คดี ผกก.ฟ้อง ผบ.ตร.

ถ้าจะถามว่า ในองค์กรตำรวจ ตำรวจรักกัน สามัคคีกัน จริงใจกัน หรือไม่?

เห็นทีจะตอบลำบากหน่อย  ครับ

 

เพราะในองค์กรตำรวจเรา เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ เสมือนมะเร็งร้าย ระยะสุดท้าย ตำรวจ มาจากร้อยพ่อพันแม่ จากหลายสถาบัน หลายรุ่น รวมทั้งจากหลายเครือญาติ มีความเกี่ยวดองกันมาก  ตำรวจทุกคนก็อยากสบาย อยากมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการ บางคนก็เพ้อเจ้ออยากเป็นโน่นเป็นนี่ เขียนแผนที่ชีวิตไว้สวยหรู จะต้องเป็น สารวัตรปีนั้น ปีโน้นเป็นรองผู้กำกับ ไต่เต้าเรื่อยไปแบบก้าวกระโดด ซิกแซก ไปหน่วยนั้นหน่วยนี้  ยิ่งนั่งหน้าห้องนาย ทำหน้าที่ถือแฟ้ม กระเป๋า เปิด-ปิดประตูรถ รับส่งคุณนาย  ฯลฯ วิชาแค่นี้ไม่มีในหลักสูตร แต่ก็สร้างความเจริญก้าวหน้า ข้ามรุ่น ข้ามหัวตำรวจด้วยกันมากมาย เผลอแป๊ปเดียว เป็นนายพลตำรวจแล้ว ???

อย่าว่า แต่ต่างพันธุกรรมกันเลย ในสถาบัน รุ่นเดียวกัน ไม่ถูกกันก็มากมาย ชั้นเล็ก ๆ ก็แย่งขั้นแย่งตำแหน่งกัน มีเรื่องมีราวกันก็ปรากฎมาแล้ว ชนิดไม่เผาผีกันก็มี นอกจากนี้ยังไม่เผาผีวัดปล่องเมรุเดียวกันอีกด้วย ??? ก็มี

ตำรวจเวลาล้ม ทำอะไรผิดพลาด หากไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมกัน ก็ดี ?

เพราะเวลามีเรื่องแล้ว ถูกตรวจสอบข้อเท็จจริง ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และกรรมการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ถูกให้ออกจากราชการ ก็หมดอนาคตไป จะไปทำงานอะไรได้ ? นอกจากหัวหน้าบริษัท ยามที่ถูกทอดทิ้ง จำกัด

การเป็นตำรวจ จึงรู้รักษาตัวรอด เป็นยอดดี

การมีอำนาจ กฎหมาย อยู่ในมือ ก็อย่าลุแก่อำนาจนั้น

ผมพบผู้บังคับบัญชามามากมาย บางคนดีอย่างพ่อพระ

บางคนก็บ้ายศ บ้าอำนาจ บ้าตำแหน่ง บ้าพระเดช

ความไม่รักกัน ไม่สามัคคีกัน เกิดขึ้นได้ทุกระดับชั้น จากยอดปิรามิด ลงสู่ฐานองค์กร

ในระดับสถานีตำรวจ ก็แตกแยก หากได้หัวหน้าหน่วยไม่ดี

ไอ้นี่ ก็ของฉัน ไอ้นั่นก็ของฉัน และไอ้โน่นก็ของฉัน

การบริหารจัดการ ภาวะการนำ ในองค์กรล้มเหลว โดยสิ้นเชิง

เพราะอำนาจ ตำแหน่งที่ได้มา เหมือนเป็นเจ้าสรรพสิ่งทุกอย่าง

เป็นเจ้าของงบประมาณ / สป.(สิ่งอุปกรณ์) นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ

เพราะฉะนั้น ความรัก ความสามัคคี ความจริงใจ จึงเกิดได้ยาก ครับ

......................................................................

มาศึกษากรณี ตำรวจ ฟ้อง ตำรวจ ด้วยกัน ผลจะลงเอยอย่างไร?

เรื่อง "ส่วย" กับ "ตำรวจ" เป็นของคู่กัน

หากจะปฎิเสธว่าไม่มีส่วยในพื้นที่ คงจะไม่ได้

อะไรก็ตาม ที่ไม่ปฎิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้อง จำต้องมีส่วยเสมอไป หรือ?

ส่วย ก็คือเงินจ่ายรายเดือนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลัก ๆ ก็เป็นหวยใต้ดิน บ่อนการพนัน ซ่อง สถานบริการ การพนันบอล ฯลฯ

ที่ฮิตมากขณะนี้ ก็คือแรงงานต่างด้าว ที่มีทั้งถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย

ที่รองลงมาก็อะไรก็ตาม ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาต ทำไม่ถูก

แม้กระทั่งขายพวกมาลัยตามสี่แยก โต๊ะสนุกกเอร์ แขกขายโรตี  ขายไอติม ยิงโป่ง ปาเป้าตามงานวัด งานเทศกาล

พวกทัวร์คอนเสิร์ต น้ำดื่มชูกำลังทั้งหลาย 

พวกนายผู้บังคับบัญชาระดับสูง ไม่เคยสัมผัสตำรวจท้องที่ จึงไม่ค่อยรู้สักเท่าไร

ยังงง แขกขายโรตี ก็เก็บกันด้วยหรือ ?

การแก้ปัญหาส่วยของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยากเย็นอะไร ?

บางเรื่องบางราวก็มอบให้ฝ่ายอื่นไปรับผิดชอบ มีอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะ

อีก 1 ปี ฝ่ายปกครอง ก็จะมีอำนาจในการสอบสวน รับผิดชอบ ตามกฎหมายอีกหลายฉบับ

แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่เป็นมอบอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเด็ดขาด โดยตรงลงไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังมีอำนาจจับกุม แม้จะไม่มีอำนาจสอบสวนคดีบางประเภท

ก็เลยหนีเรื่องส่วยไม่พ้นอยู่นั่นเอง  จึงเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมเสียมากกว่า

เรื่องตำรวจถูกกล่าวหา ร้องเรียน   

แม้จะมีศาลปกครอง แต่ขั้นตอนการดำเนินการ ล่าช้า ต้องร้องทุกข์ตามระเบียบ

ใช้เวลานานพอสมควร เหมือนถ่วงเวลา ให้คลายอารมณ์

ส่วนใหญ่ จึงฟ้องศาลอาญา รวดเร็ว ทันใจ ดี

การฟ้อง เสมือนดาบสองคม

ตำรวจ ฟ้อง ตำรวจ โดยเฉพาะฟ้องผู้บังคับบัญชา ไม่ค่อยปรากฎ ครับ

เพราะถึงยังไง วินัยตำรวจ จะครอบคลุมถึงความเหมาะสมด้วย

 

ที่สำคัญ ตำรวจผู้ฟ้อง คงเลี้ยงไม่โต อีกแล้ว

มีแต่ละดับ ช้างชนช้างเท่านั้น ที่ฟ้องกัน

ส่วนศาลจะประทับรับฟ้อง หรือไม่ ต้องติดตาม ครับ

ศาลประทับรับฟ้อง ก็เป็นเรื่องเป็นราว

ศาลไม่ประทับรับฟ้อง ก็เป็นเรื่องเป็นราวอีก ละครับ

.....................................................

เรื่องตำรวจฟ้องตำรวจ มีครับ แต่ส่วนใหญ่ระดับบิ๊ก ๆ เหมือนกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.กับพวกฐานหมิ่นประมาท หลังส่งลูกน้องนำหมายเรียกคดีบุกรุกป่าสงวน จ.กาญจนบุรี โดยเรียกสื่อมวลชนไปทำข่าวด้วย


นายอนันตชัย ไชยเดช ทนายความตัวแทนของ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ยื่นฟ้อง พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโทศิริวัฒน์ โมรานนท์ พลตำรวจตรีศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล นายมานพ สายอุ่นใจ พลตำรวจโทสมยศ พุ่มพันธ์ม่วง พันตำรวจโทวัชรินทร์ พูสิทธิ์ พันตำรวจโทนพดล รักชาติ และพันตำรวจโทปราชญาน จิเนราวัฒน์ เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิดร่วมกับปฏิบัติ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แจ้งความเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา


โดยระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2552 จำเลยร่วมกันกล่าวหาโจทก์ สร้างรีสอร์ทภูไพรธารน้ำ ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และถมที่ล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำแควน้อย รุกล้ำป่า จากนั้นจำเลยได้ร่วมกันออกหมายเรียก โดยวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา จำเลยได้นัดผู้สื่อข่าวมาที่บ้านโจทก์ เพื่อส่งหมายเรียกอันเป็นการประจานโจทก์เพื่อหมิ่นประมาท ทำให้ประชาชนที่ไม่ทราบความจริงเข้าใจว่าโจทก์บุกรุกป่า และกระทำผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสีย งและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยที่ผ่านมาจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองโจทก์ที่เคยฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกทุจริตเงินงบประมาณในการโฆษณาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเงินจำนวน 18 ล้านบาทเศษ

 

ผู้จัดการ

“พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์” ผบช.ก.ตั้งกรรมการ 2 ชุด เร่งสอบข้อเท็จจริง หลังเซ็นคำสั่งเด้งฟ้าผ่า ผกก.กับอีก 2 ดาบตำรวจสังกัด ปคม. เอี่ยวรีดไถร้านคาราโอเกะ กำชับผู้บังคับบัญชาทุกกองบังคับการดูแลพฤติกรรมลูกน้องแนะจัดหางบประมาณในการปฏิบัติงานแทนเงินทุจริต

วันนี้ (23 ม.ค.54) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก.มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ผกก.3 บก.ปคม.ไปช่วยราชการที่ บก.รน. ด.ต.ศรีสุวรรณ วงษ์คีรี ไปช่วยราชการที่ บก.รฟ. และ ด.ต.สถาพร ศรีไลรัมย์ ไปช่วยราชการที่ บก.ทท.เป็นเวลา 90 วัน หลังจากทั้งหมดถูกผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.นครพนม ร้องเรียนไปยังจเรตำรวจว่าเรียกรับผลประโยชน์ว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 ชุด โดยชุดแรกมีพนักงานสอบสวน บก.ปคม.สอบสวนตำรวจที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด ชุดที่ 2 เป็นจเรตำรวจซึ่งทางผู้เสียหายได้เข้าร้องเรียนและทางพนักงานสอบสวน บก.ปปป.ได้รวบรวมเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และยังกำชับว่าให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ได้กำชับให้ผู้บังคับการ (ผบก.) ทุกกองบังคับการในสังกัดเร่งตรวจสอบข้อมูลและพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยงานของตนเองว่า ยังมีใครที่ยังประพฤติตัวออกนอกแถวอยู่อีกหรือไม่ และให้ศึกษารูปแบบและวิธีการทุจริตต่างๆ ในหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กล่าวว่า สำหรับกรณีการร้องเรียนต่างๆ ผู้บังคับบัญชาก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ตนได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาหมั่นเรียกผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ มาให้ความรู้ ให้นโยบาย และจัดหางบประมาณในส่วนต่างๆ มาทดแทนเงินที่ได้มาจากการทุจริตที่จำเป็นต้องนำมาใช้ในราชการ

“ผมต้องขอขอบคุณ ผู้บังคับการและผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัดทุกนาย ที่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาการทุจริตให้ลอดน้อยลง ทั้งนี้ ผมอยากให้ตำรวจในสังกัดได้ชมนิทรรศการที่จัดขึ้นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และควรจะพิจารณาด้วยว่าตำรวจควรจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างของตนเองได้แล้ว” ผบช.ก.กล่าว

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กล่าวอีกว่า ในวันเดียวกันนี้ ทาง บช.ก.ได้เปลี่ยนแปลงการของบประมาณใหม่ โดยมีการเกลี่ยงบประมาณมาให้เพื่อการทำงานเต็มรูปแบบ ผู้ใต้บังคับบัญชาจะได้ไม่ต้องไปทุจริตโดยอ้างว่านำเงินนั้นมาทำงาน ซึ่งมักจะอ้างกันอยู่เสมอ ส่วนเรื่องตำรวจรับส่วยนั้นที่ผ่านมามีการร้องเรียนเข้ามามาก มีทั้งผ่านสื่อและผ่านผู้ประกอบการ แต่ตนขอให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าเพิ่งตกใจ ทาง บช.ก.จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ และดำเนินการแก้ไข พร้อมกับมีการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดว่าการร้องเรียนนั้นๆ มีข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงการกลั่นแกล้งกัน เราจะไม่ไปจับผิดจึงอยากให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่อย่างสบายใจ

“จากนี้ไปหากตรวจพบการทุจริตเกิดขึ้นอีก ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นๆ จะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย จึงอยากฝากผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยให้ช่วยกันสอดส่องดูแลและแก้ไขปัญหา ส่วนกรณีที่มีข่าวลือว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูงใน บช.ก.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือกระทำการผิดกฎหมายด้วยนั้น ก็อยากให้ผู้บังคับบัญชาทุกนายได้ตรวจสอบและหาข้อมูลที่มาของข่าวลือเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองไปด้วย” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.กล่าวว่า ภายหลังจาก ผบช.ก.มีคำสั่งย้าย พ.ต.อ. และ ด.ต.2 นาย ไปแล้วนั้น ทาง บก.ป.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ดำเนินการเกี่ยวกับกรณีการทุจริตมานานแล้ว โดยล่าสุดตนได้เรียกตำรวจชั้นประทวนในสังกัด บก.ป.ร่วมประชุมเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พร้อมกันนั้นได้สั่งการให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติงานตามหน้าที่รับผิดชอบ ที่ผ่านมาตนก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ และบางเรื่องก็อยู่ระหว่างการแก้ไขปรับปรุง และจัดชุดสืบสวนลงพื้นที่ไปหาข้อมูล อย่างไรก็ดี ปัญหาการร้องเรียนส่วนใหญ่ที่พบจะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคใต้ มากกว่าพื้นที่อื่น

“ผมได้กำชับให้ผู้กำกับการแต่ละกองกำกับการได้ลงไปร่วมตรวจสอบว่ามีผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความผิดตามที่มีการร้องเรียนหรือไม่ และหากพบว่ากระทำผิดจริงจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับที่ ผบช.ก.ได้ให้นโยบายมาแล้ว” พล.ต.ต.สุพิศาลกล่าว

'พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์' ผบช.ก.ลงดาบสั่งเด้ง'พ.ต.อ.' และด.ต.รวม 3 นาย สังกัดหน่วยปราบปรามการค้ามนุษย์หลังถูกร้องเรียกรับผลประโยชน์จากร้านโอเกะใน จ.นครพนม สั่งสอบทางลับจนพบคดีมีมูล เซ็นคำสั่งย้ายกระจายไปอยู่คนละหน่วย พร้อมตั้ง กก.สอบสวน ก่อนส่งเรื่องให้ ปปป.ดำเนินการต่อ

 เผยเสี่ยโอเกะนครพนมร้องทุกข์อ้างถูกเรียกรับเงิน พอไม่จ่ายก็ขู่อุ้มไปยิงทิ้งจนต้องหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน สุดท้ายตัดสินใจกลับมาแจ้งความดำเนินคดี นอกจากนี้มีผู้ประกอบการอีกถึง 130 รายในหลายจังหวัด ร้องทุกข์ผ่านเว็บไซต์ ตร.แห่งชาติ กล่าวหาตำรวจชุดเดียวกันนี้ด้วย ด้านผกก.ปคม.ที่โดนสั่งย้ายยันไม่เคยเจอหน้าผู้ร้องแม้แต่ครั้งเดียว แต่ก็พร้อมทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ในวงราชการ(บก. ปปป.)พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยว่า ตามนโยบาย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ไม่ให้ตำรวจกระทำผิดหรือไปรังแก
ประชาชนคนยากไร้นั้น ปรากฏว่ายังมีตำรวจบางคนกระทำผิดซ้ำซากโดยเรียกรับผลประโยชน์
จากประชาชนซึ่งข้อมูลดังกล่าวตรงกับการ สืบสวนทางลับของจเรตำรวจว่า มีนายตำรวจระดับสูง
เข้าไปเกี่ยวข้อง ทางบช.ก.จึงดำเนินคดี ตามหลักฐานทั้งเรื่องวินัยและอาญา

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กล่าวว่า นายตำรวจคนนี้เป็นผู้กำกับการในหน่วยงานหนึ่งของบช.ก.
จึงให้มีคำสั่งย้ายไปช่วยราชการที่กองบังคับการอื่นซึ่งเป็นการลงโทษทางการปกครอง
ส่วนทางวินัยนั้นหากสอบพบผิดวินัยร้ายแรงจริงก็ว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
แต่ด้วยหลักสิทธิมนุษยชนทำให้การดำเนินการกับนายตำรวจนั้นต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเขาอาจไปร้องต่อศาลปก ครองได้

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกรณีดังกล่าวได้มีเจ้าของร้านอาหารในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ร้องเรียนมายังจเรตำรวจ และร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.ธาตุพนม ว่าถูกตำรวจ บก.ปคม.เรียกรับผลประโยชน์ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์จึงให้สอบสวนข้อเท็จจริงทางลับพบการร้องเรียนมีมูล จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) จำนวน 3 คน ไปช่วยราชการที่กองบังคับการอื่นเป็นเวลา 90 วัน ได้แก่พ.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล ผกก.3 ปคม. ไปช่วยราชการที่กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ด.ต.ศรีสุวรรณ วงษ์คีรี ไปช่วยราชการที่กองบังคับการตำรวจรถไฟ (บก.รฟ.) และ ด.ต.สถาพร ศรีไลรัมย์ ไปช่วยราชการที่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) เพื่อรอการสอบสวนข้อเท็จจริง

ระหว่างนี้ทางจเรตำรวจจะตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและมีความเห็นทางวินัย
รวมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หากคดีมีมูลจะแจ้งเรื่องให้ต้นสังกัด
ทราบเพื่อมีคำสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนที่ สภ.ธาตุพนม
จะสอบสวนคำร้องทุกข์กล่าวโทษและโอนคดีให้ ดำเนินการต่อหากพบว่ามีความผิดทางอาญา
ก็ต้องส่งสำนวนให ้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายใน 30 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับต้นเรื่องซึ่งเป็นที่มาของคำสั่งย้ายดังกล่าว เนื่องจากเมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา นายเขตสยาม เนาว์รังสี อายุ 39 ปี เจ้าของร้านโบว์ลิ่งเบียร์ ร้านคาราโอเกะ ใน อ.ธาตุพนม จ.นคร พนม เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพ.ต.ท.บุญวัฒน์ นึกชัยภูมิ พนักงานสอบสวน สบ 3 สภ.ธาตุพนม ให้ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด.ต.ศรีสุวรรณ และด.ต.สถาพร ตำรวจสังกัด ปคม. กล่าวหาว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นายเขตสยามระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2553 ที่ผ่านมามีชาย-หญิง 2 คนพร้อมตำรวจเดินทางมาหาที่ร้านอ้างชื่อตำรวจทั้ง 3 นาย เรียกรับเงินค่าดูแลความเรียบร้อยเดือนละ 1,000 บาท โดนโอนเข้าบัญชีของผู้หญิง แต่ต่อมาก็ขอเพิ่มเงินเรื่อยๆ จนสูงสุดที่ 5,000 บาทต่อเดือน ทำให้ไม่มีเงินจ่ายจึงถูกชายอ้างเป็นตำรวจขู่อุ้มไปวิสามัญฆาตกรรมจนต้องหนีภัยไปประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนตัดสินใจกลับมาแจ้งความ และร้องทุกข์กับ ตร.แห่งชาติ

รายงานข่าวแจ้งอีกว่านอกจากรายของนายเขตสยามแล้ว ปรากฏว่ามีเจ้าของสถานบริการหลายแห่งในหลายจังหวัดรวมกว่า 130 ราย ร้องทุกข์ผ่านทางเว็บไซต์ของ ตร.แห่งชาติ กล่าวหาตำรวจ ปคม.ชุดเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน

ด้านพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นคำสั่งช่วยราชการอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาก็พร้อมปฏิบัติตาม ส่วนเรื่องการร้องเรียนของเจ้าของร้านคาราโอเกะในจ.นครพนมนั้น ขอยืนยันว่าไม่เคยพบหน้าผู้ร้องเรียนมาก่อนเลย รวมทั้งที่มีข่าวว่ามีผู้ร้องเรียนไปยังเว็บไซต์ของตร. แห่งชาติ นั้นยอมรับว่าการทำงานต้องถูกร้องเรียนเป็นธรรมดา และที่ผ่านมาก็โดน ร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายละเอียดต่างๆ จะขอชี้แจงภายหลังเพราะต้องรอดูข้อกล่าวหาและเหตุผลในคำสั่งย้ายเสียก่อน

จากกรณีที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ผกก.3 บก.ปคม.ไปช่วยราชการที่ บก.รน. ด.ต.ศรีสุวรรณ วงษ์คีรี ไปช่วยราชการที่ บก.รฟ. และ ด.ต.สถาพร ศรีไลรัมย์ ไปช่วยราชการที่ บก.ทท.เป็นเวลา 90 วัน หลังจากทั้งหมดถูกผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.นครพนม ร้องเรียนไปยังจเรตำรวจ ว่า เรียกรับผลประโยชน์ ก่อนมีการส่งเรื่องมายัง บช.ก.นั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 ชุด โดยชุดแรก มีพนักงานสอบสวน บก.ปคม.สอบสวนตำรวจที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด ชุดที่ 2 เป็นจเรตำรวจซึ่งทางผู้เสียหายได้เข้าร้องเรียนและทางพนักงานสอบสวน บก.ปปป.ได้รวบรวมเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โดยกำชับว่าให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ได้กำชับให้ผู้บังคับการ (ผบก.) ทุกกองบังคับการในสังกัดเร่งตรวจสอบข้อมูลและพฤติกรมของผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยงานของตนเอง ว่า ยังมีใครที่ยังประพฤติตัวออกนอกแถวอยู่อีกหรือไม่ และให้ศึกษารูปแบบและวิธีการทุจริตต่างๆ ในหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กล่าวว่า สำหรับกรณีการร้องเรียนต่างๆ ผู้บังคับบัญชาก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ตนได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาหมั่นเรียกผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ มาให้ความรู้ ให้นโยบาย และจัดหางบประมาณในส่วนต่างๆ มาทดแทนเงินที่ได้มาจากการทุจริตที่จำเป็นต้องนำมาใช้ในราชการ อย่างไรก็ดี ตนต้องขอขอบคุณ ผบก.และผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัดทุกนาย ที่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาการทุจริตให้ลอดน้อยลง ทั้งนี้ ตนอยากให้ตำรวจในสังกัดได้ชมนิทรรศการที่จัดขึ้นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และควรจะพิจารณาด้วยว่าตำรวจควรจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างของตนเองได้แล้ว

ผบช.ก.กล่าวอีกว่า ในวันเดียวกันนี้ ทาง บช.ก.ได้เปลี่ยนแปลงการของบประมาณใหม่ โดยมีการเกลี่ยงบประมาณมาให้เพื่อการทำงานเต็มรูปแบบ ผู้ใต้บังคับบัญชาจะได้ไม่ต้องไปทุจริตโดยอ้างว่านำเงินนั้นมาทำงาน ซึ่งมักจะอ้างกันอยู่เสมอ ส่วนเรื่องตำรวจรับส่วยนั้นที่ผ่านมามีการร้องเรียนเข้ามามาก มีทั้งผ่านสื่อและผ่านผู้ประกอบการ แต่ตนขอให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าเพิ่งตกใจ  ทาง บช.ก.จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ และดำเนินการแก้ไข พร้อมกับมีการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดว่าการร้องเรียนนั้นๆ มีข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงการกลั่นแกล้งกัน เราจะไม่ไปจับผิดจึงอยากให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่อย่างสบายใจ

จากนี้ไปหากตรวจพบการทุจริตเกิดขึ้นอีก ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นๆ จะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย จึงอยากฝากผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วย
ให้ช่วยกันสอดส่องดูแลและแก้ไขปัญหา ส่วนกรณที่มีข่าวลือว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูงใน บช.ก.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือกระทำการผิดกฎหมายด้วยนั้นก็อยากให้ผู้บังคับบัญชาทุกนาย ได้ตรวจสอบและหาข้อมูลที่มาของข่าวลือเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองไปด้วย” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.เปิดเผยว่า ภายหลังจาก ผบช.ก.มีคำสั่งย้าย พ.ต.อ. และ ด.ต.2 นาย ไปแล้วนั้น ทาง บก.ป.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ดำเนินการเกี่ยวกับกรณีการทุจริตมานานแล้ว โดยล่าสุดตนได้เรียกตำรวจชั้นประทวนในสังกัด บก.ป.ร่วมประชุมเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พร้อมกันนั้นได้สั่งการให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติงานตามหน้าที่รับผิดชอบ ที่ผ่านมาตนก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ และบางเรื่องก็อยู่ระหว่างการแก้ไขปรับปรุง และจัดชุดสืบสวนลงพื้นที่ไปหาข้อมูล อย่างไรก็ดี ปัญหาการร้องเรียนส่วนใหญ่ที่พบจะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคใต้ มากกว่าพื้นที่อื่น

พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวต่อว่า ตนได้กำชับให้ ผกก.แต่ละกองกำกับการ ได้ลงไปร่วมตรวจสอบว่ามีผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความผิดตามที่มีการร้องเรียนหรือไม่ และหากพบว่ากระทำผิดจริง ตนก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับที่ ผบช.ก.ได้ให้นโยบายมาแล้ว

......................................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


« Back