คดีศึกษาอาจารย์ เปรตกู้

8 ก.ย.2554

พอดีข่าวของ อ.เปรตกู้ ปรากฎอีกครั้ง รวมทั้งได้ค้นคว้าหาเรื่องเดิมศึกษา ประกอบกับเรื่องปัจจุบัน โดยส่วนตัวของผม เขาเป็นคนที่น่าเห็นใจครับ เขาจะเป็นอย่างไร ? แต่ผมว่าเขาเป็นพ่อที่ดี เรื่องแบบนี้  ฝ่ายที่เป็นผู้เสียหายไปหลงงมงายกับพฤติกรรมของเขาเอง เหมือนกรณีเณรแอ จังหวัดสระบุรี   จะไปกล่าวหาว่าเขาเป็นมนุษย์ลวงโลกไม่ได้หรอก ครับ

ทั้ง ๆ ที่ข่าวประเภทนี้ ก็ปรากฎแทบจะเป็นคดีในชีวิตประจำวัน  สงสัยว่าผู้เสียหายคงไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์  ในเมื่อว่าตนเองมีความเชื่อว่าเขาเสริมดวงชะตาได้ ก็ต้องเชื่อต่อไป ปรากฎว่าเป็นคดีขึ้นมาอีก  การที่ไปหลงเชื่อ โดยเขาหลอกลวง ก็เป็นเรื่องฉ้อโกงธรรมดา มีผู้เสียหายเพียงคนเดียว กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็นคดีที่ยอมความได้ ไม่ใชออกป่าวประกาศหลอกลวงประชาชนทั่วไป หากเป็นเรื่องฉ้อโกงประชาชน ก็ยอมความกันไมได้ 

ผลของคดีเรื่องนี้จะต้องติดตามกันต่อไป และความจริง ไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เพียงแต่ 10 ปีที่ผ่านมา เขาเคยมีประวัติเท่านั้น  หรือการเป็นข่าวซ้ำ จะทำให้เป็นคดีที่น่าสนใจ  และเป็นคดีที่สำคัญไป ????   คงต้องอาศัยศาลสถิตย์ยุติธรรม ครับ ว่าจะตัดสินลงเอยอย่างไร??

ลองศึกษาดู ว่า เรื่องดังกล่าวนี้เป็นอุทธาหรณ์ ฝ่ายใดผิด หรือผิดทั้งคู่

.................................................

เปรตกู้ เคยปรากฏเป็นข่าวครึกโครมผ่านทางสื่อมวลชนมาครั้งหนึ่ง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2543 เมื่อทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวหน้าหนึ่งว่า มีผู้บันทึกวีดีโอของเปรตได้ที่ป่าคำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี รวมทั้งปาฏิหารย์ต่าง ๆ ในป่าแห่งนี้ได้อีกด้วย เช่น การตักบาตรกับต้นไม้โดยรุกขเทวดาซึ่งจะได้เป็นข้าวมธุปายาส เป็นต้น เมื่อวีดีโอชุดนี้ได้เผยแพร่ออกไป มีบุคคลจำนวนหนึ่งให้ความเชื่อถือ เช่น พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ตั้งคณา นักพูดชื่อดัง รวมทั้งพระพยอม กัลยาโณ พระนักเทศน์ชื่อดังเจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เป็นต้น

 

ต่อมา ความได้ปรากฏว่าแท้ที่จริงแล้ว เรื่องทั้งหมดในเทปวีดีโอนั้น ล้วนแต่เป็นการจัดฉาก โดยบุคคลที่ชื่อ นายกิตติ ประภัสโรบล หรือที่นิยมเรียกกันว่า อาจารย์กู้ ซึ่งนายกิตติได้มีพฤติกรรมหลอกลวงเช่นนี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว โดยในครั้งนี้นายกิตติได้แสดงเป็นเปรตจึงถูกเรียกว่า เปรตกู้ ต่อมานายกิตติก็ได้ถูกตำรวจที่นำโดย พล.ต.ต.คงเดช ชูศรี จับกุม และถูกศาลพิพากษาให้จำคุกให้ข้อหาหลอกลวงประชาชน เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว นายกิตติได้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่

เขาเป็นพ่อที่ดี ครับ

วันนี้(5 ก.ค.50)ที่ห้องพิจารณาคดี 912 ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่ พนักงานอัยการกองคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายกิตติ ประภัสโรบล หรืออาจารย์กู้ หรือเปรตกู้ อายุ 62 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำการด้วยประการใดๆ แก่วัตถุอันเป็นที่เคารพในศาสนาของหมู่ชนใดอันเป็นการเหยียดหยามศาสนา กรณีที่ช่วงปี 2539 อาจารย์กู้ได้แต่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ และยืนทำท่าทางเลียนแบบพระพุทธรูปปางห้ามญาติและหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ โดยใช้เท้าเหยียบที่ฐานพระพุทธรูปขณะทำท่าล้อเลียน ซึ่งถือเป็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชน แต่เมื่อถึงเวลาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ ปรากฏว่าโจทก์ และจำเลยไม่ศาล
       
       ศาลตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รายงานการเดินหมายว่าไม่อาจส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับได้ เนื่องจากจำเลยย้ายที่อยู่และไม่ทราบที่อยู่ใหม่ จึงให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาไปเป็นวันที่ 6 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.พร้อมส่งหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์, จำเลย และทนายจำเลยทราบ และสำหรับจำเลยให้ออกหมายนัดไปที่อยู่เลขที่ 99/266 ต.ลำผักกรูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และเลขที่ 123/22 ถ.เพชรเกษม ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 21 ส.ค.43 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 44 ว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้อง ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท แต่คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร ศาลจึงให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ต่อมาวันที่ 14 มี.ค.46 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้อง เพราะพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเหยียดหยามพระพุทธศาสนา ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นเพียงการกระทำที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น
       
       นอกจากนี้ นายกิตติ ยังเคยถูก พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ตั้งคณา นักพูดชื่อดัง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณีที่นายกิตติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า พ.อ.นพ.พงศักดิ์ เป็นผู้ว่าจ้างให้ถ่ายทำวีดีโอบันทึกภาพผีเปรตที่อ.คำชะโนด จ.อุดรธานี เพื่อหลอกลวงผู้อื่น โดย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 ส.ค.47 ว่าจำเลยมีความผิดจริง ให้จำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือนปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ส.ค.50 ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายกิตติ ประภัสโรบล หรืออาจารย์กู้ หรือเปรตกู้ อายุ 62 ปี

ในความผิดฐาน กระทำการด้วยประการใดๆ แก่วัตถุอันเป็นที่เคารพในศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนา โดยช่วงปี 2539 นายกิตติแต่งกายเป็นพระภิกษุสงฆ์ ยืนทำท่าเลียนแบบพระพุทธรูปปางห้ามญาติ และหลวงปู่แหวนสุจินโณ โดยใช้เท้าเหยียบที่ฐานพระพุทธรูปขณะทำท่าล้อเลียน จำเลยให้การปฏิเสธ  


สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 44
 
เห็นว่ากระทำผิดจริงตามฟ้อง ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท

จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร

ศาลให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ต่อมาวันที่ 14 มี.ค.46 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นเพียงการกระทำที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น 

........................................................................

แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย

ปรากฏว่านายกิตติไม่เดินทางมาศาลตามนัด ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว แต่มีเจตนาไม่มาฟังคำพิพากษา โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มีคำสั่งให้ออกหมายจับนายกิตติ มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้งในวันที่ 10 ก.ย.นี้
  

ต่อมาเวลา 12.30 น. นายกิตติได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาล

ที่ห้องพิจารณาคดี 912 อ้างว่าไม่ได้รับหมายนัดของศาล แต่เมื่อช่วงเช้าได้รับทราบข่าวทางวิทยุว่าถูกศาลออกหมายจับ จึงรีบมาศาลทันที ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลยมายืนยันต่อหน้าศาล ไม่มีเจตนาหลบหนี ให้ยกเลิกหมายจับ 
 

จากนั้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกามีใจความว่า

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุ ใช้เท้าข้างหนึ่งยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ โดยเท้าของจำเลยอยู่บนส่วนหนึ่งของพระพุทธรูป ยกมือขวาขึ้นเลียนแบบพระพุทธรูป ส่วนใบหน้าแสดงท่าทางล้อเลียนถลึงตาอ้าปาก

นอกจากจะไม่เป็นการเคารพพระพุทธรูป ยังแสดงตนเสมอพระพุทธรูป

เป็นการกระทำอันไม่สมควร เป็นการดูหมิ่นพุทธศาสนา ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนาดูหมิ่น เนื่องจากไปรักษาผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง โดยทำพิธีเพ่งรวมอำนาจจิต ทำให้ลอยไปยืนบนฐานพระพุทธรูป หรือเหตุที่ต้องถลึงตาอ้าปาก มาจากการกลั้นลมหายใจ เพื่อรวบรวมพลังจิต เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผล จึงมีความผิดตามคำฟ้อง 

..........................................................................................

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 206 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร ศาลให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี 


นายกิตติเปิดเผยว่า

ตอนนี้รู้สึกโล่งอก และรู้สึกดีใจที่ได้เป็นอิสระ จากนี้จะกลับไปขับรถแท็กซี่ และขายของเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อไป ส่วนโทษจำคุกที่ศาลรอลงอาญาไว้ 2 ปีนั้น ได้ครบกำหนดไปแล้ว ส่วนค่าปรับนั้นได้ชำระไปแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปก่อนหน้า ทำให้รู้สึกเป็นอิสระเสียที 

สำหรับนายกิตติ หรืออาจารย์กู้ ยังเคยถูก พ.อ.นพ. พงศักดิ์ ตั้งคณา นักพูดชื่อดัง ยื่นฟ้อง ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

กรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า พ.อ.นพ.พงศักดิ์เป็นผู้ว่าจ้างให้ถ่ายทำวีดิโอบันทึกภาพผีเปรตที่ อ.คำชะโนด จ.อุดรธานี เพื่อหลอกลวงผู้อื่น

โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 ส.ค.47 ว่าจำเลยมีความผิดจริง ให้จำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี เช่นกัน

..............................................................................

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2543
พิสูจน์ชัด เปรตกู้ สิ้นหนทางลวงโลก!

หลังจากอิสรภาพของ นายกิตติ ปภัสโรบล หรือกู้ 18 มงกุฎ หัวหน้าขบวนการผีเปรต นักต้มตุ๋นระดับชาติ ที่ใช้วิชาลวงโลกหากินเลี้ยงชีพมาถึง 30 ปี จบสิ้นลงเมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 24 พ.ค. เมื่อตำรวจกองปราบปรามจับตัวได้ที่ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก ย่านห้วยขวาง ขณะเดินลงจากบันไดโรงแรม ต่อมาเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่25 พ.ค. พล.ต.ท.ล้วน ปานรศทิพ ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.คงเดช ชูศรี ผช.ผบช.ก. ได้เดินทางมาถึงห้องประชุมกองปราบฯ เพื่อพิสูจน์ว่า จะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไรให้ดูได้บ้าง หลังจากนั้นนายกิตติ ได้ตกลงที่จะแสดงพิธีกรรม โดยให้ พล.ต.ต.คงเดชกำก้อนดินไว้ในมืออ้างว่า จะเสกให้เป็นทองคำ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้รายงาน การทำพิธีกรรมของนายกิตติว่า หัวหน้าแก๊งเปรตได้เปลี่ยนชุดมาเป็นนุ่งผ้าขาว ทำท่าทางใบหน้าขึงขังจริงจัง จากนั้น นายกิตติยังได้วาดลีลา ขอให้ตำรวจนำกรอบรูปพระ ขนาดใหญ่สูงเกือบเท่าคนมาตั้งไว้ในห้อง และให้นำเทียนจำนวน 7 เล่ม ธูป 58 ดอก มาให้ พร้อมขอให้ผู้ที่อยู่ในห้องทั้งหมด ปิดอุปกรณ์สื่อสาร และไม่ให้ช่างภาพใช้แฟลชในการถ่ายรูป หรือกดชัตเตอร์ อ้างว่าจะทำให้สมาธิของนายกิตติเสีย จากนั้นนายกิตติก็เริ่มร่ายเสียงสวด ที่ไม่เป็นภาษามนุษย์ โดยมีนายสุวินัยนั่งคุกเข่ายกมือซ้ายขึ้นแค่อก ส่วนมือขวาดีดไปที่มือซ้ายเป็นระยะ ฟังอยู่ข้างๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบกริบ

นายกิตติได้นั่งลงกับพื้นพร้อมจุดธูป 58 ดอกกำไว้ในมือ แล้วนายกิตติได้เริ่มสวดมนต์ซึ่งฟังไม่เป็นภาษา พร้อมทั้งใช้ธูปทั้งกำที่ติดไฟปักไปที่ฝ่ามือ แต่ตำรวจที่สังเกตอย่างใกล้ชิด และบันทึกภาพวีดิโอไว้ตลอด พบว่านายกิตติเอาธูปส่วนที่ไม่ติดไฟนั้น จี้ไปที่ฝ่ามือจึงทำให้ไม่ร้อน ส่วนปากก็พร่ำบทสวดแบบงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ จู่ๆ ก็ขอพัก อ้างว่าไม่มีสมาธิและขอน้ำ 1 แก้วมาดื่ม ต่อมานายกิตติได้สั่งให้เอาธูปมาใหม่อีก 58 ดอก พร้อมเริ่มทำพิธีกรรมอีกเป็นครั้งที่ 2 โดยเจ้าหน้าที่ได้ สั่งให้ทุกคนมานั่งอยู่หลังนายกิตติ เพื่อให้นายกิตติแสดงพิธีกรรมได้สะดวก แล้วก็เริ่มนั่งพับเพียบทำทีเป็นบริกรรมคาถา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำกล้องวีดิโอมา บันทึกภาพอย่างใกล้ชิด คราวนี้นายกิตติได้จุดไฟธูปลุกท่วมทั้งกำมือ ก่อนจะปักธูปที่ติดไฟลงไปในแจกันทองเหลืองอีกครั้ง แต่คราวนี้นายสุวินัยได้กล่าวให้นายกิตติทำต่อไป เพื่อพิสูจน์ความจริง ทว่า นายกิตติก็ยังใช้เล่ห์เหลี่ยมอ้างว่า ต้องการความสงบอีก แล้วก็เริ่มสวดมนต์แบบเดิมๆ พร้อมใช้ธูปจี้ฝ่ามือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันใดนั้นนายกิตติได้ลุกขึ้นเดินไปหา พล.ต.ต.คงเดชที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้านายกิตติ โดยในมือยังกำดินอยู่ แล้วนายกิตติก็ทำทีเข้าไปยืนสวดใกล้ๆ แล้วทำท่าจะขว้างของในมือซ้ายไปที่ พล.ต.ต.คงเดชที่ยื่นมือมาหานายกิตติ ทว่า นายกิตติก็ขอพัก อ้างว่าทำไม่ได้ เพราะไม่มีสมาธิ แล้วขอน้ำกิน จากนั้นก็เริ่มเล่นแง่ ไล่ผู้สื่อข่าวทั้งหมดออกไป ให้เหลือแต่ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งที่อ้างว่า เป็นคนแนะนำให้มอบตัว แต่ พล.ต.ท.ล้วนไม่ยอม นายกิตติจึงต้องทำพิธีเป็นครั้งที่ 3 ต่อ แต่คราวนี้เปลี่ยนที่นั่ง โดยย้ายไปนั่งพับเพียบที่ใกล้กรอบรูปพระ พร้อมกับขอผ้าดำจากนายสุวินัย ที่ลดตัวมาเป็นลูกมือนายกิตติ เอามาพาดบ่าข้างซ้าย และขอเพิ่มธูปเป็น 108 ดอก แล้วจุดไฟลุกโชน แต่ไม่ยอมปักที่ฝ่ามือ ซึ่งตอนนี้ มีนายตำรวจแกล้งเข้าไปจับมือนายกิตติ พบว่าฝ่ามือพองจนนายกิตติต้องถูมือไปมา เพื่อบรรเทาความปวดแสบปวดร้อนจากพิษไฟ ก่อนที่จะปักธูปลงไปในแจกันทองเหลือง แต่ปากก็ยังพึมพำสวดมนต์ไม่ได้ศัพท์ แล้วมานั่งคุกเข่าอยู่หน้าพล.ต.ต.คงเดช ชูมือข้างซ้ายขึ้น ส่วนมือขวาตั้งไว้แค่อก

นายกิตติที่ยังพยายามตะแบงอวดอ้างว่า มีอิทธิฤทธิ์ ได้หยุดทำพิธี อ้างว่าธูปเกินจำนวน พล.ต.ท.ล้วนจึงสั่ง ให้นับ ปรากฏว่า มีธูปถึง 122 ดอก เจ้าหน้าที่จึงให้นายสุวินัยเป็นคนนับให้ได้ 108 ดอก แล้วการทำพิธีครั้งที่ 4 ก็ได้เริ่มขึ้น ขณะที่เวลาล่วงเลยไปจนถึง 12.25 น. แล้ว คราวนี้นายกิตติเอาผ้าดำมาคลุมเป็นจีวร นั่งพับเพียบกำธูป 108 ดอก ที่จุดไฟควันโขมง แล้วก็พยายามหาข้ออ้างไม่ทำพิธี จน พล.ต.ท.ล้วนได้สั่งให้หยุดการทำพิธีกรรม เพราะเวลาล่วงเลยไปมากแล้ว ปรากฏว่านายกิตติ หรือกู้ แก๊งเปรต ถึงกับหน้าซีดนั่งเกาหัวแกรก จากนั้นเจ้าหน้าที่ ได้นำตัวนายกิตติไปบันทึกการแจ้งข้อหา วันเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพีได้เผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก ถึงเรื่องที่ตำรวจสามารถรวบตัวนายกิตติ ปภัสโรบล หรือนายกู้ นักตุ๋นสร้างเรื่องผีเปรตหลอกลวงชาวบ้าน จากการทำวีดิโอแพร่ภาพผีเปรต ซึ่งภายหลัง ได้มีการเผยแพร่วีดิโอเทปออกไป ประชาชนจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปยัง จ.อุดรธานี เพื่อพิสูจน์ความจริง แต่แม้จะถูกจับได้คาหนังคาเขา ว่าเรื่องทั้งหมดมีการจัดฉากอยู่เบื้องหลัง ทว่านายกิตติก็ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยคงยืนกรานว่า ตนเองสามารถติดต่อกับผีได้จริง

 .................................................................

เปรตกู้โฉ่ โดนจับอีก ทำพิธีตุ๋น เหยื่อสาว สูญ3แสน

.........................................................................................

คืนชีพ - พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. พ.ต.ท.เกรียงไกร ขวัญไตรรัตน์
พงส.(สบ3) กก.1 บก.ป. แถลงจับกุมนายกร ปัสโรบล หรือเปรตกู้ จอมลวงโลกชื่อดัง
ซึ่งกลับมาก่อคดีหลอกลวงน.ส.เกศรินทร์ เขจรจิตร สูญเงินไปกว่า 3 แสนบาท
เมื่อวันที่ 7 ก.ย.

"เปรตกู้"โดนจับอีกแล้ว หลังตุ๋นสาวสูญเงินกว่า 3.2 แสน เหยื่อแจ้งกองปราบฯ บุกจับ เผยถูกลวงทำพิธีเสริมบารมี บอกมีดวงจะถูกลอตเตอรี่ 58 ล้านแล้วเล่นกลเสกเงินให้ดูจนหลงเชื่อ จากนั้นก็ออกอุบายให้ออกทุนไปเล่นพนันจนสูญเงินไปหลายแสน พอไปย้อนตรวจเช็กประวัติ ก็พบเคยก่อคดีต้มตุ๋นหลายครั้ง จึงแจ้งตำรวจตามรวบทันควัน ด้าน"เปรตกู้"ให้การภาค เสธ อ้างเหยื่อมาหาและนำเงินมาให้เอง ระบุรับเงินมาแค่ 9 หมื่นและคืนไปหมดแล้ว

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่กองปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. แถลงจับกุมนายกร ปัสโรบล หรือกิตติ หรือกู้ หรือฉายา "เปรตกู้" อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 99/266 หมู่ 1 ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในข้อหาฉ้อ โกงประชาชน โดยจับกุมได้ที่ชั้น 5 อาคารชลดา เลขที่ 40/59 หมู่ 2 ซ.แจ้งวัฒนะ 10 แขวงและเขตทุ่งสองห้อง กทม. เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก น.ส.เกศรินทร์ เขจรจิตร อายุ 33 ปี เจ้าของร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความว่าถูกนายกรหลอกลวงให้ทำพิธีเสริมดวงเสริมบารมี และต้องสูญเงินไปกว่า 320,000 บาท เบื้องต้นสอบสวนผู้เสียหายให้การว่า ประมาณปลายปี 2553 ช่วงนั้นเกิดปัญหาในชีวิตหลายอย่างเลยอยากให้หมอดูดูดวงชะตา เนื่องจากส่วนตัวมีความเชื่อเรื่องนี้ ต่อมาเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ไปหาอาจารย์กู้ที่เป็นร่างทรงของพ่อปู่ฤๅษีตาไฟและฤๅษีนารอด ซึ่งเป็น อาจารย์ที่ดูดวงแม่นเหมือนกับตาเห็น จึงเดินทางไปหาอาจารย์กู้ที่ห้องพักย่านทุ่งสองห้อง กทม.
..............................................................................................

น.ส.เกศรินทร์กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ยอม รับว่าไม่เคยทราบข่าวเรื่องคดีความต่างๆ ของอาจารย์กู้มาก่อน แต่หลังจากไปพบอาจารย์กู้ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการดูดวงชะตาที่สามารถรู้ภูมิหลังของตน ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ให้ทำบุญแล้วอธิษ ฐานจิตจนสามารถมองเห็นใบหน้าของพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือการเสกกระดาษให้เป็นเงิน จึงทำให้เกิดความนับถือมากยิ่งขึ้น โดยอาจารย์กู้บอกว่าตนมีดวงชะตาทางด้านเสี่ยงโชค สามารถทำให้ถูกลอตเตอรี่ได้เงินถึง 58 ล้านบาท แต่ต้องทำพิธีเสริมดวงชะตาบารมี โดยต้องไปทำพิธีที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ ด้วยความเชื่อเลยเดินทางไปเข้าพิธีด้วยหลายครั้ง และเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมาก

น.ส.เกศรินทร์กล่าวต่อว่า หลังจากทำพิธีไปหลายครั้งและยังไม่เห็นหนทางว่าจะถูกหวยรางวัลใหญ่ ตนจึงสอบถามอาจารย์กู้ว่าเมื่อไรพิธีจะเสร็จ ก่อนได้รับคำตอบว่ายังไม่ครบกระบวน การ แต่ถ้าต้องการเงินด่วนก็พอจะมีวิธี เพราะขณะนั้นตัวอาจารย์กู้มีหนี้สินอยู่ประมาณ 4 แสนบาท และต้องการหาทุนไปเล่นพนันในบ่อน เพื่อที่จะได้เงินก้อนใหญ่มา โดยก่อนหน้านี้เคยมีลูกศิษย์เป็นนายตำรวจรายหนึ่งเคยทำพิธีให้ และสามารถไปเล่นพนันได้เงินมาถึง 65 ล้านบาท ก่อนแบ่งมาให้อาจารย์กู้ 10 ล้านบาท จึงอยาก ใช้วิธีนี้หาเงินมาล้างหนี้สิน แต่ไม่มีเงินทุนนำ ไปเล่นพนัน ตนจึงตัดสินใจนำรถยนต์ไปเข้าไฟแนนซ์ และโอนเงินมาให้อาจารย์กู้ 1 แสนบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนเล่นพนัน แต่ต่อมากลับ ไม่ได้เงินคืนมาตามที่เคยกล่าวอ้างไว้ จึงให้เพื่อนช่วยตรวจสอบประวัติอาจารย์กู้จนทราบความจริง และเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดี ซึ่งนอกจากตนแล้วยังมีผู้ตกเป็นเหยื่ออีกหลายรายด้วย

ด้านนายกรกล่าวว่า กรณีนี้ตนขอให้การปฏิเสธ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นผู้เสียหายเดินทางมาหาตนเอง เพื่อให้ช่วยดูดวงชะตาให้ ประกอบกับพอมีวิชาทางด้านนี้อยู่บ้างเลยให้ความช่วยเหลือ แต่ไม่เคยเรียกร้องอะไร สำหรับเงินที่ถูกกล่าวหาว่ารับมาหลายแสนบาทนั้น ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เพระข้อเท็จจริงตนได้เงินมาแค่ 9 หมื่นบาท และได้จ่ายคืนให้ไปหมดแล้ว ซึ่งพอจะมีหลักฐานในเรื่องนี้ทุกอย่าง ส่วนเงินที่เหลือผู้เสียหายเป็นคนจ่ายให้เอง ไม่เคยไปเรียกร้องอะไร และขอยืนยันว่าจะสู้คดีให้ถึงที่สุด

นายกรกล่าวอีกว่า หลังจากถูกบก.ป.จับกุมเมื่อปี 2543 และศาลตัดสินจำคุก 8 เดือน แต่เนื่องจากตอนนั้นไม่เคยทำความผิดมาก่อน ศาลจึงปรานีและให้รอลงอาญาโทษจำคุก จากนั้นก็เหมือนถูกสังคมลงโทษ จึงหันไปประกอบอาชีพค้าขายต่างๆ เช่น ขายรองเท้าเก่า แผ่นวีซีดี และต้นไม้ เพื่อหาเงินเลี้ยงดูลูก แต่ชีวิตก็ไม่ดีขึ้น และต้องถูกขับไล่ให้ออกจากบ้านพักย่านธัญบุรี จ.ปทุมธานี ก่อนจะมาขออาศัยอยู่กับลูกศิษย์เก่าที่ย่านทุ่งสองห้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายกร หรืออาจารย์กู้ หรือเปรตกู้ เคยถูก บก.ป.จับกุมตัว เมื่อปี 2543 และเป็นคดีโด่งดังไปทั่วประเทศ หลังเข้าไปทำพิธีในป่าช้าคำชะโนด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ก่อนแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์บิณฑบาตที่ต้นไม้กับเทวดา รวมทั้งยังบันทึกภาพวิดีโอมีเปรตโผล่ออกมาขอส่วนบุญ จนได้ฉายาว่า "เปรตกู้" จากนั้นก็นำภาพออกมาเผยแพร่จนมีผู้ให้ความเคารพเชื่อถือจำนวนมาก ต่อมามีผู้เสียหายหลายรายทยอยเข้าแจ้งความกับ บก.ป.ให้ดำเนินคดี เพราะถูกหลอกลวงให้สูญเสียเงินทอง เมื่อถูกจับกุมตัวได้อาจารย์กู้ก็ยังพยายามแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ด้วยการประกาศจะเสกดินให้เป็นทองกลางห้องประชุมบก.ป.ต่อหน้าพล.ต.ท. ล้วน ปานรศทิพ ผบช.ก.ในขณะนั้น แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้เลยกลายเป็นข่าวฮือฮา สุดท้ายเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีฐานกระทำการด้วยประการใดๆ แก่วัตถุอันเป็นที่เคารพในศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนา

ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ก.ย.2544 โดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่าอาจารย์กู้กระทำผิดจริงตามคำฟ้อง จึงให้จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท แต่อาจารย์กู้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท ประกอบกับจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร ศาลเลยให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี จากนั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นเพียงการกระทำที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น ส่วนศาลฎีกาพิพากษามีความผิดตามคำฟ้อง และให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ส่วนคดีที่ถูก พ.อ.น.พ.พงศักดิ์ ตั้งคณา นักพูดชื่อดัง ยื่นฟ้องฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณีให้สัมภาษณ์ว่า พ.อ.น.พ.พงศักดิ์เป็นผู้ว่าจ้างให้ถ่ายทำวิดีโอบันทึกภาพผีเปรตที่คำชะโนด เพื่อหลอกลวงผู้อื่นนั้น ศาลชั้นต้น พิพากษาเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2547 ว่าจำเลยมีความผิดจริง ให้จำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 10,000 บาท ก่อนให้รอลงอาญาโทษจำคุก 1 ปีเช่นกัน
.........................................................................................

ผู้จัดการ

วันนี้ (7 ก.ย.) ที่ กองปราบปราม เมื่อเวลา 11.30 น. พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป. พ.ต.ท.เกรียงไกร ขวัญไตรรัตน์ พนักงานสอบสวน (สบ3) กก.1 บก.ป.แถลงการจับกุม นายกร หรือ กิตติ ปภัสโรบล หรือ อาจารย์กู้ หรือที่รู้จักกันดีในนาม “เปรตกู้” คำชะโนด อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 99/266 หมู่ 1 ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พร้อมของกลาง คัมภีร์ใบลานลงอักขระ เสื้อเชิ้ตสีขาว จับกุมในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ได้ที่ชั้น 5 อาคารชลดา เลขที่ 40/59 หมู่ 2 ซ.แจ้งวัฒนะ 10 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.
       
       พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา น.ส.เกศรินทร์ เขจรจิตร อายุ 33 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง ได้เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน บก.ป.ว่า ได้รับคำชวนจากเพื่อนที่รู้จักกันให้มาดูดวง กับนายกร ซึ่งเคยดูดวงให้เพื่อนแล้วปรากฏว่าดูแม่น ด้วยความที่ตนเป็นคนศรัทธาเรื่องนี้อยู่แล้ว ประกอบกับช่วงนั้นประสบปัญหาเรื่องเงินที่ต้องเป็นหนี้สินหลายแสนบาท จึงไปดูดวงและทำพิธีเสริมดวงกับนายกร เมื่อประมาณปลายปี 2553
       
       น.ส.เกศรินทร์ ให้การว่า ก่อนหน้านี้ ไม่ทราบมาก่อนว่านายกร คือ คนเดียวกับอาจารย์กู้ เปรตคำชะโนด เมื่อพบกันก็ดูดวงให้ ปรากฏว่า ทราบภูมิหลังตนหลายๆ เรื่อง นอกจากนี้ ยังทำหลายอย่างที่สร้างความประหลาดใจให้หลายเรื่อง เช่น ให้อธิษฐานจิตจนสามารถนำภาพใบหน้าพ่อตนมาแสดงได้ เสกกระดาษเป็นธนบัตร เสกสลับเลขสลากกินแบ่ง โดยอ้างว่า สามารถทำพิธีเสริมบุญแล้วจะได้เงิน 58 ล้านบาท รวมทั้งยังอ้างตัวเป็นร่างทรงหลวงปู่ฤๅษีตาไฟ หลวงปู่นารอด หลวงพ่อหลักเมืองหลายองค์
       
       น.ส.เกศรินทร์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่ดูดวงเสริมชะตาเสร็จก็มีการติดต่อเรื่อยมา ซึ่งมีทั้งทำบุญ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ทำพิธีปิด ณ หน้าทอง ซึ่งแต่ละพิธีก็ต้องเสียเงินทำบุญไปหลายหมื่นบาท จากนั้นก็เป็นพิธีใหญ่ซึ่งจะทำให้ตนได้เงินหลายสิบล้าน แต่ต้องเสริมดวงชะตาบารมีโดยเดินทางไปทำพิธีหลายจังหวัดแต่ที่ไปบ่อยครั้ง คือ ที่ จ.ศรีสะเกษ แต่พิธีก็ยังไม่เสร็จเสียที ระหว่างนั้นยังชักชวนให้นำเงินไปลงทุนเล่นการพนันในบ่อนการพนันแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯด้วย ซึ่ง นายกร อ้างว่า มีคนรู้จักรู้วิธีเล่นแล้วกำไรหกสิบกว่าล้านบาท ตนก็หลงเชื่อเพราะต้องการหาเงินไปใช้หนี้สิน จึงนำรถยนต์ไปจำนำได้เงินมาก้อนหนึ่งก็แบ่งให้นายกรไปหนึ่งแสนบาท เพื่อไปเล่นในบ่อน แต่ก็ไม่เป็นไปตามนั้น
       
       “ช่วงหลังเริ่มคิดว่าถูกหลอก จึงเริ่มรู้สึกตัว ขอให้เพื่อนที่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดช่วยตรวจสอบประวัติ จึงมาทราบความจริง แต่ขณะนั้นก็เสียเงินค่าพิธีต่างๆ ไปกว่า 3 แสนบาทแล้ว จึงนำเรื่องมาแจ้งความ นอกจากนี้ ก็ยังมีผู้ที่หลงเชื่ออีกหลายรายที่ตกเป็นเหยื่อด้วยแต่ทราบว่าไม่กล้าเข้าแจ้งความ” ผู้เสียหายรายนี้ กล่าว
       
       สอบสวนเบื้องต้น นายกร หรืออดีตอาจารย์กู้ ผู้ต้องหาในคดีนี้ ให้การภาคเสธ อ้างว่า ได้ทำพิธีต่างๆ ตามที่ผู้เสียหายกล่าว แต่ไม่ได้หลอกลวงแต่อย่างใด และยอมรับว่า เอาเงินไปเล่นการพนัน 1 แสนบาท เล่นบาคาร่า ผู้เสียหายก็ทราบ ซึ่งตนได้คืนเงินให้ผู้เสียหายไปแล้ว 9 หมื่นบาท
       
       นายกร ให้การด้วยว่า หลังจากที่ถูกจับกุมเมื่อปี 2543 และถูกดำเนินคดีที่ศาลโดยมีทั้งที่ยกฟ้อง และรอลงอาญาแล้ว ช่วงนั้นตนก็ไปค้าขายเสื้อผ้า รองเท้า ซีดี ต้นไม้ อยู่ที่เซียร์รังสิต ตนอยู่เฉยๆ อยู่กับลูกอย่างมีความสุขแล้วแต่ผู้เสียหายเข้ามาหาเอง เพราะต้องการดูดวง ดูเนื้อคู่ ทั้งนี้ ภายหลังสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายกร ส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ดำเนินคดีข้อหา ฉ้อโกงประชาชน
       
       สำหรับ นายกร เดิมชื่อ นายกิตติ ปภัสโรบล หรือที่รู้จักในชื่อ อาจารย์กู้ ในคดีเปรตกู้ โดยหลอกว่ามีเปรตที่ป่าคำชะโนด อ.บ้านดุล จ.อุดรธานี และมีการหลอกทำพิธีต่างๆ เช่น เสกดินเป็นทอง แต่งกายเลียนแบบสงฆ์แล้วทำท่าลอยไปบิณฑบาตเทวดาบนต้นไม้ ทำให้มีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้ก็มีผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นถึงอาจารย์หลายราย
       
       กระทั่งถูกจับกุมตัวได้ก็ยังพยายามแสดงปาฏิหาริย์เสกดินเป็นทองกลางห้องประชุม บก.ป.โดยให้ พ.ต.อ.คงเดช ชูศรี รองผบก.ป.ขณะนั้น เป็นผู้อธิษฐานว่าต้องการให้เสกดินเป็นอะไร แต่หลังจากนั่งท่องคาถาอยู่นาน ก็ยังทำไม่สำเร็จ สุดท้ายอ้างว่าไม่มีสมาธิ ซึ่ง นายกิตติ ถูกดำเนินคดีข้อหาแต่กายเลียนแบบสงฆ์ ขึ้นไปเหยียบฐานพระพุทธรูปแล้วทำท่าล้อเลียนอย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่น ต่อมา ศาลพิพากษายกฟ้องในคดีแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ส่วนคดีที่ถูก พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ตั้งคณา นักพูดชื่อดัง ยื่นฟ้อง ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณานั้นศาลตัดสินว่ามีความผิด จำเลยรับสารภาพลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 10,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี

......................................................................
« Back