คดีพัชรวาท ฟ้องนายกฯ**


ศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2551 18:09:07 น.

แหล่งข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีคำสั่งโยกย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พ้นจากตำแหน่ง ผบ.ตร.เข้ามาช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ(จตช.) รักษาการแทน

วันนี้(28 พ.ย.)ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งสำนักนายรัฐมนตรี ที่ 305/2551 ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)มาปฎิบัติงานสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนของสังกัดเดิมไปก่อนและให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เจรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551

 

ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวระบุว่า “คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้ข้าราชการปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ความว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมาตรา 72 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนจากสังกัดเดิมไปพลางก่อน และให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสิรฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ลงชื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี”

มีรายงานว่า สำหรับเหตุผลการสั่งโยกย้าย ผบ.ตร.ในครั้งนี้ เหตุผลหลัก น่าจะมาจากกรณีที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ไม่สนองนโยบายรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ขั้นเด็ดขาด ปล่อยให้มีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว สนามบินดอนเมือง ขณะเดียวกันการแต่งโยกย้ายนายตำรวจระดับ รองผบก.-สว. วาระประจำปี ที่ผ่านมา นายตำรวจหลายนายซึ่งเป็นเด็กเส้นสายนักการเมืองพรรคพลังประชาชน ไม่ได้รับการแต่งตั้ง โดยเฉพาะสาย”เจ๊แดง” ซึ่งสาเหตุทั้งสองข้อที่กล่าวมาเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ถูกสั่งให้ช่วยราชการ ทั้งที่ยังเหลืออายุราชการเกือบ 1 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายหลังผบ.ตร.ถูกสั่งให้ไปช่วยราชการ ว่า ทั้งพล.ต.อ.พัชรวาท และพล.ต.อ.ปทีป ไม่อยู่ภายในสำนักงาน ผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปสอบถามจากเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน ซึ่งได้รับแจ้งว่าทั้งพล.ต.อ.พัชรวาท และพล.ต.อ.ปทีป ไปราชการข้างนอก

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็นน้องชายสายเลือดเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับคณะมนตรีความมั่งคงแห่งชาติเกือบทั้งคณะ เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2492 เป็นคนบางกะปิ กรุงเทพฯ เรียนเตรียมทหารรุ่น 9 นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 25 บรรจุที่กองกำกับการสนับสุนนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (กก.สอ.ตชด.) โยกเป็นรองสารวัตรที่ กองทะเบียน แล้วย้ายมาดูงานกำลังพลที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ก่อนขึ้นเป็นผู้กำกับการและรองผู้บังคับการที่กองบังคับการตำรวจทางหลวง เป็นผู้บังคับการกองพลาธิการ เป็นผู้ช่วยผบช.ก. เป็นรอง ผบช.ภ.3 แล้วเลื่อนยศเป็น พล.ต.ท.ในตำแหน่ง ผบช.ประจำ ตร.ก่อนเป็น ผบช.สันติบาล เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ทำหน้าที่ที่ปรึกษา บก.สส.และขึ้นเป็นรอง ผบ.ตร.ในปี พ.ศ.2548 ดูแลงานด้านบริหาร ก่อนสลับมาคุมงานด้านป้องกันปราบปรามเมื่อตุลาคม 2549 ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ารักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 ก.พ.2551 แทนพล.ตงอ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวช

ในส่วนของพล.ต.อ.ปทีปนั้น จบนักเรียนนายตำรวจรุ่น 25 รุ่นเดียวกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ โดยจะเกษียณอายุราชการปี 2553 เริ่มต้นชีวิตราชการในบช.ตชด. เป็นรองสารวัตรประจำแผนกทะเบียนพล สำนักเลขานุการตำรวจ และย้ายมาทำงานด้านกำลังพล ก่อนเป็นนายเวรผู้บังคับการ กองบังคับการอำนวยการ บช.ภ.1 และขึ้นสารวัตรมาทำงานด้านปราบปราม เป็นสารวัตรฝ่ายป้องกันปราบปราม สภ.อ.เมือง ปทุมธานี จากนั้นโยกมาทำงานในกองกำลังพลจนเป็นผกก.ฝ่ายวิเคราะห์และกำหนดตำแหน่ง กองกำลังพล ตามด้วย รองผบก.กองสวัสดิการ ก่อนติดยศพล.ต.ต.เป็นผบก.อก.สนง.วิทยาการตำรวจ แล้วโยกเป็นผบก.กองงบประมาณ ดูแลดานการเงินและบริหารจัดการงบฯ

ต่อมา ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยผบช.ที่สำนักงานแผนงานและงบประมาณ เป็นรองผบช.สำนักงานกำลังพล เป็นรองผบช.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ และขึ้นเป็น ผบช.สำนักงานแผนงานและงบประมาณ ติดยศพล.ต.ท. ปีพ.ศ. 2545 ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. แล้วขึ้นเป็นที่ปรึกษาสบ.10 ติดยศ พล.ต.อ.ในปี 2548 ก่อนเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะมาเป็นจเรตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งรักษาราชการแทนผบ.ตร.ในครั้งน

 

ช่าวสด

เรื่องของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. ซึ่งนายอภิสิทธิ์เซ็นย้ายจากผบ.ตร.ให้ไปช่วยราชการ ต่อมาพล.ต.อ.พัชรวาทยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือก.ตร. แล้วก.ตร.มีมติ
ให้ยกโทษดังกล่าวโดยให้นายอภิสิทธิ์เซ็นยกเลิกคำสั่งให้ไปช่วยราชการ แต่นายอภิสิทธิ์ส่งเรื่อง
ให้กฤษฎีกาตีความแล้วตีความอีกสุดท้ายยังไม่ยอมเซ็น ทั้งที่ผลตีความบ่งบอกอะไรไว้ชัดเจนหมด!
อาจเพราะเกรงอกเกรงใจขาใหญ่ม็อบ แต่บัดนี้ความเกรงอกเกรงใจนั้นหมดไปแล้วอย่าง สิ้นเชิง การเซ็นยกเลิกคำสั่งย้ายไปช่วยราชการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร พล.ต.อ.พัชรวาทก็เกษียณ
อายุราชการนานแล้ว เพียงแค่ขอความถูกต้องความเป็นธรรมกลับคืนมา! จะว่าไปแล้ว ในจังหวะที่ชีวิตคงสงบนิ่งลงไปมากหลังพ้นจากงานรัฐบาล น่าจะเป็นโอกาสให้นายอภิสิทธิ์ได้ทบทวน
การตัดสินในเรื่องวงการตำรวจที่ผ่านๆ มา หลังตัดสินใจผิดครั้งใหญ่ ที่ไปเชื่อแรงกดดันจากผู้อยู่ข้างหลัง จนไม่สามารถตั้งผบ.ตร.ได้เกือบ 1 ปีเต็ม สะท้อนความล้มเหลวในการเป็นผู้นำกระทบองค์กรตำรวจ จนทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับจากชาวสีกากีอย่างรุนแรง ตัดสินใจผิดใหญ่ครั้งที่สองคือ การเด้งพล.ต.อ.พัชรวาท
เรื่องหลังยังมีโอกาสได้แก้ไข ไม่งั้นจะมีคดีเพิ่มอีก!

ประวิตร” ขู่ลาออก หาก “มาร์ค” ปลด “พัชรวาท” ลั่นตระกูล “วงษ์สุวรรณ” ทนไม่ไหว ถูกใส่ร้ายป้ายสีหนัก ประกาศสู้ทั้งใน-นอก กม. ด้าน “เสธ.แดง” จุ้นออกโรงแนะนายกฯ ไม่ควรเสี่ยงปลด “พัชรวาท” ย้ำอย่าลืมบุญคุณทหาร ขณะที่มีใบปลิวว่อน ทบ.เสี้ยมรัฐเขี่ย “พัชรวาท” เพราะมีแผนคุมเกมการเมืองเบ็ดเสร็จ หวังยืดอายุ รบ. กวาดล้างขั้วอำนาจสีกากี-สีเขียว พร้อมสลายแดงถ่อย
       
       วันนี้ (30 ก.ค.52 ) พล.อ.นพดล อินทปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ว่า ขณะนี้ครอบครัววงษ์สุวรรณ รู้สึกทนไม่ไหวกับพฤติกรรมดังกล่าว เพราะถูกเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ในฐานะที่เป็นน้องชาย ไปดำเนินการฟ้องร้องกับทางเอเอสทีวี และพรรคพวกที่กล่าวหา โดยจะเอาจริงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา ถือว่ายอมมามากแล้ว และเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำฝ่ายเดียวมาโดยตลอด ทั้งนี้ ขณะนี้จะเดินหน้าฟ้องร้องตามกฎหมายทุกอย่าง หรือแม้แต่นอกกฎหมายก็จะยอมทำ

  สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่า หากวันพรุ่งนี้ (31 ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีการปลด พล.อ.พัชรวาท ทางด้าน พล.อ.ประวิตร จะลาออกจากตำแหน่ง พล.อ.นพดล กล่าวว่า เรื่องลาออกต้องติดตามกันต่อไป เพราะยังไม่รู้ว่าจะลาออก หรือจะอยู่ต่อ เรื่องนี้ต้องดูกันเอาเอง แต่ขอยืนยันว่าพรรคพวกญาติพี่น้องวงษ์สุวรรณ จะต่อสู้ เพราะรู้สึกทนไม่ไหว เนื่องจากไม่เห็นว่า พล.อ.พัชรวาท ทำตรงผิดตรงไหน จะเอาเหตุผลอะไรมาปลดท่าน

  ขณะที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ค่อนข้างสับสนพอสมควร แต่แรงกระตุ้นที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองนั้น คือ คดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้ มีแต่ข้อมูลที่เป็นนิยายผ่านทางเอเอสทีวี และพนักงานสอบสวนยังไม่ได้สรุปอะไร เพราะหลักฐานที่จะมาดำเนินการกับทหารที่ถูกอ้างชื่อ ยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบจากการสุ่มโทรศัพท์ของผู้ต้องสงสัย โดยมีการขอข้อมูลจากเครือข่ายโทรศัพท์เอไอเอส ทรู รวมทั้งดีแทค แต่ตอนนี้ข้อมูลดังกล่าวอาจถูกลบไปหมดแล้ว ดังนั้นก็ไม่มีหลักฐานที่จะดำเนินการอะไรต่อไปได้

 พล.ต.ขัตติยะ กล่าวต่อว่า ขณะนี้กองทัพและทหารกำลังถูกรุกอย่างหนัก แม้กระทั่งการปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ได้ข่าวมาว่า หากรัฐบาลปลด ทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ก็อาจจะลาออกจากตำแหน่ง ถ้าถึงตอนนั้นก็ต้องดูกันเองว่ากองทัพจะเป็นอย่างไร สรุปก็คือ ปลด ป.ป๊อด เจอ ป.ป้อม ออก และไม่รู้ว่า ป.ป๊อก จะคิดอย่างไร ซึ่งตนมองว่าอย่าเสี่ยงเลย เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ถูกสร้างมาด้วยมือใคร คนเขาก็รู้กันหมด เพราะฉะนั้นจะมาเขียนด้วยมือลบด้วยเท้าคงจะไม่มีใครยอม
       
       อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันที่หน้าห้องผู้สื่อข่าวกองทัพบก ได้มีใบปลิวมาวางไว้บริเวณโต๊ะม้าหินหน้าห้อง ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่าการปลด พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นแผนขั้นแรกในการวางฐานอำนาจของรัฐบาล เพื่อวางคนตัวเองเป็นฐานการเมือง และการเลือกตั้ง เนื่องจากที่ผ่านมามีการสั่งให้ตำรวจสนับสนุนการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร แต่ไม่เป็นผล เนื่องจากตำรวจไม่ยอมปฏิบัติตาม ดังนั้น เมื่อเปลี่ยน ผบ.ตร.ใหม่ เป็นคนของตัวเองก็จะง่ายขึ้น แล้วจากนั้นก็อาจจะรุกคืบไปยังกองทัพ โดยใช้กลไกในการกล่าวหา ตั้งเรื่องไป ป.ป.ช. เพื่อเป็นเหตุผลในการสอบสวน ทั้งนี้ ถ้าหาก ปลด ผบ.ทบ.ก็จะกวาดล้างและย่อยสลายกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้ได้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และทำให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจต่ออีกหลายปี

"อภิสิทธิ์" เผยลงนามคำสั่งให้ย้าย" พัชรวาท" มาช่วยราชการที่สำนักนายกฯแล้ว

พร้อมตั้ง "ธานี สมบูรณ์ทรัพย์" ปฏิบัติราชการแทน

ล่าสุด "พัชรวาท" ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้วระบุขอพักผ่อนก่อนเกษียณ

(9ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สัมภาษณ์ ภายหลังได้หารือร่วมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และนายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ เลขาธิการนายกฯ ว่า ในวันนี้ตนได้ลงนามในคำสั่งให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยคำสั่งนี้จะมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมกับมีคำสั่งให้พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ที่ดูแลคดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เป็นผู้ปฎิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ด้านนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีมีข่าวว่ามีความพยายามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ตลอดในช่วงนี้ว่า ตนก็ไม่ทราบว่าทำไม จึงเป็นข่าวออกมาได้ คณะกรรมการตนก็ไม่ได้เป็น 

เมื่อถามต่อว่าแสดงว่า  ไม่ได้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นกับนายกฯ นายนิพนธ์ กล่าวทันทีว่า ตนจะไปขัดแย้งอะไรกับใคร นายกรัฐมนตรี ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาตน

 


 “พัชรวาท“รักษาแผลใจเก็บตัวเงียบในห้องทำงาน

 อย่างไรก็ตามเมื่อเวลา 16.30 น.บรรยากาศที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายหลังนายอภิสิทธิ์ ลงนามคำสั่งสายฟ้าแล่บให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ ต้นสังกัดจนไม่มีกำหนดจนกว่าจะเกษียณอายุ ราชการในวันที่ 30 ก.ย. เป็นไปด้วยความเงียบเหงานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต่างเก็บตัวเงียบในห้องทำงานรวม ถึง พล.ต.อ.พัชรวาทก็ยังคงความเป็นส่วนตัวอยู่อย่างสงบในห้องทำงานตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมาหลัง จากเดินทางกลับจากการชมการสาธิตการปราบจราจลของ
ตำรวจนครบาลที่ลานพระบรมรูป ทรงม้าในช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยไม่พบมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และบุคคลใกล้ชิดเดินทางมาให้กำลังใจแต่อย่างใด 

 ขณะเดียวกันบรรดาสื่อมวลชนต่างเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวอย่างยังคงถูกจำกัดพื้นที่ห้ามมิให้ขึ้นไปชั้นบนตามเดิม สามารถเข้าพื้นที่ได้เฉพาะบริเวณห้องโถงชั้นล่าง
และบริเวณหน้าลิฟท์ขึ้นตัว อาคารและจุดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลคอยตรวจตราบุคคลเข้าออกและขึ้นลงอาคารอย่างใกล้ชิด จะอนุญาตได้เฉพาะบุคคลสำคัญและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเซ็งแซ่ว่า มีการปิดกั้นสื่อและเลือกปฏิบัติ                    

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจำกัดเป็นพื้นที่หวงห้ามดังกล่าวนั้น มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติของ พล.ต.อ.พัชรวาท ที่มีปัญหาการกดดันทางการเมืองเข้ามารุมเร้า ทำให้ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.พัชรวาท มีสีหน้าที่เคร่งเครียดตลอดเวลา แต่ยังพยายามฝืนยิ้มแย้มทำทีใจดีสู้เสือเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริง ส่วนเวลาในการสัมภาษณ์นั้นหากสื่อมวลชนต้องการข่าวก็ต้องดักรอบริเวณด้านล่าง
ช่วงเวลาที่เดินทางกลับบ้านพักก่อนขึ้นรถประจำตำแหน่งเท่านั้นซึ่งปกติจะอยุ่ในช่วงเวลา18.30น.-20.00น.  ของทุกวันหรือหากมีภารกิจส่วนตัวข้างนอก
ก็จะกลับก่อนเวลาปกติ

 

   สำหรับคำสั่งดังกล่าวนั้นมีรายละเอียดดังนี้

 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 200/2552 เรื่อง ให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (4 )แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และมาตรา 72 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 นายกฯมีคำสั่งดังนี้

          ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางๆก่อนและให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน

          มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
                                                           สั่ง ณ วันที่ 9 ก.ย.พ.ศ.2552
                                                             ลงชื่อนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ
                                                                          นายกรัฐมนตรี

พัชรวาทประกาศลาออกขอพักผ่อนก่อนเกษียณ

 เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 9 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่กองทัพสื่อมวลชนทุกแขนงกำลังดักรอ พล.ต.อ.พัชรวาท  อย่างใจจดจ่อบริเวณหน่าลิฟท์ทางขึ้นอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดักรอสัมภาษณ์กรณีคำสั่งนายกฯ ให้ช่วยราชการที่สำนักนายกฯ โดยนั่งรอนานกว่า 6 ชั่วโมงตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมาโดยไม่มีวี่แววว่า พล.ต.อ.พัชรวาท จะปรากฎตัวแต่อย่างใด แต่จู่ๆ ทุกคนก็ตกใจเมื่อพบ พล.ต.อ.พัชรวาท เดินออกจากลิฟท์พร้อมกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.พล.ต.ท.สุวัจจ์ จันทร์อิธิกุล ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ผู้ช่วย ผบ.ตร. และนายตำรวจประจำสำนักงาน ซึ่งลงมาส่งขึ้นรถ และทันทีที่เห็นกองทัพผู้สื่อข่าวจำนวนมากดักรออยู่ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ยิ้มแย้มและกล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมยืนให้สัมภาษณ์แต่โดยดี

 พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ได้รับทราบคำสั่งช่วยราชการจากนายกฯ แล้วก็ยอมรับโดยดี หากถามว่าถูกกลั่นแกล้งหรือไม่นั้น ไม่อยากให้คิดกันไปต่างๆนานา อยากให้คิดกันในทางบวกมากกว่า เพราะความจริงตลอดอายุราชการมายาวนานจนมานั่งตำแหน่งเป็น ผบ.ตร.มาปีกว่า ได้ทำงานในหน้าที่อย่างเต็มที่ และเต็มความสามารถ รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งระดับ รอง ผบ.ตร.ผู้ช่วย ผบ.ตร.และตำรวจทุกนายในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ทำหน้ากันมาภายใต้ความยุ่งยากของสังคมที่มีข้อจำกัด อยากฝากไว้ว่า การทำงานต่อไปของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยังอยู่ในหน้าที่นั้นขอให้ทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจ องค์กรเราต้องอยู่เมื่อตนไปแล้วคนใหม่ก็มา อยากให้ช่วยกันดูแลสถาบันพระมหากษัติย์ประชาชนและบ้านเมือง

 “ผมขอขอบคุณตำรวจทุกท่านที่ร่วมมือร่วมใจทำงานกันมาปีกว่า สำหรับตัวผมเองนั้นเห็นว่าทำงานมาพอสมควรแก่เวลาแล้ว เหลืออีกเพียง 21 วันเท่านั้น อยากพักผ่อนบ้าง เมื่อผมไปคนอื่นก็มาใหม่ สานต่องานที่ทำอยู่คงไม่มีปัญหาอะไร คิดว่าการลาออกของผมเองวันนี้น่าจะทำให้ท่านนายกฯ ทำงานไปได้ด้วยดี เพราะเป็นความตั้งใจของผมเอง ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด และผมได้ส่งหนังสือลาออกไปถึงท่านรองนายกฯสุเทพ แล้วในฐานะประธาน กตร. เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ส่วนเรื่องที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนั้น คงต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย“ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าว

 ต่อข้อถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการชี้แจงหรือต่อสู้ทางคดีในข้อกฎหมาย พล.ต.อ.พัชรวาท ถึงกับอึ้ง ก่อนตอบกลับว่า อย่าไปพูดอย่างนั้น เราเป็นข้าราชการตำรวจ เป็นข้าราชการประจำมีหน้าที่รับใช้รัฐบาล ดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์ ดูแลประชาชนและประเทศชาติให้มีความสงบเรียบร้อย อย่าไปคิดอะไรมาก คิดเสียว่าไปพักผ่อนก่อนเกษียณ นับว่าเป็นสิ่งดีกับตัวเอง ส่วนข้อกล่าวหาที่มีการกล่าวหาในหลายกรณีนั้น ก็ไม่เป็นไร ให้สอบสวนกันไป ตามขั้นตอนกระบวนการซึ่งเป็นขั้นตอนของเขา ตนเชื่อมั่นว่าการทำงานที่ผ่านมาตรงไปตรงมาโปร่งใสไม่มีเรื่องทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ขอยืนยัน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่ พล.ต.อ.พัชรวาท จะเดินทางขึ้นรถยนต์กลับไป ได้กล่าวทิ้งท้ายกับบรรดาสื่อมวลชนด้วยท่าทีขบขันว่า ผมเริ่มประวัติศาสตร์ใหม่ถูกไล่ซ้ำ (ช่วยราชการ) ถึง 2 ครั้งด้วยกัน

 

 

  เผย อภิสิทธิ์ สบช่องเด้ง พัชรวาท เปิดทางตั้ง ปทีป เป็น ผบ.ตร.คนใหม่ กฤษฎีกาทำหนังสือถึง เทพเทือก ค้านรายงานสรุปของสำนักปลัดสำนักนายกฯกรณี เสรีพิศุทธ์ กล่าวหา ผบ.ตร. กระทำผิดวินัย.. 

          เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจากที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณี นายนที เปรมรัศมี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำความเห็นเสนอต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. มิได้กระทำความผิดวินัยตามที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร.กล่าวหา และสมควรให้ยุติเรื่องนั้น ปรากฏว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบข้อหารือในประเด็นดังกล่าวไปยัง นาย สุเทพ แล้วว่า รายงานสรุปข้อเท็จจริงของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว เป็นเพียงการสรุปข้อเท็จจริงและความเห็นรายงานต่อรองนายกรัฐมนตรีเท่านั้น นายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี สำหรับราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงไม่อาจถือเอาความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นที่ยุติได้ 

      
    ส่วนการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ผบ.ตร. (ในขณะนั้น) สั่งการให้ พล.ต.ท.ทวีพร นามเสถียร ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องและสรุปความเห็นเสนอเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป ภายหลังจากที่บริษัทผลิตรายการที่มีคุณภาพและถูกสกัดกั้นไม่ให้เสนอราคา มีหนังสือร้องเรียนถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังมิใช่การดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และมิใช่การสั่งให้ผู้ใดดำเนินการสืบสวนข้อ 6 แห่งกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2547 ด้วย เนื่องจากมิได้มีการแจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงภายในเวลาที่กำหนด โดยในการสั่งการก็มิได้ระบุให้ดำเนินการสืบสวน แต่เป็นการสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนั้นการสั่งการของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงเป็นการใช้อำนาจสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาเบื้องต้นของตนตามมาตรา 84 

          อย่างไรก็ดี เมื่อได้รับรายงานจาก พล.ต.ท. ทวีพร แล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มิได้มีการสั่งการอย่างใด จนกระทั่งตนเองได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามการดำเนินการทางวินัยของ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในเวลาต่อมาว่า นายกรัฐมนตรี (สมชาย วงศ์สวัสดิ์) ได้มีคำสั่งเห็นชอบตามที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.อ.พัชรวาท และข้าราชการคนอื่นที่ถูกกล่าวหาตามระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงถือได้ว่า
นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาแล้วใช้อำนาจตามหน้าที่ เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 84 โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2547 แต่โดยที่นายกรัฐมนตรี (สมชาย) ได้พ้นจากตำแหน่งก่อนที่จะได้ลงนามในคำสั่ง จึงมีผลทำให้การดำเนินการค้างพิจารณาอยู่ที่ขั้นตอนดังกล่าว   

          ในประเด็นนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่า การดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของผู้บังคับบัญชาของข้าราชการตำรวจที่ถูกกล่าวหา ฉะนั้นแม้ว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ก่อนลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน แต่เนื่องจากเรื่องนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจผู้นี้กระทำผิดวินัย นายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี สำหรับราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเวลาต่อมา จึงยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ที่จะต้องดำเนินการต่อไป โดยการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เป็นกระบวนการที่ค้างพิจารณาอยู่ แต่ถ้าหากมีการพิจารณาในเบื้องต้นแล้วมีความเห็นแตกต่างจากการดำเนินการที่ค้างพิจารณาอยู่ และจะไม่ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจสั่งการที่จะพิจารณาตามที่เห็นควร  

          รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งว่า นอกจากทางกฤษฎีกาจะทำหนังสือถึงนายสุเทพแล้ว ยังได้สำเนาความเห็นดังกล่าวส่งให้ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ซึ่งจะเป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีว่าจะพิจารณาตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หรือไม่ ทั้งนี้หากตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาจะมีการย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องออกจากสังกัด เพื่อเปิดทางให้การสืบสวนข้อเท็จจริงเดินหน้าได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในกรณีที่บุคคลที่ถูกตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน เพราะหากไม่มีการย้ายออกจากตำแหน่งอาจจะทำให้การสืบสวนข้อเท็จจริงถูก แทรกแซงได้ และคณะกรรมการก็จะไม่สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้  

          สำหรับกรณีนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้กล่าวหาว่า พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ในกรณีการดำเนินการจัดจ้างโฆษณาและเผยแพร่รายการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเงิน 18,697,500 บาท จากงบประมาณปี 2548 โดยมีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท เอ็น เอส มีเดีย แอสโซซิเอทส์ จำกัด และเป็นการกระทำที่กีดกันผู้เสนอราคารายอื่น ไม่ให้สามารถเข้ามาเสนอราคา หรือแข่งขันราคาได้อย่างเป็นธรรม ทำให้ นายสมชาย นายกรัฐมนตรีขณะนั้นมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.

 

24 ส.ค.2553 

คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้นายกฯ ต้องทำตามมติ ก.ตร. ต้องถอนคำสั่งปลด “พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” อดีต ผบ.ตร.กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ระบุนายกฯ ไม่สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เนื่องจากไม่ใช่กรณีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กร
       
       วันนี้ (23 ส.ค.) มีรายงานว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นในประเด็นที่นายกรัฐมนตรีสอบถามความเห็นประเด็นรัฐธรรมนูญ กรณีมีความเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เนื่องจากเห็นว่า มติ ก.ตร.กรณีรับอุทธรณ์คำสั่ง ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการ ตามความผิดกรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2551 โดยในหนังสือรับที่ 435/2553 เสร็จที่ 497/2553 เรื่องขอความเห็นประเด็นรัฐธรรมนูญ ผู้ทำคือ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2)/ฝ่ายกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน โดยพิจารณาในประเด็นที่ว่า หากนายกรัฐมนตรีจะมีความเห็นแตกต่างจากมติ ก.ตร. เนื่องจากเห็นว่ามติ ก.ตร.มีความแตกต่างกับมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเพื่อเป็นไปตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 โดยเสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินและส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการโดยทั่วไปจะกระทำได้หรือไม่
       

  ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 224/2552 ลงโทษปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ออกจากราชการตามมติที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ต่อมา พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อก.ตร. ตามมาตรา 105(2) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เมื่อ ก.ตร.ได้มีมติแล้ว และสำนักงาน ก.ตร. ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 72 (1) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ จึงมีหน้าที่ต้องยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 224/2552 เพื่อดำเนินการตามมติ ก.ตร.โดยไม่อาจใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นได้
       
       สำหรับอำนาจของนายกรัฐมนตรีนั้น มาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ส. 2534 ประกอบกับมาตรา 4 (12) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีหรือมีคำสั่งให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาหรือรับทราบได้ ดังนั้นหากนายกรัฐมนตรีเห็นว่ากรณีใดเป็นเรื่องสำคัญหรือมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารับทราบ ก็สามารถนำเสนอหรือมีคำสั่งให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีได้
       
       แต่อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้เสนอความขัดแย้งดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น เห็นว่ากรณีนี้ แม้ว่า ครม.และป.ป.ช.จะเป็นองค์กรตามมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญฯ แต่การเสนอเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กร ดังนั้น หากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีไม่ว่า ครม.จะมีมติประการใด ก็หาได้กลายเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กร และไม่ทำให้ ครม.มีฐานะเป็นผู้ร้องตามมาตรา 214 เนื่องจากการดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ก.ตร. เป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของ ผบ.ตร. ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ ครม.ตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ทั้งนี้ตามแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เรื่องเสร็จที่ 642-644/2552 ลำคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 23/2553 โดยลงชื่อนางสาววิลลี่ อมราภรณ์ เลขานุการฯ น.ส.สุริศา ไขว้พันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายและนายอัชพร จารุจินดา รองเลขาธฺการ
       

 สำหรับคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) ดังกล่าว ประกอบด้วย
       นายวิษณุ เครืองาม ประธานคณะกรรรมการ
       นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ กรรมการ
       นายวิลาส สิงหวิสัย กรรมการ
       พล.อ.ประพาฬ กุลวิจิตร กรรมการ
       นายสุชาติ ไตรประสิทธิ์ กรรมการ
       คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ กรรมการ
       นายสีมา สีมานันท์ กรรมการ
       นายอัชพร จารุจินดา กรรมการ
       นางโฉมศรี อารยะศิริ กรรมการ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจชุดปัจจุบัน มีกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) ชุดดังกล่าวเป็นกรรมการก.ตร.ด้วย 1 คน คือ นายสีมา สีมานันท์ ซึ่งเป็นกรรมการก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตร 30 (2)(ข)

 

5 พ.ย.2553 

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยระบุฟ้องสรุปว่า เมื่อปี 2552 หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณีสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2552 โดยมีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ยอมดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ก.ตร.ที่ยกโทษให้โจทก์ และสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ โดยอ้างว่าต้องหารือประเด็นกฎหมายกับคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน ทั้งที่เป็นอำนาจหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนากลั่นแกล้ง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาแก้ต่างคดี และพิพากษาลงโทษตามความผิดด้วย
        ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เท่านั้นมีอำนาจพิพากษาได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 35 วรรค 1 จึงไม่รับฟ้อง

ศาลไม่รับพัชรวาทฟ้องนายกสั่งปลดมิชอบ  (ไอเอ็นเอ็น)
  
          อดีต ผบ.ตร. ยื่น ฟ้องนายกฯ ต่อศาล กรณี ปลดออกจากตำแหน่ง หลังออกคำสั่ง สลายการชุมนุม ทั้งที่ ก.ตร. ให้กลับเข้ารับราชการได้ ศาลพิเคราะห์ ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงให้ยกคำร้อง

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยระบุฟ้องปี 2552 หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด กรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

          นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2552 โดยมีเจตนาละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบไม่ยอมดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ก.ตร. ที่ยกโทษให้โจทก์ และสั่งให้โจทก์กลับเข้าราชการโดยอ้างว่า ต้องหารือประเด็นกฎหมายกับคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน ทั้งที่เป็นอำนาจหน้าที่ การกระทำของจำเลย จึงเจตนากลั่นแกล้ง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลย มาแก้ต่างคดีและพิพากษา ลงโทษตามความผิดด้วย ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลย ในฐานะนายกรัฐมนตรี กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ที่มีอำนาจพิพากษาได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 35 วรรค 1 จึงไม่รับคำฟ้อง

คณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้ นายกฯต้องทำตามมติ ก.ตร. ต้องถอนคำสั่งปลด"พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" อดีต ผบ.ตร.กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ระบุ นายกฯไม่สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้เนื่องจากความขัดแย้งเป็นกรณีเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน

  วันนี้(23 ส.ค.) มีรายงานว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็น ในประเด็นที่นายกรัฐมนตรีสอบถามความเห็นประเด็นรัฐธรรมนูญ กรณีมีความเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เนื่องจากเห็นว่า มติก.ตร.กรณีรับอุทธรณ์คำสั่ง ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติให้ปลดพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการ ตามความผิดกรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 โดยในหนังสือรับที่ 435/2553 เสร็จที่ 497/2553 เรื่องขอความเห็นประเด็นรัฐธรรมนูญ ผู้ทำคือ คณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่2)/ฝ่ายกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน โดยพิจารณาในประเด็นที่ว่า

หากนายกรัฐมนตรีจะมีความเห็นแตกตางจากมติก.ตร. เนื่องจากเห็นว่ามติก.ตร. มีความแตกต่างกับมติคณะกรรมการ

ป.ป.ช. และเพื่อเป็นไปตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 โดยเสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 214ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน
และส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการโดยทั่วไปจะกระทำได้หรือไม่

ทั้งนี้คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า

เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 224/2552 ลงโทษปลดพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ออกจากราชการตามมติที่คณะกรรมการป.ป.ช. ชี้มูลความผิด

เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 224/2552 ลงโทษปลดพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ออกจากราชการตามมติที่คณะกรรมการป.ป.ช. ชี้มูลความผิด

สำหรับอำนาจของนายกรัฐมนตรีนั้น มาตรา 11 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

ประกอบกับมาตรา4(12)แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

กำหนดให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีหรือมีคำสั่งให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี

เพื่อพิจารณาหรือรับทราบได้ ดังนั้นหากนายกรัฐมนตรีเห็นว่ากรณีใดเป็นเรื่องสำคัญหรือมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอ

คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารับทราบ ก็สามารถนำเสนอหรือมีคำสั่งให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีได้

 

แต่อย่างไรก็ตามหากนายกรัฐมนตรีจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้เสนอความขัดแย้งดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น เห็นว่ากรณีนี้

แม้ว่าครม.และป.ป.ช.จะเป็นองค์กรตามมาตรา214ของรัฐธรรมนูญฯแต่การเสนอเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจ
หน้าที่ระหว่างองค์กร

ดังนั้นหากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีไม่ว่าครม.จะมีมติประการใด

ก็หาได้กลายเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กร และไม่ทำให้ครม.มีฐานะเป็นผู้ร้องตามมาตรา 214

เนื่องจากการดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ก.ตร. เป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของ ผบ.ตร. ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ ครม.ตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

ทั้งนี้ตามแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่1) เรื่องเสร็จที่ 642-644/2552 ลำดับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่23/2553 โดยลงชื่อนางสาววิลลี่ อมราภรณ์ เลขานุการฯ นางสาวสุริศา ไขว้พันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายและนายอัชพร จารุจินดา รองเลขาธฺการ

กรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร.กลับเข้ารับราชการ ตามความเห็นของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจที่ระบุ พล.ต.อ.พัชรวาท ไม่มีความผิด กรณีการสั่งการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ว่า ได้มีความเห็นไปแล้ว แต่จะปฏิบัติตามหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นเพียงแค่ความเห็นทางกฎหมายที่ส่งไปประกอบการพิจารณาของผู้มีอำนาจหน้าที่เท่านั้น


« Back