พลังแผ่นดินชนะยาเสพติด

 

ปัญหายาเสพติดให้โทษ ปัญหาสังคมประเภทหนึ่ง ที่เป็นตัวสาเหตุใหญ่ ให้เกิดปัญหาด้านอื่น ๆ  หากแก้ไข ภาคจัดการกับปัญหายาเสพติดให้โทษได้แล้ว ปัญหาสังคม อื่น ๆ ก็จะหมดไปด้วย  นโยบายในการหาเสียงของพรรคการเมือง ขาดนโยบายเรื่องปัญหายาเสพติดไม่ได้ ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ก็คิดค้น หาวิธีการป้องกันระงับปราบปราม ในรูปแบบต่าง ๆ สุดแล้วแต่คนคิด ไม่เหมือนกัน ไม่ต่อเนื่อง ไม่มีความเด็ดขาด ปัญหายาเสพติดจึงไม่หมดไป สำคัญ ไม่ลดลง แถมมากขึ้น

 

(ความจริง ปริมาณยาบ้า ไม่ได้มากขึ้น มันเป็นอยู่ คงอยู่ในสังคม ยังไง ก็เท่านั้น ยิ่งกวดขันจับกุม พบว่าจะยิ่งมากขึ้น  เพราะมองเห็นเป็นรูปธรรม  หากไม่กวดขัน ไม่ขยันออกจับ ก็ว่าไม่มี มองไม่เห็น )

 

ผมมองปัญหายาเสพติดมาเป็นเวลา 32 ปี เท่าอายุราชการ เพราะเมื่อเข้ามารับราชการ ก็ทำสำนวนเรื่องยาเสพติดแล้ว  เมื่อปี พ.ศ.2522  ยาเสพติดที่ระบาดขณะนั้น คือเฮโรอิน และกัญชา เป็นหลัก ยาม้า หรือยาบ้า มีครับ แต่ใช้ในหมู่คนขับรถบรรทุก 10 ล้อ เม็ดสีขาว  ประทับภาพม้าพยศ นักศึกษายังแอบกิน 1 ขา เวลาดูหนังสือไฟนอล และก็ไม่เสพติดแต่อย่างใด ส่วนพวกรถทัวร์ รถบรรทุก ก็กินเพราะขับรถทางไกล หลับใน สมัยนั้นจึงเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และโทษยาบ้า ยาม้า เป็นตัวการสำคัญ ที่มีขายตามปั้มน้ำมันริมถนนสายเอเซีย ถนนพหลโยธิน ขาขึ้น

 

เวลาผ่านไป อีกประมาณ 10 ปี ยาม้า ยาบ้า เข้ามาเปลี่ยนสรรพโทษ แทนเฮโรอิน อย่างสิ้นเชิง คนเสพเฮโรอินน้อย จนแทบจะหมดไป กลายมาติดยาบ้าแทน แซงสารระเหยที่เบาบางจนหมดไป กฎหมายสารระเหยไม่ค่อยได้ทำงานในหน้าที่ของตนเอง สำหรับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ก็แก้ไขปรับปรุงกันเรื่อยมาให้ทันสมัย มี พ.ร.บ.ต่าง ๆ กฎกระทรวง ออกมารองรับ

 

สมัยยาเสพติดเฮโรอีน มีแผ่นป้ายรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เป็นรูปคนผอมแห้ง หัวกะโหลกบ้าง ดูแล้วน่ากลัว เหมือนที่เราไม่เคยเห็นคอมมิวนิสต์ แต่มีป้ายประชาสัมพันธ์ รูปว่าคอมมิวนิสต์เป็นอย่างไร ทำนองนั้น ??

 

ไม่ว่าจะด้านการรณรงค์ป้องกัน การปราบปราม การบำบัดรักษา ที่กระทำไปควบคู่กัน

 

แล้วถึงทุกวันนี้ อยากทราบว่า ยาบ้า ลดลงหรือไม่ ฟื้นฟู บำบัด  หายจริง หรือหายเล่น  ?

 

คดีประเภทนี้ ยิ่งจับ ยิ่งพบว่ามากขึ้นจนน่ากลัว  การบำบัด เห็นเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น

 

การบำบัดกลายเป็นเรื่อง ผ่อนผันช่วยเหลือผู้เสพย์ไปในที่สุด

 

การแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐได้พยายามแล้ว ทั้งต้นเหตุ ปลายเหตุแห่งปัญหา

 

ทำไม? ไม่สำเร็จ ทำไมไม่หมด ทำไมไม่ลดลง ????

 

สมัยรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. 2545 ก็ปราบปรามกันขั้นเด็ดขาด เด็ดหัว

 

จำสโลแกนนี้ได้หรือไม่  " ค้ายาเสพติด ทรยศต่อชาติ ตายลูกเดียว "

 

เป็นสโลแกนของบุคคลสำคัญ  ที่ประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ สื่อต่าง ๆ

 

เดี๋ยวสั่งการมา บัญชีผู้จำหน่าย มีใครบ้างในพื้น ต้องกดดัน อยู่ในพื้นที่ไม่ได้

 

ทำอย่างไร? ก็ได้    ให้มันหลบหนีออกจากบ้าน จากภูมิลำเนาบ้านเกิด

 

แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น บุคคลตามบัญชีค้ารายใหญ่ รายย่อย มีเท่าไร ต้องจับให้ได้ ??

 

ทำอย่างไร ? มันหนีออกนอกพื้นที่ไปหมดแล้ว ??

 

การปราบรามเด็ดขาด พบโครงกระดูกมากมายฤดูเผาอ้อย เป็นการประชุมเพลิงไปในตัว

 

ทำเอาบรรดานายทุน ผู้ผลิต ผู้ค้าเหยงไปตาม ๆ กัน

 

เพราะไม่ติดคุกหัวโต แต่ได้ไปเกิดใหม่

 

นี่คือมาตรการที่ถือว่าเด็ดขาด ที่คิดค้นกันขึ้นมา

 

เป็นการประหารชีวิตอย่างหนึ่ง ที่ไม่ถูกกฎหมาย

 

ไม่มีผู้ค้า ไม่มีผู้เสพย์ ตัดตอนเสีย

 

กลับกัน

 

บางรัฐบาล ก็นำหลักเศรษฐศาสตร์มาแก้ไข  ไม่มีผู้เสพย์ ไม่มีผู้ผลิต ไม่มีผู้ค้า

 

ก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี แล้วจะให้แก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร?

 

ยาบ้า ไม่มีค่า ราคาค่างวดอะไร เราไปกำหนดให้กันเอง  ทำไม?

 

ต้นทุนจริง ๆ เม็ดละไม่ถึง 2 บาท แต่

 

เอาราคาซื้อขาย คูณปริมาณ ยิ่งเผยแพร่ ยิ่งเป็นโทษ ไม่ใช่เป็นคุณ

 

จึงไม่แปลกอะไร มักปรากฎข่าวเสมอ แถลงข่าว พร้อมประกันราคายาบ้า

 

ยิ่งมาก รางวัล สินบนยิ่งมากตามไปด้วย ???

 

ข้อเสนอแนะ ที่ยังไม่เคยทำ ไม่เคยลอง

 

ไม่ลองไม่รู้ ???

 

กฎหมาย ครับ เรามีกฎหมายอยู่แล้ว แต่การบังคับใช้ชราภาพ

 

เอาจำนวนคดียาเสพติดฐานจำหน่าย มาดูกัน ว่ามีปริมาณเท่าไร

 

ศาลตัดสินในที่สุดอย่างไร? ที่ต้องโทษประหารจริง ๆ กี่ราย กี่คน

 

ที่จำคุกตลอดชีวิต กี่รายกี่คน ที่ยกฟ้องกี่คน ที่หนีประกันกี่คน ฯลฯ

 

ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องมีศาลยาเสพติดขึ้นมา มีเรือนจำยาเสพติดโดยเฉพาะ

 

มีองค์กรที่เข้ามาร่วมกัน

 

สำคัญที่สุด คืออัตราโทษ ต้องแก้ไข ไม่มีลดหย่อนผ่อนโทษ

 

โทษสำหรับผู้ค้า จำหน่าย ต้องสถานเดียว คือประหารชีวิต

 

แม้จะจำนนต่อหลักฐาน หรือรับสารภาพ หรือให้การเป็นประโยชน์

 

ก็ต้องประหาร ครับ ประเภทติดคุกตลอดชีวิต ไม่มี

 

เปลืองสถานที่ เปลืองงบประมาณ  เปลืองข้าวแดงเปล่า ๆ

 

แล้วก็ประชาสัมพันธ์การประหารทุกครั้ง ให้ประชาชนรับทราบ

 

รวมทั้งไปทบทวนกฎหมาย เด็ก เยาวชนเสียใหม่

 

ที่ออกมาคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน ที่เป็นผู้ต้องหา มากเกินไป

 

ปัจจุบัน การจำหน่ายยาบ้า การส่งของจะให้เด็ก เยาวชน ทำเพราะกฎหมายปรานี

 

ขั้นตอน การจับกุม เด็ก เยาวชน ที่กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

 

จะต้องให้ศาลเด็กตรวจสอบการจับทันที ว่าชอบหรือไม่ชอบ 

 

ทำให้ ข้าราชการตำรวจทำงานยาก ลำบากยิ่งขึ้น

 

ทำไม? นักโทษในเรือนจำถึงมีโทรศัพท์ถือใช้  มีการรับออเดอร์ สั่งจำหน่ายส่งยาบ้านอกเรือนจำ

 

เพราะขณะถูกจับกุม  ยังมียาบ้า และเงินทองอีกมากมายที่ซุกซ่อน ไม่เปิดเผย

 

ให้ตรวจยึดส่วนหนึ่งพอเป็นพิธี  อีกส่วนมากก็ซุกซ่อนไว้

 

ยาบ้าเอาไว้ขาย เงินทองเอาไว้ใช้เสวยสุข เมื่อพ้นโทษ ออกจากคุกมาแล้ว

 

นโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษ เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

 

เป็นเรื่องฮิตในขณะนี้ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องออกมารองรับดำเนินการ

 

ให้จับกุมได้ปริมาณมากเท่าไร ? หากการดำเนินการยังเหมือนเดิม

 

ยังไง ก็ไม่ลด ไม่หมดไปจากสังคม ครับ

 

....................................................................

 

 

 

 

 

นโยบายปราบยาเสพติด จึงไม่ใช่การเร่งรัดจับกุมเป็นรายวัน รายชั่วโมง เพื่อให้ได้สถิติปริมาณการจับกุม จำนวนเม็ด จำนวนคดี ประเมินราคาซื้อขาย เพื่อประชาสัมพันธ์ว่าจับได้จำนวนมาก ถือเป็นผลงาน  เพราะคดีประเภทนี้ ยิ่งจับ ยิ่งมาก  ยิ่งขยันยิ่งได้ แต่จะต้องทำอย่างไร? ให้ยาเสพติดหมดไป โดยไม่มีผู้กล้ากระทำความผิดดังกล่าวอีกต่อไป  เพราะทุกรัฐบาลลองมาแล้ว ไม่ว่าจะใช้หลักการอะไร ?   หากมัวแต่ปราบกันเหมือนเดิม ผลก็เหมือนเดิมอีกละครับ

 

ยิ่งเห็นนายกรัฐมนตรีหญิง เปิดปฏิบัติการแก้ปัญหายาเสพติดให้โทษ เป็นวาระแห่งชาติ ค่อนข้างจะเป็นภาควิชาการหลักการ  แต่อาจแฝงไปด้วยความเด็ดขาด เข็ดขยาด ซึงไม่อาจประชาสัมพันธ์ออกมา ก็ได้  ครับ ก็ยังพยายามที่จะมองในแง่ที่ดี ต่อไป 

 

...........................................

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 11 กันยายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ผลโพลหลายสำนักระบุว่าอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดเร่งด่วน เพราะมีการเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขปี 2550 มีผู้เสพ 490,000 ราย แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าในอีก 4 ปี รัฐบาลจึงถือเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยต้องลดปริมาณปัญหาให้ได้ภายใน 1 ปี ที่ทุกฝ่ายต้องทำงานแบบบูรณาการ เพื่อลดความรุนเเรงให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์

 

"ปัจจัยที่เคยทำมาสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 6 ประการ คือ

 

1.ยึดพื้นที่เป็นฐาน เพื่อแบ่งพื้นที่ดูแลสอดส่อง

 

2.มอบบทบาทความรับผิดชอบร่วม

 

3.เชื่อมระบบข้อมูลผู้ค้าและกลุ่มเสี่ยงจากอำเภอและจังหวัดมายังส่วนกลาง

 

4.แยกกลุ่มผู้เสพที่บำบัดได้ 300,000 ราย

 

5.กำหนดกลไกการทำงานของศูนย์อำนวยการที่สั่งการไปยังภูมิภาค และ

 

6.มีเจ้าภาพที่ชัดเจน นั้น

 

รัฐบาลนี้จะนำผลโพลมาประมวลและประยุกต์เข้ากับแผนปฏิบัติการครั้งนี้ โดยมี 6 ประการ คือ

 

1.เสริมสร้างพลังแผ่นดินฯ เน้นชุมชนและหมู่บ้านที่ต้องนำพลังจากทุกภาคส่วนและน้อมนำพระราชเสาวนีย์ฯเป็นหลักปฏิบัติมาประมวล

 

2.การแก้ปัญหาผู้เสพ โดยถือหลัก  "ผู้เสพคือผู้ป่วย" นายกฯกล่าว

 

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่า

 

3.การป้องกันพื้นที่กลุ่มเสี่ยง โดยจะมองพื้นที่จาก 8 หมื่นกว่าชุมชนให้เหลือ 6 หมื่นชุมชน

 

4.การปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดและผู้ทรงอิทธิพลที่ยึดหลักนิติธรรม มาตรการทางกฎหมายต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม

 

5.ส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศและชายแดนในการป้องกัน ป้องปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติและนำสารตั้งต้นเข้ามาในประเทศ และ

 

6.ดึงผู้ป่วย 4 กว่าแสนรายมารักษา

 

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดเป้าหมายเอาไว้ 6 ประการ คือ

 

1.ลดปัญหายาเสพติดและสร้างความเข้มแข็งให้กับ 6 หมื่นชุมชนเพื่อลดความต้องการยาเสพติดในตลาดทันที

 

2.กำหนดให้มีศูนย์อำนวยการระดับชาติจากส่วนกลาง คือศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.) ทำงานร่วม จากกระทรวง จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแนวชายแดน

 

3.จัดโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การให้คุณและโทษกับเจ้าหน้าที่

 

4.ยึดพื้นที่และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายและทุกภาคส่วน โดยถือเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน

 

5.ขอให้ ป.ป.ส.ทำหน้าที่เร่งรัดอำนวยการสนับสนุน ศพส.

 

6.ขอให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณลงไปให้ทุกระดับเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะการประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้เป็นวาระของชาติที่แท้จริง

 

...........................................

 

นายกรัฐมนตรี เปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด

 

 

 

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ชู

 

ยุทธศาสตร์ ๗ แผน ๔ ปรับ  ๓ หลัก ๖ เร่ง

 

เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายเร่งด่วนภายใน ๑ ปี

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

 

ในพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด

 

นายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด

 

พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ ๗ แผน ๔ ปรับ  ๓ หลัก ๖  เร่ง ประกอบด้วย

 

ยุทธศาสตร์ ๗ แผน ประกอบด้วย

 

๑) แผนสร้างพลังสังคมและพลังชุมชนเอาชนะยาเสพติด

 

๒) แผนแก้ไขปัญหาผู้เสพยาเสพติด

 

๓) แผนสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันยาเสพติด

 

๔) แผนปราบปรามยาเสพติดและบังคับใช้กฎหมาย

 

๕) แผนความร่วมมือระหว่างประเทศ 

 

๖) แผนสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน และ

 

๗) แผนบริหารจัดการแบบบูรณาการ

 

 

๔ ปรับ ประกอบด้วย 

 

๑) ปรับปรุงข้อมูลการข่าวให้ถูกต้อง ทันสมัย

 

๒) ปรับบทบาทพฤติกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ

 

๓) ปรับกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ และ

 

๔) ปรับทัศนคติของสังคม ชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

 

สำหรับ ๓ หลัก ประกอบด้วย

 

๑) หลักเมตตาธรรม 

 

๒) หลักนิติธรรม และ 

 

๓) ยึดหลักแก้ปัญหาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งของการแก้ปัญหา

 

ส่วน ๖ เร่ง ประกอบด้วย

 

๑) เร่งดำเนินการในด้านข้อมูลด้านปัญหายาเสพติด  

 

๒) เร่งลดจำนวนผู้เสพติด

 

๓) เร่งแสวงหาความร่วมมือต่างประเทศและสกัดกั้นยาเสพติด

 

๔) เร่งปราบปรามผู้ค้า ลดความเดือดร้อนประชาชน

 

๕) เร่งแก้ไขปัญหาเยาวชนกลุ่มเสี่ยง ทั้งในและนอกสถานที่ และ

 

๖) เร่งสร้างหมู่บ้าน ชุมชนให้เข้มแข็ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นายกฯปู เข้าบ้านพิษฯ ถกเหลิม-ประชา-เพรียวพันธ์ แก้ปัญหายาเสพติด ชาวบ้านร้องลูกชายถูกอุ้มตัว

 

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 8 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเตรียมการเยือนประเทศบรูไน ในวันที่ 10 ก.ย.  จากนั้นเวลา 11.30 น. ได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อตอบกระทู้ถามสดเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

 

และในเวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังบ้านพิษณุโลก เพื่อร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม  นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงษ์ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. นางสุรีย์ ประภาตรัยเวช เลขาธิการ ป.ป.ส. นายกิตติพงษ์ กิตตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าการประชุมครั้งนี้ มี พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต ปลัดกระทรวงมหาดไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109  เข้าร่วมด้วยเช่นกัน

               

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางมาถึง  ได้มีชาวบ้านจาก จ.มหาสารคาม ทราบชื่อภายหลังว่า นางดาราวรรณ สุริยวงศ์  อายุ 52 ปี  ได้มานั่งรอเพื่อที่จะขอพบกับนายกรัฐมนตรี ที่บริเวณประตูทางเข้าบ้านพิษณุโลก กรณีที่บุตรชายและบุตรสาวสองคน ถูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อุ้มหายไป โดย นางดาราวรรณ เปิดเผยด้วยน้ำตานองหน้าว่า ตนทราบว่าลูกทั้งสองคนติดยาบ้า จึงได้เข้าไปปรึกษากับสารวัตรที่สถานีตำรวจ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เพื่อให้ตำรวจช่วยพาไปตรวจและรักษา แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นได้มีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งใคร ๆ ก็รู้จักดี ร่วมกับตำรวจพาลูกทั้งสองคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จึงอยากให้ช่วยติดตามตัวลูกทั้งสองกลับมา อย่างไรก็ตาม หลังจากได้เกลี่ยกล่อมเกือบ 1 ชั่วโมง ตำรวจจึงได้ตัดสินใจนำตัว นางดาราวรรณขึ้นรถเท็กซี่ออกไปจากบริเวณประตูหน้าบ้านพิษณุโลก เนื่องจากเกรงว่าในช่วงที่ขบวนรถนายกรัฐมนตรีมาถึง นางดาราวรรณจะวิ่งเข้าไปขวางทางทำให้ได้รับอันตราย.

 

 

 8 ก.ย.2554

 

เมื่อเวลา 05.30 น. พ.ต.ท.ธรรมปพน ชาวกำแพง สว.ส.ทล.4 กก.7 บก.ทล.ได้รับแจ้งจากสายว่ามีพ่อค้ายาบ้าจะนำยาบ้ามาส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่สามแยกสวนผัก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช จึงได้นำกำลังพร้อมด้วย ร.ต.อ.ไพโรจน์ เมืองสุวรรณ รอง สว.ส.ทล.4 กก.7และรถตรวจการณ์และเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง ไปตั้งด่านเพื่อตรวจค้นที่บริเวณสามแยกสวนผัก พบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน บท 4948 ภูเก็ต วิ่งผ่านมา ตามที่สายรายงาน

 

จึงได้โบกให้จอดรถทราบชื่อคนขับนายศักดิ์ชัย ดวงไสย อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5 ถ.ประชาสามัคคี ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ตรวจค้น ภายในรถพบกล่องนมยี่ห้อเนสเล่ สีเหลือง อยู่หลังเบาะคนขับ จึงได้นำมาแกะดูภายในพบยาบ้าจำนวน 5 ห่อ ๆ ละ 2,000 เม็ดรวม 10,000 เม็ด จึงได้นำตัวมาสอบสวนที่ป้อมยามตำรวจทางหลวง บ้านควนไม้แดง ต.หนองหงสื อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

 

นายศักดิ์ชัย ให้การว่ามีความเดือดร้อนเรื่องเงิน จึงได้รับการติดต่อนายเล็ก ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งติดคุกอยู่ในเรือนจำ อ.ทุ่งสง ให้ไปรับยาบ้าที่บริเวณหลักกิโลเมตร บ้านสวนเลา ต.ร่อนพิบุลย์ อ.ร่อนพิบุลย์ และให้ไปส่งที่หลักกิโลเมตร บ้านาพรุ ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช แต่ไม่ทันได้ส่งยาบ้า ก็มาโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจับกุมตัวได้เสียก่อน

 

 

 

เมื่อเวลา 05.30 น. ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดสุโขทัย นำโดยพ.ต.อ. อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ ผกก.สส.ภ.จว.สุโขทัย และพ.ต.ท. ภัคพล ไกรวิลาส รอง ผกก.สส.ภ.จว.สุโขทัย พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทำการล่อซื้อยาบ้าจำนวน 1,000 เม็ด ในราคา 120,000 บาท จากนางสมหมาย บุญภู่ แม่ค้าขายหมูในตลาดสดเทศบาลเมืองสวรรคโลก จ.สุโขทัย โดยมีการนัดส่งมอบของกันบริเวณซอยด้านหลังตลาดสดเทศบาลเมืองสวรรคโลก ซึ่งนางสมหมายพร้อมสามีได้เปิดเขียงหมูค้าขายบังหน้า

 

ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลานัดหมายมีการส่งมอบของกันตามนัดแล้วกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่จึงเข้าทำการจับกุมนางสมหมายทันทีพร้อมกับเข้าจับกุมนายประเสริฐ บุญภู่ สามีซึ่งกำลังยืนขายหมูชำแหละอยู่ที่เขียงหมูในตลาดสดดังกล่าว จากนั้นได้ควบคุมตัวพร้อมนำตัวสองสามีภรรยาเดินทางไปตรวจค้นบ้านพักอาศัยเลขที่ 130 หมู่ 6 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.สุโขทัย เป็นบ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ในเนื้อที่ 1 ไร่

 

จากการตรวจค้นพบของกลางยาบ้า บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้าซองละ 200 เม็ด จำนวน 35 ถุง ห่อหุ้มด้วยดินน้ำมัน และ อยู่ในถุงพลาสติกสีดำอีกชั้นหนึ่งซุกซ่อนฝังดินอยู่ในเนินดินบริเวณด้านข้างโรงเรือนเชือดชำแหละหมูของบ้านหลังดังกล่าวทำการตรวจนับแล้วได้ยาบ้าอีก 7,000 เม็ด รวมของกลางทั้งหมด 8,000 เม็ด พร้อมยึดรถกระบะ ยี่ห้อนิสสันนาวาร่า ทะเบียน กค 1506 สุโขทัย ซึ่งใช้ในการขนส่งหมูชำแหละไปขายยังตลาดสดไว้ตรวจสอบ ตรวจยึดโทรศัพท์มือถืออีก 2 เครื่อง และ เงินสดล่อซื้ออีกจำนวน 120,000 บาท รวมทั้งสมุดบัญชีเงินฝากหลายเล่มมีเงินสดหมุนเวียนในบัญชีนับล้านบาท

 

เบื้องต้นตำรวจชุดจับกุมได้แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันจำหน่าย และ ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพพร้อมเปิดเผยว่า ได้สั่งซื้อยาบ้าจากเรือนจำแห่งหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง จนท.จึงควบคุมตัวนำส่ง ร.ต.อ. สิทธิพงษ์ อัคชาติ ร้อยเวร สภ.สวรรคโลก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.สิทธิพร ศรีจันทร์ทับ รองผู้ บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุมนายอะเลผะ โลเกี๊ยะ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 332 หมู่ 6 ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางยาบ้าบรรจุห่อกระดาษสา จำนวน 200,000 เม็ด เงินสด 5 ล้านบาท พร้อมรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ สีดำ หมายเลข ทะเบียน ผฉ 2822 เชียงใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ

 

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากสำนักผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษและศูนย์สืบสวนสะกดรอย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายยาเสพติดรายนี้มานานกว่า 3 เดือน กระทั่งมีข้อมูลยืนยันว่ากลุ่มผู้ต้องหาเป็นกลุ่มที่รับจ้างขนยาเสพติดรายใหญ่ของภาคเหนือ ล่าสุดเวลา 22.30 น. วันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับชุดสืบสวนภูธรภาค 5 ได้ปลอมตัวเป็นพ่อเลี้ยงเข้าติดต่อล่อซื้อยาบ้าจำนวน 200,000 เม็ด ในราคา 12.6 ล้านบาท โดยเครือข่ายยาเสพติดได้มอบหมายให้นายอะเลผะเป็นผู้นำยาบ้ามาส่ง

 

ต่อมานายอะเลผะได้นัดหมายส่งมอบยาบ้าริมถนนเลียบคลองชลประทาน ต.ห้วย ยาบ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน เมื่อถึงเวลานัดหมายเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่เครือข่ายยาเสพ ติดได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้จนทำให้ ด.ต.สรายุทธ ละออง ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้รับบาด เจ็บ ก่อนจะหลบหนีไปได้ โดยเจ้าหน้าที่ยึดยาบ้าของกลางได้จำนวนดังกล่าว ส่วนเจ้าหน้าที่อีก ชุดได้เข้าจับกุมนายอะเลผะที่รอรับเงินหน้าเซเว่นอีเลฟเว่นสาขาบ่อสร้าง ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางเงินสดที่ใช้ในการล่อซื้อ

 

อีกรายเมื่อเวลา 21.00 น. วันเดียวกัน ตำรวจชุดสืบสวน กก.สส.1 บก.สส.ภาค 5 ร่วมกับตำรวจ สภ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ทำการวิสามัญฆาตกรรมนายจะเล จะอือ ผู้ต้องหา เครือข่ายยาเสพติดชาวมูเซอ พร้อมยึดของกลางเป็นยาบ้า 20,000 เม็ด และอาวุธปืนลูกซองสั้น ไทยประดิษฐ์และกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง การวิสามัญฆาตกรรมรายนี้มีขึ้นหลังตำรวจได้รับแจ้ง จากสายลับว่าจะมีการล่อซื้อยาบ้าจากนายจะเลบริเวณหน้าศูนย์วิจัยผลิตผลป่าไม้จังหวัด ต.ปิง โค้ง อ.เชียงดาว

 

กระทั่งเวลานัดหมายนายจะเลพร้อมพวกรวม 3 คน ขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมา จากนั้นนายจะเลได้ลงรถถือกระสอบปุ๋ยบรรจุยาบ้าเดินเข้ามาหาเจ้าหน้าที่ที่ปลอมตัวเป็น สายลับ แต่ยังไม่ทันส่งมอบของนายจะเลไหวตัวทันชักปืนยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่จนเกิดการยิงต่อสู้ สุดท้ายนายจะเลถูกยิงเสียชีวิตทิ้งยาบ้าไว้เป็นของกลาง ส่วนเพื่อนอีกสองคนขี่รถจักรยานยนต์ หลบหนีไปได้

 

พล.ต.ต.สิทธิพร กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ได้รับนโยบายจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในการกวาดล้างจับกุมยาเสพติดอย่างเข้มข้น พร้อมยอมรับว่านโยบายกวาด ล้างยาเสพติดของรัฐบาลอาจส่งผลให้ราคายาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้าปรับตัวสูงขึ้น จากราคาส่ง เม็ดละ 50-60 บาท เป็น 70-80 บาท ขณะเดียวกันการผลิตยาเสพติดของกลุ่มว้ายังคงมีอย่าง ต่อเนื่อง เมื่อราคาสูงขึ้นจึงทำให้กลุ่มค้ายาเสพติดไม่เกรงกลัวการปราบปรามของเจ้าหน้าที่จน ส่งผลให้มีการจับกุมและยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ตำรวจภาค 5 สามารถตรวจยึดยาบ้าได้แล้วกว่า 20 ล้านเม็ด

 

สถานการณที่เกิดขึ้นตำรวจภูธรภาค 5 ได้วางยุทธศาสตร์เพิ่มเติม โดยจะมีการส่ง เจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติกับประเทศเพื่อนบ้านในการทำลายแหล่งผลิตโดยเฉพาะกลุ่มว้าในฝั่ง ประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันจะร่วมกับทหารและ ตชด. เพิ่มจุดตรวจให้มากขึ้นพร้อมวาง แผนในการปิดช่องทางนำเข้ายาเสพติดบริเวณชายแดนด้านจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และ แม่ฮ่องสอน ที่มีระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร

 

 

เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.ต.ชฏิล พรหมไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครสวรรค์ (ผบก.ภ.จ.นครสวรรค์) พ.ต.อ.จรัณฐค์ วรพัฒนานันน์ รอง ผกบ.ภ.นครสวรรค์ พ.ต.อ.สมนึก มากมี ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ พ.ต.ท.จิรศักดิ์ มหึเมือง รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครสวรรค์ ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมยาเสพติดได้ผู้ต้องหา 2 คนคือ นายอมรศกัดิ์ หรือ เม แพ่งเกสร อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ ก 58 ถนนตัดใหม่ ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ และนายณัฐธนภัทร์ หรือเมท ไรนุ่น อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ 10 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 670 เม็ด เครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดถูกจับได้ที่บ้านเช่าเลขที่ 113/31 ถนนธรรมวิธี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยผู้ต้องหาทั้งสองคนถูกล่อซื้อยาเสพติดผ่านโปรแกรมแคมฟ็อกเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพ

 

พล.ต.ต.ชฏิล กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นเครือข่ายขบวนค้ายาเสพติดจริง โดยขบวนการนี้มีการตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจซื้อขายยาบ้าผ่านโปแกรมแคมฟ็อก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการล้อซื้อผ่านโปรแกรมแคมฟ็อก โดยทำการล่อซื้อยาบ้าจำนวน 3 เม็ดจากนายอมรศักดิ์ สายได้นัดหมายให้ผู้ต้องหามาส่งที่บริเวณหน้าศูนย์ท่ารถ จากนั้นตำรวจก็แสดงตัวจับกุมแล้วขยายผลไปจับกุมตัวนายณัฐธนภัทร์ ได้ที่บ้านเช่าไม่ห่างกันมากนัก ตรวจค้นในบ้านพบของกลางพร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ต้องหากำลังเล่นแชตกับลูกค้า จึงยึดมาตรวจสอบพร้อมแจ้งข้อหามียาเสพติดประเภท 1 ไว้ในการครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

 

“สถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบันนี้จังหวัดนครสวรรค์ ถือว่ารุนแรงมากและการทำงานของตำรวจก็ยาก เนื่องจากขบวนการค้ายาเสพติดอาศัยความทันสมัยของเทคโนโลยี่ ซื้อขายผ่านโปรแกรมที่ทันสมัย ตำรวจไม่สามารถเข้าสืบสวนจับกุมได้เหมือนก่อน ซึ่งคดีนี้ตำรวจต้องใช้ความพยายามเกาะลอยจากเครือข่ายใช้เวลานาน ซึ่งเครือข่ายยาเสพติดจะใช้จังหวัดนครสวรรค์เป็นแหล่งพักยา โดยจะขนยาเสพติดทวนน้ำจาก กทม.มาขายที่นครสวรรค์และส่งต่อไปยังจังหวัดข้างเคียง เช่น พิจิตร เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท เป็นต้น”

 

ด้าน พ.ต.ท.จิรศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับพฤติกรรมของคนร้ายแก๊งนี้จะซื้อขายกันผ่านโปรแกรมแคมฟ็อก โดยนายณัฐธนภัทร์ เป็นเอเย่นต์รายใหญ่ที่จะมีเครือข่ายกว้างขวาง โดยลูกค้าจะสั่งของผ่านโปรแกรมแคมฟ็อกมาแล้วโอนเงินมาให้ก่อน จากนั้นนายณัฐธนภัทร์ จะสั่งให้นายอมรศักดิ์ นำยาบ้าไปส่งให้ลูกค้า ด้วยวิธีการขี่รถจักรยานยนต์ไปทิ้งของตามหลักกิโลเมตรครั้งละ 3 เม็ด 5 เม็ด ซึ่งตำรวจกว่าจะจับกุมได้ก็ต้องใช้เวลานานมาก ซึ่งนับวันขบวนการค้ายาเสพติดจะอาศัยช่องทางนี้ค้าขายมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากนี้ตำรวจต้องมีการพัฒนาเพื่อให้ทันสมัยมากขึ้นและมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี่เพื่อมให้เท่ากันกับขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป

 

ด้านนายณัฐธนภัทร์ กล่าวว่า ตนเข้ามาอยู่ในวังวนของขบวนการค้ายาเสพติดแอบบังเอิญ เนื่องจากตนเป็นคนชอบเล่นอินเตอร์เน็ต ไม่นานนี้ขณะที่เล่นอินเตอร์เน็ตอยู่นั้นจู่ๆก็มีคนเข้ามาเล่นด้วย แล้วก็เป็นเพื่อนกันจนนำไปสู่การชักชวนให้ตนเป็นเอเย่นค้ายาเสพติด ซึ่งตนและเอเย่นต์อีกรายหนึ่งนั้นไม่เคยเห็นหน้ากัน เพียงแต่ติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่ซื้อยาบ้ากับตนผ่านแคมฟ็อกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานและกลุ่มนักศึกษา ส่วนยาเสพติดที่เครือข่ายนำมาส่งให้แต่ละครั้งไม่เกิน 200 เม็ด โดยจะมีเครือข่ายขับรถมาจาก กทม.แล้วนยาบ้ามาทิ้งไว้ตามเสาหลักกิโลตนและเพื่อนก็จะขี่รถไปเก็บมาขายอีกทอด ซึ่งลูกค้าแต่ละรายที่ซื้อขายกันผ่านโปรแกรมแคมฟ็อกนี้ต้องค้าขายกันมานานและไว้เนื้อเชื่อใจกัน

 

 

 

พ.ต.อ.ฐาณุพงศ์ พรมสวัสดิ์กุล ผกก.สภ.บางบ่อ พ.ต.ท.สุดใจ เหนือเกาะหวาย สว.สส. พ.ต.ต.สิทธิโชค สิทธิโสภณ สวป.สภ.บางบ่อ ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมยาไอซ์ จำนวน 238 กรัม มูลค่า 4 แสนบาท พ.ต.อ.ฐาณุพงศ์ พรมสวัสดิ์กุล ผกก.สภ.บางบ่อ กล่าวว่า คืนวันที่ 7 ก.ย. ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า จะมีการนัดส่งยาไอซ์กันที่ ริม ถ.บางนา- ตราด กม. 27ด้านหน้าหมู่บ้าน รอแยลเพลส ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ จึงทำการซุ่มดู กระทั่งมีรถยนต์ต้องสงสัย ทะเบียน ภฐ 5524 กรุงเทพมหานคร ขับมาจอด จึงทำการตรวจค้น กระทั่งพบยาไอซ์บรรจุอยู่ในซองพลาสติกจำนวน 3 ซอง น้ำหนักรวม 238 กรัม มูลค่าในตลาดรวม 400,000 บาท วางอยู่บนเบาะนั่งข้างคนขับ จึงควบคุมนายสุวิทย์ เหล่าซ่วน อายุ 37 ปี ภูมิลำเนาเดิม จ.ประจวบคีรีขันธ์ คนขับรถมาทำการสอบสวน

 

นายสุวิทย์ให้การว่า ได้รับยาไอซ์มาจากพญาไท กรุงเทพมหานคร เพื่อมาส่งให้กับลูกค้าใน จ.ฉะเชิงเทรา โดยจะนัดรับส่งยาไอซ์กันคนละครึ่งทางคือที่ ถ.บางนา- ตราด กม. 27 อ.บางบ่อ ซึ่งตัวเองจะได้ค่าส่งเที่ยวละจำนวน 5,000 บาท และทำแบบนี้มาแล้วหลายครั้งเพื่อหาเงินมาเสพยาบ้า กระทั่งถูกจับกุมตัวได้

 

 

 

 

9 ก.ย.2554

 

 

 

วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7589 ข่าวสดรายวัน

 

 

ล็อตใหญ่

 

ทหาร-ตำรวจเชียงราย แถลงจับกุมยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด มูลค่า 900 ล้านบาท

 

ทหาร-ตำรวจเชียงราย แถลงจับกุมยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด มูลค่า 900 ล้านบาท ที่คนร้ายใช้รถขนเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านโดยใช้เส้นทางถนนสายดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง ขณะที่คนร้ายทิ้งรถหนีเอาตัวรอดไปได้ เมื่อ 8 ก.ย. 

 

 

 

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร. ได้เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้มีการเรียกประชุมเพื่อมอบนโยบายให้กับชุดเฉพาะกิจ 18ชุด เพื่อเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงาน โดยได้มอบหมายด้านการปราบปรามและการสกัดกั้นยาเสพติดที่เข้ามาทั้งสามจังหวัดภาคเหนือ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพราะมีเส้นทางจากแนวชายแดนยาว และหาโอกาสลำเลียงผ่านสวนของคนในพื้นที่ จากการประเมินหลายปีผู้ค้าจะใช้เส้นทางหลักในการลักลอบขนยาเสพติด เข้าส่วนกลาง โดยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการภายใต้กฏหมาย เมื่อสกัดทางเหนือได้แล้ว ทางส่วนกลางก็จะสามารถปราบปรามได้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถหยุดการทะลักภายในเวลา 3-4 เดือน พร้อมกันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทุ่มงบประมาณและอาวุธที่จะใช้ในการปราบปราม พร้อมระดมตำรวจตระเวนชายแดน มาช่วยงานร่วมด้วย สำหรับกำลังชุดเฉพาะกิจทั้ง18ชุด จะมีกำลังพล 17-18 นาย ส่วนเรื่องของการผลิตยาบ้าในเขตพื้นที่ปริมณฑลซึ่งพบแท่นปั๊มยาบ้า ก็จะใช้กำลังตำรวจภูธรภาค1ภาค2และนครบาล เข้าไปกวาดล้างจับกุม

 

สำหรับเรื่องผลสอบบ่อน. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.สถาพร. หลาวทอง. จเรตำรวจแห่งชาติได้ส่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาให้แล้วเมื่อวานนี้ซึ่งได้ส่งเรื่องให้กองวินัยตรวจสอบคาดว่าจะใช้เวลาสองถึงสามวันก็จะทราบผลชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

 

พล.ต.อ.พงศพัศ. พงษ์เจริญ ที่ปรึกษาสัญญาบัตร10 กล่าวถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัย สถานเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสการก่อเหตุวินาศกรรมตึกเวิร์ลเทรดเมื่อ10ปีก่อน ในวันที่ 11 ก.ย.ว่า ได้เพิ่มกำลังตำรวจสันติบาล ประสานเจ้าหน้าที่สถานฑูตดูแลบุคคลสำคัญรวมถึงให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเพิ่มสายตรวจดูแลความปลอดภัย. ซึ่งด้านการข่าวยังไม่พบว่าจะมีเหตุร้าย แต่ตำรวจไม่ได้ประมาทยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์

 

 

11 ก.ย.2554 ข่าวสด

 

'เพรียวพันธ์' ว่าที่ผบ.ตร. ตั้งชุดปฏิบัติการ 18 ชุดเดินหน้าลุยปราบปรามยาเสพติดแล้ว พร้อมมอบหมาย 'พงศพัศ พงษ์เจริญ' คอยกำกับดูแลตั้งเป้าสกัดการขนยานรกจาก 3 จังหวัดชาย แดนภาคเหนือเข้าสู่ใจกลางประเทศ รองโฆษกเพื่อไทยเผยยุคอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ มีเรื่องร้องเรียนโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรมเพียบ โดยกระทรวงมหาดไทยมีเรื่องร้องเรียนสูงสุดถึง 400 กว่าเรื่อง ประชาธิปัตย์กรีด 'เฉลิม' พูดได้ทุกเรื่องจนชาวบ้านสับ สนไม่รู้ว่าใครคือนายกฯ ตัวจริง

 

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 10 ก.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. รักษาราชการแทนผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมวางแผนปราบปรามยาเสพติด โดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการทั้งหมด 18 ชุด เป็นชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บช.ภาค 5-6 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นมาตรการหนึ่งที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงได้มอบนโยบายที่ผ่านมา ในการประชุมครั้งนี้เป็นการวางแผนเพื่อปราบปรามยาเสพติดบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ที่จะเป็นเส้นทางลำเลียงขนถ่ายยาเสพติด ซึ่งเป็นพื้นที่ราบสูงตามบริเวณเชิงเขาเข้ามาสู่ใจกลางของประเทศ นอกจากมีบช.ภาค 5-6 แล้วยังมอบหมายให้พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษาสบ 10 จะเข้ามาดูเป็นตัวหลักเพื่อ เพิ่มศักยภาพให้กับทั้ง 18 ชุด รวมทั้งชุดปฏิบัติการของตชด. ที่จะช่วยกันเข้าไปปิดรูรั่วทั้งหมด อีกทั้งยังมีการจัดการตรวจสอบหมายจับของผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคเหนือให้ได้ และทั้งหมดนี้จะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ชุดปฏิบัติการ 18 ชุด มีเจ้าหน้าที่กี่นาย แบ่งการทำงานและมีมาตรการจัดการเรื่องนี้อย่างไร พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า ชุดหนึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 17-18 นาย การประชุมวางแผนแต่ละชุดนั้นเป็นชุดที่เคยปฏิบัติการร่วมกันและเคยทำเรื่องนี้มาอยู่แล้ว ทั้งหมดจะสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดไหลทะลักลงมาจากด้านบนก่อน พยายามปิดให้ได้ก่อน ส่วนที่ถามย้อนกลับมาว่ามักมีแท่นพิมพ์เพื่อผลิตยาเสพติดบริเวณรอบนอกของกทม.นั้นเป็นส่วนของการดูแลในพื้นที่บช.ภาค 1-2 และบช.น. จัดการ ซึ่งต้องทำพร้อมๆ กันไปด้วย เพื่อหาทางปิดกันทุกช่องทางเท่าที่สามารถจะทำได้

 

เมื่อถามว่า สถานการณ์ยาเสพติดทวีความรุนแรงมากขึ้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ระบุว่า ยอมรับว่ามีมากขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม จะพยายามเดินหน้าหลายๆ อย่างเพื่อแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ ส่วนจะกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินการเมื่อไร่ คาดว่าประมาณ 3-4 เดือนต้องเอาให้อยู่ ซึ่งไม่ใช้เพียงชุดปฏิบัติการดังกล่าวเท่านั้น ส่วนกลางจะดำเนินการ สนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือด้วย

 

นอกจากนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ยังมี หนังสือสั่งการกำชับว่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงสายงานต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับรองผบ.ตร.กำกับการดูแลสายงานที่ตนดูแลอยู่อย่างเคร่งครัด หากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาด

 

เวลา 13.30 น. ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีข้าราชการบางส่วนในสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมาเรียกร้องไม่อยากให้ข้าราชการการ เมืองเข้ามาแทรกแซงสมช. และโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสมช. ว่า เรื่องนี้มีอยู่ 2 ประเด็น คือ 1. เรื่องนายถวิล เปลี่ยนศรี เมื่อเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็มีสิทธิ์ร้องเรียนได้ตามกฎหมาย มีหลายช่องทาง 2. ช่วงที่รัฐบาลชุดที่แล้วเข้ามาแก้ปัญหาของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ซึ่งย้ายนายทหารเข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช. กระทั่งกระทบกระเทือนกับข้าราชการในสมช. ที่สามารถเติบโตขึ้นมาสู่ตำแหน่งเลขาธิการได้ ต่อมาปรับเปลี่ยนจนนายถวิลมาเป็นเลขาธิการสมช. และเติบโตมาจากหน่วยงาน แต่วันนี้เพื่อให้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. มาดำรงตำแหน่งผบ. ตร. มีการนำตำรวจมาเป็นเลขาฯ สมช. อีก ทำให้ข้าราชการคิดว่าน่าจะย้อนกลับไปในจุดเดิมอีกหรือไม่ กลายเป็นว่าข้าราชการในสมช. เติบโตในหน่วยงานไม่ได้

 

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ปฏิเสธไม่ได้เป็นผู้ย้ายนายถวิล จากเลขาธิการสมช. ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐ มนตรี ว่า ที่ผ่านมาเห็นแต่ร.ต.อ.เฉลิมออก มาพูดอยู่คนเดียว พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ที่ดูแลยังไม่มีการให้สัมภาษณ์อะไรนี้เลย เรื่องนี้ตามหลักคงเอาผิดร.ต.อ.เฉลิมไม่ได้ ซึ่งร.ต.อ.เฉลิมทราบดี เพราะพูดได้ทุกอย่าง รู้ว่าไม่ต้องรับผิดชอบ แต่คนที่รับผิดชอบคือพล.ต.อ.โกวิท ผ่านไปยังนายกฯ ตามสายบังคับบัญชา

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ จะให้ท้ายร.ต.อ.เฉลิมในการพูดจา นายชวนนท์ ตอบว่า สิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิม พูดหลายอย่างค่อนข้างเลยเถิดและกดขี่ พูดจาไม่ให้เกียรติคนรับราชการ โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตเป็นข้าราชการระดับ 11 และตามความจริงแล้วนายถวิลเป็นข้าราชการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกฯ โดย ตรง หากไม่ออกมาปกป้อง ควรดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจ ไม่ชี้แจง

 

"ผมเชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่เริ่มสับสน ว่าใครเป็นนายกฯ ตัวจริง การเข้าหาอาจ จะสับสนว่าควรไปหาใครเพื่อไปเสนองาน ข้าราชการส่วนใหญ่อาจหมดกำลังใจในการทำงาน เพราะคนที่ตั้งใจทำงานเต็มที่ มีความคิดจะเติบโตทางราชการเมื่อมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้อาจตอบไม่ได้ นายถวิลเป็นลูกหม้อทำงานมากว่า 30 ปี ถูกย้ายเพราะบ่อนที่เกิดจากการกระทำของคนอื่น และยังมาเจอคำพูดถากถาง เสียดสี คิดว่าศักดิ์ศรีตรงนี้ของคนที่เป็นข้าราชการควรจะลุกขึ้นมาปกป้อง" นายชวนนท์ กล่าว

 

ที่พรรคเพื่อไทย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า สำนัก งานปราบโกงของพรรคสรุปเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระ ทรวงต่างๆ พบว่า ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯ บริหารราชการแผ่นดิน มีเรื่องร้องเรียนโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรมจำนวนมาก เช่น กรณีพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. ที่เดินทางไปราชการในพื้นที่ภาคใต้ แต่รัฐบาลกลับตั้งพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ขึ้นมารักษาการแทน นอกจากนั้นยังพบว่ากระทรวงมหาดไทยมีเรื่องร้องเรียนมากที่สุด 400 กว่าเรื่อง รองลงมาเป็นกระทรวงคมนาคม 200 กว่าเรื่อง กระทรวงยุติธรรม 120 เรื่อง กระทรวงการต่างประเทศ 56 เรื่อง ส่วนกรณีนายถวิล ซึ่งขณะนี้กำลังเรียกร้องขอความไม่เป็นธรรม นั้น ในฐานะที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขอให้กลับไปตรวจสอบในกระทรวงอื่นๆ จะพบว่า มีข้าราชการถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็น ธรรมจำนวนมากกว่ารัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ และจะเข้าใจหัวอกของคนเหล่านั้น

 

"สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีตำรวจปฏิบัติหน้าที่ในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ส่งจดหมายร้องทุกข์มาที่พรรคเพื่อไทย เพราะมีการโยกย้ายอย่างน่าตกใจ ย้ายไป ถึงภาคใต้ก็มี จึงอยากขอให้กลับไปตรวจ สอบดูว่าการโยกย้ายครั้งนั้นถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทางพรรคส่งความคิดเห็นไปยังพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ รรท.ผบ.ตร. ว่าขอให้เร่งปราบปรามบ่อนการพนัน ปัญหายาเสพติด และประสานให้ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลช่วยกันเป็นตัวแทนตรวจสอบในทุกพื้นที่แล้ว" นายจิรายุ ระบุ

 

 

 

รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับ มีตำรวจหลายพื้นที่เกี่ยวข้องยาเสพติด เตือนหากพบหลักฐานชัด จะสั่งพักราชการทันที และตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

 

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าว่า มีตำรวจหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติด โดยมีข้อมูลว่า จังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นช่องทางสำคัญในการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทย จึงขอเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด หยุดการกระทำลักษณะดังกล่าว ไม่เช่นนั้นหากพบหลักฐานชัดเจน จะสั่งพักราชการทันที จากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน แต่ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากในการกำจัดยาเสพติดให้หมดสิ้นไปทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญ คือ การลดปริมาณยาเสพติดให้เข้ามายังประเทศไทยให้มากที่สุด

 

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ยืนยันว่า จะพยายามทำให้ดีที่สุด และรวดเร็วที่สุดในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 

 

 

ชี้มีหลักฐานพิสูจน์ได้ในพื้นที่ชั้นใน ทั้งประทานและสัญญาบัตรเร่งรวบรวมเอาผิดทันที

 

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์  ดามาพงศ์   รองผบ.ตร.  ในฐานะรักษาการผบ.ตร. เป็นประธานประชุมร่วมกับพล.ต.ท.วรพงษ์  ชิวปรีชา ผช.ผบ.ตร. ตำรวจปส.และจนท.ป.ป.ส.  เพื่อหารือแนวทางการปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะปัญหาการแพร่ระบาดที่มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง ใช้เวลากว่า 2 ชม จากนั้นพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวหลังการประชุมว่า  มาหาข้อมูลสำคัญบางอย่างที่สงสัย และได้รับยืนยันพร้อมด้วยหลักฐานที่สำคัญจากจนท.ป.ป.ส.แล้วว่า มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด โดยเฉพาะสน.ชั้นใน  มีทั้งตำรวจชั้นประทวนและสัญญาบัตร   แม้ก่อนหน้านี้ตนจะเคยออกมาปรามการกระทำเหล่านี้แล้วแต่การกระทำผิดชัดเจน มีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้  จนท. ป.ป.ส.เองก็มีหลักฐานที่ระบุได้ว่าเป็นใคร  หากมีหลักฐานแล้วจะดำเนินการทางปกครองทันที และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป  โดยการปราบปรามจะดำเนินการทันที ไม่ต้องรออะไร

 

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวต่อว่า  สำหรับข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องเราห่วงตำรวจมากกว่าทหาร เพราะตำรวจพลิกแพลงเหลือเกิน สวนทหารเข้มแข็งกว่าเรามาก พูดตรง ๆ  ตนไม่ห่วงทหาร แต่ตนจะไปพูดคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพของทหารด้วย  ทุกฝ่ายร่วมมือกันปราบปรามหมด

 

วันที่ 11 ก.ย. พล.ต.ต.ชัยทัต รุ่งแจ้ง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ สืบทราบจะมีการลักลอบนำยาเสพติดเข้า มาขายในงานแข่งเรือประเพณีไทย-ลาว ในเขตเทศบาลตำบลบึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ จึงสั่งการให้นำกำลังวางแผนจับกุม พบชาย 3 คนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ท่าทาง มีพิรุธ จึงตรวจค้นตามตัวพบยาบ้าซุกซ่อนในกระเป๋ากางเกงของทุกคน รวม 6,500 เม็ด สอบสวนทั้ง 3 เป็นชาวไทย และชาวลาว จากนั้นควบคุมตัวทั้งหมดส่งดำเนินคดีต่อไป

 

 

 

 

 

นายสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา ผวจ.บึงกาฬ แถลงผลงานตำรวจบึงกาฬจับกุมนายสีวัน รินทารักษ์ ชาวไทย นายน้อย หนองบุญรักษา นายปิโน รินทารักษ์ ชาวลาว ลักลอบนำยาบ้า 6,500 เม็ด เข้ามาช่วงงานแข่งเรือยาวไทย-ลาว ที่จ.บึงกาฬ เมื่อวันที่ 11 ก.ย.

 

15 ก.ย.2554

 

รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

เผยเตรียมใช้กฎหมายฟอกเงินผู้ที่อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติด


     ด้านรองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน นโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามที่สหประชาชาติ หรือ UN แสดงความห่วงใย

     พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวภายหลังการจัดสัมนาบูรณาการการปฏิบัติตามกฎหมายฟอกเงิน ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 1 ว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อต้องการนำมาตรการการฟอกเงินมาปราบปรามยาเสพติด ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงเครือข่ายผู้ที่อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติดได้ 

     ทั้งนี้ กฎหมายปราบปรามยาเสพติดต้องผูกกับคดีอาญา ขณะที่มาตรการตามกฎหมายฟอกเงินไม่ได้ยึดโยงกับคดีอาญา แต่เป็นการนำแนวทางกฎหมายฟอกเงินมายึดทรัพย์ได้  ดังนั้น ปปง.จึงจะประสานงานตำรวจทุกกองบัญชาการและกองบังคับการมาร่วมหารือกันต่อไป

     พ.ต.อ. สีหนาท กล่าวว่า ที่ผ่านมา ปปง.มีปัญหาในเรื่องไม่มีคณะกรรมการธุรกรรมทางการเงินจึงไม่สามารถดำเนินการ อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการสรรหาคณะกรรมการฯ ได้เพียง 3 คนประกอบด้วย ตุลาการ อัยการ และ สำนักงานตรวจเงินแผ่น (สตง.) ยังเหลืออีก 1 คนที่เป็น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และ คาดว่า การประชุมครั้งต่อไปจะมีการตั้งคณะกรรมการฯได้ครบทุกคน และสามารถมีมาตรการยึดทรัพย์ได้ซึ่งขณะนี้ ปปง.มีคดีทั้งหมด กว่า 140 คดีที่เตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ

     ด้านรองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน นโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมระบุ การดำเนินการต้องเฉียบขาดภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ว่า จะไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามที่สหประชาชาติ หรือ UN แสดงความห่วงใย

     โดยรัฐบาลจะใช้ความระมัดระวังให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม และจะรับข้อห่วงใยไปพิจารณา ส่วนที่นายกรัฐมนตรีประกาศ ต้องลดปัญหายาเสพติดให้ได้ร้อยละ 80 ภายใน 1 ปี

     ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เป็นการลดจำนวนผู้เสพ เพื่อนำเข้ากระบวนการบำบัดรักษา  อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีเห็นว่า การปราบปราบยาเสพติด ต้องมีความเฉียบขาดภายใต้กรอบของกฎหมาย.

 เชียงราย - ปปง.ติวเข้มกฎหมายฟอกเงินให้คนเชียงราย ชี้ประชาชนต้องมีภูมิคุ้มกัน แจ้งเบาะแส และไม่ตกเป็นเครื่องมือการฟอกเงิน
       
       
       นายชนะ นาคสุริยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมด้วยพ.ต.ท.หญิงเอมอร ไชยบัวแดง ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย และมาตรการ, ร.ต.อ.หญิง สุวณีย์ แสวงผล ผอ.ส่วนคดี สำนักงาน ปปง., ร.ต.อ.ไพรัตน์ เทสพานิช หัวหน้ากลุ่มพัฒนาการป้องกัน จากสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน ได้ร่วมเปิดการอบรมตามโครงการ “คณะกรรมการภาคประชาชน ระดับชาติ เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน” ณ โรงแรมริมกกรีสอร์ท เชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้
       
       ร.ต.อ.หญิง สุวณีย์ แสวงผล ผอ.สำนักคดี สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน กล่าวว่า เป็นการอบรม เพื่อเน้นการเผยแพร่ ความรู้ด้านกฎหมายการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน มีการอภิปราย สถานการณ์การฟอกเงินในประเทศไทย และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้ภูมิคุ้มกันแก่ประชาชน สร้างเครือข่ายให้เข้าใจกฎหมายฟอกเงิน ไม่ให้ประชาชนเข้าไปตกอยู่ในเครือข่ายการฟอกเงินโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
       
       พร้อมยกตัวอย่างคดีที่ผ่านมาดคีหนึ่งที่มีนักค้ายาเสพติดรายหนึ่งมีญาติที่เชียงราย และอ้างว่าเห็นญาติลำบากจึงต้องการโอนบ้าน 2 หลังให้เป็นชื่อญาติ ซึ่งญาติที่เป็นหญิงกับลูกรับโอนไว้ ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจพบยาเสพติดอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว ทำให้ญาติของนักค้ายาเสพติดรายนี้ถูกดำเนินคดี ถึงแม้จะอ้างไม่รู้ไม่เห็น ไม่เกี่ยวข้องก็ตาม เมื่อเป็นคดีเข้าสู่เรือนจำ ติดคุกถึง 2 ปี กว่าจะพิสูจน์ตนว่าไม่รู้ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด กรณีเช่นนี้ถือว่าตกเป็นเครื่องมือการฟอกเงิน และรับโอนทรัพย์สินของนักค้ายาเสพติด ต้องถูกดำเนินคดีไปด้วย
       
       ขณะนี้ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน มี 11 มูลฐาน เพิ่มขึ้น 3 มูลฐาน คือ 1.ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 2.ความผิดเกี่ยวกับเพศ 3.ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน 4.ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกงตามกฎมายการธนาคารพาณิชย์ 5.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ 6.ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชกหรือรีดเอาทรัพย์
       
       7.ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร 8.ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย (ที่เพิ่ม) 9.ความผิดเกี่ยวกับการพนัน 10.ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 11.ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ มูลฐานการพนัน ผู้เล่น ต้อง 100 คนขึ้นไป วงเงิน 10 ล้านขึ้น คือรายใหญ่ๆ ทั้งนี้ นักค้ามักอ้างในอดีตว่าได้เงินมาจากการพนันจึงมีมูลฐานนี้ขึ้นมา
       
       มูลฐานการเลือกตั้ง คือให้ สัญญาว่าให้ แม้จะยากต่อการเอาผิด แต่ก็จะใช้ดำเนินการกับการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง อันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็ใช้กฎหมายดำเนินการ ยึดทรัพย์ได้
       การทำธุรกรรมการเงิน โอนเงินผ่านธนาคาร(กรณีฝากถอนเงิน 2 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแสดงตน พร้อมบัตรประชาชน และเซ็นชื่อต่อธนาคารอย่างละเอียด,ประชาชนควรระวัง การโอนเงิน อยู่ๆ มีโอนมาเข้าบัญชีเรา ต่อมาถอนออก อ้างว่าโอนผิด เพราะทราบว่า อาศัยบัญชีโอน เป็นการฟอกเงิน และการโอนบ้าน และที่ดิน มูลค่าเกิน 5-10 ล้านบาทก็โปรดระวัง จะตกเป็นเครื่องมือการฟอกเงินโดยไม่รู้ตัว
       
       ร.ต.อ.หญิง กล่าวต่อว่า แม้มีกฎหมายรัดกุมมากขึ้น แต่นักค้าผู้กระทำผิด ก็หาช่องทางหนีอยู่เรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามโลกโลกาภิวัฒน์ และพบว่าวิวัฒนาการล้ำลึกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ทำงานต้องรับมือ และจะเล่นงานผู้อยู่เบื้องหลังทุกรูปแบบ แม้กรณีจะเปลี่ยนชื่อ สกุล หนีไป ก็ตามได้มีฐานข้อมูลอยู่
       
       สำหรับสายลับ ปปง.แจ้งเบาะแสที่ผ่านมาได้ผลดี แต่เสียดายรัฐบาลที่ผ่านมายกเลิกระเบียบเงินสินบนรางวัล (มีในสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ) ซึ่งขณะนี้ ปปง.ก็เยียวยาช่วยโดยใช้เงินจากกองทุนมาช่วย เนื่องจากพยานได้เสี่ยงชีวิตมาเป็นพยาน ชี้ช่องยึดทรัพย์รายใหญ่ๆ ได้ก็ต้องช่วยเหลือ ทั้งนี้ยังมีการเปิดรับสมัครสายลับ ปปง.แจ้งเบาะแส ตู้ ปณ 559 ปณจ. สามเสนใน กทม.10400 โทร. 0-2219-3600 หรือ www.amlo.go.th

 

 

 

 

ชุดเฉพาะกิจ “เพรียวพันธ์” แผลงฤทธิ์ ประเดิมวิสามัญฯลูกชายเจ้าพ่อยาเสพติดระดับโลก ยึดยาบ้านับแสนเม็ดวันนี้ (17 ก.ย. ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร. ได้ทำการวิสามัญฯ นายมูเซอ วิน อายุ 45 ปี ชาวเขาเผ่ามูเซอดำ ลูกชายของนายยี่เซ หรือผู้พันยี่ นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ขณะขับขี่รถจยย  ฮอนด้า  สกู๊บปี้ สีฟ้า ทะเบียน คทท. 326 เชียงราย อยู่บนถนนเลียบเมืองแม่สาย เชียงแสนใกล้สะพานแห่งที่ 2 ไทย-พม่า เพื่อนำยาบ้าจำนวน 100,000 เม็ด ไปส่งให้กับลูกค้า

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีผู้พบยาบ้าซ่อนไว้ข้างทางใกล้กับจุดที่วิสามัญและแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.แม่สาย ได้ตรวจยึดไว้เป็นจำนวน 900,000 เม็ด แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ทราบว่าจะมีการส่งมอบยาบ้ากันอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจค้น จนพบผู้ตายขี่รถ จยย. ผ่านมาตามที่ได้รับรายงาน จึงเรียกให้หยุดเพื่อขอตรวจ แต่ผู้ขับขี่รถจยย.หลบหนีและชักอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. ยิงใส่เจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหนี ทำให้ถูกวิสามัญฯเสียชีวิตอย่างอนาถในที่สุด

สำหรับ นายมูเซอ วิน ผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศพม่า เป็นลูกชายของ  นายยี่เซ หรือผู้พันยี่ ผู้นำมูเซอดำที่ทางการไทยต้องการตัวมากที่สุดและมีหมายจับในคดีผู้ค้าย้าเสพติดรายใหญ่ในภาคเหนือ ถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีอิทธิพลพอสมควรในพม่า เพราะมีกองกำลังกู้ชาติมูเซอดำหนุนหลังและมีโรงงานผลิตยาบ้าขนาดใหญ่. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้(17 ก.ย.) ว่า จากแถลงการณ์ของกระทรวงแห่งรัฐ ของสหรัฐอเมริกา เผยว่า นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาเปิดเผยรายชื่อประเทศ ที่เขาระบุให้เป็นประเทศที่เป็นแหล่งผลิต หรือ แหล่งขนส่งยาเสพติดขนาดใหญ่ พร้อมทั้งบอกว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสหรัฐฯ
         
โดยในปีนี้ นายโอบามาระบุให้ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตยาเสพติด และขนส่งยาเสพติดรายใหญ่ไว้ 22 ประเทศ ดังนี้ อัฟกานิสถาน, บาฮามาส, เบลีซ, โบลิเวีย, พม่า, โคลอมเบีย, คอสตาริกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, เอกวาดอร์, เอล ซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, เฮติ, ฮอนดูรัส, อินเดีย, จาเมกา, ลาว, เม็กซิโก, นิการากัว, ปากีสถาน, ปานามา, เปรู, และเวเนซุเอลา โดยเบลีซ และเอล ซัลวาดอร เป็น 2 ประเทศใหม่ที่ถูกเพิ่มชื่อขึ้นมาในปีนี้
         
รายชื่อที่ระบุไม่ได้สะท้อนให้เห็นความพยายามในการปราบปรามยาเสพติด หรือระดับในการควบคุมปริมาณยาเสพติดร่วมกับสหรัฐฯ แต่แสดงถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์, การเงิน และเศรษฐกิจ รวมกัน ที่เอื้อต่อการผลิต หรือขนส่งยาเสพติดภายในประเทศนั้นๆ
        
แต่เมื่อประเทศที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง และมาตรการในการปราบปรามยาเสพติดนานาชาติ ประเทศเหล่านั้นจะถูกระบุว่า เป็นประเทศที่ล้มเหลวในการปราบปรามยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะมีมาตรการลงโทษประเทศเหล่านั้นตามมาในภายหลัง
         
ทั้งนี้ นายโอบามา ยังระบุอีกว่า ในรายชื่อนี้ ประเทศโบลิเวีย, พม่า และเวเนซุเอลา เป็น 3 ประเทศ ที่ล้มเหลวในการปราบปรามยาเสพติดตามข้อตกลงในการปราบปรามยาเสพติดนานาชาติมากที่สุดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แต่สำหรับประเทศโบลิเวีย และเวเนซุเอลานั้น สหรัฐฯจะทำการชะลอมาตรการลงโทษเอาไว้ก่อน และอาจให้การสนับสนุนด้านต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชากรในประเทศทั้งสองต่อไป

 

5 ต.ค.2554 เดลินิวส์

 

“เพรียวพันธ์” นำ ตร.นครบาล บุกจับกุมแก๊งยาบ้ารายใหญ่ ผงะของกลาง 460,000 เม็ด เงินสด 2 ล้าน พร้อมรถยนต์เพียบ แฉเครือข่ายนรกฮัลโหลสั่งการจากคุก

วันที่ 4 ต.ค. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 , พ.ต.อ.วิชาญญ์วัช์ บริรักษ์กุล รอง ผบก.น.1 , พ.ต.อ.ทรงพล วัธนะชัย รอง ผบก.น.1 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.1 ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายสุทธิรัตน์ แซ่มู่ อายุ 26 ปี นายการันย์ ชิ่นเจ๋า อายุ 21 ปี นายเชาโป ชิ่นเจ๋า อายุ 31 ปี และนายพงศกร ชิ่นเจ๋า อายุ 25 ปี พร้อมด้วยของกลางเป็นยาบ้า ชนิดเม็ดกลมแบนสีส้ม จำนวน 460,000 เม็ด เงินสดจำนวน 2  ล้านบาท รถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสัน สีบรอนซ์ ทะเบียน ถช 8170กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ ปาเจโร  สีดำ ทะเบียน ญฝ 8565  กรุงเทพมหานคร รถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์ ทะเบียน ฎต 2890 กรุงเทพมหานคร รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีดำ ป้ายแดงทะเบียน พ-1585 กรุงเทพมหานคร รถกระบะมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีบรอนซ์ ทะเบียน ฎธ 5906 กรุงเทพมหานคร และรถเก๋ง โตโยต้ารุ่นอัลติส สีบรอนซ์ ทะเบียน ฎษ 9582 กรุงเทพมหานคร โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 111/49  ซอยรังสิต-นครนายก 8  ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กก.สส.บก.น.1 ได้จับกุมนายอนิวรรต์  แซ่หลิว พร้อมยาบ้า 780,000 เม็ด เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา และจากการสืบสวนขยายผลพบว่าเป็นเครือข่ายรายใหญ่ จึงได้สืบสวนขยายผลทราบว่า เครือข่ายนี้จะนำยาบ้าไปจำหน่ายในหลายจังหวัด กระทั่งวันที่ 3 ต.ค. จึงได้มีการวางแผนและจับกุม นายธนภัทรหรือนัส กับพวก รวม 2 คน  ได้พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 70,000 เม็ด โดยทราบว่ามีนายโก๋ ซึ่งอยู่ในเรือนจำชลบุรี ติดต่อให้ขนยาบ้าจากบ้านที่เกิดเหตุไปส่งให้ลูกค้าในจังหวัดชลบุรี จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้วางแผนและจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 คน พร้อมของกลางนี้ได้ที่บ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งทราบว่าเป็นที่พักยาเสพติดของเครือข่ายนี้ สำหรับพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้งหมด เป็นเครือข่ายในการลักลอบจำหน่ายยาบ้าซึ่งเป็นรายใหญ่  โดยการสั่งยาบ้าจากเรือนจำ โดยใช้โทรศัพท์ว่าจ้างให้นำยาบ้าไปส่งให้กับลูกค้าตามสถานที่ต่าง ๆ.

 เพรียวพันธ์" นำทีมจับยาบ้าด้วยตัวเอง ผนึกกำลังตร. นครบาล ตร.เมืองปทุม ทลายแก๊งค้ายาบ้ากลางเมืองปทุมธานี ยึดของกลางได้ 4.6 แสนเม็ด เงินสดอีก 2 ล้าน ทั่วปท.กวาดล้างยาเสพติดเข้มข้น ที่เมืองคอนตร.ทางหลวงตั้งด่านตรวจเจอแก๊งค้ายาเสพติดซิ่งเก๋งแหกด่าน รวบคนร้าย 2 พี่น้องเอาไว้ได้อยู่หมัด "เชียงราย" แปะหมายจับราชายาเสพติด "เว่ยเซียะกัง" ทั่วจังหวัด ตร.มหา สารคามจับยาบ้า 6 หมื่นเม็ด มูลค่า 12 ล้าน เลขาฯป.ป.ส.เรียกประชุมมอบนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด ตั้งเป้าต้องลดลงภายใน 3 เดือน

"อดุลย์"ลั่น 3 ด.ยาเสพติดต้องลด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ต.ค. ที่สำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร. ในฐานะเลขาธิการป.ป.ส. ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมมอบนโยบายข้าราชการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการแก้ปัญหายาเสพติด ว่า ภายหลังจากที่รับมอบนโยบายจากร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการวางโครงสร้าง โดยในการประชุมครั้งนี้เพื่อต้องการผลักดันนโยบายเร่งรัดจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการของศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.) ซึ่งจะมีการจัดทำตัวชี้วัดในการปรับงบประมาณ เพื่อจัดทำห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการในการปราบปรามยาเสพติดให้ลดลง ภายในระยะเวลา 3 เดือน

เมื่อถามถึงแนวทางในการแก้ไขจุดบอดที่เคยเป็นมาของปัญหายาเสพติด พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า จะมีการทบทวนบทบาทในการทำงาน พร้อมกับใช้การบูรณาการของหลายหน่วยงาน เบื้องต้นในการป้องกันยาเสพติดเข้าทะลักตามแนวชายแดน จะมีการประสานไปยังกองทัพ ในการใช้กำลังทหารเพื่อหยุดยั้งการกระทำดังกล่าวตามแนวชายแดน ส่วนยาเสพติดที่เข้ามาตามเส้นทาง จะใช้กำลังของตำรวจในการตั้งด่านสกัด

"ในส่วนของผู้เสพยาเสพติดทั่วประเทศ ประมาณ 4 แสนราย จะให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาดูแลเรื่องการบำบัด โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้เสพทั่วประเทศ ที่มีประมาณ 8 หมื่นกว่าราย ในส่วนของการปราบปรามยาเสพติดเองบช.ปส. ถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว ยืนยันว่าต้องใช้กลไกของตำรวจเป็นแรงกระ เพื่อมในการขับเคลื่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาด" เลขาธิการป.ป.ส. กล่าว

ส่วนเรื่องการดูแลยาเสพติดในชุมชน พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวในเขตกทม.มีการแพร่ระบาดถึงร้อย 50-60 ซึ่งจะต้องมีการปรับเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องปรับรูปแบบให้สอดรับกับการบูรณาการร่วมกัน และกำหนดเป้าหมายในการบำบัดผู้เสพยาเสพติดในชุมชน และให้ครอบครัวมีส่วนร่วม

"พระนาย"สั่งจัดระเบียบสังคม

ด้านนายพระนาย สุวรรณรัฐ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลกำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดใช้ยุทธศาสตร์ "พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด" เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา และเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว. มหาดไทย จึงสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เร่งรัดจัดระเบียบสังคม (สถานบริการสีขาว) โดยให้ครอบคลุมสถานบริการทั้งหมดในพื้นที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้สถานบริการทุกแห่งปลอดยาเสพติด และไม่เป็นแหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน โดยกำหนดมาตรการ 6 ประ การ ดังนี้ 1.ให้ตรวจตรากวดขันสถานบริการ ว่าได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานบริการอย่างถูกต้องหรือไม่ 2.กวดขันมิให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ซึ่งไม่ได้ทำงานในสถานบริการนั้นเข้าไปในสถานบริการระหว่างเวลาทำการ 3.มิให้มีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในสถานบริการ 4.มิให้มีการแสดงลามกอนาจาร หรือการแสดงที่ไม่เหมาะสมในสถานบริการ 5.ให้สถานบริการดำเนินกิจการอย่างถูกต้อง ตามประเภทที่ขออนุญาตและเปิด-ปิดสถานบริการตามเวลาที่กฎหมายกำหนด 6.ควบคุมมิให้มีการนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการ เว้นแต่เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในเครื่อง แบบ และนำเข้าไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เร่งรัดกวดขันสถานทุกประเภทให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และนโยบายการจัดระเบียบสังคมโดยเคร่งครัด หากมีการฝ่าฝืนให้ดำเนินการจับกุมดำเนินคดีทุกราย ไม่มีการละเว้น โดยให้นำกฎหมายเรื่องหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสั่งต่ออายุใบอนุญาต พักใช้ใบอนุญาต การเพิกถอนใบอนุญาตและกำหนดระยะเวลาในการสั่งพักใช้ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ มาใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วย นอกจากนี้ สำหรับสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการให้กวดขันให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การจำหน่ายสุราให้แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ ทั้งนี้ ให้ทุกจังหวัดรายงานผลการดำเนินการจัดระเบียบสังคมให้กระทรวงมหาดไทยทราบทุกระยะอย่างต่อเนื่อง


ล่าตัว - หน่วย ดีอีเอ สหรัฐ ร่วมกับตำรวจปส. จัดทำกล่อง ไม้ขีดพิมพ์รูป "เว่ยเซียะ กัง" นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ แจกจ่ายตาม ชายแดน จ.เชียงราย ให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส ตั้งค่าหัว 60 ล้านบาท เมื่อ 4 ต.ค.



"เชียงราย"แปะหมาย"เว่ยเซียะกัง"

สำหรับการกวาดล้างจับกุมยาเสพติดรายใหญ่รายสำคัญ วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดเชียงราย ว่า หลังมีนโยบายกวาดล้างยาเสพติดอย่างจริงจัง หลายหน่วยงานเริ่มปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจจ.เชียงรายออกกวาด ล้างจับกุมยาเสพติดอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีการติดประกาศหมายจับ "เว่ยเซียะกัง" ราชายาเสพติดชื่อดัง ซึ่งเป็นบุคคลที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดประเทศสหรัฐอเมริกา (DEA-ดีอีเอ) และบช.ปส. กำลังต้องการตัว โดยทำหมายจับออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งเป็นกล่องใส่ไม้ขีดไฟ สติ๊กเกอร์ และสกรีนเสื้อ เพื่อให้เป็นที่สนใจ โดยในหมายจับมีรางวัลนำจับตั้งไว้ที่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ รวมทั้งข้อมูลในเว็บไซต์ โดยตามร้านอาหารในเขตเทศบาลนครเชียงรายหลายแห่ง มีการนำกล่องไม้ขีดไฟที่มีสกรีนค่าหัวของ "เว่ยเซียะกัง" ออกมาแจกจ่ายให้วัยรุ่นผู้มาใช้บริการ เพื่อหาเบาะแสคนร้าย

"เมืองคอน"รวบ 2 พี่น้องยาบ้า

ส่วนที่จ.นครศรีธรรมราช ขณะที่พ.ต.ท. ธรรมปพน ชาวกำแพง สว.สทล.4 กก.7 นคร ศรีธรรมราช พร้อมด้วย ร.ต.ท.ภัทรินทร์ สุทธิภัทรธรรม รอง สว.สทล.4 กก 7 นำกำลังตำรวจทางหลวงตั้งจุดตรวจจับความเร็ว และปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด บนถนนสาย 401 ช่วง ก.ม.ที่12-13 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรี ธรรมราช พบรถยนต์เก๋งฮอนด้า ซีวิค สีเทา ทะเบียน กต 8762 นครศรีธรรมราช ขับมาด้วยท่าทีพิรุธ เมื่อเห็นด่านเจ้าหน้าที่ได้พยายามหักรถเลี้ยวขับหลบหนี ก่อนจะแหกด่านไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงติดตามไปอย่างกระชั้นชิด ปรากฏว่ารถยนต์เก๋งของคนร้ายได้เสียหลักลงไปในคูข้างถนน ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมคนร้ายไว้ได้ 2 ราย ทราบชื่อ นายอนุชา ส่งศรี อายุ 31 ปี และนายสุรศักดิ์ ส่งศรี อายุ 33 ปี เป็นพี่น้องกัน มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 88/1 ม.4 ต.ไทยบุรี อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ตรวจค้นในรถพบอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. 1 กระบอก เครื่องกระสุน 7 นัด กระสุนขนาด 11 ม.ม. 7 นัด ยาบ้า 155 เม็ด และยาไอซ์จำนวน 1.8 กรัม จึงยึดไว้เป็นของกลาง

พ.ต.ท.ธรรมปพน กล่าวว่า หลังจากคนร้ายขับรถหลบหนี จึงพยายามขับรถไล่ตาม และทราบว่าคนร้ายมีอาวุธปืน จึงตัดสินใจยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัดเพื่อขู่คนร้าย กระทั่งไปถึงที่เกิดเหตุรถคนร้ายจึงเสียหลักพลิกคว่ำลงข้างถนน ทำให้คนร้ายทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บก่อนถูกจับกุม เจ้าหน้าที่จึงตั้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า-ยาไอซ์) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนดำเนินคดีต่อไป

"สารคาม"จับยาบ้า 6 หมื่นเม็ด

ที่จ.มหาสารคาม พล.ต.ต.กวี สุภานันท์ รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบก.ภ. จว.มหาสารคาม พ.ต.อ.ธนกิตติ์ บูรณะบุตร ผกก.สภ.กันทรวิชัย พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ สุริยะ ผกก.สส.ภ.จว.มหาสารคาม และชุดป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสภ.กันทรวิชัย ร่วมแถลงข่าวจับกุมนายเมธี คลังหิรัญษ์ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 128 หมู่ 15 ต.วังม่วง อ.วังม่วง จ.สระบุรี พร้อมของกลางยาบ้าสีส้ม จำนวน 300 ถุง ถุงละ 200 เม็ด รวม 60,000 เม็ด โดยยาบ้าแต่ละมัดจะมีสายตะกรุดพระเกจิมัดไว้ และรถยนต์กระบะยี่ห้อฟอร์ด เรนเจอร์ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ฌษ 3638 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อโนเกีย สีดำ จำนวน 2 เครื่อง โดยกล่าวหา ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสภ.กันทรวิชัย สืบทราบว่าจะมีการขนยาบ้าล็อตใหญ่ผ่านเข้ามาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงออกสกัดจับผู้ต้องหาได้ที่บริเวณถนนสายกันทรวิชัย-ยางตลาด บริเวณหลักก.ม.ที่18-19 หมู่ที่ 4 ต.โคกพระ อ.กันทร วิชัย จ.มหาสารคาม พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนดังกล่าว ซุกซ่อนอยู่เบาะหลังรถกระบะด้านหลังคนขับ โดยมีนายศราวุธ คลังหิรัญษ์ ขับรถยนต์อีกคันคุ้มกัน แต่หลบหนีไปได้ ซึ่งจากการสอบสวนนายเมธีให้การรับสารภาพว่า รับยาบ้ามาจากจ.นครพนม จะนำไปส่งลูกค้าที่อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ซื้อมาในราคา 4 ล้านบาท หากขายในราคาส่งจะได้เงินถึง 7 ล้านบาท แต่หากนำไปขายปลีกจะได้มากถึง 12 ล้าน สาเหตุที่นำสายตะกรุดพระเกจิมามัดห่อยาบ้า ก็เพื่อให้แคล้วคลาดจากตำรวจ มีความเชื่อว่าทำแบบนี้แคล้วคลาดมาแล้วหลายครั้งเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป

"ภูเก็ต"โชว์จับแก๊งยาไอซ์

เวลา 15.00 น. ที่บริเวณห้องประชุมสภ.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต พ.ต.อ.กฤตภาส เดช อินทรศร ผกก.สภ.ฉลอง พ.ต.ท.ภาสกร สนธิกุล รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.จรัล บางประเสริฐ สว.สส. พ.ต.ท.วรวัฒน์ สิทธินุ่น สวป. ร.ต.ท. มนัส วงษ์แก้ว รอง สว.สส. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ ได้ตัวผู้ต้องหาประกอบด้วย นายสนธยา หรือ สน เสียมไหม อายุ 27 ปี น.ส.ปวีณา หรือ อ้อย ใกล้บุบผา อายุ 31 ปี นายเอนก หรือ อัด แซ่อ๋อง อายุ 31 ปี พร้อมด้วยของกลาง ยาไอซ์ 167.4 กรัม ยาบ้า 120 เม็ด เป็นเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ต.ฉลอง ที่ขัดขืนเจ้าหน้าที่ขณะเข้าจับกุมจนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บสาหัส

บช.น.รวบแก๊งใหญ่ 7 หมื่นเม็ด

เวลา 11.30 น. ที่บช.น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ โกมารกุล ณ นคร พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 พ.ต.อ. คณิศร์ชัย มหินทรเทพ ผกก.สส.บก.น.1 พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผบก.น.1 ร่วมแถลงผลจับกุมนายธนภัทร ปังประเสริฐ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12 ถนนแสงชูโต ต.บ้านเหนือ อ.เมืองกาญจนบุรี และนายอานนท์ ผ่องภิญโญ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ 8 ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี พร้อมยาบ้า 70,000 เม็ด มูลค่า 21 ล้านบาท และของกลางรถบรรทุกโตโยต้า สีเทา ทะเบียน ปท 6402 กทม. โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง จับกุมได้ที่ถนนกรุงเทพฯ-ชลบุรีสายใหม่ (มอเตอร์เวย์) หน้าด่านเก็บเงินทับช้าง แขวง-เขตสะพานสูง กทม.

พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากบก.น.1 จับกุมนายอนิวรรต์ แซ่หลิว อายุ 40 ปี ได้ที่ต.บางยี่โถ อ.ลำลูกกา จ.ปทุม ธานี พร้อมยาบ้า 780,000 เม็ด โดยต่อมาสืบทราบว่าจะมีการนัดส่งมอบยาบ้าจึงวางแผนจับกุม สอบสวนผู้ต้องหาสารภาพว่า ร่วมกันลักลอบนำยาบ้าดังกล่าวไปส่งให้ลูกค้าที่จ.ชลบุรี โดยมีผู้สั่งการชื่อ นายโก๋ ซึ่งอยู่ที่เรือนจำชลบุรี เป็นผู้ว่าจ้าง ได้ค่าจ้างคนละ 25,000 บาท โดยนายโก๋จะโอนเงินเข้ามาให้ นำยาบ้าไปส่งที่ จ.ชลบุรี มาแล้ว 3 ครั้งก่อนถูกจับได้

เดือนเดียวจับผู้ค้ากว่า 500 ราย

พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวอีกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทางพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร. เน้นย้ำให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยผู้เสพก็จะนำไปบำบัด ส่วนผู้ค้ารายย่อยต้องขยายผลไปถึงผู้ค้ารายใหญ่ ตามมาตรการ 315 ในรอบเดือนที่ผ่านมา บช.น.จับผู้ค้ายาเสพติดได้ 534 ราย โดยทั่วประเทศมีผู้ค้ายาเสพติดที่จับได้สัปดาห์ละประมาณพันคน นอกจากนี้ จะเน้นเรื่องการยึดทรัพย์ให้จริงจัง ไม่ว่าจะทำมาแล้วกี่ครั้งและมีทรัพย์สินมากเท่าใด หากถูกจับได้ก็จะยึดทรัพย์สินทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ในห้วงปีงบประมาณ 2554 บช.น.มีผลการจับกุมยาเสพติด 90,247 ราย แยกเป็นข้อหาผลิต-นำเข้า 20 ราย จำหน่าย 8,650 ราย ครอบครอง 17,799 ราย และเสพ 63,778 ราย ยึดยาบ้า 6,730,415 เม็ด ผงยาบ้า 11 กิโลกรัม เฮโรอีน 13.5 กิโลกรัม ยาอี 1.5 กิโลกรัม 6,915 เม็ด ยาไอซ์ 159 กิโลกรัม กัญชา 365 กิโลกรัม และกระท่อม 821 กิโลกรัม

"เพรียวพันธ์"จับเอง 4.6 แสนเม็ด

ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร. พร้อมพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบก.น.1 พล.ต.ต.วัฒนา เขตร์สมุทร ผบก.จว. ปทุมธานี พ.ต.อ.วิสูตร ฉัตรชัยเดช รองผบก. พ.ต.อ.วัฒนา วงศ์จันทร์ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ พร้อมชุดสืบสวนบก.น.1 และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ร่วมกันจับกุมตัวนายสุทธิรัตน์ แซ่มู่ อายุ 26 ปี นายการันย์ ชิ่นเจ๋า อายุ 21 ปี นายเชาโป ชิ่นเจ๋า อายุ 31 ปี และนายพงศกร ชิ่นเจ๋า อายุ 25 ปีพร้อมของกลางยาบ้าชนิดเม็ดกลมแบนสีส้ม จำนวน 460,000 เม็ด เงินสด จำนวน 2 ล้านบาท รถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสัน สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ถช 8170 กทม. รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ ปาเจโร สีดำ หมายเลขทะเบียน ญฝ 8565 กทม. รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ฎต 2890 กทม. รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน ป้ายแดง พ-1585 กทม. รถยนต์มิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีบรอนซ์ ฎธ 5906 กทม. และ รถยนต์โตโยต้ารุ่นอัลติส สีบรอนซ์ ทะเบียน ฎษ 9582 กทม. จับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 111/49 ซอยรังสิต-นครนายก 8 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จึงควบคุมตัวมาดำเนินคดี

ทั้งนี้ การจับกุมดังกล่าวเป็นการขยายผลจากการจับกุมนายธนภัทร ปังประเสริฐ และพวกพร้อมของกลางยาบ้า 7 หมื่นเม็ด

 

 

 

5 ต.ค.2554 เดลินิวส์

ทหารปะทะเดือดจับตายแก๊งค้ายาบ้า 1 ศพ กลางลำน้ำโขง พร้อมยึดเรือจีน 2 ลำ ลักลอบขนยาบ้าเกือบล้านเม็ด

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 ต.ค. พล.ต.ปราการ ชลยุทธ ผบ.กองกำลังผาเมือง พ.อ.วัชรพงศ์ แก้วแจ้ง ผบ.ทหารพราน 31  น.อ.โสภณ รัชตาภิรักษ์ ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย  ร่วมตรวจยึดเรือ หยู ซิง เหา สัญชาติจีน พร้อมยาบ้า 950,000 เม็ด  เนื่องจากได้รับรายงานว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดข้ามแม่น้ำโขง เข้าประเทศไทย จึงนำกำลังออกลาดตระเวน  ตามแนวฝั่งชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.เชียงแสนและพบเรือดังกล่าวพร้อมเรือเรือ หัว ปิง ตรงตามที่รับรายงานมาลักษณะมีพิรุธแล่น ตามลำน้ำโขงเข้า เขตน่านน้ำไทยบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบรวก หมู่1 ต.รอบเวียง อ.เชียงแสน  ตรงข้ามเกาะดอนซาว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  จึงนำเรือแล่นประกบและส่งสัญญาณให้หยุดแต่เรือทั้ง 2 ลำ พยายามเร่งความเร็วหลบหนี

เจ้าหน้าที่จึงนำเรือเร็วเข้าสกัดพร้อมส่งสัญญาณให้เข้าฝั่ง  แต่ถูกคนร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเรือทั้ง 2 ลำ ใช้อาวุธสงครามระดม ยิงใส่เจ้าหน้าที่ จนเกิดการยิงโต้ตอบกันหลายนาที สุดท้ายเจ้าหน้าที่จึงวิสามัญคนร้ายบนเรือ  หยู ซิง เหา  1 ราย ก่อนเข้าควบคุมเรือทั้งสองลำและนำเข้าจอดเทียบท่าฝั่งไทยได้สำเร็จ ตรวจสอบบนดาดฟ้าเรือพบศพชายสัญชาติจีน  1  ราย  พร้อมอาวุธปืนอาก้า 1 กระบอกตกอยู่ ส่วนในเรือตรวจพบยาบ้าของกลางซุกซ่อนอยู่ในกระสอบ ปะปนมากับกระสอบสินค้าประเภทผักและผลไม้ จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมควบคุมตัวผู้โดยสารบนเรือส่งพนักงานสอบสวนเพื่อขยายผล และประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต และลำเลียงเรือของกลางไปตรวจสอบ.
 

“เหลิม” ลั่น ประเทศเพื่อนบ้านช่วยจับ “หน่อคำ” พ่อค้ายาเสพติดตัวเอ้ ฟุ้งงานปราบยาคืบหน้า ขณะที่ “เพรียวพันธ์” เตรียมขึ้นเหนือขยายพื้นที่ด่าน 7 จุดสกัดยานรก  
 
วันที่ 7 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การปราบปรามยาเสพติดในขณะนี้เดินหน้าไปมาก เมื่อค่ำวันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับกุมยาบ้าได้ 500,000 เม็ด เฮโรอีน 3.5 กิโลกรัม และยาไอซ์ 3 กิโลกรัม รวมทั้งสามารถขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดได้ 7 คน และรู้แหล่งแล้วว่ามีการสั่งยาเสพติดมาจากพื้นที่ไหน ซึ่งตรงกับที่ตนประเมินไว้ อีกทั้งจับกุมผู้ต้องหาได้อีก 1 คนจากภาคใต้ ซึ่งขึ้นมารับยาเสพติด ส่วนการปราบปรามการค้าขายยาเสพติดจากในเรือนจำนั้นคงไม่สามารถทำให้หมดไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเหลือน้อยลง

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ (7 ต.ค.) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะนัดประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้กำกับเพื่อเตรียมตรวจค้น 500 จุด ทั้งนี้จากการที่ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงราย และนำข้อมูลมาเปิดเผย ปรากฏว่าประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามก็ได้เข้ามาช่วยปราบปรามยาเสพติด โดยมีนายหน่อคำเป็นตัวการสำคัญ และสามารถจับกุมยาบ้าได้กว่า 900,000 เม็ด

ขณะเดียวดันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ว่า จะเดินทางไป จ.แพร่ และ จ.ลำปาง เพื่อตรวจด่านสกัดกั้นยาเสพติดที่ไหลทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังไปดูแลการขยายพื้นที่ด่านทั้ง 7 จุด ที่จะนำตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 18 ตู้ที่ได้รับบริจาคจากหน่วยงานเอกชนไปจัดทำเป็นที่พักของตำรวจ อีกทั้งได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวงประสานกรมป่าไม้ในพื้นที่เพื่อขอขยายพื้นที่เพื่อตั้งด่านเพื่อสกัดกั้นยาเสพติดอีกด้วย.

 

 

บิ๊กอ๊อบลั่นเร่งยกระดับด่านตรวจในภาคเหนือเป็นถาวร สกัดการลำเลียงยาเสพติด ขณะด่านตรวจหาดรั่ว สภ.วังชิ้น จ.แพร่ โชว์ผลงานรับว่าที่ผบ.ตร. ด้วยการตรวจพิรุธแล้วจับรถบรรทุกขนยาบ้าร่วม 3 แสนเม็ด ด้านปส.ก็ไม่น้อยหน้าลงพื้นที่สุพรรณจับ 3 ผู้ต้องหา พร้อมยึดยาบ้าอีก 5 แสนกว่าเม็ด

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดที่แพร่เข้ามาทางชายแดนภาคเหนือ โดยจะต้องเน้นไปที่ด่านตรวจ ซึ่งต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับด่านต่างๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลายแห่งในภาคเหนือ แต่อันดับแรกจะต้องเร่งพัฒนาด่านแม่พริก อ.แม่พริก จ.ลำปาง และด่านห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ ให้เป็นด่านถาวรให้เร็วที่สุด โดยจะเร่งพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีในการตรวจจับยาเสพติด ซึ่งสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการพัฒนาศักยภาพของตำรวจให้มีศักยภาพในการทำงาน ซึ่งต้องมองไปถึงที่ทำงาน ที่พัก และเวลาทำงานที่พอเหมาะ

"การปราบปรามยาเสพติด มองได้หลายมิติด้วยกัน ทั้งการปราบปราม การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในนครบาลก็ทำอยู่ ซึ่งข้อสำคัญถ้าเจ้าหน้าที่มีความพร้อมโดยสามารถทำงานได้อย่างเต็มภาคภูมิ มีความเป็นอยู่ที่ดี การปราบปรามยาเสพติดก็น่าจะรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว" พล.ต.อ.เพรียมพันธ์กล่าว

เวลา 15.30 น. วันที่ 7 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจหาดรั่ว ถนนวังชิ้น-ศรีสัชนา ลัย หมู่ 6 ต.วังชิ้น อ.วังชิ้น จ.แพร่ สภ.วังชิ้นสามารถจับกุมนักค้ายาบ้า 2 รายคือ นายณรงค์ พรมอ๊อด อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 145/1 หมู่ 4 ต.หาดงิ้ว อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ และนางศศิวิมล อังคกษมรัตน์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 300 ถนนนาสร้างนาขุม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม พร้อมยาบ้าของกลางจำนวน 28 ห่อ รวม 280,000 เม็ด รถยนต์เก๋งฮอนด้าซีอาร์วี สีบรอนซ์ ทะเบียน วฬ 8848 โทรศัพท์มือถือจำนวน 4 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง เงินสดจำนวน 3,520 บาท

ก่อนตรวจค้นพบยาบ้า รถยนต์คันดังกล่าวบรรทุกของเต็มรถ ผ่านด่านหาดรั่ว นายณรงค์คนขับรถอ้างว่าจะนำของไปแจกให้กับชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมภาคกลาง แต่มีพิรุธจึงตรวจค้น พบซุกซ่อนยาบ้าไว้บริเวณที่ใส่ยางอะไหล่ และในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ตบตาเจ้าหน้าที่ว่าเป็นสิ่งของช่วยน้ำท่วม

หลังการตรวจค้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และพล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ผบช.ภ.5 ที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจในภาคเหนือ พร้อมพล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา จตร. (สบ 8) และพล.ต.ต.พงษ์สักก์ เชื้อสมบูรณ์ ผบก.ภ.จว.แพร่ ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าในการดำเนินคดีด้วย

เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 7 ต.ค. เจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชา การตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกันจับกุมตัว นายพลภัทร จันทนวัฒน, นายนาวี ศรีสุวรรณ และน.ส.อติกาญจน์ สุขขี พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า 510,000 เม็ด, เฮโรอีน 10 แท่ง น้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม, ยาไอซ์ 3 กิโลกรัม, เงินสด 2,640,000 บาท, อาวุธปืน 3 กระบอก, รถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีดำ หมายเลขทะเบียน ฒฉ 782 กรุงเทพ มหานคร อีก 1 คัน ควบคุมตัวทั้ง 3 คน เป็นผู้ต้องหาในข้อหามียาบ้าไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

โดยจับกุมได้ที่บ้านเช่า ในหมู่บ้านญาดา 2 หมู่ที่ 3 ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองสุพรรณบุรี จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ไปดำเนินคดีที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำหรับนายพลภัทร เป็นชาวต.วังลึก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า กำลังจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังลึกด้วย 


 

วันนี้ (10 ต.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา รรท.ผบช.ปส. และพล.ต.ต.ภูมิรา วัฒนปราณี รองผบช.ก. ร่วมกันแถลงการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด 6 ราย ประกอบด้วย 1.นายพลภัทร จันทนะวรรธนะ อายุ 31 ปี 2.นายนาวี ศรีสุวรรณ อายุ 28 ปี 3.นายธนกฤต สิทธิ อายุ 27 ปี 4.นายนวพล เย็นใจ อายุ 28 ปี 5.นายสมจินต์ สุขสูงเนิน อายุ 30 ปี และ6.นายอันวา ยูโซ๊ะ อายุ 40 ปี พร้อมของกลางเฮโรอีน ชนิดผงสีขาว อัดแท่งจำนวน 10 แท่ง น้ำหนักประมาณ 3.5 กก ยาบ้า498,000 เม็ด ยาไอซ์ 3 กก. กระเป๋าลายพราง 5 ใบ รถเก๋งและรถกระบะที่ใช้ขนยาเสพติดอีก 6 คัน และอาวุธปืนอีก 3 กระบอก
       
       พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวว่า ตำรวจสามารถจับกุมได้ที่บริเวณถนนในหมู่บ้านญาดา 2 ต่อเนื่อง บ้านเลขที่ 52/82 ซอย 3 ถนนขุนช้าง ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ต่อเนื่องปั๊ม น้ำมันพีทีไอ ต.หลักชัย อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อเนื่องถนนสาย นางพิมพ์-ทุ่งแฝก ต.วังลึก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ (7 ต.ค).ที่ผ่านมา และจับกุมนายเริ่ม หรือ จักษ์ บริเวณข้างถนนเส้นทางเด่นชัย-ศรีสัชนาลัย ต.เด่นชัย อ.เด่นชัย จ.แพร่ เมื่อวันที่ (9 ต.ค).2554 เวลาประมาณ 11.00 น.
       
       พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวต่อว่า การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับ ว่านายนาวีกับพวกมีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาเสพติด จึงวางแผนติดตามจับกุมตัว กระทั่งได้ติดตามนายนาวีและนายพลภัทรขณะขนยาเสพติดเข้าไปภายในบ้านเลขที่ 52/82 หมู่บ้านญาดา ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จากนั้นได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น พบยาบ้าและเฮโรอีนจำนวนหนึ่งบนรถที่ทั้ง 2 คนขับมา และเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว ก็พบยาบ้าและยาไอซ์อีกจำนวนมาก จากการสอบสวนทราบว่ากำลังจะนำยาเสพติดไปส่งให้ลูกค้า เจ้าหน้าที่จึงทำการขยายผลจนสามารถจับกุมลูกค้าที่มาติดต่อขอซื้อยาได้เพิ่มอีก 4 รายพร้อมของกลางทั้งหมด โดยขณะที่ทำการจับกุมนายสมจินต์ หนึ่งในผู้ต้องหา ได้มีการนำบัตรกอ.รมน.และบัตรนักข่าวขึ้นมาโชว์ ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบัตรที่ทำขึ้นมาเอง
       
       เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาที่ 1 และ2 ว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า ,ยาไอซ์ ,และเฮโรอีน ) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ยโดยผิดกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 และ 4 ได้แจ้งข้อหาพยายามร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและเฮโรอีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย ผู้ต้องหาที่ 5 และ 6 ได้แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และผู้ต้องหาที่ 1 ,3 และ5 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป
       
       อีกรายกองบังคับการตำรวจน้ำ(บก.รน.) โดยพล.ต.ต.ภูมิรา วัฒนปราณี รองผบช.ก. ได้ร่วมแถลงผลการจับกุมนายเริ่ม หรือจักษ์ เจริญทรัพย์ อายุ 58 ปี ชาว จ.เชียงราย พร้อมยาบ้าของกลางจำนวน 400,000 เม็ด รถกระบะที่ใช้ขนยาบ้าอีกจำนวน 1 คัน
       
       พล.ต.ต.ภูมิรา กล่าวว่า นายเริ่ม มีพฤติการณ์ ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดแก่คนเรือในจ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นผู้ค้ายารายย่อย จึงส่งสายเข้าทำการล่อซื้อมาหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จนเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา นายเริ่มได้ติดต่อเข้ามายังสายลับว่าจะนำยามาขาย โดยเห็นว่าช่วงนี้สะดวกเพราะน้ำท่วมหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่คงไม่เข้มงวด ทางตำรวจจึงวางแผนตลบหลังเข้าจับกุมได้บริเวณ ถ.เด่นชัย-ศรีสัชนาลัย ต.เด่นชัย อ.เด่นชัย จ.แพร่ ขณะนำยาบ้ามาส่งพร้อมของกลางดังกล่าว
       
       จากการสอบสวนนายเริ่ม ให้การรับสารภาพว่า รับยามาจากเครือข่ายค้ายาประเทศเพื่อบ้านที่ติดชายแดนภาคเหนือ โดยจะสั่งซื้อยาจากขาใหญ่ในเรือนจำภาคเหนือ โดยเฉพาะช่วงนี้ เห็นว่าน้ำท่วมเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงอาศัยช่องทางดังกล่าวลักลอบค้ายา แต่ก็มาถูกจับกุมจนได้
       
       เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ใรความครอบครองเพื่อจำหน่าย ก่อนส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


« Back