คดีเสรีพิศุทธ์ ฟ้องนายกฯ**



“เสรีพิศุทธ์” เดือดจัด เตรียมทำหนังสือถามเหตุผล “สมัคร” ย้ายประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ หากเหตุผลไม่เป็นธรรม เตรียมฟ้องฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ต่อศาลฎีกานักการเมือง ทันที

 วันนี้ (29 ก.พ.51) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงคำสั่งย้ายให้ไปปฏิบัติราชการสำนักงานนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือโยกย้าย และเพิ่งทราบจากสื่อมวลชน โดยวันนี้จะขอทำภารกิจที่ภาคใต้ให้เสร็จสิ้นก่อน และจะกลับทันที จากนั้นตนจะทำหนังสืออย่างเป็นทางการ สอบถามไปยังนายกรัฐมนตรี ถึงเหตุผลที่ถูกโยกย้ายว่าเป็นเพราะอะไร และหากนายกรัฐมนตรี ชี้แจงมา หากเหตุผลที่โยกย้ายไม่มีความเป็นธรรม หรือ ไม่โปร่งใส ก็จะทำเรื่องฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต่อไป
       
       “ที่ผ่านมา ผมทำงานไม่เคยบกพร่อง ปฏิบัติหน้าที่ดีที่สุด จึงไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าย้ายเพราะอะไร”
       
       ต่อข้อถามที่ว่า เป็นเพราะมาจากสาย คมช.หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ไม่น่าเกี่ยวกัน เพราะก่อนมาเป็น ผบ.ตร.ตนเองก็ถูกย้ายไปเป็นที่ปรึกษามาก่อน ซึ่งสาเหตุที่โยกย้ายครั้งนี้ น่าจะไปถามนายกรัฐมนตรี จะดีกว่า
       
       อย่างไรก็ตาม ขณะที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มีสีหน้าเคร่งเครียดและไม่พอใจต่อคำสั่งโยกย้ายครั้งนี้
       
       นอกจากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังยืนยันว่า ไม่รู้สึกน้อยใจ เพราะที่ผ่านมาตนก็ทำงานดีที่สุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี 5 สมาพันธ์ ในพื้นที่ภาคใต้ เตรียมยื่นถวายฎีกา เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อีกด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม สำหรับคำสั่งโยกย้าย และคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวน ดังนี้
       
       สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งที่ 35/2551 เรื่องให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยคำสั่งได้อาศัยอำนาจความในมาตรา 11(4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และมาตรา 72(1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งต่อไปนี้
       
       ให้ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน และให้ พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 ลงชื่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
       
       อีกทั้งยังมีคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 เรื่องแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และคำสั่งให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเรียนถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
       สิ่งที่ส่งมาด้วย 1.สำเนาคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลับมากที่ 34/2552 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 จำนวน 3 แผ่น 2.สำเนาคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 35/2551 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 จำนวน 1 แผ่น
       
       คำสั่งระบุว่า ด้วยนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยมีท่านเป็นผู้ถูกกล่าวหา รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่แนบมาด้วย 1 และมีคำสั่งให้ท่านมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่แนบมาด้วย 2 ลงชื่อ นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
       
       ด้าน นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เชื่อว่า การให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ รองผบ.ตร. รักษาการแทน เป็นการขัดตาทัพ คาดว่า ช่วงฤดูกาลโยกย้ายเดือนตุลาคม จะต้องมีการพิจารณาแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ เป็น ผบ.ตร.แน่นอน แต่ทั้งนี้ หาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฮึดสู้เต็มที่ทำเรื่องถึงศาลฎีกา คำสั่งที่ถูกโยกย้าย อาจไม่เป็นผลบังคับใช้ก็ได้
       
       อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 มี.ค.เวลา 10.00 น.กลุ่มพันธมิตรฯจะประชุมกำหนดท่าที และมาตรการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะการย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ครั้งนี้เป็นธรรมหรือไม่ ต่อไป


 

เมื่อวันที่ 10 เมษายน พล.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ได้เปิดแถลงข่าวภายหลังจากถูกนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ออกจากราชการเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา

การ ที่ออกมาพูดในครั้งนี้เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับบสน เพราะก่อนหน้านี้พยายามสงบมาโดยตลอด เพื่อให้มีการสอบสวนเรื่องราวที่ร้องเรียนก่อนเลย แต่เมื่อมีคำสั่งให้ออกจากราชการ ผมต้องออกมาชี้แจง และขอย้ำว่า ตอนนี้ผมยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอยู่ ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าลงมา ผมไม่ต้องการใส่ร้ายป้ายสีใคร แต่ที่ผ่านมาการทำงานของนายกรัฐมนตรี มีการโยกย้ายข้าราชการมาตลอดขณะที่นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ทำงานเลย

ส่วน เรื่องที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ให้มีการสอบสวนวินัยร้ายแรงตผมใน 3 เรื่องคือรถเช่า การตำหนิลูกน้อง และการแต่งตั้งโยกย้าย นั้นผมก็ทราบว่า คนที่ร้องเรียนเป็นนายตำรวจที่ถูกสำรองราชการ อยู่ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งเป็นปฎิปักษ์กับผม โดยนายตำรวจคนนั้น นำเรื่องร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ แต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีก็เซ็นต์คำสั่งให้ผมไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เรื่อง นี้มีการร้องเรียนผมเพียงวันเดียวแต่ก็สั่งย้ายเลยจะเอาเวลาไหนไปสอบสวน แสดงให้เห็นว่า มีเจตนากลั่นแกล้งให้ผมพ้นจากตำแหน่ง มีการทำเป็นขบวนการ อยากได้ตำแหน่ง ผบ.ตร. จะเห็นได้ว่า คนที่ร้องนายกฯจะฟังได้หรือไม่ ผมขอบอกว่า เขาถูกสำรองราชการไม่รู้เรื่องรถเช่า เรื่องออกคำสั่ง นายกฯพิจารณาเพียงหนังสือร้องเรียน แล้วสั่งผมไปช่วยราชการเป็นการทำได้หรือ ก่อนหน้านี้ผมได้ให้คนกลางไปเจรจรากับนายกฯว่า หากอยากได้ตำหน่งผบ.ตร.ผมพร้อมจะลาออก แต่ขอให้ยกเลิกคำสั่งสอบสวนวินัยร้ายแรงผมแต่เรื่องก็เงียบไป

การ ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ถ้อยคำที่มิบังควร และไม่เหมาะสม ในบันทึกของกองสวัสดิการที่มีการเสนอให้พิจารณาการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ที่จะมีขึ้นภายในวันที่ 21-28 มีนาคมนั้น ผมเห็นว่าการแข่งขันกีฬาเป็นเรื่องที่ดี เพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างการไว้ทุกข์ตามมติคณะ ครม. หากมีการแข่งขันกีฬาจึงไม่เป็นการบังควร แต่เจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้าห้องแทงเรื่องเข้ามา โดยไม่ใช้สมอง ผมจึงเขียนลงไปว่าควายรึเปล่า ลงในบันทึกซึ่งไม่ใช่คำสั่ง แต่ลูกน้องกลับมักง่าย นำบันทึกต่างๆไปแจกจ่าย และมองว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่มิบังควร และพยายามดึงให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบัน

หลังจากนั้นวันที่ 8 เมษายน นายกรัฐมนตรี ก็มีการสั่งสอบสวนผม 4 เรื่องเพราะว่ารู้คำสั่งแรกที่สั่งให้มีการสอบสวนผมนั้นพลาดไปที่ไม่ได้มี การตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนเพียงการสั่งสอบวินัยร้ายแรงเท่านั้น เมื่อรู้ตัวว่าพลาดจึงได้สั่งสอบข้อเท็จจริงขึ้น อย่างไรก็ตามเรื่องที่กล่าวหาว่า ผมทุจริตการสอบสวนผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตลำไยปี 2547 นั้น เรื่องนี้การสอบสวนของตำรวจจำเป็นต้องสอบสวนพยาน ผู้ต้องหาจำนวนมาก ดังนั้นการทำงานต้องใช้เวลาใช้งบประมาณ

เรื่อง นี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้งบลับมา 15 ล้านบาท จึงได้ไปเปิดบัญชีสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อเบิกจ่ายเงินในการสอบสวนแต่ละครั้ง โดยผมใช้เงินก้อนนี้ไปเพียง 4 หมื่นบาทเป็นค่าใช้จ่ายการเดินทาง เรื่องที่พัก ส่วนที่เหลือลูกน้องก็นำไปใช้ในการทำงานทั้งนั้น ซึ่งมีหลักฐานตรวจสอบได้ทุกอย่าง

ส่วนเรื่องที่มีการล๊อคสเป๊กรถจักรยานยนต์นั้นยืนยันว่าไม่ได้มีการล๊อคสเป๊กทำตามขั้นตอนทุกอย่าง มีการทำทีโออาร์อย่างถูกต้องและสามารถซื้อรถจักรยานยนต์ได้ในราคาต่ำกว่า ราคากลาง และเรื่องที่ดินในอ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นั้นผมมีโฉนดถูกต้องโดยรีสอร์ตภูไพรน้ำ ด้านหนึ่งติดแม่น้ำแควน้อย ซึ่งเป็นที่โค้งทำให้น้ำกัดเซาะ ผมจึงได้ประสานไปที่กรมเจ้าท่า เพื่อนำหินดินมาถมป้องกันน้ำกัดเซาะ ซึ่งก็ทำตามขั้นตอนตามขั้นตอนทุกอย่าง อย่างไรก็ตามในรีสอร์ตมีบ้านหลังหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำพื้นที่ของกรม ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์นั้น ผมก็ได้ไปติดต่อขอเช่าพื้นที่ในระยะเวลา 5 ปี ในราคา 7 หมื่นกว่าบาท

ส่วน ข้อกล่าวหาว่าใช้เฮลิคอปเตอร์นั้น เป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่จะอนุมัตินำไปใช้ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ ได้ เพราะการทำงานไม่จำเป็นต้องนั่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเดียว ก็ต้องไปทำงานต่างจังหวัดด้วยมีอำนาจในการใช้เฮลิคอปเตอร์และจะให้ใครนั่งก็ ได้

อย่าง ไรก็ตามคำสั่งที่ให้ผมออกจากราชการไว้ก่อนนั้น ผมจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งกับ ก.ตร.ตามกฎหมายภายใน 30 วันต่อไป จากนั้นก็จะไปยื่นฟ้องศาลปกครองว่าออกคำสั่งโดยมิชอบ และจะยื่นฟ้องนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง ฐานละเว้นปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อไป

“สำหรับนายสมัคร ผมเคยนับถือด้วยความเป็นนักการเมืองอาวุโส แต่อยากถามว่ากฎหมายมีไว้ให้ทุกคนทำตาม แต่คุณกลับทำให้คนเสียได้รับความเสียหาย อยากให้ดูว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร”

 พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร. สถานภาพการเป็นข้าราชการตำรวจของท่านสิ้นสุดลงตั้งแต่มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน คือ วันที่ 8 เมษายน

” การใช้สถานที่ ตร.แถลงข่าวอาจไม่เหมาะสม แต่ ตร.ก็อนุญาต อย่างไรก็ตาม เป็นสิทธิ์ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ทำได้”

เมื่อ ถามถึงกรณีที่ นายศักดาพินิต ณรงค์ชาติโสภณ ที่ปรึกษากฎหมายของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า การตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงอดีต ผบ.ตร.ในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 34/2551 ไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังไม่มีการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนนั้น ตนมองว่าเป็นข้อสังเกตจากท่านหนึ่ง เรื่องข้อกฎหมาย ข้อระเบียบ เป็นเรื่องที่มีการออกคำสั่งไปแล้วส่วนใครจะมีข้อสังเกตอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ ของคนนั้น

“การตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโดยไม่ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน นั้นสามารถทำได้ สามารถสอบสวนวินัยร้ายแรงได้เลย มีระเบียบข้อกฎหมายของตำรวจที่ทำได้ ซึ่งเป็นเรื่องของรายละเอียด ยืนยันว่า การออกคำสั่งนี้ไม่ผิด และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ก็เป็นคนออกคำสั่งเอง ตรงนี้ต้องมั่นใจว่าทำถูกขั้นตอน และทำได้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาและข้อมูลที่ผู้มีอำนาจเห็น แต่ถ้า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มองว่า ผิดพลาดก็มีสิทธิ์ดำเนินการขออุทธรณ์ได้”

เมื่อถามถึงสถานะของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในขณะนี้ พล.ต.ท.วัชรพล กล่าวว่า ตอนนี้โดยกฎหมาย ถือว่าสถานภาพการเป็นข้าราชการตำรวจของท่านสิ้นสุดลงตั้งแต่มีคำสั่งให้ออก จากราชการไว้ก่อน คือ วันที่ 8 เมษายน และโดยข้อกฎหมายเมื่อตำแหน่ง ผบ.ตร.ว่างลง ก็ขึ้นกับผู้มีอำนาจตามกฎหมายก็จะดำเนินการไปตามขั้นตอน ซึ่งการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) วาระเพื่อเสนอแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ก็ยังคงยืนยันว่า จะมีในวันที่ 11 เมษายนเวลา 15.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล

“หากท่านเห็นว่าคำสั่งไม่ชอบธรรม ก็ร้องทุกข์ ต่อ ก.ตร.ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง ซึ่งเป็นไปไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 แต่ผมยังไม่ทราบว่ามีการร้องมาแล้วหรือไม่”

ส่วนเรื่องที่จัดให้มีการแข่งกีฬาและด่าลูกน้องนั้น เห็นว่าการแข่งกีฬาเป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายของตำรวจไม่น่าจะเกี่ยว ข้องกับพระราชพิธีศพ และการด่าลูกน้องเป็นเพียงคำถามพูดต่อท้ายกับลูกน้องไม่ใช่เป็นคำด่า แต่ถึงขั้นต้องมีการสอบสวนเรื่องนี้เลยหรือ และในข้อร้องเรียนพยายามโยงผมให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสถาบัน ส่วนประเด็นการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนั้น คนที่ร้องไม่รู้กฎหมาย เพราะการแต่งตั้งทุกครั้งสามารถทำได้ทุกอย่าง และผ่านการอนุมัติของ ก.ตร.ทั้งหมด

 

กรณีที่รัฐบาลโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายคนภายในช่วงเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์

โดยรายล่าสุดนั้น นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ในหลายกรณีตามที่มีผู้ร้องเรียนมา และมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ขู่จะยื่นฟ้องกลับต่อศาลอาญา หากนายสมัครไม่สามารถชี้แจงเหตุผลในการออกคำสั่งดังกล่าวได้กระจ่างแจ้งนั้น
  

“สมัคร” ไม่หวั่น “เสรีพิศุทธ์” ฟ้องอาญา
 

เมื่อเวลา
15.00 น. วันที่ 1 มี.ค. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ซึ่งถูกคำสั่งให้มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ขู่จะฟ้องต่อศาลอาญาว่า เป็นอย่างนั้นเหรอ ขู่เลยเหรอ สื่อมวลชนฟังเสียงอย่างไรที่บอกว่าเขาขู่ ผู้สื่อข่าวถามว่า ระบุว่าถ้ามีคำสั่งโดยมิชอบจะฟ้องอาญามาตรา 157 นายสมัครตอบว่า นักข่าวแปลให้เสร็จเลยว่าขู่ เป็นความเห็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ไม่มีปัญหา เมื่อถามว่าพร้อมที่จะให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เข้าพบหรือไม่ นายสมัครตอบว่า ตอนนี้ต่างคนต่างเข้าใจทั้ง 2 ฝ่ายว่าใครทำอะไร อย่างไร ถ้าตนทำผิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ก็ฟ้องตนไป ไม่มีปัญหา

 
ระบุคำสั่งเด้งถือว่ารักษาไมตรีแล้ว 

ต่อข้อถามว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยวิจารณ์ว่า การเด้ง ผบ.ตร.เพื่อเตรียมการให้ พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร.แทน นายสมัครตอบว่า นักข่าวชอบจริง คนพวกนั้นเป็นหมอดูหรือ แล้วกลุ่มพันธมิตรฯพูดในฐานะอะไร ทำไมตนต้องชี้แจง เมื่อถามว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร นายสมัครตอบว่า ไม่ทราบ ขอให้ไปฟังเอง เมื่อถามว่าหากการสอบวินัยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เสร็จแล้วจะตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่เลยหรือไม่ นายสมัครตอบว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการ ตำแหน่ง ผบ.ตร.อยู่แล้ว เข้าใจหรือไม่คำว่ารักษาการ ยังไม่ได้แต่งตั้ง
 

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้สังคมเข้าใจถึงการเด้งผบ.ตร. เพราะ ผบ.ตร.เป็นสมาชิก คมช. นายสมัครตอบว่า


ถ้าดูไมตรีของตน มีคนเสนอเหตุผลให้หนึ่ง สอง สามข้อ อย่างดุเดือด ตนก็เลือกข้อสามที่เบาที่สุด รักษาไมตรีให้ดีที่สุด และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ก็จะปลอดภัยที่สุด คิดว่าต้องป้องกัน ผบ.ตร.เอาไว้ สมัยที่ตนเป็น รมว.มหาดไทยเคยเป็นผู้บังคับบัญชาตำรวจมาก่อน ตอนนี้เป็นนายกฯมาดูแลตำรวจ ก็ต้องป้องกันผู้ใต้บังคับบัญชา จะได้จบกันอย่างดี

22 ก.ย.2554

ศาลอาญาประทับรับฟ้อง คดี พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์  อดีต ผบ.ตร. ฟ้องคณะกรรมการสอบวินัย ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

วันนี้ (22ก.ย.) ที่ห้องพิจารณา  906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำ อ.3716/2553 ที่ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. เป็นโจทก์ ฟ้อง นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่ 1 นายวชิระ เพ่งผล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 2  พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ รองผบช.สำนักงานกฎหมายและสอบสวน ที่ 3 พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบก.ตำรวจสื่อสาร สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารที่ 4  นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ที่ 5  นายมงคล แสงหิรัญ ที่ 6 นายวรพันธ์ เย็นทรัพย์  ที่ 7และนายนัที เปรมรัศมี ที่ 8 เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ตามฟ้องโจทก์บรรยายสรุปว่า จำเลยทั้งหมดได้รับคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 71/2551 ในสมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง โจทก์ที่ถูกร้องเรียนรวม 4 กรณี  ประกอบด้วย กล่าวหาว่า 1.โจทก์ทุจริตเงินงบประมาณที่ใช้ในการสืบสวนสอบสวนผู้กระทำความผิดในโครงการรับซื้อลำไยปี 2547 2.กรณีโครงการทุจริตจัดซื้อรถจักรยานยนต์ สายตรวจขนาด 200 ซีซี พร้อมอุปกรณ์  จำนวน 19,147 คัน 3.กรณีกล่าวหาว่า รีสอร์ท ภูไพรธารน้ำ ของโจทก์ ตั้งอยู่ที่  ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ถมหิน ดิน กรวด ทรายจำนวนมากล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำแควน้อย แล้วยึดถือครองที่ดินที่บุกรุกแม่น้ำแควน้อย และ 4.กรณีกล่าวหาว่า โจทก์สั่งการให้กองบินตำรวจจัดเฮลิคอปเตอร์ใช้สนับสนุนภารกิจ ผบ.ตร. เพื่อใช้เดินทางไปพักผ่อนและดูแลกิจการรีสอร์ทภูไพรธารน้ำเป็นการส่วนตัว
 
โดยจำเลยที่ 1,4 และ8 เป็นกรรมการและเลขานุการ ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ก.ย.51 จำเลยที่ 1–4 ร่วมกันมีหนังสือเชิญโจทก์ไปพบ ซึ่งโจทก์ทราบดีว่าจำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่จะทำการสอบสวน ต่อมาจำเลยที่ 1-4 ทำรายงานสืบสวนข้อเท็จจริงเสนอต่อนายกรัฐมนตรี อ้างว่าได้สืบสวนตามหลักเกณฑ์เสร็จแล้ว แต่ความจริงแล้วยังไม่ได้ทำการสอบสวนโจทก์แต่อย่างใด การเร่งรัดให้รีบแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยโจทก์โดยไม่ได้มีการพิจารณารายงานเสียก่อน แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ จึงขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาแก้ต่างคดีและพิพากษาลงโทษตามความผิดด้วย

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า คดีมีมูลและให้ประทับรับฟ้อง เฉพาะจำเลยที่ 2 ,5,6และ 8 ส่วนจำเลยที่ 1,3,4 นั้นโจทก์เคยยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาไว้แล้วในกรณีเดียวกัน และคดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน เป็นการฟ้องซ้อน พิพากษายกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 7 โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว ศาลจึงนัดสอบคำให้การจำเลย และตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ เวลา09.00 น.
 


« Back