คดี เหว่ย เซียะ กัง

 

พ.ต.ท.อภิณ์รัตน์  สารากรบริรักษ์ 

ชื่อ เหว่ย เซียะ กัง
   
ความผิด สมคบกับผู้อื่นนำเข้าและจำหน่ายเฮโรอีนกว่า 400 กิโลกรัมในสหรัฐอเมริกา ถูกศาลไทยตัดสินว่ามีความผิดและต้องโทษประหารชีวิต (หลบหนีการตัดสินคดี) จากการมีส่วนร่วมในการค้าเฮโรอีนกว่า 680 กิโลกรัมที่ยึดได้ในวันที่ 20 ต.ค. 1987
เขตอำนาจศาล ศาลไทย และ ศาลดิสทริคตะวันออกแห่งกรุงนิวยอร์ค (EDNY) สหรัฐอเมริกา
ชื่ออื่น ชาญชัย ชีวินนิติปัญญา, เหว่ย เซียะ กัง, ประสิทธิ์ ชีวินนิติปัญญา
เชื้อชาติ จีน
เพศ ชาย
สูง 5' 6''
น้ำหนัก 125 lb
ผม ดำ
ตา น้ำตาล
ปีเกิด 29 มิ.ย. 1952/ 6 พ.ค. 1959
สถานที่เกิด แคว้นยูนนาน ประเทศจีน
ที่อยู่ล่าสุดที่ทราบ พม่า
ที่อยู่ปัจจุบัน พม่า
หมายเหตุ

เหว่ย เซียะ กัง เป็นนักค้ายาเสพติดเชื้อสายจีนและเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพว้าแดง (UWSA) องค์กรชั้นนำในการค้ายาบ้าและเฮโรอีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายเหว่ยและครอบครัวได้ลงทุนเงินหลายล้านดอลล่าห์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกองทัพทหารในเขตภาคใต้ของรัฐฉาน และหุบเขาเมืองยอนซึ่งอยู่บริเวณชายแดนไทยพม่า ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ในการลักลอบขนยาบ้าและเฮโรอีนเข้าสู่ตลาดโลก เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 1993 นายเหว่ย เซียะ กัง ถูกศาลสหรัฐอเมริกาประจำเขตตะวันออกแห่งรัฐนิวยอร์ค (EDNY) ยื่นฟ้องสี่กระทงฐานสมคบกับผู้อื่นร่วมกันนำเข้าและจำหน่ายเฮโรอีนกว่า 400 กิโลกรัมในสหรัฐอเมริกา กระทรวงต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาได้เสนอเงินรางวัลสูงถึง 2 ล้านดอลล่าห์สหรัฐสำหรับเบาะแสที่จะนำไปสู่การจับกุมตัวและดำเนินคดีกับนายเหว่ย นายเหว่ยถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษประหารชีวิต (หลบหนีการตัดสินคดี) ในประเทศไทยฐานเกี่ยวข้องกับเฮโรอีนจำนวน 680 กิโลกรัมที่ยึดได้ในวันที่ 20 ต.ค. 1987 เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2004 และ 8 ธ.ค. 2004 สมาชิกระดับสูงของกองทัพว้าแดง 21คน รวมทั้งนาย เหว่ย เซียะ กัง ได้ถูกยื่นฟ้องโดยศาล EDNY ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรค้ายาเสพติดของเขา การยื่นฟ้องนี้รวมไปถึงการตัดสินยึดทรัพย์จำนวน 103 ล้านสหรัฐของนายเหว่ย เซียะ กัง และพวก เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2005 ได้มีการยื่นฟ้องกลุ่มคนเหล่านี้เพิ่มเติมในข้อหาสมคบกันฟอกเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด

 

 

 พล.ต.ต.สรศักดิ์ เย็นเปรม ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 (ผบก.ปส.2) นายเจฟฟรีย์ ไอค์ (Mr.Jeffery Eig) Special Agent จาก DRUG ENFORCEMENT ADMINISTRATION US EMBASSY (DEA) นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา และนายมงคล ธรรมกิตติคุณ นายอำเภอบางละมุง ร่วมแถลงข่าวและปล่อยแถวความร่วมมือตามโครงการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด การฟอกเงิน และการก่อการร้าย (Operation Hot Spot)  พล.ต.ต.สรศักดิ์ เย็นเปรม เปิดเผยว่า โครงการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดฯ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และ สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินงานตามโครงการ ซึ่งในครั้งนี้ได้กำหนดให้เป็นเมืองพัทยา ทำการประชาสัมพันธ์แจกจ่ายสิ่งของ แผ่นป้ายรูปถ่ายนักค้ายาเสพติด ผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เสื้อยืด หมวก ถ้วยใส่ขวดเบียร์ ปากกา กล่องไม้ขีดไฟ โดยบนตัวผลิตภัณฑ์จะมีชื่อเวปไซต์ http://www.dea-rewards.com/ และ หมายโทรศัพท์ฮอตไลน์ 02-205-4444 ตลอดจนรูปถ่ายของนักค้ายาเสพติดที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด และข้อความเชิญชวนให้ประชาชนแจ้งเบาะแสยาเสพติด ที่มีการจัดพิมพ์ทั้งสิ้น 10 ภาษา เพื่อเดินหน้ามาตรการเชิงรุก และส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสยาเสพติดซึ่งมีรางวัลนำจับให้ด้ว   นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า เมืองพัทยาได้ตระหนักถึงปัญหายาเสพติด การฟอกเงิน และอาชญากรรมอื่นๆ ซึ่งจะสร้างปัญหาสังคมตามมาอย่างมากมาย และด้วยเมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติจะเป็นพื้นที่ที่ช่วยในการแจ้งเบาะแส รวมถึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในความร่วมมือและอำนวจความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่  อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวได้มีการปล่อยขบวนแจกจ่ายสิ่งของและผลิตภัณฑ์ โดยเน้นให้ครอบคลุมทั้งเมืองพัทยา ตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ร้านบาร์เบียร์ริมชายหาดพัทยา สถานประกอบการโรงแรมที่พัก ถนนวอล์คกิ้งสตรีทพัทยาใต้ ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย ตลอดจนชุมชมชน สถานีขนส่ง และสถานที่ที่คาดว่านักค้ายาเสพติดอาจแฝงตัวอยู่ ซึ่งประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถแจ้งเบาะแสยาเสพติด การฟอกเงิน และการก่อการร้ายได้ที่ http://www.dea-rewards.com/ และ 02-205-4444 โดยผู้แจ้งไม่ต้องเปิดเผยชื่อจริงอีกทั้งมีรางวัลนำจับให้ด้วย

 

ทัพว้าแดงมอบหมาย เหว่ยเซียะกัง ดูแลด้านเศรษฐกิจ

Wed, 2006-07-19 03:08

 

19 ก.ค. 2549 สำนักข่าว S.H.A.N. รายงานเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2549 โดยอ้างแหล่งข่าวจากเมืองปางซาง ศูนย์บัญชาการใหญ่ของกองทัพสหรัฐว้า UWSA ว่า กองทัพสหรัฐว้าได้แต่งตั้งให้นายเหว่ยเซียะกัง อายุ 60 ปี ผู้บัญชาการหน่วยทหารที่ 171 เป็นผู้รับหน้าที่ด้านเศรษฐกิจของกองทัพทั้งหมด โดยการแต่งตั้งมีขึ้นหลังจากที่กองทัพสหรัฐว้าได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2549 ที่ผ่านมา 

 

ด้านแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดนายเหว่ยเซียะกัง ซึ่งเป็นอดีตทหารร่วมรุ่นเดียวกันในสมัยกองทัพแห่งชาติรัฐฉาน SUA-Shanland United Army ของขุนส่าเดิมเปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้มีกระแสข่าวว่าทางกองทัพสหรัฐว้าได้พยายามให้นายเหว่ยเซียะกังขึ้นรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่ได้รับเสียงคัดค้านจากนายทหารระดับอาวุโสหลายคน

  

อย่างไรก็ตามเขาคาดหวังว่า นายเหว่ยเซียะกัง อาจจะได้รับมอบอำนาจทางด้านการทหารของ UWSA ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากเขามีความสามารถในการหาเงินเลี้ยงกองทัพ ส่วนตำแหน่งทางการเมืองนั้นคาดว่าเขาอาจจะไม่รับ เนื่องจากเขาเคยประกาศไว้ว่าคนเล่นการเมืองคือคนมีสติไม่ดี ขณะเดียวกันเขารู้ตัวเองดีว่าชื่อเสียงของเขาอาจไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในกองทัพ

 

 

ทั้งนี้ ในช่วงระยะหลังมานี้กองทัพสหรัฐว้า UWSA ได้ประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งจากผู้นำสูงสุดนายเปาโหย่วเฉียงมีปัญหาด้านสุขภาพต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงปัญหาการขาดแคลนเงินเลี้ยงกองทัพ เนื่องจากเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ธนาคารหุ้นส่วนของ UWSA รวม 3 แห่งได้ถูกรัฐบาลทหารพม่าสั่งปิด ซึ่งประกอบด้วยธนาคารเอเชียเวลธ์ ธนาคารเมย์ฟลาวเวอร์ และธนาคารยูนิเวอร์ซัล

  

นอกจากนี้เมื่อช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของปีที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐว้า UWSA ได้ถูกรัฐบาลทหารพม่ากดดันให้เปิดศึกกับกองกำลังไทยใหญ่ SSA ซึ่งทำให้สูญเสียงบประมาณและกำลังทหารเป็นจำนวนมาก ประกอบกับยาเสพติดที่ผลิตจากกองทัพก็ถูกปราบปรามอย่างหนัก และเมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลทหารพม่ายังได้เรียกร้องให้รัฐบาลจีนงดซื้อสินค้าที่ส่งออกจากเขตปกครองว้าอีกด้วย ซึ่งสินค้าหลักได้แก่ไม้และแร่ต่างๆ ทำให้ในขณะนี้มีไม้ที่ถูกตัดโค่นแล้วติดค้างอยู่ที่ชายแดนจีนเป็นจำนวนมาก

  

ส่วนนายเหว่ยเซียะกัง เป็นผู้บัญชาการหน่วยทหารที่ 171 ของกองทัพสหรัฐว้า UWSA มีพื้นที่ครอบครองตามแนวชายแดนไทยตั้งแต่ท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายไปถึงบ้านหัวเมือง ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเป็นผู้ที่ถูกทางการไทยและทางการสหรัฐออกหมายจับในข้อหาเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ โดยสหรัฐได้ตั้งรางวัลนำจับสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์

 

--------------------------------------------------------------------------------

 

 

ข่าวทั้งหมดแปลและสรุปความโดยสำนักข่าวเชื่อม เป็นหน่วยงานข่าวภาคภาษาไทยของสำนักข่าว S.H.A.N (Shan Herald Agency for News) ซึ่งเป็นเครือข่ายของศูนย์ข่าวสาละวิน (Salween News Network) ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] และ [email protected] พร้อมติดตามอ่านข่าวสารย้อนหลังรวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศพม่าภาคภาษาไทยได้ที่ www.salweennews.org ภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org และภาคภาษาไทยใหญ่ได้ที่ www.mongloi.org

cover 

“ ว้าแดง “ หนาม..ยอก..อก ไทย

 

ท่ามกลางการประกาศสงครามกับยาเสพติดของรัฐบาลไทย โดยพุ่งเป้าไปที่ภายในเดือนเมษายน 2546..? ต้องการกวาดล้างให้สิ้นซาก เป็นที่ทราบกันดีว่า ฐานผลิตยาเสพติดแหล่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่เมืองยอน จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ภายใต้การนำของ "เหว่ย เซียะ กัง" กองกำลังว้าแดงมีประวัติความเป็นมาอย่างไร และเหตุใดจึงก้าวเข้ามาสู่แถวหน้าในฐานะผู้ผลิตยาเสพติดรายใหญ่ของโลกเช่นทุกวันนี้  ชนชาติว้า หรือที่รู้จักกันดีในนาม "ว้าแดง" นั้นเป็นชนชาติเก่าแก่อาศัยอยู่ในพม่า ไทย ลาว เวียดนาม และจีน มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ละว้า, ละวะ, วะ, ลัวะ และไตหลอย สามารถแบ่งได้เป็น 7 พวก คือ ว้าฮ้าย, ว้าแต๊บ, ว้าปุ๊ด, ว้าโป๋ย, ว้าล่อน, ว้าอ้ายสอย และว้าสั้นทุ่ง ในอดีตชนชาติว้าส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะปลูก มีนิสัยอดทน ขยัน และดุร้าย นับถือผี และโชคลาง

 

ถึงแม้ว้าจะอาศัยอยู่ในหลายประเทศในแถบเอเชียอาคเนย์ แต่ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยอยู่ในประเทศพม่ามากที่สุด โดยตั้งรกรากอยู่ตอนเหนือของรัฐฉานติดกับพรมแดนจีน ประกอบด้วยหัวเมืองสำคัญๆ คือ เมืองปางซาง, เมืองเลิน, เมืองมดไฮ,เมืองหม่อฟ้า, เมืองมัวแสง และเมืองแวกทิง  โดยมีเมืองหลวงคือเมืองปางซาง ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาเลียบฝั่งแม่น้ำเหลย มีอาณาเขตติดต่อกับเมืองอ่า มณฑลยูนนาน ประเทศจีน มีประชากรมากถึง 750,000 คน ผู้นำคนปัจจุบันคือ "เป่าโยซัง"

 

สำหรับความเป็นมาของชนชาติว้าในอดีตนั้น ก่อนหน้าที่จะย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองปางซาง "ว้า" เป็นชนชาติเก่าแก่ชนเผ่าหนึ่ง เดิมมีเมืองหลวงอยู่ที่ "เมืองเลิน" เมื่ออังกฤษเข้าปกครองพม่า ว้าถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ราชอาณาจักร ด้านตะวันออกแม่น้ำสาละวินมีเมืองเลินเป็นเมืองหลวง มี "ขุนทุ้งจั้ง" เป็นผู้นำ ส่วนด้านตะวันตกของแม่น้ำสาละวินมีเมืองนาเลาเป็นเมืองหลวง มี "ขุนมหา" ซึ่งเป็นน้องชายของขุนทุ้งจั้งเป็นผู้นำ  ต่อมาในปี พ.ศ.2431 เซอร์ ฮิลดี แบนด์ ข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำรัฐฉานเจรจาให้ขุนทุ้งจั้งและขุนมหายอมอ่อนข้อต่ออังกฤษ ขุนทุ้งจั้งยินยอมแต่โดยดี แต่ทว่าขุนมหานั้นหายอมไม่ ปี พ.ศ.2434 ขุนมหาจึงนำกำลังข้ามแม่น้ำสาละวินบุกยึดเมืองเลิน ต่อมา เซอร์ ยอร์ช สก็อต ได้รับคำสั่งให้นำกำลังทหารอังกฤษเข้าโจมตี เพียงแค่ปีเศษเมืองเลินก็ตกมาอยู่ในการปกครองของขุนทุ้งจั้งเช่นเดิม

 

การปกครองของชนชาติว้าโดยกลุ่มผู้นำดำเนินเรื่อยมากระทั่งปี 2502 ว้าแดงจึงได้ก่อตั้งขบวนการกู้ชาติเพื่อปลดปล่อยจากการปกครองของรัฐบาลพม่า โดยมี "โปหม่องและโปเตหวิ่น" เป็นหัวหน้าทำการสู้รบกับรัฐบาลพม่าตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 

กองกำลังว้าแดง หรือ UWSA (UNITED WA STAGE ARMY) มีกำลังพลประมาณ 150,000 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเหว่ยเสี่ยวหลง เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือติดกับประเทศจีน กลุ่มเหว่ยเสี่ยวกัง น้องชายของเหว่ยเสี่ยวหลง เป็นฐานกำลังใหญ่อยู่เมืองยอน และพื้นที่ตรงข้ามอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย กลุ่มโกกั้ง เป็นชนว้าอิสระปกครองตนเองอยู่ที่เมืองลาติดเขตสิบสองปันนาของจีน และกลุ่มว้าตอนเหนือ มีนายอูซอนลู เป็นผู้นำและนาลพลต้าไหลเป็นกำลังหลัก

 

ที่ผ่านมาชนชาติว้าต้องมีชีวิตอยู่กับการต่อสู้แยกตัวออกเป็นอิสระ โดยปี 2532-2539 ต้องทำสงครามกับกองทัพเมืองไตของขุนส่า อดีตราชายาเสพติดโลก เพื่อชิงดอยลาง ตรงข้ามอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผลการสู้รบตลอด 8 ปีครานั้นกองกำลังว้าได้รับชัยชนะ ขุนส่าชิงเข้ามอบตัวกับรัฐบาลพม่า เพื่อแลกกับข้อตกลงไม่ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปให้สหรัฐ และหลังจากเมืองไตล่มสลาย "เจ้ายอดศึก" ได้แยกตัวออกมาตั้งกลุ่มเป็น "กองกำลังรัฐฉาน (SHAN STAGE ARMY)"

 

ถึงแม้กองทัพเมืองไตจะถึงคราวล่มสลาย แต่โครงข่ายยาเสพติดที่ขุนส่าได้ก่อร่างสร้างไว้ในอดีตสมัยเรืองอำนาจ ผลิตเฮโรอีนส่งขายกระจายไปทั่วโลก ใช่จะสูญสลายตามไปด้วย ตรงกันข้าม "เหว่ยเสี่ยวกัง" ซึ่งคุมกำลังฐานใหญ่เมืองยอน เคยทำงานให้ขุนส่ากลับใช้โอกาสนี้เข้าครอบคลุมกิจการยาเสพติดแทน ส่งผลให้กองกำลังว้าแดงภาคใต้มีแสนยานุภาพสูงสุด ขยายอาณาเขตไปยังเมืองสาด เมืองโตน และเมืองตูน ตามรอยตะเข็บชายแดนไทย-พม่า

 

รายได้ส่วนหนึ่งจากการค้าขายยาเสพติดถูกส่งไปบรรณาการเมืองหลวงปางซาง ของว้าแดงตอนเหนือ จน เหว่ยเสี่ยวกัง ได้รับการแต่งตั้งจาก UWSA ให้เป็นแม่ทัพใหญ่ของว้าแดงภาคใต้ ต่อมายิ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในการผลิตและจำหน่ายยาบ้ามายังฝั่งไทย สร้างความเจริญในพื้นที่ครอบครอง ทำให้ว้าแดงตอนเหนืออพยพลงใต้นับแสนคน

 

ตรงจุดนี้เองที่ตรงกับความต้องการของสภาเพื่อการพัฒนาและสันติภาพแห่งชาติพม่า (SPDC) ที่พยายามทำให้ชาวโลกเห็นว่าปี พ.ศ.2548 พม่าตอนเหนือจะปลอดยาเสพติด

 

อย่างไรก็ตามกองกำลังว้าแดงเองก็มีความขัดแย้งภายในเกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อเป่าโยซังผู้นำว้าแดงภาคเหนือไม่สามารถส่งเฮโรอีนผ่านเข้าไปในประเทศจีนได้ ทำให้ขาดรายได้มหาศาล ตรงกันข้ามกับว้าแดงตอนใต้กลับมีรายได้จากการส่งยาบ้าเข้าไทยจำนวนมหาศาล แต่ไม่ส่งรายได้เข้าเมืองปางซางเท่าที่ควร จึงเกิดความขัดแย้งภายในกันขึ้น

 

หลังจากเมื่อวานนี้ได้กล่าวถึงประวัติ ความเป็นมาของ "ชนชาติว้า" หรือว้าแดง ซึ่งวิถีความเป็นอยู่เต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อปลดแอก เป็นรัฐอิสระจากรัฐบาลทหารพม่า กระทั่งก้าวเข้ามาดำเนินธุรกิจผลิตยาเสพติดส่งขาย ไปทั่วโลกแทนขุนส่า โดยเฉพาะการผลิตยาบ้ามอมเมาคนไทย กลายเป็นปัญหาระดับประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข ตรงกันข้ามกลับสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับว้าแดง นำมาใช้พัฒนาเมืองยอนให้เจริญได้ชนิดข้ามคืน

 

ธุรกิจค้ายาเสพติดของว้าแดงมีเครือข่ายโยงใย กับบุคคลหลายกลุ่ม หลายสถานะในประเทศไทย มีการก่อตั้งบริษัทขึ้นมาบังหน้า แต่แท้ที่จริงเป็นแหล่งฟอกเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติด ก่อนจะส่งกลับไปให้กลุ่มว้าแดงทั้งนี้จากข้อมูลที่มีอยู่ของหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติดพบว่า ในประเทศไทยมีเครือข่ายว้าแดงที่เข้ามา ประกอบธุรกิจบังหน้า เพื่อใช้เป็นแหล่งฟอกเงินอยู่หลายแห่ง และแต่ละแห่งมีผู้ถือหุ้นรวมทั้งความสืบสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลระดับแนวหน้าของประเทศหลายคน โดยก่อนหน้าที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะจัดประชุมเวิร์คช็อปแก้ไขปัญหายาเสพติดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้กวาดล้างกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดขนานใหญ่ สามารถยึดเงินสด ทองรูปพรรณ อัญมณี และเครื่องประดับ รวมมูลค่าแล้วประมาณ 70 ล้านบาท ในจำนวนนี้ไม่รวมของกลางยาเสพติด บัญชีเงินฝากธนาคารอีกหลายสิบแห่ง บางบัญชีเพิ่งโอนเงินไปต่างประเทศสดๆ ถึง 30 ล้านบาท

 

กลุ่มของนายทวี ทวีอภิรดีโรจน์ ถูกจับกลางทะเลอันดามัน เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ต่อมากลุ่มนายสุนันท์ เจนจบ ถูกจับที่บ้านย่านจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นเพียง 1 วัน กลุ่มของนายสุพจน์ ทองวิสัย ก็ถูกจับที่ตำบลช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ แต่ตัวนายสุพจน์ไหวตัวทันหลบหนีไปได้

 

จากการตรวจสอบพบว่า นายสุนันท์เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินว้าแดง มีหน้าที่รวบรวมเงินยาบ้าจากแก๊งค้ายาภาคกลาง ส่งต่อให้นายสุพจน์ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินในภาคเหนือ แล้วส่งเงินต่อให้กลุ่มว้าแดงอีกทอดหนึ่ง ทั้งหมดทำงานกันเป็นเครือข่าย โดยเปิดบริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ. ส่งออกสินค้าเกษตรบังหน้า แต่แท้ที่จริงนายสุพจน์เองเป็นตัวจักรสำคัญในการค้ายาและฟอกเงินให้กับว้าแดง

 

เนื่องจากบริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ. จดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2536 มีหุ้นส่วน 3 คน มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ตำบลช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ แต่ปรากฏว่า ผลประกอบการตั้งแต่ปี 2540-2542 มีกำไรติดต่อกันเพียง 1.1 แสนบาทเท่านั้น โดยในปี 2540 กำไร 34,129.53 บาท ปี 2541 กำไร 11,759.53 บาท และปี 2542 กำไร 69,306.69 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดกับ ปปง. ยึดได้ก่อนหน้านี้มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ค่อนข้างห่างไกลกันมาก และเป็นสิ่งยืนยันพฤติกรรมการกระทำผิดได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ทำให้ทราบว่า นอกจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ. แล้ว ขบวนการค้ายาเสพติดรายนี้ยังมีกิจการอีก 3 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับนายสุพจน์ คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อาร์. จดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2535 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบธุรกิจให้เช่าและกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์ อยู่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

 

กิจการแห่งนี้มีหุ้นส่วน 4 คน คือนายสุพจน์ นาง ร. นางสาว สุ. และนาง น. แต่เปิดทำการได้เพียงปีเดียวจากนั้นวันที่ 29 เมษายน 2536 ก็ปิดกิจการลง

 

ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. ตั้งเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ร่วมลงทุนกับนางรัตน์ ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอื่นๆ เช่น งานคอนกรีต โครงเหล็กมุงหลังคา ทำฉนวน ติดบานกระจก อยู่ที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ แต่เปิดได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ก็จดทะเบียนเลิกกิจการไปในวันที่ 2 เมษายน ปีเดียวกัน

 

สำหรับกิจการล่าสุดของนายสุพจน์ คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี. ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 ร่วมกับนาย ส. และ นายโส. ประกอบธุรกิจให้เช่าและอสังหาริมทรัพย์ ตั้งอยู่ที่เดียวกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ.

 

ทั้งนี้ตามข้อมูลที่ได้มาของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง นาง น. ที่เป็นหุ้นส่วนบริษัท เอ. กับนายสุพจน์นั้น ทั้งสองยังได้ร่วมทำธุรกิจร่วมกันอีกหลายบริษัท โดยเฉพาะ นาง น. เป็นกรรมการบริษัทอื่นๆ อีก 19 แห่ง และยังเป็นภรรยาของนายทหารระดับสูง ส่วน นาง ร.นั้น เคยเป็นอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่

 

การทำธุรกิจร่วมกันระหว่างนายสุพจน์กับนาง น. ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบธุรกิจหลายอย่างของนาง น. จนกระทั่งพบว่ามีทั้งนายทหาร ยศ พล.ต. ไล่ไปจนถึง พล.อ. นักธุรกิจ ตลอดจนนักการเมืองระดับประเทศ หากเอ่ยชื่อเชื่อว่า มีหลายคนที่รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี เช่น นาย ส. นักการเมืองระดับประเทศ นายทหารยศ พล.อ. 2 นาย, พล.ท. อีก 2 นาย และ นาย บ. อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ เข้าร่วมทำธุรกิจด้วย

 

ขณะที่นายประทีป ทวีอภิรดีโรจน์ ที่ถูกจับกลางทะเลอันดามันก็ใช่ย่อย จากการตรวจสอบข้อมูลทางธุรกิจพบว่า ได้จดทะเบียนบริษัท อาร์. ประกอบกิจการร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ในย่านสุขุมวิท หุ้นกับนางสาว ก. และชาวจีนอีก 5 คน นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจนี้ยังมีร้านอาหารอยู่ที่ย่านทาวน์อินทาวน์อีกแห่งหนึ่งด้วย

 

ขุมข่ายยาเสพติดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ร่วมขบวนการ ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกหลายคนมีชื่ออยู่ใน "บัญชีดำ" ที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ข้อมูลลับเหล่านี้ถูกรายงานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและเฝ้าติดตามพฤติกรรม แม้จะยังไม่มีหลักฐานในการดำเนินคดี แต่ทางการสืบสวนพบความเชื่อมโยงระหว่างกัน กลุ่มฟอกเงินเป็นใคร และเมืองยอนมีความเป็นมาอย่างไร

 

เหตุผลที่เพราะเหตุใด "ว้าแดง" จึงกลายเป็นผู้ผลิตยาเสพติดรายใหญ่ของโลก เครือข่ายโยงใยที่แฝงอยู่ในคราบนักการเมือง ทำธุรกิจประกอบการที่ตั้งบังหน้าเพื่อฟอกเงินที่ได้จากการค้ายา ให้กลายเป็นเงินบริสุทธิ์ ก่อนส่งกลับไปพัฒนาเมืองยอน ฐานที่มั่นใหญ่ ในเขตประเทศพม่า กลุ่มที่ฟอกเงินให้กับว้าแดงในประเทศไทย ซึ่งหลายคนเป็นคนที่มีหน้ามีตา ตลอดจนฐานะทางสังคมในระดับสูง รวมถึงธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากข้อมูลที่หน่วยข่าวมีอยู่ในมือขณะนี้  โดยเฉพาะกลุ่มผู้จัดตั้งบริษัท แคน. ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2525 อยู่ย่านพัฒนาการ เขตประเวศ กรุงเทพฯ เริ่มแรกมีผู้ถือหุ้น 9 ราย กระจายหุ้นที่มีอยู่ 40,000 หุ้น ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงกรรมการและแจ้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งแจ้งเพิ่มทุนจดทะเบียนควบคู่กันไป แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการเพิ่มกรรมการใหม่ 3 คน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2530 ปรากฏชื่อของนายชาญชัย ชีวินนิติปัญญา หรือที่รู้จักกันดีในนาม "เหว่ย เซียะ กัง" เข้าร่วมเป็นกรรมการบริษัท แคน.ด้วย ซึ่งขณะนั้นทุนจดทะเบียนบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2533 แล้วบริษัทดังกล่าวไม่มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการและผลประกอบการของบริษัทอีกเลย ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าววิเคราะห์กันว่า เกิดจากนายเหว่ย เซียะ กัง ถูกตำรวจจับกุม และจากการตรวจสอบยอดเงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย บัญชีกระแสรายวัน พบว่า เหลือเงินอยู่เพียง 19,500 บาท เท่านั้น

 

บริษัทดังกล่าวนี้เจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ใช้ฟอกเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดให้กับกลุ่มว้าแดง ซึ่งจากการตรวจสอบทำให้เจ้าหน้าที่มองเห็นเค้าโครงเครือข่ายได้กว้างมากยิ่งขึ้น และผู้ถือหุ้นหลายคนเป็นคนมีฐานะทางสังคมค่อนข้างดี ขณะเดียวกันก็มีสายสัมพันธ์กับนายเหว่ย เซียะ กัง เช่นกัน

 

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ถือหุ้นบางคนเป็นถึงรองอธิการบดีสถาบันการศึกษาชื่อดังระดับประเทศ แถมพ่วงด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาสมาคม และบริษัทเอกชนอีกหลายแห่ง ในจำนวนนี้ยังไม่นับรวมการเป็นหุ้นส่วนตามบริษัทเอกชนที่เขาผู้นี้ถือหุ้นรวมอยู่อีกหลายบริษัท นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นบางคนซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของนายเหว่ย เซียะ กัง ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองภาคอีสานคนหนึ่ง ซึ่งเคยได้รับตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูง ในเวลาต่อมาผู้ถือหุ้นคนนี้เองก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบสำคัญๆ ในกระทรวงพาณิชย์ หลายตำแหน่ง ซึ่งจากการตรวจสอบทางลึกทำให้เจ้าหน้าที่ทราบว่า ผู้ถือหุ้นคนนี้แท้ที่จริงแล้วเป็นการถือหุ้นแทน "นักการเมือง" คนดังกล่าวนั่นเอง เนื่องจากนักการเมืองคนนี้ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยแถบชายแดนไทย-พม่า โดยเฉพาะกลุ่มว้าแดง เพราะมีวัตถุประสงค์ต้องการเข้าไปตั้งบ่อนกาสิโนที่เมืองยอน ประเทศพม่า

 

นอกจากนี้ ยังมีอีก 4 บริษัทที่ใช้ฟอกเงินค้ายาเสพติด ซึ่งได้กล่าวไปแล้วเมื่อฉบับที่แล้ว ประกอบด้วย บริษัท เอ. ส่งออกสินค้าทางการเกษตร บริษัท อาร์. ประกอบธุรกิจให้เช่าและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท บ. ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และบริษัท ซี. ประกอบธุรกิจให้เช่าและอสังหาริมทรัพย์ โดยมีสำนักงานอยู่ทั้งกรุงเทพฯ และที่จังหวัดเชียงใหม่

 

บริษัททั้ง 4 แห่ง มีนายประทีป นายสุนันท์ และนายสุพจน์ เป็นหัวเรือใหญ่ โดยเฉพาะนายสุนันท์เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงิน ดูแลรับผิดชอบรวบรวมเงินค้ายาเสพติดในภาคกลางส่งให้นายสุพจน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินภาคเหนือ เพื่อส่งต่อให้กลุ่มว้าแดงอีกทอดหนึ่ง

 

ในจำนวนผู้ถือหุ้นใน 4 บริษัทข้างต้น มีนาง น. ซึ่งเธอผู้นี้นอกจากจะถือหุ้นอยู่ใน 4 บริษัทแล้ว ยังเป็นกรรมการบริษัทเอกชนอีก 19 แห่ง โดย 1 ในนั้นเป็นบริษัทค้าพลอยรวมอยู่ด้วย ขณะที่ นาง ร. ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชื่อดังในภาคเหนือตอนบน มีหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทส่งออกสินค้าเกษตร และอีก 3 บริษัทดำเนินธุรกิจร่วมกับ นาง น. อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทเอกชนอย่างน้อย 11 แห่ง ที่เจ้าหน้าที่มีข้อมูลว่าอยู่ในเครือข่ายของกลุ่มว้าแดงใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน เช่น ธุรกิจส่งออกไม้แกะสลัก ร้านประกอบแว่นสายตา ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านอาหารจีน ร้านถ่ายรูป บริษัทผลิตอาหารน้ำสลัดและผงฟู บริษัทนำเข้าน้ำผึ้ง เห็นหอม ยาจีน บริษัทขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป บริษัททำกล่องกระดาษ ฯลฯ โดยผู้ถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็คือผู้ถือหุ้นในบริษัท แคน.นั่นเอง โดยธุรกิจดังกล่าวจะเชื่อมโยงกันเหมือนใยแมงมุม มีการยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติด หลังจากส่งขายให้กับกลุ่มเอเย่นต์ตามภาคต่างๆ แล้ว มาดำเนินธุรกิจเหล่านี้ หมุนเวียนไปตามระบบเศรษฐกิจพื้นฐาน โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นายสุนันท์และนายสุพจน์ ในที่สุดผลกำไรส่วนหนึ่งจากการดำเนินธุรกิจข้างต้น จะถูกแบ่งเป็นค่ายาเสพติดส่งกลับไปให้ว้าแดง ซึ่งในที่สุดเงินจำนวนมหาศาลก็จะถูกนำไปพัฒนาเมืองยอน ฐานที่มั่นของว้าแดง จนเจริญเติบโตเป็นเมืองย่อยๆ ใจกลางหุบเขาริมแม่น้ำเหลย ฝั่งพม่า

 

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ล้วนมีสายสัมพันธ์กับนายเหว่ย เซียะ กัง มีทั้งภรรยานายไถ่เซิง แซ่เว่ย พี่ชายนายเหว่ย เซียะ กัง และบางคนมีชื่อเป็นเจ้าของอาคารขนาดใหญ่ย่านเทียมร่วมมิตร ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งบริษัทในเครือครอบครัวของนายเหว่ย เซียะ กัง หรือไม่บางคนก็พักอาศัยอยู่ที่บ้านของผู้ต้องหายาเสพติดคนสำคัญที่ทางการไทยต้องการตัวผู้นี้

 

เงินค้ายาเสพติดจำนวนมหาศาลที่ได้จากการมอมเมาเยาวชนไทยนั้น ได้ถูกนำไปพัฒนาเมืองยอนให้มีสภาพเป็นอย่างไร 

 

เปิดตำนานว้า "ราชาแห่งยาเสพติด"

 

ก่อนจะเอ่ยถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนถ่านหินลิกไนต์ อำเภอท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ที่กองกำลังว้าแดงกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ มาทำความเข้าใจถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ "ชนชาติว้า" ในอดีตเสียก่อน หลังจาก 3 ตอนแรก ได้เกริ่นถึงประวัติความเป็นมา การผลิตยาเสพติด ตลอดจนกลุ่มธุรกิจฟอกเงินในเมืองไทย เพื่อนำรายได้จำนวนมหาศาลกลับไปพัฒนาเมืองยอนในปัจจุบันเพื่อให้เห็นถึงความแตกต่าง ปัจจุบันกองกำลังว้าเมืองปางซาง มีนายเป่า ยู่ ฉาง เป็นผู้นำสูงสุดปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกับว้าเมืองยอน ซึ่งมี พ.อ.เหว่ย ไซ ถัง เป็นผู้นำทางการทหาร นายเหว่ย เซียะ กัง เป็นรองผู้นำฝ่ายเศรษฐกิจ ก่อนหน้าที่ว้าเมืองยอนหรือว้าใต้จะเจริญอย่างเช่นทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จนกระทั่งเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ผลิตยาเสพติดส่งขายให้เอเย่นต์คนไทย ประมาณปี 2539 หลังจากรบชนะขุนส่าอดีตผู้นำกองกำลังรัฐฉาน

 

ด้วยรายได้ที่ทับทวีขึ้นทุกวันๆ ทำให้ว้าเมืองปางซางหรือว้าเหนือหลายหมื่นครัวเรือนอพยพถิ่นฐานลงมาอยู่เมืองยอนเพิ่มมากขึ้น นายเหว่ย เซียะ กัง ในฐานะรองผู้นำฝ่ายเศรษฐกิจจึงเริ่มพัฒนาบ้านฮุง หรือ บก.46 พัฒนาบ้านโฮ้ง เมืองสาด เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2,000 ไร่ ปลูกผลไม้เมืองหนาวอย่างลิ้นจี่ ลำไย เลี้ยงฟาร์มไก่ และหมู โดยว่าจ้างนักวิชาการจากประเทศไต้หวัน หรือแม้แต่นักวิชาการการเกษตรของไทยบางคนเข้าไปแนะนำวิชาการด้านการเกษตรกรรมให้กับ ชาวว้า  นายเหว่ย เซียะ กัง ได้บริหารการเงินให้กับกองกำลังว้าแดง โดยแบ่งออกเป็น รายได้ที่ได้จากการผลิตยาเสพติด เช่น ยาบ้า และเฮโรอีน ซึ่งมีมากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาได้แก่รายได้จากการค้าขายสินค้าหนีภาษี นำเข้าจากจีนแดงในนามบริษัทหงปัง ส่งขายประเทศไทย รายได้จากการค้าขายอัญมณี การเก็บภาษีเถื่อนในพื้นที่เขตอิทธิพล และรายได้จากการฟอกเงินในรูปแบบต่างๆ โดยมีตัวแทนนำเงินกองกำลังว้าเข้ามาลงทุนในไทย ดังที่ได้กล่าวมาแล้วตอนก่อนหน้านี้

 

เดิมทีเมืองยอนเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีการพัฒนาถนนหนทางไปพร้อมๆ กับโครงการต่างๆ เช่น การสร้างโรงแรม บ่อนการพนัน เขื่อนกั้นน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า การก่อสร้างสะพานคอนกรีต การปรับเส้นทางคมนาคมให้เชื่อมต่อกันได้ทุกพื้นที่ และยังเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งที่ 2 บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองยอนเพิ่มอีกแห่ง รวมทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนถ่านหินลิกไนต์  การพัฒนาชุมชนเมืองลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่เนื่องจากเมืองยอนไม่มีงบประมาณ ภาคเอกชนกลุ่มอื่นของพม่าเองก็ไม่มีเงินทุน นอกจากนี้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติก็ไม่มั่นใจในความปลอดภัยจึงยังไม่กล้าเข้าไปลงทุน ดังนั้นงบประมาณส่วนนี้จึงได้มาจากเงินทุนจากธุรกิจผิดกฎหมายเสียเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันกลุ่มว้าแดงยังได้พัฒนางานก่อสร้างตามแนวตะเข็บชายแดน ไทย-พม่า โดยก่อสร้างกองบังคับการ (บก.) ควบคุมทางทหารและเขตชุมชน 5 แห่ง ประกอบด้วย

 

1.บก.รัฐว้าภาคใต้บริเวณพื้นที่ดอยแหลม

 

2.บก.กรมคร.894 บนดอยสามเส้า

 

3.บก.46 บ้านเมืองใหม่ 

 

4.บก.พล.น.171 ที่บ้านโฮ้ง เมืองสาด    NC ------

 

 5.เมืองยอน

 

โดยกองกำลังว้าแดงได้ตั้งเป้าจะอพยพมวลชน 200,000 คน หรือประมาณ 50,000 ครัวเรือน ลงมาอยู่ในแนวชายแดนไทย-พม่า โดยเริ่มเคลื่อนย้ายมาบางส่วนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2542 เป็นต้นมา ประมาณ 50,000-55,000 คน และมีแผนจะอพยพลงมาเพิ่มอีก 50,000 คน ในปี 2544 ทำให้กองกำลังว้าต้องขยายการผลิตยาเสพติดเพิ่มขึ้นอีก เพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูกองกำลังและชาวบ้านที่ลงมาสมทบ

 

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนถ่านหินลิกไนต์นั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ซึ่งป็นวันวางศิลาฤกษ์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเบื้องต้นได้ 12 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 12,000 กิโลวัตต์ ระยะแรกนั้นอาจจะไม่สามารถสร้างได้เต็มกำลัง แต่จะติดตั้งเครื่องจักรผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 2 เมกะวัตต์ จ่ายกระแสไฟฟ้าเขตอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรและหน่วยราชการ ที่เคยซื้อไฟฟ้าจากฝั่งไทยมานานกว่า 10 ปีแล้ว

 

ระยะต่อมาจึงจะขยายการผลิตเพื่อป้อนกระแสไฟฟ้ากับโรงงานปูนซีเมนต์ที่พม่า ตลอดจนเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิขของอำเภอท่าขี้เหล็กที่มีขึ้นในอนาคต

 

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าระยะแรก 2 เมกะวัตต์นั้นประเมินกันว่า ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ก็คงแล้วเสร็จโดยใช้เงินลงทุนประมาณ 500-600 ล้านบาท แต่ถ้าจะขยายเป็น 12 เมกะวัตต์ จะต้องใช้เงินสูงถึง 3,000-3,600 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นเงินจำนวนมากเมื่อเทียบกับภาวะทางเศรษฐกิจของเมืองยอน หากไม่นับธุรกิจค้ายาเสพติดที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับกองกำลังว้าแดงแล้ว ฝ่ายความมั่นคงของไทยวิเคราะห์ว่า ไม่น่าจะสร้างขึ้นมาได้

 

โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนถ่านหินลิกไนต์ ก่อสร้างบนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ตั้งอยู่ที่บ้านสันทรายไต อำเภอท่าขี้เหล็ก จังหวัดเชียงตุง ประเทศพม่า ห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำแม่สาย จุดผ่านแดนถาวรไปด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้กับเจดีย์ชเวกากองจำลองและวัดครูบาแสงหล้า พื้นที่ใกล้เคียงถูกปรับแต่งให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เขตเมืองพง กินอาณาเขตกว้างขวางกว่า 1,500 ไร่ มีท่าเทียบเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ไว้รองรับการขนส่งสินค้าทางลำน้ำโขงอีกด้วย และนี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ความเจริญทั้งมวลของเมืองยอน ล้วนได้มาจากเงินค้ายาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าที่ส่งเข้ามาขายในไทยและหากการพัฒนายังเป็นไปอย่างต่อเนื่องเชื่อว่า กองกำลังว้าจะต้องเร่งผลิตยาเพื่อนำออกขายเป็นทุนสร้างเมือง ขณะที่เมืองไทยจะตกเป็นเป้าหมายทางการตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

จากความเคลื่อนไหวของทหารไทยครั้งล่าสุดที่มีข่าวลือออกไปว่าจะมีการ บุกเข้าไปทำลายแหล่งผลิตยาเสพติดและ จับตัวเหวยเสียวกัง นั้น ความเคลื่อนไหวครั้งนั้นเป็นการเคลื่อนกำลังครั้งใหญ่ที่สุดของไทย จนทำให้เกิดกระแสข่าวดังกล่าว และเป็นไปได้ว่าทางฝ่ายทหารพร้อมที่จะปฏิบัติการดังกล่าวเพียงแต่ว่ารอคำสั่งจากทางผุ้มีอำนาจอนุมัติสั่งการ  แต่ผลที่ออกมาผิดคาดครั้งนั้นเป็นเพียงการซ้อมรบ ของทหารไทยครั้งใหญ่เท่านั้น

 

แต่จากการเคลื่อนกำลังครั้งนั้น ทางฝ่ายว้าแดงมีดารระดมพล เตรียมการ ตั้งรบ มีการประกาศว่าจะมีทหารไทยเข้ามาโจมตีให้ชาวว้าทุกคนร่วมมือกันต่อต้าน  มีการตั้งจุดตรวจตามถนนในเขตอิทธิพลของว้า มีการตรวจตรากวดขั้นผู้ทีทำธุรกิจ กับว้ามาขึ้น รวมทั้งทางการพม่ามีการเคลื่อนกำลังบางส่วน เข้ามาใกล้ กับพื้นที่ ตามแนวชายแดนไทย 

 

และที่เป็นที่สำคัญ คือ โรงงานผลิตตามแนวชายแดนหลายแห่งได้ย้ายตัวเองออกจากพื้นที่ แนวชายแดน บางส่วน ย้ายฐานการผลิตไปยังแนวชายแดนไทยลาว บางส่วน ต้องยุติการผลิตชั่วคราว หลายส่วนต้องหยุดเพื่อรอรับการตรวจสอบจาก องค์กรต่างๆ

 

      ในห้วงนั้น สามารถลดอัตราการผลิตและการนำเข้า ของ ยาบ้าได้เป็นจำนวนมหาศาล ยาบ้าบางส่วนต้องยายเส้นทางไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   บางส่วนย้าย ไปเข้าทางใต้ หรือไม่ก็ใช้เรือ ตามที่ทหารเรือสามารถจับกุมได้ หลายล้านเม็ด  

 

เป็นที่น่าสังเกตว่านายทหารระดับคุมกำลังที่เกี่ยวข้อง ในการซ้อมรบครั้นนั้น ถูกย้ายออกจากตำแหน่งคุมกำลังหลักๆ เป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่ตัวผู้บัญชาการทหารบก   หรืออาจจะเป็นผลจากแนวร่วมของฝั่งโน้นนั่งยิ้มอยู่ในที่ที่มีอำนาจเหนือกว่ากองทัพ ค่อยปกป้องผลประโยชน์มหาศาลที่เขาลงทุนไป

 

บทบาทของทางทหารในการใช้กำลังในการปราบปรามยังคงมีแต่ก็ไม่เข้มข้นเหมือนในห้วงที่ ผู้บัญชาการทหารบกมาจากทหารนักรบ

 

ในปัจจุบัน โรงงานผลิต ที่อยู่ในเขตอธิพลของว้า กลับมาผลิตยังที่เดิม เปิดเครื่องปั่นไฟเย้ย  โดยที่เจ้าหน้าที่ ได้แต่ทำตาปริบ รอว่าเมื่อไรการใช้ นโยบายทางการ ฑูต ในเศรษฐกิจนำดึงพม่าเข้าร่วมในการปราบปรามยาเสพติดจะสัมฤทธิ์ ผล ในห้วงที่รอ.... ยาบ้า ก็ผลิตออกมาวันละนับล้านเม็ด รอการเล็ดรอดเข้ามา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของไทยได้มีงานทำ  ในขณะนี้หวังแต่ว่ามาตรการเชิงรับ ทั้งการประชาสัมพันธ์ การอบรม ปฏิบัติการทั้งปวงคงจะพอช่วยบรรเทาเบาบางลงได้บ้าง

 

 

 

ราชายาเสพติด "เหว่ย เซียะ กัง" ขายคฤหาสน์หรูพันล้าน กลัวเป็นเป้าโจมตี หลังภาพถ่ายดาวเทียมหลุดเผยแพร่ (มติชนออนไลน์)

          ราชายาเสพติด "เหว่ย เซียะ กัง" ที่ถูกทางการมะกันขึ้นบัญชีดำ ขายคฤหาสน์มูลค่ากว่าพันล้าน หวั่นตกเป็นเป้าโจมตี หลังพบภาพถ่ายผ่านดาวเทียมหลุดเผยแพร่

          สำนักข่าวฉาน รายงานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมว่า นายเหว่ย เซียะ กัง หนึ่งในผู้นำระดับสูงของว้า (UWSA) เจ้าพ่อยาเสพติดที่ทางการสหรัฐต้องการตัวขายคฤหาสน์หรูราคากว่า 1.5 พันล้านบาท เหตุหวั่นถูกเป็นเป้าโจมตี

          ทั้งนี้ นายเหว่ย เซียะ กัง หรือที่รู้จักกันในนามเจ้าพ่อยาเสพติดที่ถูกทางการสหรัฐขึ้นบัญชีดำ และเป็นผบ.กองกำลังว้า UWSA ในพื้นที่ 171 ที่มีกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตามแนวชายแดนไทย ได้ขายคฤหาสน์หรูมูลค่ากว่า 300 ล้านหยวน หรือราว 1.5 พันล้านบาท เหตุเนื่องจากหวั่นถูกเป็นเป้าโจมตี หลังพบภาพถ่ายจากดาวเทียมหลุดเผยแพร่

          สำหรับคฤหาสน์หรูดังกล่าว ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีทัศนียภาพสวยงามอยู่ที่เมืองปางซาง ที่ตั้งบก.ใหญ่ของกองทัพสหรัฐว้า UWSA ทางภาคตะวันออกของรัฐฉาน ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2548 และเพิ่งแล้วเสร็จเมื่อประมาณ 4 – 5 เดือนที่ผ่านมา จากการออกแบบและควบคุมงานโดยวิศวกรชาวไทย โดยมีรายงานว่าภายในคฤหาสน์มีการก่อสร้างห้องใต้ดินซึ่งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันไว้ด้วย

          แหล่งข่าวเผยว่า การขายคฤหาสน์หรูดังกล่าวของนายเหว่ย เซียะ กัง มีขึ้นหลังจากเขาพบมีการเผยแพร่ภาพที่ถ่ายจากดาวเทียมและจากสื่อหลายแห่ง ซึ่งเชื่อว่าเขาอาจหวั่นถูกเป็นเป้าโจมตีหากพำนักอยู่ที่นั่นจึงได้ยอมขายทิ้งทั้งที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จและยังไม่ทันได้เข้าอยู่ ส่วนผู้รับซื้อคฤหาสน์หรูแห่งนี้คือ นายเปาโหย่วเหลียง หนึ่งในผู้นำระดับสูงของว้า UWSA เองโดยได้วางเงินล่วงหน้าไว้ 60 ล้านหยวน (ราว 300 ล้านบาท)

          สำหรับนายเหว่ย เซียะ กัง ปัจจุบันพำนักอยู่ที่บ้านปางปอย อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองปางซาง ตามรายงานของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม 48 ระบุว่า นายสุรชัย เงินทองฟู หรือ บังรอน ที่หลบหนีการจับกุมของทางการไทยได้ไปกบดานอยู่กับเหว่ย เซียะ กังที่นั่นด้วย

นโยบายกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดกลุ่ม "เหว่ย เซียะ กัง" ในประเทศไทย ซึ่งมีการบุกเข้าตรวจค้นตรวจยึดทรัพย์สินในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นับว่าเป็นไปอย่างเข้มข้นและได้ผลในระดับหนึ่ง แต่จะอย่างไรเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ, ป.ป.ง., ป.ป.ส. ก็ยังคงต้องลุยขุดคุ้ยเพื่อหาช่องทางจัดการขบวนการทำลายชาตินี้ให้สิ้นซากต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
"เหว่ย เซียะ กัง" วันนี้มิใช่พ่อค้ายาธรรมดา
แต่ขึ้นชั้นเป็น "ราชายาเสพติดโลก" แล้ว !!
ในบรรดาพวก "ว้า" ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธในพม่า กลุ่มที่มีอิทธิพลและเกี่ยวข้องกับธุรกิจยาเสพติดมากที่สุดในระยะหลัง ๆ ก็คือกลุ่มพี่น้อง ตระกูลเหว่ย คือ เหว่ย เซียะ กัง, เหว่ย เซียะ หลง และ เหว่ย เซียะ หยิง ทั้งหมดมีตำแหน่งสำคัญอยู่ในกองทัพว้า พี่น้องตระกูลนี้เป็นคนเชื้อสายจีน อพยพมาจากยูนาน หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจ เคยเข้ามาตั้งรกรากในไทย ค้าขายอยู่แถวดอยแม่สะลอง
แล้วต่อมาก็กลายเป็นเครือข่ายทำลายชาติไทย
สำหรับ เหว่ย เซียะ หลง หรือชื่อไทย ณรงค์ แซ่เหว่ย เป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ควบคุมการผลิตยาเสพติดของว้าทั้งหมด ขณะที่ เหว่ย เซียะ หยิง หรือชื่อไทย สุทิน พูนพนาสินธิ หรือ โสภณ จันทร์ดี เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุงให้พวกว้าอยู่ที่บ้านใหม่หนองบัว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และยังเป็นหัวหน้าควบคุมการหาข่าว แต่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2533 เนื่องจากขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ยาเสพติด

 
ส่วนตัว เหว่ย เซียะ กัง ตอนนี้อายุ 56 ปี มีชื่อจีนว่า ไซเซ็ง แซ่เหว่ย มีบัตรประชาชนไทยชื่อ ประสิทธิ์ ชีวินนิติปัญญา หรือ ชาญชัย ชีวินนิติปัญญา หรือ สุชาติ พันธ์เลิศกุล ในสำเนาทะเบียนบ้านระบุว่า อยู่บ้านเลขที่ 270 ซอยเทียมร่วมมิตร ห้วยขวาง กรุงเทพฯ และบ้านเลขที่ 402 ซอยสุขเกษม ถนนเชียงใหม่-ลำปาง ต.ป่าต้น อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พฤติกรรมก่อนหน้านี้คือเป็นนายหน้าค้ายาเสพติดในประเทศไทย
นักค้ายารายนี้เคยถูก ป.ป.ส. และตำรวจ กก.ป. 7 ป. จับกุมได้ที่หมู่บ้านโชตนานิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในข้อหามี เฮโรอีน หรือ ผงขาว ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักร ตามหมายจับเลขที่ 1000/263 เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2531
แต่ได้รับการประกันตัวในชั้นศาล โดยความช่วยเหลือของนายทหารระดับนายพลคนหนึ่ง และได้ หนีประกันไปในช่วงที่อัยการยื่นอุทธรณ์ต่อศาล ระหว่างการพิจารณาขอให้มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อให้เหว่ย เซียะ กังไปรับโทษที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
เหว่ย เซียะ กัง หลบหนีไปอยู่ยังฐานที่มั่นว้า เมืองยอน
3 พี่น้องตระกูลเหว่ย เริ่มเคลื่อนไหวเรื่องยาเสพติดตั้งแต่ปี 2524 โดยทำงานร่วมขบวนการกับ จาง ซี ฟู หรือ ขุนส่า ราชายาเสพติดโลกในขณะนั้น แต่ต่อมาได้ยักยอกเงินของขุนส่า 50 ล้านบาท แล้วหลบหนีไปยังสหรัฐ จนปี 2528 จึงได้กลับมาร่วมค้ายาเสพติดกับ นายอ้าย แซว สือ, นางหลี อี้ ชิง และกลุ่มก๊ก มิน ตั๋ง ในส่วนของ นายพลหลี่ เหวิน ฟาน
หลังจากนั้นได้ให้การสนับสนุนเงินกับว้าแดง เพื่อหวังเปิดศึกชิงพื้นที่กับขุนส่าตามแนวชายแดนด้าน จ.เชียงใหม่ และนำอดีตกลุ่มคอมมิวนิสต์พม่า (บีซีพี) เปิดเส้นทางค้ายาเสพติดในรัฐฉานตอนใต้ ทำให้พี่น้องตระกูลเหว่ยเข้มแข็งและมีอำนาจมากในกลุ่มว้าแดง
ช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา... ขณะที่ขุนส่าและกองกำลังไทยใหญ่ ค้าเฮโรอีนและต่อสู้กับกองทัพพม่า เหว่ย เซียะ กัง ก็หันไปเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลพม่า เพื่อความสะดวกในการผลิตและส่งออกยาเสพติด
รายได้จำนวนมหาศาลถูกนำมาสร้างกองกำลังส่วนตัวและฐานที่มั่นอันยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ บก.ว้ากองพลน้อยที่ 171 รัฐฉานใต้ หรือเมืองยอน มีกำลังพลนับพันนาย ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติต่าง ๆ รวมทั้งมีคนไทยร่วมอยู่ด้วย ตัวเหว่ย เซียะ กัง เองเป็นผู้บัญชาการกองพลนี้
บก.ว้ากองพลน้อยที่ 171 มีการบริหารจัดการกองทัพอย่างเป็นระบบ โดยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในกองกำลังของเหว่ย เซียะ กัง ส่วนใหญ่สั่งซื้อจากจีนแผ่นดินใหญ่ จากเงินค้ายาเสพติด ซึ่งกองกำลังนี้ควบคุมพื้นที่แถบเมืองใหม่ โขงโค้ง 46 ตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
หลัง ขุนส่า เข้ามอบตัวกับรัฐบาลพม่า เมื่อปี 2539 เหว่ย เซียะ กัง แผ่อิทธิพลกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนครองความยิ่งใหญ่กลายเป็น ราชายาเสพติดแห่งสามเหลี่ยมทองคำ แทนขุนส่า มีโรงงานผลิตเฮโรอีนอย่างน้อย 2 แห่ง และโรงงานผลิตยาบ้าอย่างน้อย 3 แห่ง
ปั๊มยาบ้ามาขายในเมืองไทยเป็นล่ำเป็นสัน !!
เหว่ย เซียะ กัง มีภรรยา 3 คน คือ นางมณฑาทิพย์ หรือ นางไล ยี่แสง อายุ 51 ปี, นางหทัยวรรณ หรือ นางสุรวีร์ วรวัฒน์วิชัย อายุ 45 ปี และ นางศิริรัตน์ หรือ นางวารินทร์ จันทรประภาพร อายุ 47 ปี และมีบ้านอยู่หลายหลังในกรุงเทพฯ
ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ นอกจากบ้านพักแล้ว เหว่ย เซียะ กัง ยังมีกิจการบังหน้าอยู่มากมายหลายแห่งในประเทศไทย เคยเข้าไปถือหุ้นจำนวน 38,000 หุ้น และเป็นกรรมการ บจ.แคนโฮ เอ็นเตอร์ไพรส์ ประกอบธุรกิจผลิตอาหารกระป๋อง อยู่ที่บ้านยาง หมู่ 12 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ มีสำนักงานตั้งอยู่ที่พัฒนาการ 78 เขตประเวศ กรุงเทพฯ และยังเคยเข้าไปถือหุ้นจำนวน 2,000 หุ้น ใน บจ.การัณย์ชัย ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นธุรกิจในครอบครัวของเหว่ย เซียะ หลง
นอกจากนี้ ปัจจุบัน เหว่ย เซียะ กัง ยังมีบริษัทที่ใช้ฟอกเงินอย่างน้อย 2 แห่งคือ หงษ์ปัง อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต โดยให้นายต้าฟา เลขาฯ ส่วนตัวเป็นผู้ดูแล อยู่ใน อ.ท่าขี้เหล็ก ฝั่งพม่า และบริษัทรับเหมาก่อสร้าง นิวไทเกอร์ คอนสตรัคชั่น อยู่ที่บ้านฮ่องลึก มีนายหนาน นวน เป็นผู้ดูแล
เครือข่ายธุรกิจบังหน้าของกลุ่มราชายาเสพติด เหว่ย เซียะ กัง เท่าที่มีการเข้าตรวจค้น หรือเท่าที่มีข่าวออกมา... น่าจะยังเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ถ้ารัฐบาลนี้เอาจริงกับการปราบปรามนักค้ายาเสพติดรายใหญ่รายนี้กลุ่มนี้อย่าง กัดไม่ปล่อย ไล่ล่าให้ถึงที่สุด คงต้องเจออะไรเด็ด ๆ อีกเพียบแน่
แล้วพวกเสพยาบ้าหน้าโง่ทั้งหลาย...ก็จะได้เห็น...จะได้รู้
ว่าโง่ทำร้ายตัวเองให้พวกนี้รวยมหาศาลขนาดไหน ?!?

คำบรรยายพิเศษ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ในโครงการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้พิพากษา รุ่นที่ 47

 

ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ

ศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก

 

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2546 เวลา 10.00 น.

 

 

 

---------------------------------

 

กราบเรียนท่านประธานศาลฎีกา

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ท่านอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์

 

ท่านอธิบดีภาค

 

ท่านผู้ใหญ่ในกระทรวงยุติธรรม

 

และท่านผู้พิพากษาทุกท่าน  รวมทั้งท่านผู้ช่วยผู้พิพากษา

 

                        ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีที่ท่านได้สอบเข้ามา  ซึ่งแข่งขันกัน  ถือว่าเป็นผู้ที่ทำหน้าที่สำคัญของชาติบ้านเมือง  และเป็นตำแหน่งที่ทุกคนที่จบกฎหมายสนใจและอยากมาเป็น  ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ช่วยผู้พิพากษาทุก ๆ ท่าน  วันนี้ถ้าประวัติศาสตร์จะจารึกก็ต้องขอจารึกอีกทางหนึ่งว่าผมได้รับเกียรติที่ศาลยุติธรรม  ซึ่งเป็นหนึ่งสาขาของอำนาจอธิปไตย  ได้เชิญผมซึ่งเป็นหัวหน้าสาขาอธิปไตยอันหนึ่ง  มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้อง  ไม่ใช่ว่าการเป็นอำนาจอธิปไตยที่อยู่คนละสาขาจะต่างคนต่างอยู่  เพราะความจริงแล้วเราอยู่ในระบบเดียวกัน  ที่จะต้องมุ่งถึงความสำเร็จของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน  เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจการทำงานร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนนั้น  เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาที่สุด  แต่แน่นอนว่าการไม่ก้าวก่ายความอิสระในการตัดสินใจและการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย 

 

                        วันนี้ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานศาลฎีกาและคณะผู้จัดการฝึกอบรมให้กับผู้ช่วยผู้พิพากษา  ที่ได้เห็นว่าผมเป็นวิทยากรที่น่าจะมาบรรยายให้ฟังได้  ผมขอใช้ความรู้และประสบการณ์เท่าที่มี  บรรยายให้ท่านฟัง  ผมก็เพิ่งมานั่งเขียนเมื่อเช้าว่าจะพูดอะไรกับท่านบ้าง  จะพูดแบบคนซึ่งพอมีความรู้บ้าง  มีประสบการณ์บ้างและมีความห่วงใยบ้านเมืองเหมือนท่านทั้งหลาย  เพราะฉะนั้นก็อยากให้บรรยากาศวันนี้เป็นบรรยากาศการบรรยาย  คิดว่าผมเป็นผู้บรรยายคนหนึ่งก็แล้วกัน  เพราะท่านผู้พิพากษาปกติท่านก็สำรวมอยู่แล้ว  ก็ขอให้สบาย ๆ และมีอะไรจะซักถามก็เตรียมไว้ได้ครับ

 

                        ตามที่ผมเรียนไว้ว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย  ประชาธิปไตยแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 สาขา  บางคนรุ่นหลัง ๆ อาจจะไปสับสนว่าเดี๋ยวนี้ประเทศไทยมี 10 กว่าสาขาหรือเปล่า   เพราะมีองค์กรอิสระมาก  ความจริงแล้วอำนาจอธิปไตยมีแค่ 3 สาขาเท่านั้น  คือบริหารมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า  ตุลาการมีประธานศาลฎีกาเป็นหัวหน้า  นิติบัญญัติมีประธานรัฐสภาเป็นหัวหน้า  มีแค่นั้นครับสามสาขาเท่านั้น  องค์กรอิสระอื่นนั้นเป็นส่วนประกอบซึ่งมีอิสระในการที่จะทำหน้าที่เพื่อระบบของการตรวจสอบถ่วงดุล  แต่จริง ๆ แล้วโดยอำนาจอธิปไตย   พูดกันตั้งแต่มองเตสกิเออร์ก็มีแค่ 3 สาขา   ซึ่งมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลในตัวเอง  แต่เนื่องจากว่าในหลายประเทศก็มีองค์กรอิสระ  แต่องค์กรอิสระทุกประเทศจะขึ้นอยู่กับสาขาของอำนาจอธิปไตย  ไม่ได้ออกไปเหมือนกับอยู่นอกโลก  ไม่เหมือนบ้านเรา  บ้านเรา unique แต่ unique แล้วไม่รู้ว่าได้ผลแค่ไหน  ต้องทดลองดูสักระยะก็คงจะรู้  พอเรามาพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย  มาพูดถึงเรื่องยุติธรรม   ผมต้องขอเริ่มต้นด้วยทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social contract theory)เพื่อเราจะได้รู้ว่าตกลงเรามีหน้าที่อะไรกันแน่ Social contract theory  ที่จอห์น ล็อค พูดไว้ 

 

                        เราพูดกันถึงเรื่องการที่ประชาชนมารวมกันอยู่เป็นรัฐ  เขาต้องการตัวแทนไปจัดการทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข  ไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ไม่ให้ผู้มีกำลังมากกว่าข่มเหงรังแกผู้มีกำลังน้อยกว่า   เพราะว่าประชาชนทั้งหมดไม่สามารถที่จะบริหารจัดการโดยไม่มีตัวแทนได้  จึงใช้ระบบที่มีผู้ที่ทำหน้าที่แทนเขา  เพราะฉะนั้นเรามีหน้าที่ทำแทนเขา  ผมมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย  ท่านมีหน้าที่ใช้ดุลพินิจว่าการบังคับใช้กฎหมายนั้นถูกต้องหรือไม่  และผู้ที่กระทำความผิดนั้นสมควรที่จะถูกลงโทษหรือไม่  นั่นเป็นหน้าที่เพื่อในที่สุดคือว่าไม่ให้มีการรังแกกัน  เพื่อให้เกิดสันติสุข  เพื่อให้ประชาชนสามารถทำมาหากินให้มีชีวิตที่ดีขึ้น  นิติบัญญัติก็มีหน้าที่ว่าการที่คนจะอยู่ร่วมกันนั้นควรจะมีกติกาอะไรบ้าง  ก็ออกกติกามา  พอออกกติกามาแล้วสายบริหารก็บังคับใช้ให้ทุกคนปฏิบัติตามกติกา  แต่การบังคับใช้อาจจะถูกต้องไม่ถูกต้อง  หรือว่าคู่ความอาจจะเถียงกันไม่จบว่าใครเป็นใคร  ก็มาสู่กระบวนการยุติธรรมคือศาล   เป็นปรัชญาเบื้องต้นของการเป็นประชาธิปไตย  เป็นปรัชญาเบื้องต้นของระบบตรวจสอบถ่วงดุล  เพื่อให้ไม่มีการทำร้ายหรือทำให้สังคมนั้นอ่อนแอ 

 

                        เพราะฉะนั้นพอเป็นระบบประชาธิปไตยก็มีหลักว่า  ในสมัยก่อนความเป็นประชาธิปไตยไม่มี  ก็เป็นระบบที่เราเรียกกันว่าระบบกล่าวหา  แต่พอเป็นประชาธิปไตยเราเปลี่ยนใหม่เป็นระบบปรปักษ์  ซึ่งข้อต่างกันก็คือหน้าที่การนำสืบ  ถูกไหมครับ  ระบบกล่าวหาหน้าที่การนำสืบเป็นของผู้ถูกกล่าวหา  แต่ระบบปรปักษ์นั้นหน้าที่ภาระการนำสืบอยู่ที่ผู้กล่าวหา  ต่างกันเลย  เพราะฉะนั้นเราถือว่าระบบปรปักษ์คือสันนิษฐานว่าทุกคนคือผู้บริสุทธิ์จนกว่าพิสูจน์ว่ากระทำความผิด  การพิสูจน์นั้นคือเป็นไปตามกระบวนการของการพิจารณาคดี  ซึ่งถือว่าเมื่อไรสิ้นสุด  ตรงนั้นถึงจะบอกว่าบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์  แต่เบื้องต้นนั้นถือว่ายังบริสุทธิ์  นั่นคือสิ่งที่เราทำงานกันภายใต้ระบบนี้  ระบบปรปักษ์เน้นเรื่องการแข่งขันกันในเชิงพยานหลักฐานของโจทย์และจำเลย  เน้นแข่งขันกว่าใครมีพยานหลักฐานดีกว่าที่น่าเชื่อถือกว่า  คนนั้นคือผู้ชนะ  ในหลายประเทศมีระบบลูกขุน  แต่ของเราไม่ใช้ระบบลูกขุน  ก็แล้วแต่วิธีการ  หลายประเทศผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง  วิธีการต่างกัน 

 

                        ระบบการแข่งขันภายใต้ระบบปรปักษ์นั้นมีคำหนึ่งที่เขาใช้คำว่าการสอบพยานจนหมดสิ้นกระบวนความ  เพื่อให้หมดสิ้นความสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น  เพราะว่าเรายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย  เพราะฉะนั้นถ้าหมดสิ้นความสงสัยแล้ว  ถ้าไม่มีความสงสัยแล้ว  ผู้พิพากษาก็สามารถที่จะเลือกตัดสินได้  นั่นคือสิ่งที่เรายึดถือกันอยู่ในปัจจุบัน  ทีนี้ผมมาดูว่าการสอบพยานจนหมดสิ้นกระบวนความเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นและถูกต้อง  ซึ่งนั่นคือกระบวนการวิธีพิจารณาความทั้งหลาย  เป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง  แต่ตรงจุดนี้จะมีอันหนึ่งที่ว่ายาวไปหรือสั้นไป  สั้นไปเราก็อาจจะว่าไม่การันตีความเป็นธรรม หรือยาวไปก็น่าจะไม่เป็นธรรม  เพราะบางฝ่ายรอไม่ไหว  และถ้าจะมีการเกิดการปรับตัวเองในหลายอย่าง เช่น ถ้าการสอบพยานจนหมดสิ้นกระบวนความยาวไป  เจ้าหน้าที่ก็อาจจะไปใช้วิธีการอีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้  เพราะฉะนั้นการสอบพยานจนหมดสิ้นกระบวนความเราจะต้องทำอย่างไร  ถึงจะต้องพัฒนาตลอดเวลาเพื่อให้กระบวนการพิจารณาความนั้นมีความยาวที่เหมาะสมกำลังพอดี  เพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น  เพราะคำว่าความยุติธรรมมีความหมายลึกซึ้งมาก  เพราะฉะนั้นจะต้องมีการมองรายละเอียดในทุกจุด  แม้กระทั่งเรื่องของขั้นตอนในการพิจารณา  ยาวไปก็มีปัญหา  สั้นไปก็มีปัญหา  รวบรัดไปก็อาจจะทำให้การแข่งขันในเชิงพยานหลักฐานนั้นอาจจะยังไม่สิ้นกระบวนความ 

 

                        อีกอันหนึ่งคือตัวเนื้อของกฎหมายก็เป็นปัญหาต่อความยุติธรรม  เพราะว่าบางครั้งความเข้าใจลึกซึ้งของตัวเนื้อความของกฎหมายก็เป็นปัญหาหนึ่ง  เพราะว่ากฎหมายเปลี่ยนแปลงช้า  แต่สังคมเปลี่ยนแปลงเร็ว  เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าใจกฎหมายที่ลึกซึ้งคงไม่ใช่เข้าใจเฉพาะตัวบทกฎหมาย  หรือมอง micro เริ่มต้นตั้งแต่การเขียนกฎหมายว่าเขียนกฎหมายอย่างไรที่ให้เกิดความเป็นธรรม  ยกตัวอย่างง่าย ๆ  ที่ผมเคยยกตลอดเวลาคือเรื่องการกักขังแทนค่าปรับ  เราคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม  เนื้อหาคดีนี้เป็นคดีเล็กน้อย  ไม่ควรที่จะลงโทษผู้ที่กระทำความผิดถึงขั้นจำคุก  เอาให้ปรับแล้วกัน  แต่ปรากฏว่าเราบอกว่าถ้าไม่มีเงินก็ไปกักขังแทนค่าปรับ  ก็คิดอัตราเสร็จว่า 70 บาทเดี๋ยวนี้เป็น 200 บาทแล้วค่อยยังชั่วหน่อย  คดีเดียวกันนี้คนหนึ่งปรับ 10,000 บาท  คนหนึ่งกินอาหารมื้อหนึ่ง 10,000 บาทกินได้ไม่มีปัญหาสบายมาก  แต่อีกคนหนึ่งที่บ้านไม่มีจะกิน 10,000 บาทติดคุกไป  ถ้า 200 บาทก็ 50 วัน  อันนี้คือความเป็นธรรมที่เราจะต้องมานั่งแก้  ซึ่งผมมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมไปนั่งดูทั้งระบบว่าทำอย่างไรเราถึงจะให้ความเป็นธรรม 

 

                        เพราะฉะนั้นความเข้าใจของคนที่จะสร้างกฎหมายต่าง ๆ ขึ้นมานั้น  ต้องเข้าใจไม่ใช่แค่กฎหมายว่าเทคนิคเขียนคืออย่างไร  ต้องเข้าใจคำว่าสังคมวิทยาของกฎหมาย  ต้องเข้าใจคำว่าปรัชญากฎหมายนั้นมีเพื่ออะไร  คงไม่ใช่เข้าใจแค่ตัวบทกฎหมายเท่านั้นก็เพียงพอ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางอาญาต้องเข้าใจคำว่า criminology คนเลวกฎหมายเขียนอย่างไรก็หาทางเลี่ยง  คนดีมี ethic ซึ่งสูงกว่ากฎหมายคลุมตัวอยู่  เพราะฉะนั้นคนดีจะทำอย่างไรจะมีจรรยาบรรณในตัวเอง  จะมีจริยธรรมในตัวเอง  แต่คนเลวเขียนกฎหมายอย่างไรก็หาทางเล็ดรอด     เพราะฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมไม่มีสามารถตะครุบคนเลวได้ทั้งหมด  วิธีที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้   สิ่งที่ปรากฏจะเป็นสิ่งวัดผลที่สุดว่าระบบยุติธรรมของประเทศในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  ตั้งแต่การออกกฎหมาย  ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมาย  ตั้งแต่การพิพากษา  ทั้งหมดตัวเลขจะฟ้องที่ตัวเลขมืด 

 

                        ตัวเลขมืดคือจำนวนผู้ที่ทำผิดแล้วไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  มีสาเหตุมากมายหลายอย่าง  ตัวเลขมืดนี้ตัวเลขที่โผล่ที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม  เริ่มตั้งแต่เหมือนกับเป็นปิระมิด  ตัวยอดคือผู้ที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกหรือลงโทษมีนิดเดียว  ผู้ที่เข้ามาอยู่ในระบบของศาลมีแค่นี้  แต่มีแค่นี้ที่ติดคุก  ผู้ที่เข้ามาอยู่ในระบบอัยการมีแค่นี้มากกว่า  ผู้ที่เข้ามาอยู่ตำรวจมีมากกว่า  แต่ที่ใต้กว่านั้นคือว่าผู้ที่กระทำความผิดไม่ถูกนำตัวเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม  อันมีเกิดมาจากว่าผู้เสียหายไม่แจ้งความก็มี เพราะว่าไม่อยากเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม  ไม่ศรัทธาในระบบกระบวนการยุติธรรม  อันนั้นก็เกิดขึ้นได้  เพราะฉะนั้นตัวเลขมืดจะรู้ได้จากการทำ survey ผู้ที่เคยเป็นเหยื่อของอาชญากรรมแต่ไม่เคยแจ้งความ  หรือแจ้งความมีอะไรบ้าง  ก็ทำหาสัดส่วน  กับอีกอันคือไปสัมภาษณ์คนเพื่อให้คนรับสารภาพเลยว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเคยทำอาชญากรรมเรื่องอะไร  ทำอาชญากรรมไหม  แล้วไม่ถูกแจ้งความไม่ถูกดำเนินคดี  ตัวเลขพวกนี้จะเป็นตัวเลขที่ฟ้องให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของเราเข้มแข็งพอหรือยัง  ถ้าเราเข้มแข็งตัวยอดของคนที่ติดคุกจะมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงลงมาเรื่อย ๆ กับระบบ  แต่ไม่ใช่ว่าเป็นแหลมอย่างนั้น  เพราะฉะนั้นก็คือสิ่งที่จะต้องนั่งมองนั่งดูกันหลาย ๆ อย่าง 

 

                        กระบวนการยุติธรรมจึงเป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจสังคม  เข้าใจปรัชญาของความยุติธรรม  ซึ่งเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเช่นกัน  ท่านสังเกตดูไหมว่าผมใช้คำว่า poor always within of the poor. ท่านสังเกตดูไหมว่าตัวเลขของคนที่ติดคุก  ไปดูเถอะครับส่วนใหญ่คือคนจน  ผู้ที่เป็นเหยื่อของอาชญากรรมส่วนใหญ่ก็คือคนจน  เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเรื่องของความยุติธรรม  ต้องแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมเรื่องของความยากจนประกอบด้วย  เขาพยายามหาความสัมพันธ์ของอาชญากรรมของหลาย ๆ ปัจจัย  เช่นที่ตั้งทางภูมิศาสตร์  ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย  เรื่องของการพัฒนาเมือง (urban development) ว่าเกี่ยวข้องไหม  เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องไหม  มีหลายปัจจัยที่เขาพิจารณาเพื่อจะให้ดูว่าไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่บอกว่าอาชญากรรมเกิดขึ้นเพราะอะไร  เพราะฉะนั้นความเข้าใจสังคมในความละเอียดนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง 

 

                        ผมเคยพูดหลายครั้งว่าอุดมการณ์ความเข้าใจตัวบทกฎหมาย  ความเข้าใจทฤษฎี  ความ

 

เข้าใจเรื่องของการนำสืบพยานหลักฐานต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ดีมากแต่ไม่เพียงพอที่จะการันตีความยุติธรรม  เพราะสิ่งที่เป็นความสำคัญอย่างหนึ่งคือความรอบรู้  เพราะวันนี้สังคมมีความซับซ้อนมาก  อย่าว่าแต่ปัญหาสังคมที่ซับซ้อนเลยครับ  แม้กระทั่งเชื้อโรคซาร์ส  ใครจะไปรู้ว่ามี  ใครจะไปเข้าใจ  มันเกิดขึ้นใหม่ ๆ มีวิวัฒนาการ  แม้กระทั่งตัวเชื้อโรคยังมีวิวัฒนาการใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นเชื้อโรคของสังคมก็คือปัญหาสังคม  มันก็มีวิวัฒนาการใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นผู้พิพากษาจึงมีหน้าที่ที่จะต้องแสวงหาความรู้รอบตัว  นอกเหนือจากความรู้จริงในกฎหมาย  ในวิชาการที่ท่านเรียนมา  ในทฤษฎีว่าการพิจารณาความแล้ว  ความรอบรู้ของความเป็นไปเป็นมาต่าง ๆ พัฒนาการต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ  ต้องเข้าใจอะไรมากขึ้น  มีความเข้าใจรอบรู้มากขึ้น  ซึ่งจะขัดแย้งกับ cost of ethic ของผู้พิพากษาอันหนึ่งที่จะต้องเก็บตัว  ต้องระมัดระวังตัว แต่ว่าความรอบรู้ยังจำเป็น 

 

                        ในต่างประเทศบางประเทศเขาใช้ระบบลูกขุน  แล้วเอาผู้พิพากษามานั่งเพื่อจะกำกับกติกา  แต่ระบบลูกขุนเพราะว่าเขาต้องการเข้าใจว่า peer(คณะลูกขุน) เข้าใจ peer(คณะลูกขุน) ดีกว่า  คือชาวบ้านก็เข้าใจชาวบ้าน  เพราะฉะนั้นบางครั้งเราไม่ใช่ชาวบ้านเราไม่เข้าใจชาวบ้านว่าชาวบ้านเป็นอย่างไร  สิ่งที่ชาวบ้านทำอาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ไม่รู้  เพราะว่าการตัดสินนั้นเราใช้หลายทฤษฎี  ลายลักษณ์อักษร  จารีตประเพณี  เจตนารมณ์ของผู้ร่าง  แนวคำพิพากษาศาลสูง   หรือการสืบพยาน  สิ่งเหล่านี้เราคิดว่าเราใช้ทฤษฎีหลายทฤษฎี  เพราะฉะนั้นเมื่อใช้หลายทฤษฎี  ความรอบรู้เป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะให้ความยุติธรรมได้ดีที่สุด  เพราะฉะนั้นความรอบรู้ก็คงต้องอ่าน  ต้องติดตาม  การอ่านหนังสือพิมพ์อย่างเดียวน่าจะไม่ค่อยพอเท่าไร  เพราะหนังสือพิมพ์เล่นกระแส  บางครั้งเราตัดสินตามกระแสไม่ได้  ต้องตัดสินตามความเป็นจริง  เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์อย่างเดียวไม่พอ  การรอบรู้คือการอ่านหนังสือ  การติดตามเรื่องราวทั้งหลายใน

 

วงกว้างขึ้น 

 

                        เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะบอกกับท่านผู้พิพากษาใหม่ทั้งหลายว่า  วันนี้ท่านยังหนุ่มยังฟิต  ยังมีเวลาเรียนรู้อีกมากมาย  ท่านต้องอย่าเพิ่งบอกว่าสอบได้ผู้พิพากษาแล้ว  ตอนระหว่างสอบอ่านหนังสือมาเยอะ  เบื่อแล้ว  ต่อไปนี้อ่านแค่สำนวนก็พอแล้ว  ไม่พอครับ  ท่านต้องอ่านหนังสือหรืออะไรที่จิปาถะทั้งหลาย  อ่านไปเรื่อย ๆ เถอะครับ  แล้วท่านจะมีความรอบรู้  บางครั้งท่านจะภูมิใจถ้าท่านได้ deliver คำพิพากษาบางอย่างที่เป็นเรื่องความซับซ้อนแต่ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างดี  อันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นความสุขใจอย่างหนึ่งของคนทำหน้าที่  เรามีอุดมการณ์ที่ดี  มีความเข้าใจตัวบทกฎหมาย  ความเก่งในเรื่องของทฤษฎีต่าง ๆ ในการนำสืบพยานทั้งหลาย  ก็ไม่เพียงพอ  เพราะว่าเราจะต้องดูตรงนั้น  ซึ่งผมอยากจะฝากว่าผู้พิพากษาจะต้องอ่านมากหน่อย  บางทีอ่านเรื่องที่นอกเหนือสำนวนบ้างก็สนุกดี  ชีวิตจะได้เรียนรู้ได้เพลิดเพลินกับเรื่องต่าง ๆ 

 

                        อย่างตอนที่ผมถูก ป.ป.ช.พิจารณา  ผมสันนิษฐานไว้ก่อน  ท่านเป็นคนดี  ท่านมีความตั้งใจ  ท่านต้องมีอุดมการณ์  แต่ความรอบรู้ไม่พอ  ความรอบรู้ที่จะเข้าใจในเรื่องของหุ้น  เรื่องของการค้าขาย  ในด้านเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจ  ซึ่งจำเป็นต้องรู้  ถ้าจะพิจารณาเรื่องประเภทนี้ต้องรอบรู้  ถ้าไม่รอบรู้จะทำให้การเข้าใจในเนื้อหาไม่ดี  เมื่อเข้าใจไม่ดีก็ไปสันนิษฐานเอาเอง   เมื่อตรงนี้เข้ามาแทนที่ความไม่รู้จะอันตราย  แต่ถ้ามีความรู้จริง  มีความรอบรู้  ก็จะทำให้การตัดสินมีความยุติธรรมมากขึ้น  นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าความรอบรู้จึงเป็นหัวใจสำคัญของความยุติธรรมทั้งหมด 

 

                        อีกเรื่องที่จะพูดกันถึงเรื่องของการบริหารงานยุติธรรม  อันนี้เป็นสิ่งที่จะเกี่ยวพันกัน สามอำนาจแยกอิสระ  แต่ว่าเราอยู่ระบบเดียวกัน  เป็น justice system ของประเทศไทย  เมื่อเป็น justice system ของประเทศไทยแสดงว่าเราอยู่ในระบบเดียวกัน  แต่เราเป็นคนละระบบย่อยที่อยู่ในระบบเดียวกัน  เราเป็นคนละองค์กรแต่อยู่ในองค์กรใหญ่ร่วมกัน  เป็นองค์กรย่อยในองค์กรใหญ่  องค์กรใหญ่คือประเทศไทย  เรามีภารกิจเดียวกันคือสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม  แต่เราแยกหน้าที่กันทำ  นิติบัญญัติแยกไปออกกฎหมาย   แต่ว่าการออกกฎหมายของนิติบัญญัติ ออกโดยนักนิติบัญญัติอย่างเดียวไม่ได้  เพราะฉะนั้นผู้บริหารจะต้องมีการสะท้อนกลับออกไปว่าวันนี้กฎหมายที่มีอยู่ไม่เพียงพอหรือไม่ทันสมัย  หรือว่าโทษที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอ  ก็มี input เข้าไป     แน่นอนหากว่าท่านผู้พิพากษา   พิพากษาไปนาน ๆ เข้าก็จะเริ่มเห็นสถิติต่าง ๆ ก็จะเริ่มเห็นว่าขณะนี้สังคมกำลังเปลี่ยนไปทางไหน  กฎหมายฉบับไหนน่าจะเป็นปัญหา  โทษที่มากำหนดไว้น่าจะเป็นปัญหา  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรากำลังอยากจะฟังจากทางด้านตุลาการ  ทางตุลาการคงจะต้องมีสำนักงานหรือฝ่ายวิชาการที่ต้องมอง  ต้องวิเคราะห์ output ของกระบวนการยุติธรรมของศาลว่าเราควรจะมีการแนะนำให้รัฐบาลไปทำอะไร  ควรจะแนะนำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไปทำอะไร  ซึ่งเป็น Recommendation for change เพราะสังคมเป็นสังคมที่อยู่นิ่งไม่ได้  สังคมต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

 

                        เมื่อสังคมต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   ใครล่ะจะบอกให้เปลี่ยนแปลง  เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่ในระบบเดียวกันมัน output ของตัวหนึ่ง  มาเป็น input ของอีกอันหนึ่งตลอดเวลา  เช่น output ของตำรวจเป็น input ของอัยการ  output ของอัยการเป็น input ของศาล output ของศาลเป็น input ของราชทัณฑ์  เพราะฉะนั้นผลสะท้อนกลับต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการพูดคุยกัน  มีการประสานกันเพื่อให้เกิดผลสะท้อนกลับเหล่านั้น  เกิดการปรับปรุงองค์การ  ปรับปรุงกระบวนการเพื่อให้องค์กรและกระบวนการนั้นได้ตอบสนองสิ่งที่เราเรียกว่า Social contract  theory อย่างเป็นรูปธรรม  เพราะฉะนั้นต้องโยงกลับให้หมด 

 

                        วันนี้ความเชื่อมโยงเหล่านี้เราอยากได้อยากเห็นและอยากให้มี  แต่แน่นอนความเชื่อมโยงเหล่านี้คือเชื่อมโยงตามหลักนโยบายการบริหาร  แต่ไม่ใช่เป็นความเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดการแทรกแซงการทำงานที่อิสระ   การทำงานที่อิสระในสาขาอธิปไตยของใครของมันนั้นยังจำเป็นที่ต้องรักษาไว้  แต่การมี

 

ปฏิสัมพันธ์ต่อกันเพื่อให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการ  ปรับปรุงการบริหารการจัดการนั้นเป็นสิ่งจำเป็น  และต้องการความต่อเนื่องอย่างยิ่ง  เพราะว่าในโลกยุคใหม่  ทุกอย่างต้องศูนย์กลางอยู่ที่ประชาชน  ถามว่าเรามานั่งทำงานกันทุกวันนี้เพื่ออะไร  เพื่อความสันติสุขของสังคม  เพื่อประชาชน  เพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น  เพื่อให้ทำมาหากินกันได้อย่างเสรี  bottom line ต้องกลับไปที่ตรงโน้น  เมื่อ bottom line ไปที่ประชาชน  เราที่มีหน้าที่มีเป้าหมายที่เดียวกันคือประชาชน    เรายิ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในเชิงของการปรับปรุงกระบวนการบริหาร  แล้วเราเองนอกจาก bottom line อยู่ที่ประชาชน  ท่านพิพากษาภายใต้พระปรมาภิไธย  ผมเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เหมือนกันเพราะฉะนั้นการทำงานจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ที่จะต้องแก้ปัญหา  แก้กระบวนการแก้ระบบเหมือนกัน  สิ่งที่ท่านเห็นอย่างหนึ่งในวันนี้  ที่เป็นปัญหาของท่านเป็นปัญหาของผมด้วย  คือตัวบทกฎหมายค่อนข้างคงที่  แต่ความเป็นไปของสังคมมีพลวัตสูง  แต่ว่ากฎหมายนิ่ง  กว่าจะเปลี่ยน  ผมเชื่อว่าหลายท่านยังต้องพิพากษาคดีที่กฎหมายเขียนตั้งแต่ 2489 / 2492 ก็มี  ก็จะเป็นอย่างนั้น            

 

                        เพราะฉะนั้นกระบวนการแก้กฎหมายช้ามาก  และยิ่งการตอบสนองเศรษฐกิจ  ออกพระราชกำหนดก็ต้องถูกโต้แย้ง  คือไม่ง่าย  ไม่เร็ว  แต่โลกข้างหน้าแข่งกันที่ความใหญ่กับความเร็ว  จีนได้เปรียบเพราะความใหญ่  เห็นไหมครับตอนนี้เงินไหลเข้าจีนหมด  สิงคโปร์ได้เปรียบเพราะความเร็ว  แต่ของไทยเราใหญ่ก็ไม่ใหญ่เร็วก็ไม่เร็ว  เราจะต้องหาทางทำอย่างไรถึงจะให้เรามีความเร็ว  ความเร็วก็คือระบบการตรากฎหมายต้องมีความเร็วขึ้น  ระบบการพิพากษาคดีต้องแยกประเภท  บางประเภทเร็วได้ต้องเร็ว  ช้าได้ต้องช้า  จึงเป็นที่มาของการตั้งศาลพิเศษ  และหลายครั้งที่มีเหตุการณ์  มีอะไรที่เป็นเรื่องใหม่  ทุกคนจะเรียกร้องหาศาลพิเศษ  เช่น ศาลจราจร  ตอนนี้เรียกร้องหาศาลยาเสพติด  เพราะไม่สะใจ  กลัวประหารไม่ได้ สังคมปราศจากหลักเกณฑ์ของกฎหมายไม่ได้  สังคมยังต้องยึดมั่นในหลักเกณฑ์ของกฎหมาย  ระหว่างที่เดินทางไปนี้ทุกคนก็จะออกนอกทาง  เพราะว่าทุกคนมีภารกิจของตัวเอง  มีความเร่งร้อนในใจของตัวเอง  ก็จะออกนอกทางตลอด  เช่น ฝ่ายตำรวจตั้งเป้าต้องแก้ปัญหาอย่างนี้  ต้องทำให้เร็ว  เพราะฉะนั้นก็มีความรู้สึกว่าเดี๋ยวจะช้า  ก็อาจจะมีการทำอะไรที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์  เพราะไม่ค่อยมั่นใจว่าศาลจะลงโทษหรือเปล่า  เพราะหลักฐานนี่รู้ทั้งรู้ว่าคนนี้ค้าแน่  แต่หลักฐานเบาเหลือเกินเพราะเจ้าเล่ห์  บางคนใช้วิธีการปล่อยเงินกู้  แต่ไม่ได้รับเป็นเงิน  รับเป็นยา  ไปเซ็นสัญญาเงินกู้รับเป็นยา  แล้วเอาไปขาย  ขายเสร็จก็เอามาใช้คืน  ไม่ใช้คืนก็ยึดบ้าน  มีลูกเล่นมาก  กฎหมายตามไม่ทัน  กฎหมายตามความเจ้าเล่ห์ของอาชญากรไม่ทัน  เพราะกระบวนการแก้กฎหมายเราช้า 

 

                        เพราะฉะนั้นผู้พิพากษาถึงต้องใช้เทคนิคทางผู้พิพากษาที่จะพิจารณาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคม  ถึงต้องมีหลายทฤษฎี  ไม่ว่าจะตัวบทกฎหมาย  เจตนารมณ์  ผู้ร่าง  จารีตประเพณี  หรือว่าใช้คำพิพากษาศาลสูงมาเป็นบรรทัดฐาน  ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่ช่วยสิ่งที่คงที่นั้นมีพลวัตบ้าง  คือช่วยให้กฎหมายที่คงที่นั้นมีพลวัตบ้าง  คือให้มีดิ้นได้อ่อนตัวได้บ้าง  แต่กระบวนการตรากฎหมายจะต้องเร่งรัดมากกว่านี้เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ไม่สามารถมีกฎหมายที่ทันสมัยเหมาะสม  และกฎหมายที่ล้าสมัยก็เลิกยากมาก  เพราะต้องมีกระบวนการเลิกกฎหมายอีก  ซึ่งในที่สุดแล้วคือว่าเมื่อมีกฎหมาย  คนก็เลยขี้เกียจทำเสนอเลิกกฎหมาย  เพราะฉะนั้นกฎหมายก็มีมาก  แต่เป็นกฎหมายที่ไม่มีสภาพการบังคับใช้  เมื่อกฎหมายไม่มีสภาพการบังคับใช้ออกมามากขึ้น    ก็เลยเกิดปัญหาว่าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายเริ่มมีความรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย  เพราะฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยจึงมีปัญหา 

 

                        วันนี้ถ้าผมไม่ลงมานั่งจัดการเองเรื่องยาเสพติด  ทั้งชาตินี้คนไทยลูกหลานเกิดมาโดนยาเสพติดหมด  เวลาลูกออกจากบ้านนี่พ่อแม่ผวา  นอนไม่หลับ  เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนจะพาไปพี้ยาที่ไหน  เมื่อคืนนี้ผมไปงานได้พบคนสองคน  มาคนละครั้ง  บอกว่าตั้งใจจะมาพบผมและขอกราบงาม ๆ และก้มลงกราบผม  ผมรีบคว้าตัวขึ้นมา  บอกทำไม  เขาบอกว่าเขาได้ลูกกลับคืนมาแล้ว  เขานึกว่าลูกเขาเสียไปแล้วเพราะติดยาเสพติด  แต่พอเราจัดการบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด  ปรากฏว่าลูกเขาหาซื้อยาไม่ได้ก็เลิกเอง  อีกคนหนึ่งลูกได้เข้าไปบำบัด  หายแล้ว  ได้ลูกกลับคืนมาแล้ว  นี่คือสิ่งที่เป็นจริงในสังคม  ผู้พิพากษาทำหน้าที่ตัดสินก็จริงอยู่  แต่ผู้พิพากษาก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย  เป็นส่วนหนึ่งของคนไทย  เป็นคนไทยคนหนึ่งที่จะต้องช่วยกันรักษา   เพราะฉะนั้นความรอบรู้หรือความเข้าใจซึ่งกันและกัน  การที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง  ยึดสันติสุขของประเทศเป็นศูนย์กลางนั้น  ผมคิดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด  แต่แน่นอนว่าเรามีอะไรที่จะต้องแก้ไขอีกมาก  เพราะว่าภาคหนึ่งที่เป็นเครื่องมือของเราที่ใช้คือกฎหมายมีความแข็ง  มีความคงที่  เปลี่ยนตามพลวัตไม่ทัน  แต่สังคมเปลี่ยนตลอดเวลา  เล่ห์เหลี่ยมของคนที่ทำผิดกฎหมายเปลี่ยนตลอดเวลา  ก็เป็นสิ่งที่เราต้องการเรื่องของผลสะท้อนกลับมาก

 

                        ย้อนกลับมาเรื่องที่ผมพูดไปแล้วบางส่วนคือเรื่องของทฤษฎีว่าด้วยระบบ  ที่เรามีกันสามส่วน  นิติบัญญัติออกกฎหมาย  ฝ่ายบริหารบังคับใช้กฎหมายหรือเสนอกฎหมายก็ได้ เป็น input เข้าไป 

 

และฝ่ายตุลาการก็ตัดสินผิดถูกทั้งหลาย  ขณะนี้ผลสะท้อนจากภาคตุลาการจะช่วยหลาย ๆ ด้าน  ด้านที่ 1 คือช่วยเข้าใจสะท้อนปัญหาสังคมที่แท้จริง ด้านที่ 2 คือแก้สิ่งที่ไม่เป็นธรรมให้เป็นธรรมมากขึ้น  เพราะบางครั้งผมเชื่อว่าหลายท่านเป็นผู้พิพากษาที่ตัดสินแล้วอาจจะอึดอัด  เพราะโดยสภาพกฎหมายต้องตัดสินไปอย่างนั้น    โดยสภาพของลักษณะของพยานหลักฐานต้องตัดสินไปอย่างนั้น  ทั้ง ๆ ที่มีความรู้สึกว่าคนนี้น่าจะผิดหรืออะไรทำนองนี้  จะมีความขัดแย้งในใจอยู่  ระหว่างกฎหมาย  วิวัฒนาการของกฎหมายและสังคม  เพราะฉะนั้นการสะท้อนกลับตรงนี้จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความยุติธรรม  แก้ปัญหาสังคมในบางเรื่อง   เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอว่าถ้าฝ่ายตุลาการจะมีฝ่ายวิชาการด้านนี้  โดยเก็บสถิติหรือจากการสัมมนาผู้พิพากษาภายใน  ซึ่งเป็นเรื่องภายในของท่าน  ไม่ต้องมีคนนอก  เพื่อรับผลสะท้อนกลับทั้งหลาย  และสิ่งเหล่านี้จะมีการเสนอความเห็นเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้กับรัฐบาลหรือให้ฝ่ายนิติบัญญัติ  อันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

 

                        เรื่องยาเสพติด  ในอดีตเราไม่ค่อยได้มีผลสะท้อนกลับโดยตรง  แต่เรารู้ว่ายาเสพติดนั้นกำลังเป็นคดีที่มีจำนวนมากเหลือเกิน  แล้วในที่สุดวันนี้ 80% ของคดีที่ขึ้นสู่ศาลเป็นเรื่องของยาเสพติด 

 

ผมคุยกับท่านประธานฯ เมื่อสักครู่นี้ว่า  ถึงปลายปีนี้เราน่าจะประมาณได้ว่าหลังจากที่ปรับนโยบายแล้ว  นโยบายว่าด้วยการที่เราถือว่าผู้เสพเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัด  และมีกฎหมายบังคับบำบัดเกิดขึ้น  จำนวนคดีที่นำสู่ศาลน่าจะลดลงอย่างมาก  และจำนวนผู้ต้องหาที่ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำน่าจะลดลงอย่างมาก  แล้วปรากฏว่าปัจจุบันนี้เท่าที่เราสังเกตตัวเลขของตำรวจ  คือเรื่องของคดีที่เกี่ยวข้อง  ก็คือคดีประเภทประทุษร้ายต่อทรัพย์ลดลงเป็นจำนวนมาก  เพราะว่าเมื่อขี้ยาลด  คนขโมยของก็จะลดลง  ตรงนี้เลยเป็นสิ่งที่น่าสนใจน่าติดตามว่าเราจะปรับปรุง  เราจะมีอัตราเหมาะสมของแต่ละสายงานในขบวนการยุติธรรมอย่างไรที่จะพอเพียง  เพราะหลังจากที่มีสิ่งที่เป็นอุบัติเหตุมา 20 ปีเอาออกมาแล้ว  อะไรจะเกิดขึ้น  นั่นคือการเปลี่ยนนโยบายที่มีผลต่อกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่  นั่นคือสิ่งที่เรามีความเกี่ยวพันกัน  การเปลี่ยนนโยบายแต่ละครั้งจะมีผลทั้งบวกและลบในเชิงของปริมาณงานของแต่ละฝ่าย  ถ้าสมมติว่ากรณีอย่างนี้  มีนโยบายเอาผู้กระทำความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกจากคุก  เพราะเวลานี้นอนเป็นปลาปิ้ง  เวลาจะพลิกทีหนึ่งต้องตะโกนกัน  พลิกซ้ายก็ซ้ายพร้อมกัน  พลิกขวาก็ขวาพร้อมกัน  เพราะแน่นมาก  วันนี้เมื่อเราเอาคนเหล่านี้ออกไปพักการลงโทษอยู่ในค่ายทหารบ้างอะไรบ้าง  ก็จะช่วยบรรเทา  เรื่องมนุษยชนถ้าจะดูจริง ๆ ต้องไปดูในคุก  อันนั้นผิดแน่นอนเพราะคนล้นคุก  สร้างคุกไม่ทัน  ตรงนี้ถ้าเราสามารถที่จะประเมินตัวเลขใหม่ 

 

ก็น่าจะช่วยได้มาก

 

                        อีกเรื่องหนึ่งอย่างเช่น เรื่องการตัดสินประหารชีวิต  และมีการประหารชีวิตจริง  อันนี้ก็เป็นการสอดคล้องรับด้วยความรู้สึกว่า  ขณะนี้สังคมกำลังถูกรุกรานด้วยยาเสพติด     ระยะหลังเริ่มมีการ

 

ตัดสินประหารชีวิต  โดยที่ไม่ได้มีการประสานงานกัน  ไม่เกี่ยวข้องกันเลย  แต่เป็นเรื่องที่ผู้พิพากษาเองก็เห็นว่าคนเหล่านี้โหดร้ายต่อสังคม  คนเหล่านี้ทำร้ายคน  พวกนี้ฆ่าคนตายผ่อนส่งไปจำนวนมาก  ก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกันไปเองโดยที่ไม่ได้มีระบบของการมองว่าเราควรจะสร้างระบบอย่างไร  เพื่อให้การจัดการกับปัญหาสังคมเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นให้หมดสิ้นจากสังคมไป  ก็เป็นแนวทางที่ผมคิดว่าในอนาคตการประสานงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องการมีการติดตามผู้ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มชั้นตำรวจ

 

                        ปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ง่ายขึ้นมาก  ใช้อินเตอร์เน็ตได้  ก็จะทำให้การติดตามดีขึ้น  อย่างกรณีที่เกิดขึ้นคือเรื่อง เหว่ย เซี้ยะ กัง  หลังจากได้รับประกันตัวไป  การติดตามคนเหล่านี้บกพร่อง  ก็เลยทำให้ เหว่ย เซี้ยะ กัง ออกไปผลิตยาเข้ามาขายเราเป็นอันมาก  เป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นความพลาดอย่างมหันต์ของระบบที่ปล่อยให้คนที่อันตรายนี้หนีออกไป  ซึ่งถ้าหากว่าการประกันตัวเป็นอำนาจของศาล  เมื่อศาลให้ประกันแล้ว  ถ้าตำรวจรู้ ติดตาม เฝ้า สะกดรอย  ไม่ให้ไปไหน ก็ดี   แต่นี่บังเอิญว่าคดีใหญ่ ๆ ถ้าตำรวจคัดค้านการประกัน  แล้วศาลเห็นด้วยก็หมดปัญหาไป  คัดค้าน  ไม่เห็นด้วยหรือไม่คัดค้านแล้วศาลให้ประกัน  แต่คดีเหล่านี้บางทีคดีสำคัญกลับมาเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างมหาศาลคือเรื่อง เหว่ย เซี้ยะ กัง ซึ่งขณะนี้เปลี่ยนชื่อแล้วเป็นชื่อพม่า  ตอนนี้การเจรจาของเรากับประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างได้ผล  เลยทำให้การผลิตยาฝั่งโน้นน้อยลง 

 

                         สรุปแล้วคือว่าเราคงจะต้องมีการมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงของนโยบายที่จะมีผลกระทบต่อกัน  ทางด้านของฝ่ายนิติบัญญัติ  ฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร  ต้องมีปฏิสัมพันธ์ในทุกครั้งที่จะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายที่มีผลกระทบต่อการทำงานของทั้งสามฝ่าย  ก็น่าจะมีการสัมมนา  การคิดร่วมกัน  กระทรวงยุติธรรมสมัยใหม่ได้รวมเอาเรื่องของยุติธรรมทั้งหลายไปไว้เกือบหมด  ถ้ามีเรื่องตำรวจเข้าไปอีกอัน  ก็จะทำให้กระบวนการยุติธรรมนั้นได้มองภาพรวมของระบบกระบวนการยุติธรรมในสายบริหารได้อย่างเต็มที่  เพราะฉะนั้นกระทรวงยุติธรรม  ตุลาการ ศาล และกฤษฎีกาที่ออกกฎหมาย  ถ้าสามฝ่ายนี้ได้มีการพูดคุยในเชิงของการปรับนโยบายของประเทศต่อกันนั้นก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก 

 

                        เรามีหน้าที่สมดุลสิ่งที่เป็นตัวกฎหมายกับพลวัตทางสังคม  ผมคิดว่าความยุติธรรมตามทฤษฎี  ตามอุดมการณ์ตามตัวบทกฎหมายจะเป็นจริงได้ถ้าหากว่าเรามีการสะท้อนกลับให้กันและกัน  และเรามีการศึกษาวิจัยผลกระทบทางสังคมต่อแนวนโยบายแต่ละเรื่องอย่างดี  ก็จะเป็นประโยชน์มาก  วันนี้ผมขออนุญาตบรรยายสั้น ๆ แค่นี้ครับ  ขอบคุณมากครับ

 

 

 

                                                ---------------------------------------- 

 

 

 

                                                            ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่  สำนักโฆษก

 

                                                            วิมลมาส  รัตนมณี / ถอดเทป / พิมพ์

 

                                                            ดวงฤดี  รัตนโอฬาร / ตรวจ


 



« Back