คดีลูกรองผู้ว่าทำร้ายตำรวจ

30 ก.ย.2554

เรื่องที่น่าศึกษา กรณีเกิดเหตุทำร้ายกัน และอีกฝ่ายเป็นประชาชน อีกฝ่ายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปกติแล้ว ฝ่ายประชาชนจะไม่ค่อยกล้ามีเรื่องราวกับตำรวจให้ปวดหัวเปล่า ๆ  เพราะเจ้าพนักงาน มีตำแหน่งหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกัน เพราะปฎิบัติงานในหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้บ้านเมือง อัตราโทษ ตามฐานความผิดที่กระทำต่อเจ้าพนักงานจะสูงเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ ก็จะต่อสู้คดีว่า ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าพนักงาน ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะไม่ได้แต่งเครื่องแบบ  หากแต่งเครื่องแบบ คงไม่กล้าทำร้าย หรือประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย

เจ้าพนักงานตำรวจที่แต่งเครื่องแบบ ทำหน้าที่ ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ปัญหามักเกิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกเครื่องแบบ หากเข้าไประงับเหตุ แสดงตน แสดงบัตร ว่าเป็นเจ้าพนักงาน ก็ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานแล้ว กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เข้าไปในสถานบริการ หรือสถานที่เกิดเหตุ ไม่ได้เข้าไปปฎิบัติงานในหน้าที่  พอเกิดเรื่อง ก็แสดงตน ก็ใช้ได้ เพราะเข้าไประงับเหตุ ที่คู่กรณีเขามีเรื่องกัน 

หากแต่เข้าไปเป็นคู่กรณีเสียเอง ก็ลำบากหน่อย และจะใช้อภิสิทธิ์การเป็นเจ้าพนักงาน ใช้เกราะกำบังที่กฎหมายมอบให้ไว้ไม่ได้ ก็ต้องติดตามผลคดีกันต่อไป ครับ

.............................................................

โจ๋เมาอ้างลูกรองผู้ว่าฯ หมัดเท้าเข่าศอก ซัด ตร.ปากแตก หน้าบวมช้ำกระเจิง 3 ราย ล็อกตัวดำเนินคดี2ข้อหา

เมื่อเวลา  02.00น. วันที่ 30 ก.ย. พ.ต.ท.อนุวัตร โพธิ์กลัด พงส.(สบ3) สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุมีวัยรุ่นทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ จึงรีบไปสอบสวนพร้อม พ.ต.อ.สรรค์หกิจ บำรุงสุขสวัสติ ผกก.สน.หัวหมาก พ.ต.ท.ธาราเครือละม้าย สว.สส. พ.ต.ท.หัสดินทร์ นพวงศ์ ณ อยุธยา สว.สส.  ที่เกิดเหตุ หน้าร้านอาฟเตอร์นูน แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ พบ ส.ต.ท.เฉลิมวุฒิ จันใด ผบ.หมู่ งานสืบสวน สน.หัวหมาก สภาพร่างกายมีรอยฟกช้ำบนใบหน้าหลายแห่ง ทั้งที่ดั้งจมูกและโหนกแก้มซ้าย มีเลือดติดเปรอะเปื้อนเต็มเสื้อผ้า และร.ต.อ.วินัย สุโขพืช รอง สว.สส.สน.หัวหมาก ที่มีรอยฟกช้ำบริเวณใบหน้าเช่นกัน ใกล้กันพบนายสิทธิพัฒน์ จินต์จันทรวงศ์ อายุ22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง  และเพื่อนวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ประมาณ 5-6 คนกำลังโวยวายและอยู่ในอาการมึนเมา จึงคุมตัวไปโรงพัก
   
จากการสอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ขณะที่ นายสิทธิพัฒน์ กำลังก่อเหตุทะเลาะวิวาทชกต่อยกับคู่กรณีที่บริเวณที่เกิดเหตุ ร.ต.อ.วินัย ส.ต.ท.เฉลิมวุฒิ  และจ.ส.ต.ศักดิ์ชัย ชูชื่น ได้เข้ามาระงับเหตุ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ทั้งหมด กลับถูกนายสิทธิพัฒน์ทำร้ายร่างกาย ประเคนหมัดแม่ไม้มวยไทย ทั้งหมัดเท้าเข่าศอกเข้าใส่อย่างไม่ยั้ง โดยหนุ่มเลือดร้อนรายนี้ได้ตะโกนด่าเจ้าหน้าที่  อ้างว่าพ่อของตนเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน พร้อมทั้งโวยวายไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมายังสถานีตำรวจ จนเพื่อนของผู้ต้องหาที่ยังพอมีสติได้เกลี้ยกล่อมจนยอมมอบตัวในที่สุด ระหว่างนั้น ผู้ต้องหาได้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้ปกครองหลายครั้งเพื่อให้ช่วยพูดคุยกับเจ้าหน้าที่แต่ไม่เป็นผล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาต่อสู่ขัดขวางและทำร้ายเจ้าพนักงานเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่  คุมตัวไปดำเนินคดีต่อไป.

จากกรณีกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สน.หัวหมาก ได้รับบาดเจ็บขณะเข้าระงับเหตุกลุ่มวัยรุ่น 2 กลุ่มทะเลาะวิวาทกันบริเวณสถานบันเทิงอาฟเตอร์นูน ย่านรามคำแหงและในกลุ่มวัยรุ่นที่รุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.หัวหมาก คือนายสิทธิพัฒน์ จินต์จันทรวงศ์ อายุ22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชั้นปีที่4 คณะบริหารธุรกิจการจัดการ ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมยังอยู่ในอาการมึนเมาไม่ยอมให้จับกุมและอ้างเป็นลูกชายของนายปรัชญา จินต์จันทรวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธิ์ โดยเหตุเกิดเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา
ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายปรัชญา จินต์จันทรวงศ์ รองผู้ว่าฯกาฬสินธิ์ ว่า นายสิทธิพัฒน์ เป็นลูกชายและยอมรับว่านายสิทธิพัฒน์ มีนิสัยชอบเที่ยวบ้างตามนิสัยวัยรุ่นทั่วไป แต่ไม่ถึงกลับมีนิสัยเกเรมาก หลังเกิดเหตุเมื่อคืนที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็โทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบ ซึ่งตนก็บอกไปว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปตามกฏหมาย หากผิดจริงจะไม่มีการใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของตำรวจ ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาต่อสู้ขัดขวางและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติหน้าที่ถือว่าเป็นข้อหาที่หนักเกินจริง เพราะเท่าที่ทราบเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนไม่มีการแต่งเครื่องแบบและเข้าไปนั่งดื่มสุราในสถานบันเทิงแห่งนี้ด้วยซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุทะเลาะวิวาทกันมากกว่า อย่างไรก็ตามตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง และคงไปต่อสู้กันในชั้นศาลตามขบวนการยุติธรรม
" ผมยอมรับว่าลูกชายผมก็มีนิสัยชอบเที่ยว ซึ่งก็อาจมีบ้างที่จะไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท ผมก็ปล่อยให้ตำรวจทำไปตามหน้าที่ ผมไม่ตำหนิการทำหน้าที่ของตำรวจ ยังอยากจะขอบคุณตำรวจที่จับลูกผมไปกักขังไว้สักสามสี่วันเพื่อเป็นการดัดนิสัยชอบเที่ยว ส่วนเรื่องการประกันตัวก็คงต้องทำไปตามหน้าที่ของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ที่จะต้องไปยื่นขอประกันตัว ซึ่งตอนนี้ก็ให้มารดาไปติดต่อกับตำรวจตามปกติ ผมคงไม่ใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปก้าวก่าย " นายปรัชญา กล่าว

 


« Back