนพิทักษ์เลือกตั้ง เราได้เฝ้าติดตาม จัดกำลัง เข้าไปควบคุมดูแลสถานการณ์เรื่องของความขัดแย้ง ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนกลางเข้าไปดูแล เชื่อว่าก่อนการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ เรามีการประชุมกันทุกวัน ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงแต่อย่างใด พรุ่งนี้เราจะสรุปตัวเลขการระดมกวาดล้างอาชญากรรม และจำนวนผู้สมัคร ส.ส.ที่ขอกำลังเข้ามา ในเบื้องต้นผลการระดมกกวาดล้างอาชญากรรมนั้นมีการจับกุมเกี่ยวกับอาวุธปืนได้เป็นจำนวนมากซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงวันเลือกตั้ง

 

29 พ.ค.2554

พ.ต.อ.ชัชชรินทร์ สว่างวงศ์ รอง ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พ.ต.อ.เสกสรรค์ นิ่มนวล ผกก.สภ.สองพี่น้อง พ.ต.อ.ไชยา สุนทรกิจ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.7 และ พ.ต.ท.เศรฐสิริ นิพภยะ รองผกก. ร่วมกันรับมอบตัวนายธนกฤติ หรือ ปื๊ด วงษ์ทองดี อายุ 52 ปี นายสุวิช หรือ คาน ชูสวัสดิ์ อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 22/ 2553 ลง 19 มกราคม 2553 ต้องหาว่า กระทำผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่าผู้อื่น, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต, ยิงปืนที่ใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน ชุมชน หลังรับมอบตัวพล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 ได้เดินทางมาเพื่อสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตัวเอง แต่ผู้ต้องหาทั้ง 2 ให้การปฏิเสธ จึงสั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

โดยทั้งนี้ นายธนกฤติ หรือ ปื๊ด มีชื่อถูกขึ้นบัญชีอันดับที่ 39 ส่วน นายสุวิช หรือ คาน อยู่ในอันดับที่ 48 ซึ่งมีรางวัลนำจับคนละ 50,000 บาท ทำให้เกิดความกดดัน เพราะเกรงจะถูกวิสามัญ จึงพากันเข้ามอบตัว พร้อมให้การปฏิเสธ และขอยื่นหลักทรัพย์คนละ 500,000 บาท ประกันตัวไป

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 29 พ.ค. พ.ต.อ.ชัชชรินทร์ สว่างศ์ รอง ผบก.ภจ.สุพรรณบุรี พ.ต.อ.เสกสรรค์ นิ่มนวล ผกก.สภ.สองพี่น้อง พ.ต.อ.ไชยา สุนทรกิจ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.7 พ.ต.ท.เศรฐสิริ นิพภยะ รองผกก.ร่วมกันรับมอบตัว นายธนกฤติ หรือ ปื๊ด วงษ์ทองดี อายุ 52 ปี นายสุวิช หรือ คาน ชูสวัสดิ์ อายุ 43 ปี ผู้ต้องหา ตามหมายจับของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 22/ 2553 ลง 19 มกราคม 2553 ต้องหาว่ากระทำผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , พยายามฆ่าผู้อื่น , มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต , พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต , ยิงปืนที่ใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน ชุมชน หลังรับมอบตัว พล.ต.ท.พงศ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ 7 ได้เดินทางมาสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตัวเองแต่ผู้หาทั้งให้การปฏิเสธ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ก.ค.52 ได้มีคนร้ายใช้รถยนต์ยี่ห้อฮีซูซุ สีน้ำเงิน ทะเบียน วอ 9096 กรุงเทพมหานคร ประกบใช้อาวุธปืนขนาด .22 ยิงนายยงยุทธ โกมลสิงห์ หรือเซี๊ยะบางสาม อายุ 52 ปีอยู่บ้านเลขที่ 278 ต.บางเลน เสียชีวิตคารถกระบะยี่ห้ออีซูซุสีขาว ทะเบียน บจ 5112 สุพรรณบุรี เหตุเกิดบนถนนสายบางสาม-บางแม่หม้าย ระหว่างหลัก กม.ที่ 33-34 หมู่ 1 ต.บางเลน


หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สืบสวนทราบว่ามือปืนที่ก่อนเหตุคือนายนายธนกฤติ หรือปื๊ด วงษ์ทองดี อายุ 52 ปี และนายสุวิช หรือคาน ชูสวัสดิ์ อายุ 43 ปี จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ และพยายามสืบสวนติดตามตัวมาตลอดกระทั่งรัฐบาลประกาศยุบสภา ให้มีการรับสมัครเลือกตั้ง สส.และศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขึ้นบัญชีกลุ่มมือปืนรับจ้างไว้ในปฏิทิน


ปรากฏว่านายธนกฤติ หรือปื๊ด วงษ์ทองดี มีชื่อถูกขึ้นบัญชีอันดับที่ 58 ส่วนนายสุวิช หรือคาน ชูสวัสดิ์ อยู่ในอันดับที่73มีรางวัลนำจับคนละห้าหมื่นบาททำให้เกิดความกดดันเพราะเกรงจะถูกวิสามัญจึงพากันรีบเข้ามอบตัวพร้อมให้การปฏิเสธ และขอยื่นหลักทรัพย์คนละห้าแสนบาทประกันตัวไป


สำหรับนายสุวิช หรือ คาน ชูสวัสดิ์ อดีตรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยศ ดาบตำรวจ สภ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และ ออกจากราชการได้ 2 ปี


ทางด้าน พ.ต.อ.เสกสรรค์ นิ่มนวล ผกก.สภ.สองพี่น้อง กล่าวว่า เนื่องจากผู้ต้องหาเดินทางเข้ามอบตัวจึงอนุมัติให้ประกันตัวชั่วคราวตามกฎหมายโดยใช้หลักทรัพย์ในการประกันตัวคนละห้าแสนบาท โดยให้มารายตัวกับตำรวจ สภ.สองพี่น้องทุก 7 วันและห้ามเข้ามาในพื้นที่ อ.สองพี่น้องโดยเด็ดขาดเพราะเกรงว่าจะมีการข่มขู่พยานและผู้เสียหาย

(ตรวจสอบลำดับ อีกครั้ง นะครับ ข้อมูลยังไม่ตรงกัน) 



   « Back