เด็กทำผิดกฏหมาย



จากสภาพ และสถิติการเกิดคดีอาญาที่ผ่านมา พบว่า เป็นความผิดที่เกี่ยวกับเด็ก และเยาวชน จำนวนมาก ทั้งที่เป็นผู้เสียหาย เป็นผู้ต้องหา แทบจะเรียกว่า ปัญหาเด็ก เหมือนกับที่เราเรียกว่า ปัญหาสังคม ปัญหายาเสพติด ปัญหาโสเภณี ฯลฯ

มีการแก้ไขทบทวนกฎหมายกันมาก ในเรื่องของสิทธิของเด็ก เยาวชน และสตรี เพื่อเข้ามาให้ความช่วยเหลือคุ้มครองปกป้อง เพราะเด็ก เยาวชนเหล่านี้จะเป็นพลเมืองผู้ใหญ่ในอนาคต มาแทนที่คนรุ่นปัจจุบัน การกระทำความผิดของเด็ก เยาวชน มีหลายประเภท จากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ผู้ใหญ่สร้างบรรทัดฐานไว้ หรือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อเด็ก เยาวชน

บางกรณี กลุ่มคนร้าย ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ โดยทราบว่า เด็กระทำผิดอาญา เป็นความผิดกฎหมาย แต่ไม่ต้องรับโทษ เช่น ในเขตอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ผู้จำหน่ายยาเสพติดจะไม่ส่งยาบ้าให้กับลูกค้าด้วยตนเอง ใช้เด็ก ซึ่งไม่รู้เรื่องเป็นคนถือ ส่งห่อของกลาง  เป็นต้น

กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มีการแก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวกับเด็ก เยาวชน หลายมาตรา มีกระบวนการ ขั้นตอนมากมายเข้ามาร่วมในการสอบสวนเด็ก ไม่ว่าจะในฐานะ เป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยาน จึงได้รวบรวมกฎหมาย ข้อคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องเด็กมาไว้พอสังเขป ที่จะพออ่านแล้ว ทำให้เข้าใจในระบบ และวิธีดำเนินการ

 

หลักการและระเบียบในการดำเนินคดีเด็กและเยาวชน

 


หลักการดำเนินคดีอาญา
การดำเนินคดีอาญาเด็กหรือเยาวชนนั้น พนักงานอัยการต้องคำนึงถึง การคุ้มครองเด็ก สวัสดิภาพของเด็กหรือเยาวชน โดยการแก้ไข บำบัด และฟื้นฟู ยิ่งกว่าการลงโทษ ตามนัยระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ ข้อ 111

ระเบียบและคำสั่งที่ใช้ในการดำเนินคดีอาญา
ระเบียบและคำสั่งที่ใช้ในการดำเนินคดีอาญาเด็กหรือเยาวชน เป็นไปตามระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2528 ข้อ 112 และตามคำสั่งหรือหนังสือเวียนสำนักงานอัยการสูงสุดที่ออกเป็นคราว ๆ

ผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชน
"เด็ก" หมายความว่า บุคคลอายุเกิน 7 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่เกิน 14 ปีบริบูรณ์
"เยาวชน" หมายความว่า บุคคลอายุเกิน 14 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา4)

ข้อสังเกต

1. กรณีเด็กอายุไม่เกิน 10 ปีกระทำความผิดอาญา ไม่ต้องรับโทษ
2. กรณีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ไม่ถือว่าเป็นเยาวชน

การนับอายุของเด็กหรือเยาวชน
การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด ในกรณีที่รู้ว่าเกิดเดือนใด แต่ไม่รู้วันเกิดให้นับวันที่ 1 แห่งเดือนนั้น เป็นวันเกิด แต่ถ้าพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้เดือนและวันเกิดของบุคคลใดให้นับอายุบุคคลนั้น ตั้งแต่วันต้นปีปฏิทิน (วันที่ 1 มกราคม) ซึ่งเป็นปีที่บุคคลนั้นเกิด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16)

การสอบสวนเด็กหรือเยาวชน
การสอบสวนในคดีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชนให้ถืออายุไม่เกิน 18 ปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา (ไม่ใช่เจ้าพนักงานจับกุมแจ้งข้อหา) ส่วนการที่เด็กหรือเยาวชนกระทำผิดขณะอายุไม่เกิน 18 ปี แต่วันที่แจ้งข้อหาเด็กมีอายุเกิน 18 ปี การสอบสวนก็ไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา 133 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ซึ่งจะต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำนั้นด้วย (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา134 ทวิ)

พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
ต้องเป็นพนักงานสอบสวนต้องมีเขตอำนาจการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18-21

การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย
การสอบสวนในกรณีที่ต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 12 ทวิ, 133 ทวิ

ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง ซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำพร้อมกันได้ พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา133 ทวิ วรรคท้าย

ในคดีที่พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นต้องจัดให้เด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในฐานะผู้เสียหายหรือพยาน ชี้ตัวผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ตรี และนำมาตรา 133 ทวิวรรคห้ามาใช้บังคับโดยอนุโลมทั้งนี้การดำเนินการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว พนักงานอัยการจะต้องปฏิบัติตามระเบียบอัยการสูงสุดว่าด้วยการคุ้มครองเด็กในคดีอาญา พ.ศ.2543 ข้อ 11-15

การดำเนินคดีของพนักงานอัยการ

การพิจารณาและสั่งคด

  • การพิจารณาสั่งคดีในคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นผู้ต้องหานั้น จะต้องตรวจพิจารณาสั่งสำนวนโดยละเอียดรอบคอบ
  • จะต้องพิจารณาสั่งคดีให้ทันภายในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 หากเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
  • จะต้องนำรายงานการสืบเสาะของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มาประกอบการพิจารณาด้วย
  • จะต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนยิ่งกว่าการลงโทษ
  • ต้องพิจารณาของกลาง และขอให้ผู้ต้องหาคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43
  • พิจารณาประวัติการเคยกระทำความผิดและเคยต้องโทษของผู้ต้องหาว่ามีหรือไม่ ถ้ามีก็ให้มีคำสั่งและขอให้ศาลสั่ง

กรณีสั่งฟ้อง
เมื่อตรวจพิจารณาสั่งสำนวนโดยละเอียดรอบคอบแล้วพนักงานอัยการต้องทำความเห็นสั่งฟ้อง กรณีต้องเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นต้องใช้ความเห็น"เห็นควรสั่งฟ้อง" ในสำนวนการสอบสวนโดยละเอียดตามระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2528 ข้อ32 และก่อนมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง หากพิจารณาพยานหลักฐานและพยานหลักฐานยังไม่แน่ชัด ก็ต้องสั่งสอบสวนเพิ่มเติมตามรูปคดีตามระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2528 ข้อ 35

กรณีสั่งไม่ฟ้อง
เมื่อในกรณีพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนโดยละเอียดรอบคอบดังกล่าวแล้ว คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง หรือการฟ้องคดีใดจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงแห่งชาติ หรือผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ (ระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2528 ข้อ 51) พนักงานอัยการต้องทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง (กรณีต้องเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ต้องเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง) แล้วจึงเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี

การขออนุญาตฟ้อง และการผัดฟ้อง
คดีขออัยการสูงสุดอนุญาตฟ้อง ได้แก่ คดีที่ยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลไม่ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคดีว่าขาดผัดฟ้อง ซึ่งอาจเป็นกรณีที่ขาดผัดฟ้องมาตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน หรือในชั้นพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี

การดำเนินคดีในชั้นศาล
การพิจารณาคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาโดยเคร่งครัด และให้ใช้ถ้อยคำที่จำเลยสามารถเข้าใจได้ง่าย กับต้องให้โอกาสจำเลยรวมทั้งบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่จำเลยอาศัยอยู่ หรือบุคคลที่ให้การศึกษา หรือให้ทำการงาน หรือมีความเกี่ยวข้องด้วย แถลงข้อเท็จจริง ความรู้สึก และความคิดเห็น ตลอดจนระบุและซักถามพยานได้ไม่ว่าในเวลาใดๆ ในระหว่างที่มีการพิจารณาคดีนั้น (ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ พ.ศ.2534 มาตรา 77)

ศาลที่มีอำนาจรับพิจารณาคดีเด็กหรือเยาวชน

การที่จะฟ้องเด็กหรือเยาวชนต่อศาลให้ถืออายุเด็กหรือเยาวชนในวันที่การกระทำความผิดได้เกิดขึ้น แม้เด็กหรือเยาวชนขณะกระทำความผิดมีอายุไม่เกิน 18 ปี แต่ได้หลบหนีไปจนมีอายุเกิน 18 ปี เช่น หลบหนีไป 10 ปี จนอายุถึง 28 ปี ก็นำมาฟ้องศาลเยาวชนและครอบครัว (ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ พ.ศ.2534 มาตรา 5)

จะต้องเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวมีเขตอำนาจพิจารณาคดีในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่ปกติเท่านั้น (ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯพ.ศ.2534มาตรา58) และศาลเยาวชนครอบครัวท้องที่การกระทำผิดเกิดขึ้น

ในกรณีที่ท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่ปกติ ไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว แต่มีศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด ให้ศาลเยาวชนและครอบครัวที่ความผิดได้เกิดขึ้นในเขตมีอำนาจพิจารณาคดี สำหรับกรณีมีศาลเยาวชนและครอบครัวทั้งในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่ปกติ และในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด เพื่อประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชน ศาลแห่งท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดมีอำนาจรับพิจารณาคดีนั้นได้ด้วย(ปัจจุบันไม่มีแล้ว)

ถิ่นที่อยู่ปกติของเด็กหรือเยาวชน ไม่ใช่ถือตามท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้าน แต่ถือตามท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีที่พักอาศัยเป็นปกติ (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1382/2523)

ข้อสังเกต 1. กรณีไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่ปกติและในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา (ศาลจังหวัด ศาลแขวง) มีอำนาจพิจารณาคดีนั้น (พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2534 มาตรา 58 (4))

 

2.ในกรณีที่ผู้กระทำผิดอายุไม่เกิน20ปีบริบูรณ์กระทำผิดและอยู่ในอำนาจของศาลธรรมดา ถ้าศาลนั้นพิจารณา
โดยคำนึงถึงร่างกายสติปัญญาสุขภาพภาวะแห่งจิตวิสัย เห็นว่าบุคคลดังกล่าวนั้นมีสภาพเช่นเดียวกับเด็กหรือเยาวชน ให้ศาลมีอำนาจโอนคดีไปพิจารณาที่ศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีอำนาจและให้ถืว่าบุคคลนั้นเป็นเด็กหรือเยาวชน (ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ พ.ศ.2534 มาตรา 61)

บุคคลที่เกี่ยวข้องในคด

การสืบพยานในคดีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำผิด
ในคดีที่พยานเป็นผู้ใหญ่ การสืบพยานจะเป็นแบบคดีปกติธรรมดา พนักงานอัยการจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และมาตรา 172-181 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 และระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2528 ข้อ 73-88

 

การสืบพยานในคดีที่พยานเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบแปดปี ตามปกติห้องที่พิจารณาจะต้องไม่ใช่ห้องพิจารณาคดีธรรมดา แต่ถ้าไม่อยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ ก็ให้ใช้ห้องพิจารณาคดีธรรมดา แต่ต้องไม่ปะปนกับการพิจารณาคดีธรรมดา ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2534 มาตรา 72 และพนักงานอัยการจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี และก่อนเบิกความพยานต้องสาบานตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริงเสียก่อน ยกเว้นบุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบสี่ปี (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 (1) และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการคุ้มครองเด็กในคดีอาญา พ.ศ.2543 ข้อ 26-29)

การพิจารณาลับ

การพิจารณาคดีที่ศาลให้กระทำเป็นการลับ พนักงานอัยการจะต้องปฏิบัติตามระเบียบ
กรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2528 ข้อ 73
และเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ
พ.ศ.2534 มาตรา 73 (1)-(7) กำหนดเท่านั้น จึงจะมีสิทธิเข้าฟังการ
พิจารณาคดีได้และ การพิจารณาจะต้องกระทำต่อหน้าที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 มาตรา 90

.............................................................................

1. ขั้นตอนชั้นพนักงานสอบสวน

เมื่อมีการจับกุมเด็ก หรือเยาวชนซึ่งกระทำผิด พนักงานสอบสวนจะต้องแจ้ง การจับกุมไปยัง
ผู้อำนวยการสถานพินิจที่เด็ก หรือเยาวชนนั้นอยู่ในเขตอำนาจ รวมทั้งบิดามารด
ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยด้วยโดยไม่ชักช้า และจะต้องสอบปากคำเด็ก หรือเยาวชนให้เสร็จภายในเวลา 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่เด็หรือเยาวชนนั้นมาถึงที่ทำการ
ของพนังงานสอบสวน
หลังจากนั้นจะต้องส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปควบคุมยังสถานพินิจ
พนักงานอัยการจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ถูกจับกุม ยกเว้นกรณีมีการขอผัดฟ้อง

2. ขั้นตอนชั้นสถานพินิจ

เมื่อเด็ก หรือเยาวชนถูกจับกุมส่งสถานพินิจผู้ปกครองมีหน้าที่ ดังนี้

1. นำหลักฐานแสดงอายุเด็กหรือเยาวชน เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สูติบัตร (ใบเกิด) บัตรประจำรัวประชาชน (ถ่ายเอกสารมาด้วย) มาพบพนักงานคุมประพฤติ กองคุมประพฤติสถานพินิจ

2. หากเป็นนักเรียน ให้นำหลักฐานการเป็นนักเรียนมาแสดง

3. มาให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติ

4. หากประสงค์จะประกันให้แจ้งต่อหนักงานคุมประพฤติเจ้าของสำนวน เพื่อยื่นคำร้องขอประกันตัว

5. กรณีได้ประกันตัวไปแล้ว ให้เด็กหรือเยาวชนมาพบตามกำหนดนัดทุกครั้ง

3. การฟ้องคดีอาญา

        ต้องยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอำนาจ ไม่คำนึงว่าขณะยื่นฟ้องจำเลย
มีอายุเกินเยาวชนแล้ว หรือไม

4. การแต่งตั้งทีปรึกษากฎหมายให้จำเลย

        ในศาลเยาวชนและครอบครัว จำเลยในคดีอาญาจะมีทนายความแก้คดีแทนไม่ได้ แต่มีที่ปรึกษากฎหมายซึ่งปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับทนายความได้ หากไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย
ศาลจะแต่งตั้งให้ เว้นแต่จำเลยไม่ต้องการ และศาลเห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดี
กรณีที่ศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมาย จำเลยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและไม่ต้องเสียค่าตอบแทน หรือค่าป่วยการใด ๆ ให้แก่ที่ปรึกษากฎหมายทั้งสิ้น

5. การพิจารณาคดีในศาล

 การพิจารณาคดีอาญา ศาลจะรับฟังรายงานข้อเท็จจริงต่างๆ  เกี่ยวกับจำเลย และของบิดา  มารดา  ผู้ปกครองหรือบุคคลที่จำเลยอาศัยอยู่ หรือบุคลที่ให้การศึกษาหรือให้ทำการงาน  หรือมีความเกี่ยวข้องเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาด้วย  แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับการ
กระทำความผิดที่ถูกฟ้อง
  โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบรายงานนั้นก็ได้  แต่ถ้าศาลจะรับฟังรายงาน
เช่นนั้นให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยแล้ว
  ให้ศาลแจ้งข้อความตามรายงานนั้นให้จำเลยทราบ  ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่ี่จะแถลงคัดค้านและสืบพยานหักล้างได้

6. การสืบพยาน

         การสืบพยานในคดีอาญานั้น  ศาลจะต้องกระทำต่อหน้าจำเลย การสืบพยานลับหลังจำเลย
จะกระทำได้ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนสามารถมาฟังการพิจารณาเฉพาะการสืบพยานในข้อที่
ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไมแต่ทั้งนี้  ต้องกระทำต่อหน้าที่ปรึกษ
กฎหมายของเด็กหรือเยาวชนนั้น  อนึ่งระหว่างการพิจารณาห้ามมิให้ใช่เครื่องพันธนาการกับเด็ก
เว้นแต่ในความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน  10  ปีขึ้นไป
และระหว่างควบคุมตัวก่อน นำเข้าห้องพิจารณา ต้องจัดมิให้ปะปนกับผู้ใหญ่ด้วย

7. การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง

การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้กระทำเป็นความลับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้นมีสิทธิเข้าฟังได้

กรณีที่ศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคำพิพากษาศาลจะมีคำสั่งปล่อยจำเลยชั่วคราว
หรือจะส่งตัวไปควบคุมไว้ยังสถานพินิจชั่วคราว หรือใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน

8. การอุทธรณ์หรือฎีกา

 เมื่อศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว ถ้าเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ หรือต้องห้ามฎีกา โจทก์จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือฎีกา โดยยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลชั้นต้น
ภายในกำหนด
1เดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์
แล้วแต่กรณี

เมื่อจำเลยได้รับสำเนาอุทธรณ์หรือสำเนาฎีกาของโจทก์แล้ว จำเลยจะแก้อุทธรณ์หรือฎีกาหรือไม่ก็ได้
หากจะแก้ต้องแก้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาอุทธรณ์หรือฎีกา

« Back