บังรอน : อาชญากรนรก

 

14 มิ.ย.2548

 

หากเอ่ยชื่อ "นายสุรชัย เงินทองฟู หรือ บังรอน" อาชญากรค้ายานรกรายใหญ่....ถือว่า คงไม่มีใครไม่รู้จัก วายร้ายคนสำคัญ ที่รัฐบาล สั่งล่าตัว มาตลอดทุกฤดูกาลประกาศสงครามยาเสพติด
       
       "บังรอน"ทำไหมยังหลุดรอดการจับกุมของเจ้าหน้าที่มาจนถึงทุกวันนี้ "บังรอน"มีนักการเมืองระดับประเทศให้การช่วยเหลือหรือไม่ และทำไมผู้ต้องหา ร่วมขบวนการยาบ้าที่เจ้าหน้าที่รัฐจับกุมได้ในช่วงที่ผ่านมา ยังคงมีชื่อของ"บังรอน"เป็นต้นตอของเครือข่าย
       
       ห้วงเวลาการทำสงครามยาเสพติด ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือได้มีคำสั่งล่าตัว"บังรอน"มาแล้ว หลายต่อ หลายครั้ง และเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ดำเนินการมาเป็นเวลานาน หลายปี แต่ยังจับกุมตัวไม่ได้ ทั้งๆที่รู้ความเคลื่อนไหว และเส้นทางหลบหนี.....
       
       สำหรับ "บังรอน" ได้มีข่าวความเคลื่อนไหว ให้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยมา เริ่มจาก
       
       "หลบหนีอยู่ตามแนวชายแดนไทย-ลาวและไทย-พม่า สลับกัน โดยก่อนหน้านี้ "บังรอน" หลบหนีเข้าประเทศลาว ซึ่งรัฐบาลไทยได้ประสานไปยังรัฐบาลลาวเพื่อขอให้ช่วยส่งตัวอาชญากร รายนี้มาลงโทษ แต่ทราบว่า "บังรอน" หลบหนีกลับไปพม่าอีกครั้ง โดยอาศัยอยู่กับ “เว่ย เซียะ อิง” น้องชายของ "เว่ย เซียะ กัง" ราชายาเสพติดชาวว้าแดง ที่ประเทศสหรัฐฯ กำลังต้องการตัวไปลงโทษ"
       
       "พบ บังรอน หลบหนีไปซบอิทธิพลของ นายเหว่ยเซียะอิง น้องชายของ เหว่ยเซียะกัง ที่เปิดสัมปทานการค้าไม้ในพม่าและลาวเป็นธุรกิจบังหน้า แต่เบื้องหลังลำเลียงยาเสพติดส่งเข้ามาขายในไทย โดย นายเหว่ยเซียะยิ๋น ใช้ นายสุรชัย เป็นสมุนมือขวาทำให้การผลิตและการค้ายาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การติดต่อซื้อขายยาเสพติดผ่านพม่าและลาวจึงดูง่ายและสะดวกเพราะผลประโยชน์ที่แลกเปลี่ยนให้เจ้าหน้าที่บางหน่วยงานตามชายแดนพม่าและลาวทำให้การยาเสพติดจำนวนมากทะลักจากแหล่งผลิตข้ามเข้ามาในเขตไทยทางด้าน อ.แม่สาย อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เทิง อ.เวียงแก่นจ.เชียงราย ยาวทะลุออกไปจนถึงหลายจังหวัดทางภาคอีสานที่มีชายแดนติดแม่น้ำโขงทุกจุด"
       
       "ขณะที่แหล่งข่าวชุดปฏิบัติการตำรวจปราบปรามยาเสพติดพบว่าปัจจุบัน นายเหว่ยเซียะยิ๋น มีอิทธิพลดูเขตการปกครองทางด้านทิศตะวันตกของรัฐฉานเริ่มตั้งแต่บ้านแม่อ้อดอยกองมู เมืองจ๊อด เมืองตูม เมืองสาด ยาวมาจนถึงเมืองยอน และประชิดโครงการหย่องข่าตรงข้ามชายแดน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีนายทหารระดับยศ ร.อ. เชื้อสายมูเซอ คุมกำลังพลดูแลการผลิตและการลำเลียงยาเสพติดให้ นอกจากนี้ นายเหว่ยเซียะยิ๋น ยังได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลพม่าชุดใหม่ให้ควบคุมกองกำลังว้าในเขตปกครองพิเศษแทน นายเหว่ยเซียะกัง ที่ปัจจุบันได้รับสัมปทานการทำไม้ในพม่าขยายข้ามเขตเข้าไปยังลาวบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ"
       
       ช่วงเวลาหนึ่งของ รัฐบาลทักษิณ "บังรอน"เคยมีชื่อร่วมขบวนการลงขันค่าหัว"นายกฯทักษิณ"โดยครั้งนั้น มีกระแสข่าว กลุ่มค้ายาเสพติด ลงขัน ตั้งค่าหัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 80 ล้านบาท หลังจากคับแค้น ที่รัฐบาลใช้มาตรการเด็ดขาด ปราบปรามยาเสพติด จนบรรดา นักค้ายาตัวยง พากันหนีหัวซุกหัวซุน แถมถูกยึดทรัพย์ระนาว ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศสู้เต็มที่ ไม่กลัวตายแต่ก็ไม่ประมาท ได้เปลี่ยนมาใช้ รถกันกระสุน แทนรถคันเดิม พร้อมสั่งคุมเข้ม รักษาความปลอดภัยแน่นหนา
       
       ครั้งนี้ อยู่ในช่วงสงครามยาเสพติดรอบสาม มี "พล.ท.โซ วิน นายกรัฐมนตรีพม่า ให้คำมั่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรี ในโอกาสหารือทวิภาคี ครั้งการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (เมื่อวันที่ 30 พ.ย.47) ว่าจะร่วมมือกับไทยปรามปรามยาเสพติด โดยมีภารกิจสำคัญคือ จับตัว"บังรอน"ส่งตัวให้ไทยดำเนินคดี
       
       หลังคำสั่งเปิดปฎิบัติการณ์ล่าตัว"บังรอน"ที่ได้เกิดขึ้น เมื่อปลายปี 47 ต่อเนื่องต้นปี 48 มาวันนี้ เข้าสู่กลางปี 48 ภารกิจ ของรัฐบาลทักษิณ 2/1 โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.เป็นผู้คุมทัพสีกากี.....
       
       แต่คำตอบ แห่งภารกิจสำคัญ ณ.วันนี้ คือ บังรอน ยังไม่ถูกจับกุม และยังไม่มีใครรู้ว่า เขาเสวยสุข อยู่ในผืนแผ่นดินไทย หรือ กำลังผลิตยานรกอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศใด ประเทศหนึ่ง ขณะที่ การติดตามล่าตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจ เริ่มท้อถอย ไม่มีการปฎิบัติอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง ....

 

 

.........

 

ชุมชน อิสลามเล็กๆ ท้ายซอยวารี 11 หรือซอยนาตับ แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กทม. อันเงียบสงบโอบล้อมด้วยท้องทุ่งนาเขียวขจี ตัดกับหลังคาสีเลือดหมูของบ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่    จน ดูขัดแย้งกับสิ่งแวดล้อมรอบชุมชนมุสลิม คือ สถานที่ควบคุมตัวระหว่างตรวจพิสูจน์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ    "บ้านหนองจอก" ซึ่งใช้เป็นที่ควบคุมตัวผู้ทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่  บก.น.3"นั่นเป็นบ้านของบังรอน" หญิงชราวัย 80 ปี รูปร่างเล็ก หูตึง เฉลยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและเล่าให้ฟังว่า เธอย้ายมาอยู่ข้างๆ บ้านบังรอนก่อนเกิดเหตุไม่นาน  และเคยเห็นหน้าบังรอนแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

                                                                                                                             

          เมื่อ 10 ปีก่อน...บ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ที่อยู่ห่างจากถนนไปราว 50 เมตร ถูกดัดแปลงให้เป็นอาคารขนาดใหญ่ โอบล้อมด้วยรั้วลวดหนามแน่นหนา เคยเป็นพื้นที่ปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างตำรวจและนักค้ายาเสพติดหมายเลข 1 ของไทย นั่นคือ "สุรชัย เงินทองฟู" หรือ "บังรอน" ราชายาเสพติดที่ถูกตั้งค่าหัวแพงสุดในเวลานี้ถึง 1 ล้านบาท ! อยู่บนบ้าน ได้ยินเสียงปืนเปรี้ยงๆ ฉันกลัวมาก ลูกต้องพามาหลบอยู่ใต้ถุน กลัวคนจะเข้ามาหลบที่บ้าน กลัวจนจะเป็นลม   วันนั้นตำรวจมากันเต็มเลย" หญิงชราย้อนความทรงจำ  คืนนั้นของหญิงชราเกิดขึ้นราวๆ 2 ทุ่ม วันที่ 14 ตุลาคม 2541 ตำรวจฝ่ายสืบสวน กก.สส.น.3 ตั้งด่านตรวจค้นยาเสพติดตามคำสั่งของ พ.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์  ผกก.สส.น.3 (ขณะนั้น) มีรถกระบะมาสด้า สีน้ำเงิน ทะเบียน 25643 กรุงเทพมหานคร ขับผ่านมาจึงเรียกตรวจค้นตามปกติแต่รถคันดังกล่าวกลับจอดห่างจากด่านตรวจไกลออกไป แล้วชายที่นั่งคู่กับคนขับก็เปิดประตูออกมาชักปืนพกยิงใส่ตำรวจ 2 นัด  ก่อนที่คนในรถทั้งหมดจะวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ในเล้าไก่ จังหวะเดียวกันก็มีเสียงปืนเอ็ม 16 ดังรัวออกมาจากบ้านตรงข้ามที่คนร้ายซ่อนตัวอยู่  วินาที นั้น...สมรภูมิรบย่อมๆ ก็เกิดขึ้น เสียงกัมปนาทของระเบิดเอ็ม 26 ดังสนั่นติดต่อกัน 2 ครั้งซ้อนบริเวณรถสายตรวจ เจ้าหน้าที่ซึ่งประจำอยู่ 3  นายได้รับบาดเจ็บสาหัส มีชาวบ้านถูกลูกหลงอีก 2 คน  ฉากการสู้รบเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานกินเวลายืดเยื้อกว่า 5   ชั่วโมงจึงสิ้นสุดลงด้วยเสียงปืนอีก 5 นัดสุดท้าย เป็นเสมือนสัญญาณให้

               "ถอย" !!!

            

               ความมืดที่ปกคลุมทั่วทุ่งหนองจอกทำ ให้ตำรวจไม่กล้าผลีผลามเข้าไป พ.ต.อ.สุชาติ จึงประสานขอสุนัขตำรวจมาสมทบ 2 ตัว เป็นจังหวะเดียวกับที่ชาวบ้านเห็นคนร้ายวิ่งฝ่าวงล้อมตำรวจหลบหนีออกจากซอยได้ 1-2 คน หนึ่งในนั้นมีบังรอนรวมอยู่ด้วย

 

 

 

            

               เหตุ ปะทะเดือดค่ำคืนนั้นมีผู้ร้ายเสียชีวิต 1 ราย สามารถจับเป็นได้ 3 ราย เมื่อตรวจค้นภายในโรงเลี้ยงไก่ของบ้านไม้สักหลังงามของบังรอนพบยาบ้า 778,000 เม็ด มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ในหลุมที่โบกปูนปิดมิดชิดทับด้วยกรงลูกหมีควาย นอกจากนี้ ยังพบเงินสด 272,430 บาท พร้อมอาวุธสงคราม เช่น ปืนเอ็ม 16 ปืน .38 ปืน .22 กล่องระเบิดสังหารเอ็ม 26 จำนวน 2 กล่อง รถแท็กซี่ 13521   กรุงเทพมหานคร บัญชีซื้อขายยาบ้าจำนวนหนึ่ง   อายัดตู้เซฟลีโก้สีน้ำตาลบรรจุธนบัตรชนิดต่างๆ มูลค่า 1,371,610 บาท บ้านไม้สักหลังงามมูลค่า 10 ล้านบาท เรือยอชท์ลำหรู ฯลฯ  

                ผ่าน มาแล้ว 10 ปี จากจุดเริ่มต้นที่ซอยนาตับ บังรอนต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปหลบซ่อนที่บ้าน "บรรเจิด ธีระเวทย์"   ที่บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนจะขึ้นเหนือไปหา "อรพิน สีปัน" ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้พาไปหาสามีของเธอ ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทหงษ์ปัง ของว้าแดง ที่ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า                          

           

               "หาก บังรอนยังอยู่ในประเทศไทย โอกาสจับกุมได้มีสูง เพราะเป็นผู้ต้องหาคดีสำคัญมีค่าหัว 1 ล้านบาท แต่ตามแนวทางการสืบสวนยืนยันได้ว่า บังรอนไม่ได้อยู่ในประเทศไทย"  พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.ปส.บอกพร้อมกับอธิบายว่า  ถ้าประเทศที่หลบหนีไปไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ไม่สามารถเข้าไปจับ               กุมได้ หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยมีอัยการเป็นเจ้าพนักงานทำคำร้องขอให้ประเทศนั้นๆ  ส่งตัวผู้ร้ายกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ส่วน การจะล่วงรู้ถึงพิกัดที่แน่นอนของบังรอนยังคงเป็นเรื่องเกินความสามารถ แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคยมีผู้พบเห็นเขาปรากฏตัวในที่ต่างๆ บ้างก็ว่าบังรอนแปลงโฉมไปแล้ว บ้างก็ว่าตายไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้  บช.ปส.และ ป.ป.ส.นิ่งนอนใจ มีการประสานกับหน่วยงานด้านยาเสพติดในภูมิภาคอาเซียนด้วยการประชุมร่วมกันปีละครั้ง เพื่อกดดันให้แต่ละประเทศส่งนักค้ายาเสพติดกลับประเทศของตัวเอง

           

               "ยา เสพติดเป็นเรื่องของโกลบอล ไครม์ (Global Crime) เป็นอาชญากรรมโลกาภิวัตน์

                    ไม่ใช่เรื่องภายในประเทศ ต้องมองแบบโกลบอลวิว (Global View) ด้วย"

           

               "นี่ประกาศจับบังรอนทำร่วมกับ ป.ป.ส. ติดประกาศไว้ตามชายแดน" พล.ต.ท.วุฒิ โชว์ประกาศจับบังรอนฉบับภาษาพม่า

           

               การ ตามล่า "บังรอน" ก็เหมือนภาพยนตร์เรื่องราวที่ไม่มีตอนจบ ทว่า พล.ต.ท.วุฒิ เชื่อว่าความตายของยาเสพติดไม่ใช่เกิดจากตัวผู้ต้องหาแต่หมายถึงทรัพย์สินของเขาต่างหากตอนนี้ทรัพย์สมบัติของบังรอนถูกยึดไว้หมด  เขาจึงเหลือเพียงแค่ตัวที่ยังคงหลบซ่อนอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งฉากการไล่ล่า 14 ตุลาคม 2541 ตำรวจบุกเข้าจับกุมและไล่ล่าบังรอนไปถึงพัทยา แต่ไหวตัวหลบหนีได้ทัน ก่อนเดินทางขึ้นเหนือ ปลายเดือนตุลาคม 2541 มีรายงานข่าวว่าบังรอนหลบไปกบดานอยู่ใน จ.เชียงใหม่ เมื่อชุดสืบสวนตามขึ้นไปกลับคลาดกัน พบข้อมูลราชายาเสพติดขึ้นเครื่องบินจากเชียงใหม่ไปเชียงราย แล้วนั่งรถต่อไป อ.แม่สาย และหายตัวเข้าไปใน จ.ท่าขี้เหล็ก ฝั่งพม่าจากนั้นร่องรอยก็หายไป ตำรวจใช้เวลาหลายเดือนตามรอย พร้อมส่งสายเข้าไปในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็คว้าน้ำเหลวกระทั่งปี 2543 - 2544 ได้รับข่าวความเคลื่อนไหวอีกครั้งว่าญาติของนักค้ายาชื่อ "ตุ๊ก"เดินทางเข้าไปเยี่ยม ใช้เวลาเดินทาง 1 วัน โดยทีมคุ้มกันที่นำพาเข้าไปใช้ผ้าปิดตาตลอด ป้องกันการแกะรอยในภายหลัง ต่อมาตำรวจพยายามสอบปากคำญาติพี่น้องโดยเฉพาะ "ตุ๊ก" แต่ทุกคนปิดปากบอกเพียงว่า เมียของบังรอนบ่นอยากกลับบ้านเพราะอยู่ประเทศเพื่อนบ้านลำบาก

           

             - 1 ปีให้หลังมีข่าวราชายาเสพติดปรากฏอีกครั้ง โดยสายรายงานว่าเขาแอบกลับเข้าประเทศไทย

               และไปเยี่ยมญาติพี่น้องย่านหนองจอก แต่ไม่มีพยานพบเห็นตัว

           

             - ต่อมาเกิดข่าวที่ทำให้ตำรวจไทยตื่นเต้น เมื่อมีรายงานว่าบังรอนทำศัลยกรรมแปลงโฉมหน้าแล้ว แต่ไม่มีใครยืนยันอีกเช่นกัน

           

             - จากนั้นร่องรอยของบังรอนก็เงียบหาย หลายปีที่ผ่านมามีแต่เสียงลือว่าเขา "ตายแล้ว" แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ

               โดยมั่นใจว่านักค้ายาเสพติดเบอร์ 1 ของเมืองไทยปล่อยข่าวและยังคงกบดานอยู่ในพม่า กัมพูชา หรือลาว

               ที่ใดที่หนึ่ง !

           

              

               "MOST WANTED"

           

               ชาย ใบหน้ารูปไข่ ตาสองชั้น จมูกโด่ง ผมรองทรง หูกาง มีไฝที่คอข้างขวา ผิวดำแดง สูงราว 170 เซนติเมตร คือ ภาพใบหน้าของ "สุรชัย เงินทองฟู"หรือบังรอน วัย 49 ปี เจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ที่ บช.ปส.และป.ป.ส.ต้องการตัวมากที่สุด

              พื้นเพบังรอนเป็น คนหนองจอก กทม. นับถือศาสนาอิสลาม ตอนเด็กมีฐานะยากจน ต้องช่วยพ่อแม่ทำนามาตั้งแต่เด็ก จนอายุ 20 ปีจึงมาขับรถเมล์สาย 26อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-มีนบุรีทำอยู่ได้ไม่กี่ปีก็หันมาขับรถแท็กซี่และอยู่กินกับ "นิตยา โพธิ์คำ"จากนั้นชีวิตหันเหให้มาค้าวัวและค้าไม้จนรู้จักกับเครือข่ายแก๊งค้ายาบ้าและเข้าร่วมขบวนการเริ่ม แรกเขาเป็นเพียงผู้ซื้อรายย่อยที่รู้จักผู้มีอิทธิพลในหลายจังหวัด กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นเอเย่นต์รายใหญ่ดูแลธุรกิจค้ายาบ้าครอบคลุมพื้นที่มีนบุรี หนองจอก ฉะเชิงเทราส่งผลให้กิจการค้ายาบ้าเติบโตเรื่อยมาร่วม 7 ปีก่อนจะถูกตำรวจทลายอาณาจักรเมื่อ 10 ปีก่อน

               

 

 

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.49  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. กล่าวถึงการปราบปรามยาเสพติด ที่ยังคงลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงนี้ว่า ในขณะนี้ยังมีการลักลอบนำยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก  โดยการลักลอบนำเข้าในแต่ละครั้งจะมีการทยอยนำเข้ามาในจำนวนเป็นหลักล้าน ซึ่งต้องยอมรับว่าการข่าวของเรานั้นยังดีไม่พอ ส่วนกลุ่มที่นำเข้ายาเสพติดมาในประเทศตอนนี้จะเป็นกลุ่มของนายหน่อคำ  ทั้งนี้จุดที่มีการนำเข้ายาเสพติดส่วนมากจะเข้ามาทาง จ.เชียงราย โดยในขณะนี้ทางการข่าวรายงานว่านายหน่อคำได้อาศัยอยู่ในประเทศลาว ซึ่งกลุ่มของนายหน่อคำมีกระจัดกระจายอยู่หลายกลุ่ม สำหรับการทำงานของกลุ่มนายหน่อคำจะเป็นคนติดต่อยาเสพติดจากกลุ่มว้าแดงและดีเค ซึ่งการติดต่อยาเสพติดในแต่ละครั้งมีจำนวนกว่าล้านเม็ด เพื่อที่จะนำมาขายในประเทศไทยต่อไป พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการจับกุมนายบังรอน นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ในประเทศไทยนั้น ตนได้รับรายงานทางการข่าวครั้งสุดท้ายเมื่อปีที่แล้ว  ซึ่งในตอนนั้นนายบังรอนได้อาศัยอยู่ในประเทศลาว โดยนายบังรอนมีการระวังตัวอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งการข่าวของตำรวจยังรั่วไปถึงตัวคนร้ายทำให้ยากต่อการจับกุม โดยในส่วนของการปราบปรามยาเสพติด ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.วงกต มณีรินทร์ ผู้ช่วยผบ.ตร.ปป.1 เป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ นอกจากนี้ในเขตคลองเตยยังคงมีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดอยู่กว่า 20-30 จุด ซึ่งการจับกุมยังจับกุมได้แต่ผู้ค้ารายย่อย ยังไม่สามารถสาวไปถึงผู้ค้ารายใหญ่ได้  แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

            

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.52 แหล่งข่าวระดับสูงหน่วยความมั่นคงชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตรงข้ามจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า เปิดเผยว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ ที่หลบหนีหมายจับกุมของทางการไทย ไปสร้างเขตอิทธิพลกลุ่มว้า เขตรัฐฉาน ประเทศพม่า ล่าสุดพบว่านายสุรชัย เงินทองฟู หรือ บังรอน และนายหน่อคำ หัวหน้ากองกำลังเรียกค่าไถ่ มีอิทธิพลเขตแม่น้ำโขง ด้านสามเหลี่ยมทองคำ ได้ไปผ่าตัดทำศัลยกรรมที่ประเทศจีน โดยใช้เงินราว 15,000 U.S.Dollar หรือเฉลี่ยคนละ 5,000,000 บาท ในการแปลงโฉมใบหน้าใหม่หมด เพื่ออำพรางการหลบหนีและการติดตามตัวจากทางการไทยและทางการพม่า รวมทั้งหน่วยปราบปรามยาเสพติดสากล (DEA.) แหล่งข่าวระดับสูง ระบุด้วยว่า การไปทำศัลยกรรมผ่าตัดใบหน้าใหม่ของนักค้ายาเสพติดทั้ง 2 เลือกที่จะใช้ทีมแพทย์จากประเทศจีน เนื่องจากอยู่ใกล้เขตอิทธิพลของกลุ่มว้าแดง สามารถเดินทางไปมาได้สะดวก โดยไม่ต้องถูกติดตามจับกุมตัว อีกทั้งความสามารถทางการแพทย์ของจีน อยู่ในขั้นสูงสามารถที่จะผ่าตัดแปลงโฉมบุคคลให้เกิดความแตกต่าง และเป็นที่นิยมของประเทศจีนมาก ทำให้มีกลุ่มบุคคลใต้ดิน หรือพวกอาชญากรหลบหนีการจับกุมแต่ละประเทศ ลอบเดินทางไปทำกันมากในห้วงที่ผ่านมา แม้กระทั่งตัวนายเหว่ยเซียะกัง เองก็ทุ่มเงินจำนวนหลายล้านบาท เพื่อให้ทีมแพทย์จีนแปลงโฉมเช่นกัน แหล่งข่าวระดับสูง เผยด้วยว่า หลังจากที่นายบังรอน และนายหน่อคำ ได้ไปผ่าตัดทำศัลยกรรมใบหน้า ทำให้เค้าโครงเดิมหายไปเกือบหมด จะทำให้การเดินทางไปมาได้สะดวก เพราะใบหน้าใหม่จะแตกต่างจากตามหมายจับ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นหลายเท่า

 

 


6 ส.ค.2548

 

คฤหาสน์หรูมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท ของเหว่ย เซียะ กัง (ภาพโดย SHAN)



ราชายาเสพติด "เหว่ย เซียะ กัง" ขายคฤหาสน์หรูพันล้าน กลัวเป็นเป้าโจมตี หลังภาพถ่ายดาวเทียมหลุดเผยแพร่ (มติชนออนไลน์)

          ราชายาเสพติด "เหว่ย เซียะ กัง" ที่ถูกทางการมะกันขึ้นบัญชีดำ ขายคฤหาสน์มูลค่ากว่าพันล้าน หวั่นตกเป็นเป้าโจมตี หลังพบภาพถ่ายผ่านดาวเทียมหลุดเผยแพร่

          สำนักข่าวฉาน รายงานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมว่า นายเหว่ย เซียะ กัง หนึ่งในผู้นำระดับสูงของว้า (UWSA) เจ้าพ่อยาเสพติดที่ทางการสหรัฐต้องการตัวขายคฤหาสน์หรูราคากว่า 1.5 พันล้านบาท เหตุหวั่นถูกเป็นเป้าโจมตี

          ทั้งนี้ นายเหว่ย เซียะ กัง หรือที่รู้จักกันในนามเจ้าพ่อยาเสพติดที่ถูกทางการสหรัฐขึ้นบัญชีดำ และเป็นผบ.กองกำลังว้า UWSA ในพื้นที่ 171 ที่มีกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตามแนวชายแดนไทย ได้ขายคฤหาสน์หรูมูลค่ากว่า 300 ล้านหยวน หรือราว 1.5 พันล้านบาท เหตุเนื่องจากหวั่นถูกเป็นเป้าโจมตี หลังพบภาพถ่ายจากดาวเทียมหลุดเผยแพร่

          สำหรับคฤหาสน์หรูดังกล่าว ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีทัศนียภาพสวยงามอยู่ที่เมืองปางซาง ที่ตั้งบก.ใหญ่ของกองทัพสหรัฐว้า UWSA ทางภาคตะวันออกของรัฐฉาน ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2548 และเพิ่งแล้วเสร็จเมื่อประมาณ 4 – 5 เดือนที่ผ่านมา จากการออกแบบและควบคุมงานโดยวิศวกรชาวไทย โดยมีรายงานว่าภายในคฤหาสน์มีการก่อสร้างห้องใต้ดินซึ่งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันไว้ด้วย

          แหล่งข่าวเผยว่า การขายคฤหาสน์หรูดังกล่าวของนายเหว่ย เซียะ กัง มีขึ้นหลังจากเขาพบมีการเผยแพร่ภาพที่ถ่ายจากดาวเทียมและจากสื่อหลายแห่ง ซึ่งเชื่อว่าเขาอาจหวั่นถูกเป็นเป้าโจมตีหากพำนักอยู่ที่นั่นจึงได้ยอมขายทิ้งทั้งที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จและยังไม่ทันได้เข้าอยู่ ส่วนผู้รับซื้อคฤหาสน์หรูแห่งนี้คือ นายเปาโหย่วเหลียง หนึ่งในผู้นำระดับสูงของว้า UWSA เองโดยได้วางเงินล่วงหน้าไว้ 60 ล้านหยวน (ราว 300 ล้านบาท)

          สำหรับนายเหว่ย เซียะ กัง ปัจจุบันพำนักอยู่ที่บ้านปางปอย อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองปางซาง ตามรายงานของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม 48 ระบุว่า นายสุรชัย เงินทองฟู หรือ บังรอน ที่หลบหนีการจับกุมของทางการไทยได้ไปกบดานอยู่กับเหว่ย เซียะ กังที่นั่นด้วย

โดยคมชัดลึก เมื่อ 26 สิงหาคม 2551

ปัจจุบันสถานการณ์ยาเสพติดกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ในฐานะหน่วยรับผิดชอบหลักจึงต้องหามาตรการป้องกันและไล่ล่าจับกุมบรรดาผู้ต้องหาตามหมายจับ วันนี้ "คม ชัด ลึก" จะพาไปพบกับ 10 อันดับผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ บช.ปส.ต้องการตัวมากที่สุด  หนึ่งเดียวที่มีรางวัลนำจับสูงถึง 1 ล้านบาท

นายสุรชัย เงินทองฟู หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ บังรอน

ราชายาเสพติดคนสำคัญระดับผู้ค้าส่งในพื้นที่ กทม. สามารถติดต่อกับกลุ่มผู้ผลิตยาเสพติดบริเวณชายแดนไทย-พม่าด้านภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังมีอิทธิพลในวงการค้ายาเสพติดและข้าราชการระดับสูงหลายคน เมื่อปี 2545 เป็นอีกครั้งหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรมที่ต้องบันทึกเอาไว้ เมื่อตำรวจนับร้อยนายปิดล้อมบ้านพักย่านหนองจอก เกิดการยิงปะทะกันนาน สุดท้ายบังรอนสามารถแหวกหนีวงล้อมไปได้ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่พบตัว การข่าวเชื่อว่าบังรอนหลบอยู่กับกองกำลังว้าแดง

 

 

9 ก.ย.2554
แฉ"บังรอน"กบดานที่ภาคเหนือ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ก.ย. ที่บช.ภาค 5 พล.ต.ต.สิทธิพร ศรีจันทร์ทับ รอง ผบช.ภาค 5 พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข รอง ผบช.ภาค 5 พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.5 ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายอะเลผะ โลเกี๊ยะ ชาวเขาเผ่าลีซอ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 332 หมู่ 6 ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ พร้อมยาบ้า 200,000 เม็ด โทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีเทาดำ ทะเบียน งงก 757 เชียงใหม่ รถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีดำ ทะเบียน ผฉ 2822 เชียงใหม่ เงินสด 5 ล้านบาท โดยกล่าวหา ร่วมกับพวกที่หลบหนีมียาเสพติดไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย จับได้ที่ข้างถนนสันคลองชลประทาน หมู่ 4 ต.ห้วยยาบ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน  พล.ต.ต.สมหมาย กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า มีพฤติกรรมลักลอบค้ายาบ้าในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และลำพูน จึงวางแผนล่อซื้อจำนวน 2 แสนเม็ด ในราคา 12 ล้านบาท โดยนัดส่งมอบเงินกันที่ลานจอดรถแอร์พอร์ตพลาซ่า อ.เมืองเชียงใหม่ แต่มีการนัดส่งมอบยาอีกจุด เมื่อตรวจสอบพบว่ามียาบ้ามาจริงจึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่ผู้ต้องหาได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ ด.ต.สรายุธ ละออง ชปส.2 ภาค 5 ได้รับบาดเจ็บและถูกจับในที่สุด

"ทั้งนี้ ตำรวจภาค 5 ได้ปราบปรามยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่องสามารถยึดยาบ้าได้ 20 กว่าล้านเม็ด นอกจากนี้ยังทราบว่ามีพ่อค้ายาเสพติดรายสำคัญ คือ บังรอน ได้ขึ้นมากบดานอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ซึ่งกำลังสืบสวนหาข่าวให้แน่ชัดเพื่อเข้าจับกุม"รองผบช.ภาค 5 กล่าว


ปปส.สหรัฐ ประจำเอเซียตะวันออก

http://www.dea-rewards.com/lth/wantedtraffickers.php

 

 
บุกยึด- พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผบช.ภาค 6 นำตำรวจปส.และปปง. ตรวจยึดคฤหาสน์หรูในหมู่บ้านเฟื่องฟ้า อ.วังทอง จ.พิษณุโลก มูลค่า 16 ล้าน ของนายเศรษฐนันท์ สิริจิรสุข ลูกน้องบังรอน ราชายาบ้า เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.
 
 
ยึดทรัพย์สมุน "บังรอน" เจ้าพ่อยาบ้าที่ยังล่องหน ปปง.พร้อมตำรวจและหน่วยปราบปรามยาเสพติดลุยคฤหาสน์หรูในเมืองสองแคว มูลค่ารวมที่ดินกว่า 16 ล้านบาท ในขณะที่เจ้าตัวถูกทางการไต้หวันจับกุมข้อหาใช้เอกสารปลอมในการแต่งงานกับสาวไต้หวันและขนเฮโรอีน นอกจากนี้ยังมีคดีติดตัวในไทยถึง 11 คดีทั้งฆ่าและค้ายาเสพติด เตรียมประสานไต้หวันให้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 มิ.ย. พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผบช.ภาค 6 พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล ผบช.ปส. พล.ต.ต.วัสสันต์ วัสสานนท์ รองผบช.ภาค 6 พล.ต.ต.อดิเทพ ปัญจมานนท์ รองผบช.ปส. พล.ต.ต.ขัตติยะ อนันตะวงศ์ ผบก.พิษณุโลก นายพนพภณษฎ์ ทองคำ ผอ.กองบริหารจัดการทรัพย์สิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และนายพรเทพ เอี่ยมปะไพ ผอ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 6 นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดคฤหาสน์หรู ภายในหมู่บ้านเฟื่องฟ้า ตั้งอยู่เลขที่ 668/1 หมู่ 2 ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก พื้นกว่า 6 ไร่ มูลค่ากว่า 16 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคฤหาสน์ดังกล่าว เป็นของนายสมมาศ แสงผิน หรือ นายเศรษฐนันท์ สิริจิรสุข อายุ 38 ปี เดิมเป็นชาว จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2548 สวมบัตรประจำตัวประชาชนชื่อเป็นนายจรัญ ม่วงขาว อยู่ที่ จ.สมุทรปราการ หลังจากนายจรัญตัวจริงเสียชีวิตไปก่อนแล้วประมาณ 5 ปี จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่า นายสมมาศ หรือนายเศรษฐนันท์ มีความเกี่ยวพันกับนายสุรชัย เงินทองฟู หรือบังรอน ราชายาบ้า โดยเป็นลูกน้องคนใกล้ชิด ขณะนี้นายเศรษฐนันท์ ถูกทางการไต้หวันจับกุมในข้อหาใช้เอกสารปลอมแต่งงานกับหญิงสาวชาวไต้หวัน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีขนเฮโรอีนเข้าไต้หวัน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยเดินทางไปสอบสวนนายเศรษฐนันท์ ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในไต้หวัน เนื่องจากมีคดีที่ในประเทศไทยติดตัว 11 คดี ตั้งแต่ ปี 2537 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นคดีฆ่าคนตายในหลายพื้นที่ คดียาบ้า ในพื้นที่สภ.อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา คดียาบ้าท้องที่สน.บางเขน ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายเศรษฐนันท์ซื้อบ้านและที่ดินเอาไว้เป็นจำนวนมาก คาดว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดคฤหาสน์หลังงาม ในหมู่บ้านเอื้องฟ้า ตั้งอยู่เลขที่ 185/15 หมู่ 15 ถนนเทพประสิทธิ์ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ราคาประมาณ 40 ล้านบาท และรถยนต์ 1 คัน คาดว่ายังมีทรัพย์อีกจำนวนมากที่ถ่ายโอนไปเป็นชื่อของคนอื่น พร้อมทั้งจะประสานกับทางไต้หวันให้ส่งตัวนายเศรษฐนันท์ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย คาดจะส่งตัวมาให้ไม่เกินกลางเดือนก.ค.

พล.ต.ท.สุวัฒน์ เปิดเผยว่า ทางตำรวจไทยได้รับประสานจากทางการไต้หวัน ให้ตรวจสอบประวัตินายเศรษฐนันท์ หลังถูกจับกุมที่ประเทศไต้หวัน ตรวจสอบพบว่านายสมมาศ สิริจิรสุข หรือนายเศรษฐนันท์ เป็นบุคคลคนเดียวกัน สวมบัตรประชาชนนายจรัญ ม่วงขาว ที่เสียชีวิตไปแล้ว 5 ปี เพื่อใช้ทำเอกสารปลอมหลบหนีการจักบุม กระทั่งเจ้าหน้าที่ตามยึดทรัพย์ที่หมู่บ้านเอื้องฟ้า เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ราคา 40 ล้าน เจ้าหน้าที่พบหลักฐานรูปถ่ายรูปคฤหาสน์อีกหลัง ที่หมู่บ้านเฟื่องฟ้า กระทั่งสืบทราบว่าอยู่ที่อ.วังทอง จ.พิษณุโลก จึงเข้าตรวจยึดเพิ่มอีกแห่ง

ด้านพล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า ทางราชการต้องการมากคือข้อมูลข่าวสาร อย่างบ้านหลังนี้ปลูกทิ้งเอาไว้ไม่มีคนอยู่ เป็นที่น่าสงสัยผิดสังเกต ขอให้แจ้งให้ทราบ จะได้เข้าไปตรวจสอบ หรือข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหว โดยจะแจ้งใครก็ได้ ทั้งตำรวจ ปปง. ทางเจ้าหน้าที่จะตามไปยึดทรัพย์ต่อไป

 

 

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด

ประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2550

 


จับตาย - นายบาเรศ มันศรี นักค้ายาบ้าลูกสมุน"บังรอน" ถูก จับตายคาบ้านพักย่านลำลูกกา จ.ปทุมธานี หลังเปิดฉากใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มเดือด ใส่กำลังตำรวจนับร้อยนายที่เข้าปิดล้อมจับกุม เมื่อเช้าวันที่ 14 มี.ค.

ตำรวจกว่า 200 นายรุมจับตายสมุน"บังรอน"นักค้ายาบ้าชื่อดัง หลังปิดล้อมนานกว่า18 ชั่วโมง สายเข้า ไปล่อซื้อยาบ้าแต่คนร้ายไหวตัวทันยิงสวนบาดเจ็บ ต้องเรียกกำลังเสริมมาปิดล้อมแต่คนร้ายใช้อาก้ายิงสวนออกมาเป็นระยะๆ สลับกับปาระเบิดเข้าใส่จนตร.บาดเจ็บอีกหลายราย เจ้าหน้าที่ล้อมตั้งแต่บ่ายจนถึงเช้าอีกวันตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตายิงนำทางบุกเข้าไปจับตายได้สำเร็จ เผยประวัติเป็นมือปืนและลูกน้องคนสนิทบังรอน หลังลูกพี่โดนทลายเครือข่ายก็แยกออกมาทำเอง เคยยิงตร.บาดเจ็บมาหลายราย ก่อนถูกจับตายในที่สุด

จับตายสมุนบังรอนครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 14 มี.ค.52 พล.ต.ท.ฉลอง สมใจ ผบช.ภาค 1 พร้อมด้วยพล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช. ภาค 1 นำกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเข้าตรวจสอบภายในบ้านเลขที่ 33/1 หมู่ 1 คลอง 14 ต.บึงคอไห อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี หลังได้รับรายงานว่าตำรวจหลายหน่วยงานก่อเหตุวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายแก๊งยาบ้ารายใหญ่อดีตสมุนนายสุรชัย เงินทองฟู หรือ "บังรอน" นักค้ายาบ้าชื่อดังที่หลบหนีคดีอยู่ในขณะนี้ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้น รอบๆ บ้านมีร่องรอยถูกกระสุนยิงจนพรุน ด้านนอกมีหลุมระเบิดและปลอกกระสุนตกเกลื่อน

ภายในพบศพนายบาเรศ หรือบัง มันศรี อายุ 51 ปี นอนตายอยู่มีบาดแผลถูกปืนหลายชนิดยิงพรุน ใกล้ศพพบอาวุธปืนอาก้าตกอยู่ และมีปลอกกระสุนกระจายเกลื่อนทั้งบ้าน เบื้องต้นพบมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 นาย ประกอบด้วย ด.ต.บรรจบ พ่วงพี สว.สป.สภ.คลองสิบสอง ถูกยิงเข้าที่บริเวณ เอว 1 นัด, ที่ใบหู 1 นัด, ด.ต.สาคร ตาทำมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ รปภ.ภ.1 ถูกยิงเข้าที่ใบหน้า และร.ต.ต. สุรศักดิ์ พึ่งอิ่ม สังกัด ตชด.ภ.1 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่หลัง 3 แห่ง

สอบสวนทราบว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจสภ.คลองสิบสอง จ.ปทุมธานี พร้อมสายติดต่อล่อซื้อยาบ้าจากนายบาเรศ โดยนัดรับของกันในบ้านเกิดเหตุ แต่ระหว่างนั้นนายบาเรศ ไหวตัวทันใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 1 นาย ก่อนที่ตำรวจและสายจะล่าถอยออกมาพร้อมเรียกกำลังเสริมมาปิดล้อมประกอบด้วยสภ.คลองสิบสอง ชุดปราบปรามเฉพาะกิจพิเศษ บช.ภาค 1 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปราม จ.ปทุมธานี

นายบาเรศ ไม่ยอมจำนนง่ายๆ ประกอบกับบ้านดังกล่าวปลูกสร้างแบบปิดทึบเกือบรอบด้าน ทำให้เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปอย่างยากลำบาก นายบาเรศใช้อาวุธปืนอาก้ายิงสวนออกมาเป็นระยะๆ มีตำรวจได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก นอกจากนี้ อากาศเริ่มมืดลงเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปิดล้อมเอาไว้ก่อน และระดมกำลังเสริมเข้ามาราว 200 นาย ใช้รถแสงสว่าง รถดับเพลิง มาเตรียมพร้อมเอาไว้

กระทั่งเวลา 06.30 น. วันเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ตัดสินใจบุกเข้าไปอีกรอบ โดยยิงแก๊สน้ำตาเข้าทางช่องหน้าต่าง แต่กลับถูกคนร้ายยิงสวนออกมาและปาระเบิดซ้ำอีกลูก ทำให้ร.ต.ต.สุรศักดิ์ ถูกสะเก็ดระเบิดบาดเจ็บ ผ่านไปอีกราว 1 ชั่วโมงยังไม่มีความเคลื่อนไหว ชุดปฏิบัติการพิเศษตัดสินใจเปิดฉากลุยอีกรอบ ใช้แก๊สน้ำตายิงนำทางเข้าไปหลายลูก และจู่โจมเข้าไปจากหลายช่องทาง เกิดเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว เพียงครู่เดียวชุดจู่โจมก็กลับออกมาพร้อมรายงานว่าควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้ โดยใช้เวลาตั้งแต่เริ่มจนจบราวๆ 18 ชั่วโมง

พล.ต.ท.ฉลอง ผบช.ภาค 1 กล่าวว่า นายบาเรศ หรือบัง คนร้ายรายนี้ถือเป็นรายสำคัญมีหมายจับติดตัวหลายคดี ตอนแรกเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่านายเรศ มากบดานในบ้านเกิดเหตุ กระทั่งสามารถจับกุม เอเยนต์รายหนึ่ง ให้การซัดทอดว่ารับของมาจากนายบาเรศ จึงมาล่อซื้ออีกที่บ้านหลังดังกล่าว กระทั่งเกิดเหตุปะทะกันขึ้น

จากการตรวจสอบประวัติ พบว่านายบาเรศ เคยเป็นมือปืนและคนสนิทของนายสุรชัย เงินทองฟู หรือบังรอน ผู้ต้องหาคดียาบ้ารายใหญ่ พฤติกรรมโหดเหี้ยมชำนาญอาวุธปืนหลายชนิด ไปไหนมาไหนจะพกปืนหลายกระบอก หลังเครือข่ายนายบังรอน ถูกทลาย บรรดาลูกน้องก็แยกย้ายไป ส่วนนายบาเรศ ยังวนเวียนอยู่ในวงการยาเสพติดทำหน้าที่เป็นเอเยนต์ใหญ่ส่งให้รายย่อยนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง เคยถูกจับเมื่อปี 2543 คดียาบ้า หลังได้ประกันตัวในชั้นศาลก็หลบหนีมาตลอด เมื่อปี 2547 ก่อเหตุยิงผกก.สภ. ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้รับบาดเจ็บระหว่างเข้าจับกุม และหมายจับคดียาเสพติดในหลายพื้นที่


« Back