คดีศึกษาอาจารย์ เปรตกู้

คู่มือการตาย

 

 

คู่มือ การตาย

(ข้อมูลบางส่วนมาจาก หนังสือ คู่มือการตาย กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ตำรวจ ต.ค.2548 และจากหนังสือ ศึกชิงภพ  มูลนิธิธรรมกาย 2550)

พ.ต.ท.อภิณ์รัตน์  สารากรบริรักษ์ รอง ผกก.สส.สภ.บ้านหมี่ จว.ลพบุรี   29 มีนาคม 2551

 

ที่มาเขียนถึงเรื่องการตาย นี้ไม่ใช่อะไร ใกล้เทศกาลสงกรานต์ปี 2551 เข้ามาทุกที ทางการจะมีการตั้งศูนย์รายงานสถิติ รายงานอุบัติเหตุจราจร ถึงคนเจ็บคนตาย เป็นประจำทุกปี ว่าปีนี้ จะต้องตาย จะต้องเจ็บ ไม่เกินจำนวนเท่าไร  มีการรณรงค์ป้องกันลดอุบัติเหตุ อุบัติภัยกันมากมาย ตามถนนสายหลัก ไปเหนือ อีสาน ใต้ และตะวันออก (ตำรวจต้องทำงานหนัก ไปไหนไม่ได้ ป่วย ลา ไม่ได้) ซึ่งตามความเห็นของผม คิดว่า การไปกำหนดกฎเกณฑ์ หรือตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะต้องไม่ตาย เจ็บ เกินเท่านั้นเท่านี้ น่าจะเปลี่ยนแปลง เหมือนทำนักทักทายล่วงหน้าจะต้องตายเป็นร้อย เจ็บเป็นพัน อะไรทำนองนั้น หากไม่สนใจ แอบรณรงค์กัน ช่วยเหลือ ร่วมกันทุกฝ่าย แล้วมาเก็บสถิติหลังหมดเทศกาลแล้ว เผลอ ๆ จำนวนจะน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็เป็นไปได้ ทำไมไม่ลองทำดู และมีการประชาสัมพันธ์กันทั้งทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ตลอด 7 วันอันตราย ประชาชนที่จะต้องกลับภูมิลำเนาในห้วงเทศกาลดังกล่าว ทุกคนรู้ตัวดีว่า ปีนี้ 7 วันนี้ (ปีนี้ หยุดยาว 12-16 เมษายน) จะต้องเกิดอุบัติเหตุ จะต้องมีการตาย หนึ่งในนั้น จะเป็นเรา หรือไม่ ไม่มีใครคาดการณ์ได้

มาพูดถึงเรื่องวิญญาณที่สถิตอยู่บนถนน ณ จุดตาย บ้างก็ว่า วิญญาณต่างดีใจ ปีนี้จะมีคนมาแทนแล้ว จะได้ไปเที่ยว เร่ร่อนได้ตามใจชอบ ไม่ต้องมาเฝ้าถนน ร้อนก็ร้อน เปลี่ยว มืด เวลารถผ่านไปมา ดวงคนเดินทางถึงเคราะห์ ก็จะปิดหูปิดตา ยุให้ดื่มสุราก่อนขับ ให้ง่วงนอนบ้าง ให้ใจร้อนบ้าง เป็นต้น จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น

ท่านเคยขับรถเดินทางไกล ๆบ้างไหม? ขอให้ท่านพยายามสังเกตุให้ดี หากท่านขับไปตามถนน ผ่านทางร่วมทางแยก ผ่านถนนสายต่าง ๆ พบเห็นทิวทัศน์ ต้นไม้ริมข้างทางซ้ายมือ หรือคอสะพาน หรือแม้กระทั่งบ้านคน ป้ายบอกทาง มองเห็นภูเขาเนินเขา ฯลฯ

และท่านขับรถต่อไปอีกเป็นชั่วโมง ปรากฎว่าท่านได้ขับรถผ่านจุดดังกล่าวอีกครั้ง พบเห็นทิวทัศน์ข้างทาง เห็นต้นไม้ เห็นเนินเขา เห็นป้ายบอกทางอันเดิม ที่ท่านได้เห็นมาแล้วเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา

หากการผ่านถนน หรือจุดดังกล่าวเป็นการหลงทาง คือขับรถวกวนไปมา กลับมาที่เดิมอีก ก็ยังไม่เท่าไร  หากไม่ใช่การหลงทางละ   นั่นหมายถึงอะไร?????

 

 

 

เราเคยอ่านเคยพบกับหนังสือคู่มือต่าง ๆ อะไรที่เราไม่รู้ เราอยากรู้ เราอยากอ่านคู่มือ อ่านแล้วก็จะร้อง อ๋อ รู้แล้ว รู้แล้ว

เราดีใจที่ สนช.(สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) โดยกองสวัสดิการ แจกคู่มือการตาย ให้กับข้าราชการตำรวจ ไว้ศึกษา  คู่มือการตาย เรื่องที่ปกติ คนจะตายไม่ได้อ่าน คนไม่ตายต้องอ่าน เพื่อจัดงานศพให้คนตาย  แต่ก็ไม่แน่ ผมเคยมีผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่นับถือกันแต่สมัยอยู่พระนครศรีอยุธยา แกรู้ตัวว่าจะต้องตาย ขณะที่อยู่ที่โรงพยาบาล แกก็อัดเสียงไว้ เพื่อเปิดในวันเผาศพ พูดทักทายเพื่อนฝูงที่มางานศพ กล่าวทักทายผู้มาร่วมงาน  ขอบคุณที่มางานศพ เป็นที่น่ายินดียิ่ง คลายความทุกข์โศกได้ด้วย (ความจริง หากอัดเทปเสียงพูดคุย มาเปิดตอนกลางคืน หลังพระสวดพระอภิธรรมศพ  ก็น่าจะตื่นเต้นดีไม่น้อย)  และปัจจุบันมีแล้ว ที่ไม่ต้องการความทุกข์ เศร้า มีการเต้นของโคโยตี้หน้าศพ เป็นต้น

อายุคนเรามันสั้นนัก ลองนับเป็นวันดูซิ ได้กี่หมื่นวัน ไม่ได้ยืนยาวอย่างที่เราคิดหรอก จากวันเกิด จนวันตาย เอาอายุ 90 ปี คูณ ด้วย 365 วัน ยังไม่ถึง 30,000 วัน เลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า อายุมนุษย์เหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้าในยามเช้า พอสายถูกแดดก็แห้งหมด ชีวิตอยู่ได้แค่ลมหายใจ หายใจเข้า ไม่หายใจออก ก็ตาย หายใจออก แล้วไม่หายใจเข้า ก็ตาย

การตายมี 2 แบบ คือ

ตายตามธรรมชาติ เช่น เจ็บป่วยตาย ตามอายุขัยที่สวรรค์กำหนดมา หนีไม่พ้น พวกนี้ตายตามกำหนด ไม่ต้องเร่ร่อน ได้ไปนรก สวรรค์ ทันที จะไปรับกรรม หรือเกิดใหม่ก็ว่ากันไป เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า ถึงที่ตาย (สมควรตาย)

แต่มีความตายอีกประเภทหนึ่ง คือ ตายผิดธรรมชาติ พวกนี้จะตายก่อนถึงอายุขัยที่แท้จริง เช่น สวรรค์กำหนดมาให้ตายอายุ 99 ปี แต่ดันมาตาย อายุ 30 ปี จะต้องเป็นวิญญาณที่เร่ร่อนไปอีก ถึง 69 ปี(นานน่าดู) การตายประเภทนี้ เช่น ถูกยิงตาย ถูกอุ้มเอาไปฆ่า รถชนตาย งูกัดตาย เมียฆ่า กินยาตาย  ฯลฯ พูดง่าย ๆ ไม่ได้แก่ตาย ป่วยตาย  ภาษาทั่วไปพวกนี้ เรียกว่า ตายโหง อันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ก่อนมอบให้ญาติรับไปจัดการตามประเพณี

 

 

ตายแล้วไปไหน (ร่างที่ไร้วิญญาณ) ก็เอาไปวัด (ไม่รวมถึงพวกนับถือศาสนาอื่นนะครับ) ที่สำคัญอย่าลืมนิมนต์พระให้มานำดวงวิญญาณไปวัดด้วย มิฉะนั้นวิญญาณ จะดื้อ ไม่ไป จะอยู่ ณ จุดตายนั่นเอง ที่เรามักพบ พูดกันว่าตกโน้นผีสิง วิญญาณเหี้ยนอะไรทำนองนั้น

มาถึงคำว่า จุดตาย (สถานที่ตาย) คนเราเกิดมา ไม่รู้ที่เกิด และไม่รู้ที่ตาย เวลาตาย จริง ๆ แล้ว สวรรค์กำหนดมาให้ ว่าคน ๆ นี้ จะต้องตายที่ใด เวลาใดตายเดี่ยว ตายหมู่ (สวรรค์ไม่ยอมบอกว่า คนไหนจะตายที่ใด มีหลายคนพยายามสืบหา ค้นตำราสวรรค์ก่อนลงมาเกิด ว่าจะต้องตายที่ใด เวลาใด จะได้ไม่ไปที่นั่น เวลานั้น)

เอ้า ไปถึงไหนแล้ว”””””””

            เวลาตายแล้ว จะต้องไปคนเดียว ไม่มีใครตามไปด้วย แม้จะกระโดดเข้ากองไฟ ตายตามไป ก็ต่างคนต่างไป ให้รักกันปานจะกลืนกิน ก็ไปด้วยกันไม่ได้ บุญบาปไม่เหมือน ไม่เท่ากัน ต่อให้ชาตินี้ เกิดมาพร้อมกัน ทำบุญ บาปแบบเดียวกันทุกชนิด ก็ไม่เหมือนกัน ยังมีบุญบาปติดตัวมาจากชาติภพที่แล้ว ซึ่งก็ต่างกันอีก       

เมื่อคนตายก็เอาศพไปวัด (คนที่ตายก็จงเอาไปฝัง คนที่ยังก็จงสร้างความดี) ทำพิธีทางศาสนา  ขั้นตอนแรกก็ จะมีการดน้ำศพ เวลาประมาณ 16.00-17.00 น. ศพให้หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก นิยมให้ลูกหลาน วงศาคณาญาติ ผู้ใหญ่ใกล้ชิดทำการดน้ำศพก่อนถึงเวลาเชิญแขก ใช้นำอบไทยรดที่มือขวาของผู้ตาย  เจ้าหน้าที่วัดจะมัดตราสังข์จากนั้นก็นำศพลงหีบ ปิดฝาติดกระดาษกาวตีตะปู ยกโลงขึ้นแท่นเพื่อสวดพระอภิธรรมศพ นิยมหันศีรษะของศพไปทางโต๊ะหมู่บูชา และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า รูปของผู้ตายนิยมตั้งไว้ทางด้านเท้าของศพข้างเครื่องตั้งศพ

 

 

สวดพระอภิธรรม ประมาณ 3 หรือ 5 หรือ 7  วัน

เริ่มสวด 1900 น.(บางวัด สองทุ่ม) หลังสวดนิยมรับประทานข้ามต้มสนทนากัน พูดถึงความดีของคนตาย ทั้งที่ตอนเป็นอยู่ไม่เคยพูด อาจเป็นเพราะกลัวก็ได้ และอีกอย่างตอนพูดนั้นอยู่ในวัด ใกล้ศพ แอบดื่มสุราในวัด บางที่เล่นไพ่เป็นเพื่อนศพ  เผลอ ๆ เปิดบ่อนเลย ก็มี ปกติพระจะสวด 4 จบ แล้วจึงจะบรรจุศพ(เก็บศพ) (เอาปลายเท้าเข้า เอาหัวออก)  หรือ ฌาปนกิจศพ(ไม่นิยมเผาศพในวันศุกร์) คนไทยเราก็แบบนี้ มีวันสำคัญๆ เสมอ เพราะวันศุกร์ถือเป็นวันแห่งความสุข ไม่ควรมีเรื่องเศร้าหมองเข้ามา  (นอกจากนี้ ที่ปู่ย่าตายายชอบพูดเล่าให้ฟังเรื่องวัน ก็มี เช่น พุธห้ามตัด พฤหัสห้ามถอน ศุกร์ห้ามขึ้นเขา เสาร์ห้ามลงทะเล ฯลฯ) ก็ตามแต่ หลังจากฌาปนกิจ จะมีการเก็บ บรรจุอัฐิ หรือลอยอังคาร จากนั้นก็ทำบุญ 7 หรือ 50 หรือ 100 วัน ตามแต่

 

นี่เขียนไปเขียนมา ไม่ทราบว่าจะลงเอยอย่างไร

แต่ก็ให้เป็นข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะไม่ประมาทในวันสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ปีนี้โลกค่อนข้างร้อน ถนนแคบ ปริมาณรถมากขึ้นทุกวัน น้ำมันแพง ใจจะร้อนตามไปด้วย ขอให้ขับรถโดยมีสติ ไม่ขับเร็ว เมาไม่ขับ ตรวจดูยางลม เร็วช้าถึงที่หมายเหมือนกัน และขอให้ท่านเดินทางไปกลับโดยสวัสดิภาพ และอย่าเป็นหนึ่งในความตายดังกล่าว ข้างต้น  สวัสดีครับ

*****************************************************

 
« Back