คดี ผบช.ภ.2 ฟ้อง ผบ.ตร.

ข่าวสด 25 ก.พ.2553

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 ช่วยราชการสำนักงานผบ.ตร. ออกมากล่าวหาว่าออกคำสั่งให้มาช่วยราชการและการแก้ไขคำสั่งบช.ภ.2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า การแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการเสนอขึ้นมา เห็นว่าคำสั่งของบช.ภ.2 ฉบับนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามที่เคยพูดไปหลายครั้ง จึงต้องยกเลิกคำสั่ง ยืนยันว่าทำตามขั้นตอน ตามกฎหมาย
เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ไปฟ้องศาลกล่าวหาผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 นั้น พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของเขาไม่มีปัญหาอะไร ส่วนตนยืนยันว่าทำถูกต้องถามกฎหมาย และยืนยันว่าได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสืบสวนข้อเท็จจริงแก่ ผบช.ภ.2 กรณีออกคำสั่งแต่งตั้งไม่ถูกต้องตามกระบวนการกฎหมายจริง โดยมี พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานคณะกรรมการ โดยยืนยันว่าจะสืบสวนข้อเท็จจริงเพียงแค่ บช.ภ.2 เท่านั้น ส่วนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นชุดของนายกรัฐมนตรี จะไม่มีการตั้งกรรมการขึ้นมาซ้ำซ้อนกัน

ส่วนกรณีที่ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ที่ร้องเรียนที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายข้ามหน่วยไปสังกัดบช.ภ.9 นั้น รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเพิ่งทราบ ต้องดูข้อมูลก่อนถึงจะพิจารณาเยียวยาให้ได้หรือไม่

พล.ต.อ.ปทีป ยังกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) ซึ่งอาจมีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ตัวจริงว่า พรุ่งนี้มีการประชุมก.ต.ช.จริง แต่ยังไม่มีวาระเพื่อแต่งตั้งผบ.ตร. เมื่อถามว่าพร้อมหรือไม่ หากได้รับการเสนอชื่อเป็นผบ.ตร. ซึ่งพล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า พร้อมอยู่แล้ว เพราะเป็นรักษาการมาตั้งนานแล้ว

ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 ถูกย้ายช่วยราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) มอบอำนาจให้ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีดำเลขที่ 629/2553 และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 26 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น. พร้อมกำหนดนัดเจรจาไกล่เกลี่ยวันก่อนวันที่ 23 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น. ด้วย

มติชน

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ถูกย้ายช่วยราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ตร.) มอบอำนาจให้ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( รรท.ผบ.ตร.) เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157


ตามฟ้องโจทก์สรุปว่า โจทก์เป็น ผบช.ภ.2 ปฎิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเสมอมา จำเลยเป็นรักษาการ ผบ.ตร. มีหน้าที่ปฎิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ โดยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีมีการกล่าวหาว่า มีการเรียกรับเงินในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ สังกัด บช.ภ.2 แล้วเรียกโจทก์ไปให้การต่อคณะกรรมการ ฯ โดยไม่ได้ซักถามโจทก์ก่อนหรือเปิดโอกาสให้ชี้แจงแสดงพยานหลักฐานอันเป็นคุณแก่โจทก์ และจำเลยกลับมีคำสั่งด่วนให้โจทก์ไปช่วยราชการ ตร. อันเป็นผลให้โจทก์ไม่อาจปฎิบัติราชการตำแหน่ง ผบช.ภ.2ได้อีกต่อไป ทำให้เสียหายต่องานราชการ และเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศ


โดยศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีดำเลขที่ 629/2553 และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 26 เมษายน นี้  เวลา 09.00 น. พร้อมกำหนดนัดเจรจาไกล่เกลี่ยวันก่อนวันที่ 23 เมษายน นี้ เวลา 09.00 น. ด้วย

............................................................................

 

 "เกรียงศักดิ์ สุริโย"ผบช.ภาค 2 แถลงฟ้องนายกฯ-รรท.ผบ.ตร. หลังโดนเด้งเข้ากรุ ปฏิเสธลั่นโผภาค 2 ที่โดนสั่งยกเลิกไปไม่มีการเซ็งลี้เก้าอี้ ฮึ่มฟ้องศาลปกครองเร็วๆนี้ ทั้งจะฟ้องคดีอาญาด้วย ขู่แฉชื่อนักการเมือง-นายตำรวจใหญ่แทรกแซงโผกลางศาล ระบุมีทั้งพยานบุคคล-เอกสารครบครัน โวยลั่นนายกฯหมกเม็ด เลือกปฏิบัติ แต่งตั้งกก.สอบสวนเซ็งลี้เก้าอี้โดยไม่ยึดพ.ร.บ.ตำรวจ คำสั่งย้ายเข้ากรุก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โผภาค 2 ใหม่ก็ต้องเป็นโมฆะเหมือนกัน มาร์คไม่สนโดนผบช.ภ.2 ฟ้อง สั่ง"วสิษฐ"สอบเพิ่มโผโยกย้ายภาค 3

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่โรงแรมวินเซอร์ สุขุมวิท พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภาค 2 ช่วยราชการสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ พร้อมด้วยพ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ. พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และ พ.ต.อ.เจษฎา สวยสม สวญ.สภ.ปากน้ำประแสร์ จ.ระยอง พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในบช.ภาค 2 อีก 7 นาย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีความไม่ชอบธรรม ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผบก.-สว.และการออกคำสั่งรักษาราชการแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยใช้หัวข้อการแถลงว่า"หยุดรังแกองค์กรตำรวจเสียที"

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ เปิดแถลงข่าวว่า ตนมีจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออกมาเปิดโปงความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้ง เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในองค์กรตำรวจ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของ ตนบางคน อย่างพ.ต.อ.นภดลต้องออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง รวมถึงตนก็ทนไม่ได้เพราะถูกกลั่นแกล้งจากผู้บังคับบัญชาเช่นกัน โดยประเด็นแรก นายกรัฐมนตรีกระทำการมิชอบในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสตช. กรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้ง ซึ่งความจริงแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยึดพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ใน การดำเนินการกับผู้นั้น แต่นายกฯ กลับมีคำสั่ง ที่ 44/2553 ซึ่งเป็นคำสั่งตั้งพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอ.ตร. เป็นประธานการสอบสวนการซื้อขายตำแหน่ง และมีคณะกรรมการอีก 4-5 ท่าน โดยไม่เป็นที่เปิดเผย มีพิรุธ เลือกปฏิบัติ งุบงิบกันเอง และเน้นให้สอบเฉพาะบช.ภาค 2 เท่านั้น ทั้งๆที่ บช.อื่นก็มีการร้องเรียนอย่าง บช.ดังๆ ที่ไม่ใช่ บช. ภ. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แถลงข่าวนี้

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า ประเด็นที่สอง ที่กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายคือการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามีตำรวจหลายหน่วยไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย แต่นายกฯ กลับเพ่งเล็งมาที่ บช.ภาค 2 เพียงภาคเดียวและเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่สำคัญ ที่มิใช่ภูธรก็ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ชัดเจนว่าเลือกปฏิบัติ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับ บช.ภาค 2 ประเด็นที่ 3 พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. ได้กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน โดยท่านได้ออกคำสั่งที่ 69/2553 ลงวันที่ 9 ก.พ. ให้ตนมาช่วยราชการที่สตช. และขณะเดียวกันให้พล.ต.ท. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นรรท.ผบช. ภาค 2 ซึ่งเป็นการออกคำสั่งไม่เป็นไปตาม ม.72 พ.ร.บ.ตำรวจ ที่ระบุว่าการตั้งรักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนต้องเป็นกรณีที่ตำแหน่งว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ จึงจะสามารถแต่งตั้งผู้เหมาะสมไปปฏิบัติราชการแทนได้

"แต่ท่านทั้งหลายก็เห็นว่าผมยังไม่ตาย ยัง ไม่ลาออก ยังไม่เกษียณหรือถูกออกจากราชการ ยังมีตัวตนอยู่ ตำแหน่งตนไม่ได้ว่าง และยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ตั้งแต่เริ่ม ประชุมแต่งตั้งจนถึงวันที่ 9 ก.พ. ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ในพื้นที่ บช.ภาค 2 ดังนั้นการออกคำสั่งเช่นนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการให้ผมมาช่วยราชการ เป็นการกลั่นแกล้งผมเพื่อให้เป็นอุปสรรค จนผมไม่สามารถไปแก้ไขข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในทางธุรการของคำสั่งได้ ดังนั้น คำสั่งที่ออกไปแล้วจึงชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.พ." พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์กล่าวและว่า ประเด็นสุดท้าย กรณีพล.ต.ท.อัศวิน ออกคำสั่งที่35/2553 ยกเลิกคำสั่งของตนที่ลงนามไปแล้ว ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพล.ต.ท.อัศวิน ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย คนที่จะสั่งยกเลิกหรือแก้ไขคำสั่งได้นั้น มีเพียงผบ.ตร.คนเดียวเท่านั้น ดังนั้นคำสั่ง ที่ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งที่ตนออกไปแล้วที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมายก็จะทำให้คำสั่งแต่งตั้งใหม่ก็น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน

"มีกระบวนการที่จะล้มล้างผม ได้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งสัญญาณไปให้คณะกรรมการระดับ บช.ภาค 2 ว่าอย่าลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม ถ้าลงลายมือชื่อระวังตัวให้ดีจะเดือดร้อน ฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่คณะกรรมการไม่ยอมลงชื่อจนเกิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในทางธุรการเท่านั้น ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อหน้าที่ราชการและเป็นการกลั่นแกลงข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งโดยชอบในคำสั่งของผม" พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวและว่า ตนและคณะได้ยื่นร้องทุกข์ต่อก.ตร.แล้ว และ จะยื่นต่อศาลปกครองด้วยในเร็วๆ นี้ และฟ้องคดีอาญา สุดท้ายฝากไว้ว่าการเมืองจงหยุดรังแกข้าราชการประจำเสียที และโปรดระวังไว้ว่าให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมาร้องเรียนหลังจากคำสั่งมีผลไปแล้วนั้น ก็เพราะว่าต้องรอให้คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีผลออกมาก่อน จึงจะรู้ว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการดับเครื่องชนกับใคร ก็แล้วแต่ใครก็จะคิดเอาเอง ทั้งนี้สาเหตุจริงๆ ที่ออกมาเพราะต้องการแจ้งให้สื่อมวลชน ประชาชนและเพื่อนตำรวจทั่วประเทศได้ทราบว่าขณะนี้มีขบวนการต่างๆ ที่มาแทรกแซงกิจการของข้าราชการประจำ เข้ามาข่มเหงรังแก องค์กรตำรวจส่วนจะเกี่ยวพันกับผู้ใดให้ไปเจอกันที่ศาล สำหรับสาเหตุที่ตนเพียงคนเดียวที่โดนตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็ชัดเจนแล้วว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ทราบว่าทำไมต้องเป็นตนแค่คนเดียว ซึ่งในอนาคตจะแถลงให้ทราบต่อไปว่าทำไมตนจึงเป็นผู้ถูกเลือก

เมื่อถามว่า มีการแทรกแซงจากการเมือง ในการแต่งตั้งตำรวจในบช.ภาค 2 หรือไม่ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า มี ที่มีข่าวลงว่า การเมืองไม่ได้แทรกแซงนั้น จริงๆ มี แล้วไปเจอกันที่ศาล ตนยังไม่สามารถบอกได้ตอนนี้ว่าใคร แทรกแซงอย่างไร ใครฝากใครมาบ้าง เดี๋ยวจะเสียรูปคดี ขอให้ไปเจอกันในศาล โดยยืนยันว่ามีกระบวนการล้มล้างตน และจะมีคนได้ประโยชน์จากการที่ตนพ้นจากตำแหน่ง จะมีคนที่ได้ตำแหน่งสูงขึ้นของแต่ละคน ซึ่งเรื่องนี้ตนจะสู้แม้จะเกษียณแล้วก็ตาม

เมื่อถามว่านายตำรวจระดับใดที่เข้ามาล็อบบี้คณะกรรมการการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในพื้นที่ บช.ภาค 2 ตามที่ระบุนั้น เป็นใคร พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่สามารถบอกชื่อได้ บอกเพียงว่าเป็นยศพล.ต.ท.ที่ยังรับราชการ แต่จะเป็นระดับผู้ช่วยผบ.ตร.หรือไม่ ให้ไปสืบหาเอาเอง สื่อมวลชนก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ส่วนตนจะไปเปิดเผยชื่อในชั้นศาลเท่านั้น โดยตน มีทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร ซึ่งเรื่องการแทรกแซงการแต่งตั้งขอไปเปิดเผยหลักฐานในชั้นศาล ส่วนจะเชื่อมโยงถึงขบวนการไหนหรือไม่ ไว้รอให้ตนชนะก่อนจะมาเปิดเผยให้ทราบและมั่นใจว่าถ้าฟ้องร้องจะชนะอยู่แล้ว ไม่งั้นไม่กล้ามานั่งอยู่ตรงนี้

ผบช.ภ.2 กล่าวต่อว่า ขณะนี้ตนยังอยู่ระหว่างลาพักผ่อนประจำปีจนถึงวันที่ 24 ก.พ. ก็จะไปช่วยราชการ สำนักงานผบ.ตร. และยืนยันอีกครั้งว่า ไม่เคยซื้อขายตำแหน่งเป็นการกล่าวหา เพื่อจะล้มล้างตน

เมื่อถามว่าความแตกต่างระหว่างคำสั่งเก่าและคำสั่งใหม่เป็นอย่างไร พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ก็มีบางส่วนคล้ายคลึงกัน แต่ในคำสั่งใหม่ มีบางคนถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงก็ยังแต่งตั้งได้ บางคนถูกประเมินได้คะแนนต่ำก็ได้รับตำแหน่งสูงขั้น ต่อข้อถามว่า เพราะคำสั่งไม่สนองการเมืองใช่หรือไม่จึงถูกเด้ง พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่รู้จริงๆ แต่ก็ทำให้บ้าง และขอชี้แจงว่า ทุกบช.มีโผมาทั้งนั้น มีบัญชี 1 บัญชี 2 บัญชี 3 ลองไปถามผบช. ทุกคนดูแล้วกัน ส่งมาให้ตนก็มี ถ้านับก็คงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์หรือร้อยเปอร์เซ็นต์ และเมื่อเริ่มกระบวนการแต่งตั้งก็มีโผมาให้ก่อนแล้ว ระหว่างกรรมวิธีไม่เสร็จสิ้นก็มีบัตรมาจากคนนั้นคนนี้ มีทั้งโทรศัพท์ เยอะแยะแล้วตนจะชี้แจงต่อไป ส่วนหลักฐานนั้นทุกผบช.มีหมด แต่สำหรับตนจะให้ศาลเท่านั้น ส่วนคำสั่งใหม่ จะมีตั๋วการเมืองหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่สมัยตนก็ยอมรับว่าให้ไปบ้าง

เมื่อถามว่ารู้จักเสี่ยเหวียง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่า เป็นนายหน้าในการซื้อขายตำแหน่งในบช.ภ.2 พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ปฏิเสธว่า ไม่รู้จัก เหวียงไหนไม่ทราบ

ต่อข้อถามว่า การออกมาเปิดเผยเช่นนี้ กลัวหรือไม่ พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า ไม่กลัวไม่งั้นไม่มานั่งตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการตรวจสอบตน ที่มีพล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานนั้นมีจริงหรือไม่ เพราะไม่เคยเห็นคำสั่ง ไปขอก็ไม่ให้ เห็นตั้งผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น เช่นเดียวกับคำสั่งของนายกฯ เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หมกเม็ด งุบงิบ ซุบซิบกัน

ด้านพ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.สภ.พนม สารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเคยออกมาร้องเรียนขอความเป็นธรรม เนื่องจากโผแต่งตั้งโยกย้ายภาค 2 ที่เป็นโมฆะนั้นได้เป็นผกก.สภ.เมืองพัทยา และยืนยันว่าไม่เคยจ่ายเงิน 10 ล้านซื้อเก้าอี้ กล่าวว่า หากคำสั่งแต่งตั้งของพล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ ถูกยกเลิกโดยมิชอบ ก็จะทำให้คำสั่งแต่งตั้งของพล.ต.ท.อัศวิน เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ย่อมเกิดผลกระทบต่อประชาชนในการทำหน้าที่ของตำรวจตามประมวลกฎหมาย ป.วิอาญา รวมถึงการสั่งคดีต่างๆ ก็อาจเป็นคำสั่งโดยมิชอบไปด้วย นอก จากนี้ยังมีการสั่งงบประมาณต่างๆ อำนาจฟ้อง ไม่ฟ้องด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นความห่วงใย ซึ่งพวกตนที่ได้รับผลกระทบนั้นก็ได้ร้องเรียนไปยัง ก.ตร.และศาลปกครอง เพื่อให้ระงับคำสั่งแต่งตั้งของพล.ต.ท.อัศวิน โดยเร็ว

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานคณะกรรมสอบสวนข้อร้องเรียนเรื่องการซื้อขายเก้าอี้รองผบก.-สารวัตร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กรณีการตรวจสอบการทุจริตซื้อขายตำแหน่งในบช.ภาค 1 ว่า สาเหตุที่ การตรวจสอบล่าช้าเพราะต้องค้นที่มาของเรื่อง ไม่ใช่ดูเฉพาะคำร้อง แต่กรรมการต้องลงไปดูหลักฐานเดิมที่มีในภาค 1 เพื่อมาเทียบเคียงกับระเบียบข้อบังคับต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลามาก ดังนั้น หากเวลาที่กำหนดไม่พอก็ต้องขอเวลาเพิ่ม และหากการตรวจสอบยังไม่จบก็ไม่สามารถตอบได้ว่ามีมูลความผิดหรือไม่ และ จะพูดก่อนที่การตรวจสอบเสร็จสิ้นก็คงไม่ถูก เมื่อถามถึงกรณีพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ยื่นฟ้องดำเนินคดีกับนายกฯ และพล.ต.อ.ปทีป ที่มีคำสั่งไม่ชอบธรรมกรณีสั่งเด้งพ้นจากจากตำแหน่งผบช.ภาค 2 เกรงหรือไม่ว่าจะมีผลกระทบต่อการพิจารณาของคณะกรรมการ พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าจะกระทบหรือไม่ แต่ในการพิจารณาการทุจริตการแต่งตั้งโยกย้ายของตำรวจภาคต่างๆ จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน ว่ามีความเป็นธรรมหรือโปร่งใสในการแต่งตั้งหรือไม่ หรือว่ามีหลักฐานทุจริตหรือไม่

เมื่อถามว่าหากพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ยื่นฟ้องบุคคลอื่นเพิ่มเติมก็จะไม่หยุดการพิจารณาเรื่องการทุจริตใช่หรือไม่ พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า หากนายกฯ ยังไม่สั่งให้หยุดก็ยังไม่หยุด ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเดินหน้าสอบทุจริตในภาคอื่นๆ อีกหรือไม่ พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า เวลานี้ยังตรวจสอบที่ภาค 1 และยังไม่มีใครมาร้องเพิ่มเติม แต่ถ้ามีตำรวจภาคอื่นๆ หรือในส่วนของบช.น.มาร้องเพิ่ม เราก็จะเก็บเรื่องไว้พิจารณา เพื่อเรียนต่อนายกฯ ให้รับทราบต่อไป ขณะนี้นายกฯมอบหมายให้ตรวจสอบเฉพาะภูธรภาค 1, 4, 6 ล่าสุดคือภาค 3

ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรม การนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ออกมาระบุว่านายกฯ หมกเม็ด และเลือกปฏิบัติในการสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการซื้อขายตำรวจในผบช.ภ. 2 ว่า "ก็เขาทำสั่งใหม่ไปแล้วนี่"

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่มีการฟ้องนายกฯด้วย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถือเป็นการใช้สิทธิของเขา คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะการดำเนินการทุกอย่างในส่วนของรัฐบาลและตำรวจ เป็นไปตามระเบียบของกฎหมาย เมื่อมีคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องแก้ไข เมื่อถามถึงกรณีระบุพล.ต.ท.อัศวินไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อันนั้นก็ต้องไปว่ากันในเรื่องของคำสั่งใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ยื่นร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อประธานก.ตร. เพิ่มเติม หลังจากยื่นร้องทุกข์ต่อก.ตร.ไปถึง 2 ครั้งแล้ว เมื่อวันที่ 15 และ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยครั้งนี้มีประเด็นในการร้องเรียนคือ การมี คำสั่งตร.ที่ 35/2553 ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งสว.-รองผบก. ในบช.ภ.2 ที่ 20-23/2553 นั้นของพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร. รรท. ผบช.ภ.2 ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ตามที่อ้างว่าเหตุผลที่ต้องยกเลิกเพราะการแต่งตั้งในบช.ภ.2 สมัยตนไม่ครบกระบวนการ ไม่ได้ข้อยุติ

หนังสือร้องทุกข์ของพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ยืนยันว่ามีการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกและจัดทำบัญชีแต่งตั้งอย่างถูกต้อง มีรองผบช. ภ.2 ร่วมประชุมครบโดยมีการทำบันทึกการประชุม และบันทึกเสียงการประชุมเป็นหลักฐานด้วย ทั้งนี้แม้ยังไม่มีการลงลายมือชื่อครบกระบวนการแต่ถือว่าการพิจารณาคัดเลือกเสร็จสิ้น มีข้อยุติแล้วการออกคำสั่งแต่งตั้งในตอนนั้นจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย และมีผลใช้บังคับไม่มีเหตุให้ต้องแก้ไขคำสั่งดังที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างไร
.................

 


« Back