คดีศึกษาสำหรับตำรวจ

 ต้องทำใจให้เป็นกลาง อย่าเอาเรื่องการเมือง ข้อขัดแย้ง เข้ามาร่วมในการพิจารณา

ในสังคมไทยเรา เรื่องการ ด่าว่า ดูถูกเหยียดหยามกัน ประจาน เสียดสีกัน มี 2 อย่าง คือ การดูหมิ่นซึ่งหน้า และหมิ่นประมาท ในสังคมชาวบ้านทั่วไป คดีรกโรงพัก คือคดีดูหมิ่น(ด่ากันทะเลาะกัน)  ส่วนในระดับประเทศ มักเป็นคดีหมิ่นประมาทต่อบุคคลที่สาม ด้วยการโฆษณา หรือด้วยเอกสาร ก็เป็นคดีรกศาล เช่นกัน

คดีศึกษาสำหรับตำรวจ

13 มิ.ย.2551

พ.ต.ท.อภิณ์รัตน์ฯ

 

เหตุที่มีเขียนเล่าเรื่องนี้ เนื่องจากมีผู้สอบถาม ขอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ ว่าจะเป็นอย่างไร จะลงเอยอย่างไร ใครทำถูก ใครไม่ถูกอย่างไร และที่จะทำให้ถูกต้อง จะต้องทำอย่างไร ทำไมมุมมองไม่เหมือนกัน ทั้งที่ใช้กฎหมายเล่มเดียวกันแท้ ๆ จึงเขียนเล่าสู่กันฟัง เพราะเคยได้ยินคำว่า กฎหมายดิ้นได้ หรือไม่ ต้องอ่านไป คิดไป

 

2-3 วันที่ผ่านมานี้ ข่าวดังในวงการตำรวจ ก็เห็นจะได้แก่การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้อย จว.พระนครศรีอยุธยา จะจับกุมนายสุนัย มโนมัยอุดม ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นคดีที่น่าศึกษา เนื่องจากผมเองเคยรับราชการตำรวจในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเริ่มรับราชการครั้งแรกที่ สภ.อ.วังน้อย ในสมัยนั้น มีความผูกพันกับพื้นที่พอสมควร ทำงานอยู่นานประมาณ 2 ปี 6 เดือน จึงย้ายเข้าไปเป็น หน.นปพ.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา และรับราชการอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 12 ปี 

อยาก ให้ท่านอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ที่ผมได้รวบรวมมาพอสังเขป ส่วนรายละเอียดตื้นลึกหนาบาง อยู่ในสำนวนการสอบสวน ไม่อาจหยิบยกมาได้ อยากให้ทราบว่า มีการดำเนินคดีอะไร กับใครอย่างไร เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์(มอบคดี) ไว้แล้ว จะต้องดำเนินการอย่างไร มีระเบียบปฎิบัติกันอย่างไร และผมจะแสดงความเห็นไว้ตอนท้าย และถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่มีอิทธิพล หรือผลอันใดต่อรูปคดี เพื่อเปรียบเทียบกับความเห็นของท่านผู้อ่าน ผมไม่รู้จักตำรวจ สภ.วังน้อย ไม่รู้จักนายสุนัยฯ ผู้ถูกกล่าวหา ครับ

ถอนหมายจับ"สุนัย"หมิ่นทักษิณ

 

ขู่ฟ้องเรียก2พันล.! "อดีตอธิบดีดีเอสไอ"ยันสู้ไม่ให้จนท.รังแกผู้อื่น พปช.ปัดปชป.ซักฟอก
ศาลสั่งเพิกถอนหมายจับ “อดีตอธิบดีดีเอสไอ” ด้าน “สุนัย มโนมัยอุดม” เผยสู้คดีเพื่อสร้างบรรทัดฐานไม่ให้ จนท.รัฐเหิมข่มเหงผู้อื่น ทนายลั่นฟ้องกลับ “สภ.วังน้อย” เรียกค่าเสียหาย 2 พันล้านแน่ หาก “ป.ป.ช.” ฟันธงตำรวจขอหมายจับโดยมิชอบ แจงยิบตะบี้ตะบันลากคอมาพิมพ์ลายนิ้วมือหวังดิสเครดิตเท่านั้น ยัน “สุนัย” พร้อมสู้คดีหมิ่นแม้ว “วิชา” คาดอนุไต่สวน ป.ป.ช. ได้ข้อสรุปในเดือนนี้ ขณะที่ “พปช.” คว่ำข้อเสนอฝ่ายค้าน ปิดประตูไม่ให้ซักฟอก-เปิดอภิปรายทั่วไป เผย “หมัก” ห้าม รมต. เข้าอวยพรวันเกิดปีที่ 73 แกนนำพูดไม่ชัดจูนคลื่นภายในสลาย “เพื่อนเนวิน” โตวันโตคืน ด้าน “ปชป.” รอคำตอบสุดท้ายก่อนยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ฝ่าย “61 ส.ว.” แบะท่าถอนญัตติหากรัฐยอมเปิดซักฟอกตัวเอง “ป.ป.ช.” รับคดี “จารุวรรณ” รวยผิดปกติ ส่วน “จักรภพ” ให้ปากคำคดีหมิ่นเบื้องสูงแล้ว คาดสำนวนถึงอัยการ 2 ก.ค.นี้

 

ศาลเพิกถอนหมายจับ“สุนัย”
 เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ศาลจังหวัด    พระนครศรีอยุธยา ห้องพิจารณาคดี 9 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ ภาค 1 กรณีนายวิเชียร รุจิธำรงกุล  ทนายความ ของนายสุนัย มโนมัยอุดม เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องขอให้ระงับคำสั่งศาลชั้นต้นชั่วคราวและให้เพิกถอนหมายจับนายสุนัย หลังจากที่ก่อนหน้านี้นายวิเชียรได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อขอให้เพิกถอนหมายจับมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่านายสุนัยมีความจำเป็นในการเดินทางไปต่างประเทศ และเป็นข้าราชการ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะถอนหมายจับ และยังคงให้ดำเนินการตามหมายจับต่อไป ทำให้นายวิเชียรได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์
 
ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 มีคำวินิจฉัยเห็นว่าผู้ร้องเป็นข้าราชการ มีที่ทำงานประจำ และเคยชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนถึง 3 ครั้ง อีก ทั้งไม่มีพฤติกรรมหลบหนี จึงมีความเห็นไม่พ้องกับศาลชั้นต้น โดยมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับนายสุนัย และเนื่องจากได้มีคำสั่งเพิกถอนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งระงับชั่วคราว

 

ตร.เสียงอ่อยยันทำตามขั้นตอน
  นายวิเชียร เปิดเผยภายหลังฟังคำสั่งศาลว่า การขอเพิกถอนหมายจับนี้ไม่ได้เป็นการแสดงอิทธิพลหรืออำนาจแต่อย่างใด การดำเนินคดีนั้นตำรวจก็คงยังต้องดำเนินการต่อ เพียงแต่ต้องไปสอบสวนที่ทำงานของนายสุนัยหรือผ่านทางอัยการ ส่วนเรื่องที่ตำรวจออกหมายจับนั้นตนเห็นว่าไม่ถูกต้อง และอยากให้เรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานของการพิจารณาตามหลักการมากกว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล
 
ด้าน พ.ต.อ.ธาตรี ตั้งโสภณ รอง ผบก. ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ที่ผ่านมาตำรวจทำตามขั้นตอนและไม่มีใครอยู่เบื้องหลังคดี แม้ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับก็ไม่ทำให้พนักงานสอบสวนไม่สบายใจแต่อย่างใด สำหรับคดีดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้ทนายเข้าแจ้งความที่ สภ.วังน้อย กล่าวโทษนายสุนัยข้อหาหมิ่นประมาทกรณีแถลงข่าวการดำเนินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พนักงานสอบสวนจึงได้ออกหมายเรียกนายสุนัยให้มารับทราบข้อกล่าวหาแต่นายสุนัยปฏิเสธ จึงได้มีการขอศาลออกหมายจับดังกล่าว

  

“สุนัย”ลั่นสร้างบรรทัดฐาน
 ต่อมาเวลา 12.00 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ท. นายสุนัย มโนมัยอุดม เลขาธิการ ป.ป.ท. เปิดแถลงข่าวภายหลังศาลอุทธรณ์สั่งให้เพิกถอนหมายจับว่า สาเหตุที่ไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน เพราะเห็นโดยสุจริตว่าหมายเรียกดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีเหตุที่จะขอออกหมายจับได้ ตนจึงได้ต่อสู้กับกระบวนการการใช้อำนาจรัฐที่มิชอบเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้อำนาจรัฐจะต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ และผู้ใช้อำนาจรัฐจะใช้อำนาจกลั่นแกล้งบุคคลในทางใดทางหนึ่งมิได้ อีกทั้งศาลในฐานะองค์กรที่เป็นกลางและเป็นอิสระ ย่อมอยู่ในฐานะที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อเป็นหลักประกันในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
 
เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวต่อว่า การดำเนินการของตนในวันนี้เป็นการชี้ให้สาธารณชนรับทราบถึงหลักกฎหมายดังกล่าว และเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ข้าราชการซึ่งปฏิบัติตามกฎหมายได้เกิดความมั่นใจ ตลอดจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ที่ใช้อำนาจรัฐทั้งหลายได้ตระหนัก และถือปฏิบัติเป็นบรรทัดฐานต่อไปว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ สิทธิเสรีภาพของประชาชน จะต้องได้รับการปฏิบัติโดยเคร่งครัดจากผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

 

สะกิดบางกลุ่มยุติให้ข่าวสับสน
 นายสุนัย กล่าวอีกว่า ได้ปรากฏว่ามีบุคคลบางกลุ่มได้ออกมาแสดงความคิดเห็นข้อกฎหมายโดยไม่ถูกต้องผ่านสื่อมวลชน จึงขอให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว การแสดงความเห็นในข้อกฎหมายโดยไม่ได้ศึกษาให้ถ่องแท้หรือมีอคติ อาจทำให้สาธารณชนสับสนและสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศชาติไม่สงบสุขจนทุกวันนี้ จากนั้นนายสุนัยได้เดินกลับไปที่ห้องทำงานโดยไม่ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมใด ๆ
 
นายณฐพร โตประยูร ทนายความของนายสุนัย แถลงต่อว่า จากนี้ไปนายสุนัยจะต้องระมัดระวังเรื่องการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เพราะกำลังจะกลับเข้ารับราชการที่ศาลยุติธรรม จึงมอบหมายให้ทนายความเป็นผู้ชี้แจงแทน ส่วนคดีหมิ่นประมาทที่นายสุนัยถูกแจ้งความดำเนินคดีนั้นจะให้ต่อสู้กันในศาล นายสุนัยคงไม่ไปพบพนักงานสอบสวน เพราะได้ชี้แจงเป็นเอกสารไปครบถ้วนแล้ว อย่างไรก็ตามการต่อสู้ให้มีการเพิกถอนหมายจับถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งอยากให้เป็นบรรทัดฐานว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิต่อสู้คดีตามข้อกฎหมาย

  

ทนายแจง“สภ.วังน้อย”ดึงดัน
 ทนายความของนายสุนัย ชี้แจงว่า นายสุนัยได้มอบให้ทนายความไปพบพนักงานสอบสวน สภ.วังน้อย เมื่อวันที่ 10 มี.ค. เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมนำสำเนาคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ได้พิพากษายกฟ้องคดีที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นฟ้องนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในความผิดฐานหมิ่นประมาท เพื่อยืนยันว่าคำกล่าวหานายสุนัยไม่เป็นความผิด
 
ต่อมาวันที่ 12 มี.ค. นายสุนัยทำหนังสือชี้แจงอีกว่า ข้อความที่กล่าวหาเป็นการ  คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ซึ่งไม่ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ แต่พนักงานสอบสวน สภ.วังน้อยยังคงออกหมายเรียก แต่นายสุนัยได้ทำหนังสือชี้แจงการไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก โดยยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด และเป็นเจ้าพนักงานแสดงความเห็นไปโดยสุจริต พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน เนื่องจากเป็นความผิดต่อส่วนตัว

 

เตรียมฟ้องกลับเรียก 2 พันล้าน
 นายณฐพร กล่าวอีกว่า จากนั้นพนัก งานสอบสวนได้ร้องขอให้ศาลออกหมายจับนายสุนัยถึง 3 ครั้ง แต่ศาลไม่อนุมัติ จนกระทั่งวันที่ 3 มิ.ย. มีการร้องขอให้ศาลออกหมายจับอีกครั้ง และหลังจากศาลอนุมัติหมายจับ พนักงานสอบสวนได้แถลงข่าวเรื่องการออกหมายจับ และแจ้งผู้สื่อข่าวว่าจะมีการจับตัวนายสุนัยที่สนามบินสุวรรณภูมิทันทีที่เดินทางกลับจากต่างประเทศในวันที่ 4 มิ.ย. แต่ พล.อ.ปฐมพงศ์ เกษรศุกร์ ซึ่งมีความสนิทสนมกับนายสุนัยจึงได้ประสานให้ผู้เกี่ยวข้องดูแลอารักขาและนำตัวนายสุนัยออกจากสนามบิน โดยผ่านพิธีการของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตามขั้นตอน จากนั้นทีมทนายจึงได้ต่อสู้คดีกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ
  
“ผมทราบมาด้วยว่ามีตำรวจระดับสูงสั่งการให้ไปขอหมาย ถ้าไม่ทำก็ออกไป ทั้งที่คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ ตำรวจสามารถสอบสวนและส่งสำนวนให้อัยการได้ แต่ยังยืนยันว่าจะจับตัวนายสุนัยให้ได้ ทั้งที่การจับตัวไม่ได้เกิดประโยชน์   จะเป็นการนำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อดิสเครดิตเท่านั้น ทั้งนี้หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำการโดยมิชอบ ทีมทนายจะฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย 2 พันล้านบาท และจะนำเงินไปช่วยเหลือมูลนิธิต่าง ๆ” ทนายความ นายสุนัยระบุ

สั่ง “นายพล” แจงข้อเท็จจริง ดำเนินคดี “สุนัย” โฆษก ตร.โดดป้องลูกน้อง ชี้ทำตามขั้นตอน โยนบาปให้ศาลออกหมายจับ พร้อมพิสูจน์ข้อกล่าวหา “รัฐตำรวจ” หาก ป.ป.ช.ชี้มูลมีความผิด

วันนี้ (13 มิ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก. ในฐานะรองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีที่ นายณฐพร โตประยูร ทนายความนายสุนัย นโนมัยอุดม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ออกมาระบุว่ามีนายตำรวจระดับนายพลออกคำสั่งร้อยเวรให้ดำเนินคดีต่อนายสุนัยว่า ได้มีการพูดคุยกับ พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ ผบก.จ.อยุธยาในเรื่องดังกล่าว และแนะนำให้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงตามข่าวที่ปรากฏ และในส่วนของสำนวนคดีตั้งแต่การรับเรื่อง การรวบรวมพยานหลักฐาน การออกหมายเรียก
       

 พล.ต.ต.สุรพล กล่าวอีกว่า หมายจับเป็นอำนาจของศาลในการออกคำสั่ง ไม่ใช่อำนาจของตำรวจ โดยส่วนตัวมองว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำผิดระเบียบขั้นตอน แต่อาจไม่ถูกใจสังคม เพราะตำรวจอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ถูกกล่าวหา และผู้กล่าวหาซึ่งเป็นที่จับตามองของคนในสังคมจึงต้องทำตามระเบียบ ซึ่งหลักการในการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหา เป็นขั้นตอนการกระบวนการยุติธรรม เพื่อเป็นการพิสูจน์ความผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยมีพนักงานสอบสวนเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งคดี ถ้าพยานหลักฐานไม่เพียงพอก็สามารถออกหมายเรียกมาสอบปากคำได้


“วิธีการออกหมายเรียกที่ตำรวจทำถามว่าจำเป็นหรือไมมองว่าอาจไม่จำเป็น
ซึ่งได้สอบถามพนักงานสอบสวนว่าได้มีการรวบรวมหลักฐานจากส่วนอื่นหรือยังก็ได้รับการยืนยันว่า
เก็บหลักฐานจากสื่อแล้วแต่ยังไม่เพียงพอจึงออกหมายเรียกนายสุนัยแต่เป็นการเรียกมาพบสอบถาม

ข้อมูลไม่ได้ควบคุมตัว ซึ่งตำรวจก็พยายามทำตามระเบียบ” รองโฆษก ตร.กล่าว

 ส่วนกรณีที่นายสุนัยได้ส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อเอาผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับพนักงานสอบสวน รอง โฆษก ตร.กล่าวว่า เรียงนี้เป็นขั้นตอนของ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณาหากชี้มูลว่ามีความผิด พนักงานสอบสวนก็ถือว่ามีความผิด ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีกสามารถถูกลงโทษให้ออกหรือไล่ออกเหมือนกรณีของ พล.ต.ต.มานิตย์ วงษ์สมบูรณ์ อดีต ผบก.น.1 ซึ่งก็เป็นข้อพิสูจน์เรื่องการถูกโจมตีว่าเป็นรัฐตำรวจนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะมีองค์กรตรวจสอบอยู่ตลอด ถ้าตำรวจใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็จะถูกลงโทษ

...................................................................


แค่หายไปตัวเดียว ก็ไปคนละเรื่องแล้ว

ท่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะต้องเริ่มคิด เริ่มวิเคราะห์

ความคิดเห็นส่วนตัว

ตร.มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาก แต่ยังไม่เห็นว่ามีใครออกมาให้ความกระจ่างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เท่าที่ควร จึงทำให้น้ำหนักพุ่งไปยังฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ที่เป็นอดีตผู้พิพากษา ทำให้น่าเชื่อถือ น่ารับฟัง แต่จากรูปการณ์บางจุดที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาอ้างอิง ก็ไม่น่าจะถูกต้องโดยสิ้นเชิง กฎหมายเล่มเดียวกัน ศาลยุติธรรม 3 ศาล ยังตัดสินไม่เหมือนกัน ปัญหาข้อกฎหมาย ปัญหาข้อเท็จจริง ต่างกัน มีแง่คิด มุมมองต่างกันได้ฉันใด เราก็จะต้องรับฟังเหตุผลของแต่ละฝ่ายด้วยใจที่เป็นกลาง ฉันนั้น.....

 

คดีที่พนักงานสอบสวน รับคำร้องทุกข์ไว้ เป็นคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความกันได้ตามกฎหมาย มิใช่คดีอุกฉกรรจ์ใหญ่โตอันใด การที่พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์มอบคดีไว้ จะต้องมีพยานหลักฐานว่าเหตุเกิดในพื้นที่ อ.วังน้อย จว.พระนครศรีอยุธยา (อย่างที่ทราบกัน คดีหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยเอกสาร โดยการโฆษณา ประเภทนี้ยังไม่มีการแก้ไข อย่างน้อย 30-40 ปีที่ผ่านมา เป็นอย่างไร ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น สื่อที่ลงข้อความหมิ่นประมาท อยู่ที่ใด ได้พบประสบเหตุ อ่าน รับทราบข้อความหมิ่นที่ใด เหตุก็เกิดที่นั่นได้ สมัยก่อนมีการแกล้งกัน มีการแจ้งความในพื้นที่จังหวัดไกล ๆ เช่น ไปอ่านหนังสือพิมพ์ พบข้อความหมิ่นประมาทที่จังหวัดนครพนม ก็จะแจ้งความร้องทุกข์มอบคดีให้ดำเนิคดีกับผู้กระทำการ
หมิ่นประมาท ณ ที่นั้น ๆ เป็นต้น)

 

(และประเด็นสำคัญแห่งคดี ผมว่าพฤติการณ์ หรือถ้อยคำในคำกล่าว คงไม่ใช่คำกล่าวที่หยาบคาย หรือประจาน อะไร เพียงแต่ เรื่องดังกล่าว ยังไม่สิ้นสุด ยังไม่มีคำพิพากษาที่สุด ลักษณะออกมาแถลงข่าว หรือให้ข่าว ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังมากเสียกว่า ในรายละเอียดจริง ๆ เราไม่อาจรู้ได้ แต่ก็พอจะกำหนดแนวทางในการดำเนินการได้) และเราก็ทราบกันว่า ปัจจุบันนี้ คดีเรื่องหมิ่นประมาท เป็นคดีรกศาลจำนวนมาก เอะอะอะไร ก็ฟ้องหมิ่นฯ เพราะคนไทยเราชอบวิจารณ์ ชอบพูด ชอบให้ข่าว หากพูดในวงแคบก็ไม่ค่อยจะเท่าไหร่ หากพูดและปรากฎต่อสาธารณชนทั่วไป ก็จะอันตรายหน่อย เป็นใคร ๆ ก็ไม่ชอบ ครับ)

เราจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย  ผมไม่ได้เก่งกาจในเรื่องของกฎหมาย แต่ชอบทางสายกลาง และมีสิทธิที่จะกำหนดแนวทางในการดำเนินการไว้ หลายแนวทาง เหมือนแผนเผชิญเหตุ อะไรทำนองนั้น

 

เอาเป็นว่า พนักงานสอบสวน สภ.วังน้อย ได้รับคำร้องทุกข์ไว้ คดีมี นาย ก.เป็นทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย ร้องทุกข์กล่าวหาโทษมอบคดี ให้ดำเนินคดีกับนายสุนัยฯ เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิด (สำหรับผู้ถูกกล่าวหาคดีนี้ มิใช่ประชาชนธรรมดา เป็นบุคคล เป็นข้าราชการ มีตำแหน่งหน้าที่สูง มีความรู้ด้านกฎหมาย เพราะเป็นถึงอดีตผู้พิพากษา)

เมื่อทางพนักงานสอบสวนรับคดีไว้แล้ว ก็จะต้องสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานแห่งคดี ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือวัตถุพยาน เพื่อพิจารณาตรวจดูว่า มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงตามข้อกล่าวหา หรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดหรือไม่  เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานจากฝ่ายผู้กล่าวหา และจากที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้เองแล้ว  คราวนี้ ก็ถึงเวลาที่จะต้องได้พยานหลักฐานจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา เอามาชั่งน้ำหนักพยานกัน วิธีการหนึ่ง และเป็นที่พึงปฎิบัติของพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีก็คือ การแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า มีการรับแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับท่านนะ และตามกฎหมายก็เหมือนกับต้องการให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อเท็จจริง และข้อกล่าวหาเบื้องต้น พร้อมให้ปากคำ และยื่น อ้างพยานในคดี  และจะต้องพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ด้วย เช่น คดีดังกล่าว เป็นคดีที่มีอัตราโทษตามกฎหมายสูงสุดเท่าไร อยู่ ๆ จะไปออกหมายจับเลย ไม่ได้

 

เนื่องจาก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.66 บัญญัติไว้ว่า

มาตรา 66 เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้

(1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน สามปี หรือ

(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และ มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือ จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือ ไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

 

ประกอบกับปัจจุบัน อำนาจในการออกหมายจับ หมายค้น นั้น อยู่ที่ศาล มิใช่อยู่ที่ตำรวจเหมือนสมัยก่อน

ทางพนักงานสอบสวน จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้พอเพียง เพื่อยื่นคำร้องต่อศาล พิจารณาออกหมายจับ และ คดีที่พิพาทกันนี้ เป็นคดีอาญาที่มีอัตราโทษไม่ถึง 3 ปี ไม่เข้า ม.66 (1) แต่ก็ยังมีเหตุอื่น ที่จะเสนอขอออกหมายจับได้ คือ (2) ก็ต้องพิจารณา มีหลักฐานตามสมควร หรือไม่ ที่ถูกกล่าวหาว่าน่าจะได้กระทำผิดอาญา และต้องปรากฎมีเหตุอันควรเชื่อด้วยว่าจะหลบหนี(หลบหนีไป หาตัวไม่พบ ไม่ยอมให้จับกุม เข้าป่าเข้าดง ไปต่างจังหวัดที่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ใด ฯลฯ) หรือ ผู้ถูกกล่าวหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายอื่น ๆ 

ซึ่งพิจารณาจาก (2) นี้แล้ว คุณสุนัยฯ ไม่ได้หลบหนีไปไหน ยังคงทำงานตามปกติ ไม่ได้ไปยุ่งเหยิงกับพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือวัตถุพยานแห่งคดี หรือจะไปก่อให้เกิดอันตรายประการใด ๆ ก็เป็นอันว่า พฤติการณ์ไม่เข้า (2) ของมาตรานี้

 

หากพิจารณาถึงคำว่า "....หลบหนี" จะเห็นว่า มีหลบหนี(จริง ๆ) และข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า เป็นการหลบหนี ที่จะเป็นเหตุให้ออกหมายจับได้ หากทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันก็จบ จะไม่มีเรื่องมีราวกันใหญ่โต ขณะนี้

 

ข้อสันนิษฐานของกฏหมาย คืออะไร ?

ต้องมาดูท้าย ม.66  

1 ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง    หรือ

2 ไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัด โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร

 

ทางพนักงานสอบสวน ก็จะต้องดำเนินการลำดับต่อไป ท้ายมาตราดังกล่าว กฎหมายระบุไว้ว่า หากเป็นบุคคลไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นหลบหนีได้ เพื่อจะได้เข้าข่าย (2) มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ถึงจะเสนอขอหมายจับได้ แต่คุณสุนัยฯ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีบ้านพักที่กรุงเทพฯ มีสถานที่ทำงานตามปกติ จึงไม่เข้าข่ายที่จะเสนอออกหมายจับ

จึงมีวิธีการเดียว และเป็นระเบียบปฎิบัติที่พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการ คือ จะต้องออกหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวน และเมื่อปรากฎตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน ก็จะต้องแจ้งฐานความผิด หรือข้อกล่าวหาให้ทราบ ไม่มีอำนาจควบคุมตัว หลังแจ้งข้อกล่าวหา สอบสวนปากคำแก้ข้อกล่าวหา รับ อ้างอิงพยานหลักฐานฝ่ายผู้ต้องหาแล้ว ก็ปล่อยตัวไป  จึงเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกคุณสุนัยฯ ให้มาพบพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนมีอำนาจ ตาม ป.วิอาญา ม.52 ปรากฎว่า คุณสุนัยฯ ได้รับหมายเรียกแล้ว ไม่มาพบ แต่ส่งเอกสารลักษณะชี้แจงข้อเท็จจริง(ซึ่งหากสอบสวนปากคำก็คงได้ใจความถ้อยคำเช่นนั้น) แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบ ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะเก็บรวบรวมไว้ในสำนวนการสอบสวน   และรับฟังพิจารณาในฐานะพยานเอกสารของผู้ถูกกล่าวหาได้ในระดับหนึ่ง

 

ในตอนนี้ เมื่อผู้ต้องหาไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัด ทางพนักงานสอบสวน สามารถปฎิบัติได้ 2 แนวทาง สุดแต่พนักงานสอบสวนจะเลืกแนวทางไหน คือ พยานหลักฐานที่รวบรวมมาได้ กับพยานหลักฐานที่คุณสุนัยฯ ส่งมาประกอบคดี ชั่งแล้ว รับฟังฝ่ายใดได้ดีกว่า น่าเชื่อฝ่ายใด ต้องการพยานเอกสารอะไรเพิ่มเติม หรือไม่ ยิ่งหากพนักงานสอบสวน ได้หลักฐานข้อความหมิ่นประมาท จากฝ่ายผู้กล่าวหา จากโรงพิมพ์ หนังสือพิมพ์ และจากคุณสุนัยฯ ก็สามารถพิจารณาเป็นที่ยุติได้ ว่าน่าจะมีการกระทำผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่

 

แนวทางที่ 1  หากมีความเห็นว่า พยานหลักฐานฝ่ายคุณสุนัยฯ สามารถหักล้าง ฝ่ายผู้กล่าวหาได้ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสรุปสำนวนการสอบสวน มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคุณสุนัยฯ โดยไม่จำเป็นจะต้องแจ้งข้อกล่าวหาแก่คุณสุนัยฯ เสนอพนักงานอัยการได้เลย เพื่อให้พนักงานอัยการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง หากพนักงานอัยการมีความเห็นแย้ง เห็นว่าพยานหลักฐานพอฟ้อง จะต้องฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ก็จะแจ้งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่คุณสุนัยฯ และนำตัวมาศาล

(หากผมเป็นพนักงานสอบสวน ผมจะเลือกแนวทางนี้ เพราะคดีพวกนี้เป็นคดีอาญา ความผิดอันยอมความได้ คำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องคดีด้วยตนเองใหม่ได้ ไม่เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ให้ใคร เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังเอากระดูกมาแขวนคอ หรือมองได้ว่าใช้มือพนักงานสอบสวน ความจริงเขาฟ้องศาลเองก็ได้ ไม่จำเป็นแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ไม่ต้องเอาตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องก็ย่อมได้)

 

หรือ เลือกอีกแนวทางที่ 2  พนักงานสอบสวนเห็นว่าพยานหลักฐานทางคดี น่าเชื่อว่าคุณสุนัยฯได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และเอกสารที่คุณสุนัยฯส่งมาให้ประกอบคดี ไม่น่าเชื่อ ไม่มีน้ำหนัก ก็จะออกหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวน เป็นครั้งที่สอง ปกติจะออกหมายเรียกประมาณ 2 ครั้ง กันเหนียวก็จะออกประมาณ 3 ครั้งก็ได้ หากไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัด ก็จะเข้าข่ายข้อสันนิษฐานของกฎหมายทันที สามารถเสนอศาลออกหมายจับได้ ซึ่งพนักงานสอบสวน ได้พิจารณาเลือกแนวทางนี้ และศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ออกหมายจับให้ จนเป็นที่ฮือฮา เป็นปัญหามาจนขณะนี้ (ทำให้พนักงานสอบสวนปวดหัว ศาลก็กระอักกระอ่วน) เพราะคุณสุนัยฯ เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แถมเป็นนักกฏหมายอีกด้วย (ข้อสังเกตุ หากอำนาจในการออกหมายจับยังอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหมือนสมัยก่อน รับรอง งานนี้ ตำรวจรับเละและเต็ม ๆ  ครับ)

คุณสุนัยฯ ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่ง หรือหมายอาญา พ.ศ.2548 ข้อ 24 ว่าเป็นหมายจับมิชอบ ขอเพิกถอนหมายจับ

แต่อย่าลืมว่า พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลในการออกหมายจับ และกว่าจะได้หมายจับ ก็ได้ปฏิบัติตาม ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ฯ ข้อ 10 (1) (2) (3) เช่นกัน 

ข้อ 10

คำร้องขอให้ศาลออกหมายจับ ต้องมีรายละเอียด และเอกสารประกอบดังนี้

(1) ต้องระบุชื่อตัว ชื่อสกุล รูปพรรณ อายุ อาชีพ หมายเลขประจำตัวประชาชนของบุคคลที่จะถูกจับเท่าที่ทราบ

(2) ต้องระบุเหตุที่จะออกหมายจับ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 พร้อมทั้งสำเนาเอกสารซึ่งสนับสนุนเหตุแห่งการออกหมายจับ

(3) แนบแบบพิมพ์หมายจับที่กรอกข้อความครบถ้วนแล้ว พร้อมสำเนา รวมทั้งเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น บันทึกคำร้องทุกข์ หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ เป็นต้น มาท้ายคำร้อง

 

(ทนายความของคุณสุนัยฯ บอกว่า ถือเป็นครั้งแรก ซึ่งก็จริง เพราะรับรองว่า ประชาชนทั่วไปไม่รู้ หรือ แม้แต่พนักงานสอบสวนบางท่านก็ไม่ทราบข้อบังคับฯ ดังกล่าว) พนักงานสอบสวนก็ทำตามแนวขั้นตอนที่ทำประจำ และศาลก็พิจารณาตามขั้นตอน อำนาจตามกฎหมายก่อนที่จะออกหมายจับ ผมเชื่อว่า พนักงานสอบสวนก็ทำแบบนี้มาหลายคดี(ไม่มีปัญหา) และศาลก็ออกหมายจับให้หลายคดี(ไม่มีปัญหา) เช่นกัน เพราะเป็นระเบียบ กฎหมาย ขั้นตอนการปฏิบัติเบื้องต้น ก่อนขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมชั้นกลาง และชั้นปลาย

เป็นที่คาดกันว่า ต่อไปนี้อาจถือได้ว่าเป็น ณ จุดนี้ จะเป็นช่องว่างแห่งกฏหมายที่ต่อไปนี้ ทนายความฝ่ายผู้ต้องหาในคดีต่าง ๆ จะนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย หากช่วยเหลือคนดี ก็อนุโมทนาสาธุ ด้วย.....

 

 

มีสิ่งที่น่าขำขันอีกเรื่อง ในการฟ้องทางแพ่ง หรือการเรียกค่าเสียหาย จากการหมิ่นประมาท เป็นเงินจำนวน 50 ล้าน 100 ล้าน หรือ 2,000 ล้านบาท มักจะเห็นอยู่เสมอ ๆ เรียกร้องกันไปได้อย่างไร เป็นไปได้หรือ? เคยมีใครชนะคดีแล้วจ่ายเงินเป็นร้อยล้านบ้างไหม? ใครมีเงินมากมายจำนวนนั้น คดีดูหมิ่นรกโรงพัก เต็มที่ พนักงานสอบสวนยุติด้วยหานำคู่กรณีไปสาบานหน้าศาลพระภูมิโรงพัก ทุกฝ่ายก็พอใจแล้ว ผมว่าบ้านเมืองเราชักจะไปกันใหญ่แล้ว และที่ผ่านมา มีการแก้กฏหมายอาญากันจำนวนหลายมาตรา ก็ลืมเรื่องข้อหาหมิ่นประมาทนี้ ควรกำหนดกฎเกณฑ์เสียใหม่ ให้เหมาะสมกับยุคโลกาภิวัตน์ 

 

 

พรุ่งนี้จะเขียนต่อ ยังไม่จบ

ที่มาที่ไป 

 

อธิบดีดีเอสไอ ระบุ

ข้อกฎหมาย"ทักษิณ"ต้องมารับข้อกล่าวหาด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปพบ ย้ำเบี้ยวนัด 2 ครั้ง เจอหมายจับ ส่วนคดีกุหลาบแก้วยังให้ สตช.ทำต่อไป

(21มิย.)นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึง

กรณีนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า ต้องการให้ดีเอสไอเดินทางไปแจ้งข้อกล่าว หาและสอบปากคำ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังประเทศอังกฤษ ว่า ตนขอตรวจสอบข้อกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญาก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่

แต่เท่าที่รับทราบ

ที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดขึ้นและคิดว่าคงทำไม่ได้ ยังไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่หรือพนักงานหน่วยงานใดต้องเดินทาง ไปแจ้งข้อหาผู้ถูกกล่าวหาในต่างประเทศ จะมีก็แต่กรณีเดินทางไปสอบปากคำพยานหรือไปเป็นพยานในคดีความเท่านั้น
ผมยังไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ต้องบินไปอำนวยความสะดวก

“เพื่อแจ้งข้อหากับผู้ถูกกล่าวหารับทราบ เป็นการส่วนตัวเลย ดังนั้นข้อเรียกร้องของนายนพดล ไม่น่าจะทำได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจ ต่ถ้าใครเห็นว่ามีช่องทางกฎหมายช่วยบอกผมด้วย ถ้าไปได้ก็ไม่ได้ขัดข้อง”นายสุนัยกล่าว

และว่า ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ได้โทรศัพท์มาพูดคุยถึงกรณีนี้แล้ว โดยสอบถามว่าผู้ต้องหาต้องเข้าประเทศมารับทราบข้อกล่าวหาเองหรือไม่ ตนก็บอกไปแล้วว่าต้องมาด้วยตนเอง ทาง คมช.ก็รับทราบ และจะเตรียมแผนรองรับ ซึ่งมีการถามต่อด้วยว่า ถ้าไม่เข้ามาจะมีผลอย่างไร ตนก็ได้ยืนยันไปแล้วว่า ถ้าไม่มาตามหมายเรียก

ท้ายที่สุดก็ต้องออกหมายจับ

เพราะคดีจะมารออยู่ไม่ได้ ดีเอสไอต้องส่งสำนวนให้อัยการต่อไป ตามขั้นตอนถ้าไม่มาตามหมายเรียก ครั้งที่ 3 ก็ต้องออกหมายจับ

....................

ผู้สื่อข่าวถามว่า

คดีบริษัทกุหลาบแก้วเป็นนอมินี ดีเอสไอจะขอให้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ หลังจากที่ตำรวจขอเวลา 2 เดือน แต่การสอบสวนยังไม่มีความคืบหน้า นายสุนัย กล่าวว่า สำหรับตนยังไม่มีความคิดที่จะขอให้คดีดังกล่าวมาเป็นคดีพิเศษ คงต้องขอให้สื่อไปถามทางตำรวจว่าเอาคดีไปทำแล้วมีคืบหน้าเพียงใด สำหรับดีเอสไอคดีใหญ่ๆมีอยู่มากแล้ว ถ้าตำรวจทำคดีกุหลาบแก้วมีความคืบหน้าก็ต้องรอดูไปก่อน

นายสุนัย ยังกล่าว

ถึงกรณีความคืบหน้าคดีฆ่าอุปฑูตและอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ว่า ดีเอสไอได้เร่งทำคดีมาตลอดไม่ได้นิ่งเฉย พนักงานสอบสวนเดินทางไปเก็บข้อมูลต่างประเทศหลายครั้ง แต่ข้อมูลบางอย่างยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ปรับเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวนบางคน เช่น พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อดีตผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน เพราะคณะพนักงานสอบสวนส่วนใหญ่ยังเป็นชุดเดิม

...................

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เลื่อนนัดพร้อม คดี ทักษิณ ฟ้องอธิบดีดีเอสไอ ศาลนัดอีกครั้ง 16 ม.ค.51

 ที่ห้องพิจารณาคดี 702  ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก  วันนี้ (17 ธ.ค.) ศาลได้นัดพร้อมคู่ความ เพื่อตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นจำเลย เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 1,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี จากกรณีระหว่างวันที่ 19 มิ.ย.- 17 ส.ค. 2550 นายสุนัย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ลักษณะชี้นำเกี่ยวกับการสอบสวนคดี ว่าโจทก์ปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยในวันนี้ ฝ่ายจำเลยแถลงขอเลื่อนนัดออกไป พร้อมยื่นคำให้การแก้ไขเพิ่มเติมให้ศาลวินิจฉัย ในประเด็นข้อกฎหมายหลายประเด็น ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งเลื่อนนัดพร้อมคู่ความไปเป็นวันที่ 16 ม.ค. 2551 เวลา 09.30 น. -สำนักข่าวไทย
       


......................................................................

 


« Back