คดีฆ่าสาวรอป้ายรถเมล์

  
                    ภัยประจำวันสำหรับสุภาพสตรี ที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ในเมืองหลวง น้อยที่สุดรูปคดีจะต้องเป็นบทเรียนสอนใจให้ระมัดระวัง ในการไปไหน มาไหน คนเดียว ลำพัง และยามวิกาล หรือเช้ามืด  แม้จะจับคนร้ายได้ ก็ไม่อาจเรียกอะไรคืนกลับมาได้ ประกอบกับตัวบทกฎหมายบ้านเรา ไม่แข็งแรง มีส่วนลดแลกแจกแถม ทั้งที่คนร้ายในคดีนี้ ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ในสังคมอีกต่อไป ที่สำคัญ แน่ใจแล้วหรือว่าจะถูกจำคุกตลอดชีวิต ตายในคุก ไม่มีโอกาสออกก่อกรรมทำเข็ญอีก ?
 
 
 
เหตุการณ์หญิงสาวเคราะห์ร้ายยืนรอรถเมล์ไปทำงานแต่เช้าตรู่ แต่ถูกคนร้ายลากตัวไปข่มขืนด้านหลังป้ายรถประจำทางใจกลางกรุงเทพฯ เปิดเผยเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ร.ต.อ.สมเจตน์ พลเหลา พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุพบศพหญิงถูกทำร้ายเสียชีวิตที่บริเวณป่าด้านหลังป้ายรถประจำทางใกล้กับซอยรามคำแหง 64 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พ.ต.อ.อาณัติ เกล็ดมณี รอง ผบก.น.4 พ.ต.อ.วัฒนา ยี่จีน ผกก.สน.หัวหมาก พ.ต.อ.ปกรณ์ กิตติวัฒน์ ผกก.สส.บก.น.4 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก และ กก.สส.บก.น.4 เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์ รพ.ตำรวจ และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

 เมื่อไปถึงพบที่เกิดเหตุอยู่ในป่ากระถินเปลี่ยวบริเวณด้านหลังป้ายรถประจำทางฝั่งตรงข้ามวัดศรีบุญเรือง เจ้าหน้าที่พบศพ น.ส.ศศิประภา วิงวอน อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ 6 ต.เวียงเหนือ อ.เวียงชัย จ.เชียงราย พนักงานต้อนรับโรงแรมเดวิด ย่านสุขุมวิท สภาพศพสวมเสื้อยืดสีเทาแขนสั้น ท่อนล่างเปลือย ลำคอมีรอยมือบีบจนเขียวช้ำ เบ้าตาซ้ายมีรอยฟกช้ำ ห่างจากศพเล็กน้อยพบกระโปรงสั้นสีครีม โทรศัพท์มือถือและร่มของผู้ตายตกอยู่ ที่บริเวณป้ายรถประจำทางมีร่องรอยการต่อสู้โดยพบรองเท้าของผู้ตายตกอยู่ 1 ข้าง

 จากการสอบปากคำ นายบุญนำ พลสวัสดิ์ อายุ 63 ปี อาชีพเก็บของเก่าขาย ให้การว่า เวลาประมาณ 06.00 น. ขณะที่ตนเดินหาของเก่าบริเวณป่ากระถิน ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือเสียงดังมาก มีเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด จึงเดินตามเสียงไปเพื่อช่วยเหลือแต่ไม่พบใคร จนกระทั่งเดินออกมาที่ป้ายรถประจำทาง ก็พบพลเมืองดีกำลังนำศพผู้ตายออกมาที่ป้ายรถประจำทาง โดยใช้เสื้อแขนยาวปิดคลุมร่างกาย ขณะนั้นสังเกตเห็นคนร้ายรูปร่างสันทัด ผิวดำ สวมกางเกงขาสั้น ขาขาดรุ่งริ่งเดินออกมาจากป่า ตนจึงตะโกนร้องให้คนช่วยจับ แต่คนร้ายวิ่งกลับเข้าไปหลบอยู่ในป่า

 นายสมชาย สืบเทศ พยานที่เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า ได้ยินแฟนของผู้ตายร้องตะโกนให้ช่วยตามหา ตนจึงถือจอบเพื่อเป็นอาวุธในการตามหาคนร้าย เมื่อตนเดินตามร่องรอยเข้าไปในป่าเกือบ 20 เมตร ก็พบคนร้ายกำลังลงมือทำร้ายผู้ตายอยู่ สังเกตเห็นศีรษะผู้ตายจมอยู่ในบ่อน้ำ จึงตะโกนบอกให้หยุด คนร้ายทำท่ายึกยักแล้ววิ่งหนีไป ตนจึงรีบไปดูผู้ตายก็พบว่าตั้งแต่ศีรษะถึงลำตัวอยู่ในน้ำ ท่อนล่างเปลือย จึงอุ้มออกมาที่ป้ายรถประจำทาง ตอนแรกคิดว่ายังไม่ตาย แต่ปรากฏว่าเสียชีวิตแล้ว 

 ต่อมามีนายสุทัศน์ ฟ้องเสียง อายุ 31 ปี แฟนของผู้ตาย เดินทางมาดูศพ พร้อมทั้งกล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนกับผู้ตายทำงานเป็นพนักงานต้อนรับที่โรงแรมแห่งเดียวกัน โดยคบหากันมานานกว่า 1 ปี และพักอยู่ด้วยกันที่อพาร์ตเมนต์ฝั่งตรงข้ามที่เกิดเหตุ ซึ่งแฟนจะออกไปทำงานเวลา 05.00 น.ของทุกวัน โดยปกติตนจะไปส่งที่ป้ายรถประจำทางทุกวัน แต่เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาตนเข้าเวรกะดึกออกเวรเช้า เมื่อกลับมาที่ห้องปรากฏว่าแฟนออกไปทำงานแล้ว ตนพยายามโทรศัพท์หาหลายครั้ง แต่ไม่มีใครรับสาย เมื่อโทรศัพท์ไปสอบถามที่ทำงาน เพื่อนแฟนบอกว่ายังไม่ถึงที่ทำงาน

 นายสุทัศน์ กล่าวอีกว่า รู้สึกใจไม่ดี กลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับแฟน จึงเดินออกมาตามหา เมื่อข้ามสะพานลอยมาถึงที่เกิดเหตุก็เห็นรองเท้าแฟนตกหล่นอยู่ที่ป้ายรถประจำทาง เมื่อมองเข้าไปในป่ากระถินห่างจากป้ายรถเมล์ประมาณ 5 เมตร ยิ่งตกใจเพราะเห็นร่มของแฟนตกอยู่ในป่า เชื่อว่าต้องเกิดเหตุร้ายกับแฟนแน่นอน จึงตะโกนเรียกให้คนที่อยู่ในละแวกนั้นช่วยกันตามหาแฟน จากนั้นตนรีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ป้อมซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร เมื่อย้อนกลับมาก็พบชาวบ้านช่วยกันนำศพแฟนออกมาไว้ที่ป้ายรถประจำทางแล้ว

 "พอเห็นศพแฟน ผมถึงกับเข่าอ่อนทำอะไรไม่ถูก จริงๆ แล้ววันนี้ผมนัดกับแฟนว่าจะพาไปหาพ่อกับแม่ผมที่บ้านแถวดอนเมือง เพราะผมมีโครงการจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้ ผมเสียใจที่มาไม่ทันส่งแฟนไปทำงาน ปล่อยให้มาขึ้นรถเมล์คนเดียวตอนเช้ามืดจนเกิดเรื่องร้ายขึ้น" นายสุทัศน์ กล่าวทั้งน้ำตา

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุ มีชาวบ้านออกมามุงดูหลายร้อยคน โดยต่างพากันสาปแช่งด่าทอคนร้ายที่ก่อเหตุ ระหว่างนั้นมีชาวบ้านแจ้งว่าพบคนร้ายวิ่งเข้าไปภายในซอยรามคำแหง 64 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงระดมกำลังทั้งฝ่ายสืบสวน สายตรวจ เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็งตึ๊ง มูลนิธิสยามรวมใจ และชาวบ้าน เข้าปิดล้อมโดยรอบบริเวณเกิดเหตุ และใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถจับกุมคนร้ายไว้ได้ ทราบชื่อต่อมาคือ นายสุวิทย์ บุญไพโรจน์ อายุ 24 ปี พนักงานส่งสินค้าโฮมโปร ย่านรามคำแหง อยู่บ้านเลขที่ 68 หมู่ 6 ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี จากนั้นรีบควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สน.หัวหมาก เพราะเกรงว่าจะถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์

 จากการสอบสวน นายสุวิทย์รับสารภาพว่าฆ่าด้วยการบีบคอผู้ตาย แต่อ้างว่าไม่ได้ข่มขืนเพียงแต่ใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศ โดยก่อนเกิดเหตุเดินฝ่าสายฝนที่ตกพรำๆ มาที่ป้ายรถประจำทางดังกล่าว และเห็นผู้ตายนั่งอยู่เพียงลำพัง โดยตั้งใจจะเข้าไปขอเงินเพื่อขึ้นรถไปหาแฟนที่ย่านรัชดาฯ แต่ผู้ตายไม่ให้ จึงตะคอกใส่ว่าจะให้ดีๆ หรือจะให้ใช้กำลัง ผู้ตายพยายามต่อสู้ขัดขืน ตนจึงผลักจนล้มลง จากนั้นลากผู้ตายเข้าไปในป่าหลังป้ายรถเมล์ ก่อนจะชกเข้าที่ใบหน้า แต่ผู้ตายยังพยายามต่อสู้โดยใช้เล็บข่วนที่ลำคอ ตนจึงบีบคออย่างแรงจนผู้ตายแน่นิ่งไป

 

 "เขาสู้ผม ร้องตะโกนให้คนช่วย ใช้เล็บข่วนหน้าข่วนคอ ผมโมโหก็เลยบีบคอจนสุดแรง พอเขาเงียบไปผมก็ล้วงกระเป๋าเขาได้เงินแค่ 120 บาท ผมไม่อยากให้ใครคิดว่าเขาถูกฆ่าเพราะอยากได้เงินแค่ 120 บาท ก็เลยตัดสินใจถอดกระโปรงออกแล้วใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศทำให้ดูเหมือนว่าถูกข่มขืน ที่ผมไม่ได้ข่มขืนเพราะอวัยวะเพศไม่แข็ง พอผมเดินออกมาจากป่าก็เห็นคน ผมกลัวเพราะมีคนเห็นก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้องพักด้านหลังโฮมโปรเพื่อจะเก็บเสื้อผ้าหนี หลังจากนั้นผมก็มาเดินวนดูแถวป้ายรถเมล์ แต่มีคนจำหน้าผมได้จึงวิ่งหนีแต่ถูกล้อมจับ" นายสุวิทย์ กล่าว

 ด้าน พ.ต.อ.วัฒนา กล่าวว่า เบื้องต้นแจ้งข้อหาต่อนายสุวิทย์ 3 ข้อหา คือ ชิงทรัพย์ผู้อื่น ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยาตน ทั้งนี้ต้องรอผลตรวจพิสูจน์จากแพทย์ว่ามีคราบอสุจิ หรือร่องรอยการถูกข่มขืนหรือไม่ หากมีจะแจ้งข้อหาข่มขืนเพิ่มเติม

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังถูกจับกุมนายสุวิทย์ให้การรับสารภาพและรู้สึกผิดจนร้องห่มร้องไห้ โดยบอกว่าทำไปเพราะความเมา เพราะดื่มสุราตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้า เงินจึงหมด อีกทั้งอยากไปหาแฟนที่ย่านรัชดาฯ จึงได้หลงผิดชั่ววูบก่อเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกที่เกิดเหตุระบุว่า เคยเกิดเหตุคนร้ายวิ่งราวกระเป๋าของชาวบ้านที่มารอรถที่ป้ายรถประจำทางดังกล่าว 3-4 ครั้ง เนื่องจากบริเวณด้านหลังเป็นป่าทึบและมีสักกะสีล้อมรอบ คนร้ายจึงเข้าไปหลบเพื่อรอลงมือก่อเหตุได้ง่าย

 เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 1 ตุลาคมพ.ต.อ.อาณัติ เกร็ดมณี รอง ผบก.น.4 และ พ.ต.อ.วัฒนา  ยี่จีน ผกก.สน.หัวหมาก พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่สายตรวจ ของ สน.หัวหมาก และ บก.น.4  รวมกว่า 100 นาย ควบคุมตัวนายสุวิทย์ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ บริเวณจุดที่เกิดเหตุ

 ผู้สื่อข่สวรายงานว่า ขณะเจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ปรากว่ามีญาติพี่ น้อง และชาวบ้านย่านที่เกิดเหตุกว่า 1,000 คน มารอดูการทำแผนอย่างหนาแน่น  โดยเจ้าหน้าที่ต้องทำแผนอย่างทุลักทุเล เนื่องจากต้องคอยป้องกันญาติ พี่น้องผู้เสียชีวิต และชาวบ้านที่มีความโกรธแค้นผู้ต้องหาอาจจะเข้ารุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหา  ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเร่งชี้จุดทำแผนอย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องหา โดยใช้เวลาในการชี้จุดทำแผนเพียง 20 นาทีเท่านั้น

 ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังชี้จุดทำแผนอยู่นั้น บรรดาชาวบ้านและญาติพี่น้องที่มาดูการทำแผน ต่างด่าทอผู้ต้องหา อย่างหยาบคาย พร้อมทั้งสาปแช่งต่างๆนานา เพราะพฤติกรรมของผู้ต้องหาถือว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เกือบควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่ได้ เนื่องจากคนจำนวนมากพยายามลุกฮือเพื่อทำร้ายผู้ต้องหา แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถออกไปอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ การทำแผนดังกล่าว ทำให้การจราจรบนถนนรามคำแหงติดขัดอย่างหนักทั้งขาเข้าและขาออก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องปิดดถนนบริเวณจุดเกิดเหตุเพราะมีประชาชนอยู่เต็มพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งถนน

 วัวหายล้อมคอก ปรับปรุงพัฒนาหลังจากเกิดเหตุแล้ว

 31 พ.ค.2554
 
ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษาในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุวิทย์ บุญไพโรจน์ อายุ 26 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี เป็นจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามข่มขืนกระทำชำเรา จากกรณีเมื่อวันที่ 1 ต.ค.2552 นายสุวิทย์ ก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ น.ส.ศศิประภา วิงวร พนักงานต้อนรับของโรงแรมแห่งหนึ่งที่นั่งรอรถเมล์ที่ป้ายรถโดยสารประจำทาง ตรงข้ามวัดศรีบุญเรือง ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ จนถึงแก่ความตาย และพยายามจะข่มขืน น.ส.ศศิประภา แต่มีผู้มาพบเห็นก่อน จึงหลบหนีไปก่อนถูกตำรวจตามจับกุมตัวได้ในที่สุด โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานที่เบิกความเป็นผู้ที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุและเห็นจำเลยอยู่กับผู้ตาย และจำเลยถูกจับกุมได้หลังก่อเหตุในเวลาไม่นาน ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลยทำให้เชื่อได้ว่า จำเลยเป็นผู้ลงมือก่อเหตุฆ่าผู้ตายจริง เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทที่หนักที่สุดในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น เพื่อจะเอา หรือ เอาทรัพย์ของผู้อื่นไปใช้
ประโยชน์พิพากษาลงโทษประหารชีวิตแต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ อัยการ พิจารณาลดโทษเหลือคงจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต

« Back