ี่

คดีฆ่า SHERRY ANN

 

บทเรียนราคาแพง ข้อคิดสำหรับตำรวจ

อภิณ์รัตน์

"จับแพะ"

ทำไมเวลาตำรวจจับคนร้ายผิดตัว หรือชาวบ้านเห็นว่าไม่ใช่

จะตั้งข้อสันนิษฐานกันเลยว่า

 "จับแพะ" จับแพะชนแกะ จับแพะรับบาป แพะบูชายัญ  

จะต้องมีตำนานเกี่ยวกับแพะ อะไรสักอย่างหนึ่ง

พยายามค้นหา เหมือนคำว่า ไม้เท้า ยอดทอง กระบองยอดเพชร

อะไรทำนองนั้น ก็ได้มา แต่ไม่รู้จริงเท็จอย่างไร ลองฟังกันดู

 

หากจะคุยกันเรื่อง แพะ goat และ แกะ lamb คงจะยาวน่าดู เพราะสัตว์สองตระกูลนี้ มีความใกล้ชิดกันและไม่ทราบว่า ถูกนำเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องอาชญากรรมได้อย่างไร ได้ยินได้ฟังมาก็คือ จับแพะ ในวงการตำรวจ เหมือน ๆ กันคำพูดว่า "ยังจับมือใครดมไม่ได้" ????

ทำไมแพะจึงต้องรับบาป


ท่านคงเคยได้ยินได้ฟังสำนวนไทยที่ว่า "แพะรับบาป" และก็คงจะสงสัยว่าเหตุใดไฉนแพะจึงเป็นสัตว์ที่ต้องมารับบาปด้วย จะเป็นสัตว์อื่นไม่ได้หรือ?

           "สมัยนั้น แพะคงหาได้ง่ายกว่าสัตว์อื่นมั้ง"
           "แพะเป็นสัตว์ไม่มีอันตรายจับได้ง่ายมั้ง"
           "ไม่รู้ซิ"

หาก ถามหลาย ๆ ท่านก็คงจะได้รับคำตอบทำนองนี้ แต่คำตอบเช่นนี้เป็นคำตอบที่คาดเดา หาความแน่นอน ชัดเจนถูกต้องไม่ได้ ส่วนคำตอบที่ถูกต้องมีหลักฐานยืนยันได้ถึงสาเหตุที่ทำให้แพะต้องมารับบาป นั้น ผู้เขียนขอนำศัพที่คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากลแห่ง ราชบัณฑิตยสถานได้พิจารณาแล้วและมีมติ ดังนี้

           คำว่า "แพะรับบาป" หมายถึง ผู้ที่มิได้กระทำผิด แต่กลับต้องเป็นผู้รับโทษ หรือรับความผิดที่ผู้อื่นกระทำไว้ ที่มาของคำนี้ปรากฏในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ซึ่งเป็นคัมภีร์ของชาวอิสราเอลผู้มีภูมิหลังเป็นผู้เลี้ยงแพะ แกะเป็นอาชีพ
แพะ รับบาปเป็นพิธีปฏิบัติในวันลบบาปประจำปีของชาวอิสราเอล (the annaul day of atonement) ซึ่งเริ่มด้วยการปุโรหิตถวายวัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของตนเองและครอบครัว เมื่อเสร็จพิธีแล้วนั้น ปุโรหิตจะนำแพะ ๒ ตัวไปถวายพระเป็นเจ้าที่ประตูเต็นท์นัดพบ และจะเป็นผู้จับสลากเลือกแพะ ๒ ตัวนั้น

           สลาก ที่ ๑ เป็นสลากสำหรับแพะที่ถวายแก่พระเป็นเจ้าอีกสลากหนึ่งเป็นสลากสำหรับแพะรับ บาป หากสลากแรกตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกฆ่าและถวายเป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปของประชาชน เรียกว่า "แพะไถ่บาป"
ส่วน สลากที่ ๒ หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นเรียกว่า "แพะรับบาป" ซึ่งปุโรหิตจะถวายพระเป็นเจ้าทั้งยังมีชีวิตอยู่ แล้วใช้ทำพิธีลบบาปของประชาชนโดยยกบาปให้ตกที่แพะตัวนั้นเสร็จแล้วก็จะ ปล่อยแพะตัวนั้นให้นำบาปเข้าไปในป่าลึกจนทั้งแพะและบาปไม่สามารถกลับมาอีก (ลนต. ๑๖ : ๖–๑๐, ๑๕–๒๒)

           ส่วน ในศาสนาฮินดู เซอร์มอเนียร์ วิลเลียมส์ (Sir Monier Williams) สันนิษฐานว่า การฆ่ามนุษย์บูชายัญคงไม่เป็นที่ถูกอัธยาศัยพื้นฐานของพวกอารยัน คัมภีร์พราหมณะจึงอธิบายว่าเทวดาฆ่ามนุษย์ ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญก็ออกไปจากมนุษย์เข้าสู่ร่างม้า ม้าจึงกลายเป็นสัตว์ที่เหมาะสมจะใช้ฆ่าบูชายัญ เมื่อฆ่าม้า ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชาก็ออกจากตัวม้าไปเข้าสู่ร่างโค เมื่อฆ่าโค ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชา ก็ออกจากตัวโคไปเข้าสู่ร่างแกะ จากแกะไปสู่แพะ ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชา คงอยู่ในตัวแพะนานที่สุด เพราะฉะนั้น แพะจึงกลายเป็นสัตว์เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ฆ่าบูชายัญ ซึ่งก็ทำให้เห็นที่มาอีกแห่งหนึ่งของคำว่า "แพะรับบาป"
 

เริ่มด้วยเรื่อง ขำๆ กันก่อน

บีบีซี - รัฐมนตรีรายหนึ่งของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มีคำสั่งให้เรือนจำแห่งหนึ่งในเมืองกินชาซา ปล่อยตัวแพะหลายสิบ ซึ่งเขาบอกว่ามันถูกควบคุมตัวโดยผิดกฎหมาย
 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม โคล้ด เอ็นยามูกาโบ กล่าวว่าเขาพบว่ามีแพะหลายสิบตัวถูกขังอยู่ในคุก ระหว่างที่เขาเดินทางเข้าตรวจเรือนจำตามหน้าที่
       
       สัตว์ 4 เท้าเหล่านี้มีกำหนดต้องไปปรากฎตัวต่อศาล ในข้อหาถูกขายอย่างผิดกฎหมายข้างถนน
       
       รัฐมนตรียุติธรรมบอกว่าตำรวจจำนวนมากมีความแตกต่างอย่างมากเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจและพวกเขาอาจถูกส่งกลับไปฝึกฝนใหม่อีกครั้ง
       
       เอ็นยามูกาโบ กล่าวว่าระหว่างเขาเข้าตรวจเรือนจำตามระเบียบ เขาประหลาดใจกับสิ่งที่ได้พบ ซึ่งไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นแต่ยังมีฝูงแพะหลายสิบตัวแออัดยัดเยียดอยู่ในห้องขังในเมืองหลวง
       
       เขา กล่าวโทษตำรวจต่อเหตุการณที่เกิดขึ้น และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกับเจ้าของแพะเหล่านี้ซึ่งถูกคุมขังด้วย
       
       นอกจากนี้บีบีซีระบุต่อว่าไม่ทราบว่าแพะเหล่านี้จะถูกลงโทษอย่างไร หากศาลพบว่าพวกมันมีความผิด

 

 

ตำรวจ : ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว เป็นธรรม และต่อเนื่อง มีสิทธิที่จะแก้ข้อกล่าวหา มีสิทธิที่จะแจ้งให้ญาติทราบถึงการจับกุม สถานที่จับกุม สิทธิพบกับทนายความ หรือผู้ไว้วางใจ และเข้าฟังการสอบสวน สิทธิได้รับการเยี่ยมเยียน สิทธิได้รับการรักษาพยาบาล ฯลฯ สิทธิคุณมากจัง  ไม่ต้องทำอะไรแล้ว????? 

ผู้ต้องหา : อ่านให้ฟังด้วย  อ่านหนังสือไม่ออก รับทราบ ลงชื่อตรงไหน ครับ

 

"แพะรับบาป"มีมากว่า 2550 ปีแล้วครับ

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภมตกภัต ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี สมัยพระเจ้าพรหมทัต มีพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่ง คิดจะทำมตกภัต (อุทิศคนตาย) จึงให้ลูกศิษย์จับแพะตัวหนึ่งไปอาบน้ำและประดับดอกไม้ แพะพอถูกลูกศิษย์จูงไปที่ท่าน้ำ ก็ทราบถึงวาระสุดท้ายชีวิตของตนมาถึงแล้วอันเนื่องจากกรรมเก่า จึงเกิดความโสมนัส ได้หัวเราะออกมาเสียงดัง และคิดเวทนาสงสารพราหมณ์ที่จะได้รับความทุกข์โศก จึงร้องไห้ออกมา แพะแสดงอาการเดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ออกมา ทำให้พวกลูกศิษย์แปลกใจ เมื่อนำแพะกลับมาถึงสำนักแล้ว จึงบอกเรื่องนี้แก่พราหมณ์ พราหมณ์จึงถามแพะถึงอาการนั้น

     แพะจึงบอกพราหมณ์ว่า " อดีตชาติเคยเป็นพราหมณ์เหมือนกัน เพราะได้ฆ่าแพะตัวหนึ่งทำมตกภัต จึงเป็นเหตุให้ถูกฆ่าตัดศีรษะถึง ๔๙๙ ชาติ นี่เป็นชาติที่ ๕๐๐ พอดี จึงหัวเราะดีใจที่จะสิ้นกรรมในวันนี้ และร้องไห้ เพราะสงสารท่านที่จะเป็นเช่นกับเรา "

     พราหมณ์ ได้ฟังแล้วเกิดความสลดใจ จึงยกเลิกไม่ฆ่าแพะ และสั่งให้ลูกศิษย์ทำการอารักขาแพะเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้แพะเกิดอันตราย แพะจึงบอกพราหมณ์ว่า " การอารักขาของท่านมีประมาณน้อย ส่วนบาปกรรมของเรามีกำลังมาก อะไรก็ห้ามไม่ได้ "

      แพะพอเขาปล่อย ก็ชะเง้อคอจะกินใบไม้ใกล้แผ่นหินแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นเอง ฟ้าได้ผ่าลงที่แผ่นหิน สะเก็ดหินชิ้นหนึ่งได้ปลิวไปตัดคอแพะที่กำลังชะเง้อคออยู่พอดี แพะล้มลงสิ้นใจตายทันที

รุกขเทวดาที่อยู่ในที่นั้น ได้กล่าวสอนว่า " มนุษย์ผู้กลัวตกนรก พึงพากันงดจากปาณาติบาต ตั้งอยู่ในเบญจศีลเถิด " และกล่าวเป็นคาถาว่า
     " ถ้าสัตว์ทั้งหลาย พึงรู้อย่างนี้ว่า ชาติภพนี้เป็นทุกข์
       สัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์ เพราะว่าผู้ฆ่าสัตว์ ย่อมเศร้าโศก "

บทเรียนราคาแพง สำหรับตำรวจไทย  

26 กันยายน 2551 ผมเพิ่งกลับจากการอบรมที่สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน ที่ อ.พุทธมณฑล จว.นครปฐม ไม่รู้อะไรดลใจ ทำให้อยากเขียนเรื่อง แพะ หรือแกะ กับ กระบวนการยุติธรรม โยงไปถึงคดีฆาตกรรม น.ส.เชอรี่ แอน ก็รวบรวมเนื้อหา เบื้องต้น และก็ว่ากันไปตามทำนอง

เมื่อ 22 ปีที่ผ่านมา เกิดคดีฆาตกรรมที่สั่นสะท้านวงการตำรวจไทย คือ คดีฆาตกรรม น.ส.เชอรี่ แอน ดันแคน ตอนนั้น ผมเป็นตำรวจอยู่ที่ จว.พระนครศรีอยุธยา ได้ทราบข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เหตุเกิดที่ จว.สมุทรปราการ การสืบสวนคดี่คลายคดี สามารถจับคนร้ายได้ ในช่วงแรกสร้างชื่อเสียงให้กับเจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนจับกุม และสอบสวน ได้ความดีความชอบกันไป พนักงานสอบสวนสอบสวน มีความเห็นทางคดีสั่งฟ้อง พนักงานอัยการก็ฟ้อง ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต มีการอุทธรณ์ ฏีกา และยกฟ้องในที่สุด  เหตุการณ์เปลี่ยนไป จากหน้ามือ เป็นหลังมือ(แล้วกัน) และมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงใหม่ รวมทั้งการรื้อฟื้นคดีสอบสวนสืบสวนใหม่  เพราะมีการสร้างพยาน(บุคคล)เท็จ ต่อมาจับกุมคนร้ายตัวจริงจริงได้ ศาลตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

ที่น่าสังเกตุ ทั้งคดีแรก และคดีหลัง เรื่องใช้จ้าง วาน  ตัวการสำคัญหรือ ผู้ใช้ (ผู้ต้องหาที่ 1 ) อัยการสั่งไม่ฟ้อง / ศาลยกฟ้อง ??????

(การตรวจสถานที่เกิดเหตุ การรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะพยานวัตถุ physical evidence เมื่อ 20 ปีที่แล้ว คงจะเดา ๆ ได้ว่า มีประสิทธิภาพขนาดไหน คำว่า นิติวิทยาศาสตร์ ในวงการตำรวจไทย เพิ่งตื่นตัวได้ไม่นาน ส่วนใหญ่ตำรวจจะรู้จัก สถาบันนิติเวชวิทยา กองพิสูจน์หลักฐาน  

ดูจากภาพข่าวในอดีต ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปถึงจุดเกิดเหตุ primary crime scene ไม่มี police line เหมือนปัจจุบัน ยืนดูการทำงานของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ตำรวจและแพทย์ สมัยนั้นใช้เจ้าหน้าที่อนามัยยังได้เลย แล้วจะไปเก็บหลักฐานอะไรได้? เพราะมีการทำลายพยานหลักฐาน การปนเปื้อน contamination อันนี้ว่าตามวิชาการของ พล.ต.ต.ประพัฒน์ คนตรง  ที่เพิ่งสอบไป หากเห็นว่า เรียน ๆ สอบ ๆ กันแล้ว เลิกกันไป ความรู้ก็จะเลือนหายไป เอามาบันทึกไว้ จะดูดี มีประโยชน์กว่า)

จากกรณีดังกล่าว สั่นสะเทือน ระบบ กระบวนการยุติธรรมไทย criminal justice process ไม่ใช่เฉพาะตำรวจ แต่ลามไปถึง อัยการ และศาล ที่ดำเนินการสอดคล้องรับกัน จนกระทั่งตัดสินคดีความ ว่า "มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำผิด" ตาม ป.วิอาญา ม.227 เพราะไม่มีข้อสงสัยอะไรเลย ที่จะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย

คดีดังกล่าว ทำให้ประชาชน เกิดความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นสอบสวนของตำรวจ

สมัยนั้น นอกจากมีอำนาจสอบสวน อำนาจสืบสวนแล้ว ตำรวจมีอำนาจในการออกหมายจับ ออกหมายค้นได้เอง  จึงใช้อำนาจดังกล่าวอย่างไม่ถูกต้อง และถือว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว มีส่วนทำให้กรมตำรวจ หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน มัวหมอง และถูกตัดทอนอำนาจต่าง ๆ ไป

ปัจจุบัน กฎหมายกำหนดสิทธิของผู้ต้องหาไว้หลายประการ เช่น ใน ป.วิอาญา ม.7/1 - 83 - 84 - 134/4  เป็นต้น และดูเหมือนอัยการ และศาล จะเริ่มเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันความผิดพลาดเยี่ยงในอดีต ผมว่า อัยการ และศาล สมัยนั้น คงนอนไม่หลับ และทำบุญกันพอสมควร เพราะ ผู้บริสุทธิ์ ต้องติดคุกฟรี  และบางคนตายในคุก ครอบครัวแตกแยก บุตรตาย ฯลฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องชดใช้ความเสียหาย เป็นเงินถึง 38 ล้านบาท เป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่วงการนิติศาสตร์ไทยนำไปสอน นอกจากนี้ ยังนำไปสร้างภาพยนต์ให้คนรวยได้อีกต่างหาก

อย่าว่าแต่เขาเลย ลองเป็นเรา เราไม่ได้ทำผิด แต่ต้องไปนอนกินข้าวแดง จะรู้สึกอย่างไร?

มาลองศึกษาข้อมูลคดีดังกล่าวด

“แพะรับบาป” ที่โลกลืม
       
       
“…พ่อทำผิด อะไร ที่ไหนลูก
       
พ่อจึงถูกตำรวจจับ มากักขัง
       
พ่อเคยทำ อะไร กับใครบ้าง
       
จึงถูกขัง ถูกจำจอง อยู่ห้องกรง
       
โธ่, ลูกเอ๋ย เคยคิด พ่อผิดมั้ย ?
       
แล้วเหตุใด เขาจึงคิด จิตลุ่มหลง

       
จับพ่อมา กล่าวหา ว่า “ฆ่าคน”
       
ในกมล พ่อไม่คิด สักนิดเดียว

       
พ่อจากไป เพียงร่าง ที่ห่างเจ้า
       
ส่วนใจเล่า ยังชะแง้ อยู่แลเหลียว
       
ไม่เคยลืม เจ้าสักว่า นาทีเดียว
       “
ใจ” ห่วงเหนียว ลูกยา ทุกนาที…”
นี่เป็นบทกลอนส่วนหนึ่ง ที่นายเฮาดี้ กนกชวาลชัย ได้ระบายความรู้สึกขณะ ที่ถูกจองจำร่วมกับพรรคพวก ในคดีฆาตกรรมนางสาวเชอรี่แอน ดันแคนที่เกิดขึ้น เมื่อ 22 ปีที่แล้ว เป็นคดีที่มีผู้ถูกยัดเยียดให้ต้องรับผิดทั้งที่ความผิดนั้นตนเองมิได้ เป็นผู้ก่อ หรือที่เรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าเป็น “แพะรับบาป”
       
       
ต่อมาได้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นสอบสวนใหม่อีกครั้ง หลังจากปรากฏว่าศาลฎีกาได้ พิพากษายกฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าว แต่กว่าที่จำเลยในคดีนี้จะได้รับอิสรภาพและ ความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องประสบวิบากกรรมในระหว่างถูก ดำเนินคดีมากมาย จำเลยบางคนเสียชีวิตขณะอยู่ในเรือนจำ บางรายสูญเสียครอบครัว และจำเลยทุกคนต้องเสียชื่อเสียง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจ
       
       
หากจะกล่าวย้อนไปเมื่อ 22 ปีที่แล้ว ในคดีดังกล่าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2529 พาดหัวข่าวตัวโตขึ้นหน้าหนึ่งว่า “นร.สาวหายตัว แท็กซี่ลึกลับพาเชิดขณะ ร.ร.เลิกกลับบ้าน” โดยต่อมาปรากฏ ข้อเท็จจริงว่า เด็กสาวดังกล่าวชื่อเชอรี่แอน ดันแคน วัย 16 ปี ลูกครึ่งไทย – อเมริกัน ถูกแท็กซี่หลอกลวงขึ้นรถ แล้วหายไป ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2529 หลังจากโรงเรียนเลิก

 ในที่สุดมีผู้พบศพ เชอรี่แอน ดันแคน ที่อำเภอเมืองจังหวัดสมุทรปราการ พนักงานสอบสวนตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการจึงได้ทำการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน แล้วเข้าจับกุมนายวินัย ชัยพานิช เจ้าของบริษัทก่อสร้าง กับพวก 4 คนซึ่งเป็นลูกน้องของนายวินัยคือนายรุ่งเฉลิม หรือเฮาดี้ กนกชัชวาลชัย, นายพิทักษ์ ค้าขาย, นายกระแสร์ พลอยกลุ่มและนายธวัช กิจประยูร เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2529

โดยพนักงานสอบสวนเห็นว่าผู้ต้องหาทั้ง 5คนร่วมกันกระทำผิดฐานฆ่าผู้ตาย โดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงมีความเห็นควรสั่งฟ้องและส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ จังหวัดสมุทรปราการ พนักงานอัยการพิจารณาแล้วมี คำสั่งไม่ฟ้องนายวินัย ชัยพานิช และมีคำสั่งฟ้องนายรุ่งเฉลิม หรือเฮาดี้ กนกชวาลชัย, นายพิทักษ์ ค้าขาย, นายกระแสร์ พลอยกลุ่ม และ นายธวัช กิจประยูร ซึ่งถือได้ว่าเป็น “แพะรับบาป” ในคดีนี้
       
ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2533 ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4), 83 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ “ประหารชีวิต” คำตัดสินที่ได้รับ มีผลต่อจิตใจของคนที่ไม่เคยทำผิด ความรู้สึกตอน นั้นเป็นอย่างไร คงไม่มีใครเข้าใจได้ดีเท่ากับพวกเขา!

(ข้อสังเกตุ พนักงานสอบสวน-อัยการ-ศาล ต่างทำงานสอดคล้องกันในระบบกล่าวหา ลักษณะหา ฟังเชื่อ พยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ยืนยันความผิดของผู้ต้องหา ส่วนการยืนยันความบริสุทธิว่ากันทีหลัง สมัยก่อน พนักงานสอบสวน ผู้เบิกทางสำนวน จะสอบ รวมรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้เสียหาย ไม่มีการสอบสวนพยานฝ่ายผู้ต้องหา ให้ไปยื่นระบุพยานกันในชั้นศาล )
       
       
จำเลยทั้งสี่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการและศาลอุทธรณ์ได้รับ ไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2533 ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายรุ่งเฉลิม หรือเฮาดี้ กนกชวาลชัย จำเลยที่ 1 เจ้าของบทกลอนข้างต้น ได้ถึงแก่ความ ตายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2534 ที่เรือนจำบางขวาง ส่งผลให้ศาลจังหวัดสมุทร ปราการสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1
       
       
ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2535 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 แต่ให้ขังไว้ระหว่างฎีกา และในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2536 ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วมีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 768/2536 พิพากษา ยืนตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ อันเป็นสิ่งแสดงว่าจำเลยที่ยังมีชีวิตอยู่ในคดีดังกล่าวเป็น “ผู้บริสุทธิ์”

 ระยะเวลาประมาณ 6 ปี 2 เดือนในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น ผู้กระทำผิด ช่างดูยาวนานเหลือเกิน โดยเฉพาะสำหรับผู้บริสุทธิ์เช่นพวกเขา ความบก พร่องของระบบการดำเนินคดีอาญาดังกล่าว นอกจากจะไม่สามารถอำนวยความยุติธรรม มิได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้บริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ผู้บริสุทธิ์อย่างเช่น นายรุ่งเฉลิม หรือเฮาดี้ เสียชีวิตก่อนที่จะได้รับความเป็นธรรม และผู้ต้องหาทั้ง 3 คนที่ เหลืออยู่ แม้ศาลฎีกาจะตัดสินยกฟ้องได้เป็นอิสระ เพื่อกลับไปหาครอบครัว แต่สิ่งที่พวก เขาได้พบ กลับหน้ามือเป็นหลังมือ!! คือครอบครัวที่แตกสลาย ปัจจุบันนายกระแสร์ เป็นคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนนายพิทักษ์และนายธวัช ออกจากคุกมาได้ไม่เท่าไรก็เสียชีวิต เนื่องจาก ติดโรคมาจากในเรือนจำ
       
       
นายกระแสร์ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ “เปิดใจ “แพะรับบาป” คดีเชอรี่แอน ดันแคนคน เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนหนึ่งว่า

“…ก่อนเข้าคุกผมมีครอบครัว ภรรยาอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย มีลูกชาย 1 คน ลูกสาว 1 คน ตอนที่ผมเข้าไปอยู่ในคุกภรรยาผมเครียดมากจนเสียชีวิต ต่อมาลูกสาวอายุ 17 – 18 ปีถูกฆ่าข่มขืน ผมอยู่ในคุกไม่มีใครบอกว่าลูกสาวผมโดนฆ่าตาย ผมก็ไม่รู้เรื่องเขาปิดกัน ลูกสาวกำลังสอบชิงทุนไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น ถ้าเกิดผมซึ่งเป็น พ่อยังอยู่ข้างนอก ก็ยังดูแลเขาได้ไม่โดนฆ่า ต่อมาลูกชายก็หายสาปสูญยังหาไม่เจอ…”
เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงวิบากกรรมส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริสุทธิ์เช่น พวกเขา ซึ่งต่อมากรมตำรวจ (ในขณะนั้น) ได้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่เพื่อหาตัวฆาตรกรที่แท้จริง

จนในที่สุดผู้ต้องหาตัวจริงที่ฆ่า น.ส.เชอรี่แอน ดันแคน คือนายสมัคร ธูปบูชาการและนายสมพงษ์ บุญญฤิทธิ์ โดยศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต
       

นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ของความบกพร่องของระบบการดำเนินคดีอาญาใน ประเทศไทย เพียงคดีเดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันมีคนถึงร้อยละ 20 ที่ต้องติดคุกฟรี โดยไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสังคม จนแทบจะไม่เป็นข่าว เนื่องจากมิใช่คดีที่โด่งดังมากเฉกเช่นคดีฆาตกรรม นางสาวเชอรี่แอน ดันแคน และหากตัวเลขดังกล่าวเป็นความจริง ก็เป็นสิ่งที่ สะท้อนให้เห็นว่า แนวทางปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรมสวนทางกับหลักการ ที่ยึดถือกันในวงการนักกฎหมายที่ว่า “ยอมปล่อยตัวผู้กระทำความผิดนับร้อยคน ไป ยังดีกว่าลงโทษหรือจำคุก ผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว”

 

 นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวปฏิบัติที่เป็นการขัดหลักตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 ที่ว่า สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาล พิสูจน์ถึงที่สุดจึงจะลงโทษ proof beyon a reasonable doubt เหตุเพราะ จากคดีที่มี “แพะรับบาป” ปรากฏอยู่เสมอ ๆ นั้น แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันมุ่งแต่เฉพาะกระทำการอย่าง ใดๆเพื่อแสวงหาผู้ที่จะมารับโทษในคดี มากกว่าการคำนึงถึงความบริสุทธิ์ของ ผู้ต้องหา แม้บางครั้งจะยังไม่มีพยานหลักฐานที่แน่นอนว่าผู้รับโทษในกรณีดังกล่าว เป็นผู้กระทำผิดที่แท้จริง ดังนั้นจากหลักข้อสันนิษฐานความเป็นผู้บริสุทธิ์ดังกล่าว ผู้ต้องหาจึงควรได้รับจนกว่าจะมีพยานหลักฐานที่แท้จริงจากระบบการทำงานที่มี ประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม พิสูจน์ยืนยันแล้วว่าผู้ต้องหาดังกล่าวเป็น ผู้กระทำความผิดจริง

(ปัจจุบันก็คือ ป.วิอาญา ม.227)
       
       
จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงเป็นความจำเป็นที่หน่วยงานทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนองค์กรของกระบวนการยุติธรรม ที่ในชั้นสอบสวนควรมีระบบการทำงานในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่จริงแท้ แน่นอน พนักงานอัยการสามารถกลั่นกรองคดีไปสู่ศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างระบบศาลชั้นต้นที่สมบูรณ์ที่มีองค์คณะที่ครบถ้วนในการ พิจารณาพิพากษาคดี หรือปรับปรุงแก้ไขในด้านกฎหมาย ปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรมให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง และมีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล อำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่ายในกระบวนการยุติธรรม

(เป็นเหตุผล ที่ต่อมามีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา และวิธีพิจารณาความอาญากันยกใหญ่)

 นอกจากนี้ การพิจารณาคดีอาญาควรมีการพิจารณาอย่างรวดเร็ว เนื่อง จากความล่าช้าในการพิจารณาคดี เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนบางส่วนต้อง ติดคุกฟรี โดยที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่ามีความผิด และในกรณีหากมีความผิด พลาดหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่าเป็น สิ่งจำเป็นยิ่งที่จะต้องมีการเยียวยาชดเชยแก่ผู้บริสุทธิ์ซึ่งถูกดำเนินคดีอาญา โดยมิชอบ แม้ในความเป็นจริงแล้ว การเยียวยาชดเชยดังกล่าวจากรัฐ จะเทียบไม่ได้เลยกับวิบากกรรมและความสูญเสียที่ได้รับจากความบก พร่องของระบบการดำเนินคดีอาญา
ความบกพร่องของระบบการดำเนินคดีอาญา ในประเทศไทย ที่สะท้อนออกมาให้ประชาชนได้เห็นจากคดีต่าง ๆ จะเป็นบทเรียนให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบ ในการประสานงานช่วยแก้ไข และหามาตรการที่จะเป็นหลักประกันคุ้มครองผู้บริสุทธิ์มิให้ถูกกระทำจากการใช้อำนาจโดย มิชอบหรือโดยผิดพลาดของบุคคลในกระบวนยุติธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความสำคัญกับ ประสิทธิภาพของการ ปราบปรามอาชญากรรม และการคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้อง (crime control กับ due process of law) ซึ่งหากดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว นอกจากจะเป็นการศึกษาความสงบ เรียบร้อยในสังคมแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชน ที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม การอำนวยความยุติธรรม อีกด้วย

 

 

เชอร์รี่แอน ดันแคน เป็นแค่คดีอาญาธรรมดา...ฆาตกรรมชู้สาว

 คดีเชอร์รี่แอน ดันแคน...เริ่มขึ้นในตอนเย็นวันที่ 22 ก.ค. 2529 หลังจากโรงเรียนเลิก เด็กสาวได้ขึ้นรถแท็กซี่เพื่อกลับบ้านพัก...แต่หายไป โดยไม่กลับบ้านอีกเลย

นายวินัย ชัยพานิช ผู้เป็นเสี่ยซึ่งรับอุปการะเลี้ยงดูเธอ ได้ไปแจ้งความ การหายตัวไว้ที่ สน.พระโขนง

หลังจากหายไป 3 วัน มีคนพบศพเธอเสียชีวิตอยู่ในป่าดงแสม ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ...เบื้องต้น ตำรวจตั้งประเด็นสอบสวนว่าคงถูกคนร้ายลวงมาฆ่าเพื่อชิงทรัพย์และข่มขืน

แน่นอน โดยธรรมชาติของการสอบสวนคดีประเภทนี้ ตำรวจจะเริ่ม ขุดคุ้ยคดีจากความสัมพันธ์ของผู้เสียชีวิตกับคนใกล้ชิด

ถ้าคนใกล้ชิดลงมือ...อะไรคือแรงจูงใจให้ลงมือฆ่า

คดีนี้ถ้าดำเนินการสอบสวนแบบไม่เบี่ยงเบน จะเริ่มพุ่งเป้าไปที่ เสี่ยวินัย ผู้เป็นทั้งผู้ปกครองและคนรัก ว่าทั้งสองมีปัญหาอะไรกันหรือไม่

การสอบสวนเพื่อนๆ ของเชอร์รี่แอน ตำรวจพบว่า.....มีปัญหาเรื่องหึงหวงที่เชอร์รี่แอนเริ่มหันมาคบหากับเด็กผู้ชายรุ่น

ราวคราวเดียวกัน และก่อนหน้าที่เธอจะถูกสังหารประมาณเดือนครึ่ง เสี่ยวินัยได้พาพวก บุกทำร้ายเชอร์รี่แอนและแฟนหนุ่ม หลังจับได้คาหนังคาเขาว่าคบหากัน        

เสี่ยวินัยข่มขู่บังคับให้เด็กหนุ่มเลิกคบหากับเชอร์รี่แอน

 

แต่การสอบสวน ตำรวจได้พบว่าคนที่มีปัญหากับเชอร์รี่แอนไม่ได้ มีแค่เสี่ยวินัยคนเดียว

ก่อนหน้านั้น...มีผู้หญิงสาวอีกคนเข้ามามีปัญหากับเชอร์รี่แอน มีทั้งบุกเข้ามาอาละวาด ด่าทอ ทำลายข้าวของในบ้านพักหลายครั้ง แถมมี ทั้งเสนอเงินสด 1 แสนบาท เป็นค่าตอบแทนที่จะให้เลิกกับเสี่ยวินัย

โดยอ้างว่าเป็นภรรยาของเสี่ยวินัย...เป็นภรรยาแบบพฤตินัย ไม่ได้ ทั้งแต่งงาน และจดทะเบียนสมรส

ที่สำคัญหญิงผู้นี้ ไม่ได้เป็นแค่ภรรยาลับๆแบบไร้น้ำยา...ยังเป็น ภรรยาที่มีฐานะเรียกว่าอู้ฟู่

เป็นลูกสาวเศรษฐีที่ดินย่านพัฒน์พงศ์ แหล่งโลกีย์ดังของกรุงเทพฯ มีกิจการร้านค้าสถานบริการเป็นของตัวเอง แถมยังเป็นผู้ร่วมหุ้นคนสำคัญที่ทำธุรกิจกับเสี่ยวินัย

ยิ่งไปกว่านั้น...นามสกุลยังเด่นดัง เครือญาตินายตำรวจใหญ่ ระดับบิ๊กอีกด้วย

การสอบสวนถ้าทำกันแบบปกติ ตรงไปตรงมา เจอข้อสงสัยที่ไหนก็ต้องสอบสวนไขปริศนาตรงนั้นให้ได้

คดีเชอร์รี่แอน ดันแคน ถ้าทำกันตรงไปตรงมา...สอบสวนเจอผู้ต้อง สงสัยที่เป็นเศรษฐี มีเส้นใหญ่ก็ต้องสอบสวนทำปริศนาตรงนี้ให้กระจ่าง

แต่ปรากฏว่าการสอบสวนคดีกลับพุ่งเป้าไปที่เสี่ยวินัย...เพียงคนเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น...เสี่ยวินัยยังซวยซ้ำสอง มารู้ทีหลัง นายตำรวจยศระดับรองผู้กำกับฯ ที่เป็นพนักงานสอบสวนในคดีเชอร์รี่แอน ดันแคน ที่กำลังรวบรวมหลักฐานให้ตัวเองเข้าคุก

ยังเป็นกิ๊กกับสาวเศรษฐีเส้นใหญ่ ที่เสี่ยวินัยทอดทิ้งเพราะไปหลงใหลเด็กวัยใสอย่างเชอร์รี่แอน

เมื่อเรื่องราวเบื้องหลัง คดีชิงรักหักสวาทเป็นเช่นนี้

จึงมีการวางแบบรูปคดีให้ออกมาเป็น...คนชิงรักต้องจบชีวิต คนทิ้งรักต้องติดคุกในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ

นอกจากการสอบสวนคลี่คลายคดี จะพุ่งเป้าไปที่ปัญหาหึงหวงทำร้าย ร่างกายระหว่างเชอร์รี่แอน กับเสี่ยวินัย โดยรองผู้กำกับฯ กิ๊กสาวเศรษฐี เพื่อให้รูปคดีดูสมเหตุสมผล มีการนำตัวบุคคลที่แฟนหนุ่มของเชอร์รี่แอน ระบุว่า เป็นคนซ้อมตัวเองมาให้ปากคำเป็นพยานอย่างหนาแน่น

แต่นั่นเป็นแค่พยานพฤติเหตุแวดล้อม ที่ไม่สามารถจะระบุให้อัยการเห็น และสั่งฟ้องได้ว่า การทำร้ายหึงหวงในวันนั้นจะเป็นเหตุให้มีการลงมือฆ่า ในอีกเดือนครึ่งต่อมาได้

เพื่อให้สมเหตุสมผล ดูน่าเชื่อถือได้...ต้องมีการปั้นพยาน สร้างหลักฐานเท็จขึ้น

ตำรวจในทีมงานสืบสวนสอบสวนได้นำ “นิ้ว” มาเป็นพยานที่ให้เหตุการณ์อุ้มเชอร์รี่แอน ก่อนจะถูกฆ่า

“นิ้ว” นั่นไม่ใช่ใครที่ไหน...ประชาชนธรรมดาที่มีอาชีพชอบเสี่ยงทำงานผิดกฎหมาย ให้ตำรวจและนำผลประโยชน์มาแบ่งกัน

แต่ถ้าจะพูดให้ไพเราะดูดี ก็ต้องบอก “นิ้ว” คือคนที่ทำงานเป็นสายให้ตำรวจ

นำนิ้วมาใช้งานเป็นพยาน นั่นดีกว่าใช้บุคคลอย่างอื่น...ด้วยเหตุผล รู้จักแหล่งที่อยู่ที่กบดาน เคยทำงานลับมาด้วยกัน ไว้ใจได้เรื่องปากโป้ง

ถึงจะปากโป้ง...ปิดปาก ฆ่าตัดตอนได้ไม่ยาก

นิ้วที่ถูกนำมาใช้ในคดี คือ นายประเมิน โภชพลัด ถูกอุปโลกน์ให้ รับบทเป็นคนขับสามล้อ ผู้อ้างว่าเห็นชาย 4 คน ซึ่งเป็นลูกน้องของเสี่ยวินัย ช่วยกันพยุงเชอร์รี่แอนออกมาจากที่ทำงานก่อสร้างของเสี่ยวินัย ก่อนที่จะกลายเป็นศพ

และเพื่อให้เป็นหลักฐานทางคดีที่มั่นคง ต้องมีการชี้ตัวชายทั้ง 4 คนให้ถูกต้อง...ทั้งที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า

การชี้ตัวได้ถูกต้องทำไม่ยาก...แค่เรียกลูกน้องของเสี่ยวินัยมา สอบสวนที่โรงพัก แล้วก็ให้นิ้วคอยนั่งดู จำไว้ว่าคนไหนหน้าตาเป็นยังไง

 

เพียงแค่นี้ ถึงวันชี้ตัว...ชี้ได้ถูกทุกคน

จนเป็นเหตุให้ทั้ง 4 คน ต้องกลายเป็นแพะติดคุก

และมีการพลิกฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ในปี 2538 จับคนร้ายตัวจริงได้

 

ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้กับแพะ

 

เป็นเงินประมาณ 38 ล้านบาท...และเป็นภาระที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

จะต้องไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไล่เบี้ยจากตำรวจจับแพะคดีเชอร์รี่แอนมาคืน

 

อีกต่อหนึ่งตอนนี้คดี...ก็ยังไปไม่ถึงไหน เรียกเงินคืนจากตำรวจจับแพะยังไม่ได้

 

 

ปริศนาคดีเชอร์รี่แอน ดันแคน...คดีที่มีผลประโยชน์ อิทธิพล สอบแล้วเจอพวกเดียวกันเกี่ยวข้อง

มักจะมีแพะตามมาเสมอ...ก็เท่านั้น.

สมัยนั้น งานด้านนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุ ยังไม่ดีพอ สังเกตุได้จากภาพขาวดำ การตรวจที่เกิดเหตุ มีประชาชนเข้ามาถึงจุดเกิดเหตุ เป็นการทำลายวัตถุพยานสำคัญ โดยสิ้นเชิง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติสนองนโยบายนายกฯ ทักษิณ ยอมชดใช้ในคดี เชอรี่แอน ดันแคน ให้กับญาติแพะกว่า 38 ล้านบาท

ในวันนี้ พลตำรวจตรีพงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เดินทางไปยังบ้านของ นางตุ่น กนกชวาลย์ชัย ภรรยาของ นายรุ่งเฉลิมหรือเฮาดี้ กนกชวาลย์ชัย ที่เสียชีวิตในเรือนจำเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2524 หลังตกเป็นจำเลยและถูกจำคุกในคดีเชอรี่แอนทั้งที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิด ภายในชุมชนพัฒนาซอยสวนพลู ทุ่งมหาเมฆ และได้นำกระเช้าดอกไม้ไปเยี่ยม โดยมี

นางตุ่นและนางสาวเชอรี่ ลูกสาว อยู่ในบ้าน โฆษก ตร.กล่าวว่า การเดินทางมาพบนางตุ่นในครั้งนี้ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร.ให้มาชี้แจงผลการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในกรณีที่ นายกระแส พลอยกลุ่ม กับพวกรวม 7 คน เป็นโจทก์ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังตำรวจจับกุมผู้กระทำผิดตัวจริงในคดีเชอรี่แอนได้ ซึ่งต่อมาศาลแพ่งได้พิพากษาให้สำน้กงานตำรวจแห่งชาติชำระค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้ง 7 คน รวม 26 ล้าน 3 หมื่น 8 พัน 660 บาท พร้อมดอกเบี้ยและทางสำนกงานตำรวจแห่งชาติ,สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาเห็นพ้องกับความเห็นของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ควรอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแพ่ง ซึ่งทางผบ.ตร.ให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาตินำเงินสินไหมทดแทนทั้งหมด ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งไปวางศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องชดใช้รวมดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 38 ล้าน 2 แสรน 8 หมื่น 8 พัน 278 บาท ซึ่งเป็นเงินต้น 26 ล้าน 3 แสน 8 หมื่น 660 บาท ซึ่งนางตุ่นจะได้รับเงิน 7 ล้าน 1 แสน 4 หมื่น 5 พัน 618 บาท ซึ่งเป็นเงินต้น 4 ล้าน 8 แสน 6 หมื่น 9 พัน 360 บาท และนางสาวเชอรี่ กนกวรรณชัย ได้รับทั้งต้นและดอกรวม 8 แสน 8 หมื่น 4 พัน 79 บาท และโจทก์ที่เหลือก็จะได้รับเงินจำนวนนี้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะนางทัศนีย์ กิจเจริญ ได้เงินค่าสินไหมรวม 11 ล้าน 9 แสน 8 หมื่น 9 พัน 194 บาท โดยนางตุ่นและนางสาวเชอรี่ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี และรู้สึกดีใจ โดยกล่าวว่า เงินจำนวนนี้ไม่คุ้มกับการที่ตนเองต้องสูญเสียสามี สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้น พลตำรวจตรีพงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษก ตร. ได้กล่าวว่า ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ พลตำรวจเอกปิยะ เจียมชัยศรี รอง ผบ.ตร.เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนและติดตามหาตัวผู้ต้องรับผิดชอบ เพื่อชดใช้ในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยส่วนของการติดตามจับกุม พันตำรวจเอกมงคล ศรีโพธิ์ ที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศนั้น  ผบ.ตร.ได้สั่งการให้กองปราบประสานกับสำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการติดตามจับกุมให้ได้เร็วที่สุด

 

เมื่อวันที่ 25 ก.ย.46 ที่ผ่านมา ศาลแพ่งมีคำพิพากษา ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหาย 

ให้อดีตจำเลยหรือทายาท ผู้เป็นแพะรับบาปในคดีเชอรี่แอนดันแคนรวม 26 ล้าน
ตามระเบียบกระทรวงการคลัง รัฐแพ้คดีต้องอุทธรณ์ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังดำเนินการ
มองในแง่นักกฎหมาย เมื่อกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด การอุทธรณ์ฎีกาย่อมเป็นสิทธิของคู่ความ
มองในแง่นักบัญชี ผู้เสียหายในคดีนี้ติดคุกคนละ 6 ปี 2 เดือน ใช้เวลาในการฟ้องร้องคดี ตามกระบวน

การยุติธรรมอีก 4 ปี รวมเป็น 10 ปี เมื่อคิดค่าชดเชยจาก 6 ปีผู้ที่ได้รับชดใช้ค่าเสียหาย ตามคำพิพากษามากที่สุด 

และเป็นคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ 10,069,300 บาท ตกนาทีละ 3.20 บาท ส่วนทายาทของผู้ที่ 

ได้ชดเชยน้อยที่สุดได้ 1,130,000 บาท ตกนาทีละ 36 สตางค์เท่านั้น
ผู้เสียหายคนเดียว ที่ยังมีชีวิตอยู่กำลังรอ ผลการดำเนินกระบวนยุติธรรมต่อไป ในสภาพหัวใจแหลกสลาย 

ภรรยาและบุตรสาวเสียชีวิตไปแล้ว บุตรชายหายสาบสูญสูญ ไม่เหลือความเป็นครอบครัว
กฎหมายเป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่คนเป็นผู้สร้างเป็นผู้ใช้
ความยุติธรรมซึ่งเป็นเนื้อแท้ของกฎหมาย จะคงอยู่ตลอดไป ดิฉันเชื่อเช่นนั้น
แต่กระบวนการในการรักษาความยุติธรรมเล่า อำนวยผลในเวลาที่เหมาะสมหรือยัง ?? 

 

เรื่องของรัก 4 เส้า ชาย 1 หญิง 3 ที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งกว่านวนิยาย ระหว่าง เสี่ยหนุ่มใหญ่นักธุรกิจ นายวิชัย ชนะพาน

(รับบทโดย ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) กับเศรษฐีนีสาว น.ส.สุวิมล พงษ์พัฒน์ (รับบทโดย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล), น.ส.ทิพย์วรรณ แม่บ้านสา

วของนายวิชัย และ เชอรี่ แอน (รับบทโดย รุ่งนภา บรู๊ค) เด็กสาวแสนสวย ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน อายุ 16 ปี และแล้ว ความรักที่ทุกคนหลงใ

ก็ได้นำไปสู่โศกนาฏกรรมการตายของ เชอรี่ แอน มีผู้พบศพเธอที่ป่าแสมใกล้ถนนสุขุมวิทสายเก่า หลักกิโลเมตรที่ 42 แถวบางปู สมุทรปรากา

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2529หลังการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง ภายใต้ความรับผิดชอบของ พ.ต.ท.เลิศล้ำ ธรรมนิสา

(รับบทโดย สุรศักดิ์ ชัยอรรถ) กับ พ.ต.ท.มั่งคั่ง ศรีพรพงษ์ (รับบทโดย ฉัตรกฤษณ์ เพิ่มพานิช) นำไปสู่การจับกุม นายวิชัย ชนะพาน

ิช พร้อมบริวาร 4 คน นายเฉลิมรุ่ง ชวาลชัย (รับบทโดย ทวิน เคล้าเครือ), นายพิพัฒน์ ค้าขจร (รับบทโดย สมหมาย นิลทาง), นายกระ

ิน มณีกลุ่ม (รับบทโดย วิทวัส ทีทา) และนายธวิช กิจประยุทธ (รับบทโดย บุญส่ง นาคภู่) ในข้อหาจ้างฆ่าและร่วมกันฆ่า โดยตำรวจได้แยกย้า

ผู้ต้องหา ออกคุมขังกระจายไปตามสถานีตำรวจจำหวัดสมุทรปราการ

นางไพลิน พี่สาวของเสี่ยหนุ่ม ได้ว่าจ้างสำนักงานทนายเข้าแก้คดี เพ็ญนภา ธรรมรุ่งโรจน์ (รับบทโดย ชฎาพร รัตนาก)

ทนายสาวจึงเข้ามารับผิดชอบในคดีนี้ ในระหว่างการถูกคุมขัง ผู้ต้องหาต่างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ นานา

แม้ว่าเสี่ยหนุ่มใหญ่นายวิชัย จะรอดตัวอย่างหวุดหวิดจากการถอนฟ้องของอัยการท้องที่ เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

แต่บริวารของเขา 4 คน ก็ถูกฟ้องร้องด้วยหลักฐานปลอม พยานเท็จ จากการปรุงแต่งของตำรวจชั่ว จนถูกศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต

และส่งตัวไปจองจำที่เรือนจำบางขวาง

เสี่ยวิชัยรู้ดีว่า ลูกน้องของเขาไม่ใช่ผู้กระทำผิด จึงนำเรื่องร้องเรียนไปทางกองปราบฯ ซึ่งก็ได้ตั้งทีมงานขึ้นสืบสวนลับทันที โดยมี

พ.ต.อ.อดิศัย จิตตนะพัฒนา (รับบทโดย อนันต์ สัมมาทรัพย์) เป็นหัวหน้าหน่วย และผู้ช่วย พ.ต.ท.นรินทร์ ธนาธรณ์

(รับบทโดย ปราบ ยุทธพิชัย) ซึ่งร่วมทำงานกับทนายสาวเพ็ญนภาอย่างใกล้ชิด

ทั้งสองออกสืบสวนหาข้อเท็จจริงท่ามกลางการคุกคามอย่างลึกลับ จนได้พบความจริงว่า ผู้ต้องหา 4 คนเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราติดขั้นตอนทางกฎหมาย แพะรับบาปทั้งหมดต้องรอความหวัง จากกระบวนการยุติธรรมของศาลอุทธรณ์

และศาลฎีกา โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ทุกคนจึงต้องแบกรับชะตากรรมอันเลวร้าย ต่อสิ่งที่ตนเองไม่ได้ก่อขึ้น

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 เวลาผ่านไปร่วม 7 ปี ศาลฎีกาได้ยกฟ้องปล่อยตัวผู้บริสุทธิ์ทั้งหมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับแพะทั้ง 4 คน

คือสภาพครอบครัวแตกแหลกสลาย นายเฉลิมรุ่งเสียชีวิตในคุก นายพิพัฒน์และนายธวิช ติดโรคร้ายจากเรือนจำอย่างอ่อนเปลี้ย

และเสียชีวิตหลังพ้นโทษไม่นาน เหลือเพียงหนึ่งเดียว นายกระสิน นอกจากต้องต่อสู้กับความปวดร้าวในสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวแล้ว

เขายังต้องแบกรับความเจ็บปวดไปชั่วชีวิต จากอาการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง อันเป็นผลมาจากระบบการสอบสวนผู้ต้องหาของตำรวจเลว

ขณะเค้นให้รับสารภาพเมื่อแรกถูกจับกุม

เมื่อคดีเดิมถึงที่สุด กองปราบฯ จึงสามารถรื้อฟื้นคดีขึ้นฟ้องร้องได้อีกครั้งหนึ่ง และนำไปสู่การจับผู้ต้องหาจ้างวาน น.ส.สุวิมล พงษ์พัฒน์ และติดตามไล่ล่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเชอรี่ แอน คือ นายสมาน ธูปชิบาการ, นายสมจิต ปุญฤทธา, นายสมพจน์ ปุญฤทธา, นายจีระ ว่องไววิทย์ และพยานเท็จ นายประมวล พลัดโพชน์ เพื่อให้ศาลสถิตย์ยุติธรรม พิจารณาตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดจริงจนสำเร็จ และจบด้วยข้อมูลต่างๆ ของผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว...

 

นำไปสร้างภาพยนตร์ 
 

"เชอรี่ แอน" ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงจากคดี "เชอรี่ แอน" ที่เป็นคดีที่โด่งดังเกรียวกราว บนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เมื่อปี 2529 มีความยาวนานของการสืบสวนสอบสวน ทั้งยังมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนและแง่มุมที่น่าสนใจมากมาย และเป็นคดีที่ลือลั่นสั่นสะเทือนขบวนการยุติธรรม เพราะมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้อง ต้องมารับเคราะห์กรรมจากผลของคดีมากมาย จนเป็นที่มาของคำว่า"แพะ"

 

"เชอรี่ แอน" ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงจากแฟ้มคดี ผลงานกำกับของ จรูญ วรรธนะสิน จากบทเรื่องโดย สายัณห์ สินบัว, บทภาพยนตร์โดย สายัณห์ สินบัว, จรูญ วรรธนะสิน, ชลัท ศรีวรรณา, อำนวยการสร้างโดย บริษัท ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น จำกัด, ถ่ายทำโดย บริษัท สตูดิโอกรุงเทพ จำกัด, อำนวยการสร้างโดย เจริญ เอี่ยมพึ่งพร, อำนวยการผลิตโดย ชูชาติ โตประทีป มีที่ปรึกษาคือ นายศิวะ แสงมณี อธิบดีกรมราชทัณฑ์, พล.ต.ท.ประกาศ ศาตะมาน, พล.ต.ต.อดิศร จินตนะพัฒน์, ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร

ทีมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ประกอบด้วย ผู้กำกับภาพ ชลัท ศรีวรรณา, ถ่ายภาพและให้แสงโดย บุญเลิศ โตประทีป, ศิลปกรรม-เตรียมงานโดย เพชร เนตรงาม, มนตรี เหมือนมี, ศุภชัย แสงขำ, ปิยบุตร จิรบวร, ยุคนธร แก้วทอง, ผู้ลำดับภาพ ชลัท ศรีวรรณา, ผู้ช่วยผู้กำกับฯ ได้แก่ ภาคภูมิ วงศ์จินดา, สายัณห์ สินบัว, ผู้ช่วยกล้อง มนูญ ชัยเวช, อนุวัช แก้วละเอียด, บันทึกเสียงโดย ชาคริต บริบูรณ์, ในกรม กิจจะวัฒน์, คัดสรรผู้แสดงโดย ธนพร โสภณ, ชาติชาย เอมเจริญ, เสื้อผ้าโดย นฤมล กิตติสุวรรณ, แต่งหน้า/ทำผมโดย เบญจวรรณ สร้อยอินทร / ประไพพิศ รัตนคช, ดนตรีประกอบภาพยนตร์โดย กฤษณ วงศ์สุข

สำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์ ได้แก่ เพลง "ใคร" คำร้อง/ทำนองโดย ภาณุ เทศะศิริ, ขับร้องโดย วงดนตรี Blue Sky ; เพลง "จำใจจาก" คำร้องโดย รุ่งเฉลิม กนกชวาลชัย, ทำนองและขับร้องโดย พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ; เพลง "เชอรี่ แอน" คำร้อง/ทำนองโดย ภาณุ เทศะศิริ, บรรเลงและขับร้องโดย วงดนตรี The Sun

ผู้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง "เชอรี่ แอน" ได้แก่ รุ่งนภา (แอนนี่) บรู๊ค รับบท เชอรี่ แอน เด็กสาวผู้เต็มไปด้วยความสดใส น่ารัก และ เทิดทูนความรัก แต่ถูกฆาตกรรม การตายของเธอ กลับทำให้วงการยุติธรรมต้องสั่นสะเทือน, ชฎาพร รัตนากร มารับบทเป็น ทนายสาวนักสู้ เพ็ญนภา ธรรมรุ่งโรจน์ เป็นตัวละครที่สร้างขึ้น แทนทนายความที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีนี้ เพื่อแก้ต่างให้เสี่ยวิชัยและบริวาร ผู้ตกเป็นแพะรับบาปในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ รับบทเป็น เสี่ยวิชัย ชนะพานิชนักธุรกิจหนุ่มหลายรัก ผู้เป็นต้นเหตุแห่งเรื่องราวทั้งหมด ของโศกนาฏกรรมในคดีนี้, เพ็ญพักตร์ ศิริกุล รับบท สุวิมล พงษ์พัฒน์ ภรรยาคนที่สองของเสี่ยวิชัย ผู้ตกอยู่ในวังวนแห่งรักซ้อน จนกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า เธอคือผู้จ้างวานฆ่า

 

นอกจากนั้น ยังร่วมแสดงโดย ปราบ ยุทธพิชัย รับบทเป็น พ.ต.ท.นรินทร์ ธนาธรณ์ ตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้น เพื่อแทนการทำงานของนายตำรวจด้านสว่าง ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่รักษาเกียรติยศของสถาบันยิ่งชีวิต, อนันต์ สัมมาทรัพย์ สวมบท พ.ต.อ.อดิศัย จิตตนะพัฒนา นายตำรวจตงฉินที่มีตัวตนจริงในกองปราบฯ เป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนลับ จนได้ความจริงมาเผยสู่สาธารณะชน, สุรศักดิ์ ชัยอรรถ รับบท พ.ต.อ.เลิศล้ำ ธรรมนิสา และ ฉัตรกฤษณ์ เพิ่มพานิช รับบท พ.ต.อ.มั่งคั่ง ศรีพรพงษ์ นายตำรวจซึ่งใช้อำนาจของกฎหมายในทางที่ผิด ผู้พลิกคดีจากขาว ให้กลายเป็นดำ จนเกิดแพะรับบาปในที่สุด, ทวิน เคล้าเครือ - สมหมาย นิลทาง - วิทวัส ทีทา - บุญส่ง นาคภู่ รับบท เฉลิมรุ่ง - พิพัฒน์ - กระสิน - ธวิช 4 ผู้บริสุทธิ์ ลูกน้องเสี่ยวิชัย ผู้ต้องตกเป็นแพะรับบาปของคดี ผู้มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตน แต่กลับไม่มีโอกาสพิสูจน์ เพราะน้ำมือของผู้ใช้กฎหมายบางคน

 

เรื่องของ "เชอรี่ แอน" ปัจจุบันได้กลายมาเป็นคดีตัวอย่าง ที่นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย ต่างใช้ศึกษา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน ปี พ.ศ.2540  ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรม และสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งให้นักศึกษากฎหมายทุกคน คำนึงถึงหลักวิชาชีพของตนที่จะผดุงความยุติธรรมให้แก่สังคม

 

วันนี้ไม่มีเชอรี่ แอนแล้ว แต่การเสียชีวิตของเธอไม่สูญเปล่าเลย เพราะเธอคือชนวน ก่อให้เกิดประกายแห่งกระแสการตื่นตัวของสังคม ต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมของชาติจนทุกวันนี้ ซึ่งมีระบบ ระเบียบ ขั้นตอน การปฏิบัติ และการคานอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมของชาติ ซึ่งก็จะต้องพัฒนาต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง...

 

   

 

« Back