ซ้อมการตาย

24 ก.ค.2554

เรื่องนี้ เป็นเรื่องการซ้อมตาย / ซ้อมการตาย เตรียมพร้อมสำหรับความตาย / หรือทดลองตายเบื้องต้น ไม่ใช่การถูกซ้อมตาย

พอดีวันนี้อ่านพบข่าวการซ้อมตาย ของชาวเกาหลี ประเทศที่ชอบฆ่าตัวตาย การซ้อมตายนี้ ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แต่เป็นการเตรียมร่างกาย จิตใจ พร้อมที่จะพบกับวันสุดท้ายของชีวิต ทำให้ปลงสังขารได้มากขึ้น ไม่โลภ รู้จักพอเพียง ผมคิดว่าหากทำเป็นหลักสูตรขึ้นมาจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  ที่สังคมไทย เราน่าจะทำกันบ้าง โดยเฉพาะให้พวกนักการเมือง รัฐมนตรี ข้าราชการทั้งปกครอง ตำรวจ ฯลฯ เข้ารับการอบรมคอร์สนี้  เหมือนเป็นการปฎิบัติธรรมอย่างหนึ่ง จะทำให้รู้จักตัวตนจริง ๆ ดีขึ้น และคิดว่ามีประโยชน์ต่อประเทศชาติด้วยซ้ำไป เพราะอาจจะทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เกิดความละอายใจต่อบาปกรรม ให้รู้จักคำว่า พอเพียง ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกอบโกยไปให้ใคร ไม่ต้องทุจริต คอรัปชั่น โกงกินบ้านเมือง ฯลฯ

ความตาย ย่อมเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าช้า เร็ว ยังไง ๆ คนเราก็มีชีวิตอยู่ ไม่น่าจะเกิน 30,000 วัน เขาลิขิตมาให้เท่านี้ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เป็นเรื่องธรรมดา หากถึงที่ตาย หมดอายุขัย ตายอย่างสงบ ก็ดีไป หากยังไม่ถึงเวลา ตายก่อนกำหนด  วิญญาณก็ยังไม่ได้ไปรับโทษทัณฑ์ ไม่มีใครมารับไปสวรรค์ หรือนรก จะเป็นวิญญาณที่เร่ร่อนไปเรื่อย บางคนก็ตายโหง เป็นวิญญาณที่เคียดแค้นอาฆาต ที่ถูกทำให้ตาย ชีวิตหลังความตาย ในรอบ 49 วัน จะเป็นอย่างไร? ตายแล้ววิญญาณออกจากร่าง จะไปไหน?

จริง ๆ แล้ว ทุกคนไม่อยากตาย ยังห่วงสมบัติ ห่วง ลูกหลาน เมื่อตายแล้ว เอาอะไรไปไม่ได้ มาล่อนจ้อนอย่างไร ตอนตายก็ล่อนจ้อนไปอย่างนั้น บางคนยังไม่ถึงที่ตาย ดันฆ่าตัวตาย ไม่ได้เกิดไปอีก 500 ชาติ ก็ยังเอา ??

เกิดมาชาติหนึ่ง คนเราทำทั้งความดี ความชั่ว  สุดแต่ว่าอย่างไหน? จะมากกว่ากัน บางคนเกิดมา ไม่เคยทำบุญเลย เวลาตายไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรกิน เป็นวิญญาณที่หิวโหย ทุกวันนี้ ไม่ค่อยพบว่า มีคนนึกถึงเรื่องความตายกันสักเท่าไหร่? บางคนก็ว่าแล้วแต่บุญแต่กรรมที่ทำมา ถึงที่ตายก็ต้องตาย กิจกรรมชีวิตทุกอย่างเคยมีการวางแผน การซักซ้อม แต่เรื่องความตาย ไม่เห็นมีการซักซ้อมกันเลย ของไทยเราก็มีแต่ลงไปนอนในโลงศพ เพื่อสะเดาะเคราะห์เสียมากกว่า เพราะไม่อยากตาย ไม่ใช่ความเตรียมพร้อมสำหรับวันตาย

เมื่อถึงวันตาย ถูกนำลงโลงศพ ญาติพี่น้อง ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ ต้องนำสรรพสิ่งของ ของรักของโปรดใส่ลงไปในโลงด้วย เผื่อวิญญาณต้องการใช้  ต้องสวมใส่เสื้อผ้าตัวโปรด ใส่เงินไปให้ด้วย เผื่อเวลาวิญญาณจะข้ามแม่น้ำ นั่งเรือ ไม่มีเงินก็อดข้าม ใส่แว่นตาไปด้วย เดี๋ยวจะมองไม่เห็น เดินลำบาก อย่าลืมไม้เท้า รองเท้า ผ้าห่มกันหนาว อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ อะไรเล็ก ๆ ก็ใส่ลงไปในโลง อะไรใหญ่ ก็เอาไว้ในวันเผาใส่เตาเผาไปด้วย ก็มี ฯลฯ

มีสำนักสงฆ์ชื่อวัดศรีมหาโพธิ์ ในเขตอำเภอชัยบาดาล จว.ลพบุรี ใกล้กับวัดเขาสมโภชน์ ก็มีพิธีกรรมนี้ ใครดวงตก ชะตาขาด ก็มาสะเดาะเคราะห์กัน มีโลงศพตั้งเรียงรายอยู่มากมาย ทุกขนาด ใหญ่ กลาง เล็ก มีหมอน ผ้าห่ม 1 ชุด มีสมุดคู่มือ (หนังสือสวดมนต์) 1 เล่ม ญาติโยมก็มาทำบุญ สะเดาะเคราะห์กัน ทำพิธีกรรม กินพริก นั่งตากแดด ขุดหลุมฝังตัว สวดมนต์ การเข้านอน ก็ลงไปนอนในโลงจนรุ่งเช้า  พอตื่นขึ้นมา เหมือนเกิดใหม่ หรือตายแล้วฟื้น ดูชีวิตสดใส มีกำลังใจต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ชะตาชีวิตต่อไป

  

 

เดลินิวส์

ธุรกิจประเภทหนึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในเกาหลีใต้ นั่นคือ “การซ้อมตาย” เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการตายจริงในอนาคต ฮา ยู-โซ วัย 62 ปี เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เข้ารับบริการซ้อมตายด้วยเช่นกัน เขาบอกว่า เริ่มรู้สึกถึงความตาย หลังจากสวมชุดคลุมยาวสีเหลืองที่ทำจากปอ ก่อนล้มตัวลงนอนในโลงที่มีการจัดเตรียมไว้ให้ จนกระทั่งความมืดเข้าปกคลุม จึงจะมีการปิดฝาโลง ซึ่งฮาบอกว่า ตอนนั้นเขาตระหนักถึงความหวาดกลัวอย่างมาก แต่ทว่า เขาก็ยังดีใจ ที่งานศพของเขาเป็นเพียงงานศพหลอก ๆ และไม่ใช่เรื่องจริง
   
ลุงฮาร่วมกับคนอื่นๆ อีกราว 70 คนที่เข้าฝึกซ้อมการลองตายอย่างเป็นสุข ซึ่งบริการนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานเขตท้องถิ่นในทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโซล ส่วนแบ็ก ซุง-ออค ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ ที่เคยเข้ารับการทำเคมีบำบัดเมื่อหลายปีก่อน บอกว่า ประสบการณ์การอยู่ในโลงศพ ทำให้เธอรู้สึกถึงการเห็นคุณค่าของผู้คนที่อยู่รอบข้าง และเธอจะรักลูกกับสามีให้มากขึ้น
   
กัง ยุง-อาห์ ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า ประสบการณ์เฉียดตายอาจเกิดขึ้นกับบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้สูงวัยหรือหนุ่มสาว ทั้งนี้ การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องใหญ่ในเกาหลีใต้ เพราะในฐานะที่เป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ปรากฏว่า เกาหลีใต้มีอัตราการฆ่าตัวตายของประชาชนสูงสุด ภายหลังวิกฤติการเงินเอเชียเมื่อปี 2540 และทุกวันนี้ จำนวนการฆ่าตัวตายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
   
การฆ่าตัวตายของผู้คนในแวดวงต่าง ๆของเกาหลี แสดงให้เห็นถึงด้านลบของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยประชาชนชาวโสมในวัย 20, 30 และ 40 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายมากที่สุด อย่างไรก็ตาม บางคนมองว่า การจัดพิธีศพหลอก ๆ เป็นหนทางเพื่อสะท้อนถึงชีวิตและการเตรียมตัวตาย แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีคำถามสงสัยมามากมายว่า การจำลองความตายสามารถป้องกันการฆ่าตัวตายได้หรือไม่ และมีการตำหนินายทุนหัวใสบางคนใช้ประเด็นนี้ทำเป็นธุรกิจหารายได้ให้ตัวเอง
   
โอห์ จิน-ทัก ผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาแห่งมหาวิทยาลัยฮัลลิม และหัวหน้าศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายบอกว่า การลงไปนอนในโลงเป็นการฝึกฝนการตาย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย แต่ประสบการณ์นอนในโลงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ขณะที่ กังกล่าวว่า ผู้เข้าร่วมคอร์สการตายอย่างเป็นสุข ไม่ได้มีปัญหาจากภาวะเศร้าซึม ตรงกันข้ามพวกเขามาเตรียมตัวเพื่อการตาย และโครงการนี้ทำให้พวกเขาคิดถึงเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น
   
อย่างไรก็ตาม เมื่อการเข้าคอร์สซ้อมตายจบลง อารมณ์หงุดหงิดหายไป บรรดาผู้ที่เข้าคอร์สต่างโล่งใจที่ได้กลับจากความตายอีกครั้ง จากนั้นก็เริ่มมีการปรบมือ และร้องรำทำเพลงกันอย่างมีความสุข ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน.


อันนี้ของไทย ครับ ก่อนหาเสียงเลือกตั้ง ต้องลงไปนอนก่อน

ข่าวสด

วิทยาลัยแพทย์เหรินเต๋อในไต้หวันอยากให้นักศึกษาแพทย์เห็นคุณค่าของชีวิต

ลงทุนเปิดวิชาใหม่ มีบทเรียนซ้อมตาย โดยให้ผู้เรียนเขียนพินัยกรรม แล้วแต่งตัวด้วยผ้าดิบ เหมือนคนตาย ก่อนจะลงไปนอนในโลงมืดๆ นาน 10 นาที

เสี่ยว หลิน นักศึกษาคนหนึ่ง บอกว่า "ตอนได้ออกจากโลง เหมือนตายแล้วเกิดใหม่เลยค่ะ ตอนนี้รู้แล้วว่าชีวิตที่เหลือมีคุณค่ามากแค่ไหน"

นอกจากได้รู้คุณค่าของชีวิตแล้วยังเหมือนสะเดาะเคราะห์ไปในตัวด้วยนะเนี่ย

ใครสนใจเชิญต่อคิวได้เล้ยยย

 


« Back