ขุนส่า ราชาเฮโรอีน

 

 

 

 

30 ตุลาคม 2550 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทางการสหภาพพม่าว่านายจาง ซี ฟู หรือนายจันทร์ จางตระกูลหรือ “ขุนส่า” วัย 74 ปี อดีตผู้นำกองทัพเมืองไต(Mong Tai Army – MTR) ที่ยอมวางอาวุธต่อรัฐบาลทหารพม่าเมื่อปี 2539 และเป็นราชายาเสพติดระดับโลกที่สหรัฐอเมริกาต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งพักอาศัยอยู่ในกรุงย่างกุ้ง (Yangon) เมืองหลวงของพม่า ได้เสียชีวิตแล้วด้วยโรคประจำตัวที่เป็นอยู่หลายโรคทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอัมพาตบางส่วน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 และได้มีพิธีฌาปนกิจศพไปแล้วที่ชานกรุงย่างกุ้ง โดยมีคนสนิทเข้าร่วมพิธีประมาณ 20 คน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของทหารพม่าอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ขุนส่าเกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2477 ที่เมืองต้านยาง บิดาเป็นชาวจีน มารดาเป็นชาวไทยใหญ่ สมรสกับกำนันตำบลดอยหม่อ (Loimaw) ทำให้มีศักดิ์เป็นขุน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ขุนส่า” ต่อมาได้เป็นหัวหน้าหน่วยอาสาหรือกาก่วยเย (Ka Kwe Ye) และค้ายาเสพติดควบคู่ไปด้วย ทำให้มีอิทธิพลมากในเมืองดอยหม่อ แต่ถูกทหารพม่าวางแผนเรียกไปประชุมที่เมืองตองยีและจับขังคุก

แต่ได้รับอิสระในเวลาต่อมาเพื่อแลกกับตัวประกันแพทย์ชาวรัสเซีย และเมื่อปี 2519ได้ตั้งกลุ่มกู้ชาติ Shan United Army (SUA) เพื่อเป็นปรปักษ์กับกองทัพพม่า แต่ยังคงเกี่ยวพันกับธุรกิจค้ายาเสพติดในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ พร้อมกันนี้ก็ได้เริ่มติดต่อกับองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวไทยใหญ่อื่น ๆ และกลุ่มกองกำลังรัฐฉาน (Shan State Army – SSA) ภายใต้องค์กรทางการเมืองที่มีชื่อว่าสภาปฏิวัติเมืองไต (Tailand Revolutionary Council – TRC) เป็นองค์กรฝ่ายทหารในปี 2528 แต่ได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อทหารพม่าในวันที่ 6 มกราคม2539 เนื่องจากการต่อสู้เพื่อเอกราชไม่เป็นผลในวันเดียวกัน พันเอก มหาซาง หรือ “มหาซางกลุ่มว้าขาว” ซึ่งเป็นหัวหน้าการเจรจาระหว่างกลุ่มไทยใหญ่กับรัฐบาลทหารพม่า และเป็น 1 ในผู้นำในนาม WNO ได้เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาลป่าแงะหรือโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29ตุลาคม 2550 ด้วยโรคถุงลมโป่งพอง โดยมีการนำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดท่ากระดาษ ตำบลฟ้าฮ่ามอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

.............................................

"ขุนส่า"ตายแล้ว ปิดฉากชีวิตราชายาเสพติดโลกด้วยวัย 74 ปี ที่บ้านพักในย่างกุ้ง ประเทศพม่าตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา และเผาศพไปเมื่อวันอังคาร เผยประวัติสะท้านโลกในฐานะผู้นำกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ ที่ใช้เงินจากการขายเฮโรอีนสร้างกองทัพเรียกร้องอิสรภาพจากรัฐบาลทหารพม่า กระทั่งกลายเป็นอาชญากรคนสำคัญของโลก ก่อนวางอาวุธมอบตัวกับทางการพม่าแลกกับนิรโทษกรรมไม่ส่งตัวไปสหรัฐ จากนั้นได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสะดวกสบายหรูหราในย่างกุ้ง

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2550 สำนักข่าวเอพีรายงานว่า "ขุนส่า" หรือจางซีฟู วัย 74 ปี ราชายาเสพติดชื่อก้องโลก เสียชีวิตแล้วในบ้านพักที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา สาเหตุการตายยังไม่เปิดเผย แต่ก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบกันดีในพม่าว่า ขุนส่าล้มป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และเป็นอัมพาต

"ญาตินำศพขุนส่าไปเก็บไว้ที่สุสานยาเวย์ ชานกรุงย่างกุ้ง ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. และทำพิธีเผาศพช่วงเช้าวันอังคารที่ 30 ต.ค." ข้าราชการคนหนึ่งในย่างกุ้ง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเอพี แต่นักการทูตชาวเอเชียคนหนึ่งในย่างกุ้ง ระบุว่า ข่าวการเสียชีวิตของขุนส่ายังยืนยันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

สำหรับประวัติของขุนส่า เกิดเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2476 บิดาเป็นชาวจีน มารดาเป็นชาวไทยใหญ่ (ฉาน) ชีวิตวัยเด็กแทบไม่เคยได้รับการศึกษา ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในสังคมชาวจีนกลุ่มก๊กมินตั๋งที่แตกพ่ายสงครามหนีจีนคอมมิวนิสต์มาตั้งรกรากในประเทศพม่า เมื่อเติบโตขึ้นเคยเข้าร่วมเป็นทหารบ้าน สังกัดกองทัพพม่า แต่ถูกจับจำคุกในปี 2512 โทษฐานมีพฤติกรรมสนับสนุนกองกำลังชนกลุ่มน้อยรัฐฉาน

ขุนส่าติดคุกอยู่ 5 ปี ก็ได้รับอิสรภาพ หลังจากลูกน้องผู้จงรักภักดีก่อเหตุลักพาตัวนายแพทย์ชาวรัสเซียในพม่า บีบบังคับต่อรองรัฐบาลพม่ายอมปล่อยตัวขุนส่า จากนั้นทั่วโลกก็รู้จักชื่อขุนส่าในฐานะผู้นำกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ "เอสยูเอ" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "กอง ทัพเมืองไต" จับอาวุธต่อสู้กับกองทัพรัฐบาลทหารพม่าอย่างดุเดือด

กระทั่งปีพ.ศ.2525 ขุนส่าถูกผลักดันออกจากฐานที่มั่นบริเวณชายแดนประเทศไทย ต้องหลบเข้าไปปักหลักที่เมืองโฮมองในรัฐฉานของพม่า แปรสภาพพื้นที่บริเวณชายแดน 3 ประเทศ คือ พม่า ลาว และไทย จนกลายเป็นจุดศูนย์กลางการผลิตยาเสพติดที่รู้จักกันในชื่อ "สามเหลี่ยมทองคำ" โดยขุนส่าอ้างว่าจำเป็นต้องผลิตและขายฝิ่น-เฮโรอีน เพื่อนำเงินมาจัดซื้ออาวุธทันสมัยและดูแลกองทัพกู้อิสรภาพชาวไทยใหญ่ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าถ้าถึงอายุ 60 ปีแล้วยังประกาศอิสรภาพไทยใหญ่ไม่ได้จะฆ่าตัวตายเพื่อชดเชยความผิดที่กระทำกับคนทั้งโลก

เฮโรอีนผลผลิตส่งออกสำคัญของขุนส่าสร้างความเสียหายต่อประชาคมโลกอย่างรุนแรงกว้างขวาง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่มีพลเมืองติดยาเสพติดชนิดนี้จำนวนมากเคยตั้งรางวัลนำจับขุนส่า 2 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ในปี 2532 ศาลนิวยอร์กมีคำพิพากษาให้ขุนส่ามีความผิดฐานส่งเฮโรอีนเข้าสหรัฐ และออกหมายจับเพื่อขอให้ชาติที่เกี่ยวข้องส่งตัวขุนส่ามาขึ้นศาลสหรัฐ ขุนส่ากลายเป็นอาชญากรคนสำคัญของโลก

อย่างไรก็ตามในปี 2539 ขุนส่าสร้างข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อตัดสินใจวางอาวุธมอบตัวกับรัฐบาลทหารพม่า สลายกองทัพเมืองไต ที่มีสมาชิกประมาณ 10,000 คน ยุติการสู้รบที่ดำเนินมาหลายสิบปี แลกเปลี่ยนกับรัฐบาลทหารพม่ายอมนิรโทษกรรมและไม่ส่งตัวไปขึ้นศาลสหรัฐ

นอกจากนี้รัฐบาลทหารพม่ายังยินยอมให้ขุนส่าเข้าไปพำนักในกรุงย่างกุ้ง ได้รับสิทธิสัมปทานกิจการของรัฐหลายอย่าง อาทิ ธุรกิจขนส่งและเหมืองทับทิม แต่ยังมีข่าวออกมาเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องว่า ขุนส่ายังไม่ปล่อยมือจากการค้ายาเสพติดตามที่ประกาศไว้ เนื่องจากผลประโยชน์มหาศาลเกินกว่าจะหันหลังให้ได้

สำหรับความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย สมัยจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า ขุนส่าเคยปักหลักอยู่ที่บ้านหินแตก ต.แม่สลองใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านเทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง อำเภอใหม่ที่แยกมาจาก อ.แม่จัน เป็นฐานที่มั่นตั้งแต่ปี 2511 ตั้งกองทัพเมิงไต (เอ็มทีเอ) เป็นกองทัพกู้ชาติของชาวไทยใหญ่ที่เข้มแข็งกล้าแกร่งที่สุดในจำนวนกองทัพชน กลุ่มน้อยที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า โดยใช้ผลประ โยชน์จากการค้ายาเสพติดเป็นทุนจัดซื้ออาวุธทันสมัยและเลี้ยงดูทหารไทยใหญ่ จนกลายเป็นราชายาเสพติดของโลกที่ประเทศมหาอำนาจต้องการตัวไปดำเนินคดี

กระทั่งปี 2525 ทางการไทยตัดสินใจเปิดยุทธการบ้านหินแตก ส่งกำลังทหารจำนวนมากเข้ากวาดล้างผลักดันกองทัพไทยใหญ่ของขุนส่า สู้รบกันอย่างดุเดือดนานหลายวัน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้นายทวีป แก่นทับทิม บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์มาตุภูมิรายวัน สูญหายไประหว่างทำข่าวจนถึงบัดนี้ ผลของยุทธการบ้านหินแตก ทหารไทยสามารถผลักดันขุนส่าและสมุนออกจากประเทศไทยหนีกลับเข้าไปในเขตประเทศพม่า จนถึงปี 2539 ขุนส่าก็ยอมวางอาวุธมอบตัวกับทางการพม่า ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายหรูหราภายใต้การดูแลของสำนักข่าวกรองพม่า ขณะที่ลูกๆ ที่มีอยู่หลายคนได้ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนชั้นนำของต่างประเทศ รวมทั้งประเทศไทย และหลายคนกลับไปทำธุรกิจใหญ่โตที่ประเทศพม่า

ที่มา  ข่าวสด

 

 

ขุนส่า (17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477 - 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 [1]) มีชื่อจริงว่า จาง ซีฟู (จีน: 张奇夫; พินอิน: Zhāng Qífú จาง ฉีฝู) และมีชื่อไทยว่า นายจันทร์ จางตระกูล [2] เป็นอดีตผู้นำกองทัพเมิงไตซึ่งต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชให้แก่ชนกลุ่มน้อยชาวไทใหญ่ในพม่า และเป็นผู้ผลิตและค้าเฮโรอีนและฝิ่นรายใหญ่ของโลก โดยมีที่มั่นอยู่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ มีอิทธิพลอยู่ในเขตรัฐฉานและว้า

ขุนส่าเคยตั้งกองกำลังใหญ่อยู่ที่บ้านหินแตก ในเขตตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ พ.ศ. 2506 มีการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งโรงพยาบาล วัด โรงเรียน และใช้ที่นี้เป็นฐานการผลิตเฮโรอีน จากฝิ่นที่ลักลอบนำเข้ามาจากรัฐฉานและรัฐโยนก ส่งขายไปทั่วโลก

ในปี พ.ศ. 2512 ทางการพม่าจับตัวขุนส่าไปจำคุกด้วยข้อหาค้ายาเสพติด และได้รับการปล่อยตัวในปี พ.ศ. 2516 เพื่อแลกกับชีวิตของแพทย์ชาวโซเวียต 2 คน ที่กองกำลังของขุนส่าจับไปเป็นตัวประกัน ที่บ้านหินแตก จากเหตุการณ์ครั้งนั้น รัฐบาลไทยจึงมีนโยบายผลักดันกองกำลังขุนส่าออกนอกประเทศ ตำรวจตระเวนชายแดนของไทยได้เข้ากวาดล้างบ้านหินแตกเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2525 [3]

กองกำลังขุนส่าย้ายไปตั้งอยู่ฝั่งพม่า ที่บ้านหัวเมือง ตรงข้ามกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพสหฉาน (Shan United Army) และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสภาปฏิวัติไต (Tai Revolutionary Council) เมื่อ พ.ศ. 2528

ในปี พ.ศ. 2532 ทางการสหรัฐตั้งค่าหัวขุนส่าเป็นเงิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำตัวขุนส่าไปดำเนินคดี หลังจาก ศาลสหรัฐสั่งฟ้องในข้อหาลักลอบนำเฮโรอีนจำนวน 1,000 ตัน เข้าประเทศ

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ขุนส่าตกลงสวามิภักดิ์ และส่งมอบอาวุธของกองทัพเมิงไต ให้กับทางการพม่า เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่สหรัฐอเมริกา ขุนส่าถูกทหารพม่าควบคุมตัวอยู่ที่บ้านพักในกรุงย่างกุ้ง ล้มป่วยด้วยโรคอัมพฤกษ์ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน [2] จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 อายุ 73 ปี

 



ตามรอย ขุนส่า ราชายาเสพติดโลก ในพิพิธภัณฑ์บ้านหินแตก หลักฐานเดียวที่เหลืออยู่บนผืนแผ่นดินไทย รวมทั้งยุทธการบ้านหินแตกที่ไทยผลักดันกองกำลังนอกดินแดนออกไปจนพ้นอธิปไตย

เสียงปืนนานาชนิดทั้งปืนกลเบา เอ็ม 60 ปืน ค.88 ค.81 จรวดอาร์พีจี ดังกึกก้องสะท้อนกลบไปทั้งขุนเขาบ้านหินแตก ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย กองกำลังตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เขต 6 จำนวน 800 นาย ภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทองอุณห์เจริญสม ที่โอบล้อมฐานที่ตั้งกองกำลังขุนส่าราชายาเสพติดโลก ส่งผลให้ชาวบ้านกว่า 900 ชีวิต 400 ครัวเรือน ต้องอพยพหนีตายกันจ้าละหวั่น

เสียงการต่อสู้ห้ำหั่นกินเวลานาน2 วันเต็ม ยุทธภูมิบ้านหินแตกจึงสิ้นสุดลง พร้อมกับชัยชนะของทางการไทยที่สามารถผลักดันกองกำลังนอกดินแดนพ้นอธิปไตยของไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ จับกุมกองกำลังได้บางส่วนและยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ได้รวมน้ำหนักกว่า 5 ตัน ทั้งปืนเอ็ม 16 ปืนยิงจรวดเอ็ม 79 ระเบิดมือเอ็ม 26 และกระสุนปืนนับหมื่นนัด แต่ไร้วี่แววของขุนส่าที่หลบหนีออกจากฐานที่มั่นไปก่อนการกวาดล้างจะเกิดขึ้น ไปตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองกาน ประเทศพม่า

นั่นคือภาพยุทธภูมิบ้านหินแตกเมื่อวันที่21 มกราคม 2525 หรือเมื่อ 25 ปีก่อนหน้านี้ ปัจจุบันขุนส่าพร้อมสมุนกว่า 2 หมื่นชีวิต ตัดสินใจเข้ามอบตัวกับทางการพม่า ยุติบทบาทอันลือเลื่องเมื่อครั้งอดีตให้เหลืออยู่แต่ในความทรงจำและบันทึกที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งบนโลกใบนี้ หนึ่งในนั้นคือพิพิธภัณฑ์บ้านหินแตก ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย คม ชัด ลึก จะพาไปพบกับตัวตนของขุนส่าตั้งแต่เกิด กระทั่งเข้ามามีบทบาทอยู่ในแถวหน้าในฐานะราชายาเสพติดโลกว่า มีความเป็นมาอย่างไร

พิพิธภัณฑ์บ้านหินแตก หรือจะพูดให้ถูกคือฐานที่ตั้งของกองกำลังขุนส่าในอดีต มาถึงวันนี้ยังหลงเหลือร่องรอยแห่งการต่อสู้ที่ยาวนาน แข็งแกร่ง มั่นคง และมีมนต์ขลัง เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการต่อสู้ ที่ปรากฏอยู่ตามโรงเรือนฝึกทหาร โรงครัว คุกดิน สถานที่ประชุมก่อนปฏิบัติการแต่ละครั้ง รวมไปถึงบ้านพักของขุนส่าบนเนื้อที่ 12 ไร่

ณสถานที่แห่งนี้เองเมื่อครั้งอดีตจะมีกองกำลังของขุนส่าประจำอยู่ 2,000 คน ทุกๆ 6 เดือนจะมีกองกำลังผลัดใหม่จากพม่าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาฝึกยุทธวิธี ก่อนจะกลับไปปฏิบัติการตามฐานที่มั่นต่างๆ สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยผู้คน มาบัดนี้กลับว่างเปล่า มีเพียง เครือเดือน ตุงคำ นักวิจัยท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่โครงการพัฒนาดอยตุงอยู่ดูแลในฐานะผู้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับขุนส่าเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ขุนส่าเกิดเมื่อวันที่7 กุมภาพันธ์ 2477 (ค.ศ. 1934) ที่บ้านผาผึ้ง อ.ดอยหม่อ อ.เมืองใหญ่ จ.ล่าเสี้ยว แคว้นแสนหวี (รัฐฉาน) เป็นบุตรของขุนอ้าย (จีน) กับนางแสงชุ่ม (ไทยใหญ่) ขุนอ้ายเป็นอดีตมะโยจา (กำนัน) ดอยหม่อ จึงมีคำนำหน้าว่า ขุน เครือเดือนอธิบายว่าหมายถึงคนที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลชาวไทยใหญ่ ขุนส่าเกิดได้ไม่นานพ่อก็เสียชีวิต แม่ไปแต่งงานใหม่ จึงตกไปอยู่ในความดูแลของพ่อเลี้ยง

ต่อมาขุนยี่ ปู่ได้นำขุนส่าไปเลี้ยงที่เมืองดอยหม่อ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ ตั้งแต่เรื่องภาษาจีน การเลี้ยงม้า ผสมพันธุ์ม้า ล่อ รวมไปถึงการปลูกข้าว ไร่ชา ตลอดจนไร่ฝิ่น

เมื่อโตเป็นหนุ่ม ขุนจ่า ผู้เป็นอาได้สอนยุทธวิธีการต่อสู้และปรัชญาชีวิต ยอมหักไม่ยอมงอ เพื่อไม่ให้ถูกทหารญี่ปุ่น พม่า หรือแม้แต่ทหารก๊กมินตั๋ง (เคเอ็มที) กองพล 93 รังแก แต่กระนั้นเขาก็ยังจำภาพความโหดร้ายเมื่อครั้งหมู่บ้านถูกปล้นสะดมได้ติดตา

กระทั่งปี2491-2505 พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ขุนส่าจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกต่อต้านขับไล่ทหารก๊กมินตั๋ง ที่เข้ามารุกรานชาวไทยใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่ายในการสู้รบจากการปลูกฝิ่นและขายฝิ่น นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของขุนส่าก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของขบวนการปลดแอกไทยใหญ่

กองกำลังเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทางการพม่าต้องการตอบโต้ทหารก๊กมินตั๋ง จึงจับมือกับขบวนการปลดแอกไทยใหญ่ใช้ชื่อว่า กากวยเย (เคเควาย) หรืออาสาสมัคร แต่ขุนส่าเองก็ถูกลอบทำร้ายหลายครั้ง ครั้งที่โด่งดังที่สุดก็คือช่วงสงครามฝิ่น เมื่อวันที่ 6-9 กรกฎาคม 2510 ทหารก๊กมินตั๋งวางแผนถล่มขุนส่าที่บ้านขวัญ ประเทศลาว เครือเดือน เปิดลิ้นชักความรู้

ไม่นานขุนส่าก็ขยายอาณาเขตด้วยการตั้งฐานที่มั่นอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า-ลาวซึ่งขณะนั้นยังเต็มไปด้วยป่าเขายากแก่การเข้าปกครองของทางการ ปี 2506 กองกำลังติดอาวุธของขุนส่าก็เข้ามาบุกเบิกบนดอยหินแตก ภายหลังเกิดไข้ป่าระบาดผู้คนล้มตายลงจำนวนมาก

 

(บ้านเทอดไทย เดิมเรียกว่า “บ้านหินแตก” อยู่ห่างจากเชียงราย 66 กิโลเมตร ใน พ.ศ. 2511 ขุนส่าเคยเข้ามาใช้เป็นฐานที่มั่นในฐานะผู้นำกองทัพกู้ชาติไต “ขุน” เป็นคำที่ประชาชนรัฐฉานเรียกบุคคลที่ให้ความเคารพนับถือ แต่ชาวโลกรู้จักขุนส่าดีในชื่อ “ราชาเฮโรอีน” ระหว่าง พ.ศ. 2519-2525 ขุนส่าได้ใช้บ้านหินแตกเป็นฐานที่มั่นอย่างถาวรและกระทำการผิดกฎหมาย จนทางรัฐบาลไทยต้องใช้กำลังผลักดันให้ออกไปจากประเทศไทย คงทิ้งไว้แต่อดีตที่เหลืออยู่ เช่น บ้านพักที่ขุนส่าใช้เป็นศูนย์บัญชาการ นอกจากนี้บ้านเทอดไทยยังเป็นที่อยู่ของชุมชนชาวเขาหลายเผ่าซึ่งสามารถพบเห็นได้ในตลาดยามเช้า)

ที่มา. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เครือเดือนอธิบายว่า สาเหตุที่ขุนส่าเลือกเอาบ้านหินแตกเป็นฐานที่มั่น ก็เพราะบ้านหินแตกเป็นที่ที่ชาวไทยใหญ่อพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว เป็นที่พักแรมของบรรดาพ่อค้าวัว และยังเป็นจุดศูนย์กลางการค้าระหว่างรัฐฉานกับรัฐโยนก ไม่นานนักบ้านหินแตกก็เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน บูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามต่างๆ โดยนำเงินที่ได้จากการขายฝิ่นมาสร้างสิ่งเหล่านี้

ขุนส่าลักลอบขนฝิ่นจากรัฐฉานมายังบ้านหินแตกด้วยการปะปนมากับคาราวานม้าต่างๆ ของพ่อค้านายทุน จากฐานที่มั่นเมืองดอยหม่อเข้าเมืองต้างยาน บ้านผาผึ้ง บ้านหนองคำ ข้ามแม่น้ำสาละวินที่ท่าวัวนอง ปางกันฮ่อก ข้ามถนนใหญ่เส้นทางเชียงตุง-ตองจีที่เมืองเปียง เข้าเมืองขอน เมืองปั๊ก เมืองลุง ข้ามแม่น้ำสายเข้าประเทศไทยที่บ้านผาจี ห้วยอื้น บ้านหินแตก เขาทำการค้ายาเสพติดมานานและด้วยปริมาณที่มากมายที่กระจายไปทั่วโลก ชื่อของขุนส่าจึงติดอันดับราชายาเสพติดโลกในชั่วเวลาไม่นาน

เมื่อขุนส่ามาสร้างหลักปักฐานอยู่ที่บ้านหินแตกทางการพม่าก็เริ่มไม่ไว้วางใจราชายาเสพติดโลกคนนี้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลไทยมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้หมดไปจากราชอาณาจักร โดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) การกวาดล้างผลักดันครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น

ขณะที่ทางการพม่าเองก็พยายามกันตัวเองให้พ้นจากข้อครหาของประชาคมโลกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติดของขุนส่า เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจจึงจับกุมขุนส่าไปจำคุก ทว่าก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 5 ปีเท่านั้น เพราะลูกสมุนขุนส่าได้ลักพาตัวแพทย์ชาวรัสเซีย 2 คน ไปกักตัวไว้ที่บ้านหินแตก พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้แลกเปลี่ยนตัวประกันกับราชายาเสพติดโลก

พล.อ.เกรียงศักดิ์ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีของไทยสมัยนั้น ร่วมกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนช่วยเจรจากับทางการพม่า นำมาสู่การแลกเปลี่ยนตัวประกันในที่สุด แต่กระนั้นก็ยังกินเวลานานถึง 6 เดือนกว่าการเจรจาจะเป็นผลสำเร็จ จากนั้นการแลกเปลี่ยนตัวประกันจึงเกิดขึ้นที่บ้านหินแตก

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ประเทศไทยตื่นตัวและเริ่มดำเนินนโยบายผลักดันกองกำลังติดอาวุธของขุนส่าอย่างจริงจังนำมาสู่ยุทธการบ้านหินแตกเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2525 นั่นเอง

ที่มา..เว็บไซด์คม ชัด ลึก

 



« Back