คดี เล่าต๋า แสนลี่

 

 

พ.ต.ท.อภิณ์รัตน์  สารากรบริรักษ์

  • จับกุมเล่าต๋า แสนลี่ ที่จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๖ เวลา ๐๘.๐๐ น. พล.ต.ท.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. นำกำลัง จนท.ตร. เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ คือ นายเล่าต๋า แสนลี่ อดีตผู้ใหญ่บ้านห้วยส้าน และลูกชาย ๒ คน คือ นายวิจารณ์ แสนลี่ และนายสุขเกษม แสนลี่ เหตุเกิดที่ บ.ห้วยส้าน หมู่ ๑๐ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

นายเล่าต๋า แสนลี่ ชาวลีซอ เมื่อปลายเดือนมกราคม ๒๕๔๐ นายเล่าต๋าถูกชนกลุ่มน้อยจับตัวไป โดยอ้างว่านายเล่าต๋ามีพฤติการณ์ค้ายาเสพติด ทำให้เสียชื่อเสียงของชนกลุ่มน้อย ต่อมาฝ่ายปกครองอำเภอแม่อายและญาติของนายเล่าต๋าได้ติดต่อเจรจาจนกระทั่งกลุ่มว้ายอมปล่อยตัวนายเล่าต๋ากลับมาในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐

และวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งไล่นายเล่าต๋าออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านห้วยส้าน ต.ท่าตอน เนื่องจากมีพฤติการณ์ในการลักลอบค้ายาเสพติด นายเล่าต๋าถูกดำเนินคดีในความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว และร่วมกันใช้จ้างวานให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน สำหรับการจับกุมครั้งนี้ นายเล่าต๋ากับลูกชายถูกตั้งข้อหาว่า สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดตามที่สมคบกัน ตามมาตรา ๘ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔ ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๖ จนท.ทหาร กรมข่าวทหารบก ร่วมกับ จนท.ตร. บช.ปส. ได้ติดต่อล่อซื้อเฮโรอีน ๑ แท่ง น้ำหนัก ๓๖๖ กรัม จากนายสมศักดิ์ พิมพ์พิมาย เหตุเกิดที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ จนท.ตร. บช.ปส. จับกุมนายสมศักดิ์ตามหมายจับได้เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ นายสมศักดิ์ ได้ให้การสารภาพว่ารับเฮโรอีนมาจากนายเล่าต๋า แสนลี่ กับพวก ขณะนี้ จนท.ตร. กำลังพิจารณาขยายผลจับกุมบุคคลอื่น ๆ ในข่ายงานของนายเล่าต๋ามาดำเนินคดี

ปล่อยตัวแล้ว"เล่าต๋า แสนลี่" ออกจากเรือนจำลาดยาว หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีจ้างวานฆ่า แต่ต้องออกจากคุกช้าไป 1 วัน เพราะยังติดหมายอายัดตัวของบช.ปส.มาตั้งแต่ปี 46 และตร.ยังไม่ได้ทำหนังสือถอนอายัดตัว ทำเอาทนายต้องวิ่งวุ่น ก่อนเล่าต๋าจะถูกปล่อยตัว โดยมีญาติกว่า 20 คนเหมารถตู้มารอรับหน้าเรือนจำ พอพบหน้าก็โผกอดร้องไห้ เจ้าตัวยืนยันไม่ฟ้องกลับใคร ก่อนเดินทางกลับทันที

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 2 มิ.ย. ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ปล่อยตัวนายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 70 ปี อดีตจำเลยคดีจ้างวานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเล่าต๋าเป็นจำเลยที่ 4 โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายกฟ้อง จึงต้องปล่อยตัวเป็นอิสระ มีญาติพี่น้องของนายเล่าต๋าเหมารถตู้ 2 คัน เดินทางมาจากทางภาคเหนือกว่า 20 คน มารอรับที่หน้าเรือนจำ

นายเริ่ม ชาวอ่างทอง ทนายความนายเล่าต๋า กล่าวว่า ตามที่ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่นายเล่าต๋า เป็นจำเลยที่ 4 คดีจ้างวานฆ่า ซึ่งศาลจังหวัดฝางขอโอนย้ายคดีมาที่ศาลอาญา และมีการพิจารณาคดีในวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องคดีจ้างวานฆ่าผู้อื่น ความจริงแล้วจะต้องปล่อยตัวในวันที่ 1 มิ.ย.เลย เมื่อมีหมายศาลให้ปล่อยตัว แต่ติดที่นายเล่าต๋ามีหนังสืออายัดตัวของกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) จึงไม่สามารถจะออกวันนั้นได้ แต่คดีที่ถูกอายัดตัวอยู่นั้น จากการตรวจสอบดูแล้วพบว่าเป็นคดีตั้งแต่ปี 2546 และศาลก็มีคำพิพากษายกฟ้องแล้วเช่นกัน แต่ตำรวจยังไม่ทำเรื่องมาเพิกถอนการอายัดตัว จึงไม่สามารถปล่อยตัวได้ในทันที

นายเริ่มกล่าวต่อว่า ในวันนี้ตนได้นำเอกสารที่มีคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าว ไปยื่นต่อบช.ปส. เพื่อแสดงว่าบัดนี้ศาลได้มีหมายปล่อยตัวทุกคดีที่นายเล่าต๋ามีอยู่แล้ว แต่ติดค้างที่มีหนังสืออายัดตัวไว้ของทางบช.ปส. หลังจากที่เจ้าหน้าที่บช.ปส.ตรวจสำนวนที่ตนนำไปให้ดูอย่างละเอียดประมาณ 1 ชั่วโมง จึงทำหนังสือมาแจ้งเพิกถอนหนังสืออายัดตัวแล้วส่งมาที่เรือนจำรับทราบ ความจริงกรณีมีหมายอายัดตัวนั้น เมื่อผู้ถูกอายัดตัวถูกฟ้องศาลแล้ว ตำรวจจะต้องทำหนังสือเพิกถอนทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศบริเวณนอกเรือนจำ ตั้งแต่ช่วงเช้ามีญาตินายเล่าต๋ากว่า 20 คน มารอรับอยู่หน้าเรือนจำอย่างใจจดใจจ่อ ว่าจะปล่อยตัวเวลาใด ระหว่างนั้น ก็ทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทางที่ใต้ต้นโพธิ์บริเวณลานจอดรถหน้าเรือนจำโดยใช้ไก่ต้ม 1 ตัว ให้การปล่อยตัวนายเล่าต๋าอย่ามีอุปสรรคใดๆ จนกระทั่งเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่เรือนจำจึงได้นำนายเล่าต๋าออกมาปล่อยตัวเป็นอิสระที่หน้าเรือนจำ โดยญาติๆ ต่างแสดงความดีใจเข้าสวมกอดทันที บางคนก็ดีใจจนหลั่งน้ำตา ส่วนนายเล่าต๋ากล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงว่า "ไม่ฟ้องกลับใครทั้งนั้น เรื่องจบแล้ว อยู่ในคุกลำบากมาก อยากกลับบ้านแล้ว" หลังจากนั้นญาติได้นำตัวนายเล่าต๋าขึ้นรถตู้ที่มารอนอกพื้นที่ควบคุม แล้วเดินทางกลับทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายเล่าต๋า ก่อนหน้านี้ถูกจับกุมคดีมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และเมื่อวันที่ 16 พ.ย.48 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องเช่นกัน แต่ยังต้องอายัดตัวไว้เพราะนายเล่าต๋ายังมีคดีจ้างวานฆ่าผู้อื่น ซึ่งศาลจังหวัดฝางโอนคดีมาให้ศาลอาญา ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกฟ้องคดีจ้างวานฆ่าเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา และปล่อยตัวเป็นอิสระดังกล่าว

 

15 ต.ค.2547

"ศาล" ยกฟ้อง "คดีเล่าต๋าสมคบ ส.จ.ออด" ค้าเฮโรอีน มูลค่า 3 ล้านบาท เหตุเพราะ "พยานโจทก์" จำนวน 5 ปาก ที่นำมาเบิกความเป็นเพียงพยานบอกเล่าและไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงเพื่อสนับสนุนคำฟ้อง
       
       วันนี้(15 ต.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ผู้พิพากษา ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ยกฟ้องในคดีพนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 64 ปี นักค้ายาเสพติดใหญ่รายใหญ่ภาคเหนือ อดีตลูกน้องคนสนิทของนายจาง ซี ฟู หรือขุนส่า ราชาเฮโรอีนระดับโลก เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันสมคบกับนายพนม ทรัพย์เอนก หรือ ส.จ.ออด อดีตสมาชิกสภาจังหวัดลำปาง มีเฮโรอีนมูลค่า 3 ล้านบาทไว้ในครอบครอง และเพื่อจำหน่ายโดยการว่าจ้างบุคคลอื่น
       
       โดยศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐาน การนำสืบฝ่ายโจทก์แล้วเห็นว่า พยานบุคคลจำนวน 5 ปาก ที่ฝ่ายโจทก์นำมาเบิกความต่อศาล เป็นเพียงพยานบอกเล่า และไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงเพื่อสนับสนุนคำฟ้องที่กล่าวหาว่าจำเลยได้ร่วมกันสมคบกันค้าเฮโรอีน กับนายพนม มูลค่า 3 ล้านบาท และมีการสมคบกันค้าเฮโรอีน โดยมีปริมาณจำนวนเท่าใด และค้ากันที่ไหนอย่างไร ประกอบกับคำเบิกความของนายสมศักดิ์ หรือดำ พิมพิมาย อดีตลูกน้องคนสนิท ของนายเล่าต๋า เคยถูกจับกุมในคดีค้ายาเสพติด ซึ่งพนักงานสอบสวนได้กันตัวไว้เป็นพยาน ที่เบิกความยืนยัน เห็นการส่งเงินจำนวน 3 ล้านบาท ระหว่างนายเล่าต๋า กับนายพนม ที่จังหวัดลำปาง แต่ขณะนั้นพยานยืนอยู่นอกตัวอาคาร ยังไม่พอรับฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมกันค้าเฮโรอีน กับนายพนม จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยคำเบิกความของพยานฝ่ายจำเลย จึงพิพากษายกฟ้อง
       
       ภายหลังการรับฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้นลง นายเล๋าต๋ากล่าวแสดงความรู้สึกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า ดีใจที่ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์และไม่คิดว่าจะฟ้องกลับ ด้านทนายความกล่าวว่าจะได้เตรียมคัดคำพิพากษาเพื่อนำไปประกอบยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวนายเล่าต๋า เนื่องจากจำเลยถูกคุมขังในระหว่างอุทธรณ์ในคดีแรก ที่สมคบกับลูกชายอีกสองคนค้ายาเสพติดซึ่งศาลได้ยกฟ้องเช่นเดียวกัน

อัยการเตรียมยื่นอุทธรณ์คดียกฟ้องเล่าต๋า ชี้ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในประเด็นการรับฟังพยานบอกเล่า เพราะฟ้องของอัยการ ต้องการให้ลงโทษจำเลยฐานสมคบ
       
       วันนี้ (15 ต.ค.) ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายถาวร พานิชพันธ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดียาเสพติด เปิดเผยว่า นายเจริญ ตันชวาล อัยการเจ้าของสำนวนในคดีที่ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง นายเล่าต๋า แสนลี่ ฐานร่วมกันสมคบกับนายพนม ทรัพย์เอนก หรือ ออด อดีต ส.จ.จังหวัดลำปาง ค้าเฮโรอีน ได้รายงานผลคำพิพากษาคดีดังดังกล่าวให้ทราบแล้ว โดยตนได้รายงานตรงด้วยวาจาให้ นายคัมภีร์ แก้วเจริญ อัยการสูงสุด ทราบแล้วเช่นกัน ซึ่งทางอัยการสูงสุด ได้สั่งกำชับให้อัยการเร่งศึกษาถึงเหตุผลที่ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีนี้เพื่อยื่นอุทธรณ์คัดค้านต่อศาลสูงต่อไป
       
       ทั้งนี้ นายถาวรกล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวแล้ว คดีนี้มีประเด็นที่อัยการไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในเรื่องการรับฟังพยานบุคคล ซึ่งศาลมองว่ายังเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษเอาผิดกับจำเลยตามฟ้องได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นายสมศักดิ์ หรือดำ พิมพิมาย อดีตผู้ต้องหาในคดียาเสพติด พยานปากสำคัญ ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของนายเล่าต๋า แม้จะไม่เห็นการส่งมอบเฮโรอีน และเงินของกลางจำนวน 3 ล้านบาทโดยตรง ถือได้ว่าเป็นผู้มีความใกล้ชิดกับจำเลยมากที่สุด
       และน่าจะรู้เห็นเกี่ยวกับการที่จำเลย ไปพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด เพราะตามคำฟ้อง อัยการโจทก์ ได้ตั้งประเด็นในคำฟ้อง โดยกล่าวหาว่านายเล่าต๋า ได้ร่วมกันสมคบค้ายาเสพติดกับนายพนม แต่ไม่ได้กล่าวหาว่าร่วมกันค้ายาเสพติด ซึ่งการนำสืบต้องมีพยานหลักฐานมายืนยันให้เห็นได้ว่า จำเลยส่งมอบซื้อขายยาเสพติดกันจริง
       
       “อัยการไม่มีความหนักใจ แม้ศาลจะพิพากษาให้ยกฟ้องทั้งสองคดี ยังสามารถสู้คดีกันได้ต่อไปในชั้นศาลอุทธรณ์” นายถาร กล่าว


ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด รับทำคดี เล่าต๋า ดีที่สุดแล้ว และต้องเคารพ ในผลของคำพิพากษา และไม่ถือเป็นการเสียหน้า
       
       วันนี้(16 ต.ค.) พล.ต.ท.วัชพล ประสารราชกิจ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กล่าวผ่าน ทีมข่าวผู้จัดการออนไลน์ ถึงกรณีที่ศาลอาญา มีคำพิพากษายกฟ้อง ในคดีที่พนักงานอัยการ กองคดียาเสพติด 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเล่าต๋า แสนลี่ อดีตเลขานุการจาง ซี ฟู หรือขุนส่า ราชาค้ายาเสพติด ในฐานความผิดร่วมกันสมคบค้าเฮโรอีน กับนายพนม ทรัพย์เอนก หรือ สจ.ออด ลำปาง ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และพ.ร.บ.มาตราการปราบปรามผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ว่า กองบัญชาการตำรวจ ปราบปรามยาเสพติด ไม่ได้รู้สึกเสียหน้า แต่อย่างใด เพราะพนักงานสอบสวน ได้ทำคดีนี้อย่างดีที่สุดแล้ว กระทั่งนำคดีไปสู่กระบวนการในชั้นศาล เมื่อผลคำพิพากษาออกมาอย่างไร ก็ต้องเคารพในผลการตัดสินของศาล ซึ่งตนได้รับทราบ จากพนักงานอัยการ แล้วว่า จะมีการยื่นอุทธรณ์ คดีนี้อย่างแน่นอน เพราะกระบวนการต่อสู้ในชั้นศาล ยังไม่ถือว่า สิ้นสุด ยังมีกระบวนการตัดสินในชั้นศาลอุทธรณ์ และศาลฏีกา
       "เรา ร่วมกันทำสงครามกับยาเสพติด ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นการทำงาน อย่างสร้างสรรค์ ไม่ถือว่า ตำรวจ ปส. เสียหน้า หรือท้อแท้หมดกำลังใจ แม้คดีของนายล่าต๋า กับ คดีสจ.ออด ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง แต่ในคดีของ นายสุภาพ หรือ ภาพ 70 ไร่ ที่ถูกฟ้องในผิดฐานเดียวกัน แสดงให้เห็นได้ว่า คดียังพอที่จะสู้ได้อยู่" พล.ต.ท.วัชระพลกล่าว
       ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กล่าวยอมรับว่า การนำพยานหลักฐานเข้าสืบ ในคดียาเสพติด ครั้งต่อๆไป ตำรวจปราบปรามยาเสพติด คงจะต้องมีการประสานงานกับทางอัยการมากขึ้น เพื่อนำข้อเท็จจริง เข้าสู่กระบวนการพิจารณา ให้ศาลเชื่อว่า จำเลย เป็นผู้กระทำความผิด ในคดีที่ถูกกล่าวหาจริง ไม่ใช่ เกิดจากการกลั่นแกล้งของเจ้าหน้าที่รัฐ.


ศาลแพ่งมีคำสั่งยึดทรัพย์"นายเล่าต๋า แสนลี่"กว่า 2 ล้านบาท หลังพบเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดค้ายาเสพติด
       
       
       
       ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก วันนี้( 17 ธ.ค.47)ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 3 ยื่นคำร้องขอให้ยึดทรัพย์ของนายเล่าต๋า แสนลี่ นายสุขเกษม แสนลี่ บุตรชายคนเล็ก และนางอาหมี่มา แสนหมี่ บุตรสาว จำนวน 9 รายการ ประกอบด้วย โฉนดที่ดิน 1 แปลง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเงินฝากธนาคาร มูลค่ารวม 2,029,427 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
       
       โดยในคำพิพากษาระบุว่า คดีนี้ผู้ร้องมีนายสมศักดิ์ หรือ ดำ เป็นพยาน เบิกความว่า เคยทำงานให้นายเล่าต๋า ในการจัดซื้ออาวุธสงคราม ส่งให้ชนกลุ่มน้อย ทวงหนี้ค่ายาเสพติด พานายเล่าต๋า ไปพบคนซื้อเฮโรอีนที่จะส่งออกต่างประเทศ และพาไปชำระเงินค่าขนส่งเฮโรอีน กระทั่งพยานถูกจับกุมแล้วให้การซัดทอดนายเล่าต๋า ทำให้มีการจับกุมนายเล่าต๋า กับพวก ดำเนินคดีฐานสมคบกันค้ายาเสพติด เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.46 นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมีนายกฤษฎา บุญราช ผู้ตรวจราชการ กรมการปกครอง เป็นพยานอีกปากหนึ่ง เบิกความว่า ก่อนหน้านี้ พยานเคยเป็นนายอำเภอท่าตอน จ.เชียงใหม่ ขณะที่นายเล่าต๋า เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 10 ใน อ.ท่าตอน พยานได้สอดส่องพฤติการณ์ของนายเล่าต๋า พบว่ามีการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เคยถูกชนกลุ่มน้อยจับตัวไป เพราะเหตุขัดแย้งทางการค้ายาเสพติด เมื่อได้รับการปล่อยตัวกลับมาก็ถูกทางราชการให้ออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่ปี 2539
       
       พยานเบิกความอีกว่า บ้านและญาติของนายเล่าต๋า เคยถูกตรวจค้นพบยาบ้านับพันเม็ด ชี้ให้เห็นว่า นายเล่าต๋า กับพวกที่เป็นญาติกัน เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 51 วรรคสอง
       
       ขณะที่นายเล่าต๋า คัดค้านการยึดทรัพย์ดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากอาชีพเกษตรกร มีรายได้จากการปลูกใบชา ลิ้นจี่ และแก้วมังกร ปีละหลายแสนบาท แต่ไม่มีพยานมาเบิกความสนับสนุนว่าปลูกและขายอย่างไรจึงมีรายได้ขนาดนั้น จากพยานหลักฐานดังกล่าว ศาลจึงเชื่อว่าทรัพย์สินจำนวน 9 รายการ มูลค่า 2,029,427 บาท ของนายเล่าต๋า กับพวก เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดค้ายาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงพิพากษาให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดียึดทรัพย์นายเล่าต๋า คดีนี้นับเป็นคดีที่ 2 โดยคดีแรก ก่อนหน้านี้ อัยการได้ยื่นคำร้องให้ยึดทรัพย์นายเล่าต๋า กับพวกรวม 11 คน ที่เจ้าหน้าที่ ปปง.ตรวจยึดมาได้ทั้งสิ้น 46 รายการ เมื่อปี 2545 มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ซึ่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อเดือน มี.ค. 2547 ให้ทรัพย์สินจำนวน 44 รายการ มูลค่า 2 ล้านบาทเศษ ตกเป็นของแผ่นดิน และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์


 

 

วิเคราะห์คดีเล่าต๋า ศาลยกฟ้อง

              

        หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวเกี่ยวกับศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องคดีเล่าต๋า แสนลี่ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เคยเป็นเลขานุการส่วนตัวให้กับขุนส่า เนื้อหาของข้อเท็จจริงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีข้อเท็จจริงดังนี้

            ศาลฎีกายกฟ้อง ?เล่าต๋า แสนลี่? กับบุตรชาย ที่ห้องพิจารณาคดี 609 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 พ.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดียาเสพติด ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 70 ปี กับบุตรชาย นายวิจารณ์ แสนลี่ อายุ 31 ปี และนายสุขเกษม แสนลี่ อายุ 27 ปี เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ

ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดฐานครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และ 3 มีความผิดฐานครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต 4 เดือน และให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสาม ในฐานความผิด สมคบกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดฐานมีวิทยุสื่อสารไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นฎีกาขอศาลลงโทษจำเลยตามความผิด ส่วนจำเลยยื่นฎีกาขอให้ศาลยกฟ้อง

            ตามโจทก์ฟ้องสรุป ว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 46 นายสมศักดิ์ หรือดำ พิมพิมาย จำเลยในคดีค้ายาเสพติดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ให้การซัดทอดถึงจำเลยทั้งสามว่า มีส่วนร่วมในการสมคบค้าเฮโรอีนหนัก 336 กรัม คิดเป็นเฮโรอีนบริสุทธิ์ 280.455 กรัม ต่อมาเจ้าหน้าที่บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จึงขออนุมัติหมายจับจากศาล เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. และนำกำลังเข้าจับกุมจำเลยทั้งสาม ได้ที่บ้าน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน เครื่องวิทยุสื่อสาร 3 เครื่อง โทรศัพท์ มือถือ 1 เครื่อง และกล้องส่องทางไกล

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ เป็นพยานแวดล้อม ไม่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ เบิกความมีพิรุธน่าสงสัยหลายประการ อาทิ เรื่องเงินจำนวน 200,000 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อ ไม่มีหลักฐานการเบิกจ่ายจากหน่วยงาน ต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ และพยานโจทก์เองก็ไม่ทราบว่าผู้บังคับบัญชาจะส่งเงินให้กับสายลับโดยตรงหรือไม่ และนำเงินจากที่ใดไปมอบให้ เป็นเหตุให้สงสัยว่าจะมีการล่อซื้อยาเสพติดจริงหรือไม่ อีกทั้งคำให้การของพยานโจทก์ปากนายสมศักดิ์ เป็นคำให้การในลักษณะซัดทอด อาจเกิดจากการถูกจูงใจของพนักงานสอบสวนกันไว้เป็นพยานและสั่งไม่ฟ้อง

โจทก์ไม่นำสายลับมาเบิกความในถึงเหตุการณ์ขณะล่อซื้อยาเสพติด รวมทั้งจากการตรวจค้นบ้านพักของจำเลยทั้งสามไม่พบยาเสพติดหรืออุปกรณ์การเสพแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแต่อย่างใด เห็นว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังให้ลงโทษจำเลยได้ ที่ศาล อุทธรณ์ที่พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษา ยืนให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสาม

       จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวนายเล่าต๋า แสนลี่ ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเล่าต๋า เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยการจ้างวาน ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 610 โดยในคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องไปเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2548 ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นฎีกาขอให้ศาลลงโทษ ส่วนจำเลยยื่นฎีกาขอให้ศาลยกฟ้อง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า พยานในคดีนี้ยังมีความน่าสงสัยตามสมควรว่าเบิกความไปตามจริงหรือไม่ เนื่องจากการเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสมศักดิ์ หรือดำ พิมพิมาย เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ว่ารู้จักกับจำเลย แต่ไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ถึงความสัมพันธ์ของพยานและจำเลยในเรื่องยาเสพติด และจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนายสมศักดิ์ เป็นเพียงพยานบอกเล่า เพราะไม่รู้ เห็นเหตุการณ์ในการกระทำผิดของจำเลย โจทก์ไม่มีหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทำผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืนให้ ยกฟ้องจำเลย

            ภายหลังทราบคำพิพากษานายเล่าต๋า พร้อมลูกชายและญาติเดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยืนชูมือให้ช่างภาพ ถ่ายรูป ก่อนเปิดเผยความรู้สึกว่า ดีใจที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องทั้งสองคดี ที่ผ่านมาไม่รู้สึกเครียดแต่อย่างใด เพราะแน่ใจว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุมตน ต่อข้อถามว่ารู้จัก กับขุนส่า ราชายาเสพติดหรือไม่ นายเล่าต๋า ยิ้มก่อนกล่าวว่า รู้จักแต่ในทีวีที่ดูข่าว ส่วนหลังจากนี้จะกลับไปทำไร่พริก ไร่กาแฟ ใช้ชีวิตตามปกติ

ด้านนายวิจารณ์ แสนลี บุตรชายนายเล่าต๋า กล่าวว่า อยากติงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าในการจับกุมผู้กระทำผิดคดีต่างๆนั้น ควรดำเนินคดีเฉพาะบุคคลที่กระทำความผิด ไม่ใช่จับกุมเหมารวมทั้งครอบครัวเช่นนี้ ทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องได้รับความเดือดร้อน โชคดีที่ลูกตนอายุเพียง 3 ขวบ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกจับกุมไปด้วย

            ด้านนายเริ่ม ชาวอ่างทอง ทนายความจำเลย กล่าวว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวนถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามนายเล่าต๋าและบุตรชายคงไม่มีสิทธิ์ที่ได้รับการชดเชยในการถูกจับกุมคุมขังเพราะเป็นคดียาเสพติด ไม่ใช่คดีอาญา ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของนายเล่าต๋าและบุตรชาย ซึ่งจะเป็นบทเรียนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับกุมผู้บริสุทธิ์เพื่อต้องการสร้างผลงาน ซึ่งนายเล่าต๋าคงจะไม่ฟ้องกลับแต่อย่างใด

            ทนายคลายทุกข์ขอวิเคราะห์คดีนี้ว่า ทำไมศาลฎีกาจึงพิพากษายืน

 

1.   คดีนี้มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต การรับฟังพยานหลักฐานของศาล จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยยึดหลักปล่อยคนผิดร้อยคน ดีกว่าลงโทษคนผิดเพียงหนึ่งคน

 

2.   พยานหลักฐานที่จะใช้ยืนยันว่ามีการสมคบกันกระทำความผิดจะต้องเป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง ที่เรียกว่า ประจักพยาน

 

3.   คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักพยานมายืนยันว่า จำเลยสมคบกันตั้งแต่สองคนกระทำความผิดจริงหรือไม่ คดีจึงไม่มีความน่าเชื่อถือพยานหลักฐานโจทก์

 

4.   พยานหลักฐานของตำรวจ ไม่น่าเชื่อถือ เป็นพยานบอกเล่าและพยานแวดล้อม ซึ่งห่างไกลกับเหตุการณ์เกินกว่าที่จะนำมาโยงว่าจำเลยในคดนี้กระทำความผิด

 

5.   พยานโจทก์ที่นำมาเบิกความเป็นลักษณะพยานซัดทอด ซึ่งคนที่ซัดทอดก็เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเหมือนกัน แต่ที่เบิกความซัดทอดจำเลยในคดีนี้นั้นเกิดจากการได้รับการจูงใจจากพนักงานสอบสวนว่ากันไว้เป็นพยานหรือไม่สั่งฟ้อง คำเบิกความพยานพวกนี้ศาลมักไม่รับฟัง เพราะมีส่วนได้เสียในการกระทำความผิด

 

6.   ของกลางคือยาเสพติดที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้อยู่กับตัวจำเลยหรือในบ้านพักของจำเลย

 

7.   และที่แย่กันไปใหญ่ อ้างว่ามีสายลับไปล่อซื้อ โดยใช้เงินสดถึงสองแสนบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก แต่ไม่มีหลักฐานในการเบิกจ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐต้นสังกัด ผิดวิสัยการล่อซื้อ และพยานที่เกี่ยวข้องการล่อซื้อยังไม่ทราบเลยว่า ผู้บังคับบัญชาส่งเงินให้สายลับโดยตรงหรือนำเงินมาจ่ายที่ใด แสดงให้เห็นว่าไม่มีการล่อซื้อจริง น่าจะเป็นพยานเท็จ

 

8.   ความสัมพันธ์ระหว่างขุนส่ากับจำเลยในเรื่องการค้ายาเสพติด ตำรวจเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ดังกล่าว คำเบิกความของตำรวจจึงไม่มีความน่าเชื่อถือเลย

 

9.   คดีนี้เป็นบทเรียนของตำรวจ ปปส.และตำรวจไทย ในการจะสืบสวนจับกุมหรือยัดข้อหาใคร ควรจะหาพยานหลักฐานให้ชัดเจนเสียก่อน มิใช่จับกุมเหมารวมทั้งครอบครัว ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยากที่ตำรวจไทยจะแก้ไขในมุมมองของทนายคลายทุกข์

 

            ?อย่าขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิด โดยอาศัยความเชื่อหรือสายข่าวของตัวเอง โดยจับกุมปราศจากพยานหลักฐาน

               บาปกรรมจะตกอยู่กับตำรวจเอง?

 

ขอขอบคุณเนื้อหาของคดีความจากเวปไซด์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เพื่อประโยชน์ให้ความรู้ทางกฎหมายกับประชา

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๙๐/๒๕๕๓ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

นายเล่าต๋า แสนลี่ ผู้คัดค้านที่ ๑

นายสุขเกษม แสนลี่ ผู้คัดค้านที่ ๒

นางอาหมี่มา แสนหมี่ ผู้คัดค้านที่ ๓

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๖ เจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจ

ปราบปรามยาเสพติดจับกุมผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน ข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

และกระทำความผิดตามที่สมคบกัน และได้มีการตรวจยึดทรัพย์สินเป็นของกลางมอบให้กับสำนักงานป้องกัน

และปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตรวจสอบ จากการสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย

จากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปรากฏว่าพบประวัติและพฤติการณ์ของผู้

คัดค้านที่ ๑ กับพวก เป็นที่เชื่อได้ว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ

ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินทั้ง ๙ รายการที่เป็นเงินฝากธนาคาร รถยนต์และที่ดินส่วนที่เป็น

ของผู้คัดค้านที่ ๑ ผู้คัดค้านที่ ๒ และผู้คัดค้านที่ ๓ ซึ่งเป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ ๑ และส่วนที่เป็นของบุตรเขย

และของหลานผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งคณะกรรมการ

ธุรกรรมสั่งให้ยึดและอายัดไว้แล้ว ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง ๙ รายการ มูลค่า ๒,๐๒๙,๔๒๗ บาท รวมทั้ง

ดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดแต่ศาลอาญา

พิพากษายกฟ้อง และผู้คัดค้านทั้งสามเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว

ผู้คัดค้านต่างได้มาจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและค้าขายโดยสุจริต ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องหรือได้มา

จากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง ๙ รายการรวมทั้งดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

พิเคราะห์แล้วมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้อง คือ ทรัพย์สินทั้ง ๙ รายการของผู้คัดค้านที่ ๑

กับพวก เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

 

ผู้ร้องฎีกาในทำนองว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวกในความผิด

มูลฐาน แต่ทางนำสืบของผู้ร้องฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง หรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ

ผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าทรัพย์สินตามคำร้องขอ

เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านทั้งสามไม่อาจสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของ

กฎหมายได้ จึงต้องฟังว่าทรัพย์สินทั้ง ๙ รายการ รวมทั้งดอกผลเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็น

ของแผ่นดินตามมาตรา ๔๙ อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๕๑ โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า

(๑) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ

(๒) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอัน

ดีหรือในทางกุศลสาธารณะ”

มาตรา ๕๑ บัญญัติว่า “เมื่อศาลทำการไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา ๔๙ แล้ว

หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของ ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็น

เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตก

เป็นของแผ่นดิน

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง

เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน

ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดย

ไม่สุจริตแล้วแต่กรณี”

จากบทบัญญัติของ ๒ มาตราดังกล่าว หมายความว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงาน

อัยการยื่นคำร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นสามารถแยกออกได้เป็น ๒ กรณี คือ

กรณีที่ ๑ เป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐาน

ฟอกเงินมาก่อน จะต้องแสดงให้ศาลเห็นรวม ๒ ประการ คือ

๑) ต้องแสดงว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง

๒) ต้องแสดงว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือตนเป็นผู้รับโอน

โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีในทางกุศลสาธารณะ

(ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๐)

กรณีที่ ๒ เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน หรือความผิด

ฐานฟอกเงินมาก่อน ซึ่งกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ

การกระทำความผิด หรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ซึ่งคำว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด มาตรา ๓

ได้ให้ความหมายไว้ว่า

 

 (๑) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน หรือจากการสนับสนุนหรือ

ช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน

(๒) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (๑)

หรือ

(๓) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (๑) หรือ (๒)

ดังนั้น ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจึงหาได้หมายความว่าต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่ศาลมี

คำพิพากษาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษเท่านั้นไม่ เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการ

กระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษ

หรือไม่ แต่หากมีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอน

ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำดังกล่าว หรือเป็นดอกผลของทรัพย์จากการกระทำดังกล่าว ก็ถือได้ว่าเป็น

ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้ว

พิจารณากรณีพฤติการณ์ของผู้คัดค้านในความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งนำมาสู่การร้องขอ

ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

๑) ความผิดอันนำมาสู่การร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในคดีนี้ คือ มีการจับกุมยาเสพติด

ประเภท ๑ (เฮโรอีน) โดยผู้ถูกจับกุมให้การสารภาพและซัดทอดว่าเฮโรอีนดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ ๑ และ

บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว ก็เป็นญาติของผู้คัดค้านที่ ๑ นอกจากนี้ผู้ถูกจับกุม

ยังรับว่าเมื่อ ปี ๒๕๓๖ ผู้คัดค้านที่ ๑ บอกว่ามีผู้สั่งซื้อเฮโรอีน ๒๐ กิโลกรัม ผู้ถูกจับกุมก็นำไปส่งให้กับผู้ซื้อตามที่

ผู้คัดค้านที่ ๑ บอก และนำมาสู่การจับกุมผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวก ในข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับ

ยาเสพติดและได้กระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน แม้คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิด

เกี่ยวกับยาเสพติดและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

๒) ปี ๒๕๓๔ เจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม

ยาเสพติด ได้ทำการค้นบ้านของผู้คัดค้านที่ ๑ และภรรยาของผู้คัดค้านที่ ๑ ถูกดำ เนินคดีในข้อหามี

เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง

๓) ปี ๒๕๔๑ มีการค้นบ้านญาติของผู้คัดค้านที่ ๑ รวม ๒ ครั้งโดยครั้งที่ ๑ ได้ทำการจับกุมน้องสะใภ้

ของผู้คัดค้านที่ ๑ พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๒,๐๐๐ เม็ด ครั้งที่ ๒ จับกุมลูกพี่ลูกน้องของผู้คัดค้านที่ ๑

พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๑,๐๐๐ เม็ด

๔) เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจ

ปราบปรามยาเสพติด ได้ทำการสืบสวนพฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวกมาเป็นเวลา หลายปี เนื่องจาก

ผู้คัดค้านที่ ๑ สนิทสนมกับนายเหว่ย เซี๊ยะกัง หัวหน้ากลุ่มว้าแดง จึงได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มว้าแดงให้นำ

เมทแอมเฟตามีนไปจำหน่าย รวมทั้งลำเลียงยาเสพติดไปส่งให้แก่ลูกค้าของนายเหว่ย เซี๊ยะกัง ตลอดมา โดยทั้งนี้

มีญาติร่วมกระบวนการด้วย

 

๕) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าขณะผู้คัดค้านที่ ๑ ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๑๐ ตำบลท่าตอน อำเภอ

แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ได้ถูกกลุ่มของนายเหว่ย เซี๊ยะกัง ลักตัวไปเพราะมีส่วนผูกพันกับกระบวนการค้า

ยาเสพติด จนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่สั่งปลดผู้คัดค้านที่ ๑ ออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน

๖) ก่อนมีการจับกุมผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวกในคดีนี้ ได้มีเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ทำการ

ร่วมกันค้นบ้านของผู้คัดค้านที่ ๑ และญาติหลายครั้ง

จากพฤติการณ์กรณีดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า

๑) ในการดำเนินคดีต่อผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวก ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน

๒๕๔๖ ในข้อหาสมคบกันกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน พร้อมกับ

ยึดทรัพย์สินไว้หลายรายการซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ยื่นคำร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินในคดีนี้ แม้คดีดังกล่าวศาล

ชั้นต้น (ศาลอาญา) จะพิพากษายกฟ้องให้ข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ และก่อน

หน้านี้ ในปี ๒๕๓๖ ผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวกจะเคยถูกดำเนินคดีมาครั้งหนึ่งแล้วในข้อหาเดียวกันนี้ ซึ่งศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนก็ตาม แต่ก็สามารถนำพฤติการณ์ที่ได้ความมารับฟังประกอบ

พยานหลักฐานอื่นของผู้ร้องว่าผู้คัดค้านมีพฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดได้

๒) เห็นได้ว่าปฏิบัติการที่นำมาสู่การออกหมายจับผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวกในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

จนกระทั่งถึงการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนั้น มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยประสานงาน

ร่วมมือกัน จึงเป็นการยากที่จะกระทำการใดอันเป็นการกลั่นแกล้งผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวก ทั้งพยานหลักฐานของ

ผู้ร้องที่นำมาสืบก็สอดคล้องเชื่อมโยงกัน น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้เกี่ยวข้อง หรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ

ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือกฎหมาย

ว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐาน กรณีจึงต้องบังคับ

ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑ วรรคสอง กล่าวคือ

ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้ที่อ้างว่าเป็น

เจ้าของที่แท้จริง จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้

พิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการที่ผู้ร้องได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน

๑) ทรัพย์สินรายการที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๖ และที่ ๘

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นทรัพย์สินที่มีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของผู้คัดค้านทั้ง ๓ เมื่อเจ้าของ

ที่แท้จริงไม่ได้ทำการคัดค้าน จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าทรัพย์สินทั้ง ๓ รายการ

ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

๒) ทรัพย์สินรายการที่ ๓ เป็นเงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ ซึ่งมีผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้ถือ

กรรมสิทธิ์

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในทางไต่สวน ผู้คัดค้านที่ ๑ เบิกความลอยๆ ว่าไม่เคยค้ายาเสพติด ไม่ได้เบิก

ความโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบอ้างว่าผู้คัดค้านที่ ๑ กับพวก มีส่วนร่วมกับกระบวนการค้ายาเสพติด

 

รายใหญ่แต่อย่างใด และไม่ได้ถามค้านพยานผู้ร้องที่เบิกความว่าได้ติดตามพฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ ๑

ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและกรณีการถูกลักพาตัวเนื่องจากขัดแย้งกันในการจำหน่ายยาเสพติด และนำมาสู่การ

ปลดออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นผลเสียหายร้ายแรงแก่ผู้คัดค้านเอง แสดงว่าผู้คัดค้าน

ที่ ๑ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ ไม่นำสืบหักล้างพยานหลักฐานดังกล่าว ข้อเท็จจริง

จึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ ๑ มีพฤติการณ์ในการจำหน่ายยาเสพติดอันมูลฐานความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน และ

ขณะเดียวกันการอ้างที่มาของรายได้จากการเกษตรกรรมก็อ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐาน บัญชีรายรับ รายจ่าย

หรือแม้แต่สมุดเงินฝากก็ไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาล เมื่อไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้

จึงรับฟังว่าทรัพย์สินรายการที่ ๓ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

๓) ทรัพย์สินรายการที่ ๔ เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์บรรทุก มีชื่อบริษัท ยนต์ศิลป์

(๑๙๘๕) จำกัด เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มีชื่อผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้ครอบครอง และ

ทรัพย์สินรายการที่ ๙ เป็นที่ดินมีโฉนด มีชื่อผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้คัดค้านที่ ๒ ทำไร่ทำสวนช่วยบิดามารดา และช่วยทำงานที่ปั้มน้ำมันของปู่

รายได้ไม่มีแล้วแต่บิดามารดาจะให้ นอกจากนี้ไม่มีอาชีพอื่น แสดงว่าผู้คัดค้านที่ ๒ ไม่มีรายได้เป็นของตนเอง

ไม่น่าเชื่อว่าจะมีความสามารถในการเช่าซื้อรถยนต์ด้วยตนเองได้ แต่ผู้คัดค้าน ที่ ๑ น่าจะเป็นผู้ออกเงินค่าเช่าซื้อ

ให้ ผู้คัดค้านที่ ๒ จึงไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง ส่วนทรัพย์สินรายการที่ ๙ ผู้คัดค้านที่ ๒ เบิกความว่าได้รับการ

ยกให้จากผู้คัดค้านที่ ๑ เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าผู้คัดค้านที่ ๑ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รถยนต์และที่ดิน

ดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ไม่ใช่เป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี จึงเป็น

การรับโอนมาโดยไม่สุจริตตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๒) อีกประการหนึ่ง

๔) ทรัพย์สินรายการที่ ๕ เงินสดที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลและทรัพย์สิน

รายการที่ ๗ เงินสดที่ได้จาการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีชื่อของผู้คัดค้านที่ ๓ (บุตรผู้คัดค้านที่ ๑)

เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ว่าผู้คัดค้านที่ ๓ จะร้องคัดค้านเข้ามาในคดี แต่มิได้นำสืบหักล้าง

ข้อสันนิษฐานของกฎหมาย จึงรับฟังได้ว่าทรัพย์สินรายการที่ ๕ และที่ ๗ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำ

ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งต้องมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของ

ผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

 

 
 
15 ก.ย.2554
 
พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย สถานการณ์ยาเสพติด ในพื้นที่ ภาคเหนือว่า ในวันพรุ่งนี้ จะไปติดตามการปฏิบัติงานของชุดเฉพาะกิจ 18 ชุด ที่ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ดำเนินการปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน โดยจะลงพื้นที่ จังหวัดลำปาง และแพร่ ก่อนที่จะลงพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อแบ่งงานและกำหนดพื้นที่รับผิดชอบ พร้อกับให้รายงานผลการปฏิบัติให้ทราบทุกๆ 7 วันด้วย

นอกจากนี้ พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ กล่าวยอมรับว่า สำหรับการรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีกับเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ ต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่เช่นนั้น อาจเกิดกรณีการยกฟ้องในชั้นศาล เช่นเดียวกับ คดีของนาย เล่าต๋า แสนลี่ ซึ่งเมื่อพ้นคดีออกมา ก็ไปสร้างเครือข่ายทางการเมืองมากขึ้น ทำให้ยากต่อการจับกุม

ทางด้าน พลตำรวจโท วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในพรุ่งนี้ เวลา 13.30 น. ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เพื่อติดตามสถานการณ์ยาเสพติด และกำชับแผนการปฏิบัติงาน เนื่องจาก พบว่า ยังมีผู้ค้ารายย่อยเคลื่อนไหวอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 5 จังหวัดปริมณฑล จึงต้องมีการกำชับงานด้านการข่าว เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายค้ายารายใหญ่
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งหาหลักฐานตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องยาเสพติด หลังพบข้อมูลถึงตำรวจชั้นสัญญาบัตรหลายนาย
พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อ และหลักฐาน ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตั้งแต่ระดับสถานีตำรวจ ไปถึงระดับจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่า จะสามารถดำเนินคดีได้อย่างไม่ผิดตัว แต่ยอมรับว่า มีตำรวจชั้นสัญญาบัตรหลายนายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงถึงระดับนายพล ซึ่งหากพบหลักฐานชัดเจนจะดำเนินการทันที ขณะเดียวกันเชื่อว่า การที่ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะไปช่วยราชการในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะทำให้การทำงานร่วมกับตำรวจดีมากขึ้น แต่การปราบปรามยาเสพติด จะต้องทำพร้อมกันในหลายส่วน ทั้งการปราบปราม การยึดทรัพย์ผู้ค้า และการขอความร่วมมือจากประชาชน โดยในวันนี้ (15 ก.ย. 54) ได้เชิญผู้นำชุมชนในพื้นที่ร่มเกล้า เตาปูน บางคอแหลม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และตำรวจในพื้นที่ หลังพบว่า ในพื้นที่ดังกล่าว มีการจัดทำโครงการที่ดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปใช้เป็นโมเดลกับชุมชนอื่นทั่วประเทศ
พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ยอมรับว่า การรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีกับเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ ต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่เช่นนั้นอาจยกฟ้องในชั้นศาล เช่น คดี เล่าต๋า แสนลี่ ซึ่งเมื่อพ้นคดีออกมา ก็ไปสร้างเครือข่ายทางการเมืองมากขึ้น ทำให้ยากต่อการจับกุม อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (16 ก.ย. 54) จะไปติดตามการปฏิบัติงานของ 18 ชุดเฉพาะกิจฯ ที่จังหวัดลำปาง และแพร่ เพื่อแบ่งงานและกำหนดพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมให้รายงานผลทุก 7 วัน
ขณะที่ พลตำรวจโท วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ในพรุ่งนี้ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เพื่อติดตามสถานการณ์ยาเสพติด และกำชับแผนการปฏิบัติงาน เนื่องจาก พบว่า ยังมีผู้ค้ารายย่อยเคลื่อนไหวอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 5 จังหวัดปริมณฑล จึงต้องมีการกำชับงานด้านการข่าว เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่



« Back