คดีโกวิท ฟ้องนายกฯ**



เป็นอีกคดีหนึ่ง ที่ ผบ.ตร.ถูกเด้ง โดยนายกรัฐมนตรี และมีการฟ้องนายกรัฐมนตรี ผู้ออกคำสั่ง โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรี ก็เป็นคนดีคนตรง เหมือนกับ ตัว ผบ.ตร. และสำคัญ ทั้งคู่ก็น่าจะเป็นคนสนิท พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แต่ก็อย่างว่าละ ครับ รักกันชอบกัน ก็เคืองกันได้บ้างในบางโอกาส เพราะการเมือง ก็คือการเมือง มิใช่ข้าราชการประจำเหมือนกัน ????

 โดย มติชน วัน อาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2550 04:18 น.

ได้เห็นหรือได้รับผลการกระทำที่ไม่เป็นธรรมที่สุด จากบุคคลที่มีภาพพจน์ว่ารักความเป็นธรรมที่สุด

คงจำกันได้ 1 เดือน 5 วัน หลังเสียงระเบิด 9 จุดกลางกรุงฉลองรับศักราชใหม่ ขณะที่คนทั้งประเทศยังไม่ทันหายขวัญผวา

แต่บ่ายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ระเบิดอีกลูกก็ตกลงบนเก้าอี้ ผู้นำสีกากี

เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 25/2550 ให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

ที่ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี นั่นหมายถึงว่าผลการประเมินการทำงานในระยะเวลาที่ผ่านมา ได้หารือกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน (ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.) แล้วว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้การปฏิบัติงาน มีความรวดเร็วและก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เหตุผลสั้นๆ ของ พล.อ.สุรยุทธ์

เป็นคำสั่งปลดฟ้าผ่า ชนิดเจ้าตัวแทบไม่ทันตั้งหลัก และไม่อยากเชื่อ ว่าเป็นจริง?!

ผลประเมินของนายกรัฐมนตรี และประธาน คมช. ที่ใช้เด้ง พล.ต.อ.โกวิท ถูกโฟกัสไปที่ ช่วง 1 เดือน 5 วัน ที่ตำรวจจับมือระเบิดไม่ได้ หนำซ้ำยังไปคุมตัวกลุ่มผู้ต้องสังสัยที่เป็นนายทหารคนสนิทของ บิ๊ก คมช. บางคนอีกต่างหาก

นั่นคือเหตุผลที่คนอื่นๆ มองกันไปในขณะนั้น

แต่จนถึงวันนี้ 7 เดือนล่วงมาแล้ว คนส่วนใหญ่คงจะได้รับคำตอบแล้วว่า ผลงานการคลี่คลายคดีระเบิด ไม่น่าจะใช่เหตุผลแท้จริง

เพราะคดีระเบิดไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร และไม่ได้ส่งผลสะเทือนต่อเก้าอี้ผู้นำชั่วคราวแม้แต่น้อย

แม้จะออกแอ๊คชั่นกันบ้างในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังอำนาจเปลี่ยนมือ แต่เป็นไปในลักษณะพื้นๆ หนำซ้ำยังเกิดเหตุระเบิดซ้ำถึง 2 ครั้ง ที่หน้าห้างเมเจอร์รัชโยธิน และตู้โทรศัพท์ข้างพระตำหนักสวนจิตลดา ที่ยังจับมือใครดมไม่ได้ ?!

แม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ยังยอมรับว่า ยังไม่มีอะไรคืบหน้าจากที่เคยได้รับทราบ

ดังนั้น หากจะมองคงไม่ผิดนักว่า ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา ผิดก็ว่าไปตามผิด ว่ากันไปตามกฎหมาย ไม่เอียงข้าง ไม่เลือกฝ่าย เลือกขั้ว ของ โกวิท ผนึกกับพลังของขบวนการเลื่อยขาเก้าอี้ ผบ.ตร. น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ โกวิท ไม่เหมาะกับบทของ ผู้นำตำรวจ ในสายตาของนักการเมืองชุดรัฐประหาร

เพราะในสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ คนตรงอย่าง โกวิท ไม่สามารถสนองตอบเกมทางการเมืองได้แน่ จนถูกเปลี่ยนตัว ไม่ใช่เพราะคดีระเบิดเมืองหลวงค่อนข้างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หลังระเบิดลูกแรกลงตรงเก้าอี้ ผบ.ตร. ของ พล.ต.อ.โกวิท ท่าทีของตำรวจป่ายังนิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหวทั้งปวง

รุ่งขึ้นหลังคำสั่งเด้งฟ้าผ่า โกวิท ยังสวมเครื่องแบบตำรวจเดินทางมาที่สำนักงานชั้น 5 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามปกติ และปฏิบัติอย่างนั้นเรื่อยมา โดยยังคงเดินทางมาที่สำนักงานก่อนเวลาราชการ เพียงแต่เปลี่ยนเวลากลับเร็วขึ้นกว่าเดิม

หลังถูกเปลี่ยนสถานภาพเป็น ผบ.ตร. ช่วยราชการ ห้องสำนักงาน ชั้น 7 ซึ่งเป็นสำนักงานหลักของ ผบ.ตร. ที่ โกวิท แทบไม่ค่อยได้นั่ง เพราะสะดวกที่จะนั่งทำงานที่ห้องชั้น 5 ใช้มาตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.มากกว่า ถูกยึด ตำรวจในสำนักงานต้องเก็บของย้าย ลิฟต์พิเศษของผู้บังคับบัญชาสูงสุดถูกล็อคไม่อนุญาตให้ใช้อีกต่อไป

เหล่านี้แม้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่เป็นสิ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาสีกากีไม่น้อย เพราะในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์กับผู้นำเบอร์หนึ่ง ซึ่งบ่อยครั้ง การให้เกียรติและเคารพในผู้บังคับบัญชา ตามวิสัยผู้มีวินัย ยังคงมีอยู่?!

วันที่ 7 มีนาคม พล.อ.สุรยุทธ์ เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดแรก หลังย้าย โกวิท

พร้อมนัดซ้อนประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ในคราเดียวกัน !!

ก.ตร.ครั้งนั้นมีความพยายามเสนอเปิดตำแหน่ง ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สบ 11) ให้ พล.ต.อ.โกวิท หวังจะย้ายขาดให้ลุกจากเก้าอี้ ผบ.ตร. เพื่อเปิดเก้าอี้ว่างหาคนแทน แต่ไม่สำเร็จ

จากนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกิดขึ้นอย่างโกลาหลเปิดตำแหน่ง พล.ต.ท.-พล.ต.ต. เพิ่มเป็นกรุ

ตามมาด้วยการแต่งตั้งโยกย้ายล้างบาง สลายขั้วอำนาจสาย โกวิท และสายขั้วอำนาจการเมืองเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ผู้บัญชาการยันชั้นประทวน

แต่เวลาผ่านไปเพียงแค่ 2 เดือน วันที่ 24 เมษายน ระเบิดลูกที่ 2 ทำงาน!!

เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ นำคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ระดับ 11 ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 122/2550 ลงวันที่ 22 เมษายน และให้มีผลตั้งแต่นั้น

เป็นคำสั่งย้ายขาด โกวิท พ้นเก้าอี้ ผบ.ตร.

กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ โกวิท ไม่สามารถสงบท่ามกลางความเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป!!

3 วันคล้อยหลังจากคำสั่งย้าย โกวิท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่ปรึกษา (สบ 10) รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) มีหนังสือ ตช.0004.25/252 ลงวันที่ 25 เมษายน ถึง นายกรัฐมนตรี ขอให้นำความกราบบังคัมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พล.ต.อ.โกวิท พ้นจากตำแหน่ง ผบ.ตร. และให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตัวเอง เป็น ผบ.ตร. แทน

การต่อสู้ทางกระบวนการยุติธรรมของ พล.ต.อ.โกวิท เริ่มขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม ด้วยการส่งตัวแทนยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อเลขานุการ ก.ตร. ว่าคำสั่งย้าย ที่ 122/2550 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547

จากนั้น วันที่ 30 เมษายน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ซึ่งศาลมีความเห็นให้ พล.ต.อ.โกวิท มาดำเนินการยื่นร้องทุกข์ต่อ ก.ตร.ก่อน

ที่ประชุม ก.ตร.ในวันที่ 2 พฤษภาคม ไม่ได้นำเรื่องร้องทุกข์ของ โกวิท เข้าพิจารณาจนต้องทวงถาม

ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม คณะอนุ ก.ตร.ร้องทุกข์ ที่มี พล.ต.ท.อำนวย ดิษฐกวี เป็นประธาน มีมติคว่ำคำร้องของ โกวิท โดย 9 เสียง เห็นว่าคำสั่ง ปลด ผบ.ตร. ของนายกรัฐมนตรี ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่อีก 3 เสียงเห็นว่าควรให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ

ล่วงมาจนวันที่ 6 มิถุนายน ก.ตร.จึงได้เห็นชอบตามอนุ ก.ตร. ประทับตรา คำสั่งนายกรัฐมนตรี ย้าย ผบ.ตร. ชอบด้วยกฎหมาย ให้ โกวิท ไปต่อสู้ในศาลปกครอง

ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน โกวิท ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จนเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท พ้นจากตำแหน่ง ผบ.ตร. และห้ามเสนอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งผู้ใดขึ้นเป็น ผบ.ตร.

ถัดมา 9 กรกฎาคม รรท.ผบ.ตร.มีหนังสือด่วนที่สุด ถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตัวเองเป็น ผบ.ตร. อีกครั้ง

นำมาซึ่งคำขออุทธรณ์ของ นายกรัฐมนตรี ขอทุเลาคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในการย้าย พล.ต.อ.โกวิท ของศาลปกครองกลาง โดยศาลปกครองสูงสุดพิจารณาในวันที่ 22 สิงหาคม เห็นควรคงคุ้มครอง ผบ.ตร.ต่อ ให้ยกคำร้องขอทุเลาคำสั่งของนายกรัฐมนตรี

6 วันหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีสร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้ง ?!

เมื่อมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 222/2550 ลงวันที่ 28 สิงหาคม ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 122/2550 ลงวันที่ 22 เมษายน 2550 ที่แต่งตั้ง พล.ต.อ.โกวิท ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ระดับ 11 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นคำสั่งถอนคำสั่งของตัวเองย้อนหลังแต่ให้มีผล ณ วันออกคำสั่ง

ขณะเดียวกัน วันที่ 29 สิงหาคม นายพนมทวน พงษ์พันธ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 1 ผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีปกครองแทนนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องให้ศาลปกครองกลางจำหน่ายคดี ที่ พล.ต.อ.โกวิท ฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ ออกจากสารบบ

โดย พล.อ.สุรยุทธ์ ให้เหตุผลที่ยอมยกธงขาวถอนคำสั่งปลด ผบ.ตร.ว่า เมื่อหารือกับเจ้าหน้าที่แล้ว ก็เห็นควรเคารพในคำสั่งศาล โดยไม่จำเป็นต้องเยียวยา พล.อ.โกวิทแต่อย่างใด

หากวันที่ 22 กันยายนนี้ ศาลปกครองพิจารณาจำหน่ายคดี ผบ.ตร. ฟ้อง นายกรัฐมนตรี เท่ากับว่าการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมและคืนความชอบธรรมแก่ตนเองตามกระบวนการกฎหมายของ โกวิท สิ้นสุดไป 1 ยก

ทั้งยังเป็นบทเรียนแสนแพงสำหรับ นักการเมือง ที่คิดจะเข้ามาล้วงลูก แทรกแซงองค์กรตำรวจ ข้าราชการประจำ โดยไม่รอบคอบ รอบด้าน และรอบรู้อย่างแท้จริง

สำหรับ โกวิท แม้จัดว่ากำชัยในทางกฎหมาย แต่ในทางสังคม ได้เกิดความเสียหาย ด้านชื่อเสียง เกียรติภูมิ ที่ตลอดชีวิตราชการไม่มีประวัติด่างพร้อย

แต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา กลับถูกตราประทับว่าบกพร่องต่อหน้าที่ผู้นำ

จึงเกิดคำถามว่า ควรต้องได้รับการแสดงความรับผิดชอบจากผู้กระทำมากน้อยเพียงใด??!!

ซึ่งในหนังสือชื่อ นายโกวิท ตำรวจป่า รวบรวมประวัติ ชีวิต มุมคิดของ โกวิท วัฒนะ ที่จะแจกเป็นที่ระลึกในโอกาสเกษียณอายุราชการ วันที่ 30 กันยายนนี้ เขียนโดยรองศาสตราจารย์ ดร.บุหงา วัฒนะ น้องสาวแท้ๆ มีหลายตอนน่าสนใจ

แต่จะขอหยิบมาตอนหนึ่ง ซึ่งน่าจะพอบ่งบอกถึงสิ่งที่อยู่ในใจของ โกวิท ตลอดช่วงเวลาที่นั่งบนเก้าอี้อาถรรพ์ และในบทของผู้นำองค์กรต้องคำสาป มาจนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดกว่า 7 เดือนที่ผ่านมา?!

เป็นคำตอบของ พล.ต.อ.โกวิท จากคำถามที่ผู้เขียนตั้งขึ้นว่า

0 สิ่งที่ทำให้ดีใจมากที่สุด โกวิท ตอบว่า ด้านการงาน คือมาอยู่ในตำแหน่งผบ.ตร. ซึ่งมีอำนาจมาก มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องมากมาย แต่ตัวเองก็ยังสามารถรักษาอุดมการณ์ของตนในการทำงานเอาไว้ได้เหมือนเดิม คือยังใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ข้องแวะกับอบายมุขใดๆ ไม่เอาตำแหน่งมาหากินหรือหาประโยชน์อื่นใดใส่ตน ยังสามารถทำงานด้วยความเสียสละเข้มแข็งและอดทน ไม่เบียดเบียนใคร และมีแต่ให้ได้เหมือนเดิม

0 สิ่งที่ทำให้เสียใจมากที่สุด โกวิท ตอบว่า ในด้านการงาน คือการแต่งตั้งคนผิด เคยคิดว่าคนนี้ดีและเหมาะสมกับตำแหน่งนั้น แต่พอแต่งตั้งไปแล้ว เขาไม่ใช่คนดีและเหมาะสมอย่างที่คิด

0 สิ่งที่ห่วงใยมากที่สุด โกวิท ตอบว่า ในด้านการงาน คือปัญหาความมั่นคงของประเทศ

0 สิ่งที่คิดว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. โกวิท ตอบว่า ไม่ว่าใครจะคิดหรือมองอย่างไรก็ตาม และไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม ได้รักษาความเป็นธรรมไว้ และได้ทำหน้าที่ของผู้รักษากฎหมายอย่างดีที่สุดในทุกกรณีอยู่แล้ว

0 เหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด โกวิท ตอบว่า คนที่วางตัวเป็นกลางมาตลอดไม่สามารถอยู่ในสังคมปัจจุบันอย่างมีความสุข เพราะถูกยัดเยียดข้อกล่าวหาต่างๆ มากมาย หรือถูกบังคับให้เลือกข้าง สมัยรัฐบาลที่แล้ว มีข่าวลือว่าจะถูกปลดบ่อยๆ เพราะวางตัวเป็นกลาง พอมาถึงรัฐบาลนี้ ต้องถูกปลดเพราะวางตัวเป็นกลาง

0 สิ่งที่สะเทือนใจที่สุด โกวิท ตอบว่า ได้เห็นหรือได้รับผลการกระทำที่ไม่เป็นธรรมที่สุด จากบุคคลที่มีภาพพจน์ว่ารักความเป็นธรรมที่สุด

เป็นคำตอบที่คมคายของ ผบ.ตร.ตำรวจป่า ที่บอกว่ามีคติยึดมั่นตั้งแต่ก้าวเข้าสู่อาชีพตำรวจว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว !

!

นายนรินคร์ วงศ์ไทย ทนายความ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับมอบอำนาจพล.ต.อ.โกวิท ยื่นฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในความผิดเรื่องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งโดยมิชอบ กรณีมีคำสั่งสำนักนายกฯ ลงวันที่ 22 เมษายน 2550 ให้แต่งตั้งพล.อ.โกวิทไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยศาลปกครองรับคำฟ้องไว้พิจารณาเป็นคดีดำหมายเลข 912/2550 โดยศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนฉุกเฉินในวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม เวลา 11.00 น. คดีนี้ผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ศาลเพิกถอนคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 เมษายน 2550 พร้อมกับยื่นคำขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ให้ศาลสั่งระงับกระบวนนำชื่อพล.ต.อ.โกวิท ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ผบ.ตร. และให้โปรดเกล้าฯ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

 
14 พ.ค.2550
 
วันนี้ (14 พ.ค.) ศาลปกครองกลาง โดยนายอดุลย์ จันทรศักดิ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ที่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในความผิดเรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายที่ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 122 /2550 ลงวันที่ 22 เมษายน 2550 ให้แต่งตั้ง พล.ต.อ.โกวิท ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สำนักเลขานายกรัฐมนตรี

       

โดยศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบความ เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงในข้อพิพาทคดีดังกล่าวว่า พล.ต.อ.โกวิทผู้ฟ้อง ไม่ได้ดำเนินการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว
ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้

“โกวิท”เปิดศึกฟ้องนายกฯต่อศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งย้ายออกจากสตช.นั่งที่ปรึกษานายกฯ ก่อนที่ศาลจะส่งเรื่องกลับให้อดีตผบ.ตร.ไปยื่นอุทธรณ์ก.ตร.ตามระเบียบก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวานนี้ ( 30 เม.ย.) นายนรินทร์ วงศ์ไทย ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ได้ยื่นฟ้องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เรื่องการใช้อำนาจทางปกครองโดยมิชอบในการบริหารงานบุคคล ต่อศาลปกครองกลาง โดยขอให้เพิกถอนคำสั่งย้ายพล.ต.อ โกวิท วัฒนะ จากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และขอให้ศาลปกครองกลางไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งบรรเทาทุกชั่วคราว

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับไว้ในสารบบ โดยระบุเลขคดีดำที่ 851/50 และมีนายอดุลย์ จันทรศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองกลาง เป็นตุลาการหัวหน้าองค์คณะพิจารณา และศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งนัดไต่สวนฉุกเฉินในเวลา 16.30 น.ของวันเดียวกัน โดยเรียกนายนรินทร์ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้อง เข้าให้ถ้อยคำเพื่อไต่สวนฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม หลังการไต่สวน นายนรินทร์ ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการไต่สวนของศาลปกครอง ระบุเพียงว่าต้องใช้เวลารวบรวมเอกสาร และจะขอเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลและคำฟ้องในวันนี้(1พ.ค.) ขณะที่จนกระทั่งเวลา 19.00 น. ศาลปกครองกลางยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกมาแต่อย่างใด

สำหรับสาเหตุของการฟ้องครั้งนี้เชื่อว่า เกิดจากการที่พล.อ.สุรยุทธ์ ใช้อำนาจในฐานะประธานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ(ก.ตร.) มีคำสั่งย้ายพล.ต.อ.โกวิท ออกจากตำแหน่งผบ.ตร. ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ โดยไม่ได้ดำเนินการตามพ.ร.บ.ข้าราชการตำรวจปี พ.ศ.2547

รายงานข่าวจากศาลปกครองแจ้งว่า หลังการไต่สวนฉุกเฉินของศาล พบว่า พล.ต.อ.โกวิท ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน คือการยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) อย่างครบถ้วนก่อนยื่นคำฟ้องในคดีนี้ ดังนั้นศาลจึงแนะนำให้ผู้ฟ้องกลับไปดำเนินการยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของ ก.ตร.ก่อน
 
 

23 พ.ค.2550

โดย คม ชัด ลึก วัน พุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 08:52 น.

ก.ตร.ใหญ่ประชุมพิจารณาคำร้องโกวิทฟ้องนายกฯ วันนี้ พร้อมดันวาระชงเปิดตำแหน่งนายพลอีก 19 อัตรา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00น.วันนี้ (23พค.) จะมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเป็นประธานการประชุมด้วยตนเอง ซึ่งมีวาระสำคัญคือเรื่อง พิจารณาคำร้องทุกข์ของพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.กรณี ร้องเรียนว่า พล.อ.สุรยุทธ์ มีคำสั่งแต่งตั้งไปเป็นข้าราชการประจำสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่เป็นธรรม หลังจากที่ อนุก.ตร.ด้านร้องทุกข์เสียงข้างมากมีมติเห็นชอบตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยผลการพิจารณาของก.ตร.ในครั้งนี้จะถือเป็นการสิ้นสุดในกระบวนการร้องทุกข์ต่อก.ตร.และพล.ต.อ.โกวิทจะสามารถนำไปใช้เป็นหลัก ฐานการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ต่อไป

นอกจากนี้ยังมีวาระการเสนอขอให้ก.ตร.อนุมัติตำแหน่งนายตำรวจยศ พล.ต.ต.และพ.ต.อ.(พิเศษ)ที่เปิดใหม่ รวม 87 ตำแหน่ง โดยเป็นตำแหน่งระดับ รองผบช. 19 ตำแหน่ง และ รองผบก. 68 ตำแหน่ง เพื่อมาประจำในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 และนครบาล สำหรับตำแหน่งรองผบช. และให้สังกัดในกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ในตำแหน่งระดับรองผู้บังคับการ

 

10 ก.ย.2550

ทนายโกวิท จนด้วยเกล้า ยอมรับสภาพ หลัง “สุรยุทธ์” สั่งเพิกถอนคำสั่งโยกนั่งที่ปรึกษาสำนักนายกฯ เพราะอาจถูกศาลปกครองสั่งจำหน่ายคดี ขอหารือลูกความ ก่อนเดินหน้าฟ้องทั้งแพ่ง-อาญา ฐานทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
       

  วันนี้ (10 ก.ย.) นายนรินทร์ วงศ์ไทย ทนายความของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีที่นายกฯ มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งย้าย พล.ต.อ.โกวิท ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำ เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขึ้นเป็น ผบ.ตร.ดังกล่าว และขอให้ศาลปกครองจำหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบ ว่า เมื่อนายกฯมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งแล้ว ศาลปกครองก็คงจะต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบ เพราะในการฟ้องคดีนั้น เราต้องการให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ผิดกฎหมาย และไม่ให้ความเป็นธรรม ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ฟ้องคดีก็คงไม่ติดใจสงสัยอะไร แต่ในส่วนอื่นก็อาจจะต้องดำเนินการกันต่อไป อาทิ เรื่องการฟ้องอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย เพราะถือว่าการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว ตั้งแต่มีคำสั่งออกมา อีกทั้งคำสั่งดังกล่าวก็ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางชื่อเสียงและให้เกิดความเข้าใจผิดว่าถูกย้ายเพราะกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือปฏิบัติราชการบกพร่อง ซึ่งตนจะนำเสนอผบ.ตร.เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
       
       เมื่อนายกฯยอมรับว่า คำสั่งที่ออกมาผิดพลาด และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งดังกล่าวไป เรื่องในส่วนของศาลปกครองก็คงจบ เพราะไม่มีเหตุแห่งการฟ้องคดีแล้ว แต่ที่สำคัญก็คือ เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดในด้านการบริหารงานบุคคล ที่คนระดับนายกฯไม่ควรผิดพลาด หรือเมื่อรู้ว่าพลาดแล้วก็ควรจะแก้ไขโดยด่วน หรือแก้ไขตั้งแต่วันที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้นายกฯยื่นทูลเกล้าฯ ผบ.ตร.คนใหม่ แต่กลับยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองต่อศาลปกครองสูงสุดอีก จนเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง แล้วจึงเพิ่งมาเพิกถอนคำสั่ง หลังจากที่เวลาผ่านมาหลายเดือน จึงส่งผลเสียให้ พล.ต.อ.โกวิท ถูกเข้าใจผิดว่ากระทำความผิดจนต้องถูกย้ายจากตำแหน่ง ดังนั้น กรณีนี้อาจจะต้องดำเนินคดีต่อในทางแพ่งและอาญา และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง” นายนรินทร์ กล่าว

เมื่อวันที่ 10 กันยายน

นายพนมทวน พงษ์พันธ์ อัยการจังหวัดประจำกรมฝ่ายคดีปกครอง 1 เจ้าของสำนวนรับผิดชอบคดีให้แก่ พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งถูก พล.ต.อ.โกวิทยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง กล่าวว่า หลังจากที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 122/2550 ลงวันที่ 22 เมษายน 2550 แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าวซึ่งลงนามรับรองสำนวนถูกต้องมาให้ตนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนั้น ตนจึงทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมส่งสำเนาคำสั่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าวให้ศาลปกครองกลางทราบแล้ว พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพื่อมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบความด้วย

 

 ผู้สันทัดกรณีทางปกครองให้ความเห็นว่า การชิงถอนคำสั่งของ พล.อ.สุรยุทธ์ ถ้าศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบ ผู้ออกคำสั่งอาจมีความผิดทางอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และทางแพ่งด้วย

 

ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ได้ลงนามเพื่อยกเลิกคำสั่งดังกล่าว และตำแหน่งของพล.ต.อ.โกวิทวันนี้ก็ยังคงเป็น ผบ.ตร.อยู่เช่นเดิม เพียงแต่มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ก็ยังเป็น รักษาการ ผบ.ตร. ผู้สื่อข่าวถามว่าจะไม่เป็นการขัดแย้งกันเองระหว่างคำสั่งทั้ง 2 ฉบับหรือ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้ขัดแย้ง เป็นไปตามเจ้าหน้าที่ที่ได้เสนอข้อคิดเห็นขึ้นมา และสาเหตุที่ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกฯ ได้หารือเจ้าหน้าที่แล้ว เห็นว่าเมื่อศาลปกครองกลางมีคำสั่ง เราก็ต้องเคารพในคำสั่งของศาล และคงไม่มีผลต่อการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด เพราะ พล.ต.อ.โกวิทคงรับราชการจนถึงสิ้นเดือน กันยายนนี้ ส่วนคำสั่งของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย เซ็นได้ในฐานะรักษาการ ผบ.ตร.

ต่อข้อถามว่ารัฐบาลได้เยียวยาอะไรให้ทาง พล.ต.อ.โกวิทบ้างหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า คงไม่ได้เยียวยา เพราะเป็นเรื่องที่ได้พิจารณาในทุกๆ ฝ่ายแล้ว เพื่อที่จะทำให้การบริหารในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นไปด้วยความราบรื่นมากยิ่งขึ้น

 15 ก.ย.2550

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีพิพาทที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ระดับ 11 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย(15 ก.ย.) จากกรณีที่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ยื่นฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี  ฐานมีคำสั่งโดยมิชอบที่ 122/2550 ลงวันที่ 22 เมษายน 2550  ให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ระดับ 11 สำนักนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียง 5 เดือนเศษก็จะเกษียณอายุราชการ และแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน


จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อจำกัดการใช้อำนาจตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ซึ่งบัญญัติให้การโอนข้าราชการตำรวจไปรับราชการในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นจะกระทำได้เมื่อเจ้าตัวสมัครใจ แต่ทั้งนี้ พล.ต.อ.โกวิท มิได้สมัครใจที่จะพ้นจากตำแหน่งที่ครองอยู่ หรือพ้นจากการเป็นข้าราชการตำรวจไปเป็นข้าราชการประเภทอื่น นอกจากนั้นการออกคำสั่งดังกล่าวไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน เพียงแต่มีการขอความเห็นชอบหรือแจ้งคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบในภายหลังต่อมาพล.ต.อ.โกวิท มีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งยกเลิกคำสั่ง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา และย้อนหลังไปถึงวันออกคำสั่ง

ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า 

มูลคดีพิพาทเกี่ยวกับการแต่งตั้งโดยมิชอบด้วยกฏหมาย และทำให้ พล.ต.อ.โกวิท เสียหาย จึงเป็นอันสิ้นผลลง 

และย่อมทำให้เหตุแห่งการฟ้องคดีหมดสิ้นไป 

ไม่มีความจำเป็นที่ศาลต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดหรือกำหนดคำบังคับในคดีนี้อีกต่อไป 

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ

 

 

« Back