คดีฆ่าหั่นศพน้องโช

 

 

 

พ.ต.ท.อภิณ์รัตน์  สารากรบริรักษ์

คดีฆ่าหั่นศพ 5 ขวบ - ทิ้งศพหญิงนิรนามพลิก ตำรวจมุ่งปมแก๊งชาวต่างชาติ อยู่ๆ มือสังหารโผล่มอบตัว ระบุเหยื่อเป็นแฟน-ลูกติดจากสามีเก่าที่เป็นญี่ปุ่น อ้างไม่ตั้งใจฆ่าเด็ก ส่วนที่หั่นศพเพราะสับสนทำไปทั้งน้ำตา มึนถุงดำไปอยู่ในบ้านร้างได้อย่างไร

 

คดีสะเทือนขวัญเด็กชายอายุประมาณ 4-6 ขวบ ถูกคนร้ายจ่อยิงอย่างโหดเหี้ยมหลายนัด ก่อนหั่นศพเป็นชิ้นส่วนใส่ถุงดำไปทิ้งไว้ในหมู่บ้านร้าง ชื่อหมู่บ้านพิมาน ถนนวัดอินทราวาส (วัดประดู่เดิม) แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม.

 

และคดีหญิงสาวที่ถูกยิงแล้วนำศพไปทิ้งริมถนนวงแหวนตะวันตกฝั่งขาออกไปบางปะอิน ช่วงกม.54-55 หมู่ 1 ต.คลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี แม้ตำรวจจะมุ่งเป้าไปว่าเหยื่อและผู้ลงมือสังหารเป็นชาวต่างชาติ แต่ล่าสุดได้มีคนไทยออกมามอบตัวยอมรับว่าเป็นผู้สังหารทั้ง 2 ศพ

 

ความคืบหน้าคดีนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2552

พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น.  ได้เรียกประชุมทีมงานชุดสืบสวนสอบสวนคดีฆ่าหั่นศพเด็กชาย โดยมี พล.ต.ต.ไพศาล เชื้อรอด ผบก.น.7 พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน ผกก.สืบสวนสอบสวน บก.น.7 พ.ต.อ.วราพงษ์ มโนลีหกุล ผกก.สน.ตลิ่งชัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน บก.น.7 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.ตลิ่งชัน  และเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสอบสวนบช.น. เพื่อร่วมคลี่คลายคดี โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

 

 ภายหลังการประชุม พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวว่า ผลการผ่าพิสูจน์ศพเด็กชายคนดังกล่าวพบหัวกระสุนขนาด .38 ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับที่พบในศพของหญิงสาวนิรนาม ดังนั้นจะนำหัวกระสุนไปให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) พิสูจน์ว่าเป็นการยิงจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ หากเป็นการยิงจากกระบอกเดียวกัน ก็จะสามารถเชื่อมโยงคดีได้ ส่วนผลการตรวจดีเอ็นเอได้ส่งก้อนเนื้อของเด็กให้นิติเวช รพ.ศิริราช ตรวจแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลานาน 2 วันถึงจะทราบผลว่าตรงกับดีเอ็นเอของสาวนิรนามหรือไม่ ถ้าผลตรงกันก็สามารถระบุได้ว่ามีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน ซึ่งจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี สามารถเชื่อมโยงคดีเข้าด้วยกันได้

 

 "เด็กชายจะเป็นชาวต่างชาติหรือคนไทยนั้น ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่จากการตรวจสอบเปรียบเทียบกับหญิงสาวนิรนามที่ อ.ลาดหลุมแก้ว ลักษณะผิวพรรณใกล้เคียงกัน มีผิวสีขาว ผิวพรรณดีน่าจะเป็นคนที่มีฐานะพอสมควร ที่ว่าเด็กเป็นชาวเกาหลี ก็ยังเป็นเพียงสันนิษฐาน เพราะมีประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามา แต่จากการตรวจสอบก็พบว่ายังไม่ใช่" พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าว

 

 ด้าน พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ได้จัดตั้งศูนย์รวบรวมข้อมูลรายงานการสืบสวนคดีนี้ขึ้นมา โดยมีการร่วมมือกันจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนผู้พบเห็นได้แจ้งเบาะแสเข้ามา ซึ่งขณะนี้มีการแจ้งเบาะแสเข้ามามากพอสมควร มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ พร้อมทั้งได้แบ่งแนวทางการสืบสวนเป็น 3 ทางแต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้มาก ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ทำงาน เชื่อว่าจะสามารถนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน

 

 "การก่อเหตุครั้งนี้คนร้ายใช้วิธีการที่ทารุณมาก ทั้งยิงที่แขน ก่อนจะมายิงที่ท้อง และจุดสุดท้ายยิงเข้าที่แก้มขวา ซึ่งเพียงจุดนี้ก็สามารถทำให้เด็กเสียชีวิตได้แล้ว จึงเชื่อว่าคนร้ายน่าจะมีความโกรธแค้น โดยใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อเพื่อบีบบังคับคนบางคนเพราะต้องการอะไรสักอย่าง" พล.ต.ต.อำนวย กล่าว

 

 

ต่อมาเมื่อเวลา 13 00 น. ด.ต.จารึก ไชยศรี ผบ.หมู่กองกับการ 4 สุนัขและม้าตำรวจ ได้นำสุนัขตำรวจชื่อแซมซั่น พันธุ์อัลเซเชียน ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุภายในหมู่บ้านพิมาน ซึ่งเป็นที่พบศพเด็กชาย เพื่อสืบหาร่องรอยเพิ่มเติม รวมทั้งมือทั้ง 2 ข้างของเด็กที่ยังหาไม่พบ โดยให้สุนัขดมกลิ่นวิกผมที่ติดมาในถุงดำ ก่อนออกตามหาชิ้นส่วนที่หายไป อย่างไรก็ตาม การค้นหาครั้งนี้ยังไม่พบชิ้นส่วนมือทั้ง 2 ข้าง และหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับคดีเพิ่มเติม

 

  เมื่อเวลา 12.30 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.จีรวัฒน์ แนวจำปา รองผกก.ปป.สภ.ลาดหลุมแก้ว ซึ่งดูแลการคลี่คลายคดีหญิงสาวถูกยิงแล้วนำศพมาทิ้งในพื้นที่ กล่าวว่า หลังจากมีข่าวแพร่สะพัดออกไป ก็มีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสมาว่าพบหญิงสาวผู้ตายถูกอุ้มขึ้นรถกระบะสีดำ ซึ่งไปตรงกับผู้เห็นรถกระบะสีดำวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านร้างในเขตตลิ่งชัน และได้สืบสวนในทางลับพบว่ารถกระบะคันดังกล่าวเป็นรถเช่าจากเต็นท์รถในกทม. โดยชาวเกาหลีเป็นผู้เช่า 

 

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการแจ้งความไว้ในพื้นที่นครบาลว่าเป็นอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกันก่อนพบศพหญิงสาวเพียง 1วัน แต่ทางผู้แจ้งมั่นใจว่าเป็นเหตุการณ์อุ้มหญิงสาวขึ้นรถไป โดยตอนนี้ได้แบ่งงานให้ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ สายสะอาด สว.สส. ไปขอความร่วมมือกับท้องที่ สน.บางขุนเทียน ขอข้อมูลเกี่ยวกับการลักพาตัว และให้ พ.ต.ท.เกรียงไกร พุทไธสง สวป. ไปขอข้อมูลผู้เช่ารถจากเต็นท์รถในกทม. ตามหารายชื่อผู้เช่ารถที่เป็นชาวต่างชาติว่าเป็นคนชาติใด" พ.ต.ท.จีรวัฒน์ กล่าว

 

 รองผกก.ปป.สภ.ลาดหลุมแก้ว กล่าวอีกว่า ลักษณะของหญิงสาวที่เสียชีวิตสวมใส่ถุงเท้าแบบเปิดเท้าให้เห็น ซึ่งคนไทยไม่นิยมสวมใส่ มักจะเป็นชาวเกาหลีที่ชอบสวมใส่กัน ซึ่งตอนนี้ได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นชาวเกาหลี หรือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตามต้องรอผลตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานก่อน

 

 ด้าน พล.ต.ต.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวว่าคดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญ ได้มอบหมายให้พ.ต.ท.จีรวัฒน์ แนวจำปา รอง ผกก.ปป.ลาดหลุมแก้ว เป็นผู้สืบสวน ซึ่งคืบหน้าไปมากแล้ว หากหญิงสาวกับเด็กที่ถูกหั่นศพเป็นแม่ลูกกันก็น่าจะรวมเป็นคดีเดียวกันได้ ส่วนการทำสำนวนสอบสวนเรื่องคดีนั้นแล้วแต่รักษาการ ผบ.ตร.จะให้ท้องที่ไหนเป็นผู้ทำคดี ซึ่งทางสภ.ลาดหลุมแก้ว ก็พร้อมที่จะทำสำนวนและสืบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป

 

 พล.ต.ต.สุรพล พินิจชอบ ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (ผบก.พฐก.) กล่าวว่า ขณะนี้ สภ.ลาดหลุมแก้วได้ส่งหัวกระสุนที่พบในศพหญิงนิรนามมาตรวจจำนวน 2 หัว อยู่ในระหว่างการตรวจสอบด้วยกล้องตรวจกระสุน จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นกระสุนปืนลูกโม่ ขนาด .38 ส่วนหัวกระสุนที่พบในศพเด็กชายนั้นยังไม่ได้มีการส่งมา ยังอยู่กับแพทย์ รพ.ศิริราช เนื่องจากต้องชันสูตรศพให้เสร็จสิ้นก่อน แต่ได้มีการประสานมายังกองพิสูจน์หลักฐานกลางแล้วว่าจะส่งมาตรวจสอบเปรียบเทียบว่าเป็นหัวกระสุนชนิดเดียวกัน หรือมาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ คาดว่าจะส่งมาถึงในช่วงเย็นวันนี้ (13 ต.ค.)

 

 พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า การตรวจเปรียบเทียบเพื่อยืนยันว่าหัวกระสุนที่พบในศพทั้งสองว่าตรงกันหรือไม่นั้น ต้องรอขั้นตอนการตรวจอย่างน้อยประมาณ 5 วัน เนื่องจากหัวกระสุนตรวจสอบยากกว่าส่วนปลอกกระสุน ต้องดูสภาพหัวกระสุนที่ได้มาก่อนว่ามีสภาพอย่างไร ถ้าหากหัวกระสุนมีความสมบูรณ์ก็จะมีร่องรอยชัดเจน แต่ถ้าบี้แบนก็จะตรวจสอบยากต้องใช้เวลา ส่วนการตรวจก็จะใช้กล้องสำหรับตรวจกระสุนส่องเปรียบเทียบจากลักษณะการสับเกลียวของปืนที่ใช้ว่ามีลักษณะเหมือนกัน และทิศทางเดียวกันหรือไม่ สำหรับชนิดของหัวกระสุนนั้นภายในวันที่ 14ตุลาคม ก็น่าจะสามารถยืนยันได้ว่าเป็นขนาดใด และมาจากปืนชนิดใด

 

 อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงหัวค่ำวันเดียวกัน นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ อายุ 40 ปี ชาวกรุงเทพฯ ได้ติดต่อขอมอบตัวผ่านสำนักข่าวไทย โดยขอความอนุเคราะห์ 3 เรื่อง คือ ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมกุญแจมือขณะค้นห้องพักที่เกิดเหตุที่ อ.บางบัวทอง ห้ามมูลนิธิหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปโดยเด็ดขาด นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอให้ญาติติดต่อรับแท็กซี่สีชมพูที่ใช้ก่อเหตุยิงคนรัก คือ น.ส.สุนันท์ ศรีสุวรรณ (มาคิโน) อายุ 38 ปี เสียชีวิตก่อนนำศพไปทิ้งในพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว โดยอ้างว่าไม่มีเจตนายิงเด็กชายวัย 5 ขวบ หรือ “น้องโชว์” มาคิโน บุตรชาย ที่เกิดจากสามีชาวญี่ปุ่นแต่อย่างใด นอกจากนี้อาวุธปืนยังพลาดถูกน้องมินท์ ด.ญ.พิชยา อายุ 13 ขวบ ได้รับบาดเจ็บ

 

 

 ส่วนสาเหตุที่ต้องหั่นศพน้องโชว์เนื่องจากอยู่ในภาวะสับสน ต้องหั่นศพทั้งน้ำตาไปทิ้งริมถนน แต่ไม่ทราบว่าถุงดำบรรจุศพเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านร้างได้อย่างไร ภายหลังเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวแล้ว นายศิริพงษ์ก็ได้ให้ปากคำต่อ พ.ต.อ.พยนต์ ลาเสือ รองผู้บังคับการกองปราบปราม

 

 วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ ทั้งนี้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นตำรวจมืออาชีพ เข้าใจปัญหาดี ส่วนคดีนี้เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติหรือไม่ ก็ยังพูดไม่ได้ว่าเป็นอะไรกันแน่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ หรือจะเป็นยาเสพติด ตำรวจจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

 

 "ผมมั่นใจว่าตำรวจมีความสามารถคลี่คลายคดีเอาข้อเท็จจริงมาเปิดเผยและหาคนผิดมาดำเนินคดีได้" นายสุเทพ กล่าว

 

 

 

 ต่อมาในช่วงค่ำ นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ อายุ 40 ปี ชาวกรุงเทพฯ ได้ติดต่อขอมอบตัวผ่านสำนักข่าวไทย โดยขอความอนุเคราะห์ 3 เรื่อง คือ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมกุญแจมือขณะค้นห้องพักที่เกิดเหตุที่ อ.บางบัวทอง ห้ามมูลนิธิหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปโดยเด็ดขาดนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอให้ญาติติดต่อรับแท็กซี่สีชมพูที่ก่อเหตุยิงคนรักไป

 

 นายศิริพงษ์ ให้การว่า ผู้เสียชีวิตคือ น.ส.สุนันท์ ศรีสุวรรณ (มาคิโน) อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นแฟนกัน หลังเสียชีวิตนำศพไปทิ้งในพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว อีกศพคือน้องโชว์ มาคิโน อายุ 5 ขวบ คือ บุตรชาย น.ส.สุนันท์ ที่เกิดจากสามีชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้อาวุธปืนยังพลาดถูกน้องมินท์ หรือ ด.ญ.พิชยา บุตรสาวอายุ 13 ปี ได้รับบาดเจ็บด้วย

 

 นายศิริพงษ์ กล่าวว่า หลังฆ่าทั้ง 2 คน แล้วก็ได้นำศพ น.ส.สุนันท์ไปทิ้ง และกลับมาที่ห้องพักย่านบางบัวทอง ก่อนจะทำแผลให้น้องมินท์ และพาเข้านอน ส่วนน้องโชว์นำศพไปที่ห้องน้ำเพื่อทำความสะอาด ก่อนลงมือหั่นศพ โดยขณะที่หั่นน้ำตาไหลตลอดเวลา

 

 "ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะหั่นศพ แต่ขณะนั้นเกิดอาการสับสน และหากนำศพน้องโชว์ไปทิ้งทั้งร่างก็ผิดสังเกต จึงหั่นศพเพื่อแยกชิ้นส่วนจากนั้นนำชิ้นส่วนทั้งหมดใส่ถุงไปทิ้งหน้าปากซอย แต่ก็ไม่ทราบว่าชิ้นส่วนทั้งหมดมาปรากฏอยู่อีกจุด ใกล้หมู่บ้านร้างได้อย่างไร" นายศิริพงษ์ กล่าว

 

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 20.00 น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เดินทางไปที่สำนักข่าวไทย เพื่อสอบปากคำนายศิริพงษ์ ร่วมกับ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. และ พ.ต.อ.ประยนต์ ลาเสือ รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายศิริพงษ์ไปที่ สน.ตลิ่งชัน โดยมีสื่อมวลชนติดตามไปทำข่าวจำนวนมาก

 

 ด้าน พ.ต.อ.ประยนต์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนทราบว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองรายเป็นแม่ลูกกัน ส่วนผู้ต้องหาเป็นแฟนของผู้หญิงที่เสียชีวิต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเด็ก ส่วนประเด็นในการสังหาร ผู้ต้องหาให้รับสารภาพว่าเกิดจากสาเหตุทะเลาะวิวาทกัน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหารายนี้

 

 หลังจากนั้น พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ควบคุมตัวนายศิริพงษ์ไปที่ สน.ตลิ่งชัน เมื่อไปถึงได้นำตัวไปที่ห้องประชุมชั้น 3 และเปิดให้ผู้สื่อข่าวซักถามได้เพียง 5 คำถาม

 

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงมอบตัว นายศิริพงษ์กล่าวว่า ที่มอบตัวก็เพราะว่าแม่ขอร้องให้มอบตัว รักแม่มาก ชีวิตเป็นของแม่ ก็เลยอยากให้แม่สบายใจ อีกทั้งไม่อยากให้การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ดำเนินการไปในทางที่ผิด

 

 ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ทำไมต้องฆ่าผู้หญิง นายศิริพงษ์กล่าวว่า ระหว่างเกิดเหตุผู้หญิงได้นั่งรถแท็กซี่มากับตน และพูดจากดดันสั่งให้ตนไปฆ่าสามีคนที่สอง ถ้าไม่ฆ่าก็จะเอาคนมาฆ่าตนก่อน ซึ่งได้กดดันมากว่า 1 ปีแล้ว ก็เลยรู้สึกโกรธ จากนั้นได้ใช้ปืนหันหลังไปยิงใส่หลายนัด ตนรู้ว่าผู้หญิงเสียชีวิตแล้ว และกระสุนได้พลาดไปโดนเด็กชายและเด็กหญิงด้วยแต่ไม่คิดว่าเด็กชายจะเสียชีวิต และเมื่อตนขับห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรก็ได้นำศพผู้หญิงทิ้ง ก่อนที่จะขับรถกลับบ้านที่ จ.นนทบุรี เมื่อถึงบ้านก็รู้สึกตกใจเมื่อเห็นเด็กชายตายแล้ว ส่วนเด็กผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บนั้นก็ได้ทำแผลให้ รู้สึกเสียใจชีวิตที่เด็กชายตายเพราะรู้สึกผูกพันกัน

 

 นายศิริพงษ์ยังได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เสียชีวิตว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้หญิง แต่มาระยะหลังเกิดเรื่องทะเลาะกันบ่อย ก็เลยเกิดเรื่องนี้ขึ้น

 

 ส่วนคำถามที่ว่าฆ่าศพเด็กแล้วนำไปทิ้งที่ไหน นายศิริพงษ์ตอบว่า ศพเด็กได้นำไปทิ้งไว้ริมถนน คาดว่าศพเด็กอาจจะถูกเคลื่อนย้ายไปที่ย่านตลิ่งชัน คำถามสุดท้ายผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นอะไรกับเด็กหญิงวัย 13 ปี ผู้ต้องหารายนี้ตอบว่า เด็กไม่ได้เป็นอะไรกับตน แต่เป็นลูกติดของหญิงที่เสียชีวิต ที่ผ่านมา ตนเคยเลี้ยงเด็กทั้ง 2 คนมา

 

 ต่อมาตำรวจอนุญาตให้นายศิริพงษ์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับรายการข่าวข้นคนข่าว ทางสถานีโทรทัศน์โมเดินไนน์ ทีวี โดยได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง พร้อมทั้งเปิดเผยว่าหลักฐานคือปลอกกระสุนซึ่งยิงไป 2 โม่ โม่ละ 7 นัด ตอนนี้อยู่ที่ห้องพักของตน 12 นัด หายไป 2 นัด รวมทั้งมีดที่ใช้หั่นศพน้องโชว์ด้วย ซึ่งในวันที่ไปค้นห้องจะมอบให้ตำรวจ

 

 นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวภาคสนามยังได้นำตัวน้องมินท์ ซึ่งรอดชีวิตไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระรามเก้า โดยผู้สื่อข่าวภาคสนามซึ่งได้คุยกับน้องมินท์รายงานทางโทรศัพท์ว่า น้องมินท์ได้รับบาดเจ็บกระสุนถากต้องนอนพักรักษาตัว โดยขณะนี้รู้สึกตัวทุกอย่าง และบอกว่ารอดมาได้เพราะแกล้งตาย และเมื่อถูกเขย่าตัวก็เลยบอกกับนายศิริพงษ์ให้ไว้ชีวิตและจะยอมทำตามทุกอย่าง

 

 อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวโมเดิร์นไนน์ ทีวี รายงานว่าจากการพูดคุยกับน้องมินท์ขัดกับที่นายศิริพงษ์ให้การไว้หลายจุด อีกทั้งขณะนี้น้องมินท์ต้องการพบกับ "ลุงโจ" ซึ่งเป็นเพื่อนกับมารดาด้วย

 

 ด้าน พล.ต.ท.อัศวินกล่าวภายหลังสอบปากคำที่ สน.ตลิ่งชัน ว่า ผู้ต้องหาได้ให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าผู้ตายมีสามี 3 คน คนแรกเป็นคนไทย อยู่ที่ จ.ชลบุรี เป็นพ่อของน้องมินท์ คนที่ 2 เป็นญี่ปุ่น เป็นพ่อของน้องโชว์ ส่วนสามีคนที่ 3 คือ ตัวผู้ต้องหาเอง โดยก่อนเกิดเหตุวันเดียวกัน น.ส.สุนันท์ได้โทรศัพท์ให้ผู้ต้องหาไปรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ หากไม่ไปรับก็จะขู่ฆ่า  ซึ่งเมื่อไปรับ น.ส.สุนันท์กับลูกทั้งสองก็ไปนั่งเบาะหลัง โดยนางสุนันท์นั่งกลาง ระหว่างทางมีปากเสียงกันเรื่องที่นางสุนันท์สั่งให้ไปฆ่าสามีคนแรก และพูดว่าไม่มีน้ำยา ชาตินี้ก็ได้เป็นแค่คนขับแท็กซี่ ทำให้รู้สึกโมโห หยิบปืนที่เตรียมมาเอี้ยวตัวหันหลังไปยิง ขณะที่ น.ส.สุนันท์พยายามที่จะล็อกคอ ทำให้ผู้ต้องหายิงแบบไม่รู้ทิศทาง จน น.ส.สุนันท์เสียชีวิต ก็ได้ลากศพลงไปทิ้ง จากนั้นก็ขับรถไปที่บ้านพัก โดยผู้ต้องหาอ้างว่าไม่รู้ว่าเด็กชายวัย 5 ขวบเสียชีวิตแล้ว จากนั้นจึงนำศพไปล้างในห้องน้ำแล้วหั่นศพ ส่วนเด็กหญิงโดนกระสุนปืน 5 นัด เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่า ได้ทำแผลให้น้องมินท์ตามอรรถภาพจากนั้นได้นำส่งโรงพยาบาลพระรามเก้า

 

 พล.ต.ท.อัศวินกล่าวต่อว่า ดูลักษณะการยิงเหมือนผู้ต้องหาจงใจที่จะฆ่าให้ตายทั้ง 3 คน เนื่องจากใช้กระสุนทั้งหมด 2 โม่ รวม 14 นัด จึงเป็นไปไม่ได้ว่าผู้ต้องหาไม่ตั้งใจฆ่า อีกทั้งผู้ต้องหายังได้เปลี่ยนลูกกระสูนปืน ทำให้การให้การของผู้ต้องหาไม่มีน้ำหนัก

 

 

 

คอตกเข้าเรือนจำ ตำรวจตลิ่งชันหิ้วตัวฆาตกรโหด "ศิริพงษ์" ผู้ต้องหาคดีฆ่าแม่-หั่นศพลูก ฝากขังศาล ค้านประกัน เหตุคดีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต แถมพฤติการณ์โหดเหี้ยม สะเทือนขวัญประชาชน หวั่น "ด.ญ.วัย 13 ปี" พยานปากเอกโดนเก็บ เจ้าตัวกราบเท้าแม่ร่ำไห้ พร้อมขอขมารูปถ่ายน้องโช ครวญชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดมาเป็นพ่อลูกกัน ผู้เป็นแม่แนะอยู่ในคุกนั่งสมาธิอุทิศกุศลให้คนตาย จะได้หมดเวรหมดกรรมในชาตินี้ ด้าน "อำนวย" โวยสื่อตรวจสอบก่อนเสนอข่าว ย้ำผู้ต้องหาไม่เกี่ยวแก๊งยากูซ่า ส่วนสาเหตุเชื่อมาจากเรื่องโกรธแค้น เพราะเจ้าตัวไม่ขอขมาหญิงผู้ตาย แต่ยังงงทรัพย์สินหายไปไหน ขณะที่อาการ "น้องมิ้นท์" ปลอดภัย

 

          จากคดีฆาตกรรมสะท้านกรุง ภายหลัง นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ อายุ 40 ปี คนขับรถแท็กซี่ อยู่บ้านเลขที่ 353/33 หมู่ 2 ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เข้ามอบตัวกับสำนักข่าวไทย สารภาพว่าตัวเองเป็นฆาตกรฆ่าหั่นศพ ด.ช.โช มาคิโน ลูกเลี้ยงวัย 5 ขวบ ที่พบชิ้นส่วนบริเวณป่ารกร้าง ในหมู่บ้านพิมาน ย่านตลิ่งชัน รวมทั้งสังหารโหดนางสุนันท์ ศรีสุวรรณ มาคิโน อายุ 38 ปี แฟนสาว และเป็นแม่ของ ด.ช.โช ซึ่งเกิดกับสามีคนที่ 2 ชาวญี่ปุ่น ที่พบศพในพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี โดยอ้างสาเหตุว่ามีปากเสียงกับนางสุนันท์ ระหว่างขับรถแท็กซี่ไปรับ นางสุนันท์ ที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับ ด.ช.โช และ ด.ญ.พิชยา หรือน้องมิ้นท์ จงงามวิลัย อายุ 13 ปี ลูกสาวคนโตของนางสุนันท์ซึ่งเกิดกับสามีคนแรก จึงใช้ปืนกระหน่ำยิงไม่ยั้ง กระสุนถูกนางสุนันท์ กับ ด.ช.โช เสียชีวิต ส่วน ด.ญ.พิชยา ถูกลูกหลงบาดเจ็บ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อคำให้การของนายศิริพงษ์ทั้งหมด ขณะที่มีรายงานว่าฆาตกรโหดรายนี้อาจเป็นสมาชิกกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ "ยากูซ่า" ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น  

  

          ความคืบหน้า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 ตุลาคม พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.เดินทางมาที่ สน.ตลิ่งชัน เรียกประชุมพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวนคดีฆ่าหั่นศพ จากนั้นเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า "เมื่อเช้าผมตื่นขึ้นมาบริโภคข่าว อ่านพาดหัวหนังสือพิมพ์ตัวไม้ว่า มีประเด็นแก๊งยากูซ่าด้วย ขอเรียนว่าคดีนี้พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนไปตามกระแสไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นวันพรุ่งนี้ อาจจะมีแก๊งยามาฮ่า คาวาซากิ หรือแก๊งฮอนด้า ขึ้นมาใหม่อีก"

 

          ส่วนเรื่องรอยสักนั้น ตนถามผู้ต้องหาแล้วว่าไปสักมาจากไหน เจ้าตัวตอบว่าสักที่สนามหลวง เปิดแบบดูแล้วยังไม่ปรากฏว่าการฆาตกรรมนั้นไปเกี่ยวข้องกับแก๊ง ก๊วน หรือก๊กไหน ส่วนทางการสอบสวนยังไม่ชี้ไปตรงนั้น ถึงขณะนี้สรุปได้เลยว่ายังไม่เกี่ยวกับแก๊งไหน

 

          พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อว่า ส่วนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนนั้น จะทำสำนวนตามพยานหลักฐานที่พบ ไม่ใช่ว่าจะเชื่อคำรับสารภาพไปทั้งหมด เจ้าหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นจากพยานหลักฐานว่าตรงตามคำให้การหรือไม่ ถ้าตรงตามที่ให้การ ต้องตรวจดูว่าคำรับสารภาพนั้นเป็นจริงหรือไม่ ส่วนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพาผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพนั้น ก็เพื่อดูลักษณะของการก่อเหตุ จุดก่อเหตุ รวมถึงสถานที่ เวลา ว่าจะตรงกับคำให้การแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ ผู้ต้องหาเป็นผู้ก่อเหตุตัวจริงแน่นอน ส่วนจะเป็นแก๊งอะไรคงแล้วแต่สื่อ  จะคิดเอาเอง อย่างไรก็ตาม วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการควบคุมตัวผู้ต้องหา ช่วงบ่ายจะได้นำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

 

          "ขอฝากสื่อด้วยว่า สิ่งใดไม่ชัวร์  สิ่งใดไม่แน่นอน อย่าเพิ่งนำเสนอ เดี๋ยวจะมี ประเด็นใหม่เกิดขึ้นมาอีก และขอวิงวอนด้วยว่า คดีนี้ไม่มีแก๊งอย่างแน่นอน การก่อเหตุนั้นเป็นเรื่องของการฆ่ากัน" รอง ผบช.น.ย้ำ

  

          พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ผู้ต้องหาร้องขอที่จะพูดความในใจผ่านสื่อ และขอขมาศพน้องโช แต่ไม่ประสงค์จะขอขมาศพนางสุนันท์ ชี้ให้เห็นว่าผู้ต้องหายังไม่หายโกรธแค้นนางสุนันท์ ซึ่งจะให้ผู้ต้องหาไปขอขมาศพคงไม่เหมาะ ทางตำรวจจะให้ขอขมากับรูปน้องโชแทน ในส่วนของการทำคดีนั้น ในกระบวนการยุติธรรมไทย เราไม่ได้คาดหวังความร่วมมือจากจำเลย แต่เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องพิสูจน์ว่าเชื่อคำให้การได้หรือไม่ เสาร์อาทิตย์นี้เราก็จะไม่หยุดทำงาน

 

          สำหรับคดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะคัดค้านการประกันตัวอย่างแน่นอน เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คือคิดตั้งใจมาก่อนแล้ว มีการนำปืนใส่รถมาจากบ้าน โทษคือประหารชีวิต เพราะการกระทำรุนแรงโหดร้าย รับไม่ได้ และคดีนี้มีพยานสำคัญที่ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ หากปล่อยตัวไปอาจหลบหนี หรือไปทำร้ายพยานได้

 

          รอง ผบช.น.กล่าวด้วยว่า ส่วนพ่อของน้องโชเราพยายามติดต่ออยู่ แต่ยังติดต่อไม่ได้ เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าทำธุรกิจอะไร ส่วนสาเหตุการฆ่านั้น ต้องมีส่วนมาจากความโกรธแค้นแน่นอน แต่จะประสงค์ต่อทรัพย์หรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ถามผู้ต้องหาก็บอกว่าเกิดจากความโกรธแค้น แต่เมื่อถามว่าทรัพย์สินของผู้ตายหายไปไหนเจ้าตัวกลับตอบไม่ได้ ถ้าเป็นการสังหาร ไม่ประสงค์ต่อทรัพย์แล้วทรัพย์สินอยู่ที่ไหน คดีนี้ตรงไปตรงมาอย่างแน่นอน พยานไปทางไหนก็ว่ากันไปทางนั้น ส่วนจะมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ผิดเพี้ยนไปบ้างคงต้องเชื่อพยาน เพราะทั้งหมดจะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล ส่วนการรับสารภาพนั้น ถ้าไม่รับทั้งหมด ก็จะเกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาโทษของศาลด้วย

 

          "มีคำถามอีกว่า ทำคดีนี้เจอตอหรือไม่ ปวดหัวครับ ปวดหัวอย่างยิ่ง ไม่เจอตอครับ ถ้าผมเจอตอ ผมจะจัดการกับตอนั้น ผมจะไม่ไปพูดว่าเจอตอแล้วทำไม่ได้ ผมต้องจัดการกับตอ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจครับ ต้องบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ไปให้คนอื่นกำจัดตอให้ผม แต่ขณะนี้ไม่เจอตอ คดีนี้เรียบร้อย ตรงไปตรงมา ทำง่าย แต่จะยุ่งยากก็เพราะกระแสนี่เอง"

  

          ต่อมาเวลา 10.00 น. นายสัญชัย เกิดน้อย เจ้าของกิจการแท็กซี่สยาม ได้เดินทางมาที่ สน.ตลิ่งชัน แจ้งความประสงค์ขอพบนายศิริพงษ์ ผู้ต้องหา ก่อนเปิดเผยว่า รู้จักกับนายศิริพงษ์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ตั้งแต่นายศิริพงษ์กับภรรยาเก่าเป็นพ่อค้าขายขนมครก อยู่ปากซอยเซ็นหลุยส์ หลังจากนั้นก็เลิกกับภรรยาไป โดยภรรยาเก่าไปอยู่ออสเตรเลีย ส่วนนายศิริพงษ์เคยมีรถแท็กซี่เป็นของตัวเองมาก่อนแต่ผ่อนไม่ไหวจึงนำมาขายให้สหกรณ์แล้วผ่อนส่งสหกรณ์เดือนละประมาณ 2 หมื่นบาท แต่ก็ยังผ่อนไม่ไหวอีก จึงต้องขายขาดไปเลย ได้เงินก้อนหนึ่งไปซื้อบ้านเปิดเป็นร้านซ่อมจักรยาน โดยบุคลิกส่วนตัวนายศิริพงษ์เป็นคนเรียบร้อย แต่เคยสอบถามจากเพื่อน ๆ เหมือนกัน ทราบว่าเป็นคนชอบเล่นการพนัน ก่อนหน้าไม่เคยเห็นรอยสัก หรือเป็นคนโหดร้ายแต่อย่างใด เลยไม่คิดว่าจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

  

          กระทั่งเวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่ได้เชิญนางสุพานีย์ กาญจนนิวิฐ มารดาของนายศิริพงษ์ มาพบบุตรชายที่ห้องประชุมชั้น 3 ของ สน.ตลิ่งชัน เมื่อทั้งคู่พบหน้ากันก็ร่ำไห้โผเข้ากอดกันทันที บรรยากาศสุดสลด ก่อนที่นายศิริพงษ์จะก้มลงกราบเท้านางสุพานีย์ โดยนางสุพานีย์ ลูบศีรษะพร้อมกับบอกนายศิริพงษ์ว่า "อย่าคิดมาก แม่อโหสิกรรมให้ลูก แม่จะไม่ทอดทิ้งลูกแน่นอนจะไปเยี่ยมบ่อย ๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูก หรือเรื่องอื่น แม่จะดูแลให้ ขอให้ลูกไปใช้กรรมในคุก และอยู่ในนั้นก็ให้ทำตัวดี ๆ นั่งสมาธิอุทิศส่วนกุศลให้กับคนตายด้วย มันจะได้หมดเวรหมดกรรมกันไปตั้งแต่ชาตินี้"

 

 

 

          จากนั้นเจ้าหน้าที่นำดอกไม้ธูปเทียนมาให้นายศิริพงษ์ไหว้ขอขมาต่อหน้ารูปศพ ของน้องโช โดยนายศิริพงษ์ได้กล่าวกับรูปศพน้องโชทั้งน้ำตาว่า "ข้าพเจ้านายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ ได้ทำผิดต่อน้องโช วันนี้จึงได้มาขอขมาต่อหน้าภาพถ่ายตัวแทนน้องโชที่ล่วงลับไปแล้ว น้องโชเป็นเด็กดี เป็นเด็กฉลาด เป็นเด็กน่ารัก น้องโชมีอนาคตที่ดี แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะน้ำมือผม ถ้าชาติหน้ามีจริงก็ขอให้น้องโชให้อภัยกับลุงใหญ่ และกลับมาเกิดเป็นลูกของลุงใหญ่ เพื่อที่ลุงใหญ่จะได้ตอบแทนน้องโช เหมือนกับที่ลุงใหญ่ได้ดูแลลูกของลุงใหญ่เองในชาตินี้ ที่ลุงใหญ่ได้ดูแลเป็นอย่างดี หวังว่าวิญญาณน้องโชคงไปสู่สุคติ ลุงใหญ่ขอโทษและขออโหสิกรรมให้กับน้องโช"

  

          นายศิริพงษ์ กล่าวด้วยว่า ตนรู้สึกผิดต่อน้องโชที่ต้องมาโดนลูกหลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ทำไปเพราะความโกรธแค้น และถูกกดดันมาตลอด ถ้าไม่ทำก็อาจจะถูกเก็บ เมื่อสองเดือนก่อนได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เรื่องถูกข่มขู่ ตนยืนยันว่าลงมือทำเพียงคนเดียว ไม่ใช่คำสั่งของแก๊งยากูซ่าเหมือนที่ตกเป็นข่าวแต่อย่างใด สำหรับรอยสักตนไปสักมาจากสนามหลวง ส่วนเรื่องชิงทรัพย์ยืนยันว่าไม่ใช่ ปกติตนเป็นคนยิงปืนแม่น แต่ที่ต้องยิงไม่ยั้ง เพราะไม่ได้หันไปมอง ถ้าตั้งใจยิง แค่นัดเดียวคุณสุนันท์ก็ตายแล้ว และน้องโชก็คงไม่ต้องมาเสียชีวิต ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ไม่ขอพบเจอคุณสุนันท์เลยดีกว่า

  

          ด้านนางสุพานีย์ มารดาของนายศิริพงษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเจอกับนางสุนันท์มาก่อน แต่ไม่สนิทมากนัก มารู้เรื่องอีกทีก็วันที่ลูกชายโทรฯ มาหาแล้วเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พอรู้เรื่องก็ตกใจและเสียใจอย่างมาก แต่ขณะนั้นกำลังปฏิบัติธรรมถือศีลอยู่ จึงรับฟังรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ได้ ตนขอร้องให้ลูกชายไปมอบตัวกับตำรวจ โดยลูกชายได้ฝากฝังลูกไว้กับตนด้วย ซึ่งตนก็รับปากจะดูแลให้

  

          จากนั้นช่วงบ่ายวันเดียวกัน พ.ต.ท. ประเสริฐ สีตลาศัย พนักงานสอบสวนสน.ตลิ่งชัน ควบคุมตัวนายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพอำพรางคดี มาที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-26 ตุลาคม 2552 เพราะการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 5 ปาก, รอผลตรวจสอบประวัติ การต้องโทษของผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร, รอผลตรวจพิสูจน์ของกลาง จากกองพิสูจน์หลักฐาน

 

          ท้ายคำร้องระบุด้วยว่า พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต มีพฤติการณ์โหดเหี้ยม ทารุณ และเป็นที่สะเทือนขวัญแก่ประชาชน แม้ผู้ต้องหาจะมอบตัว แต่ก็ทราบว่ามีสาเหตุมาจากมารดาของผู้ต้องหาได้ปลอบใจ และแนะนำให้มอบตัว หาใช่เป็นการตั้งใจเข้ามอบตัวของผู้ต้องหาไม่ หากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี

 

          นอกจากนี้ ด.ญ.พิชยา หรือมิ้นท์ จงงามวิลัย อายุ 13 ปี ประจักษ์พยานคนสำคัญซึ่งถูกผู้ต้องหายิงบาดเจ็บ ให้การว่าบิดาของพยานมีเหตุโกรธเคืองกับผู้ต้องหามาก่อน หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว อาจเป็นภยันตรายแก่พยานปากนี้ หรือบุคคลอื่นได้ ศาลพิจารณา คำร้องแล้วสอบถามผู้ต้องหาไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้ ซึ่งจะได้นำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไป

  

          ก่อนหน้านี้ ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ด.ญ.พิชยา หรือ น้องมิ้นท์ จงงามวิลัย อายุ 13 ปี พยานสำคัญในคดีฆ่าหั่นศพ ด.ช.โช มาคิโน อายุ 5 ขวบ น้องชาย และนางสุนันท์ ศรีสุวรรณ มาคิโน อายุ 38 ปี ผู้เป็นแม่ ยังคงพักฟื้นอยู่ที่หอผู้ป่วยใน ชั้น 7 หลังแพทย์ผ่าตัดเอาหัวกระสุนออกจากบริเวณข้อศอกซ้าย และไหปลาร้าขวา เมื่อวันที่ 14 ต.ค.โดยมีตำรวจนอกเครื่องแบบ 2 นาย ร่วมกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาล ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าเยี่ยมเด็ดขาด

  

          ด้าน นพ.ไพรัช เจาฑะเกษตริน ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูก แพทย์เจ้าของไข้ เข้าตรวจอาการน้องมิ้นท์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะเปิดเผยว่า อาการของน้องมิ้นท์ดีขึ้นแล้ว แผลผ่าตัดแห้งดี ไม่มีไข้ มีเพียงอาการปวดแผลผ่าตัด สรุปอาการทั้งทางร่างกาย และสภาพจิตใจอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูอาการของบาดแผลอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์จึงจะบอกได้ว่าจะ ให้ออกจากโรงพยาบาลได้หรือไม่ ผู้สื่อข่าวถามว่าจะย้ายน้องมิ้นท์ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ใช่หรือไม่ นพ.ไพรัช กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของผู้รับผิดชอบว่าจะย้ายหรือไม่ ซึ่งจะไม่ขอก้าวก่าย อย่างไรก็ตามทางโรงพยาบาลพระรามเก้า จะดูแลผู้ป่วยขณะที่พักรักษาตัวอยู่ที่นี่อย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้อาการดีมากแล้ว ช่วยเหลือตัวเองได้ ส่วนเศษกระสุนที่ฝังอยู่นั้นทางแพทย์ได้ผ่าตัดเอาออก และล้างแผลให้แล้ว เป็นห่วงบาดแผลที่กระดูกไหปลาร้าหักเท่านั้น คงต้องรอดูอาการสักระยะ

น้องมิ้น ไหว้ศพแม่-น้อง อาการดีขึ้น พ่อขอรับไปอยู่ด้วย (ไทยรัฐ)

 

 

 

         ด.ญ.พิชญา จงงามวิไล หรือ น้องมิ้น เหยื่อฆาตกรฆ่าหั่นศพ เดินทางไปสวดพระอภิธรรมศพ และถวายเครื่องสังฆทาน ให้ นางสุนันท์ ศรีสุวรรณ และน้องโช มาคิโน แม่และน้อง ที่ วัดอ่างศิลา  อ.อ่างศิลา จ.ชลบุรี โดยมี พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผช.ผบ.ตร.โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ 

 

         โดย พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ กล่าวว่าในคืนนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพให้นางสุนันท์ และ น้องโช และด้วยความคิดถึงแม่และน้องของน้องมิ้น  อยากมากราบศพแม่และน้องทางโรงพยาบาลพระรามเก้า ก็ใจดีอนุเคราะห์ให้น้องมิ้น ทางออกจากโรงพยาบาลมากราบศพแม่และน้องได้ ส่วนในทางคดี นั้น ขอบอกว่ารู้สึกไม่สบายใจและหนักใจ  เพราะน้องมิ้น ยังเป็นเด็กต้องมาเป็นเหยื่ออาชญากรรม และขอยืนยันว่าคดีนี้จะสรุปสำนวนส่งให้อัยการได้ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้แน่นอน ส่วนทรัพย์สินที่ยึดจาก สิริพงษ์ หรือใหญ่ กาญจนนิวิฐ  (ผู้ต้องหา) ก็จะดำเนินการให้เรียบร้อย และหลังจากคดีเสร็จและน้องมิ้นอาการดีขึ้นก็จะไปอยู่กับพ่อและเรียนหนังสือโรงเรียนนานาชาติที่ จ.เชียงใหม่ 

 

 

  

 

 

         ด้าน น.พ.วิทยา วันเพ็ญ นายแพทย์ รพ.พระรามเก้า เผยถึงอาการบาดเจ็บของน้องมิ้น ว่า ได้ผ่าเอาเศษกระสุนออกจากไหปลาร้าแล้วและได้ทำการล้างแผลทุกวัน คาดว่าอีก 2 อาทิตย์ แผลก็คงจะแห้งและดีขึ้น แต่อาการทางจิตใจของน้องมิ้น ยังคงต้องใช้เวลาบำบัดอีกสักระยะ ส่วน น้องมิ้น  เปิดเผยว่า บาดแผลดีขึ้นบ้างแล้ว รวมทั้งจิตใจก็ดีขึ้นบ้างเช่นกัน และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไรว่า น้องมิ้น ตอบว่า อยากเป็นหมอ

 

         สุดท้ายก่อนเดินทางกลับ รพ.พระรามเก้า นายสมพงษ์ จงงามวิไล พ่อบังเกิดเกล้า น้องมิ้น ได้พาบุตรชายคนโตที่เกิดกับภรรยาคนปัจจุบัน พูดคุยกับน้องมิ้น แล้วเปิดเผยว่าอยากให้น้องมิ้น ร่วมงานศพแม่และน้องอีก แม้จะเป็นคืนสุดท้ายก็ได้ แต่ไม่รู้ทางโรงพยาบาลจะอนุญาตหรือไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตำรวจเตรียมนำตัวผู้ต้องหาคดีสังหารโหด 2 แม่ ลูก ไปฝากขังผลัดแรก พร้อมคัดค้านการประกันตัว

 

ในเวลา 09.00 น.วันนี้ พนักงานสอบสวน สน. ตลิ่งชัน จะนำตัว นายสิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ ผู้ต้องหาฆ่า นางสุนันท์ ศรีสุวรรณ และฆ่าหั่นศพ เด็กชายโช มาคิโน วัย 5 ขวบ ไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดาผลัดแรก พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ และคาดว่าผู้ต้องหาจะไม่ยื่นขอประกันตัว เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประสานกับญาติ หรือเตรียมหลักทรัพย์ใดๆ โดยยอมรับกับการกระทำ และขอชดใช้กรรมเอง พร้อมแสดงเจตจำนงจะขอขมาศพ น้องโช แต่ตำรวจจะจัดให้ขอขมาภาพถ่ายของ น้องโช แทน โดยจะจัดดำเนินการให้ที่ สน.ตลิ่งชัน ช่วงสายวันนี้

 

ส่วนความคืบหน้าของคดีตำรวจเตรียมเร่งสรุปสำนวน เพื่อส่งฟ้องศาลให้เร็วที่สุดภายใน 30 วันนับจากนี้ อย่างไรก็ตามยังมีบางประเด็นที่ยังต้องสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะในเรื่องของเวลาเสียชีวิต ที่ผู้ต้องหาให้การไม่กับรายงานของแพทย์

 

 

 

21 กันยายน 2553

พนักงานสอบสวน คดีฆ่าหั่นศพ เด็กชายโช วัย 5 ขวบ เผย ผู้ต้องหา สารภาพทุกข้อกล่าวหา เนื่องจาก กลัวถูกตัดสินประหารชีวิต

 

ความคืบหน้าคดีที่ นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ หรือ ใหญ่ อายุ 41 ปี อาชีพคนขับรถแท็กซี่ ผู้ต้องหายิง น.ส.สุนันท์ ศรีสุวรรณ เสียชีวิต พร้อมฆ่าหั่นศพ ด.ช. โช มาคิโน วัย 5 ขวบ ลูกชายของ น.ส.สุนันท์ ล่าสุด ทีมพนักงานสอบสวน ที่ดูแลคดีนี้ ได้ขึ้นเบิกความเป็นพยานต่อศาลอาญา ในนัดสืบพยานจำเลย พร้อมกับเปิดเผยว่า นายศิริพงษ์ ได้ขึ้นเบิกความ และให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เพราะเกรงว่าจะถูกลงโทษประหารชีวิต ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ 21 ก.ย. นี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีนี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2552 ขณะที่ นายศิริพงษ์ ได้ขับรถไปรับ น.ส.สุนันท์ ด.ช.โช และน้องมิ้น บุตรชายและบุตรสาวของ น.ส.สุนันท์ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น แต่ระหว่างทางที่นั่งมาในรถนั้น นายศิริพงษ์ ได้มีปากเสียงกับ น.ส.สุนันท์ อย่างรุนแรงเป็นเหตุให้ นายศิริพงษ์ ใช้อาวุธปืน ยิงน.ส.สุนันท์ กับ ด.ช.โช เสียชีวิตส่วน ด.ญ.มิ้น ได้รับบาดเจ็บ จากนั้น นายศริพงษ์ ได้นำศพของ น.ส.สุนันท์ ไปทิ้ง ในพื้นที่ อ.ลาดหลุ่มแก้ว จ.ปทุมธานี และ นำศพของ ด.ช.โช ไปชำแหละ ก่อนจะนำไปทิ้งย่านตลิ่งชัน และนายศิริพงษ์ ได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในเวลาต่อมา

 21 กันยายน 2553

ศาลอาญา มีคำพิพากษา ประหารชีวิต นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ น้องโช เด็กชายวัย 5 ขวบ และฆ่าแม่ ตระกูลมาคิโน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2552 โดยระบุว่า พฤติการณ์มีการวางแผนโหดร้ายกับเด็กและผู้หญิง โดยจำเลยสารภาพเป็นประโยชน์กับรูปคดี ข้อหาอื่นให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง แต่คงโทษประหาร ขณะที่นายศิริพงษ์ ขณะฟังคำตัดสินมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
ด้าน น้องมิ้น พี่สาวของน้องโช ผู้ที่รอดตายจากเหตุสะเทือนขวัญ มาฟังคำสั่งศาลเช่นกัน โดยกล่าวว่า จะไม่อโหสิกรรม และไม่มีวันยกโทษให้ อยากให้กรรมลงโทษคนที่ทำผิด

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 21 กันยายน 53 ที่ห้องพิจารณา 906 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลพิพากษาประหารชีวิต นายสิริพงศ์ หรือใหญ่ กาญจนนิวิฐ หรือ กาญนชมพู อายุ 41 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ จำเลยในความผิดฐานฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธปืน , หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย , กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม , ซ่อน เร้นหรือย้ายทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยไม่ได้รับอนุญาต


คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2552 เวลา 24.00 น.จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพก รีวอลเวอร์ ขนาด .38 ซึ่ง ไม่ได้รับอนุญาต ยิง นางสุนันท์ ศรีสุวรรณ หลายนัดถูกบริเวณกกหูด้านขวา ลำคอหน้าอก กระดูกไหปลาร้าข้างซ้าย จนถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ยังใช้ปืนยิง ด.ช.โช มาคิโน่ บุตรชายของ นางสุนันท์ หลายนัดถูกบริเวณศีรษะ ลำตัว ต้นแขนขวา และปลายแขนขวา จนถึงแก่ความตาย อันเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นอกจากนี้ จำเลยยังใช้อาวุธปืนยิง ด.ญ.พิชญา หรือน้องมิ้นท์ จงงามวิไล อายุ 13 ปี (ขณะนั้น) ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้นจำเลยได้ลักเอาสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาทจำนวน 1 เส้น สร้อยข้อมือทองคำหนัก 5 บาท จำนวน 1 เส้น พระเครื่องเลี่ยมทองจำนวน 3 องค์ นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ ฝังเพชร 1 เรือน และธนบัตรญี่ปุ่นจำนวน 16,000 เยน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 246,180 บาท ของนางสุนันท์ ผู้ตาย ไปโดยทุจริต แล้วจำเลยได้กักขังหน่วงเหนี่ยว ด.ญ.พิชญา ไว้ในห้องเลขที่ 353/33 บ้านเอื้ออาทร คอนโดมีเนียม ถนนตลิ่งชัน - สุพรรณบุรี ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี แล้วใช้กำลังกระทำอนาจาร ด.ญ.พิชญา


นอกจากนี้ จำเลยยังได้ใช้มีดปังตอสแตนเลส 2 เล่มหั่นศพ ด.ช.โช มาคิโน่ เป็น 12 ชิ้น นำไปแยกใส่ถุงพลาสติกสีดำ 5 ใบ เคลื่อนย้ายศพออกจากห้องพักของจำเลยไปทิ้งไว้ในซอยหมู่บ้านพิมาน แขวงบางละมาด เขตตลิ่งชัน กทม. อันเป็นการซ่อนเร้นทำลายศพ เพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2552 พนักงานสอบสวนพบชิ้นส่วนศพของ ด.ช.โช และวันที่ 13 ตุลาคม 2552 จำเลย ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมของกลางอาวุธปืน โดยพนักงานสอบสวนได้ยึดของกลางเป็นมีดบังตอที่ใช้ก่อเหตุจากห้องพักรวมถึง ทรัพย์สินของกลางที่จำเลยลักทรัพย์เอาไปจาพยานบุคคลที่จำเลยนำไปฝากไว้


สอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ในข้อหา พ.ร.บ.อาวุธปืน , ฆ่าและพยายามฆ่า ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธปืน และซ่อนเร้นทำลายศพ หาหน่วงเหนี่ยวกักขัง และกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยอ้างว่ากระทำไปเพราะบันดาลโทสะ


ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า โจทก์มี ด.ญ.พิชญา จงงามวิไล ผู้เสียหาย เบิกความยืนยันว่าในวัน 10 ตุลาคม 2552 เวลาประมาณ 23.30 น.จำเลยขับรถแท็กซี่ไปรับนางสุนันท์ มารดา ด.ช.โช น้องชาย และพยานจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อไปส่งที่คอนโดมิเนียม ย่านถนนรัชดาภิเษก แต่จำเลยกลับขับรถออกนอกเส้นทาง นางสุนันท์จึงสั่งหยุดรถ จำเลยจึงหันมาใช้อาวุธปืนยิงใส่นางสุนันท์ ด.ช.โช และพยาน เมื่อถูกยิงพยานจึงแกล้งเสียชีวิต ขณะที่มารดาพูดจาต่อว่าจำเลยจึงถูกยิงซ้ำอีก 2 นัด ส่วนน้องชายร้องไห้จึงถูกยิงซ้ำอีก 3 - 4 จนเสียชีวิต เห็นว่าพยานรู้จักจำเลยเป็นอย่างดีเพราะถูกเลี้ยงดูมาแต่ยังเล็ก แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนย่อมจำได้ว่าเป็นจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุ อีกทั้งมีภาพจากโทรทัศน์วงจรปิดยืนยันว่าจำเลยไปรับผู้ตายและผู้บาดเจ็บจากสนามบินสุวรรณภูมิจริง ประกอบกับหลักฐานในชั้นสอบสวนพบว่าหัวกระสุนถูกยิงจากปืนของจำเลย อีกทั้งผลการตรวจสอบในรถแท็กซี่ เสื้อ และรองเท้าของจำเลยพบคราบโลหิตของผู้ตาย และพบคราบเลือดของ ด.ญ.พิชญาในห้องน้ำบ้านพักย่านบางบัวทองที่จำเลยนำพยานไปกักขังไว้ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสอง และพยามฆ่าผู้เสียหายจริง


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้เตรียมอาวุธปืนซุกซ่อนไว้ใต้เบาะรถ และวางแผนขับรถออกนอกเส้นทางก่อนใช้ปืนยิงผู้ตาย จึง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฆ่า และพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนไม่ใช่เหตุบันดาลโทสะ


พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหาย แต่ผู้ตายไม่เสียชีวิตทันทีจึงยิงซ้ำ จากนั้นจึงพา ด.ญ.พิชญา ผู้เสียหาย ไปหน่วงเหนี่ยวกังขังและกระทำอนาจาร จากนั้นจึงหั่นศพ ด.ช.โช ใส่ถุงพลาสติกสีดำ 5 ใบแยกไปทิ้งในที่ต่างๆ พฤติการณ์ของจำเลยมีความโหดร้ายกระทำต่อเด็กและผู้หญิง และยังปิดบังซ่อนเร้นทำลายศพ คำรับสารภาพของจำเลยไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาไม่สมควรลดโทษให้

         
พิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลย ส่วนข้อหาพยายามฆ่า พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ข้อหาชิงทรัพย์ จำคุก 6 ปี หน่วงเหนี่ยวกักขังหน่วงเหนี่ยว จำคุก 2 ปี กระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ให้จำคุก 6 ปี ซ่อนเร้นทำลายศพฯจำคุก 1 ปี ข้อหาพกพาอาวุธปืนในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ ด.ญ.พิชญา หรือน้องมิ้น จงงามวิไล บุตรสาวและพี่สาวของผู้ตายทั้งสองเดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับนายชยุต จงงามวิไล บิดา เพื่อร่วมฟังคำพิพากษา โดยภายหลังศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลย ด.ญ.พิชญา กล่าวว่า ผลคำพิพากษาทำให้ความรู้สึกของตนดีขึ้น ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณหน่วยงานและทุกคนที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ แต่กับบางคนที่เข้ามาเพื่อสร้างภาพ ขออย่าเข้ามาอีกเลยเพราะทำให้เสียความรู้สึก

                
“ หลังจากนี่จะจุดธูปบอกแม่และน้องว่าเราทำสำเร็จแล้ว ทำดีที่สุดแล้ว ส่วนตัวยอมรับว่ายังไม่ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังโกรธแค้นที่นายสิริพงษ์ฆ่าแม่และน้องชาย และคงจะไม่ให้อภัย หรืออโหสิกรรมให้ แม้ศาลจะพิพากษาลงประหารชีวิต ” ด.ญ.พิชญา กล่าว

              
 ด้าน นายชยุต กล่าวว่า พอใจกับผลคำพิพากษาและขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม พิพากษาให้คนทำผิดได้รับโทษที่เขาได้กระทำไว้ นอกจากนี้ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งสื่อมวลชนที่ให้ความยุติธรรม ส่วนการดูแลบุตรสาวต่อจากนี้ จะให้เขาได้เรียนสูงที่สุด ส่วนจะเป็นด้านไหนตามใจเขา และเชื่อว่าบุตรสาวจะลืมเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นได้

 

 

10 ส.ค.2554


 วันนี้ (10 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 711 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.4099/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสิริพงศ์ หรือใหญ่ กาญจนนิวิฐ หรือกาญจนชมพู อายุ 43 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธปืน, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม, ซ่อนเร้นหรือย้ายทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 279, 288, 289, 310, 335, 336 ทวิ, 371 กรณีเมื่อวันที่ 10 ต.ค.52 เวลา 24.00 น.จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ยิงนางสุนันท์ ศรีสุวรรณ และด.ช.โช มาคิโน่ บุตรชายของนางสุนันท์ หลายนัดจนถึงแก่ความตาย แล้วหั่นศพ ด.ช.โช แยกทิ้ง และจำเลยยังใช้อาวุธปืนยิง ด.ญ.พิชญา หรือน้องมิ้นท์ จงงามวิไล อายุ 13 ปีเศษ บุตรสาวของนางสุนันท์ หลายนัดจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
       
       ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ก.ย.53 ให้ประหารชีวิต ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ส่วนข้อหาพยายามฆ่า ด.ญ.พิชญา ให้จำคุกตลอดชีวิต, จำคุก 6 ปีฐานชิงทรัพย์ฯ, ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังฯ ให้จำคุก 2 ปี, ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ให้จำคุก 6 ปี, ฐานซ่อนเร้นทำลายศพฯ จำคุก 1 ปี และข้อหาพกพาอาวุธปืนในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 1 ปี แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว
       
       อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ประชุมตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งเห็นว่าโจทก์มี ด.ญ.พิชญา เบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค.52 เวลา 22.30 น. จำเลยได้ขับรถแท็กซี่ไปรับนางสุนันท์ มารดาและ ด.ช.โช ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางมายังคอนโดมิเนียมที่พักบริเวณรัชดาภิเษก แต่ระหว่างทางจำเลยได้ขับรถออกนอกเส้นทาง ซึ่งเมื่อนางสุนันท์ มารดาสั่งหยุดรถ จำเลยจึงหยิบอาวุธปืนในรถหันมายิงมารดา แล้วเมื่อ ด.ช.โชร้องไห้ จำเลยจึงได้ยิงซ้ำจนเสียชีวิต ส่วนพยานเมื่อถูกยิง พยานจึงแกล้งหมดสติ
       
       ศาลเห็นว่าพยานดังกล่าวแม้ช่วงเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ ด.ญ.พิชญาน่าจะจดจำใบหน้าจำเลยได้ เพราะจำเลยมีความสนิทสนม ซึ่งเคยเป็นผู้เลี้ยงดู ด.ญ.พิชญามาก่อน อีกทั้งการก่อเหตุยิงก็อยู่ในระยะประชิด จึงเชื่อว่าพยานไม่น่าจะให้การปรักปรำจำเลย เพราะไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน โดยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพียงกรรมเดียวกันนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดต่อเนื่อง 2 กรรม จึงเห็นควรพิพากษาแก้ลักษณะความผิดเป็นว่า ให้พิพากษาลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) 2 กรรม นอกจากนี้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้นพิพากษา
       
       ภายหลังฟังคำพิพากษา นายสิริพงษ์ จำเลยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ขอยอมรับโทษประหารชีวิตที่ศาลมีคำพิพากษา โดยจะไม่ขอยื่นฎีกาสู้คดีอีก รวมทั้งไม่คิดที่จะขอพระราชทานอภัยโทษด้วย โดยต้องการให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะที่ผ่านมาตนก็ยอมรับสารภาพมาโดยตลอด ซึ่งหลังจากนี้ตนจะได้เตรียมความพร้อมรับโทษต่อไป ทั้งนี้ ขณะที่ถูกคุมขังในเรือนจำตนยังกินอิ่มนอนหลับ และได้สวดมนต์นั่งสมาธิทุกวัน
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้อัยการยื่นฟ้อง ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค.52 เวลา 24.00 น.จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .38 ซึ่งไม่ได้รับอนุญาต ยิงนางสุนันท์ ศรีสุวรรณ หลายนัดถูกบริเวณกกหูด้านขวา ลำคอหน้าอก กระดูกไหปลาร้าข้างซ้าย จนถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ยังใช้ปืนยิง ด.ช.โช มาคิโน่ บุตรชายของนางสุนันท์หลายนัดถูกบริเวณศีรษะ ลำตัว ต้นแขนขวา และปลายแขนขวา จนถึงแก่ความตายสมดังเจตนา อันเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นอกจากนี้ จำเลยยังใช้อาวุธปืนยิง ด.ญ.พิชญา หรือน้องมิ้นท์ จงงามวิไล อายุ 13 ปีเศษ บุตรสาวของนางสุนันท์หลายนัด แต่กระสุนถูกบริเวณหัวไหล่ขวา ข้อศอกซ้าย ซึ่งไม่ใช่อวัยวะสำคัญ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย ด.ญ.พิชญาได้ร้องขอชีวิตกับจำเลยไว้ จากนั้นจำเลยได้ลักเอาสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท จำนวน 1 เส้น สร้อยข้อมือทองคำหนัก 5 บาท จำนวน 1 เส้น พระเครื่องเลี่ยมทองจำนวน 3 องค์ นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ ฝังเพชร 1 เรือน และธนบัตรญี่ปุ่นจำนวน 16,000 เยน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 246,180 บาทของนางสุนันท์ ผู้ตายไปโดยทุจริต แล้วจำเลยได้กักขังหน่วงเหนี่ยว ด.ญ.พิชญา ไว้ในห้องเลขที่ 353/33 บ้านเอื้ออาทร คอนโดมิเนียม ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี แล้วใช้กำลังกระทำอนาจาร ด.ญ.พิชญา
       
       ส่วนศพ ด.ช.โช มาคิโน่ จำเลยได้ใช้มีดปังตอสเตนเลส 2 เล่ม หั่นศพเป็น 12 ชิ้น นำไปแยกใส่ถุงพลาสติกสีดำ 5 ใบ เคลื่อนย้ายศพออกจากห้องพักของจำเลยไปทิ้งไว้ในซอยหมู่บ้านพิมาน แขวงบางละมาด เขตตลิ่งชัน กทม. อันเป็นการซ่อนเร้นศพ เพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย ต่อมาวันที่ 12 ต.ค.52 พนักงานสอบสวนพบชิ้นส่วนศพของ ด.ช.โช และวันที่ 13 ต.ค.52 จำเลยได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมของกลางอาวุธปืน โดยพนักงานสอบสวนได้ยึดของกลางเป็นมีดบังตอที่ใช้ก่อเหตุจากห้องพักรวมถึง ทรัพย์สินของกลางที่จำเลยลักทรัพย์เอาไปจากพยานบุคคลที่จำเลยนำไปฝากไว้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ในข้อหา พ.ร.บ.อาวุธปืน, ฆ่าและพยายามฆ่าฯ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธปืน และซ่อนเร้นทำลายศพ แต่ให้การปฏิเสธข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขัง และกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นไม่ยินยอม

 

« Back