ี่ภาพ 70 ไร่

 

วันที่ 07 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6826 ข่าวสดรายวัน


"ภาพ70ไร่"จบ ฎีกาคุกชั่วชีวิต


เผยสตอ.คดีสนธิ อยู่ในทีมจับกุม!


ศาลฎีกาพิพากษากลับให้จำคุกตลอดชีวิต "ภาพ 70 ไร่" เจ้าพ่อยาบ้าคลองเตย ฐานกระทำความผิดสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปค้ายาบ้า ภายหลังถูกฟ้องเมื่อปี 2546 เป็นคดีโด่งดัง ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกตลอดชีวิต ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เผยเบื้องหลังคดี ส.ต.อ.วรวุฒิ มุ่งสันติ ผู้ต้องหาคดียิงสนธิ ร่วมทีมจับกุมเจ้าพ่อยาบ้า เป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ จนนำไปสู่การจับกุม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 711 ศาลอาญา ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดี ย.5361/2546 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดียาเสพติด 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายสยาม ทรัพย์วรสิทธิ์ หรือนายสุภาพ สีแดง หรือภาพ 70 ไร่ อายุ 39 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อจำหน่ายยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534

โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 18 เม.ย.2546 บรรยายความผิดจำเลยสรุปว่า วันที่ 1-28 ม.ค.2541 จำเลยกับนายสุชาติ หรือหมู ปานทะโชติ และพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ตกลงกันจำหน่ายยาบ้าจำนวน 12,000 เม็ด โดยนายสุชาตินำยาเสพติดมาจากจำเลย แล้วจำหน่ายให้นายอุดร หรือเปาะ มาบางครุ ไปจำหน่ายให้บุคคลอื่น ภายหลังนายอุดรถูกจับกุม และศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 33 ปี 4 เดือน

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1-15 มิ.ย.2543 จำเลยสมคบกับพวกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำหน่ายยาบ้าจำนวน 10,600 เม็ด โดยนายสุชาตินำยาบ้ามาจากจำเลย แล้วร่วมกับนายชำนาญ ระรวยทรง และนายสมศักดิ์ แซ่ลิ้ม ครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายยาบ้าดังกล่าว อันเป็นการสมคบกันกระทำความผิด ภายหลังนายสุชาติ นายชำนาญ และนายสมศักดิ์ ถูกจับกุมดำเนินคดี ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกนายสุชาติ 33 ปี 4 เดือน พิพากษาจำคุกนายชำนาญและนายสมศักดิ์ คนละ 25 ปี ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีหนังสือแจ้งคำสั่งอนุมัติจับกุมผู้ต้องหา จำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีอาชีพคุมวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง รับซื้อขายสินค้ามือสอง และสินค้าหนีภาษี จึงทำให้มีฐานะดี ทั้งยังร่วมกับพ่อภรรยารับเหมาก่อสร้าง และเปิดบ่อนพนันด้วย

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ก.ย.2547 ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต เนื่องจากเห็นว่าโจทก์มีพยานเป็นตำรวจ คนในชุมชน และ ผู้ใกล้ชิดจำเลย มาเบิกความเจือสมถึงความผิด และอิทธิพลของจำเลย โดยพยานโจทก์ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะมาเบิกความปรักปรำกลั่นแกล้ง ให้จำเลยต้องรับโทษ ส่วนจำเลยเป็นพยานเบิกความเพียงปากเดียวไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2548 ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังไว้ระหว่างฎีกา เนื่องจากเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนและชั้นศาลของนายสุชาติ พยานโจทก์ แตกต่างกันในสาระสำคัญ อีกทั้งไม่เคยพบประวัติว่าจำเลยกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ทั้งที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาตั้งแต่อายุ 13 ปี มีเพียงประวัติเปิดบ่อนการพนันเท่านั้น

ศาลฎีกาประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับว่า จำเลยกระทำความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อจำหน่ายยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จำนวน 2 กระทง ให้ลง โทษจำคุกตลอดชีวิตไว้สถานเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาส่งคำพิพากษาอ่านให้นายสุภาพฟังที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกแล้ว เนื่องจากถูกย้ายไปคุมขังไว้ที่เรือนจำจังหวัดพิษณุโลก โดยในวันที่ 6 ส.ค.นี้เป็นการอ่านคำพิพากษาให้อัยการโจทก์ฟังเพื่อทราบ นอกจากคดีนี้นายสุภาพยังถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ซ่องโจร และกรรโชกทรัพย์ เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2548 และในคดีฟอกเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ที่ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2547 ให้ลงโทษจำคุก 20 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีนี้ถือเป็นผลงานการสืบสวนจับกุมของตำรวจ นำโดย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. ขณะนั้นเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขณะนั้นเป็นรอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขณะดำรงตำ แหน่ง ผกก.ประจำบช.ปส. อีกทั้งยังมี ส.ต.อ. วรวุฒิ มุ่งสันติ ตำรวจสังกัดบช.ปส. ที่ในขณะนี้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ โดย ส.ต.อ.วรวุฒิ เป็นผู้ตรวจ สอบข้อมูลของภาพ 70 ไร่ จากคอมพิวเตอร์ ที่จะเปลี่ยนชื่อและทะเบียนบ้าน คาดประมาณกว่า 60 ครั้ง โดยตรวจไล่ย้อนไปจนกระทั่งเจอภาพ 70 ไร่ตัวจริง จึงทำให้ตามจับกุมตัวได้

 

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6835 ข่าวสดรายวัน


อวสาน"ภาพ70ไร่" ศาลฎีกาคุกตลอดชีวิต โบแดงกองปราบ-ปส. "สตอ.วรวุฒิ"ร่วมทีม


คอลัมน์ แฟ้มคดี


"ภาพ 70 ไร่" นายสยาม ทรัพย์วรสิทธิ์ หรือ สุภาพ สีแดง อายุ 39 ปี เป็นเจ้าพ่อยาบ้าเมืองกรุงรายล่าสุดที่ต้องมาถึงบทสรุปในชีวิตอย่างรวดเร็ว

หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา!!!

หากเป็นนักโทษอื่นๆ แม้จะถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ก็ยังมีโอกาสออกมาสัมผัสอิสรภาพ หากทำตัวเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมเพราะจะได้รับการลดหย่อนในวาระสำคัญต่างๆ

แต่สำหรับภาพ 70 ไร่ คงยากเพราะคดียาเสพติดไม่อยู่ในข่ายจะได้รับการลดหย่อนหรืออภัยโทษ

ภาพ 70 ไร่ ที่ได้ฉายานี้เพราะสิงสถิตอยู่ในชุมชน 70 ไร่ ย่านคลองเตย ถูกเพ่งเล็งว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตั้งแต่ย่างเข้าวัยรุ่น ก่อนเลื่อนชั้นขึ้นเป็นผู้ค้าและกลายเป็นเอเยนต์ใหญ่ มีเครือข่ายทั่วประเทศ

ถือว่าเป็น 1 ใน 2 เจ้าพ่อยาบ้าตัวใหญ่สุดของเมืองกรุง อีกคนคือ "บังรอน"นายสุรชัย เงินทองฟู ที่ถูกทลายไปเมื่อปี 2541

ภาพ 70 ไร่ ถูกตำรวจกองปราบปราม และตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) เข้าทลายเมื่อปี 2546 จับกุมญาติพี่น้องและยึดทรัพย์นับพันล้านบาท

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือนี่เป็นคดียาเสพติดคดีแรกของภาพ 70 ไร่!??

ชุดทำงานใช้เวลานานหลายปีกว่าจะตามแกะรอยหาหลักฐานสาวถึงตัวได้สำเร็จ

ทีมงานที่พิชิตคดีนี้ถือว่าเป็นยอดฝีมือในยุทธจักรสีกากี นำโดย พล.ต.ท.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้ช่วยผบ.ตร. (ปัจจุบันครองยศพล.ต.อ. ตำแหน่งรองผบ.ตร.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองผบก.ป. (ปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิศษ) พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ ผกก.บช.ปส. (ปัจจุบันเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ)

และอีกคนคือ ส.ต.อ.วรวุฒิ มุ่งสันติ ตำรวจปส. ที่ตอนนี้ตกเป็นผู้ต้องหาคดียิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ

นอกจากนี้ระดมมือปราบมือสืบสวนจากกองปราบปราม และปส.มาร่วมงานมากที่สุดคดีหนึ่ง

พูดถึงแก๊งยาบ้าในเมืองกรุง ในสารบบของตำรวจแทบทุกหน่วยงานจะมีชื่อของภาพ 70 ไร่ และบังรอน สลับกันขึ้นเป็นหมายเลข 1 และหมายเลข 2

ทั้ง 2 แก๊งจะแยกกันทำมาหากิน ภาพ 70 ไร่ จะเน้นในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ส่วนบังรอนอาละวาดอยู่รอบนอก

แก๊งบังรอน โดนสอยไปก่อนตั้งแต่ปี 2541

ส่วนภาพ 70 ไร่ ยังยืนหยัดอยู่ได้เนื่องจากตำรวจพยายามตามหาหลักฐานแต่ไม่ง่าย!??

เนื่องจากพบว่าภาพ 70 ไร่ ไม่ออกหน้าทำกิจการผิดกฎหมาย ทว่าเป็นการอยู่เบื้องหลัง เป็นนายทุนใหญ่ให้คนอื่น

เรียกว่าเป็น "เจ้าพ่อเงา" ก็ว่าได้

เครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้นจะมีคนอื่นดำเนินการให้ทั้งหมด แต่บางครั้งก็ใช้ญาติพี่น้องของตัวเอง

ฉากหน้าของภาพ 70 ไร่ ทำธุรกิจเงินกู้ ไฟแนนซ์ รับจำนองที่ดิน ขายเครื่องไฟฟ้าเงินผ่อนและอื่นๆ พร้อมๆ กับการรู้จักสนิทสนมกับนักการเมืองท้องถิ่น นายตำรวจน้อยใหญ่จำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยส.ก.เขตคลองเตยด้วย และยังมีพี่ชายเป็นส.ข.เขตคลองเตย เช่นกัน โดยทั้ง 2 คนสังกัดพรรคไทยรักไทย

ว่ากันว่าส.ก.และส.ข.ที่ได้ตำแหน่งเพราะมีภาพ 70 ไร่ คอยช่วยเหลือทั้งเรื่องเป็นหัวคะแนน และงบประมาณ

จึงเมื่อหลังจากภาพ 70 ไร่ ตกเป็นผู้ต้องหา พรรคไทยรักไทยที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ เป็นหัวหน้าพรรค ต้องออกมาชี้แจงชุลมุน

เพราะขณะนั้นอยู่ในระหว่างประกาศสงครามยาเสพติด

จุดจบของภาพ 70 ไร่ มาจากเอเยนต์ยาบ้ารายหนึ่งซึ่งเป็นลูกข่ายของแก๊งถูกตำรวจจับกุมได้ช่วงต้นปี 2546

เจ้าหน้าที่จึงแกะรอยขึ้นไปเรื่อยๆ พบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายญาติพี่น้องของภาพ 70 ไร่ รวมไปถึงทรัพย์สินต่างๆ และการเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนที่อยู่ของภาพ 70 ไร่ อีกนับสิบๆ ครั้ง

ข้อมูลสำคัญในส่วนนี้เป็นผลงานของส.ต.อ.วรวุฒิ ที่แกะรอยด้านเอกสารและระบบคอมพิวเตอร์ จนเชื่อมโยงหลักฐานต่างๆ เข้าด้วยกัน

แต่มาวันนี้มือปราบด้านเอกสารและคอมพิวเตอร์ กลับกลายเป็นหนึ่งในทีมสังหารแกนนำพันธมิตรฯ!??

หลังจากตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานจากการเข้าตรวจค้นจุดต้องสงสัยต่างๆ ในชุมชนคลองเตยและอื่นๆ จนมีหลักฐานพาดพิงไปถึงนายสุภาพ สีแดง หรือภาพ 70 ไร่ ก็ไปขอหมายจับในข้อหาสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ตี 1 คืนวันที่ 26 มีนาคม 2546 พล.ต.ท.เพรียวพันธ์ พล.ต.ท. เฉลิมเดช ชมพูนุท ผบช.ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผบก.ป. (ในขณะนั้น) นำกำลังเข้าจับกุมภาพ 70 ไร่ ในบ้านพักซอยม้าทอง แขวงและเขตประเวศ กทม. เป็นคฤหาสน์หรูปลูกบนเนื้อที่กว่า 1 ไร่

ภายในบ้านนอกจากจะพบผู้ต้องหาตามหมายจับแล้ว ตำรวจยังเจอ ส.ต.ต.ดำรงชัย สร้อยสนธิ์ ผบ.หมู่งาน 1 บช.ก. และ ส.ต.ต.ปลื้มปิติ กมลมานิตย์ ผบ.หมู่งานธุรการ สน.ทองหล่อ อยู่ด้วย!??

ที่ทำให้ตำรวจต้องอึ้งหนักขึ้นเมื่อตรวจสอบในคอมพิวเตอร์พบจดหมายชี้แจงของนายตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งถูกพาดพิงว่าพัวพันกับภาพ 70 ไร่

นายตำรวจคนดังกล่าวเขียนรายงานในทำนองว่าไม่เกี่ยวข้องกับภาพ 70 ไร่ แต่ดันมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในบ้านของภาพ 70 ไร่ พิมพ์รายงาน!??

เจ้าหน้าที่อายัดทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง และเงินสดที่พบในรถตู้อีกราว 1 ล้านบาท

จากนั้นก็กระจายกันตรวจค้นบริษัทต่างๆ ที่ภาพ 70 ไร่เปิดบังหน้า บ้านญาติพี่น้อง ยึดสมุดบัญชีเงินฝากราวๆ 20 เล่ม มีเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท เงินสดกว่า 100 ล้านบาท รถยนต์หลายสิบคัน บ้านอีก 30 หลัง

รวมทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 1,000 ล้านบาท

ในภายหลังทรัพย์สินบางส่วน ญาตินำหลักฐานมาแสดงว่าได้มาอย่างถูกต้องก็ทยอยคืนไป

ท้ายที่สุดมีทรัพย์สินถูกยึดเข้าหลวงประมาณ 300 ล้านบาท!!!

ภาพ 70 ไร่ถูกดำเนินคดียาเสพติดและฟอกเงิน

ในคดีหลังมีเมียและพี่เมียตกเป็นผู้ต้องหาด้วย

หลังถูกจับดำเนินคดีภาพ 70 ไร่ก็ถูกคุมขังในเรือนจำมาตลอด

ช่วงที่อยู่ในเรือนจำเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเมื่อภาพ 70 ไร่ ทำตัวเป็นขาใหญ่มีเรื่องกับขาใหญ่อีกรายที่เป็นนักโทษยาเสพติดด้วยกัน

สุดท้ายโดนขาใหญ่คู่อริยำเละต้องหามส่งร.พ.

ห้วงนั้นมีข่าวว่าอาจจะเป็นการฆ่าปิดปาก หรือเป็นแผนที่ต้องการให้ส่งเข้ารักษาตัวในร.พ.เพื่อหาทางหลบหนี!??

อย่างไรก็ตามไม่ได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น

ล่วงเข้าวันที่ 9 กันยายน 2547 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต

จำเลยยื่นอุทธรณ์ ก่อนมีคำตัดสินกลับคำพิพากษาเป็นยกฟ้อง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2548 แต่ศาลให้กักขังไว้ระหว่างการยื่นฎีกา

อีกทั้งก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2547 ศาลมีคำพิพากษาในคดีฟอกเงินจำคุกภาพ 70 ไร่กับเมียคนละ 20 ปี ส่วนพี่เมียโดน 12 ปี

ระหว่างอยู่ในคุกช่วงรอการพิจารณาของศาลฎีกา ภาพ 70 ไร่ก็ถูกย้ายจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปอยู่เรือนจำ จ.พิษณุโลก ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

เนื่องจากเริ่มสร้างบารมีมากขึ้น และยังมีเครือข่ายรวมทั้งตำรวจบางนายแวะไปเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง!??

กระทั่งวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศาลฎีกาตัดสินกลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำคุกตลอดชีวิตภาพ 70 ไร่

ปิดฉากเจ้าพ่อยาบ้ารายใหญ่ของเมืองกรุง!!!


 

 

  

เมื่อวันที่ 10.00 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2553 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสยาม หรือสุภาพ ทรัพย์วรสิทธิ์ ฉายาภาพ 70 ไร่ นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ย่านคลองเตย ซึ่งเป็นนักโทษคดียาเสพติดที่ศาลฎีกา พิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแล้ว , นางสาวศยามล สิริธนาธร ภรรยาของภาพ 70 ไร่ จำเลยที่ 2 และนางดวงตา กาญจนหาร พี่สาวของนางศยามล เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ( ป.ป.ง.) พ.ศ.2542 กรณีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542 - 20 มีนาคม 2546 จำเลยได้ร่วมกันโอน ซุกซ่อน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินซึ่งได้มาจากการค้ายาเสพติดตั้งแต่ปี 2541 มูลค่ากว่า 200-500 ล้านบาท

 

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2547 ว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ง. มาตรา 3 , 5 , 60 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรม ให้จำคุกนายสภาพ จำเลยที่ 1 และน.ส.ศยามล ภรรยา จำเลยที่ 2 รวม 12 กระทงเป็นเวลา 40 ปี แต่เมื่อรวมโทษตามกฎหมายแล้วให้จำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปี จึงให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ส่วนนางดวงตา พี่สาวน.ส.ศยามล จำเลยที่ 3 ให้จำคุก 6 กระทงๆ ละ 2 ปี รวม 12 ปี ต่อมาจำเลยที่ 1-3 ยื่นอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานของอัยการโจทก์ ที่บรรยายถึงการกระทำในการโอนเงินบางรายการเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 และครอบครัว ในคำฟ้องนั้นยังฟังไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1- 3 ฟังขึ้นบางส่วน จึงให้ยกฟ้องการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินบางรายการ แต่อย่างไรก็ตามพยานหลักฐานโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการปกปิดที่มาของเงินที่ได้จากกระทำความผิดค้ายาเสพติด ด้วยการโอนเงินบางส่วนกว่า 43 ล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพระราม 4 ของจำเลยที่ 1 และนำเงินไปซื้อทองรูปพรรณ เครื่องประดับและพระเครื่อง อีกจำนวน 430 ครั้ง

 

จึงพิพากษา แก้โทษ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1-3 บางข้อ โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1เป็นเวลา 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 10 ปี จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ให้เหลือโทษจำคุก 4 ปี จากเดิม 12 ปี

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายสุภาพ หรือภาพ 70 ไร่ นั้นปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ ตามคำพิพากษาที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต คดีสมคบกับพวกค้ายาบ้า ส่วนน.ส.ศยามล ถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง อย่างไรก็ดีศาลอาญา ยังได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 ให้จำคุกนายสุภาพ และ น.ส.ศยามล คนละ 2 ปี คดีร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมกันรีดดอกเบี้ยที่ปล่อยเงินกู้เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และกรรโชกทรัพย์ด้วย ส่วนนางดวงตานั้นได้รับการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี

 

 

 

12 พ.ย.2553

 

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บก.ปส.) พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.หาญพล นิตย์วิบูลย์ รองผบช.ปส. แถลงผลจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด โดยพล.ต.ต.หาญพล กล่าวว่า ตำรวจ ปส.ร่วมกับสำนักป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.) จับกุมนายสมนึก สีแดง หรือนายชยุต ยติคุณาพร อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67/106 หมู่ 3 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร พี่ชายของนายสุภาพ สีแดง หรือภาพ 70 ไร่ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดถูกจำคุกเรือนจำบางขวาง 

พล.ต.ท.อติเทพ กล่าวต่อไปว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ง.ได้ตรวจสอบพบนายสมนึก มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และยังร่วมกับภรรยาของนายสุภาพจำหน่ายและโอนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ไปให้กับบุคคลอื่น เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ ป.ป.ง.จึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของ บช.ปส.ให้ดำเนินคดีกับนายสมนึก แต่ขณะนั้นนายสมนึกกับพวกสามารถหลบหนีไปได้

จนกระทั่งเมื่อวาน (11 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ บช.ปส.และป.ป.ง.ได้เข้าจับกุมและตรวจยึดทรัพย์สินของนายสมนึก เอาไว้ได้ที่บ้านพัก ซึ่งปัจจุบันนายสมนึกได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายชยุต ยติคุณาพร พร้อมกับซื้อทรัพย์สินในนามผู้อื่น หลังจากนี้สำนักงานป.ป.ง.จะทำการตรวจสอบเพื่อส่งเรื่องให้คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณา เพื่อมีคำสั่งให้ยึดอายัดทรัพย์สิน และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันกับพวกที่ยังหลบหนี และถูกจับกุมได้แล้วฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

 

18 พ.ย.2553

ศาลเบิกตัว “เมียภาพ 70 ไร่” ฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ หลังคำพิพากษาเป็นคุณ ลดโทษจากจำคุก 20 ปี เหลือเพียง 10 ปี แม้เจ้าตัวกลับลำไม่ยื่นอุทธรณ์แล้วก็ตาม
       
       วันนี้ (18 พ.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 707 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่พนักงานอัยการกองคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสยาม หรือสุภาพ ทรัพย์วรสิทธิ์ ฉายา “ภาพ 70 ไร่” พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ย่านคลองเตย ซึ่งเป็นนักโทษคดียาเสพติดที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแล้ว น.ส.ศยามล สิริธนาธร ภรรยาของภาพ 70 ไร่ และนางดวงตา กาญจนหาร พี่สาวของ น.ส.ศยามล เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานกระทำผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ศ.2542
       
       กรณีเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 42 - 20 มี.ค.46 จำเลยร่วมกันโอน ซุกซ่อน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน ซึ่งได้มาจากการค้ายาเสพติดตั้งแต่ปี 2541 มูลค่ากว่า 200-500 ล้านบาท โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาให้ จำเลยที่ 1 และ 3 ฟังไปแล้ว เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 10 ปี จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ให้เหลือโทษจำคุก 4 ปี จากเดิม 12 ปี
       
       โดยในวันนี้ศาลได้เบิกตัว น.ส.ศยามลไปฟังคำพิพากษาเพียงคนเดียว เนื่องจากคดีนี้ในวันที่ 28 ต.ค.นั้น น.ส.ศยามลไม่ได้ถูกเบิกตัวไปฟังคำพิพากษา เพราะ น.ส.ศยามลยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ไปแล้ว แต่ศาลเห็นว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นประโยชน์ต่อ น.ส.ศยามล ที่ศาลลดโทษให้ จึงเบิกตัวไปฟังคำพิพากษาดังกล่าว


« Back