พนักงานสอบสวนหญิง

12 ตุลาคม 2551

อภิณ์รัตน์

  สตรี กับกระบวนการยุติธรรมไทย

 

บทนำ

 

หลักการปกครองโดยนิติธรรม (THE RULE OF LAW) ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และทุกคนมีความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550

สตรีไทยในรอบ 60 ปี ที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมตะวันตก ความก้าวหน้าทันสมัยของเทคโนโลยี ประเทศไทยได้รับอิทธิพล ทำให้สตรีไทยปัจจุบัน เป็นสตรียุดใหม่ ผิดกับในสมัยก่อน จะเห็นได้ว่า รุ่นคุณแม่ คุณยาย สตรีไทยไม่ได้รับสิทธิ ความเสมอภาคเช่นนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 30 บัญญัติไว้ว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทำให้หญิงไทยไม่ได้เป็นช้างเท้าหลังเหมือนดังแต่ก่อน หญิงมีสิทธิออกทำงานนอกบ้าน เป็นผู้นำคนหนึ่งในครอบครัวไทย มีบทบาทในสังคม มีตำแหน่งหน้าที่การงานสำคัญในระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทย เช่น เป็น ส.ส.,ส.ว. เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เป็นข้าราชการตำรวจ และจำนวนมากในระบบกระบวนการยุติธรรมไทย เป็นผู้พิพากษา อัยการ ฯลฯ

 

สมัยก่อน สตรีไทยต้องอยู่กับบ้านเลี้ยงดูแลบุตรดูแลบ้าน ไม่ได้รับการศึกษาสูงเท่าผู้ชาย ชายที่เป็นสามีทำงานเพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่ในปัจจุบันชายและหญิงมีการศึกษาสูง ต่างทำงาน เพื่อช่วยกันหาเลี้ยงครอบครัว สตรีมีสิทธิเสมอภาค และเท่าเทียมชาย มีการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ เพื่อยกสถานภาพของสตรี เช่น เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีกฎหมายเกี่ยวกับคำนำหน้านามสตรี ซึ่งสตรีที่มีครอบครัวผ่านการสมรสมาแล้ว หรือมีการหย่าร้าง สามารถใช้คำว่า นางสาว นำชื่อนามได้อีกครั้ง กลับมาใช้นามสกุลเดิมของตนได้  นอกจากนี้ยังมีสิทธิอื่น ๆ ตามกฎหมายอีกมากมาย เป็นต้น

 

ประชากรหญิงมากกว่าประชากรชาย

 

สถิติสํานักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ได้รวมจำนวนประชากรทั่วประเทศไทย โดยแยกเป็น กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ตามหลักฐานทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ 2551  ประชากรทั้งหมดทั่วประเทศ มีทั้งหมด 63,038,247 คน แบ่งเป็น ชาย 31,095,942 คน หญิง 31,942,305 คน สรุปโดยรวม ผู้หญิง มีจำนวนมากกว่า ผู้ชาย เกือบ 9 แสนคน  นอกจากนี้ยังมีสถิติว่า สตรีมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวกว่าชายไทยอีกด้วย  ปัจจุบันสตรีไทยได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการศึกษาที่สูงเท่าเทียมชาย และทางราชการก็แก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ในการรับสมัครสตรีไทยเข้ามาทำงาน รับราชการ หรือแม้แต่ในหน่วยงานภาคเอกชน ก็มีสตรีเก่งจำนวนมาก

 

จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่ประเทศไทยเรา มีหญิงเก่ง ที่จะทำงานดูแลสังคมควบคู่ไปกับชาย

 

 

บทความบางตอนที่เกี่ยวกับประชากร

   

วันนี้ (11 ก.ค.2551) ที่โรงแรมเดอะ แกรนด์ อยุธยา บางกอก กรุงเทพฯ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายกิริดาห์ (Mr. G. Giridhar) ผู้แทนองค์การประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA) และ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เปิดการสัมมนาวิชาการเนื่องในวันประชากรโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 11 กรกฎาคมของทุกปี โดยในปีนี้องค์การประชากรแห่งสหประชาชาติ ได้กำหนดประเด็นสำคัญ ว่า “รู้จักสิทธิ์ ... ร่วมใจทำให้เป็นจริง” (It's a right, Let's make it real)

นายวิชาญ กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีประชากรทั้งสิ้น 6,700 ล้านคน องค์การสหประชาชาติ คาดว่าในอีก 42 ปีข้างหน้า ประชากรจะเพิ่มเป็น 11,900 ล้านคน โดยโครงสร้างประชากรทุกประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวขึ้น แนวโน้มเด็กเกิดใหม่ลดลง

ส่วนของไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล คาดประมาณประชากรกลางปี ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ว่า ไทยมีประชากร 63.1 ล้านคน มีอัตราการเพิ่มร้อยละ 0.4 ต่อปี ผู้หญิงไทย 1 คนมีบุตรน้อยลง เฉลี่ย 1.5 คน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทดแทนจำนวนพ่อแม่เมื่อเสียชีวิตไป ซึ่งอัตราการเพิ่มที่เหมาะสมอยู่ที่ 2 คน โดยขณะนี้มีผู้หญิงมากกว่าชายเกือบ 9 แสนคน และจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคนในปี 2568 ทำให้เกิดความไม่สมดุลในการจับคู่แต่งงาน คาดว่าในอีก 22 ปี ข้างหน้าผู้หญิงไทยจะมีลูกโดยเฉลี่ยเหลือเพียง 1.35 คนเท่านั้น ฯลฯ 

ฯลฯ ศาสตราจารย์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงผลการศึกษาเรื่องความไม่สมดุลของประชากรชาย-หญิงในประชากรไทยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤตการณ์ความไม่สมดุลทางเพศ ซึ่งจากข้อมูลการคาดการณ์จำนวนประชากรของสถาบัน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม มีประชากรหญิงมากกว่าชายจำนวน 870,000 คน และในปี 2558 จะมีประชากรหญิงเพิ่มขึ้นมากเป็น 1,167,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 1,532,000 คน ฯลฯ

 

บทบาทและสิทธิสตรี ในกระบวนการยุติธรรม

"การเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศของกลุ่มสตรีและนักสิทธิมนุษยชน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปถึงผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมถูกมองว่าน่าจะมีส่วนในการคุ้มครองความเสมอภาคทางเพศได้มาก สถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติธรรม จึงร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ จัดสัมมนา หัวข้อ บทบาทผู้บริหารสตรีในกระบวนการยุติธรรมกับการพัฒนาความเสมอภาคทางเพศ โดยน.ส.จันทิมา ธนาสว่างกุล อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสัญญาและหารือ 3 กล่าวว่า ข้อมูลข้าราชการอัยการเปรียบเทียบระหว่างหญิงและชายในปี 2550 พบว่า เป็นชาย ร้อยละ 85 หญิงร้อยละ 15 โดยข้าราชการชั้น 6 คือระดับอธิบดีมีสัดส่วนเป็นผู้หญิงน้อยมาก ทั้งนี้ไม่มีผู้ตรวจ และอัยการสูงสุดเป็นผู้หญิงเลย ส่วนข้าราชการอัยการชั้น 2 เป็นผู้หญิงร้อยละ 36 เนื่องจากผู้ชายเข้าสู่ภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ เมื่อผู้ชายมีจำนวนมากจึงไม่มีการคัดสัดส่วน โดยคณะกรรมการอัยการหรือกอ.และกรรมการอิสระไม่มีผู้หญิงเข้าสู่ระบบบริหารบุคคลเลย คณะกรรมการตุลาการอาจมีการเลือกตั้ง มีสัดส่วนผู้หญิงอยู่ด้วย แต่คณะกรรมการอัยการไม่เคยปรากฏว่าผู้หญิงลงไปเลือกตั้งกรรมการ จากการประเมินวัฒนธรรมองค์กรของอัยการ ต้องยอมรับว่าผู้หญิงยังไม่ตระหนักที่จะลงสมัครเป็นคณะกรรมการอัยการ ส่วนการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรม คิดว่าไม่ได้ถูกปิดกั้น คนที่เข้ามามองว่าเพราะการทำงานสนุกและท้าทาย ไม่น่าจะแตกต่างในเรื่องเพศ ผู้หญิงไม่ได้มีทัศนคติว่าการทำงานมีอุปสรรค เมื่อเข้าสู่ระบบไม่มีสิ่งเร้าถึงสิทธิที่ไม่เท่ากันของหญิงชาย    แต่สิ่งที่ควรกระตุ้นคือ การสร้างองค์ความรู้ให้ผู้หญิงแสดงความสามารถ"

  

 

คณะกรรมการตุลาการ  และอัยการน่าจะมีระบบกฎหมาย หรือระเบียบในการกำหนดสัดส่วนผู้หญิงที่จะเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม เพื่อยกระดับองค์กรศาล อัยการ   ให้มองสิทธิความเสมอภาคของผู้หญิงอย่างเป็นรูปธรรม แสดงการยอมรับของสังคม ส่วนผู้หญิงเองก็ต้องพร้อมที่จะแสดงศักยภาพในการทำงานอย่างเต็มที่ น.ส.จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวว่า จำนวนผู้พิพากษาในประเทศเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2550 เป็นชาย 2,946 คน เป็นหญิง 859 คน ส่วนศาลอาญามีผู้พิพากษาและผู้พิพากษาหัวหน้าคณะหญิงรวม 8 คนเท่านั้น สมัยที่ตนเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาด้วยความที่เป็นคนทำงานตรงไปตรงมา รวดเร็ว รุ่นพี่ผู้ชายมักบอกให้ไปทำคดีเด็ก ไปช่วยเหลือด้านสังคม ตนก็ได้ไปทำคดีเด็กจริงๆ แต่เพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้หญิงกลับบอกว่าแนวการทำงานของตนน่าจะไปทำคดีใหญ่ๆ จะเป็นประโยชน์กว่า ซึ่งตนมองว่าการเป็นผู้พิพากษาหรือผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรม เรื่องเพศไม่มีส่วนทำให้ความยุติธรรมในศาลเบี่ยงเบนไป โดยเฉพาะคดีเด็กและคดีทางเพศมีมากขึ้น คิดว่าผู้พิพากษาผู้หญิงหรือผู้ชายก็ทำงานได้เต็มที่เหมือนกัน

 

รศ.วิระดา สมสวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผู้หญิงถูกคาดหวังหรือมีอคติจากสถาบันและสังคมชายเป็นใหญ่อย่างมาก ทำให้เกิดการเหมารวมทางเพศภาวะ มีการปิดกั้นผู้หญิงในสังคม กระบวนการทางสังคมอาจใช้แนวคิดเสรีนิยมเข้าไปแก้ไขอคติ โดยการให้โอกาสผู้หญิงจำนวนมากเข้าไปแข่งขันในกรอบสังคมที่ชายเป็นใหญ่ แต่ก็ยังมีการตั้งแง่ว่าผู้หญิงไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้บริหาร ผู้หญิงต้องอ่อนหวาน ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก ดังนั้นผู้บริหารต้องมีคุณลักษณะที่ไม่ใช่ผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงที่เป็นผู้บริหารอยู่หรือกำลังจะเป็นผู้บริหารต้องทำตัวหรือมีแนวคิดคล้ายผู้ชาย ส่งผลให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ได้คุ้มครองผู้หญิง และกฎหมายมักเอียงไปทางฝ่ายผู้ชายซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมายทั้งหมด จนผู้หญิงต้องออกมารณรงค์แก้กฎหมายเพื่อสร้างความเสมอภาคทางเพศ ผู้หญิงทั่วไปมักคิดว่าตัวเองเสมอภาค โดยเฉพาะผู้พิพากษาหญิงถือเป็นคนพิเศษ ไม่ค่อยถูกปิดกั้นในอาชีพ แต่ก็ยังเจออุปสรรคมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้พิพากษาชาย นอกจากนั้นยังมีความไม่เข้าใจเรื่องความเสมอภาคทางเพศว่าคือการเท่าเทียมกันทุกอย่าง เช่น ผู้ชายล่วงละเมิดผู้หญิงได้ผู้หญิงก็ล่วงละเมิดผู้ชายได้ ผู้ชายสูบบุหรี่กินเหล้าผู้หญิงก็ต้องทำได้ หรือการปฏิเสธกระโปรงคือความเสมอภาค เป็นการแสดงความต้องการที่แท้จริงของผู้หญิงหรือไม่ ส่วนการคุ้มครองผู้หญิงหรือสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงก็แตกต่างกับผู้ชาย งานที่ผู้หญิงทำหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องมีคุณค่าเท่ากับที่ผู้ชายทำ ไม่ใช่ผู้ชายทำงานบ้านเลี้ยงลูกถูกมองว่าเป็นวีรบุรุษ ขณะที่ผู้หญิงซึ่งทำมาตลอดกลับถูกมองอย่างไร้คุณค่า

 

น.ส.มานิดา วินเมอร์แมน รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การทำงานด้านกฎหมายของบริษัทเอกชน การคัดคนเข้าทำงานเน้นเฉพาะคนจบเกียรตินิยมอันดับ 1 แต่หากเป็นผู้ชายจะยอมให้เกียรตินิยมอันดับ 2 ได้ แต่หากมีคุณสมบัติเท่ากันก็จะเลือกรับผู้ชายก่อน ยกเว้นผู้หญิงแสดงจุดยืนว่ามีความรักในองค์กรต้องการทำงานจริงจัง และอยากมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไม่ใช่ทำงานไม่ทันไรแล้วก็ออกไปแต่งงาน ทำให้ผู้หญิงที่ทำงานในบริษัทกฎหมายส่วนใหญ่มักไม่ได้แต่งงาน หรือแต่งงานแล้วไม่มีลูกเมื่อเทียบกับผู้หญิงในองค์กรอื่น ส่วนฐานคติของผู้พิพากษาเป็นฐานคติของสังคม ชนชั้นนำในสังคม ที่บางมุมยังมีแนวคิดเชิงอนุรักษ์ ซึ่งผู้พิพากษาหรือผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมควรเป็นผู้รักษามาตรฐานของสังคม และชี้นำสังคมไปในทิศทางที่เหมาะสมกว่านี้

 

 

นอกจากกระบวนการยุติธรรม ชั้นพนักงานอัยการ และศาล แล้ว

กระบวนการยุติธรรมชั้นแรก คือ ชั้นเจ้าพนักงานตำรวจ

 

 

 

องค์กรตำรวจ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการตำรวจชาย ข้าราชการตำรวจหญิงมีจำนวนน้อย และปฎิบัติงานด้านธุรการ การเงิน แพทย์ พยาบาล งานสวัสดิการ งานจราจร งานอารักขา การประชาสัมพันธ์ งานชุมชนมวลชนสัมพันธ์ เป็นต้น เป็นงานทั่วๆ ไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมาย หรือขั้นตอน กระบวนการยุติธรรม โดยตรงที่จะกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด

 

ปัจจุบันสตรีไทยจบการศึกษาทางกฎหมายจำนวนมาก เพราะวิชากฎหมาย ไม่ยากเหมือนวิชาทางวิทยาศาสตร์ การศึกษากฎหมาย แค่ทำความเข้าใจ ท่องเก่งยิ่งเก่ง อ่านฎีกามาก ๆ ก็สามารถสอบเข้ารับราชการในองค์กรยุติธรรมไทยได้แล้ว แต่ที่สำคัญที่สุด คือ นอกจากจะเก่งแล้ว จะต้องเป็นคนดีด้วย มีความยุติธรรม มีคุณธรรม ความซื่อสุตย์สุจริต เป็นที่ตั้ง

 

 

กระบวนการยุติธรรมชั้นเจ้าพนักงานตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย(LAW ENFORCEMENT) ชั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนี้ ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นแรก หรือชั้นต้น  เริ่มตั้งแต่การจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจ - ชั้นพนักงานสอบสวน ในระดับสถานีตำรวจ เพื่อทำสำนวนสอบสวน นำเรื่องเสนอพนักงานอัยการ - ศาล ตามลำดับ มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยตรง นอกจากจะพบว่าปัจจุบัน สตรีไทยได้เข้าไปมีบทบาทตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ในองค์กรยุติธรรมดังกล่าว มีผู้พิพากษาหญิง พนักงานอัยการหญิง ที่เก่ง เป็นที่ยอมรับ

โดยเฉพาะเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดรับสมัครผู้มีคุณวุฒิปริญญาโททางกฎหมายและเนติบัณฑิต เข้ารับราชการตำรวจเป็นกรณีพเศษ ปรากฎว่าในจำนวน 400-500 คน ที่สอบเข้ารับราชการตำรวจเป็นหญิง มากกว่าชาย ที่จะต้องไปทำงานในหน้าที่พนักงานสอบสวนหญิง สาเหตุจากการต้องการปรับปรุง พัฒนาประสิทธิภาพ คุณภาพพนักงานสอบสวน ให้ทัดเทียมกับ อัยการ และศาล และ จากที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 วรรคสี่  การสอบสวนผู้เสียหายคดีเกี่ยวกับเพศ "ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิง ให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวน เว้นแต่ ผู้เสียหายนั้นยินยอม หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น ฯ ........" ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานี้

 

 

การแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายดังกล่าว ทำให้ปริมาณความต้องการพนักงานสอบสวนหญิง หรือตำรวจหญิงเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบัน  ในสถานีตำรวจทั่วไป   ยังไม่มีพนักงานสอบสวนหญิงประจำ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร หรือในจังหวัดใหญ่ ๆ บางจังหวัด ) และจะต้องจัดให้มีประจำทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศต่อไป เพราะกฎหมายบังคับ ปัจจุบันพนักงานสอบสวน(ชาย) ได้อาศัยข้อยกเว้นในการที่ผู้เสียหายให้ความยินยอมให้สอบสอบสวนปากคำเธอได้  นอกจากนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.132 (1) ยังกำหนดไว้ว่า ในการตรวจตัวผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหาเป็นหญิง ให้จัดให้เจ้าพนักงานซึ่งเป็นหญิง หรือหญิงอื่นเป็นผู้ตรวจค้น เป็นต้น

 

ผลดีในอนาคต นอกจากคดีทางเพศ คดีเกี่ยวกับการกระทำผิดของเด็ก เยาวชน ความผิดตาม พระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ สถานบริการ หรือ คดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ชาวบ้านอาจพึงพอใจ การเข้าแจ้งความ อาจขอแจ้งความกับพนักงานสอบสวนหญิงก็เป็นไปได้ เพราะคงไม่ถูกดุ ถูกตะคอกใส่ หรือพูดจาไม่สุภาพเรียบร้อย หรือ หาตัวไม่ค่อยพบ ก็เป็นไปได้ ด้านความยุติธรรม ก็เชื่อกันว่า หากเป็นพนักงานสอบสวนหญิง ชาวบ้านก็จะมีความมั่นใจมากกว่า เพราะยังไง ก็เชื่อว่า ตำรวจหญิง เป็นผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ คงไม่กล้าทุจริต เบี่ยงเบน หักเหข้อเท็จจริงของสำนวนคดีใด ๆ ได้ ซึ่งก็ต้องใช้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ต่อไป

 

(บทความจาก spiceday.com)

« Back