คดีฆ่าปาดคอ นักศึกษาปี 4

 

  

 

ข่าวดังอีก 1 คดี คือคดีฆ่าปาดคอ นักศึกษาสาวที่ จว.ขอนแก่น เป็นคดีอุทธาหรณ์สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ที่เกิดบ่อยครั้ง) กรณีเร่งรัดการดำเนินคดีเอาใจนายจนเกินไป เหมือน กกต.ถูกกดดันในการประกาศรับรอง ส.ส. อะไรทำนองนั้น ??

จนเกิดความผิดพลาดขึ้น และปรากฎว่าต่อมาจับกุมคนร้ายตัวจริง เสียงจริงได้ ซึ่งให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา  และหากจับกุมตัวจริงเสียงจริงไม่ได้ ผู้ต้องหาคนแรก ก็คงต้องต่อสู้คดีไปอีกหลายปี กว่าจะสิ้นสุด หากเป็นเช่นนั้น ก็เป็นบาปกรรมมหันต์ยิ่งนัก

....................................................... 

2 ก.พ.2553 

ที่เกิดเหตุภายในห้องพักเลขที่ 122 ชั้นสอง พบศพ น.ส.เปรมฤดี โฮชิน อายุ  22 ปี ชาว ต.บ้านลาน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นศ.ปี 4 ภาควิชาการบัญชี ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เสียชีวิตสภาพสวมกางเกงชั้นในสีดำ ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีขาว นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่บนที่นอนภายในห้องพัก โดยมีผ้าห่มคลุมร่างอยู่

            ตรวจสอบสภาพศพ พบว่าตามลำตัวมีคราบเลือดแห้งกรังเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด บริเวณลำคอด้านขวามีรอยแผลเหวอะยาวประมาณ 10 ซม.แผลบาดลึกถึงหลอดลมจนขาด คาดว่าจะถูกคนเฉือนด้วยของมีคม ชันสูตรเบื้องต้นคาดว่า เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า  2 วัน

            สอบสวนนางจารุณี บุญนนท์ อายุ 40 ปี แม่บ้านของหอพักให้การว่า เวลา 12.00 น.ก่อนพบศพ มีเพื่อนนักศึกษาหญิง 3 คน มาสอบถามหา น.ส.เปรมฤดี เนื่องจากไม่ได้ไปเรียนหลายวันแล้ว และเมื่อไปเคาะประตูห้องเรียกหลายครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงได้ใช้กุญแจสำรองเปิดเข้าไปก็พบว่า น.ส.เปรมฤดี ถูกนอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอน จึงรีบแจ้งตำรวจตรวจสอบ
 
          นางจารุณี ให้การว่า ก่อนหน้านี้สองวัน เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น.วันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะทำความสะอาดอยู่บนชั้นสองของหอพักใกล้กับห้องของ น.ส.เปรมฤดี ก็ได้ยินเสียงเพลงมาจากในห้อง ยังได้ทักว่าเพลงเพราะ ซึ่ง น.ส.เปรมฤดีได้มายืนพูดคุยเรื่องเพลงที่เปิดอยู่ด้วย จากนั้นไม่นานได้มีโทรศัพท์เรียกเข้าที่มือถือ น.ส.เปรมฤดีได้ไปเบาเสียงเพลงลง ได้ยินพูดคุยกับปลายสายว่า  “ถ้าตัวเองจะมาก็มาหาอยู่ที่ห้อง”จากนั้นเสียงพูดคุยก็เงียบหายไป พอทำความสะอาดเสร็จจึงได้เดินทางกลับบ้าน จึงไม่ทราบว่ามีผู้ชายคนไหนเข้ามาหา

 ขณะที่ น.ส.เฉลิมขวัญ โพธิ์เพชร อายุ 22 ปี นักศึกษาสาว ม.ภาคฯเพื่อนสนิทให้การว่า น.ส.เปรมฤดี เป็นคนหน้าตาดี นิสัยร่าเริง จึงมีเพื่อนและมีผู้ชายมาติดพันมาก  แต่ละวันจะมีผู้ชายมาหาไม่ซ้ำหน้า มีทั้งตำรวจและทหาร เมื่อไม่นานมานี้ก็มีผู้ชายคนหนึ่งที่คบกันมาหาถึงห้องก่อนจะมีปากเสียงกัน ส่วนวันเกิดเหตุ น.ส.เปรมฤดี บอกว่าจะมีแฟนมาหา แต่ไม่ทราบว่าคนไหน

 พ.ต.อ.สุจินต์ กล่าวว่า จากการชันสูตรพลิกศพของแพทย์นิติเวช และการหาหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ทรัพย์สินที่เป็นเงินสดและโทรศัพท์มือถือพร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทหายไป ส่วนที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยการต่อสู้ จึงคาดว่าคนร้ายรายนี้น่าจะมีความสนิทสนมกับเหยื่อและเตรียมการมาอย่างดี  เมื่อมาหาถึงห้องได้รอช่วงที่ น.ส.เปรมฤดี ไม่ทันระวังตัว นอนเล่นหรือนอนหลับบนที่นอน ลงมือใช้มีดที่เตรียมมาด้วยปาดคอจนเสียชีวิตก่อนจะขโมยทรัพย์สินหลบหนีไป  เบื้องต้นตั้งปมฆาตกรรมไว้ 2 ประเด็นคือ ชิงทรัพย์ และชู้สาว

9 ก.พ.2553

พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพาณิชย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น กล่าวว่าคดีฆ่าปาดคอ น.ศ. ชั้นปีที่ 4 ภาควิชาการบัญชี มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางตำรวจได้จับกุมนายปรีชา(นามสมมุติ)ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาโดยกระทำความผิดแต่เพียงผู้เดียว ส่วนกรณีนายบี(นามสมมุติ)ผู้ต้องหาคนแรกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ ได้ให้การปฏิเสธล่าสุด ฝากขังอยู่ที่เรือนจำกลางขอนแก่น พบว่าไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับคดี แต่มีหลักฐานขวดน้ำที่อยู่บนห้องนอนของผู้ตายมีลายนิ้วมือของผู้ต้องหา ทางตำรวจจึงต้องสืบสวนหาพยานหลักฐานต่อไป และอาจต้องขออำนาจศาลฝากขังเป็นผลัดที่ 2 เนื่องจากผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธไม่เคยขึ้นไปบนห้องนอนของผู้ตาย และขวดน้ำไม่ใช่ของตน พร้อมกันนี้ทาง พ.ต.อ.สุจินต์ ยืนยันว่าการจับกุมนายบี(นามสมมุติ) ไม่ใช้เป็นการจับแพะ แต่เป็นนายบี(นามสมมุติ)เองที่กล่าวหาโดยอ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสร้างหลักฐานเท็จ

 


คมชัดลึก

ตำรวจขอนแก่น เครียด หลังพยายามช่วยหนุ่มที่ถูกตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าปาดคอ นศ.สาวปี 4 ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และถูกฝากขังในเรือนจำ 12 วันไม่สำเร็จ สอบเพิ่มหนุ่มไม่รับมุข ยืนยันไม่เคยขึ้นห้องผู้ตาย และไม่เคยรู้จัก ขณะที่ตำรวจยันหลักฐานลายมือในขวดน้ำบนห้องนอนผู้ตาย พ้อเป็นกรรมแต่ขอสู้ด้วยความจริง

จากคดีฆ่าปาดคอ น.ส.เปรมฤดี โฮชิน อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจ ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีผู้พบศพภายในห้องพักศิริลักษณ์อพาร์ทเม้นต์ ต.บ้านกอก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 2 ก.พ. และต่อมา ตำรวจสภ.เมือง ขอนแก่น จับกุม นายปรเมศร์ มูลนิทา หรือ “อู๊ด” อายุ 26 ปี อาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่อ.พล จ.ขอนแก่น ได้พร้อมของกลาง เป็นโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย 2 เครื่อง สร้อยคอทองคำ 2 เส้นหนัก 1 บาท  และตั้งข้อหาชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมนำนายปรเมศร์ ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ในที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา

โดยนายปรเมศร์ รับสารภาพลงมือฆ่าน.ส.เปรมฤดีคนเดียว ในวันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค. แต่คดีดังกล่าวกลับมีปัญหาเนื่องจากก่อนหน้านี้ ตำรวจได้จับกุม นายตี๋ อายุ 27 ปี ผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งก่อนหน้าที่จะจับกุมนายปรเมศร์ได้ โดยนายตี่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายตี๋มาสอบที่สภ.เมืองขอนแก่น วันที่ 3 ก.พ.และออกหมายจับพร้อมตั้งข้อหาในวันที่ 5 ก.พ.และนำตัวนายตี๋ ฝากขังที่ศาลจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 6 ก.พ.เป็นเวลา12 วัน ถึงวันที่ 17 ก.พ.โดยนายตี๋ถูกคุมขังในเรือนจำกลางจังหวัดขอนแก่น และตั้งวงเงินประกันตัว 7 แสนบาท

เนื่องจากนายตี๋ผู้ต้องหาอีกคนที่ในเบื้องต้นตกเป็นผู้ต้องหา”คดีร่วม กันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”ร่วมกับนายปรเมศร์ มูลนิทา แต่นายตี๋ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และเมื่อจับกุมนายปรเมศร์ได้ ในทางสอบสวนไม่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนายตี๋ กับนายปรเมศร์ได้ เจ้าหน้าที่จึงลงความเห็นว่าควรปล่อยตัวนายตี๋ เนื่องจากหลักฐานแวดล้อมและนายปรเมศร์ รับสารภาพว่า ลงมือคนเดียว แต่นายตี๋ ให้การปฏิเสธ แต่ยังอยู่ในระหว่างการฝากขัง จึงควรจะขออนุมัติศาลให้ปล่อยตัวนายตี๋

แต่เนื่องจากนายตี๋ยังปฏิเสธว่า ไม่เคยขึ้นไปยังห้องพักผู้ตาย แต่หลักฐานที่เจ้าหน้าที่วิทยาการระบุ ว่า เมื่อเก็บหลักฐานลายมือจากขวดน้ำดื่มในห้องผู้ตาย กลับมีลายมือในขวดน้ำดื่มตรงกับลายมือของนายตี๋ เจ้าหน้าที่จึงต้องขออนุมัติเพื่อขอสอบสวนนายตี๋อีกครั้ง เพื่อประกอบคำขออมุมัติปล่อยตัวนายตี๋

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 8 ก.พ. ทาง พ.ต.ท.ภูมี อีคละ สารวัตรเวร เจ้าของคดีดังกล่าว เดินทางไปที่เรือนจำกลางจ.ขอนแก่น เพื่อขอสอบนายตี๋ เพิ่มเติม พร้อมเตรียมเอกสารเพื่อขออนุมัติศาลเพื่อปล่อยตัวนายตี๋ ในวันเดียวกัน แต่จากการสอบสวนนายตี๋ในเรือนจำ นายตี๋ ยังยืนยันว่า ตนไม่เคยพบผู้ตายหลังจากที่พบกันครั้งแรกที่ปั๊มน้ำมัน ที่นายตี๋ไปช่วยงาน และขอเบอร์โทรศัพท์ไว้ และเคยโทรหาผู้ตายครั้งเดียว โดยใช้โทรศัพท์เพื่อน เพื่อชวนออกมากินข้าว แต่ผู้ตายปฏิเสธและไม่ออกมาเจอกัน และหลังจากนั้นก็ไม่ได้โทรอีกเลย มีแต่เพื่อนอีกคนที่โทรหาวันอาทิตย์ ที่เกิดเหตุ แต่ก็ไม่ได้เจอกันเช่นกัน

ขณะที่ พ.ต.ท.ภูมี พยายามอธิบายให้ นายตี๋ ทราบถึงผลสอบทางวิทยาการพบว่าลายมือนายตี๋ปรากฏในห้องที่เกิดเหตุซึ่งนายตี๋ อาจเคยขึ้นมาในห้องนี้ก่อนที่จะเกิดเหตุฆาตรกรรม และก็อาจไม่เกี่ยวกับการฆาตรกรรม น.ส.เปรมฤดี แต่เพื่อให้การดำเนินการปล่อยตัวเป็นไปตามขั้นตอน ถ้ารับสารภาพว่า เคยขึ้นไปบนห้องที่เกิดเหตุก็สามารถดำเนินการปล่อยตัวได้ เพราะคดีดังกล่าว นายปรเมษฐ์ รับสารภาพแล้วว่าลงมือคนเดียว และไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง นายตี๋ แต่นายตี๋ยังปฏิเสธ ที่จะรับสารภาพว่าเขาเคยขึ้นห้องดังกล่าว ทำให้ขั้นตอนการดำเนินการปล่อยตัวนายตี๋ ในวันดังกล่าวต้องชะงัก เพราะตามสำนวนการสอบสวนระบุว่า นายตี๋ปฏิเสธว่าไม่เคยขึ้นไปยังห้องที่เกิดเหตุเลย แต่กลับปรากฏลายมือในตี๋ในขวดน้ำภายในห้องนอน น.ส.เปรมฤดี และเมื่อสอบสวนเพิ่มเติม นายตี๋ ก็ยังยืนยันตามที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน

พ.ต.ท.ภูมี กล่าวว่า เมื่อนายตี๋ยังปฏิเสธ ว่าไม่เคยขึ้นไปในห้องผู้ตาย แต่ผลการพิสูจน์ลายมือที่สากลทั่วโลกยอมรับในหลักการว่า ในลายมือหากตรงกัน 10 จุดขึ้นไป ถือว่าเชื่อถือได้ แต่ลายมือในขวดน้ำตรงกับลายมือ นายตี๋ถึง 13 จุด ในทางคดีก็ถือว่า มีหลักฐานยืนยันได้ พนักงานสอบสวนก็ต้องออกหมายจับนายตี๋ แต่เมื่อภายหลังสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้อีกคน คือ นายปรเมษฐ์ ได้และรับสารภาพว่าลงมือคนเดียว พร้อมหลักฐานมัดตัวแน่นหนาทั้งดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่ในห้องที่เกิดเหตุและ หลักฐานที่ยึดได้ระหว่างการจับกุมจึงเชื่อว่านายปรเมษฐ์ ลงมือคนเดียว และผู้ใหญ่ได้ให้นโยบายว่า ควรหาทางปล่อยตัวนายตี๋ ที่ยังอยู่ในระหว่างการฝากขัง แต่เมื่อนายตี๋ ยังยืนยันว่าเขาไม่เคยขึ้นไปบนห้องผู้ตาย แต่ในทางสอบสวนกลับมีลายมือนายตี๋ ในห้องที่เกิดเหตุจึงทำให้การดำเนินการปล่อยตัวนายตี๋ยุ่งยากขึ้น

“ความจริงนายตี๋ เพียงรับสารภาพว่าเขาเคยขึ้นไปห้องผู้ตาย เพราะมีหลักฐานในการติดต่อกันทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ ก็สามารถที่จะดำเนินการขออนุมัติศาลปล่อยตัวนายตี๋ เพราะลายมือในห้องนั้นอาจจะเป็นวันอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคดี แต่นายตี๋ ยังยืนยันว่าเขาไม่เคยขึ้นไปบนห้อง เราก็ต้องพิจารณา หาวิธีการอื่น” พ.ต.ท.ภูมี กล่าว

ขณะที่ พ.ต.ท.ถนอมสิทธิ์ วงษ์วิจารณ์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองขอนแก่น ซึ่งเดินทางมาสอบสวนนายตี๋ในเรือนจำกลางจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยหลังกลับจากคุยกับ นายตี๋ ว่า การสอบสวนในแต่ละคดี มีขั้นตอน เมื่อเกิดเหตุหน่วยที่เข้าก่อนตำรวจ คือ ตำรวจวิทยาการ เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐาน หลังจากนั้นตำรวจ จึงจะเข้าไปภายหลัง และเมื่อหลักฐานทางวิทยาการระบุว่า ลายมือที่พบในขวดน้ำจากห้องเกิดเหตุตรงกับลายมือนายตี๋ ทางฝ่ายสอบสวนก็จะดำเนินการต่อ

ซึ่งเมื่อสอบสวนเพิ่มเติมว่านายตี๋ ที่เคยปฏิเสธว่า ไม่เคยขึ้นไปบนห้องผู้ตาย เขายังจะเปลี่ยนคำให้การหรือไม่ เพราะมีหลักฐานที่เป็นลายมือที่เก็บได้ในห้องนอนผู้ตาย แต่เมื่อนายตี๋ ยังยืนยันว่าเขาไม่เคยขึ้นไปบนห้อง และไม่เคยรู้จักผู้ตาย ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นตำรวจจะดำเนินการไปตามขั้นตอนของคดี และเตรียมส่งฟ้องศาล เนื่องจากได้มีการแจ้งความเอาไว้แล้ว ส่วนการเยียวยานั้นจะกลับไปปรึกษาผู้ใหญ่ก่อนว่า จะมีการช่วยเหลือและเยียวยา นายตี๋ อย่างไร

ขณะที่นายตี๋ที่ถูก คุมขังในเรือนจำกลางขอนแก่น ตั้งแต่คืนวันที่ 6 ก.พ.เปิดเผยว่า การพักในเรือนจำสองคืนที่ผ่านมาไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็ถือว่าหนักมากสำหรับตนที่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ซึ่งหากจะให้จบง่ายๆ โดยรับสารภาพว่า เคยขึ้นไปบนห้องผู้ตายนั้นมันฝืนความรู้สึก เพราะตอนนี้เราไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร จึงขออยู่กับความจริงเท่านั้น เพราะตนกับผู้ตายนั้นเพียงขอเบอร์โทรในปั๊มน้ำมันที่ไปช่วยงาน และก็โทรหาครั้งเดียว ไม่เคยขึ้นไปบนห้องและไม่เคยเจอกันอีกเลย

ส่วน หลักฐานที่บอกว่าเป็นลายมือที่ติดขวดน้ำในห้องนอนผู้ตายนั้น ตนไม่ทราบ เพราะตั้งแต่วันพุธที่ 3 ก.พ. ตอนเย็นก็ถูกคุมตัวสอบสวน อยู่กับตำรวจตลอด และถูกออกหมายจับวันที่ 5 ก.พ.จนต้องมาอยู่ในเรือนจำ

“ผมจะหาเงินที่ไหนมาประกันตัวเจ็ดแสนบาท ผมอาจลำบากช่วงสู้คดี แต่ต้องรับกรรมไป ผมอยากออกไปใจจะขาด แต่ถ้าให้โกหกโดยรับว่าเคยขึ้นไปบนห้อง มันก็เป็นบาดแผลในใจผม เพราะผมไม่เคยรู้จักเขา และไม่เคยขึ้นไปบนห้องเขา ผมไม่กลัวแฟนหรอกที่จะรับว่าเคยไปหาผู้หญิงอื่น เพราะเราต่างรู้นิสัยกันมานานแล้ว เรื่องนี้ผมสาบานได้ “

 

  

หลังจากที่ช่อง 3 ได้นำเสนอข่าวจับผู้ต้องที่เป็นแพะฆ่าปาดคอ นศ.สาวปี 4 ที่ขอนแก่นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้นายตี๋ที่ตกเป็นแพะได้ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำแล้ว โดย จนท.ตำรวจให้เหตุผลว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ จนท.ตำรวจที่สามารถสั่งปล่อยตัวชั่วคราวได้ เนื่องจากหลักฐานยังไม่เพียงพอ



เป็นเวลา 19 วันเต็มที่นายนายตี๋ หรือนายภูวนัย จำปาโทถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางจังหวัดขอนแก่น โดยตัวเขาเองเชื่อว่าตนเองตกเป็นแพะในคดีฆ่าปาดคอน.ส.เปรมฤดี โฮชิน นศ.สาวปี 4 มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อต้นปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาตัวจริงได้แล้ว แต่ตัวเขายังถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำโดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง



และเมื่อเย็นวานนี้นายตี๋ก็ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางจังหวัดขอนแก่น โดยมีแม่และแฟนสาวของนายตี๋ไปยืนรอรับ ทันทีที่นายตี๋ออกมาแฟนสาวได้สวมกอดด้วยความดีใจ โดยนายตี๋ได้กล่าว่าเป็นเรื่องที่แย่มากๆ ทั้งๆ ที่จับผู้ต้องหาตัวจริงได้แล้ว แต่ จนท.ตำรวจยังไม่ยอมปล่อยตัวตนเอง ถือเป็นการกระทำที่ชุ่ยมาก ที่ทำให้ตนเองเสื่อมเสียอิสระภาพ นอกจากนี้นายตี๋ยังบอกด้วยว่าขณะอยู่ในเรือนจำได้มีโอกาสพบกับนายปรเมษฐ์ หรืออู๊ด มูลนินทา อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตัวจริงในคดีดังกล่าว โดยนายอู๊ดยังได้ย้อนถามตนด้วยว่าพี่เหรอที่ตกเป็นแพะ แล้วตอนนี้ทำไมเขาไม่ปล่อยพี่ออกไป เพราะเขาได้ยอมรับสารภาพแล้วว่าลงมือเพียงคนเดียว สาเหตุที่ทำก็เกี่ยวข้องกับธุรกิจยาบ้า



และในเช้าวันนี้นายตี๋พร้อมด้วยแฟนสาวและทนายความก็ได้เดินทางไปที่ สภ.เมืองขอนแก่นเพื่อพบกับ พ.ต.ท.ภูมี อีคะละ พนักงานสอบสวน โดยทาง พ.ต.ท.ภูมีได้แจ้งกับนายตี๋ให้ทราบว่าขณะนี้นายตี๋ยังเป็นผู้ต้องหาอยู่ แต่ว่าทาง จนท.ตำรวจได้ทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวเนื่องจากหลักฐานที่ได้มายังไม่เพียงพอที่จะส่งฟ้องได้



ทางด้าน พ.ต.อ.สุจิน นิจพานิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่นให้สัมภาษณ์ว่านายตี๋ยังเป็นผู้ต้องหาอยู่ แต่การปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งนี้ เนื่องจากตามหลักกฎหมายแล้วเขาให้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา ซึ่งการควบคุมผู้ต้องหาให้กระทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่ขณะนี้หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะส่งฟ้องนายตี๋ ซึ่งก็เป็นอำนาจของตำรวจที่สามารถร้องขอต่อศาลให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาได้ชั่วคราวก่อน แต่ถ้าตำรวจสามารถรวบรวมหลักฐานได้ครบ ก็จะเรียกนายตี๋มารับทราบข้อกล่าวและทำเรื่องส่งฟ้องเหมือนเดิม



อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตุว่าทำไมทางตำรวจถึงไม่ทำเรื่องขอปล่อยนายตี๋เป็นการชั่วคราวก่อนตั้งแต่วันแรกที่จับกุมผู้ต้องหาตัวจริงได้แล้ว ปล่อยให้เวลาเนิ่นนานมาจนถึง 19 วันทำไม ทั้งๆ ที่ตำรวจเป็นคนบอกเองว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่สามารถกระทำได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ทางนายตี๋พร้อมกับทนายความจะเดินทางไปพบกับอัยการ เพื่อขอความเป็นธรรมไม่ให้มีการสั่งฟ้องคดีนี้ออกต่อไป

 

  

รวบแล้วผู้ต้องหาฆ่าปาดคอนักศึกษาสาวปี 4 ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตายคาหอพัก

เป็นแฟนหนุ่มสารภาพเมายาบ้าและถูกผู้ตายดูถูก



เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.ท.สันติ เพ็ญสูตร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ควบคุมตัวนายปรเมศร์ มูลนิทา อายุ 26 ปี อาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ห้องพักเลขที่ 122 หอพักศิริรักษ์อพาร์ทเมนต์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น หลังก่อใช้พระพุทธรูปทุบศีรษะนางสาวเปรมฤดี โฮชิน อายุ 23 ปี นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ ปี 4 มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนสลบแล้วใช้มีดคัตเตอร์ปาดบริเวณลำคอจนเสียชีวิต แล้วหลบหนี พร้อมขโมยโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ของผู้ตายไปด้วย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถตามจับตัวได้ที่บ้านเกิด อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ขณะขับวินมอเตอร์ไซค์ตามปกติ นายปรเมศร์ ให้การรับสารภาพว่าตนและผู้ตายเป็นแฟนคบหากันมานานเกือบ 1 ปี ก่อนเกิดเหตุตนและผู้ตายแฟนสาว ได้ร่วมกันเสพยาบ้าภายในห้องพักดังกล่าวตั้งแต่เช้าจนถึงประมาณ 18.00 น. จากนั้นผู้ตายเกิดมีอารมณ์ทางเพศแต่ตนไม่ยอมเพราะรู้สึกเหนื่อย ผู้ตายจึงต่อว่าอย่างเสีย ๆ หาย ๆ ตนจึงโมโหจับพระพุทธรูปบนหัวเตียงทุบเข้าที่บริเวณศีรษะผู้ตาย 1 ครั้ง ประกอบกับกำลังเมายาบ้า จึงกระหน่ำทุบซ้ำอีก 3-4 ครั้ง จากนั้นได้นั่งพักแล้วเดินไปสูบบุหรี่เข้าออกระเบียงห้องประมาณ 30 นาที สูบบุหรี่หมดไป 10 มวน และด้วยความเมาคิดว่าผู้ตายยังไม่เสียชีวิตจึงนำมีดคัชเตอร์มาปาดเข้าที่ลำคอผู้ตาย จนแน่ใจว่าเสียชีวิตแล้วจึงหลบหนีพร้อมเอาทรัพย์สินผู้ตายไปด้วย จนมาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ดังกล่าว

 

   



ซึ่งขณะทำแผนมีนักศึกษาและประชาชนมาเฝ้าดูพร้อมตระโกนด่าว่าสาปแช่งกันเป็นจำนวนมาก จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้แจ้งข้อหาชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมนำตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ตำรวจขอนแก่น รวบได้แล้วมือฆ่าปาดคอ นศ.สาว ปี 4 สารภาพนำยาบ้ามาเสพร่วมกันข้ามคืน ก่อนปฏิเสธมีเซกซ์ด้วยถูกผู้ตายด่า จึงใช้พระพุทธรูปทุบตัวก่อนเชือดคอหวั่นแจ้งตำรวจ ขณะเดียวกันตำรวจทีมสอบต้องวุ่นเมื่ออายัดตัวหนุ่มอีกคนและตั้งข้อหาร่วมฆ่า พร้อมส่งศาลฝากขังที่เรือนจำและต้องประกันตัว 7 แสนแต่ไม่มีหลักฐานโยงกับมือมีด รองผบ.ช.ภาค4 เต้นสั่งปล่อยตัว พร้อมช่วยเหลือ(6ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าคดีสังหาร น.ส.เปรมฤดี โฮชิน อายุ 25 ปี นักศึกษาคณะบัญชี ปี 4 ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกคนร้ายฆ่าปาดคอเสียชีวิตในหอพักหน้ามหาวิทยาลัย โดยมีผู้พบศพ วันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ล่าสุดตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่นและตำ รวจภูธรภาค 3 ตามรวบตัวนายปรเมศร์ มูลนิทา หรือ”อู๊ด”อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 86/3 ถ.พานิชย์เจริญ ต.เมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น หนุ่มวินมอร์เตอร์ไซด์รับจ้าง ได้ที่อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ที่หลังก่อเหตุหลบหนีไปอยู่ที่บ้านญาติ พร้อมนำตัวมาสอบสวน และทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พร้อมเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในที่เกิดเหตุ พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพาณิช ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า หลังรับแจ้งน.ส.เปรมฤดี ถูกฆ่าเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 ก.พ. โดยคนร้ายขโมยโทรศัพทืมือถือ 2 เครื่อง และสร้อยคอทองคำ 1 เส้นหายไปด้วย ตำรวจจึงสืบสวนผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าน่าจะเป็นมือฆ่านักศึกษาสาว ซึ่งต่อมาในกระบวนการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ พบว่าประวัติผู้ตายมีผู้ชายมาพัวพันจำนวนมาก ทั้งหนุ่มวัยรุ่นและเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ และวันเกิดเหตุ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ก่อนผู้ตายถูกฆ่า ตำรวจตรวจเช็คการใช้โทรศัพท์ผู้ตายมีชายหนุ่มโทรติดต่อเข้ามาในมือถือผู้ตายจำนวนมาก จึงตรวจเช็คเบอร์โทรเข้า พร้อมเรียกตัวผู้ที่ติดต่อผู้ตายในวันเกิดเหตุมาสอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม จากนั้นจึงนำลายนิ้วมือผู้ต้องสง สัยมาเปรียบเทียบกับพยานหลักฐาน คือลายนิ้วมือที่เปื้อนเลือดติดอยู่ที่มีดคัตเตอร์ที่คนร้ายใช้ฆ่าปาดคอนักศึกษาสาว แต่ในเบื้องต้นผู้ต้องสงสัยที่เรียกมาสอบลายมือไม่ตรงกับหลักฐานที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุพ.ต.อ.สุจินต์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันที่สืบสวนหาเบอร์โทรที่ติดต่อเข้าหาผู้ตาย หนึ่งในเบอร์โทรเข้าพบว่ามี นายปรเมศร์ โทรติดต่อหาผู้ตายด้วยในวันเกิดเหตุ จึงติดตามตัวได้ที่บ้านญาติที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา พร้อมเข้าตรวจค้นภายในตัวพบของกลางโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และสร้อยคอทองคำผู้ตายอยู่กับนายปรเมศร์ด้วย จึงคุมตัวมาสอบสวน เบื้องต้นนายปรเมศร์ ได้รับสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่า น.ส.เปรมฤดี จริง เนื่องจากโมโหถูกผู้ตายด่าทอด้วยคำหยาบโดยวันเกิดเหตุผู้ตายได้โทรศัพท์ให้นายปรเมศร์นำยาบ้ามาส่งที่ห้องพักในวันที่ 30 ม.ค.และนายปรเมศร์นำยาบ้ามาส่ง 10 เม็ดที่ห้องห้องพัก และร่วมเสพยาด้วยกันตั้งแต่คืนวันที่ 30 ม.ค. กระทั่งในวันอาทิตย์ ที่ 31 ม.ค.ก่อนกลับบ้านที่ อ.พล ได้ร่วมเสพยาบ้าอีก และผู้ตายมีความต้องการทางเพศ แต่นายปรเมศร์ไม่ไหว และปฎิเสธอยากกลับบ้าน เนื่องจากกลัวภรรยา ที่อ.พล สงสัยเพราะหายไปทั้งคืน และคิดถึงภรรยาแต่ผู้ตายกลับด่าว่านายปรเมษฐ์ เสียๆหายๆทำให้นายปรเมษฐ์ โมโห ใช้พระพุทธรูปที่ตั้งอยู่บนหัวเตียงทุบเข้าที่ศีรษะผู้ตายจนหมดสติ จากนั้นเกรงว่าผู้ตายจะนำเรื่องไปแจ้งตำรวจจับจึงตัดสินใจใช้มีดคัตเตอร์ที่วางอยู่ในห้องผู้ตายเชือดคอซ้ำจนแน่ใจว่าเสียชีวิต แล้วขโมยเอาโทรศัพท์มือถือ และปลดเอาสร้อยคอทองคำที่คอของผู้ตายรีบเดินลงจากห้องพัก แล้วขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปผู้สื่อข่าวรายงายว่า หลังจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”พร้อมกับคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่หอพักศิริลักษณ์อพาร์ทเมนต์ ที่เกิดเหตุ ท่ามกลางเพื่อนๆนักศึกษาผู้ตายนับร้อยคนพากันมามุงดู และร้องตะโกนด่าว่าขณะเดียวกันระหว่างการแถลงข่าว และทำแผนประกอบคำรับสารภาพของนายปรเมษฐ์อยู่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองขอนแก่น ได้นำ นายตี๋ ที่ตกเป็นผู้ต้องหา"ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย" โดยนายตี๋ถูกกล่าวหาร่วมกันฆ่า น.ส.เปรมฤดีกับนายปรเมศร์ ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดขอนแก่น และเจ้าหน้าที่เรือนจำได้นำนายตี๋ ไปฝากขังที่เรือจำกลางจังหวัดขอนแก่น โดยเจ้าหน้าที่แจ้งให้ญาติผู้ต้องหาทราบว่า ต้องนำหลักทรัพย์ วงเงิน 7 แสนบาทประกันตัว  พี่สาวผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง ระบุว่า หลังจากมีการพบศพน.ส.เปรมฤดี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนถึงเบอร์โทรศัพท์ ที่โทรศัพท์เข้าเบอร์ของ น.ส.เปรมฤดี และ นายศร น้องชายเป็นหนึ่งในเบอร์โทรศัพท์ที่โทรหา น.ส.เปรมฤดี ก่อนเสียชีวิตและถูกเรียกตัวไปสอบที่ห้องสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ในวันพุธ ที่ 3 ม.ค.และนายศร ปฏิเสธไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้ตาย และเมื่อเทียบเคียงลายมือนายศรแล้ว ไม่ตรงกับของกลางที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ และได้โทรศัพท์เรียกให้เพื่อน คือนายตี๋ ให้ไปรับที่สภ.เมือง เพื่อกลับบ้าน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำนายตี๋ ไปสอบ เพิ่มเติมโดยพบว่านายตี๋เคยใช้โทรศัพท์ของนายศรโทรหาผู้ตายก่อนเกิดเหตุประมาณ10 วัน แต่ไม่เคยพบกัน เพราะนายตี๋หลังเลิกงานจะไปช่วยนายศรดูแลปั๊มน้ำมันขนาดเล็กของพี่สาว รอแฟนเลิกงานหลังห้างฯปิดและได้เบอร์โทรศัพท์ผู้ตายที่แวะเติมน้ำมันในปั๊มจึงขอโทรศัพท์นายศรโทรหาผู้ตาย 1 ครั้ง หลังจากนั้นนายศรได้โทรศัพท์หาผู้ตายเพื่อชวนมากินข้าว แต่ผู้ตายบอกไม่ว่างและวันอาทิตย์ นายศร โทรศัพท์หาผู้ตายอีกแต่ไม่มีผู้รับ  "ในการสอบสวนตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ถึงวันที่ 6 ม.ค.ที่เขากลับบ้านเวลาประมาณ 10 โมงเช้า เขาบอกว่าตำรวจให้เซนต์เอกสารอหลายอย่าง เราก็ไม่รู้ว่าเขาเซนต์อะไรไปบ้าง เพราะเขาเขียน อ่านหนังสือไม่ออก และเป็นคนซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร แต่ตำรวจบอกว่า นายศร ไม่เกี่ยวข้องกับคดีแล้ว " พี่สาวผู้ต้องสงสัยกล่าวขณะนายตี๋ ที่ในเบื้องต้นก่อนแถลงข่าว ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันฆ่า น.ส.เปรมฤดี และถูกขังที่เรือนจำกลางขอนแก่น นั้นเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เขาปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับการฆ่าและไม่เคยไปห้องพัก น.ส.เปรมฤดี แต่ตลอด 3 วันในการสอบสวนที่สภ.เมืองขอนแก่น เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจะให้รับสารภาพ แต่เขาปฏิเสธ เพราะไม่ได้ทำ และแม้จะถูกส่งตัวมาฝากขังที่ศาล ก็ยังปฏิเสธอยู่ เพราะมั่นใจว่าหลักฐานในสำนวนที่ตำรวจให้ตนอ่านก่อนเซนต์รับสารภาพนั้น ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์แน่นอน
 
"ทั้งลายมือที่ขวดน้ำดื่มที่อ้างว่าเป็นลายมือผม ผมไม่ทราบว่าเป็นขวดไหน เพราะ 3 วัน ที่ถูกสอบสวนผมดื่มน้ำไปหลายขวด และรอยรองเท้าที่บอกว่าเป็นรอยรองเท้าผมในห้องผู้ตาย ผมไม่ทราบเพราะรองเท้าผมมีคู่เดียวที่ใช้เพราะเท้าผมใหญ่ต้องใช้รองเท้าคอนเวิร์ส เบอร์ 11 ที่ต้องซื้อจากที่อื่น เพราะขอนแก่น มีแค่เบอร์ 10 ครึ่ง และผมไม่เคยไปห้องนั้นจะมีรอยเท้าผมได้ยังไง"นายตี๋ กล่าว
 
พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รองผู้บัญชาการตำรวจภาค 4 และโฆษกตำรวจภาค4 เปิดเผยว่าในชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานพบมีหลักฐานหลายอย่างที่โยงนายตี๋ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการสอบสวนจะต้องตั้งข้อหา แต่ในชั้นสอบสวนวันที่สองพบว่ามีความเคลื่อนไหวเบอร์โทร ศัพท์เบอร์หนึ่ง ที่โทรจากพื้นที่ อ.บ้าน แฮด และ ต.ท่าพระ อ.เมือง จึงนำไปสู่การติดตามจับกุมนายปรเมษฐ์ และเมื่อจับนายปรเมษฐ์ได้นายปรเมษฐ์ สารภาพว่าลงมือแต่เพียงผู้เดียว และเมื่อเชี่ยมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนายตี๋กับนายปรเมศร์ แล้วไม่มีอะไรที่เกี่ยวกันจึงเชื่อได้ว่านายตี๋ น่าจะไม่เกี่ยว และในเบื้องต้นต้องดำเนินการให้ศาลสั่งปล่อยตัวนายตี๋ และต้องเยียวยาความเสียหายในเบื้องต้น

"พอผมทราบผมสั่งการไปแล้วว่าต้องรีบแก้ปัญหาโดยเร็ว แต่ติดขัดที่ติดวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่ต้องรอขั้นตอน" พล.ต.ต.ศักดา กล่าว

 

« Back