อุทธาหรณ์คดีแด๊ก บิ๊กแอส

 

เรื่องของดารา นักแสดงที่น่าสนใจ เป็นกรณีศึกษาได้คดีหนึ่ง เป็นเรื่องลับของคนสองคน แต่เมือมีปัญหาข้อขัดแย้งกัน ตกลงกันไม่ได้ ไม่รับรอง ไม่อยากอยู่ด้วยกันแล้ว นำมาสู่ความสนใจของประชาชน และเข้าพึ่งกระบวนการยุติธรรม เป็นคดีเกี่ยวกับเพศ จนมีบุตร มีการตรวจดีเอ็นเอ และมาลงเอยที่อายุของฝ่ายผู้เสียหาย นำไปสู่คดีพรากผู้เยาว์ มีการต่อสู้คดีในชั้นศาล เป็นการต่อสู้ระหว่าง ชาย กับ หญิง โดยไม่ได้คิดคำนึงที่จะเป็นปัญหาสำหรับเด็ก ที่ไม่รู้เรื่องด้วย ที่อาจจะมีปัญหาสำหรับเขาในอนาคต

อย่างน้อยที่สุด คดีเรื่องนี้ น่าจะเป็นอุทธาหรณ์บทเรียน สำหรับดารา นักแสดง นักร้อง ทั้งชายและหญิง ที่จะไม่ให้เกิดขึ้นในสังคม 

......................................................................

ที่มา น.ส.พ.ผู้จัดการ

 

นางแบบนิตยสารแนวเซ็กซี่ ร้องมูลนิธิปวีณาช่วย หลังถูกนักร้องหนุ่ม “บิ๊กแอส” ทับจนท้องแล้วทิ้ง ไม่รับผิดชอบลูกที่เกิดออกมา ขณะที่ “ปวีณา” บอกจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
       
       วันนี้ (21 ก.พ.49) ที่มูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี น.ส.มนัสนันท์ หรือ ฝ้าย ไชยมงคล อายุ 18 ปี นางแบบนิตยสารแนวเซ็กซี่ อ้างว่าได้ตั้งท้องกับ นายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือ แด็ก นักร้องนำวง “บิ๊กแอส” ศิลปินสังกัดค่ายจีนี่ เรคคอร์ด บริษัทเพลงในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ พร้อมด้วย นางจรุงจิต สมใจ อายุ 38 ปี มารดา อุ้มเด็กชายธนโชติ ไชยมงคล หรือน้องจัสติน บุตรชายวัย 2 เดือน เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี หลังถูกนายเอกรัตน์ปฏิเสธความรับผิดชอบ และไม่ยอมรับเป็นพ่อของลูกชาย
       
       น.ส.มนัสนันท์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้รู้จักกับนายเอกรัตน์ น้องร้องหนุ่มที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านนวลจันทร์ ก่อนที่จะตกลงคบหากันได้ประมาณ 1 ปี จนกระทั่งตนเองตั้งท้อง หลังจากนั้นฝ่ายชายไม่ยอมเหลียวแล และที่ผ่านมาพยายามโทรศัพท์ติดต่อ แต่นายเอกรัตน์ก็ปฏิเสธที่จะพูดคุย ทำให้ตนต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง ทั้งนี้ ไม่อยากให้ลูกลำบาก และที่ออกมาก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการที่ฝ่ายชายแสดงความรับผิดชอบเท่านั้น
       
       “ถ้าถามว่าต้องการอะไร หนูต้องการความรับผิดชอบ และความเป็นลูกผู้ชายของเขา และขอให้เขายอมรับเด็กคนนี้เป็นลูก ช่วงที่ยังไม่ได้ตั้งท้อง เขาก็ไปๆ มาๆ จนเป็นที่รู้จักของชาวบ้านละแวกนั้น หลังจากตั้งท้องเขาก็กลับหายหน้าไป โดยมีคำพูดประโยคหนึ่งในตอนแรกหลังจากรู้ว่าท้อง คือ เขาบอกว่า กูกำลังคิดว่าจะหาวิธีฆ่ามึงอย่างไรดี” น.ส.มนัสนันท์ กล่าว
       
       ด้าน นางปวีณา กล่าวว่า เบื้องต้นจะประสานไปยังฝ่ายชายเพื่อตกลงว่าจะมีความรับผิดชอบอย่างไร เนื่องจากผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 18 ปี ซึ่งจะต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง แต่หากยังไม่สามารถตกลงกันได้ก็คงจะต้องถามผู้ปกครองฝ่ายหญิงว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
       
       อย่างไรก็ตาม หากจะดำเนินการทางกฎหมายก็จะต้องดำเนินการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งหากไปสู้กันในชั้นศาล ตนก็จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ขณะที่ น.ส.มนัสนันท์ กล่าวยืนยันว่า น้องจัสติน เป็นลูกของนายเอกรัตน์จริง และพร้อมที่จะให้ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอหากมีการต่อสู้คดีกันในชั้นศาล

ลงเอยเหมือน “มนต์สิทธิ์ คำสร้อย” เมื่อ “แด็ก บิ๊กแอส” กับ “น้องฝ้าย” ตกลงตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์พันธุกรรมทางสายเลือดทั้งพ่อ แม่ ลูก ฝ่ายชายรับผลออกมาเช่นใดยินดีช่วยเหลือ ในขณะที่ฝ่ายหญิงสุดกลั้นน้ำตา พ้อ “เสียใจกับการกระทำของผู้ชายคนนี้มาหลายครั้งแล้ว”
       
       วันนี้ (22 ก.พ.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่มูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี น.ส.มนัสนันท์ หรือ ฝ้าย ไชยมงคล อายุ 18 ปี นางแบบนิตยสารแนวเซ็กซี่ เดินทางไปยังมูลนิธิปวีณาฯ ตามที่นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิ นัดเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยเรื่องการรับผิดชอบบุตรชายของ น.ส.มนัสนันท์ วัย 2 เดือน กับนายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือ แด็ก นักร้องนำวง “บิ๊กแอส” ศิลปินสังกัดค่ายจีนี่ เรคคอร์ด บริษัทเพลงในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งเมื่อถึงเวลา 14.30 น. นายเอกรัตน์เดินทางมาพร้อม น.ส.จิตรลดา เฮงยศมาก ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกฎหมาย บริษัท แกรมมี่ จำกัด นางนภาพร อุชชิน ผู้อำนวยการอาวุโส ค่ายจีนี่ เรคคอร์ด และนายวิเชียร ฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการบริษัท จีนี่ เรคคอร์ด จำกัด โดยที่ข้อมือซ้ายของนายเอกรัตน์พันผ้าพันแผลไว้ ซึ่งนายเอกรัตน์ระบุว่าได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มทับ
       
       เมื่อมาถึงมูลนิธิ นางปวีณานำนายเอกรัตน์และคณะเข้าไปเจรจาพูดคุยกันภายในห้อง โดยให้ น.ส.มนัสนันท์ พร้อมบุตรชายนั่งรออยู่อีกห้องหนึ่ง จากนั้นนางปวีณาพานายเอกรัตน์เข้าไปเจรจากับ น.ส.มนัสนันท์ โดยใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ทางนางปวีณาจึงต้องแยกฝ่ายคุยกันอีกรอบ จากนั้นมาพูดคุยรวมกันอีกครั้ง และในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็พร้อมที่จะแถลงข่าวร่วมกัน
       
       นางปวีณา กล่าวว่า ในวันนี้ได้พูดคุยกับตัวแทนและนายเอกรัตน์ พร้อมทั้ง น.ส.มนัสนันท์ โดยได้ข้อสรุปว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์พันธุกรรมทางสายเลือด ซึ่งทางฝ่าย น.ส.มนัสนันท์ ได้ยืนยันถึงเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นว่าพร้อมพิสูจน์ ทั้งนี้ ตนได้รับปากกับทั้งสองฝ่ายว่าจะเป็นผู้ประสานไปยังตำรวจในการพาไปเจาะเลือดตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายใน 1-2 วันนี้ ส่วน น.ส.มนัสนันท์ออกมาเรียกร้องครั้งนี้ ก็เพื่อให้ผ่ายชายรับผิดชอบ ลูกชายเกิดมาแล้วมีพ่อ ไม่ต้องมีปมด้อย
       
       “หากผลตรวจดีเอ็นเอออกมาว่าเป็นลูกแด็ก ฝ่ายชายจะต้องไปจดทะเบียนยินยอมรับเด็กเป็นบุตร และจะต้องส่งเสียค่าเลี้ยงดูด้วย” นางปวีณา กล่าว
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นางปวีณาแถลงข่าวนั้นเมื่อสิ้นคำพูดว่า “ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไปตรวจดีเอ็นเอ” ทำให้ น.ส.มนัสนันท์ถึงกับน้ำตาร่วงพรูออกมาอย่างสุดกลั้น
       
       ด้าน นายเอกรัตน์ กล่าวว่า ยินดีที่จะให้ตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งในวันนี้มาเจอน้องฝ้ายกับเด็กแล้ว ไม่รู้จะพูดอะไร เด็กตัวโตน่ารักดี และหลังจากไปตรวจดีเอ็นเอแล้วหากถ้าผลออกมาว่าใช่ก็ยินดีที่จะรับผิดชอบ แต่หากออกมาว่าไม่ใช่ก็ยังยินดีที่จะช่วยเหลือต่อไป ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อการงานบ้างเช่นกัน
       
       ขณะที่ น.ส.มนัสนันท์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า เจอกันแล้วรู้สึกเฉยๆ ไม่มีอะไรจะพูดอีก เพราะที่ผ่านมาเสียใจกับการกระทำของผู้ชายคนนี้มามากพอแล้ว
       

 นางแบบสาวฉุนแจ้งความจับ “แด๊ก บิ๊กแอส” พรากผู้เยาว์ หลังฝ่ายชายเบี้ยวนัดตรวจดีเอ็นเอ ให้ฝ่ายกฎหมายแจ้งยอมรับลูก แต่ช่วงค่ำกลับแจ้งขอตรวจดีเอ็นเออีก ระบุ ต้องรอทั้งวัน แต่นักร้องหนุ่มกลับผิดนัด ไม่ยอมรับลูก
       
       เมื่อเวลา 21.00 น.วานนี้ (23 ก.พ.49) นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พา น.ส.มนัสนันท์ หรือ ฝ้าย ไชยมงคล นางแบบนิตยสารแนวเซ็กซี่ และ ด.ช.จัสติน บุตรชาย เดินทางเข้าแจ้งความกับ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (ผบก.ปดส.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายเอกรัตน์ หรือแด็ก วงศ์ฉลาด อายุ 28 ปี นักร้องนำวง “บิ๊กแอส” ในข้อหาพรากผู้เยาว์
       
       น.ส.มนัสนันท์ กล่าวว่า เมื่อเวลา 14.00 น.วานนี้ (23) ได้นัดกับนายเอกรัตน์ไปทำการตรวจดีเอ็นเอที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ แต่เมื่อถึงเวลานัด ปรากฏว่า นายเอกรัตน์ไม่ยอมไปตามนัด โดยอ้างว่า ติดงาน แต่ตนก็ยังรอ กระทั่งเวลา 17.00 น.ทางฝ่ายนักร้องหนุ่มได้โทรศัพท์แจ้งกับนางปวีณา ว่า จะยอมรับ ด.ช.จัสติน เป็นลูก ซึ่งตนก็ตกลงกับผู้บริหารค่ายจีนี่ตนสังกัดของนักร้องหนุ่ม ว่า จะเปิดแถลงข่าว
       
       น.ส.มนัสนันท์ กล่าวต่อว่า กระทั่งช่วงค่ำ นายเอกรัตน์ โทรศัพท์มาแจ้งนางปวีณา ว่า ยังไม่ยอมรับ ด.ช.จัสติน เป็นลูก และจะขอตรวจดีเอ็นเอวันนี้ (24) อีก ตนรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมที่ต้องทนรอทั้งวัน แต่นายเอกรัตน์กลับผิดนัด และยังไม่ยอมรับลูกชายอีก จึงได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความ
       
       พล.ต.ต.คำรณวิทย์ กล่าวว่า เวลา 10.00 น.วันนี้ (24 ก.พ.) จะนัด น.ส.มนัสนันท์ มาทำการสอบปากคำอีกครั้ง จากนั้นจะรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนที่จะเรียกตัวนายเอกรัตน์มาทำการสอบปากคำต่อไป

10 พ.ค.2549

 สถาบันนิติเวช เผยผลพิสูจน์ดีเอ็นเอ “แด๊ก บิ๊กแอส” ยัน “น้องจัสติน” ไม่ใช่ลูก หลังถูกอดีตนางแบบเซ็กซี่กล่าวหาไข่แล้วทิ้ง แด๊กรอดตัวไม่ต้องรับเป็นพ่อ แต่ยังถูกจ่อข้อหาพรากผู้เยาว์
       
       ความคืบหน้าการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ระหว่าง นายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือ “แด๊ก” อายุ 28 ปี นักร้องนำวง “บิ๊กแอส” กับ น.ส.สุวรรณรี หรือฝ้าย ไชยมงคล อดีตนางแบบวัย 17 ปี และน้องจัสติน ลูกชายวัย 2 ขวบ เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกกันนั้น
       
       ล่าสุด วานนี้ (9 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า จากการตรวจพิสูจน์ผลเปรียบเทียบอย่างไม่เป็นทางการ ระบุว่า ดีเอ็นเอไม่มีความเกี่ยวพันกัน โดยกราฟดีเอ็นเอ 16 จุด มีโครงสร้างทางพันธุกรรมเชื่อมโยงกันเพียง 7 จุด ไม่ตรงกัน 9 จุด ซึ่งหากเป็นพ่อ แม่ ลูกกัน โครงสร้างทางพันธุกรรมจะต้องตรงกันทุกจุด
       
       อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (10 พ.ค.) เวลา 11.00 น. ที่สถาบันนิติเวชวิทยา พล.ต.ต.นพ.สมยศ ดีมาก โฆษกโรงพยาบาลตำรวจ จะแถลงผลการตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง
       
       สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจาก นายแด๊ก บิ๊กแอส นักร้องชื่อดังถูกน้องฝ้าย นางแบบนิตยสารชื่อดัง อุ้มลูกชายวัยเดือนเศษเข้าร้องขอความเป็นธรรมจากมูลนิธิปวีณาฯ เนื่องจากถูกฝ่ายชาย ปฏิเสธความรับผิดชอบ กระทั่งมีการตกลงนัดตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ ความเป็นพ่อ-ลูกกัน ซึ่งนักร้องดังไม่ยอมรับว่าเป็นบุตรชาย ขณะที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้จนกระทั่งมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อนายแด๊ก เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมาในข้อหาพรากผู้เยาว์ โดยเรื่องยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อส่งสำนวนและความเห็นให้แก่อัยการพิจารณาสั่งคดีต่อไป


 “หมอพรทิพย์” รักษาการ ผอ.นิติวิทยาศาสตร์ ยินดีตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ “น้องจัสติน” ซ้ำ แม้ยอมรับเป็นรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเสมือนดูแคลนมาตรฐานสถาบันนิติเวช
       
       วันนี้ (10 พ.ค.) พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงกรณี น.ส.สุวรรณี ไชยมงคล หรือน้องฝ้าย นางแบบชื่อดังจะให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจดีเอ็นเอน้องจัสติน บุตรชายซ้ำอีกครั้ง หลังจากที่ไปตรวจที่สถาบันนิติเวชสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วผลออกมาว่าดีเอ็นเอไม่ตรงกับนายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือแด๊ก-บิ๊กแอส นักร้องชื่อดังว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยินดีตรวจดีเอ็นเอให้กับทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อน แต่ก่อนที่จะมาตรวจที่สถาบันนิติฯ นั้น ต้องไปถามทางต้นเรื่องก่อนว่าเขาได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างไรบ้าง มีการสับสนตรงส่วนไหนต้องให้หน่วยงานนั้นได้มีโอกาสชี้แจงก่อนว่าตรงส่วนไหนที่ไม่น่าเชื่อถือ หากเขาสามารถแสดงให้เห็นว่าได้รักษาระบบมาตรฐานในการตรวจเป็นอย่างดีแล้วก็คงไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก แต่หากน้องฝ้ายยังยืนยันที่จะตรวจซ้ำอีกก็ยินดี
       
       “การตรวจดีเอ็นเอแบบแยกกันตรวจคนละครั้งนั้นมันเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ถูกต้อง ซึ่งตามปกติแล้วมันต้องตรวจพร้อมๆ กัน เพราะการทำให้ผลออกมาไม่เหมือนกันมันทำได้ตลอดเวลา สมมติเช่น หากเจาะเลือดฝ่ายชายไปแล้วก็เอาไปเปลี่ยนเป็นอีกหลอด ทำอย่างนี้มันก็จบเลย แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายมาตรวจพร้อมๆ กันทุกอย่างมันก็จะทราบผลที่แน่ชัดว่าใครเป็นใคร ดังนั้น หากน้องฝ้ายจะมาตรวจที่สถาบันนิติฯ ก็ต้องมาพร้อมๆ กัน”

“น้องฝ้าย” อุ้ม “น้องจัสติน” พบ “หมอพรทิพย์” ขอตรวจดีเอ็นเออีกรอบ เพราะไม่มั่นใจในการตรวจดีเอ็นเอฝ่ายชายของนิติเวชตำรวจ ขณะที่ “แด๊ก บิ๊กแอส” ยังไม่โผล่ แต่แกรมมี่ประสานขอให้มีหน่วยงานอื่นอีกฝ่าย ตรวจพร้อมๆ กับ “หมอพรทิพย์” ด้าน “ตุ๊ก วิมลเรขา” รับเป็นทนายความให้น้องฝ้าย ระบุเป็นสิทธิของเด็กที่จะรู้ว่าพ่อเป็นใคร
       
       
       วันนี้ (15 พ.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี น.ส.สุวรรณี ไชยมงคล หรือน้องฝ้าย อดีตนางแบบนิตยสารฟอร์เมน พร้อมบุตรชาย น้องจัสติน เดินทางมาพร้อม น.ส.วิมลเรขา ศิริชัยราวรรณ ทนายความอาสา เพื่อเข้าพบ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์เจาะเลือด นำไปตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก ระหว่าง นายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือแด๊ก บิ๊กแอส น้องร้องสังกัดค่ายเพลงแกรมมี่ กับบุตรชาย คือ “น้องจัสติน” ซึ่งก่อนหน้าผลการตรวจดีเอ็นเอของสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าไม่มีสายสัมพันธ์ความเป็นพ่อลูกระหว่างน้องจัสตินกับนายเอกรัตน์ ซึ่งหลังจากที่น้องฝ้ายเข้าพบ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ พร้อมทนายความแล้ว ทั้งหมดได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยที่นายเอกรัตน์ หรือแด๊ก บิ๊กแอส ไม่ได้เดินทางมาด้วยแต่อย่างใด
       
       พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า ในวันนี้ทางน้องฝ้ายและน้องจัสตินมาปรึกษาเกี่ยวกับการตรวจดีเอ็นเอซ้ำอีกครั้ง โดยที่นายเอกรัตน์ไม่สะดวกที่จะเดินทางมาในวันนี้ และทางตัวแทนแกรมมี่ได้โทรศัพท์มาประสาน โดยได้ข้อสรุปต้องกันว่าจะนัดเจาะเลือดเพื่อตรวจดีเอ็นเอพร้อมกันทั้ง 3 คนในวันพรุ่งนี้เวลา 15.00 น. ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โดยฝ่ายชายเรียกร้องที่จะให้มีหน่วยงานอื่นมาตรวจดีเอ็นเอด้วยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งได้ประสานไปยังคณบดีแผนกนิติเวช โรงพยาบาลรามาธิบดีแล้ว โดยทางโรงพยาบาลรามาธิบดียินดีที่จะทำการตรวจดีเอ็นเอให้เช่นกัน
       
       “ในวันพรุ่งนี้หมอจะเจาะเลือด ทำตามขั้นตอนด้วยการตรวจบัตรประชาชน บันทึกภาพ ถ่ายรูปทุกขั้นตอนในการเจาะเลือด เก็บเลือดไว้ โดยมีทีมแพทย์จากรามาธิบดีมาบันทึกภาพ และเก็บเลือดเพื่อไปตรวจดีเอ็นเออีกชุดหนึ่งที่รามาธิบดี ส่วนสาเหตุที่ต้องมาเจาะนำเลือดไปตรวจในครั้งเดียวกันนั้น เพื่อไม่ให้แม่เด็กบอบช้ำจากการเจาะเลือดหลายครั้ง” พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าว
       
       พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์นั้นจะตรวจไปตามขั้นตอนปกติ โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ซึ่งในการตรวจแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 4,500 บาท และแต่ละฝ่ายจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ส่วนที่โรงพยาบาลรามาธิบดีนั้นจะให้ฝ่ายแกรมมี่เป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากเป็นผู้ร้องขอมา
       
       “กรณีที่ต้องมีการตรวจซ้ำ เนื่องจากฝ่ายหญิงไม่มีความไว้ใจกรณีการตรวจดีเอ็นเอของสถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเฉพาะผลการตรวจดีเอ็นเอของฝ่ายผู้ชายเท่านั้น เนื่องจากการตรวจดังกล่าวไม่ได้ตรวจครั้งเดียวกัน เป็นการตรวจแยกกัน ซึ่งอาจจะมีความคลาดเคลื่อนในการเก็บข้อมูลได้ แต่การตรวจครั้งนี้จะทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตรวจดีเอ็นเอใหม่ทั้งหมด ส่วนผลจะออกมาอย่างไร ต้องรอดู” รก.ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าว
       
       ด้าน น.ส.วิมลเรขา ศิริชัยราวรรณ หรือตุ๊ก วิมลเรขา อดีตดารานักแสดง ทนายความของน้องฝ้าย กล่าวว่า ทางฝ่ายหญิงได้ประสานไปเพื่อขอปรึกษาทางด้านกฎหมาย จึงรับปากเข้ามาให้คำปรึกษา เพราะที่ผ่านมาทางฝ่ายชายมีการจัดทีมทนายความอยู่แล้ว แต่ฝ่ายหญิงยังไม่มีผู้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย
       
       “เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิของบุตรที่จะทราบว่าผู้เป็นพ่อเป็นใคร หากแต่ละฝ่ายไม่นำข้อกฎหมายมาอ้างก็น่าจะได้ข้อสรุป เพราะฝ่ายหญิงไม่ได้เรียกร้องเรื่องเงิน แต่อยากให้บุตรได้รับรู้ว่าพ่อเป็นใคร ซึ่งดิฉันได้ให้คำปรึกษาไป และอยากที่จะให้ทราบผลการตรวจดีเอ็นเอโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ต้องการให้ฝ่ายหญิงเสียหายไปมากกว่านี้” น.ส.วิมลเรขา กล่าว


 

 “แด๊ก บิ๊กแอส” โล่งอก หลังทราบผลการตรวจดีเอ็นเอ “น้องจัสติน” ไม่ใช่ลูก คุณหญิงพรทิพย์ แถลงยืนยัน ผลตรวจขัดต่อหลักความสัมพันธ์ พ่อ-แม่-ลูก
       
       
       วันนี้ (19 พ.ค.) เวลา 11.00 น.ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดแถลงผลการตรวจรหัสพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของ นายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือ แด๊ก บิ๊กแอส นักร้องสังกัดค่ายเพลงแกรมมี่ น.ส.สุวรรณี ไชยมงคล หรือ ฝ้าย อดีตนางแบบนิตยสารฟอร์เมน พร้อมบุตรชาย น้องจัสติน เพื่อพิสูจน์ว่าน้องจัสตินเป็นบุตรของนายแด๊ก บิ๊กแอส หรือไม่
       
       พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า ผลการตรวจดีเอ็นเอของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวช โรงพยาบาลรามาธิบดี ตรงกัน คือ แด๊ก บิ๊กแอส ไม่ใช่พ่อของ น้องจัสติน เพราะผลดีเอ็นเอไม่ตรงกับ แด๊ก บิ๊กแอส ทั้งนี้ หลักของดีเอ็นเอลูกจะต้องมีดีเอ็นเอเหมือนแม่ครึ่งหนึ่ง และเหมือนพ่ออีกครึ่งหนึ่ง แต่ผลดีเอ็นเอ ของน้องจัสติน 16 ตำแหน่ง ตรงกับแม่คือ น้องฝ้าย 8 ตำแหน่ง ขณะที่ผลดีเอ็นเออีกครึ่งหนึ่งไม่ตรงกับ แด๊ก บิ๊กแอส 7 ตำแหน่ง จึงพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า น้องจัสตินไม่ใช่ลูกของแด๊ก บิ๊กแอส อย่างแน่นอน โดยทางฝ่ายของน้องฝ้ายก็ได้รับทราบผลตรวจดีเอ็นเอแล้ว และไม่มีความคลางแคลงใจใดๆ อีก ส่วนการแถลงข่าวในครั้งนี้น้องฝ้ายปฏิเสธที่จะเดินทางมาร่วมการแถลงข่าว และไม่ต้องการเปิดเผยตัว อีกต่อไป
       
       พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวต้องถือเป็นบทเรียนให้กับสังคม หลังจากนี้คงต้องมีทางออกให้กับผู้หญิงที่ต้องการหาพ่อให้กับลูก ก่อนที่จะนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะกว่าที่ขั้นตอนทางกฎหมายจะให้ความจริงก็ได้สร้างความเจ็บปวดให้ทุกฝ่าย โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์พร้อมจะเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษากับผู้หญิงที่ตกเป็นฝ่ายเสียหายทุกราย ทั้งนี้ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุดก่อนจะถึงมือตำรวจ
       
       “ทุกหน่วยงานต้องปรับเปลี่ยนการทำงาน โดยเฉพาะการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะแถลงผลตรวจผ่านสื่อ แต่จะต้องเรียกเจ้าของดีเอ็นเอมาพูดคุยและอธิบาย เพื่อไม่ให้ฝ่ายที่เข้าถึงข้อมูลได้น้อยรู้สึกคลางแคลงใจ หลังจากนี้ ไม่อยากให้ใครไปตามหาตัวน้องฝ้ายอีก เพราะเขาเจ็บปวดมามากแล้ว” พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าว
       
       ด้าน แด๊ก บิ๊กแอส กล่าวว่า รู้สึกโล่งใจที่สามารถพิสูจน์ตัวเองให้พ้นจากการตกเป็นจำเลยของสังคม ส่วนคดีพรากผู้เยาว์นั้น ตนไม่ทราบขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ สำหรับความรู้สึกต่อเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเพราะตนเป็นบุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักในสังคม จึงทำให้ถูกชักนำไปในทางที่ไม่มีใครอยากให้เป็น เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เข้ามาสู่ชีวิต ซึ่งตนคงต้องเก็บไว้ในหัวใจ ในส่วนของแฟนคลับตนต้องขอขอบคุณทุกกำลังใจ และคำด่าที่ส่งมาให้ โดยตนจะเก็บทุกความคิดเห็นไว้ตลอด ต่อไปนี้จะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังขึ้น และจะกลับไปทำอัลบั้มชุดใหม่ หลังจากนี้ คงไม่ต้องไปเจาะเลือดตรวจดีเอ็นเอที่ไหนอีก เพราะแขนของตนจะพรุนหมดแล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการตรวจดีเอ็นเอครั้งนี้ เป็นผลการตรวจครั้งที่ 2 โดยครั้งแรก ที่ทำการตรวจพิสูจน์โดยสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผลตรวจดีเอ็นเอทั้งหมด 16 จุด ปรากฏว่า ผลตรวจดีเอ็นเอของน้องจัสติน ตรงกับดีเอ็นเอของ น.ส.สุวรรณี ผู้เป็นมารดาทุกประการ แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของนายเอกรัตน์ ปรากฏว่า ตรงกันเพียง 7 จุด ไม่ตรงกัน 9 จุด ซึ่งในทางการแพทย์นั้น การยอมรับความสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล ผลตรวจดีเอ็นเอจะต้องตรงกันทั้งหมด จึงจะยอมรับได้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าน้องจัสติน เป็นบุตรของ น.ส.สุวรรณี แต่ไม่ได้เป็นบุตรชาย นายเอกรัตน์ หรือ แด๊ก บิ๊กแอส

 อัยการสั่งฟ้อง “แด๊ก บิ๊กแอส” 2 ข้อหา ฐานพรากผู้เยาว์ อายุเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง พาบุคคลอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร
       
       วันนี้ (4 ก.ค.) นายยงยุทธ สิทธิธัญกิจ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ได้สั่งฟ้องคดีที่ นายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือ แด๊ก บิ๊กแอส นักร้องดังสังกัดค่ายแกรมมี่ ผู้ต้องหาคดีพรากผู้เยาว์อายุไม่เกิน 18 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 และ 283 หลังจากที่เลื่อนสั่งคดีมาจากวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนพยานเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวน กองบังคับการกองปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชน และสตรี หรือ ปดส.ซึ่งพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ส่งสำนวนมาถึงมืออัยการแล้ว โดยนักร้องคนดังให้การปฎิเสธ
       
       สำหรับคำฟ้องนั้นบรรยายว่า เมื่อประมาณต้นเดือนธ.ค.46 เวลากลางวัน ถึงประมาณปลายเดือน เม.ย.48 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้บังอาจพราก น.ส. น้อย (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี (ขณะนั้น) ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปจากมารดา โดยจำเลยพา น.ส.น้อย ไปกระทำชำเราและเพื่อสำเร็จความใคร่ของจำเลยหลายครั้งหลายคราวต่างวาระกัน ตามห้องเช่า โรงแรม และสถานที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง โดยจำเลยไม่มีความประสงค์จะอยู่กินฉันท์สามีภรรยากับ น.ส.น้อย โดยที่ น.ส.น้อยนั้นเต็มใจไปด้วย และเป็นการพา น.ส.น้อย ไปเพื่อการอนาจาร โดยยินยอม เหตุเกิดที่ แขวงลาดพร้าว เขตโชคชัย เขตบางกะปิ และเขตสะพานสูง กรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ก.พ.49 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมจำเลยได้ ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฎิเสธ
       
       ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก นายเอกรัตน์ ถูก น.ส.สุวรรณี ชัยมงคล หรือ น้องฝ้าย อดีตนางแบบนิตยสารเพลย์บอย อุ้มลูกชายวัยเดือนเศษ เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับมูลนิธิ ปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี อ้างว่า ถูกฝ่ายชายปฏิเสธความรับผิดชอบ โดย น.ส.สุวรรณี ได้แจ้งความดำเนินคดีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปรามการกระทำต่อเด็ก เยาวชน และสตรี ในข้อหาพรากผู้เยาว์ อายุเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง พาบุคคลอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร โดยขณะนี้ทนายความของนายเอกรัตน์อยู่ระหว่างการติดต่อขอประกันตัว และจะต่อสู้คดีต่อไป
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องแล้ว ได้นำตัว นายแด๊ก เดินทางไปยังศาลอาญา และภายหลังศาลสอบคำให้การแล้ว จำเลยปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยศาลนัดแถลงเปิดคดีในวันที่ 28 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.ภายหลัง นายเอกรัตน์ หรือ แด๊ก บิ๊กแอส ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นสมุดเงินฝาก ธนาคาร 200,000 บาทประกันตัว ทั้งนี้ ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกัน 150,000 บาท
       
       แด๊ก บิ๊กแอส กล่าวว่า ในส่วนของคดีนั้นคงเป็นหน้าที่ของทนายความ ตนไม่ทราบรายละเอียด พร้อมกันนี้นักร้องหนุ่มยังกล่าวฝากแฟนเพลงขอให้ติดตามอัลบั้มใหม่ที่กำลังจะวางแผงปลายปีนี้ ว่ารับรองว่าเจ๋งแน่นอน

 “แด๊ก บิ๊กแอส” ยืนกรานปฏิเสธต่อศาล พรากผู้เยาว์เพื่ออนาจาร ทนายแถลงขอสืบพยานลับหลังจำเลย อ้างร็อกเกอร์คนดังต้องออกทัวร์คอนเสิร์ตต่างจังหวัด ศาลไม่อนุญาต พร้อมเลื่อนแถลงเปิดคดีไปเป็น 11 ก.ย.นี้
       
       วันนี้ (28 ส.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 612 ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ศาลนัดแถลงเปิดคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือ แด๊ก บิ๊กแอส นักร้องนำวงบิ๊กแอส ค่ายแกรมมี่ เป็นจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปีไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย และพาบุคคลเกิน 15 ปีแต่ยังไม่เกิน 18 ปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้นั้นยินยอม โดยในชั้นสอบสวนนักร้องคนดังให้การปฏิเสธ
       
       เมื่อเริ่มการพิจารณา ศาลได้อ่านคำฟ้องโจทก์ให้นักร้องคนดังฟัง ก่อนที่จะสอบคำให้การจำเลยว่าจะรับสารภาพหรือปฎิเสธ โดยนักร้องคนดังมีท่าทีไม่มั่นใจ พร้อมกับหันไปมอง นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความส่วนตัวก่อนจะแถลงต่อศาลให้การปฏิเสธ
       
       ต่อมานายสมหมาย ทนายความจำเลย ได้แถลงขอสืบพยานลับหลังจำลย อ้างเหตุผลว่า แด๊ก บิ๊กแอส มีภารกิจต้องออกทัวร์คอนเสิร์ตต่างจังหวัดหลายครั้งไม่สามารถเดินทางมารับฟังการพิจารณาคดีได้ โดยอัยการโจทก์ได้แถลงคัดค้าน เนื่องจากต้องนำผู้เสียหายมาชี้ตัวจำเลย ศาลพิจารณาแล้วจึงไม่อนุญาตให้สืบพยานลับหลังจำเลย จากนั้นศาลได้สอบถามแนวทางการต่อสู้คดีของจำเลย ซึ่งจำเลยได้รับว่ามีเพศสัมพันธ์กับ น.ส.ฝ้าย จริง แต่สำคัญผิดในเรื่องอายุของผู้เสียหาย ดังนั้น ทนายจำเลยจึงขอกลับไปปรึกษากับทางผู้ใหญ่ของบริษัทต้นสังกัดของตัวจำเลยก่อน ขณะที่อัยการโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลจึงอนุญาตให้เลื่อนการตรวจพยานหลักฐานเพื่อแถลงเปิดคดีออกไปเป็นวันที่ 11 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.
       
       ภายหลัง แด๊ก บิ๊กแอส นักร้องหนุ่มเปิดเผยว่า ในวันนี้ตนยังคงยืนกรานปฏิเสธตามเดิม และจะขอกลับไปปรึกษาผู้ใหญ่ของบริษัทก่อนว่าจะดำเนินการต่อสู้คดีอย่างไร โดยเรื่องคดีความนั้นได้มอบหมายให้ทางทนายความ และทีมกฎหมายของบริษัทเป็นผู้ดูแล ส่วนตนขณะนี้มีภารกิจต้องรับผิดชอบงานเพลงของตนเอง
       
       คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 4 ก.ค.49 ระบุความผิดจำเลยว่า เมื่อประมาณต้นเดือน ธ.ค.46 เวลากลางวัน ถึงประมาณปลายเดือน เม.ย.48 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้บังอาจพราก น.ส. ฝ้าย (นามสมมติ) อายุ 15 ปีผู้เสียหาย ขณะนั้นซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปจากมารดา โดยจำเลยพา น.ส.ฝ้าย ไปกระทำชำเราและเพื่อสำเร็จความใคร่ของจำเลยหลายครั้งหลายคราวต่างวาระกัน ตามห้องเช่า โรงแรม และสถานที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง โดยจำเลยไม่มีความประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภรรยากับ น.ส.ฝ้าย โดยที่ น.ส.ฝ้ายนั้นเต็มใจไปด้วย และเป็นการพา น.ส.ฝ้าย ไปเพื่อการอนาจาร โดยยินยอม เหตุเกิดที่แขวงลาดพร้าว เขตโชคชัย เขตบางกะปิ และเขตสะพานสูง กรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ก.พ.49 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมจำเลยได้

 

 ศาลพิพากษาโทษ “แด๊ก บิ๊กแอส” ชี้ชัดทำความผิดจริงตามฟ้อง ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท แต่ศาลปรานีโทษจำคุก รอลงอาญาและคุมประพฤติ พร้อมให้ทำเพลงเพื่อเตือนสติเยาวชน
       
       วันนี้(21 มี.ค.50)เวลา 10.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 810 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 โจทก์ และมารดา น.ส.ฝ้าย (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย โจทก์ร่วม ได้ยื่นฟ้องนายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือ แด๊ก บิ๊กแอส นักร้องนำชื่อดังวงบิ๊กแอส สังกัดค่ายแกรมมี่ เป็นจำเลยในความผิดฐาน พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย กรณีที่นักร้องหนุ่มได้พราก และกระทำอนาจารน้องฝ้าย ต่อมาผู้เสียหายได้ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชาย “น้องจัสติน” แต่ “แด๊ก” ปฏิเสธรับเป็นบุตร จนเป็นที่มาของการพิสูจน์ดีเอ็นเอถึง 2 ครั้ง และผลปรากฎว่า “แด๊ก บิ๊กแอส” ไม่ใช่บิดาของน้องจัสตินดังกล่าว
       
       โดยคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 4 ก.ค.49 ระบุความผิดจำเลยว่า เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 46 เวลากลางวันถึงประมาณปลายเดือนเมษายน 48 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้บังอาจพราก น.ส.ฝ้าย อายุ 15 ปี ผู้เสียหายขณะนั้นซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปจากมารดา โดยจำเลยพา น.ส.ฝ้ายไปกระทำชำเราและเพื่อสำเร็จความใคร่หลายครั้งหลายคราวต่างวาระกัน ตามห้องเช่า โรงแรม และสถานที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง โดยจำเลยไม่มีความประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภรรยากับน.ส.ฝ้าย โดยที่น.ส.ฝ้ายนั้นเต็มใจไปด้วยและเป็นการพาน.ส.ฝ้ายไปเพื่อการอนาจารโดยยินยอม เหตุเกิดที่แขวงลาดพร้าว เขตบางกะปิ และเขตสะพานสูง กทม. ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ก.พ.49 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมจำเลยได้ ต่อมา เมื่อวันที่ 11 ก.ย.49 โจทก์ร่วมยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวน 2 ล้านบาท
       
       คดีนี้ จากการนำสืบพยานโจทก์ รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้เสียหายยังอยู่ในความปกครองและพักอาศัยอยู่กับมารดา ก่อนเกิดเหตุ น.ส.ฝ้ายได้ทะเลาะกับมารดา จึงหลบหนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อน กระทั่งได้ไปพบกันจำเลยที่ร้านอาหารซันไชน์ ถนนเกษตร-นวมินทร์ โดยจำเลยได้เข้าไปขอเบอร์โทรศัพท์ น.ส.ฝ้าย จนมีการติดต่อกัน หลังจากนั้นจึงได้นัดพบกันเป็นครั้งที่ 2 ที่ร้านอาหาร 400 คลับ ที่จำเลยเล่นดนตรีอยู่ที่นั่น กระทั่งร้านปิดจำเลยได้พาน.ส.ฝ้ายไปเช่าห้องพักรายวันโดยได้มีเพศสัมพันธ์กัน โดยน.ส.ฝ้ายยินยอมเพราะมีใจชอบคอจำเลย จนรุ่งเช้าจำเลยส่งน.ส.ฝ้ายขึ้นรถแท็กซี่กลับไป โดยหลังจากนั้นจำเลยและผู้เสียหายได้ติดต่อและชวนกันมาเช่าห้องหักอยู่ด้วยกันที่ “ซิตี้วิลล์ คอนโดมีเนียม” และมีเพศสัมพันธ์กันเรื่อยมา ขณะที่ จำเลยต่อสู้คดีว่า ไม่ได้กระทำผิดเนื่องจากขณะเกิดเหตุสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุของน.ส.ฝ้ายว่าน่าจะมีอายุมากกว่า 18 ปี เพราะน.ส.ฝ้ายมีรูปร่างสูงใหญ่ และจากการที่ได้พากันไปเที่ยวตามสถานบันเทิงหลายๆ แห่ง ด้านหน้าสถานบันเทิงเหล่านั้นมีป้ายกำหนดห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้า แต่ทุกครั้งผู้เสียหายเข้าไปใช้บริการได้ตลอด ประกอบกับน.ส.ฝ้ายเคยนำภาพที่ผู้เสียหายเคยถ่ายแบบไว้ในนิตยสาร For Men มาให้จำเลยดู โดยมีข้อความใต้ภาพระบุอายุผู้ถ่ายแบบประมาณ 21 ปี อย่างไรก็ตามจำเลยยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายจริง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นความผิดเพราะได้เข้าใจผิดในเรื่องอายุดังกล่าว
       
       ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่าพยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา เพื่อมีเจตนาช่วยเหลือจำเลยรวมทั้งเมื่อวันที่ 29 ก.ย.49 โจทก์ร่วมยังได้ขอถอนคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และคำร้องทุกข์ในทุกคดี โดยให้เหตุผลว่า บัดนี้ผลตรวจดีเอ็นเอของ ด.ช.จัสติน ทั้งสองครั้งได้ปรากฎออกมาแล้วว่าจำเลยมิใช่บิดาของ ด.ช.จัสติน ทั้งที่ความจริงแล้วผลการตรวจดีเอ็นเอได้เสร็จสิ้นก่อนที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าสำคัญผิดเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายนั้น เห็นว่าเป็นข้ออ้างเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนัก เพราะจำเลยก็ไม่ได้นำพยานมาเบิกความหักล้างโจทก์ โดยจำเลยได้แสดงหลักฐานเป็นเพียงภาพถ่ายบริเวณหน้าสถานบันเทิง 2 แห่ง แต่ภาพเลือนรางไม่ปรากฏข้อความชัดเจน ดังนั้นพยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบในเรื่องเกี่ยวกับอายุจึงไม่เพียงพอที่ว่าจำเลยสำคัญผิดเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหาย
       
       คดีจึงรับฟังได้ว่า น.ส.ฝ้าย ยังอยู่ในความปกครองดูแลของมารดา การที่จำเลยพา น.ส.ฝ้าย ไปมีเพศสัมพันธ์กันหลายครั้งนั้น ถือเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อศีลธรรมและสังคม และจำเลยยังไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันท์สามีภรรยากับผู้เสียหาย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดจริงฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ตามฟ้องโจทก์
       
       คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลปราณีลงโทษสถานเบา และรอการลงอาญา โดยจำเลยพร้อมจะผลิตงานเพลงเพื่อเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนและสังคม โดยเฉพาะการต่อต้านยาเสพติดและอบายมุขต่างๆ ไม่น้อยกว่า 2 เพลงไว้ในอัลบั้มของปี ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งโจทก์ยังเบิกความไปในแนวทางช่วยเหลือจำเลย ซึ่งการต้องโทษจำคุกในระยะสั้นจะเป็นผลเสียต่อทุกฝ่าย จึงเห็นว่าการให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อสังคมย่อมเป็นการดีกว่า
       
       พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท จำเลยเบิกความรับสารภาพว่ามีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายจริง เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษให้ 1 ใน 4 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกไว้ 1 ปี 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมประพฤติจำเลยไว้ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ โดยมีเงื่อนไขว่าให้จำเลยผลิตเพลงเพื่อเยาวชนต่อต้านยาเสพติดและอบายมุขตามที่จำเลยได้ยื่นคำร้องไว้ รวมทั้งทำกิจกรรมร่วมกับเยาวชนเป็นระยะ และมารายงานตัวต่อศาลตากำหนด โดยนัดแรกในวันที่ 18 มิ.ย. นี้ เวลา 9.00 น.
       
       ภายหลัง “แด๊ก บิ๊กแอส” กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และยอมรับในคำพิพากษา ซึ่งผลของการกระทำครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนและประสบการณ์ของชีวิตครั้งใหญ่ ที่จะให้รู้ว่าจะต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างไร ส่วนการช่วยเหลือน้องฝ้ายและน้องจัสตินนั้น ก่อนหน้านี้ได้เคยทำตามที่ได้พูดไว้แล้ว แต่หากภายหลังเค้าได้รับความลำบาก และต้องการให้ช่วยเหลือตนก็ยินดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง “แด๊ก บิ๊กแอส” พรากผู้เยาว์วัย 15 ศาลชี้ทำไปเพราะสำคัญผิดว่าผู้เสียหายอายุเกิน 18 ขณะที่เจ้าตัวยิ้มรับผลการตัดสินที่ไม่มีความผิดติดตัว
       
       วันนี้ (26 ส.ค.54) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 914 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 กับมารดา น.ส.ฝ้าย (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง นายเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด หรือแด๊ก บิ๊กแอส นักร้องนำวงร็อกชื่อดัง “บิ๊กแอส” เป็นจำเลยในความผิดฐาน พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย กรณีกระทำชำเรา น.ส.ฝ้าย (นามสมมติ) อายุ 15 ปีเศษ (ขณะนั้น) จนตั้งครรภ์และให้กำเนิด
       
       คดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปว่าเมื่อประมาณต้นเดือน ธ.ค. 2546 ถึงปลายเดือน เม.ย. 2548 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้พราก น.ส.ฝ้าย อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปจากมารดา พา น.ส.ฝ้ายไปกระทำชำเราและเพื่อสำเร็จความใคร่หลายครั้งหลายคราวต่างวาระกัน ตามห้องเช่า โรงแรม และสถานที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง เหตุเกิดที่แขวงลาดพร้าว เขตบางกะปิ และเขตสะพานสูง กทม.
       
       คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2550 น.ส.ฝ้าย ยังอยู่ในความปกครองดูแลของมารดา การที่จำเลยพา น.ส.ฝ้ายไปมีเพศสัมพันธ์กันหลายครั้งนั้นถือเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อศีลธรรมและสังคม และจำเลยยังไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภรรยากับผู้เสียหาย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดจริงฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปีฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกไว้ 1 ปี 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมประพฤติจำเลยไว้ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ โดยมีเงื่อนไขว่าให้จำเลยผลิตเพลงเพื่อเยาวชนต่อต้านยาเสพติดและอบายมุข ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง อ้างว่าสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่า น.ส.ฝ้าย ผู้เสียหาย มีอายุเกินกว่า 20 ปีแล้ว จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด
       
       ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยรู้จักกับ น.ส.ฝ้าย ผู้เสียหายที่ขณะนั้นอายุประมาณ 15 ปีเศษ เมื่อปี 2546 และมีเพศสัมพันธ์กันหลายครั้ง จนกระทั่ง น.ส.ฝ้ายได้ตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย แต่ผลการตรวจดีเอ็นเอรวม 2 ครั้ง ปรากฏว่าจำเลยไม่ใช่บิดาของบุตรชาย น.ส.ฝ้าย
       
       คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปีฯ หรือไม่ เห็นว่า จำเลยรู้จัก น.ส.ฝ้าย ที่ร้านอาหารซันไชน์ ถนนเกษตร-นวมินทร์ โดย น.ส.ฝ้าย อ้างว่าเป็นนางแบบนิตยสาร “ฟอร์เมน” และมีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันแล้ว น.ส.ฝ้าย ได้โทรศัพท์มาหาจำเลย ให้ซื้อนิตยสารมาดู ซึ่งนิตยสารดังกล่าวที่มีรูปภาพของ น.ส.ฝ้าย และข้อความระบุว่า “ชื่อฝ้ายค่ะ เล่นเจ็ทสกีมา 4 ปี แล้ว ตั้งแต่อายุ 17 ปี” นอกจากนี้ทางนำสืบพยานปากอื่นเบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า น.ส.ฝ้าย มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าหากจะเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน โดยสูงถึง 170 เซนติเมตร สัดส่วน 36-26-35 ประกอบกับ น.ส.ฝ้าย ยังเบิกความยอมรับว่า ไม่เคยบอกอายุให้จำเลยทราบ จนกระทั่ง น.ส.ฝ้ายตั้งครรภ์ จึงส่งข้อความมาบอกอายุ เพื่อให้จำเลยรับผิดชอบ ไม่เช่นนั้นจะให้มารดาเอาเรื่อง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ไม่รู้ว่า น.ส.ฝ้าย มีอายุไม่ถึง 18 ปี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อาญา ม.319 วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
       
       ภายหลัง นายเอกรัตน์กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง เพราะทำให้ประวัติของตนเคลียร์ไม่มีความผิดติดตัวต่างกับการรอลงอาญาที่รู้สึกว่าเราเคยทำผิดมา ส่วนเรื่องงานเพลงกำลังหาแรงบันดาลใจในการทำผลงาน

......................................................................
« Back